หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 105)

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. He had _______________ arrived than he was told to start back again.

(________________  เขามาถึง  เขาได้รับการบอกให้กลับไปเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง)

(a) just

(b) already

(c) hardly

(d) no sooner    (ในทันทีที่)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “No sooner ……….than”  =  “ในทันทีที่   ”เช่น

             - Hehad no sooner left than she arrived.

(ในทันทีที่เขาจากไป  เธอก็มาถึง)

                        อย่างไรก็ตาม  สามารถทำเป็นแบบ  “ผกผัน”  (Reverse  หรือInversion)   คือ  เอา  “No sooner”  มาวางไว้หน้าประโยค  เพื่อแสดงการเน้น  “ในทันทีที่”  เช่น

           - No sooner had he left than she arrived.

(No sooner + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb(แท้) + Than + Subject + Verb)

2. She went to _______________________.

(เธอไป ____________________________)

(a) Paris where she stayed ten days

(b) Paris, where she stayed ten days    (ปารีส, ที่ซึ่งเธอพักอยู่  ๑๐  วัน)

(c) Paris in which she stayed ten days

(d) Paris which she stayed there ten days

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “where she stayed ten days”  เป็น  “Non-defining clause”   คือ เพียงแต่มาบอกข้อมูลเพิ่มเติมเท่านั้น   มิได้มีความสำคัญแต่อย่างใด  ข้อความนี้มิได้มาแยก  “ปารีส”  นี้ออกจาก  “ปารีส”  อื่น  เพราะมีเพียง  “ปารีส”  เดียวเท่านั้น  ดังนั้น  หลัง  “ปารีส”  จึงต้องมี  “คอมม่า”  ซึ่ง  “Clause”  ดังกล่าว  เปรียบเสมือนข้อความที่อยู่ในวงเล็บเท่านั้น  คือ เพียงแค่มาบอกข้อมูลเพิ่มเติม ดังได้กล่าวมาแล้ว สำหรับข้อนี้  อาจตอบว่า  “Paris, in which she stayed ten days”  (where = in which)  ก็ได้   ดูเพิ่มเติม   “Non-defining clause”  จากประโยคข้างล่าง

                       ตัวอย่างที่ ๑

-   My ________________play golf.

(_________________________  เล่นกอล์ฟ)

(a) mother who is over sixty still

(b) mother, who is over sixty still

(c) mother who is over sixty, still

(d) mother, who is over sixty, still    (แม่ของผม, ผู้ซึ่งอายุกว่า  ๖๐, )

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็น    “Non-defining clause”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                             ตัวอย่างที่ ๒

-  The _________________ a grateful animal.

(________________________  สัตว์ที่กตัญญูรู้คุณ)

(a) dog which is found all over the world is

(b) dog, which is found all over the world is

(c) dog which is found all over the world, is

(d) dog, which is found all over the world, is    (สุนัข,  ซึ่งถูกพบอยู่ทั่วโลก,  เป็น)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “สุนัข”  ในประโยคนี้  หมายถึงสัตว์ชนิดหนึ่ง  ที่แตกต่างไปจากสัตว์ประเภทอื่น  และเป็นตัวแทนของสุนัขทั้งโลก  มิได้แยกแยะว่าเป็นสุนัขตัวใด ของใคร  หรือที่ไปทำอะไร  (คือมิได้แยกสุนัขตัวนี้   ออกจากสุนัขตัวอื่นๆ)  จึงถือว่า “สุนัข”  ในประโยคนี้เป็นสัตว์ชนิดหนึ่งในโลก   ที่ต่างไปจากสัตว์ประเภทอื่นๆ  และมีความชี้เฉพาะอยู่ในตัวของมันเองแล้ว  ดังนั้น  อนุประโยคที่มาขยายมัน   จึงต้องเป็นประเภท  “Non-defining Adjective Clause”  (อนุประโยคที่ไม่ได้เน้นย้ำคำนามที่มันขยาย)   คือ เพียงแต่มาบอกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ  “สุนัข”  เท่านั้น  มิได้มีความ สำคัญแต่อย่างใด  และข้อความในอนุประโยคดังกล่าว  จะต้องมีเครื่องหมายคอมม่า (Comma)  กั้นหัวและท้ายเสมอ  เปรียบเสมือนกับอยู่ในวงเล็บ  โดยจะไม่ต้องมีข้อความนี้ก็ได้  เพราะผู้อ่าน-ผู้ฟัง  ก็ยังคงเข้าใจอยู่ดีว่า  มันคือ  “สุนัข”  สัตว์ประเภทหนึ่งในโลกนั่นเอง   โดยขอให้เปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง  ที่ข้อความในอนุประโยคที่มาขยาย  “สุนัข”  ต้องเป็น   “Defining Adjective Clause”เนื่องจากช่วยแยกสุนัขตัวที่มัน  (อนุประโยค) ขยาย   ออกจากสุนัขตัวอื่นๆ  ซึ่งมีอยู่มากมาย  ซึ่งในกรณีนี้  อนุประโยคดังกล่าว   ไม่ต้องมีเครื่องหมาย    “คอมม่า”  กั้นหน้าหลัง  เพราะข้อความของมันมีความสำคัญ  ที่จะบอกให้  ผู้อ่าน-ผู้ฟัง รู้ได้ว่าเป็นสุนัขตัวใด  ของใคร  หรือไปทำอะไร

-  The dog which (that) was hit by a car yesterday belongs to my neighbor.

(สุนัขซึ่งถูกรถชนเมื่อวานนี้  เป็นของเพื่อนบ้านของผม) (ข้อความที่ขยาย  แยกสุนัขตัวนี้ออกจากสุนัขตัวอื่นๆ  ซึ่งถ้าไม่มีข้อความนี้  ผู้อ่าน-ผู้ฟัง จะไม่รู้เลยว่าสุนัขตัวใดเป็นของเพื่อนบ้าน)

-   The dog which (that) she bought from the market last month has been stolen.

(สุนัขซึ่งเธอซื้อมาจากตลาดเมื่อเดือนที่แล้ว  ได้ถูกขโมยไปแล้ว)  (ข้อความที่ขยาย  แยกสุนัขตัวนี้ออกจากสุนัขตัวอื่นๆ  ซึ่งถ้าไม่มีข้อความนี้  ผู้อ่าน-ผู้ฟัง  จะไม่รู้เลยว่า  สุนัขตัวใดถูกขโมย)

                       ดูเพิ่มเติมคำอธิบาย  “Non-defining adjective clause”  และ “Defining adjective clause”  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                       ตัวอย่างที่ ๓

-  This ____________________ very good.

(______________ (นี้)___________________ ดีมากเลย)

(a) school which we have just seen is

(b) school, which we have just seen is

(c) school which we have just seen, is

(d) school, which we have just seen, is    (โรงเรียน (นี้) ซึ่งเราเพิ่งจะได้เห็น)

ตอบ  -  ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น  “Non-defining Adjective Clause” คือ “อนุประโยคที่ขยายนามหรือสรรพนามแบบไม่เน้นหรือชี้เฉพาะลงไป  เนื่องจากคำนามหรือสรรพนามที่ถูกมันขยาย   มีความชัดเจนอยู่แล้ว  หรือรู้อยู่แล้วว่าเป็นใครหรืออะไร  ซึ่งมีอยู่คนเดียวหรือสิ่งเดียวเท่านั้น  และอาจเป็นชื่อเฉพาะ  ที่มีอยู่แห่งเดียวในโลกก็ได้  เช่น เมือง  ประเทศ  หรือบุคคลผู้นั้นผู้นี้   ดังนั้น   อนุประโยคที่มาขยายนามหรือสรรพนามนั้นๆ   จึงไม่ได้แยกมันออกจากนามหรือสรรพนามอื่นๆ   เพียงแต่มาบอกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับนามหรือสรรพนามนั้นเท่านั้น   ซึ่งถึงแม้ว่าจะไม่บอก  (หรือมาขยายนาม-สรรพนามนั้น)  ผู้อ่าน-ผู้ฟัง ก็ยังคงเข้าใจอยู่ดีว่า  นามหรือสรรพนามนั้นหมายถึงใคร  สิ่งใด หรือเมืองใดประเทศใด  เราจึงเรียกอนุประโยค  เหล่านี้ว่า “Non-defining Adjective Clause”  เพราะเพียงแต่มาช่วยบอกข้อมูลเพิ่มเติมเท่านั้นซึ่งจะมีหรือไม่มีก็ได้  เพราะผู้อ่าน-ผู้ฟังก็ยังสามารถเข้าใจได้ว่า  หมายถึงใคร สิ่งใด หรือเมือง-ประเทศใด  ซึ่งอนุประโยคเหล่านี้จะต้องมีเครื่องหมาย  “คอมม่า”   กั้นข้างหน้าและข้างหลังมัน  เหมือนกับเป็นวงเล็บ  ที่มีข้อความระหว่างคอมม่าหรือวงเล็บ  มาช่วยบอกข้อมูลเพิ่มเติมเท่านั้น  จะมีหรือไม่มีก็ได้  ไม่ได้มีความสำคัญแต่อย่างใด  ดังเช่นประโยคข้างบน  “โรงเรียน (นี้) – ซึ่งเราเพิ่งได้เห็น –  ดีมากเลย”   ซึ่งเราจะเห็นว่า  “โรงเรียนนี้”   มีความชัดเจนอยู่แล้วว่าเป็นโรงเรียนแห่งใด    ดังนั้น  ข้อความ   “ซึ่งเราเพิ่งได้เห็น”   จึงเพียงมาบอกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรงเรียนนี้เท่านั้น    มิได้แยกโรงเรียนนี้ออกจากโรงเรียนอื่นๆ   เหมือนกับใน  “Defining Adjective Clause”  (ไม่ต้องมีเครื่องหมาย “คอมม่า” กั้นระหว่าง “Clause”) อนุประโยคดังกล่าวข้างต้น  จึงมิได้มีความสำคัญอย่างใด  จึงต้องมีเครื่องหมาย “คอมม่า”  กั้นระหว่างอนุประโยคเสมอ  ดังตัวอย่างข้างล่าง

 Donald Trump, who is currently the American president, is a business tycoon.

(โดนัลทรัมพ์  - ผู้ซึ่งปัจจุบันเป็นประธานาธิบดีอเมริกา – เป็นนักธุรกิจผู้ร่ำรวยและมีอิทธิพลมาก)  (โดนัลทรัมพ์ มีอยู่คนเดียวในโลกนี้  อนุประโยคที่มาขยายจึงเพียงบอกข้อมูลเพิ่มเติม  มิได้แยกตัวเขาออกจากบุคคลอื่น  จึงต้องเป็น “Non-defining clause” ต้องมีเครื่องหมายคอมม่ากั้นระหว่าง clause    ข้อความที่มาขยายมิได้มีความสำคัญแต่อย่างใด)

          - Bangkok, which is the capital of Thailand, is a crowded city.

(กรุงเทพฯ – ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศไทย – เป็นเมืองที่มีประชากรหนาแน่น)

           - Mr. Collin Woods, who lives next door, is coming to see me.

(คอลลินวูดส์– ผู้ซึ่งอาศัยอยู่บ้านหลังถัดไป – กำลังจะมาพบผม)

           - Rome, where the tourists can visit many historic places, is one of the most ancient cities.

(กรุงโรม – ที่ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถไปเยือนสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์มากมาย – เป็นเมืองเก่าแก่มากที่สุดเมืองหนึ่ง)

           - Ramkhamhaeng University, which is an open university, enrolls thousands of students each year.

(ม. รามคำแหง – ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเปิด – ลงทะเบียนนักเรียนหลายพันคนในแต่ละปี)

           - Charles Dickens, who was a very famous writer, was poor all through his life.   

(ชาร์ลสดิคเค่นส์  -  ผู้ซึ่งเป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียง –  ยากจนตลอดชีวิตของเขา)

             - Ayuthaya, which we learnt about, was our former capital.

(อยุธยา – ซึ่งเราได้เรียนรู้เกี่ยวกับมัน – เป็นเมืองหลวงเก่าของเรา)

            - My house, of which the roof is made of brick, is going to be sold. 

(บ้านของผม – ซึ่งหลังคาทำด้วยอิฐ – กำลังจะถูกขายไป)

              - Dr. John Smith, whom I met in London, is an oculist.

(ด็อกเตอร์ จอห์น สมิธ  - ผู้ซึ่งผมพบในลอนดอน – เป็นจักษุแพทย์)

             - Our teacher of English, who has just returned from abroad, is getting married soon.

(ครูสอนภาษาอังกฤษของเรา – ผู้ซึ่งเพิ่งกลับมาจากต่างประเทศ – กำลังจะแต่งงานในไม่ช้า)

                      จากประโยคตัวอย่างข้างต้นทั้งหมด  จะเห็นว่าทุกประโยคมี  “Non-defining Clause” ขยายประธานของประโยค  และต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่นอยู่ระหว่าง “Clause”  ซึ่งไม่สู้จะมีความจำเป็นแก่ใจความในประโยคเท่าใดนัก  เนื่องจากประธานฯ เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า  เป็นใคร  เป็นอะไร  สิ่งไหน หรือ  ของใคร  ดังนั้น “Clause”  ที่เพิ่มเข้ามาในประโยค  (ขยายประธานฯ)   จึงเพียงแต่บอกข้อมูลเพิ่มเติมจากสิ่งที่รู้กันดีอยู่แล้วเท่านั้น   แม้จะตัดข้อความที่เพิ่มเข้ามานี้ทิ้งไป  ก็จะไม่ทำให้ประโยคนั้นเสียใจความแต่อย่างใด   ทั้งนี้  จะต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่นหน้า-หลัง “Clause” เสมอ   (ในกรณีขยายประธานฯ ประโยค)  หรือคั่นเฉพาะข้างหน้า “Clause”  (ในกรณีขยายคำนามที่อยู่กลางประโยค)

สรุป    -    เราสามารถสรุปลักษณะของ “Non-defining Clause” ได้ดังนี้

๑.                   ไม่มีความจำเป็นแก่ใจความในประโยค  เพียงแต่มาบอกข้อมูลเพิ่มเติมให้ละเอียดมากขึ้นจากสิ่งที่รู้อยู่แล้วเท่านั้น

๒.                 ต้องมีเครื่องหมายคอมม่า  คั่นหน้าและหลัง  “Clause” เสมอ

๓.                  ต้องใช้   “Relative Pronoun” ซึ่งไม่มีลักษณะชี้เฉพาะเจาะจง เช่น Who”  “Whom”  “Where”  หรือ  “Which” เป็นต้น  จะใช้  “That”  ไม่ได้  และต้องให้สอดคล้องกับหน้าที่  (Function)  ของมันด้วย

                       สำหรับ  “Defining Adjective Clause”  ใช้ขยายนามหรือสรรพนามที่อยู่ข้างหน้า   เพื่อให้ได้ใจความสมบูรณ์และชัดเจนขึ้นว่า  เป็นคนไหน  สิ่งไหน  อะไร  ของใคร  เป็นต้น   ทั้งนี้  หากไม่มี  “Defining Adjective Clause”  มาขยายแล้ว  คำนามหรือสรรพนามที่กล่าวถึงนั้นก็จะไม่เจาะจง   จะเป็นเพียงการกล่าวลอยๆ   ยากที่ผู้ฟังจะเข้าใจได้ชัดเจนว่าเป็นใคร  อะไร หรือของใคร  ทั้งนี้  เพราะขาด  “Defining Adjective Clause”  มาช่วยขยายความหรือชี้เฉพาะให้เห็นเด่นชัดนั่นเอง  กล่าวคือ  มาช่วยแยกนามหรือสรรพนามตัวที่ถูกมันขยาย  ออกจากนามหรือสรรพนามทั่วๆไป  เพื่อให้รู้ว่า  เป็นใคร  อะไร   สิ่งไหน  ที่มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

              - The robber was arrested.

(โจรถูกจับ)

              - The car belongs to my father.

(รถยนต์เป็นของพ่อของผม)

               - The house is near the railway station

(บ้านอยู่ใกล้สถานีรถไฟ)

                - The police questioned the woman.

(ตำรวจซักถามผู้หญิง)

                - The plan was finally turned down.

(แผนในที่สุดถูกปฏิเสธ)

                 - The subject is English.

(วิชาคือภาษาอังกฤษ)

                - He will take us to the town.

(เขาจะพาเราเข้าเมือง)

                - Some of the boys didn’t come to my party.

(เด็กบางคนไม่มางานเลี้ยงของผม)

                       จากทุกประโยคที่ยกมาข้างบน  ผู้ฟังจะไม่รู้เลยว่า ขโมยคนไหนถูกจับ  รถคันไหนเป็นของพ่อผม  บ้านหลังไหนอยู่ใกล้สถานีรถไฟ  ตำรวจซักถามผู้หญิงคนไหน  แผนอะไรที่ถูกปฏิเสธ  วิชาอะไรคือภาษาอังกฤษ  เขาจะพาเราไปเมืองไหน  เด็กคนไหนที่ไม่มางานเลี้ยง  อย่างไรก็ตาม  เมื่อเราเพิ่ม  “Defining Adjective Clause”  เข้าข้างหลังคำนาม  (ประธานประโยค)   ใจความก็จะสมบูรณ์ยิ่งขึ้น  เช่น

             - The robber who plundered the bank yesterday was arrested.

(โจรซึ่งปล้นธนาคารเมื่อวานนี้ถูกจับ)

             - The car which I drive to the university belongs to my father.

(รถซึ่งผมขับไปมหาวิทยาลัยเป็นของพ่อของผม)

              - The house where I live is near the railway station.

(บ้านที่ผมอาศัยอยู่ใกล้สถานีรถไฟ)

               - The police questioned the woman whose car was stolen.

(ตำรวจซักถามผู้หญิงซึ่งรถของเธอถูกขโมย)

               - The plan which I proposed to the committee was finally turned down.  (แผนซึ่งผมเสนอต่อคณะกรรมการได้รับการปฏิเสธในที่สุด)

               - The subject in which I am interested is English.

(วิชาซึ่งผมสนใจคือภาษาอังกฤษ)

               - He will take us to the town where we can see old temples.

(เขาจะพาเราไปที่เมือง  ซึ่งเราสามารถดูวัดเก่าแก่ได้)

               - Some of the boys (whom) I invited did not come to my party.

(เด็กบางคนซึ่งผมเชิญไม่มางานเลี้ยงของผม)

สรุป  -  จากประโยคข้างบนที่มี “Defining Adjective Clause”ขยายประธาน  หรือคำนามข้างในประโยค  เราสามารถสรุปลักษณะของ “Defining Adjective Clause”ได้ดังนี้

         ๑. ทำหน้าที่ขยายนามที่อยู่ข้างหน้า  เพื่อให้ได้ใจความที่สมบูรณ์และชัดเจนยิ่งขึ้นว่า  หมายถึงใคร  อะไร  (คือแยกนามนั้นออกจากนามตัวอื่นๆ)

         ๒. ไม่มีเครื่องหมาย “คอมม่า” คั่นอยู่ระหว่างคำนาม (ประธานประโยค หรือคำนามที่อยู่กลางประโยค)  กับ  “Defining Adjective Clause

        ๓. ใช้คำ“Relative Pronoun” ที่ขึ้นต้น (นำหน้า)  “Defining Adjective Clause”   ให้เหมาะสมกับนามที่ถูกมันขยาย   และหน้าที่ของมันด้วย

3. If I had the money, I would pay ______________ I owe.

(ถ้าผมมีเงิน  ผมจะจ่ายเงิน (คืน) _________________ ผมเป็นหนี้)

(a) that

(b) which

(c) what    (ในสิ่ง)

(d) you

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “What I owe”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น  “กรรม”  ของกริยา  “Pay” นำหน้าด้วย  “Question word”  (What)   ดูเพิ่มเติม  “Noun clause”  จากประโยคข้างล่าง

                   ตัวอย่างที่ ๑

A: I can write and read German.

(ผมสามารถเขียนและอ่านภาษาเยอรมันได้)

B: I would like to ask you ______________ to study German.

(ผมอยากจะถามคุณ (ว่า) ___________________ ศึกษาภาษาเยอรมัน)

(a)   when did you begin

(b)  began

(c) when you began    (เมื่อใดคุณเริ่ม)   (=คุณเริ่ม  -  ศึกษาภาษาเยอรมัน  -  เมื่อใด)

(d) when you will begin

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากข้อความ   “when you began to study German” เป็น   “Noun clause”   ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของกริยา  “Ask”   (กรรมรอง  คือ  “You”)   โดยต้องเรียงในแบบประโยคบอกเล่า  คือ  “When + Subject + Verb + ส่วนขยาย Verb”  ตัวอย่างอื่นๆของ  “Noun clause”   ได้แก่

                    ตัวอย่างที่ ๒

-   My friend would not tell me ______________ for his new car.

(เพื่อนของผมจะไม่บอกผม (ว่า) _____________ สำหรับรถยนต์คันใหม่ของเขา)

(a) how much did he pay

(b) how much he paid    (เขาได้จ่ายเงินไปมากเท่าใด)

(c) how he paid much

(d) how he would pay very much

ตอบ  -  ข้อ   (b) “how much he paid”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของกริยา   “Tell”  (กรรมรอง  คือ “Me”

                   ตัวอย่างที่ ๓

-  I can’t do exactly ______________ you want.

(ผมไม่สามารถทำได้ตรงเป๊ะ หรือได้ตรงเผง _____________________ คุณต้องการ)

(a) like

(b) while

(c) what    (ในสิ่งที่)

(d) that

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “What you want”  (ในสิ่งที่คุณต้องการ)  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา “Do”   สำหรับประโยคข้างบน  อาจใช้   “As you want”  (ดังที่ หรือ ตามที่คุณต้องการ)  ก็ได้ 

                     ตัวอย่างที่ ๔

-   Did you hear _______________ he said to his wife?

(คุณได้ยิน ______________________ เขาพูดกับภรรยาของเขาหรือไม่)

(a) that

(b) what    (สิ่งที่, เรื่องที่)

(c) when

(d) (No word is needed.)  (ไม่ต้องการคำมาเติม)

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจาก “what he said to his wife”  เป็น  “Noun clause”   ทำหน้าที่เป็น   “กรรม”   ของกริยา  “Hear”

                    ตัวอย่างที่ ๕

-  She was unable to tell us ________________ house she had gone into by mistake.

(เธอไม่สามารถบอกเรา (ว่า)  บ้านหลังใด ______________ เธอเข้าไปโดยเข้าใจผิด)

(a) what    (อะไร)
(b) where    (ที่ไหน)

(c) that

(d) which    (ที่, ซึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เพราะได้ใจความดีที่สุด  และไม่สามารถใช้ข้อ  (c)  ได้  เนื่องจากข้อความ  “which house she had gone into by mistake”  เป็น “Noun clause”  (ทำหน้าที่เป็น  “กรรมตรง” ของกริยา  “Tell”  โดยมี  “กรรมรอง”  คือ  “Us”)   จึงต้องขึ้นต้นด้วย   “Question word”(What, When, Where, Why, How, Which, etc.)

                      ตัวอย่างที่ ๖

          - I don’t think I’ll buy this dress; it is not ______________ I really want. 

(ผมไม่คิดว่าผมจะซื้อเสื้อผ้าชุดนี้  มันไม่ใช่ _______________ผมต้องการอย่างแท้จริง)

(a) what    (สิ่งที่)

(b) whatever    (อะไรก็ตาม)

(c) that    (ที่, ซึ่ง)

(d) which    (ที่, ซึ่ง)

(e) whom    (ผู้ซึ่ง, ผู้ที่)  (ใช้เป็นกรรม)

ตอบ    -    ข้อ   (a)  เนื่องจาก  “what I really want”  เป็น “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น   “Complement”  (สิ่งที่มาช่วยทำให้สมบูรณ์)  ของ “Verb to be” (Is) 

                       ตัวอย่างที่ ๗

-   Tell me ________________.

(บอกผมซิว่า _______________________)

(a) what do you want?

(b) you want what

(c) what you want    (คุณต้องการอะไร)

(d) that what you want

ตอบ    –    ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น   “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น  “กรรมตรง” ของกริยา  “Tell”  ทั้งนี้   “Noun clause”   มักขึ้นต้น  (นำหน้า)  ด้วย  “Question words” (what, when, where, why, how, how much, how many, how often, who, whom, that, whether, if – หรือไม่)  (โดยไม่ต้องมี “That”อยู่ข้างหน้าคำเหล่านี้)  ทั้งนี้ โครงสร้างของ  “Noun clause”คือ  “Question word + Subject + Verb”  (และต้องเรียงคำแบบประโยคบอกเล่า)   สำหรับ   “Noun clause”ทำหน้าที่ดังนี้  คือ

๑.เป็นประธานของ “Verb” หรือประโยค เช่น

               - What he wants is a new house.

(สิ่งที่เขาต้องการคือบ้านหลังใหม่)

             - How he did it surprised everyone.

(วิธีการที่เขาทำมัน – หรือ เขาทำมันอย่างไร – ทำให้ทุกคนประหลาดใจ)

             - Where he lives is not known.

(ที่ที่เขาอาศัยอยู่ – หรือ เขาอาศัยอยู่ที่ไหน – ไม่มีใครรู้)

             - Why he killed his wife is a mysterious thing.

(เหตุผลที่ว่าทำไมเขาฆ่าภรรยา  - หรือ ทำไมเขาฆ่าภรรยา – เป็นเรื่องลึกลับ)

            - That he is a smart person is certain.

(ที่ว่าเขาเป็นคนฉลาดเป็นเรื่องแน่นอน)

           - Whether she will come or not is not my business.

(ไม่ว่าเธอจะมาหรือไม่ก็ตาม  ไม่ใช่ธุระของผม)

           ๒. เป็นกรรมของ “Verb”หรือประโยค เช่น

               - I don’t know when he left.

(ผมไม่ทราบว่าเขาจากไปเมื่อใด)

               - She asked me where I lived.

(เธอถามผมว่าผมอาศัยอยู่ที่ไหน)

                - They did what they had promised.

(พวกเขาทำในสิ่งที่ได้ให้สัญญาไว้)

                - We believe that he is innocent.

(เราเชื่อว่าเขาบริสุทธิ์)

                - She did not believe what he told her.

(เธอไม่เชื่อในสิ่งที่เขาบอกเธอ)

                - The police investigated how the bank was robbed.

(ตำรวจสืบสวนวิธีการที่ธนาคารถูกปล้น – หรือ ธนาคารถูกปล้นอย่างไร)

                - I don’t know whether (if) she is happy with her new workplace.

(ผมไม่รู้ว่าเธอมีความสุขกับสถานที่ทำงานแห่งใหม่ของเธอหรือไม่)

             ๓. เป็นกรรมของ “Preposition” เช่น

               - She is interested in what he says.

(เธอสนใจในสิ่งที่เขาพูด)

                - They believed in what the minister preached.

(พวกเขาศรัทธาในสิ่งที่บาทหลวงเทศน์)

                - We are surprised at how he could do it.

(เราประหลาดใจว่าเขาสามารถทำมันได้อย่างไร)

                - They were satisfied with what she had provided to them.

(พวกเขาพอใจในสิ่งที่เธอได้จัดหาให้กับพวกเขา)

                ๔. เป็น  “Complement”  (สิ่งที่มาช่วยเติมให้สมบูรณ์) ของ “Verb to be”  เช่น

               - This iswhat I want.

(นี่คือสิ่งที่ผมต้องการ)

               - That waswhy he did it.

(นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเขาจึงทำมัน)

               - Ten o’clock waswhen we started our trip.

(๑๐ โมงเป็นเวลาที่เราเริ่มการเดินทางของเรา)

             ๕. วางไว้ข้างหลังคำคุณศัพท์  (Adjective)ที่แสดงความรู้สึก  (Sure, Confident,  Happy, Sorry, Grateful, Doubtful, Suspicious, Certain, Delighted,  Delightful,  Anxious,  Worried, etc.) เช่น

               - I am sure that he will arrive here on time.

(ผมมั่นใจว่า  เขาจะมาถึงที่นี่ตรงเวลา)

              - He is sorry that he could not keep his words.

(เขาเสียใจว่า  เขาไม่สามารถรักษาคำพูดได้)

               - They are confident that they will get the job.

(พวกเขามั่นใจว่าพวกเขาจะได้งานทำ)

               - We are anxious that the plane will be delayed for a few hours.

(เราวิตกกังวลว่า  เครื่องบินจะล่าช้าไป ๒ - ๓ ชั่วโมง)

             ๖. ใช้แทนคำนาม (Noun)ที่มาข้างหน้ามัน เช่น

              - The fact that he graduated with first-class honor is known to all.

 (ข้อเท็จจริงที่ว่าเขาจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับ  ๑  เป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  (“The fact”  คือ  “that he graduated with first-class honor”  ดังนั้น“that he graduated with first-class honor”  จึงเป็น  “Noun clause”) อย่างไรก็ตาม  ในประโยค  “The fact that (which) he told me is known to all.” (ข้อเท็จจริงซึ่งเขาบอกผมเป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  The fact”  ไม่ใช่ “that (หรือ which) he told me”  แต่เป็นสิ่งอื่นต่างหาก  ดังนั้น  “that (which) he told me”   จึงเป็น“Adjective clause”   มาขยาย    “thefact

              - The belief that all men are born equal is not held by everyone.

(ความเชื่อที่ว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน   มิได้ยึดถือ (ยอมรับ) กันโดยทุกคน)   (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause”  เนื่องจาก  “The belief” คือ  “that all men are born equal”  ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกัน)

            - The notion that wealthy men are always happy is rejected by many people. 

(ความคิดที่ว่าคนที่ร่ำรวยมีความสุขเสมอ  ถูกปฏิเสธโดยคนจำนวนมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause”เนื่องจาก “The notion”  คือสิ่งเดียวกับ   “that wealthy men are always happy”)

หมายเหตุ   –   จากตัวอย่างข้างบน   ถ้าเป็น  “Noun clause”  จะใช้“that”(ที่ว่า) นำหน้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น  (ไม่ใช้ “which”)และ  “that”  จะไม่ทำหน้าที่ประธาน หรือกรรม  แต่ถ้าเป็น   “Adjective clause”  จะใช้   “that”หรือ   “which”ก็ได้    (และแปลว่า  “ที่”  หรือ  “ซึ่ง”)  และมันจะทำหน้าที่ประธาน หรือกรรมของอนุประโยค  (Adjective clause)  อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น

-   The book which (that) is on the table is mine.

(หนังสือซึ่งอยู่บนโต๊ะเป็นของผม)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น   “Adjective clause”  ขยาย  “The book” โดย “which (that)”ทำหน้าที่เป็นประธานของClause

          -  The book which (that) you gave me is very interesting.

(หนังสือซึ่งคุณให้ผมน่าสนใจอย่างมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Adjective clause”ขยาย   “The book”  โดย “which (that)” ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของ  “Clause”ส่วน “me” เป็นกรรมรอง)

4. My friend ________________ when his requests were refused.

(เพื่อนของผม __________________ เมื่อคำร้องขอของเขาได้รับการปฏิเสธ)

(a) upset

(b) was upset    (รู้สึกสับสน-ว้าวุ่น-ไม่สบายใจ)

(c) was upsetting

(d) had upset

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจาก  “To upset”  หมายถึง  “ทำให้สับสน-ว้าวุ่น-ไม่สบายใจ”(กริยา  ๓  ช่อง  คือ  “Upset, Upset, Upset”)  ส่วน “To be upset”  =  “รู้สึกสับสน-ว้าวุ่น-ไม่สบายใจ”  และ “To be upsetting”  =   “น่าสับสน-ว้าวุ่น-ไม่สบายใจ”ดูเพิ่มเติมคำกริยาประเภทเดียวกับ  “Upset”  จากประโยคข้างล่าง

                     ตัวอย่างที่ ๑

-   My letter is very long.  I hope you won’t find it _____________.

(จดหมายของผมยาวมาก  ผมหวังว่า  คุณคงจะไม่พบว่ามัน _______________)

(a) bore

(b) bored    (รู้สึกเบื่อหน่าย)

(c) boring    (น่าเบื่อหน่าย)

(d) to bore    (ทำให้เบื่อหน่าย)

ตอบ    -    ข้อ   (c)   ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทเดียวกับ  “Bore”  จากประโยคข้างล่าง

                   ตัวอย่างที่ ๒

-  The food was delicious.  That was a ______________ meal.

(อาหารอร่อย  นั่นเป็นมื้ออาหารที่  _____________________)

(a) satisfied    (รู้สึกพอใจ)

(b) satisfying    (น่าพึงพอใจ)

(c) satisfy    (ทำให้พอใจ)

(d) satisfaction    (ความพึงพอใจ)

ตอบ   -   ข้อ (b)

                      ตัวอย่างที่ ๓

-   Bill heard that he had won a scholarship.  The news ______________________. 

(บิลได้ยินว่าเขาได้รับทุนการศึกษา  ข่าวนี้ _____________________ )

(a)   were excited

(b) was exciting    (น่าตื่นเต้น)

(c) was excited    (รู้สึกตื่นเต้น)

(d) were exciting

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจาก   “News”  เป็นคำนามนับไม่ได้   และถือเป็นเอกพจน์เสมอ  จึงต้องใช้กับ  “Was

                      ตัวอย่างที่ ๔

-  She was very ______________ to meet her friend.

(เธอ __________________________ มากที่ได้พบเพื่อนของเธอ)

(a) delight    (ทำให้ยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ,  ความยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(b) delighting    (น่ายินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(c) delighted    (รู้สึกยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(d) delightful    (น่ายินดีมาก, น่าสุขใจมาก)

ตอบ  -  ข้อ  (c)

                         ตัวอย่างที่ ๕

-   I ________________ with the result of my exam.

(ผม_________________________ กับผลสอบของผม)

(a) quite satisfy    (ทำให้พึงพอใจอย่างมาก)

(b) am quite satisfying    (น่าพึงพอใจอย่างมาก)

(c) am quite satisfied     (รู้สึกพึงพอใจอย่างมาก)

(d) am quite to satisfy

ตอบ  -  ข้อ  (c)

                         ตัวอย่างที่ ๖

-    I am ________________ in science, not in English.

(ผม _______________________ ในวิทยาศาสตร์  มิใช่ภาษาอังกฤษ)

(a) interest

(b) interesting    (น่าสนใจ)

(c) interested    (มีความสนใจ)

(d) to interest   (ทำให้สนใจ)

ตอบ  -  ข้อ (c)

                        ตัวอย่างที่ ๗

-  He is ______________ a house.

(เขา ______________________บ้าน)

(a) interest at to rent

(b) interesting in rent

(c) interested at renting

(d) interested in renting     (มีความสนใจในการเช่า)

ตอบ  -  ข้อ  (d)

                         ตัวอย่างที่ ๘

         -  It will take me quite some time to get him _____________ in buying your land. 

(ผมจะต้องใช้เวลานานทีเดียวที่จะทำให้เขา __________________ในการซื้อที่ดินของคุณ)

(a) to interest   (ทำให้สนใจ)

(b) being interesting

(c) interested    (มีความสนใจ, รู้สึกสนใจ)

(d) interesting    (น่าสนใจ)

ตอบ   -  ข้อ  (c)

                         ตัวอย่างที่ ๙

             -  The little girl was very ______________ when her father promised to buy her a doll.

(เด็กหญิงเล็กๆคนนั้น _________________ มาก  เมื่อพ่อของเธอสัญญาว่าจะซื้อตุ๊กตาให้เธอ)

(a) exciting    (น่าตื่นเต้น)

(b) excited    (รู้สึกตื่นเต้น, มีความตื่นเต้น)

(c) excite    (ทำให้ตื่นเต้น)

(d) excitable    (สามารถตื่นเต้นได้)

ตอบ    –    ข้อ   (b)   ดูเปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง

- The results of the traveler preference survey are surprising.

(ผลลัพธ์ของการสำรวจความนิยมของนักเดินทาง – ท่องเที่ยว – น่าประหลาดใจ )

หมายเหตุ   –    ประโยคข้างบนนี้ต้องใช้   “Surprising” เนื่องจาก   “Surprise”เป็นคำกริยาที่มีความหมายว่า  “ทำให้ประหลาดใจ”   แต่ถ้าใช้ในรูป  “is (are, was, were) surprising”  จะมีความหมายว่า   “น่าประหลาดใจ”  ส่วนเมื่อใช้ในรูป  “is (am, are, was, were) surprised”  จะมีความหมายว่า   “มีความรู้สึกประหลาดใจ”  ดังตัวอย่างประโยค เช่น

-  The result of the exam surprised her.

(ผลสอบทำให้เธอประหลาดใจ)

-         She was surprised at the result of the exam.

(เธอมีความรู้สึกประหลาดใจกับผลสอบ)

-         The result of the exam was surprising.

(ผลสอบน่าประหลาดใจ)

                     คำกริยาประเภทเดียวกับ “Surprise” ได้แก่

     satisfy –ทำให้พอใจ

     excite – ทำให้ตื่นเต้น

     disappoint –ทำให้ผิดหวัง

     attract –ทำให้หลงใหล, ดึงดูด

     interest – ทำให้สนใจ

     amuse –ทำให้สนุกหรือขบขัน

     please –ทำให้ยินดี-พอใจ

     annoy –ทำให้รำคาญ-ขุ่นเคือง

     bore – ทำให้เบื่อ

     tire – ทำให้เหน็ดเหนื่อยหรือเบื่อ

     frighten – ทำให้ตกใจ

     confuse –ทำให้สับสนหรืองุนงง

     surprise –ทำให้ประหลาดใจ

     amaze – ทำให้ทึ่ง, ทำให้ตะลึง

     delight – ทำให้ยินดี

     exhaust –ทำให้หมดแรง

     fascinate – ทำให้หลงใหล, ทำให้หลงเสน่ห์          

      charm – ทำให้หลง

     convince – ทำให้เชื่อ

     tempt – ทำให้หลงใหล, ยั่วยวน-ล่อใจ              

     entertain – ทำให้เพลิดเพลิน

      embarrass –ทำให้ขวยเขิน-กระดากอาย

      puzzle –ทำให้งง

      thrill – ทำให้ตื่นเต้น

     upset – ทำให้รำคาญ-ไม่สบายใจ

     irritate – ทำให้โมโห, ทำให้ระคายเคือง

      exasperate –ทำให้โกรธ

      astonish –ทำให้ประหลาดใจ, ทำให้ตกใจ

      infuriate –ทำให้โกรธ, ทำให้เดือดดาล

      horrify –ทำให้กลัว, ทำให้ขนพองสยองเกล้า         

 

กลุ่มคำกริยาข้างบนนี้ มีหลักการใช้คือ

1.  ถ้าใช้ในรูป“Subject + verb + object”จะมีความหมายว่า “ทำให้” คือตัวประธานเป็นผู้ทำให้เกิดอาการนั้นๆขึ้นแก่ผู้อื่น เช่น

-         The accident frightened the passengers a great deal.(past tense)

(อุบัติเหตุทำให้ผู้โดยสารตกใจอย่างมาก)

-         The exam result disappointed him so much.(past tense)

(ผลสอบทำให้เขาผิดหวังมากทีเดียว)

-         The chairman’s speech confused everyone.(past tense)

(คำพูดของท่านประธานทำให้ทุกคนสับสนงุนงง)

-         The new film interests all viewers.(present tense)

(หนังเรื่องใหม่ทำให้คนดูทั้งหมดสนใจ)

-         The professor’s lecture bores all the class.(present tense)

(การบรรยายของศาสตราจารย์คนนั้นทำให้นักเรียนทั้งชั้นเบื่อ)

2.  ถ้าใช้รูป “Verb + ing” {Subject + is (am, are, was, were) + Verb +ing}หรือ  (Verb +ing + noun)มีความหมายว่า “น่า............” หรือ  “ซึ่งน่า............”  กริยาที่เติม  “ing”  พวกนี้ ถือเป็นคำคุณศัพท์  จะวางไว้หลัง  Verb to be”  หรือหน้าคำนามก็ได้   เช่น

-         His work isboring.  (present tense)

(งานของเขาน่าเบื่อหน่าย)

-         It is a very exciting football match.   (present tense)

(มันเป็นการแข่งขันฟุตบอลที่น่าตื่นเต้น)

-         The landscape was so fascinating.  (past tense)

(ภูมิประเทศ (ที่นี่) น่าหลงใหลมาก)

-         The employee’s work was disappointing.   (past tense)

(งานของลูกจ้างรายนั้นน่าผิดหวัง)

-         The children’s table manners were very embarrassing.  (past tense)

(กิริยามารยาทบนโต๊ะอาหารของพวกเด็กๆน่าอับอายมาก)

-         The book is interesting.  (present tense)

(หนังสือน่าสนใจ)

-         Her beauty is charming.  (present tense)

(ความงามของเธอน่าหลงใหล – มีเสน่ห์)

-         It is surprising to see him at his ex-wife’s wedding.   (present tense)

(มันน่าประหลาดใจที่เห็นเขาที่งานแต่งงานของอดีตภรรยา)

{มิได้หมายความว่า “มันกำลังประหลาดใจ  เหมือนกับประโยค“He is walking. (เขากำลังเดิน)  –  present continuous tense}

3.  ถ้าเติม  “Ed”  ข้างหลังคำกริยากลุ่มนี้   แล้ววางตามหลัง  “Verb to be” (is, am, are, was, were)   จะมีลักษณะเป็น   “Passive voice” (Subject + is (am, are, was, were) + verb + ed)  จะมีความหมายว่า  ประธานเป็นผู้เกิดความรู้สึกนั้นๆขึ้นมา  ซึ่งถ้าแปลตรงๆก็คือ “..........ถูกทำให้รู้สึก............ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจฯลฯ..........”   แต่ในภาษาไทยนิยมพูดว่า   “............มีความรู้สึก........ตื่นเต้น,  ตกใจ,  ผิดหวัง,  พอใจ.....”  เช่น

-        We are interested in German.   (present tense)

(เรามีความสนใจในภาษาเยอรมัน)

-         They are very pleased to see their old friends.   (present tense)

(พวกเขาดีใจมากที่ได้พบเพื่อนเก่า)

-         I was amazed to know of his death.   (past tense)

(ผมตะลึงที่ได้รู้ข่าวการตายของเขา)

-         He was very tired of hard work.   (past tense)

(ผมเหน็ดเหนื่อยมากกับงานหนัก)

-         She was interested in the ballet performance.   (past tense)

(เธอมีความสนใจในการแสดงบัลเล่ต์)

-         We were disappointed to lose the match.   (past tense)

(พวกเราผิดหวังที่แพ้การแข่งขัน)

-         Most people are frightened of the snakes.   (present tense)

(คนส่วนมากกลัวงู)

-         Jim is fascinated by astronomy.   (present tense)

(เขามีความหลงใหลในวิชาดาราศาสตร์)

5. The man _________________ beside your teacher is my uncle.

(ผู้ชายที่ _________________ ข้างๆครูของคุณ  เป็นลุงของผม)

(a) stands

(b) standing    (ยืน, กำลังยืน)

(c) is standing

(d) to stand

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ลดรูปมาจากประโยคย่อย   (Adjective clause)  “who stands”   หรือ “who is standing”  ซึ่ง  “standing”  ในที่นี้  เรียกว่า  “present participle”  ทำหน้าที่ขยายคำนาม  คือ  “man”   เพื่อบอกให้รู้ว่า  คำนามนั้น  (ผู้ชาย)  เป็นผู้ทำกริยา  “ยืน”  คือ   แสดงการ  “เป็นผู้กระทำ”  (Active voice)   ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                     ตัวอย่างที่ ๑

-   The pen _______________ to Tim has just been stolen.

(ปากกา ________________________ทิม  เพิ่งจะถูกขโมยไป)

(a) belongs

(b) belonged

(c) belonging    (ซึ่งเป็นของ)

(d) belong

ตอบ   -   ข้อ   (c)    เนื่องจากลดรูปมาจากประโยคย่อย  “Adjective clause”  (which belongs to Tim)  สำหรับประโยคใหญ่  (Main clause)  คือ “The pen has just been  stolen.

                      ตัวอย่างที่ ๒

-  The students _____________ Spanish may come to this lecture.

(นักเรียนผู้ซึ่ง ______________ภาษาสเปน  อาจจะมาฟังการบรรยายนี้)

(a) who studies

(b) studied

(c)study

(d) studying    (ศึกษา)

ตอบ   -   ข้อ   (d)    เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค   “…….students who study………”   หรือ   “…….students who are studying...........”  สำหรับประโยคที่มีโครงสร้างแบบนี้  เช่น

-  The people working (= people who work)in the office are my colleagues.

(ผู้คนที่ทำงานในสำนักงาน  คือเพื่อนร่วมงานของผม)

-  The woman walking (= woman who walks) across the street is my sister.

(ผู้หญิงที่เดินข้ามถนนเป็นน้องสาวของผม)

- The man living (= man who lives)next door is a bank manager.

(ชายที่อาศัยอยู่บ้านหลังถัดไปเป็นผู้จัดการธนาคาร)

-  The children playing (= children who play)in the field are my neighbors’ kids.

(เด็กๆที่เล่นอยู่ในสนามเป็นลูกๆของเพื่อนบ้านของผม)            

6. If there is a problem of youth, I think it is elderly people who create it,  ___________________.

(ถ้ามีปัญหาของเด็กวัยรุ่น  ผมคิดว่ามันคือผู้สูงอายุนั่นแหละที่สร้างมันขึ้นมา, ____________________)

(a)    not the young himself

(b)   not the youngs themselves

(c)    not the youngs himself

(d)   not the young themselves    (มิใช่ตัวของเด็กวัยรุ่นเอง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เป็นการใช้  “The”  นำหน้าคำคุณศัพท์  (Young)  ทำให้กลายเป็นคำนามหมายถึง   “เด็กวัยรุ่น”   ซึ่งถือเป็นพหูพจน์  (โดยไม่ต้องเติม “S”)  จึงต้องใช้รูป“Reflexive pronoun”  (Himself, Herself, Itself, Myself, Yourself, Yourselves, Themselves, Ourselves) คือ คำสรรพนามที่สะท้อนเข้าหาตนเอง  ว่า  “Themselves” (สำหรับ  “The young”)  ดูเพิ่มเติมการใช้  “The”  นำหน้าคำคุณศัพท์   แล้วกลายเป็นคำนาม   พหูพจน์จากประโยคข้างล่าง

                       ตัวอย่างที่ ๑

-  The brave _______________ always honoured.

(ผู้กล้าหาญ _____________________ (ผู้) ได้รับเกียรติยศอยู่เสมอ)

(a) is

(b) are    (เป็น)

(c) was

(d) were

ตอบ   -   ข้อ  (b)   “The brave” = (ผู้กล้าหาญ)  ถือเป็นคำนาม พหูพจน์  และในประโยคนี้เป็น  “ข้อเท็จจริง”  (Fact)  ที่เป็นความจริงเสมอ  ถือเป็นเรื่องปัจจุบัน  จึงต้องใช้กับ  “Present simple tense”  กริยาจึงเป็น  “Are

                    ตัวอย่างที่ ๒

            - In the cities ______________ live as hard a life as they were in the villages.

(ในเมืองใหญ่ _________________ดำรงชีวิตที่ยากลำบาก  เท่าๆกับตอนที่พวกเขาอาศัยอยู่ในหมู่บ้าน)  (คือย้ายมาอยู่ในเมือง  แล้วก็ยังลำบากเหมือนในอดีต  ตอนอยู่บ้านนอก)

(a) poor man

(b) a poor

(c) the poor    (คนจน)

(d) the poor men

ตอบ  -  ข้อ   (c)  “The poor”   หมายถึง   “คนจน”  ถือเป็นคำนามพหูพจน์จึงใช้กับกริยา  “Live

                        ตัวอย่างที่ ๓            (จงหาที่ผิดหลักไวยากรณ์  จาก ข้อ  (๑) – (๔)

-         The American Red Cross is (1) one of the volunteer (2) organizations (3) which purpose is to help (4) the sick and the needy.

(กาชาดอเมริกันเป็นหนึ่งในบรรดาองค์กรอาสาสมัคร  ซึ่งวัตถุประสงค์ของมันคือ  ช่วยคนเจ็บป่วยและคนยากคนจน)

ตอบ    –     ข้อ   ๓   แก้เป็น   “whose”  เนื่องจากแสดงความเป็นเจ้าของ (วัตถุประสงค์ของมัน)   และนำหน้าอนุประโยค   (whose purpose…………………..the needy)  สำหรับข้อ ๔  (the sick and the needy)  ถูกต้องแล้ว  เพราะเราใช้  “The”  นำหน้าคำคุณศัพท์   (sick และ needy)   หมายถึงบุคคลประเภทนั้นๆ   (“คนป่วย”   และ  “คนยากคนจน”)   และถือเป็นคำพหูพจน์ด้วย   ซึ่งต้องใช้กับกริยา“are, were, have”   (หรือ กริยาตัวอื่นๆ ที่อยู่ในรูปพหูพจน์  -  คือไม่ต้องเติม “s”)   เช่น“the poor”  (คนจน)  “the rich” (คนรวย)“the blind”   (คนตาบอด)  “the wise”  (คนฉลาด, นักปราชญ์)  “the brave”  (คนกล้าหาญ)  “the elderly” (คนสูงอายุ)  “the young” (คนหนุ่มสาว)  “the old”  (คนแก่)  “the deaf”  (คนหูหนวก)   “the dumb”  (คนเป็นใบ้)   นอกจากนั้น   Verb + ing (Present participle)   และ กริยาช่องที่ ๓   (Past participle)  ซึ่งถือเป็นคำคุณศัพท์ประเภทหนึ่ง   แต่เมื่อนำหน้าด้วย  “The”  เช่น “The dying” (คนที่กำลังจะตาย)หรือ  “The wounded”(คนเจ็บ)   “The injured”(คนเจ็บ)  “The handicapped”  (คนพิการ)   ก็ถือเป็นคำนามประเภทหนึ่งเช่นเดียวกัน   และถือเป็นคำพหูพจน์ด้วย   และใช้กับกริยา   “are, were, have”  เช่นกัน   ดังตัวอย่างประโยค

       - The rich are not always happy.

(คนรวยมิใช่ว่าจะมีความสุขเสมอไป)

       - The poor have asked for help from the government

(คนจนได้ขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลแล้ว)

       - In the old days, the elderly were highly respected by the young.

(ในสมัยก่อน  ผู้สูงอายุได้รับความเคารพอย่างสูงจากคนหนุ่มสาว)

         - The wounded were taken to hospital.

(คนเจ็บถูกนำส่งโรงพยาบาล)

         - The dying were being attended by the doctors.

(ผู้ที่กำลังจะตายกำลังได้รับการดูแลจากแพทย์)

         - The wise are cleverer (= more clever) than general people.

(คนฉลาดมีความฉลาดมากกว่าคนทั่วๆไป)

The blind do not see what other people see.

(คนตาบอดมองไม่เห็นในสิ่งที่คนอื่นเห็น)

The deaf typically need hearing aids.

(คนหูหนวกโดยทั่วไปต้องการเครื่องช่วยฟัง)

7. It was such a pleasant trip that we wanted to take ______________.

(มันเป็นการเดินทางที่น่ารื่นรมย์มาก  จนกระทั่งเราต้องการที่จะ ______________ )

(a) another one    (เดินทางอีกครั้งหนึ่ง)

(b) the other    (คนหรือสิ่งสุดท้ายที่เหลือ)

(c) one another     (ซึ่งกันและกัน)

(d) other one

ตอบ   -   ข้อ   (a)  “One”   แทน  “Trip”  ดูคำอธิบาย   “Another” จากประโยคข้างล่าง

                           ตัวอย่างที่ ๑

-   If you don’t want this pen, take ______________.   There are some left in the box.

(ถ้าคุณไม่ต้องการปากกาด้ามนี้  เอา ___________________ ไปก็ได้  มีปากกาจำนวนหนึ่งเหลืออยู่ในกล่อง)

(a) the other    (อีกด้ามหนึ่งที่เหลือ  จากทั้งหมด  ๒  ด้าม)

(b) others     (ด้ามอื่นๆ)  (เป็นพหูพจน์)

(c) another     (อีกด้ามหนึ่ง)  (เป็นเอกพจน์)

(d) one another    (ซึ่งกันและกัน)

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                           ตัวอย่างที่ ๒

-  One of my English teachers is American, _______________ is British.

(ครูภาษาอังกฤษคนหนึ่งของผมเป็นชาวอเมริกัน ___________________ เป็นชาวอังกฤษ)

(a) any

(b) other

(c) another    (อีกคนหนึ่ง)

(d) others    (คนอื่นๆ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก   “Another”    (อีกหนึ่ง)  ที่ไม่ชี้เฉพาะ + Noun   นับได้เอกพจน์   (ประโยคนี้แสดงว่า  “ผม”  มีครูภาษาอังกฤษหลายคน  คือ ไม่ต่ำกว่า  ๓  คน  ถ้ามีเพียง  ๓  คน  และต้องการจะกล่าวถึงคนที่  ๓  จะต้องใช้  “The other” เนื่องจากหมายถึง  “คนสุดท้ายที่เหลือ”  ในบรรดา  ๓  คน)   ตัวอย่างการใช้  “Another”  เช่น

             - We need another week to complete our project.

(เราต้องการอีก  ๑  สัปดาห์  เพื่อทำโครงการให้เสร็จสิ้น)

           - She got another cat from her neighbor.

(เธอได้แมวอีก  ๑  ตัว  จากเพื่อนบ้าน)

           - He bought another car.

(เขาซื้อรถอีก  ๑  คัน)

                           อย่างไรก็ตาม   สามารถใช้   “Another + Noun  (พหูพจน์)  ได้  ถ้าคำนามนั้น  มีคำแสดงจำนวนนับขยาย  =   “อีก...................”

                - They need another twenty people for the job.

(พวกเขาต้องการอีก  ๒๐  คน  สำหรับงานนั้น)

                - We will stay here for another ten days.

(เราจะพักที่นี่อีก  ๑๐  วัน)

                 - The project will take another two years.

(โครงการจะใช้เวลาอีก  ๒  ปี)

                        นอกจากนั้น  “Another”  มักใช้คู่กับ  “One”  ความหมายรวมกัน  =  “(ไม่)..............ใดก็...............หนึ่ง”   เช่น

             - We tried to solve the problem by one way or another.

(เราพยายามแก้ปัญหา  ไม่โดยวิธีใดก็วิธีหนึ่ง)

             - Almost everyone has a headache at one time or another.

(เกือบทุกคน (เป็นไข้) ปวดศีรษะ  ไม่เวลาใดก็เวลาหนึ่ง)

                           สำหรับการใช้   “One”  (คนหนึ่ง, ตัวหนึ่ง, สิ่งหนึ่ง)  และ   “The other”  (อีกหนึ่ง  ในจำนวนสอง  หรือที่ชี้เฉพาะ)  ดูจากประโยคข้างล่าง

                         ตัวอย่างที่ ๓

-       The two really important things in life are a good bed and a fine pair of shoes.  When you’re not in one, you’re in _____________________.

(Norwegian proverb)

(สิ่งที่สำคัญอย่างแท้จริง  ๒  อย่างในชีวิต  คือ  เตียงนอนที่ดีๆ ตัวหนึ่ง  และรองเท้าดีๆ คู่หนึ่ง  ทั้งนี้  เมื่อคุณไม่อยู่ในสิ่งหนึ่ง  คุณก็จะอยู่ใน __________________  (ในบรรดาของ  ๒  สิ่ง คือ เตียง และ รองเท้า)  (สุภาษิตนอร์เวย์)

 (ความหมาย คือ  เตียงนอนดีๆ คือ ที่สำหรับพักผ่อนหลังจากการทำงานหาเลี้ยงชีพ  ส่วนรองเท้า คือ สิ่งที่คนเราจะต้องสวมใส่เวลาออกไปทำงานนอกบ้าน  เพราะฉะนั้น  ของ  ๒  สิ่งนี้ จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมากในทัศนะของคนนอร์เวย์  กล่าวคือ  คนเราถ้าไม่ทำงาน  (โดยใส่รองเท้าออกไปนอกบ้าน)  ก็พักผ่อน  (อยู่บนเตียง)  ชีวิตคน (นอร์เวย์) จึงวนเวียนอยู่กับของ  ๒  สิ่งนี้  เพราะคนนอร์เวย์ไม่สนใจกับเรื่องสนุกสนาน  เนื่องจากชีวิตต้องต่อสู้กับความหนาวเหน็บตลอดทั้งปี  เพราะประเทศตั้งอยู่ใกล้ขั้วโลก)

(a) the other     (อีกสิ่งหนึ่ง)

(b) the others

(c) others

(d) other

ตอบ   -   ข้อ   (a    )เนื่องจากเราใช้   “The other”   เพื่อชี้เฉพาะ หรือบอกว่า   “อีกหนึ่งที่เหลือ  จากจำนวน  ๒  สิ่ง  ๒ คน  หรือ  ๒ ตัว”  {เมื่อใช้  “The other”  แบบลอยๆ    ถือเป็นคำสรรพนาม  (Pronoun)   แต่ถ้าใช้ขยายคำนาม   ถือเป็นคำคุณศัพท์   (Adjective)}  ดังประโยคข้างล่าง

         - Hold it in your right hand, not the other.  (ใช้แบบ“Pronoun”)

(ถือมันไว้ในมือขวาของคุณสิ  ไม่ใช่มือซ้าย)  (คนเรามี  ๒  มือ)

         - Tim and Tom had told me that they would come to my party, but only Tim came, the other did not.   (ใช้แบบ“Pronoun”)

(ทิมและทอมบอกผมว่าจะมางานเลี้ยงของผม  แต่ทิมมาเพียงคนเดียว  อีกคนหนึ่งไม่มา)  (คือทอมไม่มา  -  ทอมคืออีกคนหนึ่งที่เหลือจาก  ๒  คน)

          - One half of the world does not know how the other half lives.  (ใช้แบบ“Adjective”ขยายคำนาม “Half”)

{(ผู้คน) ครึ่งหนึ่งของโลกไม่รู้ว่า (ผู้คน) อีกครึ่งหนึ่ง (ของโลก) มีชีวิตอย่างไร}(หมายถึง  คนร่ำรวยในซีกโลกหนึ่ง  ไม่รู้ว่าคนยากจนในอีกซีกโลกหนึ่งมีชีวิตอย่างไร)  (โลกแบ่งออกเป็น  ๒  ซีก คือ ตะวันตกและตะวันออก  ประโยคข้างบนกล่าวถึงซีกโลกที่เหลือ  จากซีกที่ได้กล่าวไปแล้ว)

                          กล่าวโดยสรุป   “เมื่อทราบว่ามีของ  ๒  สิ่ง  คน  ๒  คน  สัตว์  ๒  ตัว  ใช้  “One”  คู่กับ  “The other”   ดังประโยคข้างล่าง

             - There are two boys in this room, one is big and the other is small.

(มีเด็ก  ๒  คนในห้องนี้  คนหนึ่งตัวใหญ่  อีกคนหนึ่ง (ที่เหลือจาก  ๒  คน) ตัวเล็ก)

             - One cooks and the other cleans the house.

(คนหนึ่งปรุงอาหาร  และอีกคนทำความสะอาดบ้าน)  (ในบ้าน มีคนเพียง  ๒  คนเท่านั้น)

            - There are 2 sentences on the page.  One is the answer to the first question and the other is the answer to the second question.

(มี  ๒  ประโยคอยู่ในหน้าหนังสือนั้น  ประโยคหนึ่งเป็นคำตอบของคำถามแรก  และอีกประโยคหนึ่ง (ที่เหลือจาก  ๒  ประโยค) เป็นคำตอบของคำถามที่  ๒)

           - First he stood on one foot, then he stood on the other.

(ในตอนแรก  เขายืนบนขาหนึ่งก่อน  และต่อมา  เขายืนบนขาอีกข้างหนึ่ง)  (คนมี  ๒  ขา)

           - The twins look exactly alike, one can’t be distinguished from the other.

(ฝาแฝดคู่นั้นมีท่าทางเหมือนกันเป๊ะ  ไม่สามารถแยกความแตกต่างของคนหนึ่งจากอีกคนหนึ่งได้)  (แฝด  ๒  มีเพียง  ๒  คนเท่านั้น)

           - There are 2 seats left, I don’t want to sit near the door, so I guess I’ll have to take the other one.

(มีที่นั่งเหลืออยู่  ๒  ที่  ผมไม่ต้องการนั่ง (ที่นั่ง) ติดประตู  ดังนั้น  ผมคาดว่าผมจำเป็นต้องนั่งที่นั่งอีกตัวหนึ่ง  -  ที่เหลืออยู่)

                          อย่างไรก็ตาม  เราใช้  “The other”  กับ  สิ่ง  (คน, สัตว์)  ที่เหลือเพียงสิ่งเดียว  (เอกพจน์)  สุดท้าย   จากของจำนวนมากเท่าใดก็ได้   (ไม่จำเป็นต้องจากของเพียง  ๒  สิ่ง)   เช่น

           - Of these books, two are about space travel, how about the other?

(ในบรรดาหนังสือเหล่านี้    ๒ เล่มเกี่ยวกับการเดินทางในอวกาศ  แล้วอีกเล่ม  (ที่เหลือเล่มสุดท้าย) เกี่ยวกับอะไร)  (หนังสือมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด  ๓  เล่ม)

            - There are 10 cars in the showroom.  Two are black; three are red; four are white and the other is bronze.

(มีรถ  ๑๐  คันในโชว์รูม ๒ คันมีสีดำ  ๓ คันสีแดง  ๔ คันสีขาว  ส่วนคันที่เหลือสุดท้าย  สีบรอนซ์)  (มีรถทั้งหมด  ๑๐  คัน  บอกสีไปแล้ว  ๙  คัน  คันสุดท้ายสีบรอนซ์)

                         สำหรับ  “The others”  ใช้บอกจำนวนที่เหลือสุดท้าย   (เป็นพหูพจน์  คือ  ตั้งแต่  ๒  คน  ๒ สิ่ง  หรือ  ๒ ตัว  ขึ้นไป)  จากจำนวนทั้งหมด  ซึ่งอย่างน้อยต้องมีจำนวน  ๓  หรือมากกว่า   (ต้องรู้จำนวนรวมที่แน่นอน  ว่ามีทั้งหมดเท่าใด)   เช่น  

            - Here are 4 boxes, but I can carry only 2  -  please bring the others.

(นี่คือกล่อง  ๔  ใบ  แต่ผมแบกได้เพียง  ๒  ใบนะ  คุณกรุณาแบบอีก  ๒  ใบที่เหลือด้วย)

           - There are 7 mangoes on the table; you can take 3 and I’ll take the others.

(มีมะม่วง  ๗  ลูกบนโต๊ะ  คุณเอาไป  ๓  ลูกก็ได้  ส่วนผมจะเอาที่เหลือไป)  (คืออีก  ๔  ลูกที่เหลือ)

8. Cubes of ice form in the ________________ compartment of the refrigerator.

(น้ำแข็งรูปลูกบาศก์ก่อตัวขึ้นในช่อง _________________ ของตู้เย็น)

(a) freeze    (ทำให้เย็นจนเป็นน้ำแข็ง)

(b) froze    (กริยาช่องที่  ๒  ของ “Freeze” )

(c) frozen    (ถูกแช่แข็ง,  เย็นจนเป็นน้ำแข็ง)

(d) freezing    (ทำให้เย็นจนแข็ง)

ตอบ   -   ข้อ    (d)  “Freezing”  เป็น “Gerund”  ขยายนาม  “Compartment”  (ช่องแช่)   เพื่อบอกว่า  นามนั้น(ช่องแช่)  มีไว้เพื่อทำกริยานั้น  ในที่นี้  คือ  “ช่องแช่สำหรับทำให้ (อาหาร)  เย็นจนแข็ง”  คำอื่นๆในแบบเดียวกัน  เช่น  “Swimming pool”  (สระ (สำหรับ) ว่ายน้ำ),  “Drinking water”  (น้ำดื่ม),  “Dancing hall”  (โรงเต้นรำ),  “Walking stick”  (ไม้เท้า  -  ไม้สำหรับเดิน),  “Killing field”  (ทุ่งสังหาร  -  ทุ่งสำหรับประหารคน),  “Running track”  (ลู่สำหรับวิ่ง),“Cooking utensil  (อุปกรณ์ทำครัว),  “Looking glasses”  (แว่นตา  -  แว่นสำหรับมอง),   เป็นต้น

9. My teacher has _______________ patience with the students.

(ครูของผมมีความอดทน _____________________ กับนักเรียน)

(a) very    (ใช้ขยายคำคุณศัพท์ และกริยาวิเศษณ์)

(b) too    (ใช้ขยายคำคุณศัพท์ และกริยาวิเศษณ์)

(c) a lot of    (มาก)  (ใช้ทั้งกับนามนับไม่ได้  และนามนับได้ พหูพจน์)

(d) many    (มากมาย)  (ใช้กับนามนับได้ พหูพจน์)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “A lot of” (= Lots of)  ใช้ขยาย  “Patience”  (ความอดทน)  ซึ่งเป็นนามนับไม่ได้

10. A person whom people cannot trust will have _______________ friends.

(บุคคลผู้ซึ่งผู้คนไม่สามารถไว้วางใจได้  จะมีเพื่อน ____________________ )

(a)    little    (น้อยมาก)  (จนแทบไม่มีเลย)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)    

(b)   few    (น้อยมาก(จนแทบไม่มีเลย)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)   

(c)    a few    (น้อย)  (แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับคำนามนับได้  พหูพจน์)

(d)   a lot of    (มาก)  (ใช้ทั้งกับคำนามนับไม่ได้  และนามนับได้  พหูพจน์)

ตอบ   -   ข้อ   (b) หมายถึงมีเพื่อน  “น้อยมาก”  และใช้กับนามพหูพจน์   “Friends

11. I have never known her _________________.

(ผมไม่เคยรู้ว่าเธอ _______________________)  (คือไม่เคยเห็นว่าเธอเคยแสดงอาการโกรธเคืองผู้ใด)
(a) angry

(b) being angry

(c) to be angry   (โกรธ)

(d) is angry

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Know + กรรม + To be + Adjective”  หรือ  “Subject + Know +  กรรม + Verb 1” เช่น

         - Everyone knows him to be kind to animals.  (คุณศัพท์)

(ทุกคนรู้ว่าเขาเมตตาต่อสัตว์)

      - We knew her to be neat in everything she did.  (คุณศัพท์)

(เรารู้ว่าเธอประณีต-ละเอียดลออในทุกสิ่งที่เธอทำ)

      - They know me to be punctual.  (คุณศัพท์)

(พวกเขารู้ว่าผมเป็นคนตรงเวลา)

      - We know him to regularly come to the office late.  (กริยา)

(เรารู้ว่าเขามาออฟฟิศสายเป็นประจำ)

      - They knew her to please everybody.  (กริยา)

(พวกเขารู้ว่าเธอเอาใจทุกคน  -  คือทำให้ทุกคนพอใจ)

      - She knew him to love her all his life.  (กริยา)

(เธอรู้ว่าเขารักเธอตลอดชีวิตของเขา)

12. They have been playing tennis.  That’s why _______________.

(พวกเขากำลังเล่นเทนนิสกันอยู่  (คือเริ่มเล่นมาพักหนึ่งแล้ว  ขณะนี้ก็ยังเล่นอยู่)  นั่นเป็นเหตุผลที่ว่า  ทำไม  ________________________

(a) they have much heat   (พวกเขามีความร้อนมาก)

(b) the weather is very hot   (อากาศร้อนมาก)

(c) the heat is so high   (ความร้อนสูงมาก)

(d) they’re so hot   (พวกเขาจึงรู้สึกร้อนมากเลย)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เพราะได้ความหมายดีที่สุด  สำหรับ ข้อ  (a)  ไม่ใช้  “Pattern”  แบบนี้

13. What prevented you _________________?

(อะไรขัดขวางคุณ _______________________ )

(a) to come late

(b) not to come earlier

(c) from coming earlier   (จากการมาแต่เนิ่นๆกว่านี้)

(d) that you couldn’t come earlier

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง   “Subject + prevent + someone + from + doing + something” (Active voice) (ประธานฯ ขัดขวางใครจากการทำอะไร)  หรือ  “Subject + verb to be (is, am, are, was, were) + prevented + from + doing + something” (Passive voice(ประธานฯ ถูกขัดขวางจากการทำอะไร)  ในกรณีของประโยคข้างบน  อยู่ในรูป  “Active voice”  (เนื่องจากประธานฯ (What) เป็นผู้ขัดขวาง “คุณ” จากการมาถึงแต่เนิ่นๆกว่านี้)

              สำหรับการใช้ในรูป  “Passive voice” ดูจากประโยคข้างล่าง

-         I had meant to call on you, but was prevented ______________.

(ผมต้องการแวะมาเยี่ยมคุณ  แต่ถูกขัดขวาง _____________________ )

(a) to do so

(b) not to do so

(c) from doing so   (จากการกระทำดังกล่าว)

(d) in doing so

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง “Subject + verb to be (is, am, are, was, were) + prevented + from + doing + something” (Passive voice(ประธานฯ ถูกขัดขวางจากการทำอะไร)  ในกรณีของประโยคข้างบน  ประธานฯ (ผม)  ถูกขัดขวาง  (ด้วยเหตุผลบางประการ)   มิให้แวะมาเยี่ยมคุณได้)

14. There is a map ________________ page five.

(มีแผนที่ ________________________ หน้า ๕)

(a) in

(b) on   (ใน, บน)

(c) at

(d) with

ตอบ   -   ข้อ  (b)  ต้องใช้   “On page 5”  สำหรับวลีที่ใช้  “On”   ได้แก่

Waste his time on”  (ใช้เวลา – ของเขา - อย่างสิ้นเปลือง-สุรุ่ยสุร่ายกับ), on business  (ด้วยเรื่องธุรกิจ), keep on  (ดำเนินต่อไป), rely on  (ไว้วางใจ, เชื่อใจ, พึ่งพาอาศัย), depend on (upon)  (พึ่งพาอาศัย, ขึ้นอยู่กับ, อยู่ที่), insist on  (ยืนกราน, ยืนหยัด, เรียกร้อง), on the floor  (บนพื้น), on a hill  (บนเนินเขา), on the top shelf  (บนชั้นบนของหิ้ง), on a sofa  (บนเก้าอี้โซฟา), to turn his back on his country  (หันหลังให้กับประเทศของตน  -  หมายถึงละทิ้งประเทศ  เช่น  หนีการเกณฑ์ทหาร  หรือไปเข้ากับฝ่ายศัตรู), on the contrary  (ในทางตรงกันข้าม), on the drawing board   (กำลังอยู่ในขั้นวางแผนหรือเตรียมการ  คือยังไม่ได้ลงมือทำ หรือนำมาใช้งานจริงๆ ),  on the dot (on the button)  (ตรงเวลาเผ็ง, ตรงเวลาเป๊ะ)  -  Susan arrived at the party at 3:00 p.m. on the dot.  (ซูซานมาถึงที่งานเลี้ยงเวลาบ่าย ๓ โมงตรงเป๊ะ)get (climb, jump) on the bandwagon  (ทำตามอย่างที่คนอื่นทำ  แม้จะไม่ใช่เรื่องที่จำเป็น, เข้าร่วมในกิจกรรมที่มีคนนิยมทำกันมาก  และล่าสุด  เช่น ถีบจักรยาน หรือ เล่นฟิตเนส,  โยคะ  -  แปลตรงๆตัว คือ ปีนหรือกระโดดขึ้นไปบนรถดนตรีในขบวนแห่)  -  When all Jim’s friends decided to vote for Bill, Jim climbed on the bandwagon too.  (เมื่อเพื่อนทุกคนของจิมตัดสินใจลงคะแนนให้บิล  จิมก็ตัดสินใจลงคะแนนให้บิลเช่นเดียวกัน  -  คือทำตามเพื่อนๆ แบบไม่ต้องมีเหตุผล), on the (an) average   (โดยเฉลี่ย),   a dog peeing (pissing) on a tree  (หมาเยี่ยวรดต้นไม้),  on condition that  (โดยมีเงื่อนไขว่า)  -  I will lend you the money on condition that  you pay it back in one month.  (ผมจะให้คุณยืมเงินโดยมีเงื่อนไขว่า  คุณต้องใช้คืนภายใน ๑ เดือน),  on deck   (อยู่บนดาดฟ้าเรือ, เตรียมพร้อมที่จะทำอะไรบางอย่าง, มาปรากฏตัว หรือมาถึงที่นัดหมาย)  –  The passengers are relaxing on deck.  (ผู้โดยสารกำลังพักผ่อนหย่อนใจอยู่บนดาดฟ้าเรือ)   -  The scout leader told the boys to be on deck at 8:00 Saturday morning for the hike.  (ผู้นำลูกเสือบอกให้ลูกเสือมาถึงที่นัดหมายเวลา ๘.๐๐ น. เช้าวันเสาร์  เพื่อออกเดินทางไกล),  on deposit   (ในธนาคาร)  -  I have $ 500 on deposit in my account.  (ผมมีเงินอยู่  ๕๐๐ ดอลล่าร์ในบัญชีธนาคาร),  on duty  (อยู่ปฏิบัติหน้าที่, ขณะปฏิบัติหน้าที่)   -  There is always one teacher on duty during study hour.  (มีครูอยู่ ๑ คนเสมอ  อยู่ปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างชั่วโมงเรียน  -  คือคอยให้คำแนะนำปรึกษาแก่นักเรียน)on earth (= in the world(ใน หรือ บนโลกนี้, เกิดขึ้นได้ หรือเป็นไปได้อย่างไร  มักใช้แสดงการเน้นในประโยคคำถาม) - Where on earth did I put my wallet?  (ไม่รู้ว่าผมเอากระเป๋าสตางค์ไปวางไว้ตรงไหนในโลกนี้   -   คือบ่นคร่ำครวญเนื่องจากหากระเป๋าสตางค์ไม่เจอ)   -  The boys wondered how on earth the mouse got out of the cage.  (พวกเด็กๆสงสัยว่า เป็นไปได้อย่างไรที่หนูออกจากกรงไป  -  ทั้งๆที่ล็อคทางออกไว้อย่างแน่นหนา),  have, (keep, with) one eye on  (คอยเฝ้าดูหรือเอาใจใส่  -  บุคคลหรือสิ่งของ  -  ในขณะที่กำลังทำสิ่งอื่นไปด้วย)  -  Mother had one eye on baby as she ironed.  (แม่รีดผ้าและดูแลลูกน้อยไปด้วยในเวลาเดียวกัน)  -  Chris tried to study with one eye on the TV set.  (คริสพยายามอ่านหนังสือ  และดูทีวีไปด้วยในในเวลาเดียวกัน), on account of  (เนื่องมาจาก, เพราะว่า),  -  The picnic was held in the gym on account of the rain.  (ปิ๊คนิกถูกจัดในโรงยิม  -  แทนในสนาม  -  เนื่องมาจากฝนตก),  on a shoestring  (ด้วยเงินจำนวนเล็กน้อยสำหรับใช้จ่าย, ด้วยงบประมาณที่น้อยมาก  -  แปลตรงๆตัว คือ ด้วยเชือกผูกรองเท้า)  -  The couple was seeing Europe on a shoestring.  (สามี-ภรรยาคู่นั้นกำลังเที่ยวยุโรป  ด้วยเงินจำนวนเพียงนิดเดียว  -  คือ  แบบประหยัดสุดๆ),  to walk on air  (รู้สึกมีความสุขและตื่นเต้น)  -  Kim has been walking on air since she won the prize.  (คิมมีความสุขและตื่นเต้นมาโดยตลอด  ตั้งแต่ที่เธอได้รับรางวัล),  to wait on (upon)  (รับใช้, ให้บริการ)  -  The clerk in the store waits on all customers.  (เสมียนในร้านนั้นให้บริการ (รับใช้) ลูกค้าทุกคน),  (sitting) on top of the world  (ปลาบปลื้มยินดีและมีความสุข, รู้สึกประสบความสำเร็จ)  -  John was (sitting) on top of the world when he found out that he got into college.  (จอห์นดีใจและมีความสุข  เมื่อเขาพบว่าเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้),  on behalf of  (ในนามของ),  on board  (บนเรือ)  -  A ship was leaving the harbor, and we saw the people on board waving.  (เรือลำหนึ่งกำลังออกจากท่า  และเราเห็นผู้คนบนเรือโบกไม้โบกมือ  -  เพื่ออำลาญาติพี่น้องที่มาส่ง),  off and on (= on and off)  (ไม่สม่ำเสมอ, เป็นครั้งคราว หรือบางโอกาส)  -  It rained off and on all day.  (ฝนตกๆหยุดๆตลอดทั้งวัน  -  คือ ตกแล้วหยุด  แล้วก็ตกแล้วหยุดอีก  สลับกันไปแบบนี้ตลอดทั้งวัน),  the posters on the walls   (โปสเตอร์บนกำแพง), a sticker on her car  (สติ๊กเกอร์ติดรถของเธอ), pictures on the screen  (รูปภาพบนจอ), on the ceiling  (บนเพดาน), on the roof  (บนหลังคา), on all fours  (คลาน ๔ เท้า), get on a bus  (ขึ้นรถเมล์), on a highway  (บนทางหลวง), on the plane  (บนเครื่องบิน), on foot  (โดยทางเท้าหรือเดินไป), to walk on tiptoe  (เดินบนปลายเท้าหรือเขย่งส้นเท้า), on horseback  (บนหลังม้า), on a bicycle  (โดยรถจักรยาน), on Monday  (ในวันจันทร์), on a Sunday afternoon  (ตอนบ่ายวันอาทิตย์), on an occasion like this  (ในโอกาสเช่นนี้), on April10th  (ในวันที่ ๑๐ เมษายน), on Thursday night   (ในคืนวันพฤหัสฯ), on the first day of term  (ในวันแรกของภาคการศึกษา), books on art and religion  (หนังสือเกี่ยวกับศิลปะและศาสนา), on the subject of rents  (ในเรื่องเกี่ยวกับค่าเช่า), ideas on how films should be made  (ความคิดเกี่ยวกับว่าควรจะสร้างหนังอย่างไร), to comment on the issue  (แสดงความคิดเห็นในประเด็นนั้น), a talk on agriculture  (การสนทนาเกี่ยวกับเกษตรกรรม), cars running on petrol (รถยนต์ที่วิ่งด้วยน้ำมัน), appear on TV  (ปรากฏตัวทางทีวี), to hear it on the radio  (ได้ยินมันทางวิทยุ), on stage  (บนเวที), on the phone  (ทางโทรศัพท์ หรือกำลังพูดโทรศัพท์), on and on  (ไม่รู้จักจบสิ้น, ไม่หยุดหย่อน, ไม่สิ้นสุด), on edge  (รุ่มร้อน, กระวนกระวาย, ตื่นเต้น, ประสาทเสีย, ปวดสมอง), on one’s own  (ด้วยตนเอง, เป็นอิสระ, หาเลี้ยงตนเอง), on purpose  (โดยเจตนา, โดยตั้งใจทำ), on the carpet  (ดุด่าว่ากล่าว, สวด), on the fence  (ยังไม่แน่ใจ, ยังไม่ตัดสินใจ-ตกลงใจ), on the hook  (อยู่ในฐานะลำบาก), on the spot  (ที่กำลังพูดถึง-เอ่ยถึง), to be on  (กำลังปรากฏ, กำลังฉายอยู่. กำลังแสดง),on the go  (มีธุระยุ่ง, เคลื่อนไหวทำโน่นทำนี่อยู่ตลอด)  –  I’m usually on the go all day long.  (ผมมักมีธุระยุ่งตลอดทั้งวัน), on the market  (มีขาย, เสนอขาย)– I had to put my car on the market.  (ผมจำเป็นต้องเอารถออกขาย) - This is the finest home computer on the market.  (นี่เป็นคอมพิวเตอร์ประจำบ้านที่ดีที่สุดที่วางขายในตลาด), on the mend  (สบายดี, หายป่วยไข้)– My cold was terrible, but I’m on the mend now.  (ไข้หวัดของผมย่ำแย่มากเลย  แต่ตอนนี้ผมหายไข้แล้ว) – What you need is some hot chicken soup.  Then you’ll really be on the mend.  (สิ่งที่คุณต้องการ คือ ซุปไก่ร้อนๆ  แล้วคุณจะหายป่วยจริงๆเลย), on the tip of one’s tongue  (ติดอยู่แค่ริมฝีปาก  คือ เกือบจะพูดออกมาแล้ว หรือ เกือบจะนึกออกแล้ว)– I have his name right on the tip of my tongue.  I’ll think of it in a second  (ผมมีชื่อของเขาติดอยู่ที่ริมฝีปาก  ผมจะนึกมันออกในอีกวินาทีเดียว) – John had the answer on the tip of his tongue, but Ann said it first  (จอห์นเกือบจะบอกคำตอบออกมาแล้ว  แต่แอนพูดออกมาเสียก่อน  -  คือชิงบอกคำตอบก่อน), on the wrong track  (ไปหรือเดินผิดลู่หรือราง, ทำตามสมมติฐานที่ผิด)  – You’ll never get the right answer.  You’re on the wrong track.  (คุณไม่มีวันจะได้คำตอบที่ถูกต้องหรอก คุณเดินผิดทางนี่ หรือ คุณตั้งสมมติฐานไว้ผิดนี่), be (skate) on thin ice  (อยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงหรือมีอันตราย)– If you try that, you’ll really be on thin ice.  That’s too risky.  (ถ้าคุณลองทำสิ่งนั้น  คุณจะตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง  มันเสี่ยงเกินไป) – If you don’t want to find yourself (skating) on thin ice, you must be sure of your facts  (ถ้าคุณไม่ต้องการพบตัวเองตกอยู่ในอันตราย  คุณต้องมั่นใจในข้อเท็จจริง  - ไม่เช่นนั้นคุณอาจแพ้คดีและต้องจ่ายเงินมากมาย), on tiptoe  (เดินเขย่างเท้า), on vacation  (เดินทางไปเที่ยวในวันหยุดพักผ่อน)  – Where are you going on vacation this year?  (คุณจะเดินทางไปพักผ่อนที่ไหนในวันหยุดปีนี้) – I’ll be away on vacation for three weeks.  (ผมจะเดินทางไปพักผ่อนวันหยุดเป็นเวลา ๓ สัปดาห์),เป็นต้น

15. My boss asked me to answer the phone, to take all messages, and _______________ some letters.

(เจ้านาย  -  หรือหัวหน้า  -  ของผม  ขอร้องให้ผมรับโทรศัพท์   รับ (จด) ข้อความทั้งหมดไว้   และ ______________________ จดหมาย)

(a)   typing

(b)  type

(c) to type   (พิมพ์)

(d) typewrite   (พิมพิ์ด้วยเครื่องพิมพ์ดีด)

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจากต้องใช้ให้สมดุลกัน  จากโครงสร้าง  “Ask someone to do something” (ขอร้องให้ใครทำอะไร)  (Asked me to answer……., to take………, and to type…………)

16. The girls wanted to help _______________ make their costumes for the play.

(เด็กหญิงนั้นต้องการช่วยเหลือ ______________________ ทำเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายสำหรับละคร)

(a) all

(b) each the other

(c) each other   (ซึ่งกันและกัน  -  ๒ คน)  (มีเด็กหญิงเพียง  ๒  คน)

(d) one the other

ตอบ   -   ข้อ  (c)  หรือ อาจใช้  “One another  (ซึ่งกันและกัน  ตั้งแต่  ๓  คนขึ้นไป)

17. A: “The doctor told him to stop taking drugs ______________ he should suffer brain damage.”

(A: หมอบอกเขาให้เลิกกินยาเสพย์ติด _____________________ เขา (อาจ) ได้รับอันตรายทางสมอง)

     B: “I don’t think he’ll listen.”

(B: ผมไม่คิดว่าเขาจะฟัง (ที่หมอบอก) หรอก)

(a) unless   (ถ้า...................ไม่)

(b) nevertheless   (อย่างไรก็ตาม)

(c) in order that   (เพื่อที่ว่า)

(d) lest   (โดยเกรงว่า, เพื่อไม่ให้)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด  ดูเพิ่มเติมการใช้   “Lest”   จากประโยคข้างล่าง

           - We watched all night lest the bandits should return.

(เราเฝ้าดูตลอดทั้งคืน  โดยเกรงว่า (เพื่อไม่ให้) พวกโจรจะกลับมา)

          - I had to grab the iron rail at my side lest I slipped off.

(ผมจำเป็นต้องเกาะราวเหล็กข้างตัวเอาไว้  โดยเกรงว่า (เพื่อไม่ให้) ผมจะลื่นล้ม)

       - He was extra polite to his superiors lest something adverse might be written into his records.

(เขาสุภาพเป็นพิเศษกับผู้บังคับบัญชา  โดยเกรงว่า (เพื่อไม่ให้) บางสิ่งบางอย่างในทางลบ  อาจถูกเขียนลงไปในประวัติของเขา)

18. The amount of steel ___________________ last year showed a considerable increase.

(ปริมาณของเหล็กกล้าซึ่ง _____________________ ปีที่แล้ว  แสดงให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย)

(a) producing

(b) produced   (ถูกผลิต, ได้รับการผลิต)

(c) was produced

(d) was producing

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  (Adjective clause)  “which (that) was produced last year

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง   ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้