หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 104)

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. It’s not good __________________ so.

(มันไม่ดี ___________________ เช่นนั้น)

(a) do

(b) doing

(c) to do    (ที่จะทำ)

(d) in doing

ตอบ   -   ข้อ   (c)  มาจากโครงสร้าง  {It + is (was) + (not) + Adjective + (for someone) + to + Verb 1 + something}

      - It’s good for you to get up early.

(มันดีสำหรับคุณที่ (จะ) ตื่นแต่เช้าตรู่)

        - It is not good to criticize other people if we’re not sure they are wrong.

(มันไม่ดีที่จะวิจารณ์ผู้อื่น  ถ้าเราไม่แน่ใจว่าพวกเขาผิด)

2. ________________ coming here, he had an accident.

(____________________ กำลังมาที่นี่  เขาประสบอุบัติเหตุ)

(a) When he

(b) While    (ขณะที่)

(c) During he was    (“During”  ตามด้วยคำนาม หรือวลี)

(d) Between he was    (“Between” บอก  “ระหว่าง”  บุคคล, สถานที่, เวลา, ฯลฯ)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ลดรูปมาจากประโยคย่อย  “Adverb clause of time”  (While he was coming here)  ข้อนี้อาจใช้ว่า  “When he came here, he………..”  ก็ได้

3. Are you sure you told _________________?

(คุณมั่นใจหรือว่า  คุณบอก _____________________ )

(a) her how to come    (เธอว่าจะมาอย่างไร)  (บอกเธอวิธีมา)

(b) how to come to her

(c) how she to come

(d) to her how to come

4. Does everyone _______________ the correct answer?

(ทุกคน ___________________ คำตอบที่ถูกต้องใช่หรือไม่)

(a) has

(b) have    (มี)

(c) had

(d) have had

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เมื่อใช้   “Verb to do”  (Does)  ช่วยสร้างประโยคคำถามแล้ว  กริยาแท้ของประโยคต้องกลับไปเป็นช่องที่  ๑  (Have) และในกรณี  “Have”  หมายถึง  “มี”  สามารถสร้างคำถาม  โดยไม่ต้องใช้   “Verb to do”  ช่วย  คือ  “Has everyone the correct answer?”  ก็ได้

5. ________________ of the girls wore a flower in her hair.

(เด็กผู้หญิง _________________ ประดับดอกไม้  ๑  ดอกไว้บนผมของตน)

(a) All    (ทุกคน)

(b) Some    (บางคน)

(c) Many    (จำนวนมาก)

(d) Each    (แต่ละคน)  (เป็นเอกพจน์)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เป็นเอกพจน์  สังเกตได้จาก  ใช้กับ  “her hair”  สำหรับ ข้อ  “A, B, C”  ก็ใช้ได้  แต่ต้องเปลี่ยนตอนท้ายประโยค  เป็น   “………in their hair

6. You ________________ go out whenever you wish to.

(คุณ ___________________ ออกไป  เมื่อใดก็ตามที่คุณปรารถนาจะทำ)

(a) might

(b) may    (อาจจะ)

(c) could

(d) will

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน  และเป็นการอนุญาตให้ทำ  จึงใช้  “Present simple tense”  (May)  สังเกตได้จากประโยคย่อย  (whenever you wish to)  ที่มีกริยา  “Wish”  เป็นรูปปัจจุบัน  สำหรับ ข้อ  “A, C”  เป็นรูปอดีต

7. The little ________________ I can do will not even be noticed.

(สิ่งเล็กน้อย __________________ ผมสามารถทำได้  จะไม่แม้แต่ถูกสังเกตเห็น)

(a) how

(b) that    (ที่, ซึ่ง)

(c) what

(d) as

ตอบ   -   ข้อ   (b)  สำหรับข้อนี้อาจตอบ   “Which”  ก็ได้

8. Is there a restaurant _________________ the school?

(มีภัตตาคาร _____________________ โรงเรียนหรือเปล่า)

(a) closed to

(b) closed by

(c) close to    (ใกล้กับ)

(d) close by

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Close”  ในที่นี้เป็นคำคุณศัพท์  หมายถึง  “ใกล้, ใกล้ชิด”  ตามด้วย  Preposition  “To

9. A: Whose camera did you use to take these photographs of your

family?

(A: คุณใช้กล้องถ่ายรูปของใคร  ถ่ายภาพเหล่านี้ของครอบครัวของคุณ)

   B: ________________________.

 

(a)  Ben

(b)   Ben’s    (ของเบน)  (หมายถึง กล้องของเบน)

(c)    Belongs to Ben    (ไม่ตอบแบบนี้)

(d)   Of Ben    (ไม่ตอบแบบนี้)

10. Mike promised to telephone his wife at four o’clock, but he forgot to do so.  “To do so” here means ‘__________________’.

(ไมค์สัญญาจะโทรศัพท์ถึงภรรยาของเขาตอน  ๔  โมงเย็น  แต่เขาลืมที่จะทำเช่นนั้น   “ที่จะทำเช่นนั้น  หมายถึง  “ ____________________ ”) 

(a) to make a promise    (สัญญา)

(b) to break his promise    (ผิดสัญญา)

(c) to telephone    (โทรศัพท์)

(d) to look at the clock    (ดูนาฬิกา)

11. A: At what age did you begin to study English?

(A:  ที่อายุเท่าใด  ที่คุณเริ่มเรียนภาษาอังกฤษ)

      B: ___________________________.

(a)    For eight years    (เป็นเวลา  ๘  ปี)

(b)   In 2010    (ในปี  ๒๐๑๐)

(c)   When I was ten    (เมื่อผมอายุ  ๑๐  ขวบ)

(d)   Eight years ago    (๘  ปีมาแล้ว)

12. We keep tinned goods _______________ every kind in our shop.

(เรามีสินค้าบรรจุกระป๋อง (อาหารกระป๋อง) __________________ ทุกชนิดในร้าน)

(a) in

(b) by

(c) with

(d) of   (เพื่อขาย)

(e) for

13. I am about _________________.

(ผมใกล้จะ (จวนจะ) ______________________ อยู่แล้ว)

(a) die

(b) dying

(c) death   (ความตาย)  (เป็นคำนาม)

(d) to die   (ตาย)  (เป็นคำกริยา)

(e) dead  (ตาย, ไม่มีชีวิต)  (เป็นคำคุณศัพท์)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติม  “To be about + to + Verb 1”  (เกือบจะ, จวนจะ, ใกล้จะ................)  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

          - The man ________________ when he noticed a large packing-case lying on the floor.

(ชายผู้นั้น ___________________ เมื่อเขาสังเกตเห็นลังสำหรับบรรจุหีบห่อขนาดใหญ่วางอยู่บนพื้น)

(a) has about to leave

(b) is about to leave

(c) had about to leave

(d) was about to leave   (กำลังจะจากไป, จวนจะจากไป)

ตอบ   –   ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “To be about to”  หมายถึง  “กำลังจะ  หรือ จวนจะ หรือ  พร้อมที่จะ”   เช่น

            - His father is about to retire.

(พ่อของเขาจวนจะเกษียณอายุงานแล้ว)

            - She was just about to go on stage again.

(เธอพร้อมที่จะขึ้นแสดงบนเวทีอีกครั้ง)

            - It is about to rain very soon.

(ฝนจวนจะตกแล้วเร็วๆนี้)

             - We were about to leave when the snow began.

(เรากำลังจะจากไปเมื่อหิมะเริ่มตก)
              - I haven’t gone yet, but I’m about to.

(ผมยังไม่ได้ไปเลย  แต่ผมพร้อมจะไปแล้ว)

14. Have you a book about ___________________ ?

(คุณมีหนังสือเกี่ยวกับ ______________________ ไหม)

(a) to fish   (ตกปลา)

(b) fishing   (การตกปลา)

(c) the fishing

(d) the fishery  (การทำประมง)

ตอบ  -  ข้อ  (b)  หลัง  “About”  (เกี่ยวกับ)  ต้องเป็นคำนาม  สำหรับข้อ  (d)  เป็นคำนามเช่นเดียวกัน  แต่เนื่องจากข้อความมิได้เน้น หรือชี้เฉพาะลงไปว่า  เป็นการประมงที่ใด-ของใคร  จึงไม่ต้องใช้  “The” นำหน้า  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                     ตัวอย่างที่ ๑

-   Have you any books about ________________?

(คุณมีหนังสือเกี่ยวกับ _______________________ บ้างไหม)

(a) die

(b) to die   (ตาย)  (เป็นคำกริยา)

(c) death   (เดธ)  (ความตาย)  (เป็นคำนาม)

(d) dead   (เดด)  (ตาย, ไม่มีชีวิต)  (เป็นคำคุณศัพท์)

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากหลัง   “Preposition” (About  =  เกี่ยวกับ)  ต้องเป็นคำนาม.

15. The members of Parliament can make their opinions __________________ if there’s any injustice.

(สมาชิกรัฐสภาสามารถทำให้ความคิดเห็นของตน __________________ ถ้ามีความอยุติธรรมใดๆเกิดขึ้น)

(a)   know

(b)   knowing

(c)  known   (ถูกล่วงรู้, ได้รับการล่วงรู้)       

(d)  to know  

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง “Make + กรรม + Verb 1”  (ในกรณีเป็น “Active voice” คือ กรรมเป็นผู้กระทำ)  แต่ต้องใช้โครงสร้าง  “Make + กรรม + Verb 3” (ในกรณีเป็น  “Passive voice” คือ  กรรมเป็นผู้ถูกกระทำ  เช่น ใน  ประโยคข้างบน  ที่  “ความคิดเห็น” จะเป็นผู้รู้ไม่ได้  แต่ต้องเป็นผู้  “ถูกรู้, ถูกทราบ, ถูกล่วงรู้, ได้รับการล่วงรู้”)  ดังตัวอย่างข้างล่าง

                 - His story made her laugh (Verb 1) all the time.

(นิทานของเขาทำให้เธอหัวเราะตลอดเวลา)  (เป็น  “Active voice” เนื่องจากเธอเป็นผู้ทำกริยาหัวเราะ)

                 - She made him punished (Verb 3) by his parents.

(เธอทำให้เขาถูกลงโทษโดยพ่อแม่ของเขา)  (เป็น  “Passive voice” เนื่องจากเขาเป็นผู้ถูกกระทำ คือ “ถูกลงโทษ”)

16. Perhaps railways everywhere are getting _______________, like the old canals that go all over the country and are no longer used.

(บางที  รถไฟทุกแห่งกำลัง _____________________ เหมือนกับคลองเก่าๆซึ่งมีอยู่ทั่วประเทศ  และมิได้ใช้งานต่อไปอีกแล้ว)

(a) out from date

(b) out of date   (ล้าสมัย, เลิกใช้ (งาน) แล้ว)

(c) out off date

(d) out behind date   

ตอบ  -  ข้อ  (b)  สำหรับวลีที่ใช้   “Out of…….”  ได้แก่  “out of hand”  (บานปลาย, ควบคุมไม่อยู่),  “get out of the car”  (ออกมาจากรถ),  “take the apple out of the bag”  (เอาแอปเปิ้ลออกมาจากถุง),  “go out of town”  (ออกไปนอกเมือง),  “out of the office”  (ออกไปนอกสำนักงาน, ไม่ได้อยู่ในสำนักงาน),  “go out of business”  (เลิกทำธุรกิจ, เจ๊ง),  “out of danger”  (ไม่มีอันตราย, ปลอดภัย),  “out of trouble”  (ไม่มีปัญหา, ไม่เจอปัญหา),  “out of sight”  (พ้นสายตา, ลับสายตา),  “can’t get anything out of him”  (ไม่ได้ข้อมูลหรือความรู้จากเขาเลย),  “get much knowledge out of the seminar”  (ได้ความรู้มากมายจากการสัมมนา),  “make a fortune out of toy business”  (หาเงินได้มากมายจากธุรกิจของเล่น),  “out of jealousy”  (เนื่องมาจากความหึงหวง  หรือ  อิจฉาริษยา),  “out of fear of the dog”  (เนื่องมาจากความกลัวหมา),  “He is out of work.”  (เขาไม่มีงานทำ-ตกงาน),  “The store is out of coffee.”  (ร้านนี้กาแฟหมด-ไม่มีขาย),   “The house is built out of stone.”  (บ้านถูกสร้างจากหิน),  “Our team won eight out of ten games last season.”  (ทีมของเราชนะ ๘ จาก ๑๐ เกม ในฤดูกาลแข่งขันที่แล้ว),   เป็นต้น   

17. I used ________________ in the north of Thailand.

(ผมเคย _____________________ ทางภาคเหนือของประเทศไทย)

(a) lived

(b) to living

(c) living

(d) to live   (อาศัยอยู่)

ตอบ  -  ข้อ  (d) เนื่องจาก  “Used to + Verb 1” =  “เคย” (เป็นอดีตเสมอ)    ส่วน  “Be (Get) + Used + To + Verb + ing” “คุ้นเคย, เคยชิน” (อาจเป็นเรื่องอดีต หรือปัจจุบันก็ได้)  ดูเพิ่มเติมเรื่องนี้จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                   ตัวอย่างที่ ๑

-   They will get ______________ English newspapers.

(พวกเขาจะ ________________________ หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ)

(a) use to read

(b) used to read

(c) use to reading

(d) used to reading  (คุ้นเคยกับการอ่าน)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “Get used to” หรือ “Be (is, am, are, was, were) used to” =   “คุ้นเคย, เคยชิน”  (เป็นอดีตหรือปัจจุบันก็ได้)   ส่วน  “Used to” “เคย”  (เป็นอดีตเสมอ) 

                        ตัวอย่างที่ ๒

-    My grandfather ______________ travel a lot when he was young.

(ปู่ของผม _____________________ เดินทางมาก   เมื่อตอนเขายังหนุ่ม)

(a) is used to   (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ)  (ในปัจจุบัน)

(b) was used to   (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ)  (ในอดีต)

(c) used to   (เคย)  (เป็นเรื่องในอดีตเสมอ)

(d) was using to

ตอบ  -  ข้อ   (c)  “Used to + Verb 1” =  เคย 

                      ตัวอย่างที่ ๓

-  He got used to ______________.

(เขาคุ้นเคยหรือเคยชินกับ ________________________)  (ในอดีต)

(a) live in an apartment

(b) have lived in an apartment

(c) living in an apartment    (การอาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์)

(d) be living in an apartment

ตอบ  –  ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Get (got) used to”  (คุ้นเคย, เคยชิน)   ต้องตามด้วย คำนาม หรือ   “Gerund” (Verb + ing)  เพราะในที่นี้  “To” เป็น  Preposition”  สำหรับ  “Get used to”   หรือ  “Be used to(คุ้นเคย, เคยชิน)   จะใช้กับเหตุการณ์ในอดีต  หรือ ปัจจุบัน ก็ได้   ดังตัวอย่าง  เช่น

           -We got used to playing football when we were in college.

(เราเคยชินกับการเล่นฟุตบอล เมื่อตอนเราเรียนมหาวิทยาลัย – ปัจจุบันไม่ได้เล่นแล้ว)

           - They get used to eating out because they are not good at cooking.

(พวกเขาคุ้นเคยกับการกินอาหารนอกบ้าน  (ในปัจจุบัน) เพราะปรุงอาหารไม่เก่ง)

           - He is used to getting up late.

(เขาคุ้นเคยกับการตื่นสาย) (ปัจจุบัน)

           - She was used to watching TV late at night.

(เธอคุ้นเคยกับการดูทีวีจนดึกเวลากลางคืน) (อดีต)

           - They are used to cold weather.

(พวกเขาคุ้นเคยกับอากาศเย็น) (ปัจจุบัน)

******  สำหรับ  “Used to”  หมายถึง  “เคยทำในอดีต”  ปัจจุบันเลิกทำเช่นนั้นแล้ว  (คือ เป็นเรื่องของอดีตอย่างเดียวเท่านั้น)   ต้องตามด้วยกริยาช่องที่ ๑  (Used to + Verb 1)   ดังตัวอย่าง เช่น

-  He used to go abroad often for his work, but he has changed

jobs and now no longer travels.

(เขาเคยเดินทางไปต่างประเทศบ่อยในเรื่องงาน  แต่เขาได้เปลี่ยนงานมาหลายงาน  และ ในปัจจุบัน  มิได้เดินทางต่อไปอีกแล้ว) (ปัจจุบัน มิได้เดินทางไปต่างประเทศแล้ว)

-  She used to work in a bank a long time ago.

(เธอเคยทำงานในธนาคารเมื่อนานมาแล้ว) (ปัจจุบันทำงานที่อื่น)

18. The students _____________ Spanish may come to this lecture.

(นักเรียนผู้ซึ่ง ______________ภาษาสเปนอาจจะมาฟังการบรรยายนี้)

(a) who studies

(b) studied

(c)study

(d) studying    (ศึกษา)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค   “…….students who study………”   หรือ   “…….students who are studying...........”  สำหรับประโยคที่มีโครงสร้างแบบนี้   เช่น

-   The people working (= people who work) in the office are my colleagues.

(ผู้คนที่ทำงานในสำนักงาน  คือเพื่อนร่วมงานของผม)

-   The woman walking (= woman who walks) across the street is my sister.

(ผู้หญิงที่เดินข้ามถนนเป็นน้องสาวของผม)

-  The man living (= man who lives) next door is a bank manager.

(ชายที่อาศัยอยู่บ้านหลังถัดไปเป็นผู้จัดการธนาคาร)

-   The children playing (= children who play) in the field are my neighbors’ kids.

(เด็กๆที่เล่นอยู่ในสนามเป็นลูกๆของเพื่อนบ้านของผม)            

19. She managed to reach the telephone _____________ her terrible wound.

(เธอไปถึงโทรศัพท์ได้สำเร็จ___________________ มีบาดแผล (หรือการบาดเจ็บ) ร้ายแรง)

(a) although    (ถึงแม้ว่า)  (ตามด้วยประโยค “Subject + Verb”)

(b) notwithstanding    (ทั้งๆที่)  (ตามด้วยคำนาม หรือวลี)

(c) because of    (เนื่องมาจาก)  (ตามด้วยคำนาม หรือวลี)

(d) for fear of    (ด้วยเกรงว่า)  (ตามด้วยคำนาม หรือวลี)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ดูตัวอย่างการใช้วลีข้างบน  จากประโยคตัวอย่าง

-    Although he is wrong, everyone can’t help admiring him.

(แม้ว่าเขาจะเป็นฝ่ายผิด ทุกคนอดไม่ได้ที่จะยกย่องชมเชยเขา)

Although he was late, he stopped to buy a sandwich.

(แม้ว่าเขาจะสาย  เขาแวะซื้อแซนด์วิช)

-  Jane kept her coat on although it was warm in the room.

(เจนยังคงสวมเสื้อคลุม  แม้ว่าอากาศในห้องจะอุ่น)

-   Although I advise my children about money, I never actually pay their debts.

(แม้ว่าผมแนะนำลูกๆเกี่ยวกับเรื่องเงิน  ผมไม่เคยใช้หนี้แทนพวกเขาเลย)

-  He hasn’t been able to get a good job notwithstanding his having had an expensive education.

(เขาไม่สามารถหางานดีๆทำได้  ทั้งๆที่มีการศึกษาที่แพง)  (ไม่สามารถหางานดีได้  ทั้งๆมีการศึกษาราคาแพง)

       - Notwithstanding (= Despite = In spite of) the bad storm John delivered his papers on time.  

(ทั้งๆที่มีพายุเลวร้าย  ทอมก็ยังไปส่งหนังสือพิมพ์ได้ตรงเวลา)

        - Notwithstanding (= Despite = In spite of) all their differences, Mary and Ann remain friends.

(ทั้งๆที่แตกต่างกันอย่างมากมายอย่างนั้น  แมรี่และแอนยังคงเป็นเพื่อนกันได้)

        - They went out notwithstanding (= despite = in spite of) the heavy rain.

(พวกเขาออกไปข้างนอกทั้งๆที่ฝนตกหนัก)

- Because of (= On account of = Owing to = Due to) the heavy rain, we could not go out.

(เนื่องมาจากฝนตกหนัก  เราไม่สามารถออกไปข้างนอก)

      - Because of (= On account of = Owing to = Due to) an accident, the train was delayed for 2 hours.  

(เนื่องมาจากอุบัติเหตุ  รถไฟถูกทำให้ล่าช้าไป ๒ ชั่วโมง)

      - He could not go to university because of (=owing to = on account of = due to) his poverty.  

(เขาไม่สามารถเรียนมหาวิทยาลัย  เนื่องมาจากความยากจน) 

-        He left an hour early for fear of missing his train.

(เขาออกไปก่อนเวลา ๑ ชั่วโมง  ด้วยเกรงว่าจะตกรถไฟ)

-        She worried for fear of the child’s being hurt.

(เธอวิตกกังวล  ด้วยเกรงว่าเด็กจะได้รับอันตราย)

20. He acted as though he _______________ a mad man.

(เขาทำราวกับว่า  (ประหนึ่งว่า) เขา _____________________ คนบ้า)

(a) is

(b) was

(c) were    (เป็น)  (ใช้กับเหตุการณ์ปัจจุบัน)

(d) had been    (เป็น)  (ใช้กับเหตุการณ์ในอดีต)

(e) would have been

ตอบ   -   ข้อ   (d)  ดูคำอธิบาย   “As though, As if”   (ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า)  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                   ตัวอย่างที่ ๑         {จงเลือกข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จาก ข้อ (๑) – (๔)}

(1)Despite its size, a whale can swim (2) as it (3) were (4) almost weightless

(ทั้งๆที่ขนาด (ใหญ่โต) ของมัน  ปลาวาฬสามารถว่ายน้ำได้ราวกับว่า (ประหนึ่งว่า)  มันเกือบจะไร้น้ำหนัก)

ตอบข้อ  ๒  แก้เป็น   “as if หรือ  as though”  เพราะมีความหมายว่า   “ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า”   และต้องตามด้วย   “Past simple tense” (Verb 2)  (ถ้าใช้ในความหมายปัจจุบัน  และต้องใช้  “Were”  กับประธานทุกตัวในกรณีของ “Verb to be”)   สำหรับในกรณีที่ใช้กับเหตุการณ์ในอดีต  ให้ใช้   “Past perfect tense” (Had + Verb 3)   อนึ่ง  ที่ต้องใช้รูป  “Past simple” (Verb 2)  หรือ “Past perfect” (Had + Verb 3)  หลัง  “As if, As though”  เนื่องจากเป็นเพียงการเปรียบเทียบว่า  “ราวกับว่าเป็นเช่นนั้น, ประหนึ่งว่าเป็นเช่นนี้”   ซึ่งมิใช่เรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆ  หรือตรงข้ามกับความเป็นจริง  เหมือนกับการใช้  “Wish”  โดยเราเรียกการใช้โครงสร้างแบบนี้ว่า“Past subjunctive” 

                        ตัวอย่างที่ ๒

            -  He spends his money _____________ though he were a very rich man.

(เขาใช้จ่ายเงิน _____________________ เขาเป็นคนที่ร่ำรวยมาก)  (แต่จริงๆแล้วมิได้เป็นคนรวย)

(a) so much

(b) as     (ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า)

(c) very little

(d) (No word is needed.)

ตอบ    –     ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “As though”   หรือ  “As if”   หมายถึง  “ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า”   โดยในกรณีนี้เป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน  (สังเกตจากกริยา  “spends”)  จึงใช้   “were”  กับประธาน   “he”  ในประโยคย่อย   แต่ถ้าเป็นเหตุการณ์ในอดีต  ต้องเปลี่ยนเป็น  “had been” (……as though he had been a………..)  ตัวอย่างประโยคอื่นๆ  ได้แก่

-    He acts as if he were a millionaire.(เป็นปัจจุบัน)

(เขาทำตัวราวกับว่าเขาเป็นเศรษฐี – ปัจจุบัน)  (แต่จริงแล้วไม่ได้เป็น)

-    He acted as though he had been a millionaire.  (เป็นอดีต)

(เขาทำตัวราวกับว่าเป็นเศรษฐี – ในอดีต)  (แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

- The boy plays with his toy as if it were a living thing.  (เป็นปัจจุบัน)

(เด็กคนนั้นเล่นกับของเล่น  ราวกับว่ามันเป็นสิ่งมีชีวิต – ปัจจุบัน)  (แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

-    He says as though he loved her.   (เป็นปัจจุบัน)

(เขาพูดราวกับว่าเขารักเธอ – ปัจจุบัน)  (แต่จริงๆแล้วไม่ได้รัก)

-    I saw it a long time ago, but I remember it as though I had seen it yesterday(เป็นอดีต)

(ผมเห็นมันเมื่อนานมาแล้ว  แต่ผมจำมันได้  ราวกับว่า  ผมเห็นมันเมื่อวานนี้ – เป็นอดีต)  (จริงๆแล้ว  ไม่ได้เห็นเมื่อวานนี้)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง   ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้