หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 108)

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. If you tell me what _______________ , you can have it.

(ถ้าคุณบอกผมว่า __________________ อะไร (สิ่งใด)  คุณก็จะได้มัน) 

(a) you want something

(b) you want anything

(c) you want    (คุณต้องการ)

(d) what do you want

2. Special lessons are _______________ next year for all weak students. 

(บทเรียนพิเศษ ___________________ ในปีหน้า  สำหรับนักเรียนที่ (ความรู้) อ่อนทุกคน)

(a) to give

(b) to be given    (มีกำหนดว่าจะ  (กะว่าจะ,  จะต้อง) มอบให้)

(c) giving

(d) to be giving

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Is (am, are) + to be + (Verb 3  หรือ  Verb 1)”  =   “มีกำหนดที่จะ (กะว่าจะ, จะต้อง) ....................”  ดูเพิ่มเติมจากตัวอย่างข้างล่าง

-    This article is to be published next week.

(= This article will be published next week.)

(บทความนี้มีกำหนดจะตีพิมพ็สัปดาห์หน้า)

-    We are to leave now.

(= We have to leave now.)

(เราจำเป็นต้องไป (ออกเดินทาง) ตอนนี้เลย)

-    You must be there at 10 o’clock.

(= You are to be there at 10 o’clock.)

(คุณจะต้องไปถึงที่นั่นเวลา  ๑๐  โมง)

-    Don’t interfere with my business.

(= You are not to interfere with my business.)

(คุณจะต้องไม่มายุ่งเกี่ยวกับเรื่องของผม)

                แต่ถ้าขึ้นต้นด้วย   “If”  จะมีความหมายว่า  “มีเจตจำนงค์  หรือมุ่งมั่นที่จะ...............” เช่น

-    If you are to succeed, you must work harder.

(ถ้าคุณมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จ  คุณจะต้องทำงานให้หนักขึ้น) 

3. I heard a sound ______________ my clothes were hanging on my chair at the other end of the room. 

(ผมได้ยินเสียง __________________ เสื้อผ้าของผมกำลังพาดอยู่บนเก้าอี้  ที่ปลายอีกด้านหนึ่งของห้อง)

(a) from which

(b) from where    (มาจากที่ซึ่ง)

(c) on which

(d) of

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ต้องใช้   “From where”  เนื่องจาก  “มาจากสถานที่ซึ่ง

4. It is very foolish of ________________ to smoke when you’ve got a sore throat. 

(มันเป็นความโง่อย่างยิ่งของ __________________ ที่สูบบุหรี่  เมื่อคุณเจ็บคอ) 

(a) you    (คุณ)

(b) your

(c) yours

(d) you’s

ตอบ   -   ข้อ   (a)   ต้องใช้สรรพนามในรูป  “กรรม”  (You, Him, Her, Me, Us, Them)   ดูเพิ่มเติมจากตัวอย่างข้างล่าง

                     ตัวอย่างที่ ๑

-  If you need an extra bed for your guest, you can use one _________________.

(ถ้าคุณต้องการเตียงพิเศษสำหรับแขกของคุณ  คุณสามารถใช้เตียง ______________________)

(a)   of us

(b)  of our

(c) of ours   (ของเรา)

(d) of our bed

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจาก  “Of”   เมื่อใช้ในความหมาย  “ของ”  จะตามด้วยรูป   “Possessive  pronoun”  (Mine, Yours, Ours, Theirs, Hers, His, Its)  เสมอ  เช่นในประโยคข้างบน  หรือ ตัวอย่างข้างล่าง

           - He is a friend of mine.

(เขาเป็นเพื่อนคนหนึ่งของผม)

         - That is a beautiful house of hers.

(นั่นเป็นบ้านที่สวยงามของเธอ)

         - It is an unavoidable duty of ours.     

(มันเป็นหน้าที่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของพวกเรา)

         - It is no business of yours.

(มันมิใช่กงการ (เรื่อง) อะไรของคุณเลย)

                   อนึ่ง  ในประโยคในตัวอย่างที่  ๑  สามารถตอบข้อ  (d)  ได้  แต่ต้องแก้เป็น   “of our beds”   หมายถึง  “เตียง  ๑  ตัว  จากหลายๆ ตัว”  

                   นอกจากนั้น  ในโครงสร้างต่อไปนี้  จะต้องใช้รูป   “Of + Pronoun  ในรูปกรรม  (Me, You, Us, Them, Him, Her, It)”  กล่าวคือ  โครงสร้าง  “It + is (was) +  Adjective + of +  กรรม” =   “กรรมนั้นช่าง...................เหลือเกิน  ที่..................”   เช่นในประโยค

-   It was very careless of her to leave her baby in the taxi.

(มันเป็นความสะเพร่าอย่างยิ่งของเธอ  ที่ทิ้งทารกน้อยไว้ในรถแท็กซี่)  (หรือ  เธอช่างสะเพร่ามากเหลือเกิน  ที่ทิ้งทารกน้อยไว้ในรถแท็กซี่)

            - It is very kind of you  (กรรม) to help me.

(คุณช่างกรุณามากเหลือเกินที่ช่วยเหลือผม)

           - It was very nice of her to donate a lot of money to charity.

(เธอช่างกรุณาเสียเหลือเกินที่บริจาคเงินมากมายให้กับการกุศล)

           - It was good of your father (him) to come.

(คุณพ่อของคุณช่างกรุณาเหลือเกินที่อุตส่าห์มา)

           - How kind of them to help those poor children.

(พวกเขาช่างกรุณาเหลือเกินที่ช่วยเหลือเด็กที่น่าสงสารเหล่านั้น)

5. Last year, on the way to Hua-Hin our car _______________.

(ปีที่แล้ว  ในระหว่างทางไปหัวหิน  รถของเรา _________________ )

(a) had broken down

(b) was broken down

(c) broke down    (เสีย, ไม่ทำงาน)

(d) broken down

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ในอดีต  “ปีที่แล้ว”  และอยู่ในรูป  “Active voice”  (รถเป็นผู้ทำกริยา  คือ “เสีย”  จึงไม่เลือก ข้อ  (b)  เพราะเป็น  “Passive voice”)   และไม่เลือก ข้อ  (a)  (Past perfect tense)  (Subject + had + Verb 3)  ซึ่งใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดในอดีต  ๒  เหตุการณ์   โดยเหตุการณ์ที่เกิดก่อนใช้   “Past perfect”  และที่เกิดทีหลัง  ใช้  “Past simple”  (Subject + Verb 2)  เช่น

           - Yesterday he had eaten his breakfast before he went to school.

(เมื่อวานนี้  เขากินอาหารเช้าก่อนไปโรงเรียน)

6. “How _______________ can this car run?”

(รถยนต์คันนี้สามารถวิ่งได้ ___________________ เท่าใด)

(a) far    (ไกล)

(b) long    (นาน)

(c) fast    (เร็ว)

(d) often    (บ่อย)

7. So far, many beautiful buildings ______________ built in Bangkok.

(เท่าที่ผ่านๆมา (จนถึงบัดนี้)  อาคารสวยงามจำนวนมาก ________________ สร้างขึ้นในกรุงเทพฯ)

(a) were

(b) have been    (ได้ถูก)

(c) are

(d) had been

ตอบ   -   ข้อ   (b)  วลี  “So far”  ใช้กับ   “Present perfect tense”  {Subject + has (have) + Verb 3}  เมื่อเป็น “Active voice”  (ประธานฯเป็นผู้กระทำ)  และใช้รูป  {Subject + has (have) + been + Verb 3}  เมื่อเป็น  “Passive voice” (ประธานฯ เป็นผู้ถูกกระทำ  เช่นในประโยคข้างบน)  ดูเพิ่มเติม   “Present perfect tense”  จากตัวอย่างข้างล่าง

                     ตัวอย่างที่ ๑

-      ________________ a lot of changes since you left.

(_____________________  ความเปลี่ยนแปลงมากมาย  ตั้งแต่คุณจากไป)

(a) There will be    (จะมี)

(b) There are    (มี)    (ปัจจุบัน)

(c) There were    (มี)    (อดีต)

(d) There have been    (ได้มี)

(e) There is    (มี)    (ปัจจุบัน)

(f) There was    (มี)    (อดีต)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  ใช้รูป  “Present perfect tense”  {Subject + has (have) + Verb 3}  หรือ  “There has been, There have been” (กรณีนี้  ใช้   “There have been”  เพราะ  “Changes” เป็นรูปพหูพจน์)  เนื่องจากเหตุการณ์ (มีความเปลี่ยนแปลง) เกิดขึ้นต่อเนื่อง  เริ่มจากในอดีต  (ตั้งแต่คุณจากไป)  จนถึงปัจจุบัน  (ขณะที่พูดประโยคนี้)  (คือ  ปัจจุบัน  ความเปลี่ยนแปลงก็ยังคงเกิดขึ้นอยู่)   

                      ตัวอย่างที่ ๒

-  As a mass production method, it _____________ great advances in the last few years.

(ในฐานะวิธีการผลิตสินค้าเป็นจำนวนมาก  มัน (วิธีการ) _________________ความก้าวหน้าอย่างยิ่ง   ในช่วง   ๒  ถึง  ๓  ปีที่ผ่านมา)

(a) makes

(b) is making

(c)made

(d) has made    (ได้ทำให้เกิด)

ตอบ   -   ข้อ   (dเนื่องจากข้อความ   “In the last few years”  (ในช่วง  ๒  ถึง  ๓   ปีที่ผ่านมา)   แสดงการเกิดขึ้นของเหตุการณ์  (การผลิตครั้งละมากๆ  ซึ่งก่อให้เกิดความก้าวหน้า)   ในอดีต  และต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน   (ขณะที่พูด)   จึงใช้  “Present perfect tense”  {Subject + has (have) + Verb 3}

                      ตัวอย่างที่ ๓

-  __________________ impressive increases in expenditure on the advertising of tobacco goods in recent years.

(_____________________การเพิ่มขึ้นอย่างน่าประทับใจ  ในค่าใช้จ่ายด้านการโฆษณาสินค้ายาสูบ  ในช่วงไม่กี่ปีที่เพิ่งผ่านมานี้)

(a) There are

(b) There were

(c) There have been    (มี, ได้มี)

(d) There has been

ตอบ   -   ข้อ  (c)   ใช้รูป  “Present perfect tense”  {Subject +has (have) + Verb 3} (ต้องใช้  “have been” เนื่องจาก  “impressive increases” อยู่ในรูปพหูพจน์)   เนื่องจากบอกการกระทำ  หรือเหตุการณ์  ที่เกิดขึ้นในอดีต  และยังคงดำเนินหรือมีผลต่อมาจนถึงปัจจุบัน  (ขณะที่พูดประโยคนี้)  และคาดว่าเหตุการณ์นั้นยังจะปรากฏในอนาคตอีก   สังเกตจาก   “For” = (เป็นเวลา)  (For + ความยาวของเวลา),  “Since” =(ตั้งแต่),  (Since +จุดเริ่มต้นของเวลา),  “Up to now”   (= Up to the present time = Up until now) =  (จนถึงบัดนี้),  “So far”  =     ( เท่าที่ผ่านมา, หมู่นี้),  “Lately” (= Recently) =   (หมู่นี้, เร็วๆ นี้),  “Over the past years”  (ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา),  “In recent years”  (ในช่วงไม่กี่ปีที่เพิ่งผ่านมา),  Since the sun set  (ตั้งแต่พระอาทิตย์ตก),  Since they were in college  (ตั้งแต่พวกเขาเรียนมหาวิทยาลัย),  Since we were young  (ตั้งแต่เรายังเป็นเด็ก),  Since she was born  (ตั้งแต่เธอเกิด),   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

                 - She has lived here for10 years.

(เธออาศัยอยู่ที่นี่มา ๑๐ ปีแล้ว – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

                - He has been in Chicago since last week. (= He has gone to Chicago since last week.)

(เขาอยู่ในชิคาโกตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

                - We have lived in Bangkok since we were young.

(เราอาศัยอยู่ในกรุงเทพตั้งแต่เรายังเด็ก – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

                 - So far, you have not done your best. (= You have not done your best so far.)

(เท่าที่ผ่านๆมา  คุณยังไม่ได้ทำดีที่สุดเลย)

              - I have sent him only one letter up to now.

(ผมส่งจดหมายให้เขาเพียงฉบับเดียว  จนถึงบัดนี้)

             - The climate has changed a great deal over the past years.

(ภูมิอากาศได้เปลี่ยนแปลงอย่างมากมายในช่วงหลายปีที่ผ่านมา  -  จนถึงปัจจุบัน  ขณะที่พูด)

              - Crime has significantly increased in recent years.

(อาชญากรรมได้เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา)

-  The gate has been closed since the sun set.

(ประตูได้ถูกปิดตั้งแต่พระอาทิตย์ตก)  (ขณะที่พูดประโยคนี้  ประตูก็ยังปิดอยู่)

-  I have known them since we were in college.

(ผมรู้จักกับพวกเขา  ตั้งแต่เราเรียนมหาวิทยาลัย)  (ปัจจุบันก็ยังรู้จักอยู่)

-  They have lived there since they were born.

(พวกเขาอาศัยอยู่ที่นี่ตั้งแต่เกิด)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

8. He advised ______________ to the picnic. 

(เขาแนะนำ __________________ เที่ยวปิ๊คนิก)

(a) me in going

(b) I should go

(c) me to go    (ผมให้ไป)

(d) to make me go

9. The author ______________ book you like is very young.

(นักเขียน _______________ หนังสือ (ของเขา) คุณชอบ  ยังหนุ่มมาก)

(a) whom

(b) whose    (ผู้ซึ่ง (หนังสือ) ของเขา)

(c) who

(d) who’s

10. I’ll try _______________ my best. 

(ผมจะพยายาม _________________ ให้ดีที่สุด)

(a) to make

(b) to work

(c) to show

(d) to do    (ทำ)

11. I prefer her _______________ here.

(ผมชอบให้เธอ __________________ อยู่ที่นี่มากกว่า  -  พักที่อื่น)

(a) stayed

(b) had stayed

(c) stay

(d) to stay    (พัก)

12. My parents usually listen to the _______________ together. 

(พ่อแม่ของผมฟัง __________________ ด้วยกันเป็นประจำ)

(a) news six o’clock

(b) news at six o’clock

(c) six o’clock news    (ข่าว  ๖  โมง)

(d) news during six o’clock

13. He thought that he _______________ forgotten to bring his book. 

(เขาคิดว่า  เขา _________________ ลืมนำหนังสือของเขามา)

(a) had

(b) was

(c) has

(d) is

ตอบ   -   ข้อ   (a)  ใช้   “Past perfect tense”  (had forgotten)  (Subject + had + Verb 3)  เพื่อให้สอดคล้องกับกริยา   “thought”  (Past tense)  (Subject + Verb 2)

14. You would never think of spending a week in Las Vegas for gambling, _______________?

(คุณไม่เคยนึกถึงเรื่องใช้เวลา  ๑  อาทิตย์ในลาส  เวกัส  เพื่อเล่นการพนัน, ___________)

(a) wouldn’t you

(b) won’t you

(c) would you   (ใช่ไหม)

(d) will you

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากประโยคนี้เป็นปฏิเสธอยู่แล้ว  คือมีคำ  “Never”  จึงไม่สามารถเลือก ข้อ  (a)  ได้  เพราะจะเป็นปฏิเสธซ้อน  ในส่วน  “Tag”  จึงต้องใช้รูปบอกเล่า

15. There is also a _____________ local interest in current Western fashions.

(มีความสนใจของท้องถิ่นที่ _________________  ในเรื่องแฟชั่นตะวันตกในปัจจุบัน)

(a) grow

(b) grown

(c) growth

(d) growing   (เพิ่มมากขึ้น)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจาก  “local interest”  (ความสนใจของท้องถิ่น)  ทำกริยา  “เพิ่มขึ้น”   ได้เอง  จึงต้องใช้  “growing” {Present participle (Verb + ing)  ซึ่งขยายหน้าหรือหลังคำนามใด  บอกให้รู้ว่านามนั้นเป็นผู้ทำกริยานั้น}

                  สำหรับ “Present participle” (Verb + ing)  ถือเป็นคำคุณศัพท์ประเภทหนึ่ง  จึงสามารถใช้ขยายคำนามได้เหมือนกับคำคุณศัพท์ทั่วๆไป  (โดยอาจอยู่หน้าหรือหลังคำนามที่มันขยาย)   เพื่อที่จะบอกว่า คำนามนั้นเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ   (แสดง  “Active voice”)   เช่น

-         Working men are constructing a bridge.

(คนทำงานกำลังก่อสร้างสะพาน)

-         Drinking horses were seen near the bank of the river.

(ม้าที่ดื่มน้ำถูกมองเห็นใกล้ตลิ่งของแม่น้ำ)

-         The mother took good care of her sleeping baby.

(แม่ดูแลทารกที่นอนหลับเป็นอย่างดี)

-           The audience appreciated the good works of the producing team.

(ผู้ชมยกย่อง-ชื่นชมผลงานที่ดีของทีมผู้สร้าง – ภาพยนตร์)

-         The people working in the office are my colleagues.

(ผู้คนที่ทำงานในสำนักงาน  คือเพื่อนร่วมงานของผม)

-         The woman walking across the street is my sister.

(ผู้หญิงที่เดินข้ามถนนเป็นน้องสาวของผม)

-         The man living next door is a bank manager.

(ชายที่อาศัยอยู่บ้านหลังถัดไปเป็นผู้จัดการธนาคาร)

-         The children playing in the field are my neighbors’ kids.

(เด็กๆที่เล่นอยู่ในสนามเป็นลูกของเพื่อนบ้านของผม)

16. You should drive carefully, because accidents _____________ easily.

(คุณควรขับรถอย่างระมัดระวัง  เพราะว่าอุบัติเหตุ _________________ อย่างง่ายดาย)

(a) are occurred

(b) occurring

(c) occur   (เกิดขึ้น)

(d) occurred

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจากกริยา  “Occur, Happen, Take place” =  (เกิดขึ้น)  ต้องใช้ในรูป  “Active voice”  เสมอ  และประโยคนี้เป็นข้อ แนะนำโดยทั่วไป  จึงถือเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน  จึงต้องใช้กับ  “Present simple tense”  (ไม่เลือก      ข้อ D)

17. ______________ much you may acquire, you will always wish to acquire more.

( _______________ คุณจะได้มามาก __________________, คุณก็จะปรารถนาให้ได้มามากขึ้นอีกอยู่เสมอ)

(a) As long as   (ตราบใดที่, ตราบเท่าที่)

(b) However   (ไม่ว่า                     อย่างไรก็ตาม)

(c) Even   (แม้กระทั่ง)

(d) Whatever   (อะไรก็ตาม)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจาก   “However”  (ใช้กับ  ๒  ประโยค หรือ ข้อความที่มีความขัดแย้งกัน)  มีการใช้  ๒  โครงสร้าง คือ

๑.   However (อย่างไรก็ตาม), + Subject + Verb  เช่น

- He is very rich; however, he is never happy.

(เขารวยมาก  อย่างไรก็ตาม  เขาไม่เคยมีความสุข)

- They were lazy; however, they passed the exam.

(พวกเขาขี้เกียจ  อย่างไรก็ตาม  พวกเขาสอบผ่าน)

         ๒. However (ไม่ว่า .............อย่างไรก็ตาม) + Adjective (Adverb) + Subject + Verb

- However beautiful she is, nobody likes her.

(ไม่ว่าเธอจะสวยอย่างไรก็ตาม  ไม่มีใครชอบเธอ)

- However rich he is, he is never happy.

(ไม่ว่าเขาจะร่ำรวยเพียงไร  เขาไม่เคยมีความสุข)

- She didn’t pass her exam however hard-working she was.

(เธอสอบไม่ผ่าน  ไม่ว่าเธอจะขยันเพียงไรก็ตาม)

- However quickly we walked, we could not catch the bus.

(ไม่ว่าเราจะเดินเร็วเพียงไรก็ตาม  เราไปไม่ทันรถเมล์)

     - However carefully she walked, she fell down on a slippery road.

(ไม่ว่าเธอจะเดินระมัดระวังเพียงไรก็ตาม  เธอล้มลงบนถนนที่ลื่น)

     - He failed however hard (Adverb) he might try.

(เขาล้มเหลว  ไม่ว่าเขาจะพยายามหนักเพียงไรก็ตาม)

18. The man who was arrested by the police had nothing ___________________.

(ชายที่ถูกจับกุมโดยตำรวจ  ไม่มีอะไรที่จะ ____________________ )

(a)   for saying

(b) to say    (พูด)

(c) to be said

(d) said

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + has (have) + nothing (something) + to + Verb 1” {ประธานฯ  + ไม่มีอะไร (มีบางสิ่ง)  + ที่จะ..............ทำ (พูด, บอก, เล่า, เสนอ  ฯลฯ)เช่น

         - The manager had something to say to his staff.

(ผู้จัดการมีอะไรที่จะบอกลูกน้องของเขา)

          - I have so many things to do this weekend.

(ผมมีอะไรต้องทำเยอะแยะปลายสัปดาห์นี้)

          - She has a lot to tell you.

(เธอมีอะไรมากมายที่จะเล่าให้คุณฟัง)

         - We have nothing to give you except this ring.

(เราไม่มีอะไรจะให้คุณ  นอกจากแหวนวงนี้)

         - They even had no money to buy food.

(พวกเขาไม่มีแม้กระทั่งเงินจะซื้ออาหาร)

        - He has no time to waste if he wants to succeed.

(เขาไม่มีเวลาจะใช้อย่างเปล่าประโยชน์  ถ้าเขาต้องการประสบความสำเร็จ)

19. ________________ is my favourite sport.  I often fish for hours whenever I’m free.

(_____________________  คือกีฬาที่โปรดปรานของผม   ผมไปตกปลาบ่อยๆ เป็นเวลาหลายชั่วโมง  เมื่อใดก็ตามที่ผมว่าง)

(a) The fish    (ปลา)

(b) The fishing

(c) Fishing    (การตกปลา)

(d) Fishery    (การทำประมง)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Fishing”  (การตกปลา)  ไม่ต้องมี  “A, An, The” นำหน้า

20. Not _______________ furniture is sold in that shop.

(เฟอร์นิเจอร์ไม่ ___________________ ถูกขายออกไปในร้านนั้น)

(a) many    (มากมาย)  (ใช้กับคำนามนับได้  พหูพจน์)

(b) much    (มากมาย)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้)

(c) a lot

(d) every kind    (ทุกชนิด)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Furniture”  เป็นนามนับไม่ได้  ต้องใช้กับ  “Much” หรืออาจใช้กับ  “A lot of  =  Lots of”  (มากมาย)  หรือ  “Every kind of” (ทุกชนิด)  ก็ได้ 

สำหรับคำนามนับไม่ได้(Uncountable noun)อื่นๆ  ได้แก่   Information  (ข้อมูล, ข่าวสาร), Paper(กระดาษ), Equipment  (อุปกรณ์, เครื่องมือ), Furniture  (เครื่องเรือน), Scenery  (ทิวทัศน์), Damage  (ความเสียหาย), Advice  (คำแนะนำ), Traffic  (การจราจร, ยวดยาน), Machinery (เครื่องยนต์กลไก), Evidence  (หลักฐาน), Bread  (ขนมปัง), Clothing  (เสื้อผ้า), Work  (งาน), Luggage  (กระเป๋าเดินทาง), Baggage  (กระเป๋าเดินทาง), Knowledge  (ความรู้), Progress  (ความก้าวหน้า), Power  (อำนาจ), News, Fruit, Behavior  (พฤติกรรม)   เป็นต้น  

21. I went out shopping with my friend ________________ buying anything.

(ผมออกไปซื้อของกับเพื่อน  ___________________ ซื้ออะไรเลย  -  หรือสิ่งใดเลย)

(a) having no intention    (ไม่มีเจตนา)

(b) had the intention of    (มีเจตนาที่จะ)

(c) with no intention of    (ด้วยความตั้งใจ (เจตนา) จะไม่)

(d) did not intend    (มิได้ตั้งใจ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   (ต้องจำโครงสร้างนี้)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

           - She had no intention of spending the rest of her life working as a waitress.

(เธอไม่มีเจตนาที่จะใช้ส่วนที่เหลือของชีวิต  ทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟ)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง   ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้