หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 117)

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. The train ______________ which he was traveling was late.

(รถไฟซึ่งเขากำลังเดินทางมา __________________ (มัน)  ล่าช้า)

(a) for

(b) with

(c) in    (ใน)

(d) of

2. Across the street he saw a man ______________ a boy with a stick.

(ข้ามฝั่งถนนไป  เขาเห็นชายคนหนึ่ง ________________ เด็กคนหนึ่งด้วยไม้)

(a) beating    (กำลังตี)

(b) to beat

(c) having beaten

(d) to have beaten

ตอบ   -   ข้อ    (a)  ดูการใช้ กริยา  “See”  จากประโยคข้างล่าง

๑.     See” + กรรม + Verb 1  =  เห็นกรรมทำกริยา

- We saw him go out and walk in the park.

(เราเห็นเขาอออกไปข้างนอก  และเดินในสวนสาธารณะ)

(แต่เมื่อเป็น  “Passive voice”  ต้องใช้   “He was seen to go out and walk in the park.”)

๒. See” + กรรม + Verb + ing”  =  เห็นกรรมกำลังทำกริยา

-   We saw students playing in the field.

(เราเห็นนักเรียนกำลังเล่นในสนาม)

๓.  See” + กรรม + Verb 3  =  เห็นกรรมถูกกระทำ

-   We saw an elephant killed by hunters.

(เราเห็นช้างถูกฆ่าโดยนายพราน)

3. I think that the Concorde is more beautiful than ____________ plane.

(ผมคิดว่า  เครื่องบินคองคอร์ดสวยกว่าเครื่องบิน __________________ )

(a) any

(b) any other    (อื่นใด)

(c) any others

(d) nearly any

ตอบ   -   ข้อ   (b)

4. I cannot tell who painted that picture since I’m not very _________________ modern art.

(ผมไม่สามารถบอกได้ว่า  ใครเป็นคนระบายสีภาพนั้น  เพราะว่าผมไม่ ________________ ศิลปะสมัยใหม่มากนัก) 

(a)   familiar to

(b) familiar with    (คุ้นเคยกับ)

(c) familiar of 

(d) familiar from

5. Billy Carter hurt his brother’s chances ________________.

(บิลลี่  คาร์เตอร์ ทำร้ายโอกาสของพี่ชายของตน (จิมมี่ คาร์เตอร์)  _____________ .

(a) on a reelection

(b) into getting elected again

(c) for reelection    (สำหรับการ (ลงสมัคร) รับเลือกตั้งเป็นสมัยที่  ๒)

(d) reelecting

6. The fact ______________ we have inflation makes it hard for families to buy the food they need.

(ข้อเท็จจริง __________________ เรามี (ภาวะ) เงินเฟ้อ  ทำให้มันยากสำหรับครอบครัวต่างๆ ที่จะซื้ออาหารที่ตนต้องการ)

(a) of

(b) that    (ที่ว่า)

(c) about 

(d) since

7. Jim: Where are the children?

(จิม :  ลูกๆอยู่ที่ไหน)

   Jane: They _____________ to bed.  I don’t see them around.

(เจน :  พวกเขา ____________________ เข้านอนแล้ว  ชั้นไม่เห็นพวกเขาอยู่แถวๆนี้เลย)

(a)   must go

(b)  will have gone

(c)   should go

(d) must have gone    (จะต้องได้ไป)

ตอบ   -   ข้อ    (d)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                      ตัวอย่างที่ ๑

-   Mike went to the cinema last night, but he should __________________ home and prepared his lesson. 

(ไมค์ไปดูหนังในคืนที่ผ่านมา  แต่ว่าเขาควร _____________________ อยู่กับบ้าน   และตระเตรียมบทเรียน)

(a)   stay

(b)  to stay

(c) have stayed    (จะได้พัก)

(d) have been stayed

ตอบ   -   ข้อ    (c)  “Should + have + Verb 3” =  “ควรจะได้ทำสิ่งนั้นในอดีต  แต่ก็มิได้ทำ”   ในกรณีของประโยคข้างบน   คือ  ควรจะพักอยู่กับบ้านและเตรียมบทเรียน  แต่ก็เปล่า  กลับไปดูหนังแทน   ส่วน   “Should + not + have + Verb 3” =   “ไม่ควรทำสิ่งนั้นในอดีต  แต่ก็ได้ทำลงไป

               ตัวอย่างที่ ๒

-  You lost all your money, didn’t you?  You ______________ that much on you.

(คุณสูญเงินหมดเลยใช่ไหม   คุณ ____________________ เงินติดตัวจำนวนมากเช่นนั้น)

(a) should carry    (ควรพกพา หรือถือ)

(b) did not carry    (ไม่พกพา หรือถือ)

(c) should have carried    (ควรได้พกพา หรือถือ)

(d) shouldn’t have carried     (ไม่ควรได้พกพา หรือถือ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)   เนื่องจาก  “Shouldn’t + have + verb 3” = “ไม่ควรได้ทำเช่นนั้น  แต่ก็ทำ”   ในประโยคข้างบน  “คุณสูญเงินไปหมดแล้ว”  ผู้พูดจึงบอกว่า  “คุณไม่ควรพกเงินไปมากเช่นนั้น”  แต่ก็ได้พกไปแล้ว  และสูญเงินจนหมด  ซึ่งอาจเกิดจากการถูกปล้น หรือถูกขโมย  สำหรับโครงสร้าง  “Should + have + verb 3”   (ควรได้ทำเช่นนั้น  แต่ก็ไม่ได้ทำ)   ดูเพิ่มเติมโครงสร้างทั้ง  ๒  แบบนี้จากประโยคข้างล่าง

               ตัวอย่างที่ ๓

-    A: “You were late for your appointment.”

(คุณมาสายสำหรับการนัดหมาย)

-    B: “I know.  I shouldn’t ________________ so long at the library.”

(ผมทราบ  ผมไม่ควรจะ___________________นานมากที่ห้องสมุด)

(a)   have been staying

(b) have stayed    (ได้อยู่, ได้หยุดอยู่)

(c) had stayed

(d) be staying

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจาก   “Shouldn’t have stayed” =  “ไม่ควรได้อยู่  หรือ ไม่ควรได้หยุดอยู่”   แต่ในความเป็นจริง   คือ   ได้อยู่  หรือ   ได้หยุดอยู่ที่ห้องสมุดเป็นเวลานาน   ทำให้มาสายในการนัดหมาย   สำหรับ “Should (= ought to) + have + Verb 3”  “ควรได้ทำ.......... ในอดีต”   แต่ก็มิได้ทำ   ดังประโยคข้างล่าง  

                   ตัวอย่างที่ ๔

-       I’m very sorry.  I should ________________ him a birthday present, but I did not.

(ผมเสียใจมาก  ผมควร ____________________ ของขวัญวันเกิดไปให้เขา)

(a) send

(b) be sending

 (c) have sent    (ได้ส่งไปแล้ว)

(d) sent

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Should (ought to) + Verb 1” =“ควรทำ...........ในปัจจุบัน หรืออนาคต”  ส่วน  “Should (ought to) + Have + Verb 3” =  “ควรได้ทำ..........ไปแล้วในอดีต”   (แต่ก็ไม่ได้ทำ)    สำหรับความหมายของประโยคข้างบน  คือ  “ผมเสียใจมาก   ผมควรจะได้ส่งของขวัญวันเกิดไปให้เขาแล้ว  แต่ผมก็ไม่ได้ส่ง”  ตัวอย่างอื่นๆ เช่น

-  You should study harder next term.

(คุณควรขยันเรียนมากขึ้นเทอมหน้า)  (เป็นอนาคต)

- He should propose to her now.

(เขาควรขอแต่งงานกับเธอในตอนนี้)  (เป็นปัจจุบัน)

The workers should not have made a strike last month.

(คนงานไม่ควรนัดหยุดงานเมื่อเดือนที่แล้ว)  (แต่ก็นัดหยุดงาน  และเกิดความเสียหายมากมาย)  (เป็นอดีต)

               ตัวอย่างที่ ๕

- You ought _______________ for her last night.

(คุณควรจะ ______________________ เธอเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a) wait

(b) to wait

(c) to have waited     (ได้รอคอย)

(d) have waited

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Ought + to + Verb 1” (= Should + Verb 1) (= ควรที่จะมีความหมายเป็นปัจจุบันและอนาคต  ว่าควรทำเช่นนั้นเช่นนี้  แต่ถ้าต้องการบอกว่า   “ควรทำในอดีต”  (แต่ก็ไม่ได้ทำ)    เช่น ประโยคข้างบน    มีความหมายว่า  “คุณควรที่จะได้รอคอยเธอเมื่อคืนนี้”  (แต่ในความเป็นจริงคือ  “คุณมิได้รอเธอ”)   ซึ่งจะต้องใช้โครงสร้าง  “Ought to (= should) + have + Verb 3”    ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

          - I ought to (= should) have told you the truth last year.

(ผมควรที่จะได้บอกความจริงแก่คุณเมื่อปีที่แล้ว  -  แต่ก็ไม่ได้บอก)

          - She ought to (= should) have applied for that highly paid job (last month).

(เธอควรที่จะได้สมัครงานเงินเดือนสูงนั้น  –  เมื่อเดือนที่แล้ว  –  แต่ก็ไม่ได้สมัคร)

           - They ought to (= should) have visited their mother before she  died.

(พวกเขาควรที่จะได้ไปเยี่ยมแม่ของตัวเองก่อนที่เธอตาย  -  แต่ก็มิได้ไปเยี่ยม)

                    จงเปรียบเทียบกับ  “Must + Have + Verb 3”   (จะต้องได้ทำไปแล้ว,  คงได้ทำลงไปแล้ว  -  ผู้พูดๆด้วยความมั่นใจ  จากเหตุผลที่ตนนำมาสนับสนุน)   จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                 ตัวอย่างที่ ๖

-  What terrible coffee!  She ________________ it with cold water.

(กาแฟน่ากลัว  (เฮงซวย –ห่วยแตก) อะไรเช่นนี้  เธอ _________________มัน(กาแฟ) ด้วยน้ำเย็น)

(a) had to make   (จำเป็นต้องชง)  (เป็น “Past simple tense”)

(b) must make    (จะต้องชง)

(c) had had to make    (จำเป็นต้องชง)  (เป็น “Past perfect tense”)

(d) must have made    (จะต้องได้ชง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจาก  “Must + Verb 1” =  “จะต้องทำในปัจจุบันหรืออนาคต”  ส่วน “Must + Have + Verb 3” =  “จะต้องได้ทำลงไปแล้วในอดีต”  สำหรับประโยคข้างบน   เหตุการณ์ได้เกิดผ่านไปแล้ว   โดยสังเกตจากข้อความที่ผู้พูดบอกว่า  “กาแฟเฮงซวยฯ”   ดังนั้น    “คนชงฯ คงจะต้องใส่น้ำเย็นลงไปแล้ว”  เป็นการคาดการณ์หรือเดา   ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

             - He must work harder to pass the exam.

(เขาต้องขยันเรียนมากขึ้นเพื่อที่จะสอบผ่าน  -  เป็นเรื่องของปัจจุบัน หรืออนาคต  คือต้องขยันในตอนนี้ หรือในอนาคต)

            - He looks very excited.  He must have passed the exam.

(เขามีท่าทางตื่นเต้นมาก  เขาคงจะได้สอบผ่านแล้ว(เป็นอดีต)  -  คือ เพิ่งมีการประกาศผลสอบ  และเห็นเขามีท่าทางตื่นเต้น  เดาว่าเขาคงจะสอบผ่านแล้ว)

              - She has bought a new house.  She must have won the first prize in lottery.

(เธอได้ซื้อบ้านหลังใหม่  เธอคงจะต้องถูกล๊อตเตอรี่รางวัลที่ ๑ไปแล้ว (เป็นอดีต)  -  เป็นการคาดการณ์เหตุการณ์ในอดีต  ว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างแน่นอน  โดยดูจากเหตุการณ์แวดล้อม  หรือหลักฐานที่ผู้พูดนำมาสนับสนุนคำพูดของตน)

8. Tourist: How do I get to the museum?

(นักท่องเที่ยว :  ผมจะไปพิพิธภัณฑ์ได้อย่างไรครับ)

    Tom: Take the next bus and get ______________ at Elmwood 

               Avenue.

(ทอม : ขึ้นรถเมล์คันต่อไปนะ  และ _________________ ที่ถนนเอล์มวูด)

(a)   off it

(b)  outside

(c)   out of it

(d)  off    (“Get off”  =  ลงรถ)

9. ______________ of all of the 1980 presidential candidates was Ronald Reagan.  

(_____________________ ในบรรดาผู้สมัครแข่งขันตำแหน่งประธานาธิบดีในปี  ๑๙๘๐  ทั้งหมด  คือ  โรนัลด์  เรแกน)

(a) The richest    (ผู้ที่ร่ำรวยที่สุด)

(b) The richer

(c) The most rich

(d) The rich

10. When Carl met his wife at the airport, he ________________.

(เมื่อคาร์ลพบกับภรรยาของเขาที่สนามบิน  เขา ____________________ )

(a) gave a kiss to her cheek

(b) gave her a kiss on the cheek    (เขาจูบเธอที่แก้ม)

(c) gave her a kiss in the cheek

(d) gave her a kiss by the cheek

11. ________________ to Paris several times.

(___________________  ปารีสหลายครั้งหลายหน)

(a) I was

(b) I been

(c) I am being

(d) I’ve been    (ผมเคยไป)  (ตอนนี้กลับจากปารีสแล้ว)

12. The little boy blew and blew till the balloon ________________.

(เจ้าเด็กน้อยคนนั้นเป่าและเป่า  จนกระทั่งลูกโป่ง __________________ )

(a) bursted    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(b) burst    (ระเบิด, แตกออก)  (กริยา  ๓  ช่อง  คือ “Burst, Burst, Burst” )

(c) bust    (ล้มลง, ล้มละลาย)

(d) busted    (กริยาช่อง  ๒  และ  ๓  ของ “Bust”)

13. The man _______________ is my brother-in-law.

(ผู้ชาย ____________________ คือน้องเขยของผม)

(a) of the dark beard

(b) with the dark beard    (ที่มีเคราดำมืด)

(c) to the dark beard

(d) with the dark beard on

14. She is aware of the fact that Mark Twain _____________ many funny books. 

(เธอตระหนักถึงข้อเท็จจริงที่ว่า  มาร์ค  ทเวน __________________ หนังสือประเภทสนุก-น่าขบขัน  จำนวนมาก)

(a) has written

(b) has wrote

(c) had wrote    

(d) wrote    (เขียน)  (เป็นการกระทำในอดีต)

15. A: Can you use a typewriter?

(คุณใช้เครื่องพิมพ์ดีดเป็นไหม)

    B: No, but I would be glad to learn _________________.

(ไม่เป็นครับ  แต่ผมจะยินดีที่จะเรียนรู้ _____________________ )

(a)   how to use

(b)  it

(c) how to    (วิธีใช้)

(d) to use

ตอบ    -     ข้อ   (c)  เป็นการตอบแบบสั้น  ทั้งนี้  อาจตอบแบบเต็ม (ยาว)  ว่า  “How to use it”   ก็ได้

16. A: I’m not staying here. 

(ผมจะไม่พักที่นี่แล้ว)

    B: I wish you __________________.

(ผมปรารถนาว่าคุณ  _____________________)

(a)   can

(b)  are

(c) were    (พัก)

(d) stay

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากกริยาที่อยู่ในอนุประโยค  ที่ตามหลัง   “Wish”  จะต้องอยู่ในรูป  “Past simple tense”  (Verb 2)  (ถ้าเป็นการปรารถนาในปัจจุบัน  -  เช่น ในประโยคข้างบน  ที่ปรารถนาให้  “คุณ” พักอยู่ในปัจจุบัน)   และต้องอยู่ในรูป  ‘Past perfect tense”  (Had + Verb 3)  (ถ้าเป็นการปรารถนาในอดีต)  เราเรียกโครงสร้างแบบนี้ว่า  “Past subjunctive”  คือ เป็นการปรารถนาเหตุการณ์ที่ไม่เกิดขึ้นจริง  เป็นเพียงการอยากให้เป็นเช่นนั้นเช่นนี้  แต่ก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้จริงตามความปรารถนา  ฝรั่งจึงใช้รูป  “Past”  อย่างใดอย่างหนึ่งเสมอ

17. He denied _______________________.

(เขาปฏิเสธ________________________ )

(a) that he had not murdered the old man

(b) that he had murdered the old man.    (ว่าเขา (มิได้) ฆ่าชายแก่คนนั้น)

(c) to murder the old man.

(d) to have murdered the old man.

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจาก  {Deny + (that) + Subject + Verb (บอกเล่า)}

กล่าวคือ ประโยคข้างบน จะแปลตรงๆว่า  “เขาปฏิเสธว่า เขาฆ่าชายแก่คนนั้น”  ซึ่งผิดกับภาษาไทยที่นิยมพูดว่า  “เขาปฏิเสธว่า  เขาไม่ได้ฆ่าฯ”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

-    He denied that he was involved and demanded an apology.

(เขาปฏิเสธว่าเขา (มิได้) เกี่ยวข้องด้วย  และเรียกร้องการขอโทษ)

-    Bill denied doing anything illegal. (Deny + Verb +ing)

(บิลปฏิเสธการทำอะไรที่ผิดกฎหมาย  -  คือ บอกว่าไม่ได้ทำผิดกฎหมาย)

-    The government denied the workers social equality.

(รัฐบาลปฏิเสธความเท่าเทียมกันทางสังคมแก่คนงาน  -  คือ ไม่ยอมให้สิ่งนี้แก่คนงาน)

-    She has denied me access to some information. (Deny + กรรมรอง + กรรมตรง)

(เธอไม่ยอมให้ผมเข้าถึงข้อมูลบางอย่าง)

18. ______________ he comes or not, I shall go to the cinema.

(______________________  เขาจะมาหรือไม่ก็ตาม  ผมจะไปดูหนัง)

(a) If    (ไม่ว่า)

(b) Unless   (ถ้า...................ไม่)

(c) Whether   (ไม่ว่า)

(d) I’m sure

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจากเมื่อนำหน้าประโยค  ต้องใช้   Whether”  เพียงอย่างเดียว  แต่ถ้าไว้ในประโยค   ใช้ได้ทั้ง  “Whether”  และ  “If”   เช่น

-  I don’t know whether (if) he will come or not.

(ผมไม่ทราบว่าเขาจะมาหรือไม่)      

19. I shall leave _______________ Germany tomorrow.

(ผมจะจาก _____________________ เยอรมันนีวันพรุ่งนี้)

(a) to

(b) from

(c) in

(d) for    (ไป)

ตอบ   -   ข้อ    (d)  “Leave for Germany”  =  “จากไปประเทศเยอรมันนี”  (ไม่ใช้ “To”)   ส่วน   “Leave Germany”  =  “ออกจากประเทศเยอรมันนี”  (เพื่อจะไปประเทศอื่น)   อย่าใช้  “Leave from Germany

20. This is my hat, and that is ________________.

(นี่คือหมวกของฉัน  และนั่นคือ ______________________ )

(a) her    (ของเธอ)  (ใช้ขยายหน้าคำนาม)

(b) hers    (ของเธอ  หมายถึง  หมวกของเธอ)

(c) her’s    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(d) hers’    (รูปนี้ไม่มีใช้) 

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Possessive pronoun”  (Hers, His, Mine, Yours, Theirs, Ours, Its)  ใช้ขยายหลัง  “Verb to be”  (Is, Am, Are, Was, Were)  ส่วน   “Possessive adjective” (Her, His, My, Your, Their, Our, Its)  ใช้ขยายหน้าคำนาม

21. You ought not _______________ that again.

(คุณไม่ควร __________________ อย่างนั้นอีก)

(a) do

(b) doing

(c) to do    (ทำ)

(d) to doing

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Ought + to + Verb 1”  =   “ควร...............”   ส่วน  “Ought + Not + to + Verb 1”  “ไม่ควร.............”

-         You ought to study harder.

(คุณควรขยันเรียนให้มากขึ้น)

-         She ought not to come home so late.

(เธอไม่ควรกลับบ้านดึกมากนัก)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง   ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้