หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 106)

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. She is English ________________ birth.

(เธอเป็นคนอังกฤษ ____________________ กำเนิด)

(a) for

(b) from

(c) since

(d) by    (โดย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  สำหรับวลีที่ใช้  “By”  ได้แก่  “By my watch”  {(เวลา  ๑๐  โมง)  จากนาฬิกาของผม},  “He died by his own hands.  (เขาตายด้วยน้ำมือของตนเอง),  “by chance” (โดยบังเอิญ)  -  I met my own friend at the party by chance.  (ผมเจอเพื่อนเก่าที่งานเลี้ยงโดยบังเอิญ), “by mistake”  (โดยการเข้าใจผิด)-  He took my book by mistake.  (เขาเอาหนังสือของผมไปโดยเข้าใจผิด  คือ คิดว่าเป็นของเขา), “by heart”  (โดยการท่องจำ)  -  I learn English vocabularies by heart.  (ผมเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยการท่องจำ), “by car” (= in a car)(โดยรถยนต์),  “by bus” (= in a bus) (โดยรถประจำทาง),  “by train” (= in a train)(โดยรถไฟ)  “by plane” (= in a plane)(โดยเครื่องบิน)  “by air”  (โดยทางอากาศ) “by sea”  (โดยทางทะเล)  “by telephone”  (โดยทางโทรศัพท์)  “by telegram” (โดยทางโทรเลข)  “by letter”  (โดยทางจดหมาย)  “by trade”  (โดยทางการค้า)  “by radio” (โดยทางวิทยุ)  “by force” (โดยใช้กำลัง)  “I know him (them) by name” (ผมรู้จักเขาแต่ชื่อ  -  ไม่เคยพบตัว)  “by himself/herself” (โดยตัวเขา/เธอเอง  ตามลำพัง หรือ ไม่มีใครช่วย)  -  He did all the work by himself.  (เขาทำงานทั้งหมดด้วยตนเอง), “by machinery” (โดยเครื่องจักร)  “by hand” (= with his hands) {(ทำ) ด้วยมือ} “The room is 20 feet by 10 feet.” (ห้องยาว ๒๐ ฟุต กว้าง ๑๐ ฟุต)  “Sugar is sold by the pound/kilogram.” (= by weight) {น้ำตาลถูกขายเป็นปอนด์/กิโลกรัม = (ขาย) เป็นน้ำหนัก}  “The road was widened by 5 meters.”  (ถนนถูกขยายออกไปอีก ๕ เมตร)  “remarks by Mr. Schmidt”  (คำพูดโดยมิสเตอร์ชมิดท์) “She was brought up by her aunt.” (เธอได้รับการอบรม-เลี้ยงดูโดยป้าของเธอ)  “new legislation announced by the government” (กฎหมายใหม่ประกาศโดยรัฐบาล)  “I was startled by his anger.”  (ผมสะดุ้งตกใจจากความโกรธของเขา)  “by and large” (= on the whole) (โดยทั่วๆไป, เมื่อพิจารณาทุกด้านแล้ว)  “by mistake”  (โดยการเข้าใจผิด)  “by accident”  (โดยอุบัติเหตุ, โดยมิได้ตั้งใจ)“by degrees” (ทีละน้อย)  “by the way”  (อ้อ, เอ้อ, อนึ่ง – ใช้พูดเกริ่นนำ ก่อนจะเข้าเรื่อง)  “by all means”  (โดยแน่นอน)  “by no means” (ไม่โดยแน่นอน)  “by-pass” (= short cut)  (ทางลัด)“passer-by” (ผู้ที่ผ่านไปมา)  “by-gone”  (สิ่งหรือเรื่องที่ผ่านไปแล้ว)  “by-product” (ผลพลอยได้)  “I will pay by cheque.” (ผมจะจ่ายเป็นเช็ค)  “read a book by candlelight”(อ่านหนังสือโดยใช้แสงเทียน)  “by chance” (โดยบังเอิญ)  “She came in by the back door.”  (เธอเข้ามาทางประตูหลัง)  “I sat by her bed.” (ผมนั่งข้าง – หรือใกล้ – เตียงของเธอ)  “by 1960”  (ราวๆ ปี ๑๙๖๐)  “By the time I went to bed, I was absolutely exhausted.”  (ราวๆเวลาที่ผมเข้านอน  ผมเหน็ดเหนื่อยโดยสิ้นเชิง)  “He is rich by Chinese standards.”  (เขาร่ำรวย  โดยมาตรฐานของชาวจีน)  “She was standing by herself in a corner of the room.(เธอกำลังยืนอยู่ตามลำพัง – คนเดียว – ที่มุมห้องด้านหนึ่ง)  “I think I could manage by myself.”  (ผมคิดว่าผมสามารถทำสำเร็จด้วยตัวของผมเอง – โดยไม่ต้องมีคนคอยช่วยเหลือ)  “Twelve divided by three is four.”  (๑๒ หารด้วย ๓ เหลือ ๔)  “Multiply the amount by three.”  (จงคูณจำนวนนั้นด้วย ๓)“Cars are now made by the million.” (รถยนต์ในปัจจุบันได้รับการผลิตเป็นล้านๆคัน)  “one by one” (ทีละคน)  “year by year”  (แต่ละปี) “She took him by the hand.”  (เธอจับมือเขา)  “Hold it by the handle!” (จงถือมันไว้ที่ด้าม หรือมือจับ)  “Her salary went up by half.” (เงินเดือนของเธอขึ้นไปครึ่งหนึ่ง)  “The economic growth increased by 10 %.” (เศรษฐกิจเติบโต ๑๐ เปอร์เซนต์)  “They are Buddhists by birth, not by practice.”  (พวกเขาเป็นชาวพุทธโดยกำเนิด  มิใช่โดยการปฏิบัติ – ศาสนกิจ)  “By night, a number of animals seek their preys, while by day, they tend to sleep.”  (ระหว่างกลางคืน   สัตว์จำนวนมากเสาะหาเหยื่อ  ในขณะที่ตอนกลางวัน  พวกมันมักจะนอน)  “walk side by side”  (เดินเคียงข้างกัน)  “walk hand in hand”  (เดินจูงมือกัน)  “by-election”  (การเลือกตั้งซ่อม)  “by comparison (= in comparison)”  (โดยการเปรียบเทียบ)  -  He made me look, by comparison (= in comparison), a good, calm, reasonable person.  (เขาทำให้ผมดู (มีท่าทาง ), โดยเปรียบเทียบ, เป็นคนดี  เยือกเย็น  และมีเหตุผล)  (หมายถึง  เมื่อเปรียบเทียบผมกับเขา),    เป็นต้น

2. I have _______________ a lot of letters tomorrow.

(ผม _____________________ จดหมายมากมายวันพรุ่งนี้)

(a) written

(b) been writing

(c) to write    (“Have to write”  =  จำเป็นต้องเขียน)

(d) necessary to write

3. He walked slowly for fear that he ______________ stumble.

(เขาเดินอย่างช้าๆ  ด้วยเกรงว่าเขา _________________ สะดุดหกล้ม)

(a) might

(b) would

(c) should    (จะ)

(d) would not

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “For fear that + Subject + should + Verb 1”  =  “ด้วยเกรงว่าประธานฯจะ.................

4. I can’t go with you.  I’ve got to look ______________ the house.

(ผมไม่สามารถไปกับคุณ  ผมจำเป็นต้อง __________________ บ้าน)

(a) at    (“Look at”  =  จ้องมอง)

(b) after    (“Look after”  =  ดูแล, เอาใจใส่, รับผิดชอบ)

(c) round    (“Look round”  =  เดินตรวจตรารอบๆบริเวณ  -  ตึก, อาคาร)

(d) up and down

5. How can I avoid _______________ him?

(ผมจะสามารถหลีกเลี่ยง _____________________ กับเขาได้อย่างไร)

(a) meet

(b) meeting    (การพบ, การพบปะ)

(c) to meet

(d) met

ตอบ   -   ข้อ    (b)  “Avoid + Verb + ing

6. I have made _______________ my mind to join you.

(ผมได้ตัดสินใจ ____________________ ที่จะร่วมกับคุณ)

(a) up    (“Make up one’s mind  =  ตัดสินใจ)

(b) out

(c) in

(d) for

7. In Germany, traffic keeps ________________ the right.

(ในประเทศเยอรมันนี  การจราจร __________________ ชิดขวามือของถนน)  

(a) on

(b) by

(c) along    

(d) to    (“Keep to the right”  =  ชิดด้านขวามือ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  สำหรับวลีที่ใช้กับ   “To” ดูจากพารากราฟข้างล่าง

                  สำหรับคำคุณศัพท์  (Adjective)   ที่ใช้กับ “To”   ได้แก่   kind (กรุณา, ใจดี)  -  He is very kind to me.  (เขากรุณาต่อผมมาก),  “new”  (It is new to me.  –  มัน (เป็นเรื่อง) ใหม่สำหรับผม), close  (ใกล้ชิดกับ),  cruel  (โหดร้ายกับ),  hostile  (มุ่งร้าย หรือเป็นปฏิปักษ์กับ),  obvious  (ชัดเจนแก่),  obedient  (เชื่อฟังต่อ),  peculiar  (แปลกประหลาดแก่, เฉพาะกับ),  equal  (เท่ากันกับ),  grateful  (ขอบคุณ, เป็นหนี้บุญคุณ)  -  I’m very grateful to your kind assistance.  (ผมขอบคุณอย่างมากต่อความช่วยเหลือของคุณ),  harmful  (เป็นอันตรายต่อ),  kind  (กรุณาต่อ),  dear  (เป็นที่รักแก่),  faithful  (ศรัทธาต่อ),  junior  (อาวุโสน้อยกว่า),  senior  (อาวุโสมากกว่า)  -  He is senior to me in the army.  (เขาอาวุโสกว่าผมในกองทัพ  -  คือมียศสูงกว่า),  inferior  (ด้อยกว่า, เลวกว่า, แย่กว่า),  superior  (ดีกว่า, เหนือกว่า),  polite  (สุภาพต่อ)  -  He is polite to everyone he meets.  (เขาสุภาพกับทุกคนที่เขาเจอะเจอ),  familiar  (คุ้นเคยกับ)  -  Most people at the party were familiar to me.  (คนส่วนใหญ่ที่งานเลี้ยงคุ้นเคยกับผม,  useful  (เป็นประโยชน์กับ),  similar  (คล้ายกับ),  rude  (หยาบคายกับ),  previous  (ก่อน),  used  (เคย),  accustomed  (คุ้นเคย, เคยชิน)  -  They are accustomed to hot weather.  (พวกเขาคุ้นเคยกับอากาศร้อน),  clear  (ชัดเจนกับ),  essential  (จำเป็นกับ),  necessary  (จำเป็นต่อ),  good  (ปฏิบัติดีต่อ),  identical  (เหมือนกับ)  -  The material is almost identical to limestone.  (วัตถุชิ้นนั้นเกือบจะเหมือนกันเป๊ะกับหินปูน),  satisfactory (เป็นที่พอใจของ),  important  (สำคัญต่อ),  significant  (สำคัญต่อ),  equivalent  (เท่ากับ, เสมือนกับ),  loyal  (จงรักภักดีต่อ)   เป็นต้น

                      สำหรับคำกริยาที่ใช้กับ  “To”  ได้แก่   “happen”  (เกิดขึ้น)  -  The accident happened to his family a long time ago.  (อุบัติเหตุเกิดขึ้นกับครอบครัวของเขานานมาแล้ว),  occur  (เกิดขึ้น),  resort  (หันไปใช้)  -  You must never resort to violence.  (คุณจะต้องไม่หันไปใช้ความรุนแรง),  compare  (เปรียบเทียบว่าเหมือนกับ)-  Some people compare sleep to death.  (บางคนเปรียบเทียบการนอนหลับว่าเหมือนกับความตาย),  belong  (เป็นของ)  -  That car belongs to me.  (รถยนต์คันนั้นเป็นของผม),  attend  (เอาใจใส่)  -  You should attend to your teacher’s advice.  (คุณควรเอาใจใส่คำแนะนำของอาจารย์),  see to it  (ดูแลในเรื่อง, จัดการในเรื่อง)  -  I will see to it that you get what you want.  (ผมจะดูแลให้ว่า  คุณได้ทุกอย่างที่คุณต้องการ),  consent  (ยินยอมต่อ)  -  He consented to postponement of the trip.  (เขายินยอมกับการเลื่อนการเดินทางออกไป),  attribute  (มีสาเหตุมาจาก)   -  He attributed the worsening situation to increased conflicts between the government and the people.  (เขาคิดว่าสถานการณ์ที่แย่ลง  มีสาเหตุมาจากความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลและประชาชน),  apply  (สมัคร, ขอ),  reply  (ตอบ),  appeal  (อุทธรณ์, ชวนให้เกิดความสนใจ หรือ หลงใหล),  confine  (จำกัดอยู่ใน),  turn  (หันไปหา, หันไปใช้),  amount  (รวมเป็นจำนวน),  surrender  (ยอมจำนนต่อ),  listen  (ฟัง),  recommend  (แนะนำว่าดี),  devote  (อุทิศแก่),  accustom  (ทำให้คุ้นเคยกับ),  object  (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วยกับ),  succumb  (พ่ายแพ้ต่อ, ยอมจำนนกับ)  -  He finally succumbed to injury.  (เขาในที่สุดพ่ายแพ้ต่อการบาดเจ็บ  -  คือตาย),  complain  (บ่น หรือ ร้องเรียนกับ)  They complained to me about the noise.  (เขาร้องเรียนกับผมเกี่ยวกับเรื่องเสียงดัง),  suggest  (แนะนำกับ)   -  I suggested to him that he should work harder.  (ผมแนะนำกับเขาว่า  เขาควรขยันมากขึ้น),  respond  (ตอบสนองต่อ)   - The government should quickly respond to its people’s demand.  (รัฐบาลควรตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างรวดเร็ว),  look forward to  (ตั้งหน้าตั้งตารอคอย),  refer  (อ้างถึง, แนะนำให้ไปหา),  yield  (จำนน หรือพ่ายแพ้ต่อ),  introduce  (แนะนำให้รู้จักกับ),  reduce  (ลดลงจนต้อง),  be used to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  get used to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  be accustomed to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  get accustomed to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),   เป็นต้น

8. There is no alternative but _______________ it.

(ไม่มีทางเลือก  นอกจาก __________________ มัน)  

(a) do    (ทำ)

(b) to have done

(c) to do   

(d) having done

ตอบ   -   ข้อ    (a)  “But = except” (เว้นแต่,  ยกเว้น)  + Verb 1

             - There is little I could do except wait.

(ผมทำอะไรได้เพียงนิดหน่อย  ยกเว้นรอคอย)  

9. Jane has to take her medicine several _______________ a day.

(เจนจำเป็นต้องกินยาหลาย __________________ ใน  ๑  วัน) 

(a) of times

(b) times    (ครั้ง)   

(c) time

(d) spoons

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Time”  เมื่อหมายถึง  “ครั้ง”  เป็นนามนับได้  ทำเป็นรูปพหูพจน์ได้   สำหรับ   “Time”  ใช้ดังนี้  คือ

๑.   “เวลา”  เป็นนามนับไม่ได้

- I don’t have much free time.

(ผมไม่มีเวลาว่างมากนัก)

๒.           “ครั้ง”  เป็นนามนับได้

- How many times do you go shopping each month?

(คุณไปช้อปปิ้งกี่ครั้งในแต่ละเดือน)

๓.           “ถึงเวลาแล้ว,  ถึงเวลาสมควรแล้ว”  (It is time (high time, about time) + Subject + Verb 2  แม้เป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน)

- It is time you began your work.

(ถึงเวลาที่คุณควรจะเริ่มงานได้แล้ว)

- It is high time we went home.

(ถึงเวลาที่เราควรจะกลับบ้านแล้ว)

           - It is about time they behaved themselves well.

(ถึงเวลาที่พวกเขาควรจะประพฤติตัวดีได้แล้ว)

๔. Spend one’s time + Verb + ing”  (ใช้เวลาไปกับการ............)

- The students spend most of their time reading in the library.

(พวกนักเรียนใช้เวลาส่วนใหญ่ของพวกตน  อ่านหนังสือในห้องสมุด)

๕.          คูณ”  (Multiply)

- 5 times 6 equals 30.  (5 x 6 = 30)

10. What time did you arrive ______________ last night?

(คุณมาถึง ___________________  เมื่อใด  เมื่อคืนที่ผ่านมา)  

(a) at home

(b) to home

(c) into home

(d) home    (บ้าน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Arrive home”  ไม่ต้องมี   “Preposition”  แต่   “Arrive in”  ใช้กับ  มาถึง  เมือง  ประเทศ  (Arrive in Bangkok, London, France)   ส่วน  “Arrive at”   มาถึงสถานที่ที่แคบลงมา  เช่น   “Arrive at the hospital, bank, office, school, church, etc.

11. _______________ of these children are you looking after?

(____________________  ของเด็กเหล่านี้  ที่คุณกำลังดูแล-เอาใจใส่อยู่)

(a) Who

(b) Whom

(c) Which    (คนไหน) 

(d) Whose

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็นการให้เลือก  (คนใด, สิ่งใด, สัตว์ตัวใด)

12. Napoleon was not only a good general ______________ a firm ruler.

(นโปเลียนไม่เพียงแต่เป็นนายพล (คือ  ทหาร) ที่ดีเท่านั้น _________________ นักปกครองที่เด็ดขาด)

(a) but

(b) nevertheless    (อย่างไรก็ตาม)

(c) but also    (แต่ยังเป็น..................อีกด้วย)

(d) yet

13. I am ______________ tired to do any more work.

(ผมเหนื่อย ______________________ ที่จะทำงานเพิ่มมากขึ้นอีก)

(a) very

(b) quite

(c) more

(d) too    (เกินไป)

ตอบ   -   ข้อ   (d) เป็นไปตามโครงสร้าง   “Subject + is (was) + too + Adjective + to + Verb 1

14. _______________ well he would have been present.

(_______________________  สบายดี  เขาก็คงจะมาปรากฏตัวแล้ว  -  คือมาร่วมด้วยแล้ว)

(a) If he had

(b) Had he been    (ถ้าเขา)

(c) Unless he were

(d) Because he was

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Had he been”  Reverse (ผกผัน) (Inversion) มาจาก  “If he had been”  เป็น  “If clauseแบบที่  ๓   (Past unreal)  คือเหตุการณ์ไม่ได้เกิดขึ้นจริง  หรือเกิดตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  ทั้งนี้  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง  คือ  “เขาไม่สบาย  เขาก็เลยไม่ได้มาปรากฏตัว  หรือมาร่วมด้วย”  ดูเพิ่มเติมรูป  “ผกผัน”  จากประโยคข้างล่าง

-           If he had studied hard, he would have passed the exam.

(= Had he studied hard, he would………….exam.)

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว – แต่จริงๆคือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

-   If you had asked me, I would have told you the truth.

(= Had you asked me, I………………..truth.)

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว – แต่จริงๆคือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

-   If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(= Had they not stopped smoking, they…………..cancer.)

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว – แต่จริงๆคือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

-   She would have gone to the market if she had had** something to buy.

(= She would have gone to the market had she had something to buy.)

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ – แต่จริงๆคือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

หมายเหตุ     -    จะเห็นว่าในประโยคข้างบน  “If clause” มี  “Had”**  2 ตัว    ตัวหน้าแสดง  “Past perfect tense” ส่วน “Had” ตัวหลังมาจาก  “Have”  ที่แปลว่า  “มี”  พอมาอยู่หลัง “Had”  จึงต้องเปลี่ยนไปเป็น   Verb ช่องที่  3  ทำให้มี  “Had”  2 ตัว

15. _______________ he doesn’t succeed, I shall be very disappointed.

(____________________  เขาไม่ประสบความสำเร็จ  ผมจะผิดหวังมาก)

(a) Because    (เพราะว่า)

(b) Although    (แม้ว่า)

(c) As    (เพราะว่า, ในขณะที่)

(d) If    (ถ้า)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เป็น  “If clause”  แบบที่  ๑  คือ  ถ้าข้อความใน   “If clause”  (ประโยคย่อย)  เกิดขึ้นจริง  ข้อความในประโยคใหญ่ก็จะเกิดขึ้นตามไปด้วย  กล่าวคือ   “ถ้าเขาทำไม่สำเร็จ   ผมก็จะผิดหวังมาก

16. Everyone ______________ to the convention except Sam and ______________.

(ทุกคน ______________ ที่การประชุม  ยกเว้นแซมและ _____________ )

(a)   goes _______________ I

(b)  are going ________________ me

(c)   have gone ________________ myself

(d) has gone ________________ me    (ได้ไป........แล้ว _________________ ผม)

 ตอบ   -   ข้อ  (d)  “Except”  เป็น  “Preposition”  ดังนั้น  ต้องใช้  “Me”  เนื่องจากต้องเป็นสรรพนามในรูป   “กรรม”  ของ  “Preposition”  และเพราะว่า “Everyone”  ถือเป็นรูปเอกพจน์  จึงไม่เลือก  “Are going”  ในข้อ  (b)

17. Don’t open a shop ______________ to smile.  (Chinese proverb)

(จงอย่าเปิดร้าน (ทำการค้า) ___________________ ที่จะยิ้ม)  (สุภาษิตจีน)

(a) if you like

(b) as you don’t like

(c) not like

(d) unless you like   (ถ้าคุณไม่ชอบ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  ดูตัวอย่างการใช้  “Unless”  จากประโยคข้างล่าง

-   He won’t pass his examination _____________________.

(เขาจะสอบไม่ผ่าน _____________________ )

(a) if he is not enough diligent   (ต้องใช้  “diligent enough”)

(b) unless he is not diligent enough   (หลัง “Unless” ต้องเป็นรูปบอกเล่า)

(c) unless he is not enough diligent

(d) unless he is diligent enough   (ถ้าเขาไม่ขยันเพียงพอ)

ตอบ   –   ข้อ  (d)  เนื่องจาก   “Unless = If…………… not”  แต่ต้องอยู่ในโครงสร้าง  “Unless + Subject + Verb  (บอกเล่า)  ทั้งนี้  “อนุประโยคที่ตามหลัง “Unless” จะต้องอยู่ในรูปบอกเล่าเสมอ”  เนื่องจาก “Unless”  มี  “not”  ซึ่งเป็นปฏิเสธรวมอยู่ในคำด้วยแล้ว   ตัวอย่าง  เช่น

-    He will not come unless he has time.

(เขาจะไม่มาถ้าเขาไม่มีเวลา)

-    I shall not help him unless he asks me.

(ผมจะไม่ช่วยเขา ถ้าเขาไม่ขอร้องผม)

-   You couldn’t get a grant unless you had five years’ teaching experience.

(คุณไม่สามารถได้รับเงินช่วยเหลือ  ถ้าคุณไม่มีประสบการณ์สอน ๕ ปี)

  Unless you work hard, you won’t succeed.

(ถ้าคุณไม่ขยัน  คุณจะไม่ประสบความสำเร็จ)

-   She said nothing unless she was spoken to.

(เธอไม่พูดอะไร  ถ้าเธอไม่ถูกพูดด้วย  -  คือ ถ้าไม่มีใครพูดกับเธอ)

 Unless they respected us, we wouldn’t care for what they said.

(ถ้าพวกเขาไม่เคารพเรา  เราจะไม่ใส่ใจในสิ่งที่เขาพูด)

18. According to his neighbors, old Mr. William _____________ himself at the age of eighty-three to learn German.

(ตามที่เพื่อนบ้านของเขาบอก  มิสเตอร์วิลเลียมผู้ชรา ________________ ด้วยตนเอง  เมื่ออายุ  ๘๓  ปี  ที่จะเรียนรู้ภาษาเยอรมัน)

(a) did an effort

(b) made an effort   (พยายาม, ทำความพยายาม)

(c) used an effort

(d) tried an effort

ตอบ   -   ข้อ  (b)

                          สำหรับวลีที่ต้องใช้  “A,  An”  ได้แก่  “Take a seat”  (นั่ง),  “Take a break”  (พัก, หยุดพัก),  “Take a back seat”  (ยอมเป็นผู้ตาม, เป็นช้างเท้าหลัง),  “Take a good look”  (มองให้เต็มตา),  “Take a good picture”  (ถ่ายรูปสวย, ถ่ายรูปขึ้น),  “Take a bad picture”  (ถ่ายรูปไม่สวย, ถ่ายรูปไม่ขึ้น),  “Take a hand in”  (มีส่วนร่วม, ช่วยเหลือใน),  “Take a stand”  (ประกาศความสำคัญของตนเอง, ประกาศจุดยืน),  “Take a person at his word  (เชื่อคำพูดคนๆนั้น),  “Once in a while  (เป็นครั้งคราว, เป็นบางโอกาส),  “Once in a blue moon”  (นานทีปีหน, นานๆครั้ง),  “Once upon a time”  (กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว),  “Have a walk”  (เดิน),  “Have a haircut”  (ตัดผม), “Have an idea”  (มีความคิด),  “Take (Have) a bath”  (อาบน้ำ),  “Take a shower”  (อาบน้ำ),  “Make (Give) a speech”  (กล่าวสุนทรพจน์),  “Give a bath”  (อาบน้ำให้),  “Make a change”  (เปลี่ยนแปลง),  “Make an exchange”  (แลกเปลี่ยน),  “Give (Express) an opinion”  (แสดงความคิดเห็น),  “Give an idea”  (ให้ความคิด),  “Give a kiss”  (จูบ),  “Take a pride”  (ภาคภูมิใจ),  “Take a rest”  (พักผ่อน),  “Do a favor”  (ช่วยเหลือ),  “Give an answer”  (ตอบ),  “Make a decision”  (ตัดสินใจ),  “Come to a decision”  (ตกลงใจ, ตัดสินใจ),  “Make a suggestion”  (แนะนำ),  “Make a statement”  (กล่าว, พูด),  “Make an announcement”  (ประกาศ),  “Make a discovery”  (ค้นพบ),  “Make a choice”  (เลือก),  “Make a good doctor”  (เป็นหมอที่ดี),  “Make you a good secretary”  (เป็นเลขานุการที่ดีของคุณ),  “Go for a walk”  (ไปเดินเล่น),  “Go for a drive”  (ไปขับรถ), “Have a headache”  (ปวดหัว),  “Have a cough”  (มีอาการไอ),  “Have a cold”  (เป็นหวัด),  “Have a toothache”  (ปวดฟัน), “Have an earache”  (เจ็บหู, ปวดหู),  “Have a sore throat”  (เจ็บคอ),  “Have a pain”  (มีความเจ็บปวด),  เป็นต้น      

19. They must be ready to move anywhere in the world at _________________.

(พวกเขาจะต้องเตรียมพร้อมที่จะเคลื่อนย้ายไปที่ใดๆในโลก  เมื่อ  _____________)   (เช่น ทหาร หรือ นักข่าวต่างประเทศ  ที่จะต้องเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่เมื่อได้รับคำสั่งด่วน)

(a)    a moment notice

(b)   moment’s notice

(c)    moments’ notice

(d) a moment’s notice.   (ได้รับการบอกกล่าวล่วงหน้าเพียงชั่วประเดี๋ยวเดียว)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  ต้องใช้รูปแสดงความเป็นเจ้าของเกี่ยวกับเรื่องเวลา  โดยมีเครื่องหมาย  {Apostrophe ‘S’}  เหมือนใช้แสดงความเป็นเจ้าของกับคำนามเอกพจน์-พหูพจน์  ทั่วๆไป  เช่น

       - a moment’s notice   (การแจ้งให้ทราบล่วงหน้าชั่วประเดี๋ยวเดียว)  (ว่าจะต้องย้ายไปปฏิบัติงานในพื้นที่อื่น)

      - a month’s notice   (การแจ้งให้ทราบล่วงหน้า  ๑  เดือน)  (ว่าจะยกเลิกสัญญาจ้างงาน)    

      - a week’s holiday   (วันหยุด  ๑  สัปดาห์)  

      - two months notice   (การแจ้งให้ทราบล่วงหน้า  ๒  เดือน)

      - three weeks journey   (การเดินทางนาน  ๓  สัปดาห์)

      - four years time   (ระยะเวลา  ๔  ปี)

20. A number of people _______________ in this year’s election.

(ประชาชนจำนวนมาก ___________________ ในการเลือกตั้งสำหรับปีนี้)

(a) is active

(b) are active   (กระตือรือร้น-สนใจ,  ตื่นตัว)

(c) is being active

(d) being active

ตอบ    -    ข้อ   (b)  ดูคำอธิบาย   “A number of” (จำนวนมาก)   และ  “The number of”   (จำนวนของ........)  จากประโยคข้างล่าง

                   ตัวอย่างที่ ๑

           - The number of _____________ one has depends upon one’s kindness. 

(จำนวนของ _____________________ ที่คนเรามี  ขึ้นอยู่กับความเมตตากรุณา-ใจดีของเขา)

(a) friend

(b) friends   (เพื่อน)

(c) friendly   (เป็นมิตร)

(d) friendship   (มิตรภาพ)

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจาก   “The number of + noun (นับได้ พหูพจน์)   หมายถึง  “จำนวนของ.........”  ถือเป็นเอกพจน์  (จำนวนรวมทั้งหมด)  และต้องใช้กับกริยาที่เป็นเอกพจน์ด้วย   (Is, Has, Depends)

                 ตัวอย่างที่ ๒

-    The number of people who ask questions at the end of the lecture _______________ always quite astonishing.

(จำนวนของผู้คนที่ถามคำถามเมื่อตอนเสร็จสิ้นการบรรยาย  ______________ น่าประหลาดใจทีเดียว  –  คือมีผู้ถามคำถามมากมายจนนึกไม่ถึง)

(a) be

(b) is

(c) are

(d) were

หมายเหตุ   –   ตอบข้อ  (b) เนื่องจาก   “The number of”  แม้จะตามด้วยคำนามที่เป็นพหูพจน์  (Plural)  แต่ต้องใช้กับกริยาเอกพจน์  (Singular)  ซึ่งในที่นี้คือ  is” เพราะหมายถึง  “จำนวน”   ดังตัวอย่างประโยค  เช่น

 The number of boys is twenty. 

(จำนวนเด็กผู้ชายคือ ๒๐ คน)

 The number of people who came to the motor show was quite impressive. 

(จำนวนคนที่มางานมอเตอร์โชว์น่าประทับใจมาก – คือมากันเยอะแยะ)

                สำหรับ “A number of”  (จำนวนมาก)  ต้องตามด้วยคำนามพหูพจน์  และ ถือเป็นพหูพจน์   จึงต้องใช้กับกริยาพหูพจน์   ดังตัวอย่าง

                 - A number of students are in the classroom.

(นักเรียนจำนวนมากอยู่ในห้องเรียน)

              - A number of tourists have visited Thailand over the past few years. 

(นักท่องเที่ยวจำนวนมากได้มาเยือนประเทศไทยในช่วง ๒ – ๓ ปีที่ผ่านมา)

             - A number of women have become executives in both the government and the private sector.

(ผู้หญิงจำนวนมากได้เป็นผู้บริหารทั้งในภาครัฐและเอกชน)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง   ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้