หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 116)

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. Who ruled _______________ your country at that time?

(ใคร ________________ ประเทศของคุณในเวลานั้น)

(a) above

(b) over    (“Rule over”  =  ปกครอง)

(c) for

(d) in

2. _______________ money, we cannot stay here. 

(______________________  เงิน  เราไม่สามารถพักอยู่ที่นี่ได้)

(a) No

(b) With

(c) Without    (ปราศจาก)

(d) Because of

3. The sun ______________ rises in the east.

(ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก ____________________ )

(a) usually    (โดยปกติ)  (70 %)

(b) never

(c) always    (เสมอ)  (๑๐๐  %)

(d) sometimes    (บางที, บางโอกาส)  (40 %) 

4. The sun _______________ rises in the west.

(ดวงอาทิตย์ _____________________ ขึ้นทางทิศตะวันตก)

(a) always

(b) never    (ไม่เคย)

(c) doesn’t    (ต้องเป็น  “doesn’t rise”)

(d) rarely    (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ)  (20 %)  (ความถี่ในการเกิด)

5. _____________ his vocabulary is limited, he speaks fluently.

(____________________  คำศัพท์ของเขาจำกัด  เขาพูดได้คล่องมาก)

(a) Even    (แม้กระทั่ง)

(b) If    (ถ้า)

(c) Even if    (= Even though = ถึงแม้ว่า)

(d) As if    (= As though  = ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า)

6. I like to wear clothing which is _______________.

(ผมชอบสวมเสื้อผ้าซึ่ง _________________ )

(a) bright colors

(b) brightly colored    (มีสีสันฉูดฉาด)   (ถูกลงสีอย่างฉูดฉาด)

(c) bright color

(d) brightly colored clothes

ตอบ   -   ข้อ   (b)  หรืออาจตอบข้อ   (a)  แต่ต้องแก้เป็น   “………..which has bright colors

7. There will be a sale of garden _____________ in the village hall on Sunday morning.

(จะมีการจำหน่าย _____________________ จากสวน  ในห้องประชุมหมู่บ้าน  ตอนเช้าวันอาทิตย์)

(a) produce   (ในที่นี้เป็นคำนาม  หมายถึง  ผลผลิตทางการเกษตร เช่น  พืช  ผัก  ผลไม้)

(b) produces

(c) product    (ผลิตภัณฑ์ทางอุตสาหกรรม,  ผลิตภัณฑ์ทั่วไป)

(d) products

8. _______________ when he stands in front of the class.

(_____________________  เมื่อเขายืนอยู่หน้าชั้นเรียน)

(a) He dares not to say anything

(b) He dare not say nothing

(c) He dare not to say anything

(d) He dare not say anything   (เขาไม่กล้าพูดอะไรเลย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Dare”  เมื่อหมายถึง  “กล้า, กล้าทำ, กล้าเผชิญหน้า”  ถือเป็นกริยาพิเศษ  เหมือน   “Will, Would, Shall, Should, Can, Could, May, Might, Must”  จึงต้องตามด้วย    “Infinitive without to”  (Verb 1)  และเมื่อเป็นรูปปฏิเสธ  เอา   “Not” วางไว้หลัง   “Dare

9. If they are qualified teachers, you should put their names _______________ the waiting list.

(ถ้าพวกเขาเป็นครูที่มีคุณวุฒิเหมาะสม  คุณควรใส่ชื่อของเขาไว้ ______________รายชื่อการรอคอย  -  ของผู้ที่รอบรรจุเข้าทำงาน)

(a)   in

(b) on    (ใน)

(c) at

(d) of

10. All the cars here are very expensive.  There aren’t ____________ that cost less than five hundred thousand baht.

(รถทุกคันที่นี่ราคาแพงมาก  ไม่มี ___________________ ที่ราคาต่ำกว่า  ๕๐๐,๐๐๐  บาท)

(a) anyone    (บุคคลใด)

(b) ones

(c) any    (รถคันใดๆ)

(d) one of them

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ใช้   “Any”  ในประโยคปฎิเสธ  ดูเพิ่มเติมการใช้   “Any” จากประโยคข้างล่าง

                      ตัวอย่างที่ ๑

-   We had hardly ________________ rain last month.

(เราแทบไม่มีฝน _____________________ เลยเมื่อเดือนที่แล้ว)

(a) no

(b) some

(c) any    (ใดๆ)

(d) little

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ใช้   “Any”  ในประโยคปฏิเสธ  คือ  ประโยคที่มี   “Hardly, Scarcely, Rarely, Seldom”   (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ)  หรือ  “Never”  (ไม่เคยเลย)   สำหรับการใช้   “Any”  มีหลักดังนี้  คือ

        ๑. ใช้แสดงจำนวนแทน   “Some”  ในประโยคคำถาม และปฏิเสธ  คือ ใช้เป็นคำคุณศัพท์ขยายนาม  “Any + Noun”    (นับได้ พหูพจน์)  หรือ   “Any + Noun”  (นับไม่ได้  เอกพจน์)  เช่น

               - Are there any students in the classroom?

(มีนักเรียนอยู่ในห้องเรียนบ้างไหม)

           - Is there any water in the well?

(มีน้ำอยู่ในบ่อบ้างไหม)

          - There is not any furniture in the room.

(ไม่มีเฟอร์นิเจอร์อยู่ในห้องเลย)

                   และเมื่อใช้   “Any” เป็น   “Pronoun”  คือ อยู่ลอยๆ  ไม่ต้องขยายนาม   “Any” จะแทนได้ทั้งนามนับได้ พหูพจน์  และนามนับไม่ได้  เอกพจน์  เช่น

               - They wanted some rooms but there weren’t any.

(พวกเขาต้องการห้องพัก  แต่ไม่มีเลย)

              -  We wanted some water but there wasn’t any.

(พวกเราต้องการน้ำ  แต่ไม่มีเลย)

                 อย่างไรก็ดี  สามารถใช้   “Any” ในประโยคบอกเล่าได้  ในกรณีต่อไปนี้

              ๑.๑ มีคำที่มีความหมาย  “ปฏิเสธ” อยู่ในประโยค  เช่น  “Seldom, Rarely, Hardly, Scarcely, Never, Without, Too”  เช่น

          - They had hardly any money.

(พวกเขาแทบจะไม่มีเงินเลย)

          - We could finish the project without any trouble.

(เราสามารถทำโครงการสำเร็จ  โดยปราศจากปัญหาใดๆ)

           - She scarcely received any information from him.

(เธอแทบไม่ได้รับข้อมูลข่าวสารจากเขาเลย)

           - It was too soon to say anything.

(มันเร็วเกินไปที่จะพูดอะไรออกมา)

           - It is too dark to see anything.

(มันมืดเกินไปที่จะมองเห็นอะไรได้)

               ๑.๒ แสดงความสงสัยไม่แน่ใจ  เช่น

             - I wonder whether there is anything you want to tell me.

(ผมสงสัยว่า มีสิ่งใดที่คุณต้องการบอกผมหรือไม่)

          - She wondered whether anyone was there.

(เธอสงสัยว่า มีใครอยู่ที่นั่นหรือไม่)

             ๑.๓ แสดงเงื่อนไข

            - If you find anything wrong, please let me know.

(ถ้าคุณพบสิ่งใดผิด  โปรดบอกให้ผมทราบ)

          - If you have any problem, consult your parents.

(ถ้าคุณมีปัญหาใดๆ  จงปรึกษาพ่อแม่)

         ๒. ใช้ขยายนาม  ในความหมาย  “.............ใดก็ตาม”  (ในกรณีนี้  ไม่สามารถใช้  “Some” แทนได้)

            - I will  give this book to anyone who wants it.

(ผมจะให้หนังสือเล่มนี้แก่ใครก็ตาม  ที่ต้องการมัน)

          - Anyone violating the rules will be punished.

(ใครก็ตามที่ละเมิดกฎระเบียบ  จะถูกลงโทษ)

          - You may come any time you want.

(คุณจะมาเวลาใดก็ได้  ที่คุณต้องการ)

          - Any student can answer this question.

(นักเรียนคนใดๆ  ก็สามารถตอบคำถามนี้ได้)

     ๓. ใช้เป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ซึ่งส่วนใหญ่ขยาย  “Adjective”  หรือ   “Adverb” ขั้นกว่า  เช่น

          - It won’t do any good.

(มันจะไม่ช่วยให้อะไรดีเลย)

        - I couldn’t stand it any longer.

(ผมไม่สามารถทนมันได้ต่อไปอีกแล้ว)

        - He doesn’t know any better.

(เขาไม่ได้รู้ดีกว่า  -  คุณหรือผมหรอก)

        - Nobody in the village will be any wiser.

(ไม่มีใครในหมู่บ้านรู้ดีกว่านี้หรอก)

        - I’m sorry to say that the patient isn’t any better.

(ผมเสียใจที่จะบอกว่า  คนป่วยอาการไม่ดีขึ้นเลย)

11. The driver lost control ______________ the bus, and it went into the river.

(คนขับรถสูญเสียการควบคุม __________________ รถประจำทาง  และมันก็ตกลงไปในแม่น้ำ)

(a) in

(b) over

(c) for

(d) of    (ของ)

12. Italy and France are _______________ countries.

(อิตาลีและฝรั่งเศสเป็นประเทศ ____________________ )

(a) neighbors

(b) neighboring    (เพื่อนบ้าน, ใกล้เคียง, ข้างเคียง)

(c) neighbor    (เพื่อนบ้าน, เพื่อนมนุษย์)

(d) neighborhood    (ละแวกบ้าน, บริเวณใกล้เคียง)     

13. We must _______________ people’s feelings. 

(เราจะต้อง __________________ ความรู้สึกของผู้คน)

(a) to avoid to hurt

(b) avoid hurt

(c) avoid hurting    (หลีกเลี่ยงการทำร้าย)

(d) avoiding hurt

ตอบ   -   ข้อ    (c)  “Must + Verb 1”  ส่วน  “Avoid + Verb + ing

14. She told me she ________________ here.

(เธอบอกผมว่า  เธอ __________________ ที่นี่)

(a) will come

(b) would come    (จะมา)

(c) has come

(d) never come

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ใช้   “Would come” เพื่อให้สอดคล้องกับ   “Told” (เป็นอดีต)

15. How _______________ do you have your hair cut?

(คุณตัดผม ______________________เท่าใด)

(a) much    (มาก)

(b) many times    (หลายครั้ง)

(c) often    (บ่อย)

(d) long    (ยาว, นาน)

ตอบ   -   ข้อ   (c) สำหรับข้อ   (b)  ก็อาจใช้ได้เช่นกัน  แต่ต้องแก้เป็น  “How many times do you have your hair cut in a month (in two months)?

16. I prefer reading to _________________.

(ผมชอบการอ่านมากกว่า ______________________ )

(a) write

(b) to write

(c) writing    (การเขียน)

(d) to writing

ตอบ    –    ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องใช้ให้สมดุลกับ  “reading” ทั้งนี้ “Prefer” สามารถตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  หรือ  “Infinitive with to” (To + Verb 1) ก็ได้   โดยมีความหมายเหมือนกัน   ดังนั้น   ประโยคข้างบนอาจใช้อีกอย่างหนึ่ง   คือ

              - I prefer to read to to write.

(อย่างไรก็ตาม  ไม่นิยมใช้โครงสร้างนี้   เนื่องจากมี “To” ถึง ๓ ตัว)

                   สำหรับคำกริยาต่อไปนี้ สามารถตามด้วย  “Infinitive with to” (To + Verb 1)  หรือ “Gerund” (V. + ing)  แล้วความหมายเหมือนกัน   ได้แก่“begin, start, continue  (ทำต่อไป), like, dislike  (ไม่ชอบ, เกลียด), love, hate  (เกลียด), propose  (เสนอ), prefer  (ชอบมากกว่า), help,  intend(ตั้งใจ), fear, attempt (พยายาม),  bear  (ทน)”  เช่น

-   They started to play football. (= They started playing football.)

(เขาเริ่มเล่นฟุตบอล)

-   She likes to dance. (= She likes dancing.)

(เธอชอบการเต้นรำ)

          -  We continued to study for our exam.

    (= We continued studying for our exam.)  (เราเรียนต่อไปเพื่อการสอบ)

            - She hates to stay in a dirty place. (= She hates staying in a dirty place.) (เธอเกลียดการพักในสถานที่สกปรก)

17. A man _______________ came to see you while you were out.

(ผู้ชาย ___________________ มาหาคุณในขณะที่คุณออกไปข้างนอก)

(a) has long legs

(b) with long legs who

(c) had long legs

(d) with long legs    (ที่มีขายาว)

ตอบ    –    ข้อ   “d”   อาจใช้รูปแบบอื่นๆ  คือ  “A man who has long legs came to see you……………….”  หรือ   “A man having long legs came to ………………..”   ก็ได้

18. He said to her, “______________________.”

(เขาพูดกับเธอว่า  “ _______________________”)

(a) You hadn’t better come here again

(b) You had better not come here again    (คุณไม่ควรมาที่นี่อีกจะดีกว่า)

(c) You had better not to come here again

(d) You hadn’t better to come here again

ตอบ   -   ข้อ    (b)  “Had better + Verb 1”  =  “ควรจะ..............ดีกว่า”   ส่วน    “Had better + not + Verb 1”  =  “ไม่ควรจะ..............ดีกว่า”   (ทั้ง  ๒  วลี มีความหมายเป็นปัจจุบันและอนาคต)   เช่น

           - You had better get up early to be healthy.

(คุณควรตื่นแต่เช้าตรู่  เพื่อจะได้มีสุขภาพแข็งแรง)

          - You had better not work too hard, or you’ll become ill.

(คุณไม่ควรทำงานหนักมากเกินไป  มิฉะนั้นคุณจะเจ็บป่วย)

19. Yesterday there was a car accident on Belmont Street, and it took _________ nearly an hour to get the traffic on the move again.

(เมื่อวานนี้   มีอุบัติเหตุรถยนต์บนถนนเบลมอนต์  และมันทำให้ _______________ ใช้เวลาเกือบ  ๑  ชั่วโมง  ในการทำให้การจราจรเคลื่อนไหวต่อไปได้อีก)

(a) the police    (เจ้าหน้าที่ตำรวจ)

(b) a police

(c) police

(d) policeman

ตอบ   -   ข้อ    (a)  “Police”  มี  ๒  ความหมาย  คือ  ๑.  สถาบันตำรวจ   ๒. เจ้าหน้าที่ตำรวจ  ถือเป็นคำนามพหูพจน์  และต้องใช้กับ  “The”   เสมอ  ทั้งนี้  อาจตอบว่า   “A policeman”  หรือ   “Policemen”  (ไม่ต้องใช้ “The” เนื่องจากไม่ได้ชี้เฉพาะเจาะจงลงไปว่า  เป็นตำรวจกลุ่มใด)  ก็ได้

20. Jim: What will Tom do after the final examination?

(จิม:  ทอมจะทำอะไรหลังจากสอบไล่)

    Bill: ________________________.

(บิล: __________________________  )

(a)   He did not do well in the exam    (เขาทำสอบได้ไม่ดี)   

(b) I’m planning to read lots of books    (ผมกำลังวางแผนจะอ่านหนังสือเยอะแยะเลย)

(c) He will spend his time with us in England    (เขาจะใช้เวลากับพวกเราในอังกฤษ)  (คือ ไปเที่ยวกับเรา)

(d) Tom never prepares for his exam    (ทอมไม่เคยเตรียมตัวสำหรับการสอบเลย)

21. _________________ would like to live peacefully.

(________________________  อยากจะดำรงชีวิตอย่างสันติ)

(a) Most of people

(b) The most of people

(c) Almost people

(d) Most people    (ผู้คนส่วนมากหรือส่วนใหญ่)

(e) Almost of people

ตอบ  -    ข้อ   (d)   หรือใช้   “Most of the people”   ก็ได้   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                  ตัวอย่างที่ ๑

-         _____________ outside of the cities is used for farming.

(_________________  นอกเมือง  ถูกใช้สำหรับทำฟาร์ม – คือ เพาะปลูก-เลี้ยงสัตว์)

(a) Most areas    (พื้นที่ส่วนใหญ่)

(b) Most of the area    (พื้นที่ส่วนใหญ่)

(c) Almost all areas    (เกือบจะพื้นที่ทั้งหมด)

(d) The most of the area

ตอบ  -  ข้อ  (b)  หรือ  “Most area”  ก็ได้  เนื่องจาก  “Area” เป็นทั้งคำนามนับได้และนับไม่ได้ หมายถึง  พื้นที่ของเมือง, ประเทศ หรืออื่นๆ, พื้นที่ในห้องหรือตัวอาคาร, สาขาของวิชาความรู้”  สำหรับประโยคข้างบน  กริยา คือ “is used”  จึงต้องใช้ “Area”  แบบนามนับไม่ได้  คือ  เอกพจน์   ดังนั้น  ข้อ (a) และ (c) จึงผิด  สำหรับความแตกต่างระหว่าง  “Most of the”  และ  “The most”  ดูจากตัวอย่างในประโยคข้างล่าง

                     ตัวอย่างที่ ๒      (จงหาที่ผิดไวยากรณ์ จากข้อ ๑ ถึง ๔)

(1) As (2) they ripen on the tree, (3) the most olives change slowly (4)  from green to black.

(ในขณะที่พวกมันสุกอยู่บนต้น  ผลมะกอกส่วนใหญ่เปลี่ยนอย่างช้าๆ  จากสีเขียวเป็น สีดำ)

ตอบ   –    ข้อ (3)  แก้เป็น  “most olives”  หรือ  “most of the olives”  เนื่องจากหมายถึง  “ผลมะกอกส่วนใหญ่”   สำหรับ  “The most”   ใช้นำหน้าคำคุณศัพท์พยางค์ยาวในการเปรียบเทียบ   “ขั้นสูงสุด”  (Superlative)  เช่น

-         the most important thing  (สิ่งสำคัญที่สุด)

-         the most expensive car  (รถยนต์ที่แพงที่สุด)

-         the most diligent student  (นักเรียนที่ขยันที่สุด)

-         the most difficult question  (คำถามที่ยากที่สุด)

-         the most complicated problem  (ปัญหาที่สลับซับซ้อนที่สุด)

            ตัวอย่างที่ ๓      (จงหาที่ผิดหลักไวยากรณ์ จากข้อ ๑ – ๔)

(1) Almost visitors in New York City (2) spend their time (3)

attending Broadway plays, visiting some of the museums, and (4)

going shopping.

(ผู้ไปเยือน – นักท่องเที่ยว – กรุงนิวยอร์คส่วนใหญ่ใช้เวลาของตนเข้าชมละครบรอดเวย์  ไปเยือนอนุสาวรีย์บางแห่ง  และไปชอปปิ้ง)

ตอบ   –    ข้อ  (1)  แก้เป็น  “Most”  หรือ   “Most of the”  เนื่องจากหมายถึง นักท่องเที่ยวส่วนมาก-ส่วนใหญ่”  ส่วน  “Almost” หมายถึง  “เกือบจะ”ซึ่งใช้ดังนี้ คือ

              - He spent almost a month in China.

(เขาใช้เวลาเกือบ ๑ เดือนในจีน)

              - In Oxford Street, you can buy almost anything.

(บนถนนอ๊อกฟอร์ด  คุณสามารถซื้อเกือบทุกอย่าง)

              - I had almost forgotten about the trip.

(ผมเกือบลืมเกี่ยวกับการเดินทาง)

              - Cats are in fact almost color blind.

(แมว  ที่จริงแล้วเกือบจะตาบอดสี)

              - The door opened almost before Peter had finished knocking.

(ประตูเปิดออก  เกือบจะก่อนที่ปีเตอร์เคาะประตูเสร็จ)

              - He has almost certainly been murdered.

(เขาเกือบจะถูกฆาตกรรมอย่างแน่นอน – แต่ไม่ได้ถูกฆ่า)

-   He was almost killed in an accident.

(เขาเกือบตายในอุบัติเหตุ)

22. He hasn’t been able to get a good job _________________ his having had an expensive education.

(เขาไม่สามารถหางานดีๆทำได้ ______________________ มีการศึกษาที่แพง)  (ไม่สามารถหางานดีได้  ทั้งๆมีการศึกษาราคาแพง)

(a) on account of    (เพราะว่า, เนื่องมาจาก)

(b) because of    (เพราะว่า, เนื่องมาจาก)

(c) in case of    (ในกรณีของ, เผื่อว่าจะมี............)

(d) notwithstanding   (นอท-วิธ-สแท้น-ดิ้ง)  (ทั้งๆที่, อย่างไรก็ตาม)

ตอบ  -   ข้อ  (d)  “Notwithstanding” = “Despite = In spite of” =  “ทั้งๆที่”  ต้องตามด้วย วลี หรือ คำนาม  สำหรับการใช้คำอื่นๆ ให้ดูจากตัวอย่างข้างล่าง

              - In spite of (= Despite = Notwithstanding) the bad storm John delivered his papers on time.  

(ทั้งๆที่มีพายุเลวร้าย  ทอมก็ยังไปส่งหนังสือพิมพ์ได้ตรงเวลา)

             - In spite of (= Despite = Notwithstanding) all their differences, Mary and Ann remain friends. 

 (ทั้งๆที่แตกต่างกันอย่างมากมายอย่างนั้น  แมรี่และแอนยังคงเป็นเพื่อนกันได้)

              - They went out in spite of (= despite = notwithstanding) the heavy rain.

(พวกเขาออกไปข้างนอกทั้งๆที่ฝนตกหนัก)

                - On account of (= Because of = Owing to = Due to) the heavy rain, we could not go out.

(เนื่องมาจากฝนตกหนัก  เราไม่สามารถออกไปข้างนอก)

             - On account of (= Because of = Owing to = Due to) an accident, the train was delayed for 2 hours.  

(เนื่องมาจากอุบัติเหตุ  รถไฟถูกทำให้ล่าช้าไป ๒ ชั่วโมง)

              - He could not go to university on account of (=owing to = because of = due to) his poverty.  

(เขาไม่สามารถเรียนมหาวิทยาลัย  เนื่องมาจากความยากจน) 

             - There is a fire extinguisher on every floor in case of fire.

(มีเครื่องดับเพลิงอยู่ทุกชั้น (ของอพาร์ตเมนต์) ในกรณีที่เกิดไฟไหม้  -  คือมีเตรียมไว้เผื่อเกิดไฟไหม้)

               - In case of fire, take an emergency exit.

(ในกรณีที่เกิดไฟไหม้  ให้ใช้ทางออกฉุกเฉิน)

               - Take your umbrellas in case of rain.

(เอาร่มของคุณติดไปด้วยนะ  เผื่อฝนตก)

               - The wall was built along the river in case of floods.

(กำแพงถูกสร้างขึ้นตามฝั่งแม่น้ำเพื่อป้องกัน (หรือในกรณีที่เกิด) น้ำท่วม)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง   ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้