หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 102)

Part V: Sentence Completion(ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. I would rather _______________ this town at once.

(ผมอยากจะ ______________________ เมืองนี้โดยทันทีทันใด)

(a) to leave

(b) leaving

(c) leave    (ออกจาก)

(d) left

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Would rather + Verb 1

2. A: Isn’t it easy?

(มันไม่ง่ายดอกหรือ)  (ผู้ถามรู้ว่ามันง่าย จึงถามออกไป)

    B: _______________________________.

(a) Yes, it’s very difficult    (ใช่ครับ  มันยากมากเลย)

(b) No, it isn’t very difficult    (ไม่ใช่ครับ  มันไม่ยากมากนักหรอก)  (หมายถึง ง่าย)  

(c) Yes, it’ s very easy    (ใช่ครับ  มันง่ายมากเลย)

(d) Yes, it isn’t very easy    (ใช่ครับ  มันได้ง่ายมากนักหรอก)  (หมายถึง ยาก)

ตอบ    -    ข้อ   (c)  การถามแบบฝรั่ง  เมื่อถามว่า  “มันไม่ง่ายดอกหรือ”  เวลาตอบ  “Yes”  หมายถึง  “ง่าย”   แต่ถ้าตอบ  “No” หมายถึง  “ไม่ง่าย  หรือยาก”  จะไม่ตอบตรงกันข้ามแบบคนไทย  เช่น  ตอบว่า  “ใช่  มันยาก”  หรือ  “ไม่ใช่   มันง่าย”  ซึ่งเป็นการตอบที่ผิดทั้ง  ๒  อย่าง  ฝรั่งฟังแล้วงง  ดังนั้น  จึงต้องจำรูปแบบนี้  ซึ่งไม่เหมือนกับการตอบของคนไทย  ทั้งนี้  คำตอบในข้อ  (a)  และ   (d)  มีความหมายเหมือนกัน

3. Why will you buy grapes when they are much ________________

mangoes?

(คุณจะซื้อองุ่นทำไม  ในเมื่อมัน ___________________ มะม่วงมาก)

(a)   expensive more than

(b) more expensive than    (แพงกว่า)

(c) expensive than

(d) expensive over

ตอบ   -   ข้อ    (b)  “Expensive”  เป็นคำพยางค์ยาว  เมื่อเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  ต้องขยายด้วย  “More”  ทั้งนี้  ข้อนี้อาจใช้ว่า  “………are far more expensive than……..”  ก็ได้

4. My brother went out.  He must ________________ his homework.

(พี่ชายของผมออกไปข้างนอก  เขาจะต้อง ___________________ การบ้านของเขา)

(a) finish

(b) have been finished

(c) finished

(d) have finished    (ได้ทำ  -  การบ้าน  -  เสร็จแล้ว)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Must + have + Verb 3”  =   “จะต้องได้กระทำกริยานั้นๆลงไปแล้ว”  โดยผู้พูดมีความมั่นใจว่า  เหตุการณ์จะต้องเป็นไปตามที่ได้กล่าวออกมา  โดยมีหลักฐานสนับสนุน  เช่น  ในประโยคข้างบน  ผู้พูดมีเหตุผลว่า  “เขาออกไปข้างนอก”  ดังนั้น  เขาน่าจะได้ทำการบ้านเสร็จแล้ว  เป็นการคาดคะเนแบบมั่นใจ

5. The noise was ________________ it woke everyone up.

(เสียง __________________ มันปลุกให้ทุกคนตื่น)

(a) very loud that

(b) very loud until

(c) so loud that    (ดังมากจนกระทั่ง)

(d) so loud until

ตอบ   -   ข้อ   (c)  มาจากโครงสร้าง  {Subject + is (was) + so + Adjective + that + Subject + Verb}

6. I ________________to the cinema with my parents the other day.

(ผม ______________________ ดูหนังกับพ่อแม่ของผมเมื่อวันก่อน)

(a) shall go

(b) went    (ไป)

(c) often go

(d) have gone

ตอบ    -    ข้อ   (b)  “The other day”  =  “เมื่อวันก่อน”  เป็นเหตุการณ์ในอดีต

7. I _______________ him the truth, but I did.

(ผม ____________________ความจริงแก่เขา  แต่ผมก็บอก)

(a) needn’t tell

(b) needn’t to tell

(c) needn’t have told    (ไม่จำเป็นต้องได้บอก)  (คือบอกไปแล้ว)

(d) needn’t have to tell

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Need not + Verb 1” = “ไม่จำเป็นต้อง...........”  ใช้กับเหตุการณ์ปัจจุบันและอนาคต   เช่น   “You need not clean the room.” (คุณไม่จำเป็นต้องทำความสะอาดห้อง  -  ในขณะนี้ หรือในอนาคต)   แต่ถ้าหมายถึง  “ไม่จำเป็นต้อง...........ในอดีต”  (แต่ก็ได้ทำไปแล้ว)   ต้องใช้โครงสร้าง   “Need not have + Verb 3”  ดังประโยคข้างบน   ดูเปรียบเทียบกับ  “Should + have + verb 3”    (ควรจะได้ทำ.............ในอดีต  แต่ก็ไม่ได้ทำ)   หรือ   “Should + not + have + verb 3”   (ไม่ควรได้ทำ...........ในอดีต  แต่ก็ทำไปแล้ว)  จากประโยคข้างล่าง

               ตัวอย่างที่ ๑

-  You lost all your money, didn’t you?  You ______________ that much on you.

(คุณสูญเงินหมดเลยใช่ไหม   คุณ ____________________ เงินติดตัวจำนวนมากเช่นนั้น)

(a) should carry    (ควรพกพา หรือถือ)

(b) did not carry    (ไม่พกพา หรือถือ)

(c) should have carried    (ควรได้พกพา หรือถือ)

(d) shouldn’t have carried     (ไม่ควรได้พกพา หรือถือ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)   เนื่องจาก  “Shouldn’t + have + verb 3” = “ไม่ควรได้ทำเช่นนั้น  แต่ก็ทำ”   ในประโยคข้างบน  “คุณสูญเงินไปหมดแล้ว”  ผู้พูดจึงบอกว่า  “คุณไม่ควรพกเงินไปมากเช่นนั้น”  แต่ก็ได้พกไปแล้ว  และสูญเงินจนหมด  ซึ่งอาจเกิดจากการถูกปล้น หรือถูกขโมย  สำหรับโครงสร้าง  “Should + have + verb 3”   (ควรได้ทำเช่นนั้น  แต่ก็ไม่ได้ทำ)   ดูเพิ่มเติมโครงสร้างทั้ง  ๒  แบบนี้จากประโยคข้างล่าง

               ตัวอย่างที่ ๒

-    A: “You were late for your appointment.”

(คุณมาสายสำหรับการนัดหมาย)

-    B: “I know.  I shouldn’t ________________ so long at the library.”

(ผมทราบ  ผมไม่ควรจะ___________________นานมากที่ห้องสมุด)

(a)   have been staying

(b) have stayed(ได้อยู่, ได้หยุดอยู่)

(c) had stayed

(d) be staying

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจาก   “Shouldn’t have stayed” =  “ไม่ควรได้อยู่  หรือ ไม่ควรได้หยุดอยู่”  แต่ในความเป็นจริง  คือ   ได้อยู่  หรือ   ได้หยุดอยู่ที่ห้องสมุดเป็นเวลานาน   ทำให้มาสายในการนัดหมาย   สำหรับ “Should (= ought to) + have + Verb 3”  “ควรได้ทำ.......... ในอดีต”  แต่ก็มิได้ทำ  ดังประโยคข้างล่าง  

                   ตัวอย่างที่ ๓

-       I’m very sorry.  I should ________________ him a birthday present, but I did not.

(ผมเสียใจมาก  ผมควร ____________________ ของขวัญวันเกิดไปให้เขา)

(a) send

(b)be sending

 (c) have sent    (ได้ส่งไปแล้ว)

(d) sent

ตอบข้อ   (c)  “Should (ought to) + Verb 1” =“ควรทำ...........ในปัจจุบัน หรืออนาคต”  ส่วน  “Should (ought to) + Have + Verb 3” =  “ควรได้ทำ..........ไปแล้วในอดีต”   (แต่ก็ไม่ได้ทำ)    สำหรับความหมายของประโยคข้างบน  คือ  “ผมเสียใจมาก   ผมควรจะได้ส่งของขวัญวันเกิดไปให้เขาแล้ว  แต่ผมก็ไม่ได้ส่ง”  ตัวอย่างอื่นๆ เช่น

-  You should study harder next term.

(คุณควรขยันเรียนมากขึ้นเทอมหน้า)  (เป็นอนาคต)

- He should propose to her now.

(เขาควรขอแต่งงานกับเธอในตอนนี้)  (เป็นปัจจุบัน)

The workers should not have made a strike last month.

(คนงานไม่ควรนัดหยุดงานเมื่อเดือนที่แล้ว)  (แต่ก็นัดหยุดงาน  และเกิดความเสียหายมากมาย)  (เป็นอดีต)

               ตัวอย่างที่ ๔

- You ought _______________ for her last night.

(คุณควรจะ ______________________ เธอเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a) wait

(b) to wait

(c) to have waited     (ได้รอคอย)

(d) have waited

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Ought + to + Verb 1” (= Should + Verb 1) (= ควรที่จะมีความหมายเป็นปัจจุบันและอนาคต  ว่าควรทำเช่นนั้นเช่นนี้  แต่ถ้าต้องการบอกว่า   “ควรทำในอดีต”  (แต่ก็ไม่ได้ทำ)    เช่น ประโยคข้างบน    มีความหมายว่า  “คุณควรที่จะได้รอคอยเธอเมื่อคืนนี้”  (แต่ในความเป็นจริงคือ  “คุณมิได้รอเธอ”)   ซึ่งจะต้องใช้โครงสร้าง  “Ought to (= should) + have + Verb 3”    ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

          - I ought to (= should) have told you the truth last year.

(ผมควรที่จะได้บอกความจริงแก่คุณเมื่อปีที่แล้ว  -  แต่ก็ไม่ได้บอก)

          - She ought to (= should) have applied for that highly paid job (last month).

(เธอควรที่จะได้สมัครงานเงินเดือนสูงนั้น  –  เมื่อเดือนที่แล้ว  –  แต่ก็ไม่ได้สมัคร)

           - They ought to (= should) have visited their mother before she  died.

(พวกเขาควรที่จะได้ไปเยี่ยมแม่ของตัวเองก่อนที่เธอตาย  -  แต่ก็มิได้ไปเยี่ยม)

                    จงเปรียบเทียบกับ  “Must + Have + Verb 3”   (จะต้องได้ทำไปแล้ว,  คงได้ทำลงไปแล้ว)   จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                 ตัวอย่างที่ ๕

-  What terrible coffee!  She ________________ it with cold water.

(กาแฟน่ากลัว  (เฮงซวย –ห่วยแตก) อะไรเช่นนี้  เธอ _________________มัน(กาแฟ) ด้วยน้ำเย็น)

(a) had to make   (จำเป็นต้องชง)  (เป็น “Past simple tense”)

(b) must make    (จะต้องชง)

(c) had had to make    (จำเป็นต้องชง)  (เป็น “Past perfect tense”)

(d) must have made    (จะต้องได้ชง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจาก  “Must + Verb 1” =  “จะต้องทำในปัจจุบันหรืออนาคต”  ส่วน “Must + Have + Verb 3” =  “จะต้องได้ทำลงไปแล้วในอดีต”  สำหรับประโยคข้างบน   เหตุการณ์ได้เกิดผ่านไปแล้ว   โดยสังเกตจากข้อความที่ผู้พูดบอกว่า  “กาแฟเฮงซวยฯ”   ดังนั้น    “คนชงฯ คงจะต้องใส่น้ำเย็นลงไปแล้ว”  เป็นการคาดการณ์หรือเดา   ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

             - He must work harder to pass the exam.

(เขาต้องขยันเรียนมากขึ้นเพื่อที่จะสอบผ่าน  -  เป็นเรื่องของปัจจุบัน หรืออนาคต  คือต้องขยันในตอนนี้ หรือในอนาคต)

            - He looks very excited.  He must have passed the exam.

(เขามีท่าทางตื่นเต้นมาก  เขาคงจะได้สอบผ่านแล้ว(เป็นอดีต)  -  คือ เพิ่งมีการประกาศผลสอบ  และเห็นเขามีท่าทางตื่นเต้น  เดาว่าเขาคงจะสอบผ่านแล้ว)

              - She has bought a new house.  She must have won the first prize in lottery.

(เธอได้ซื้อบ้านหลังใหม่  เธอคงจะต้องถูกล๊อตเตอรี่รางวัลที่ ๑ไปแล้ว (เป็นอดีต)  -  เป็นการคาดการณ์เหตุการณ์ในอดีต  ว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างแน่นอน  โดยดูจากเหตุการณ์แวดล้อม)

8. Robert was made _______________ of the Handicap Society.

(โรเบิร์ตได้รับการแต่งตั้ง (ถูกแต่งตั้ง) ให้เป็น __________________ ของสมาคมคนพิการ)

(a) a President

(b) President    (ประธาน)

(c) the President

(d) an President

ตอบ   -   ข้อ   (b)   โครงสร้างแบบนี้  ไม่ต้องใช้   “Article”  (A, An, The)

9. The storm prevented me _______________ here last night.

(พายุขัดขวางผม ______________________ ที่นี่เมื่อคืนนี้)

(a) to come

(b) in coming

(c) so I couldn’t come

(d) from coming    (จากการมา)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เป็นไปตามโครงสร้าง   “Subject + prevent + someone + from + verb + ing + something”   (ประธานขัดขวางใครจากการทำอะไรบางอย่าง  คือ  ประธานขัดขวางใครมิให้ทำอะไร)   ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                ตัวอย่างที่ ๑

-         What prevented you _________________?

(อะไรขัดขวางคุณ _______________________ )

(a) to come late

(b) not to come earlier

(c) from coming earlier     (จากการมาแต่เนิ่นๆกว่านี้-  คือมาเร็วกว่านี้)

(d) that you couldn’t come earlier

ตอบ   -   ข้อ  (c)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง   “Subject + prevent + someone + from + doing + something” (Active voice) (ประธานฯ ขัดขวางใครจากการทำอะไร)หรือ  “Subject + verb to be (is, am, are, was, were) + prevented + from + doing + something” (Passive voice(ประธานฯ ถูกขัดขวางจากการทำอะไร)   ในกรณีของประโยคข้างบน   อยู่ในรูป  “Active voice”  (เนื่องจากประธานฯ (What)  เป็นผู้ขัดขวาง “คุณ” จากการมาถึงแต่เนิ่นๆกว่านี้)

                 สำหรับการใช้ในรูป  “Passive voice”ดูจากประโยคข้างล่าง

                   ตัวอย่างที่ ๒

-         I had meant to call on you, but was prevented ______________.

(ผมต้องการแวะมาเยี่ยมคุณ  แต่ถูกขัดขวาง _____________________ )

(a) to do so

(b) not to do so

(c) from doing so    (จากการกระทำดังกล่าว)

(d) in doing so

ตอบ   -   ข้อ  (c)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + verb to be (is, am, are, was, were) + prevented + from + doing + something” (Passive voice(ประธานฯ ถูกขัดขวางจากการทำอะไร)   ในกรณีของประโยคข้างบน    ประธานฯ (ผม)  ถูกขัดขวาง (ด้วยเหตุผลบางประการ)   มิให้แวะมาเยี่ยมคุณได้)

10. Beethoven was famous especially _____________ his piano playing , but he was also  a composer.

(บีโธเฟ่นมีชื่อเสียงเป็นพิเศษ _____________________ การเล่นเปียโนของเขา  แต่เขาก็เป็นนักประพันธ์เพลงหรือดนตรีด้วย)

(a) in

(b) as

(c) for    (ในเรื่อง, ในด้าน, สำหรับ)

(d) by

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Famous for” =  “มีชื่อเสียงในเรื่อง หรือในด้าน”  ส่วน   “Famous as” =  “มีชื่อเสียงในฐานะ”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

         - Chiangmai is famous for the hospitality of its people.

(เชียงใหม่มีชื่อเสียงในเรื่องความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของผู้คน)

        - President Abraham Lincoln was famous for his integrity.

(ประธานาธิบดีอับราฮัม  ลิงคอล์น  มีชื่อเสียงในด้านความซื่อสัตย์สุจริตและคุณธรรม)

       - John is famous as a competent doctor.

(จอห์นมีชื่อเสียงในฐานะแพทย์ผู้มีความสามารถ)

        - Thailand is famous as a country of smiling people.

(ประเทศไทยมีชื่อเสียงในฐานะประเทศที่มีผู้คนยิ้มแย้ม)

-         Thailand is famous for its smiling people.     

(ประเทศไทยมีชื่อเสียงในเรื่องผู้คนยิ้มแย้ม)

11. Sandra looked _________________ at her husband.

(แซนดร้าจ้องมองสามีของเธอ ____________________ )

(a) anger    (ความโกรธ)  (เป็นคำนาม)

(b) angry    (โกรธ)  (เป็นคำคุณศัพท์) 

(c) angrily    (อย่างโกรธเคือง)  (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(d) anxious    (วิตกกังวล)  (เป็นคำคุณศัพท์)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากขยายคำกริยา  (Looked)  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  Look at หมายถึง  “จ้องมอง”   อย่างไรก็ตาม  เมื่อใช้   “Look”(ไม่มี  “At” )  ในความหมาย  “มีลักษณะ, มีท่าทาง, มีอาการ”  (คือ Look เป็น Linking verb)  ต้องตามด้วยคำคุณศัพท์  เช่น

- She looked angry this morning.

(เธอมีท่าทางโกรธเมื่อเช้านี้)

         - He looked sad after his wife’s death.

(เขามีอาการเศร้า  หลังจากภรรยาตาย)

         - The girls look very nice in those dresses.

(เด็กผู้หญิงพวกนั้นดู (มีท่าทาง) ดีมาก (สวยมาก) ในชุดที่สวมอยู่)

                        สำหรับคำกริยาประเภทเดียวกับ   “Look” (Linking verb) ดูจากประโยคข้างล่าง

                       ตัวอย่างที่ ๑

-        Let us _______________ for a moment.

(พวกเราจง _____________________ สักชั่วครู่ชั่วยาม)

(a) keep quietly

(b) be quite

(c) keep quietness

(d) keep quiet    (ไม่ปริปาก, เงียบเข้าไว้)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก   “Keep + Adjective”ดูเพิ่มเติมคำกริยาประเภทเดียวกับ  “Keep”  ในประโยคข้างล่าง

               ตัวอย่างที่ ๒

-  I ________________ about his ability to do the work.

(ผม _____________________ เกี่ยวกับความสามารถของเขาในการทำงาน)

(a) feel doubt

(b) have doubtful

(c) am wondered

(d) feel doubtful   (รู้สึกไม่แน่ใจ-ไม่มั่นใจ-สงสัย)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “Feel + Adjective” สำหรับโครงสร้างอื่นๆ ที่สามารถใช้ได้เช่นกัน  ได้แก่  “I have (a) doubt about………”  (ผมมีข้อสงสัย-กังขา เกี่ยวกับ......) และ “I wonder about…………” (ผมรู้สึกกังขา-สงสัย เกี่ยวกับ..........)สำหรับกริยาตัวอื่นๆ ที่ใช้แบบเดียวกับ  “Feel”ดูจากประโยคข้างล่าง

                ตัวอย่างที่ ๓

-    Everything looks __________________.

(ทุกสิ่งทุกอย่างมีลักษณะ _______________________)

(a) differently

(b) different    (แตกต่าง  -  ไปจากเดิม)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) difference    (ความแตกต่าง)  (เป็นคำนาม)

(d) differ    (แตกต่าง)  (เป็นคำกริยา)

ตอบ   -   ข้อ  (b)เนื่องจาก  “Look” (ในที่นี้เป็น  “Linking Verb”มีความหมายว่า “มีลักษณะ, มีท่าทาง”)  ต้องตามด้วยคำคุณศัพท์(Adjective)มิใช่กริยาวิเศษณ์ (Adverb)

                  ตัวอย่างที่ ๔

-    One who does good feels _______________.

(บุคคลผู้ซึ่งทำดี  รู้สึก ___________________)

(a) happily    (อย่างมีความสุข)  (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(b) happy    (มีความสุข)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) happiness    (ความสุข)  (เป็นคำนาม)

(d) more happily

ตอบ  -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “Feel + Adjective”เช่น  Happy, Quick, Slow, Careful)   มิใช่   “Adverb”   เช่น   Happily, Quickly, Slowly, Carefully)

                     ตัวอย่างที่ ๕

-    The air in that spot smells _________________.

(อากาศตรงบริเวณนั้นมีกลิ่น _____________________ )

(a) sweetness    (ความสดชื่น, ความหวาน, ความไพเราะ, ฯลฯ)  (เป็นคำนาม)

(b) sweetly    (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(c) sweet    (สดชื่น, หวาน, มีรสหวาน, มีรสดี, สด, ไพเราะ, มีกลิ่นดี, หอม, น่าพอใจ, งดงาม)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(d) sweeten    (ทำให้หวาน-หอม-อ่อนนิ่ม-เป็นกรดน้อยลง, หวานขึ้น, หอมขึ้น, ไพเราะขึ้น, นิ่มนวลขึ้น, กลมกล่อมขึ้น)  (เป็นคำกริยา)

ตอบ     -     ข้อ   (c)   เนื่องจาก    “Smell + Adjective”

                 ตัวอย่างที่ ๖  {จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จากข้อ  (๑) – (๔)}

(1) When compared with its (2) graceful manner in the water, a penguin’s progress (3) on land seems (4) awkwardness.

(เมื่อเปรียบเทียบกับกริยาท่าทางที่งามสง่าของมันในน้ำ  การก้าวเดินไปข้างหน้าของนกเพ็นกวินบนบก  ดูเหมือนว่าจะงุ่มง่าม-เชื่องช้า-เก้งก้าง)

ตอบ   -   ข้อ  ๔   แก้เป็น  “awkward”เนื่องจาก  “Seem + Adjective

                    ตัวอย่างที่ ๗

-  I saw the coach on the field after the game, and he seemed ________________.

(ผมเห็นผู้ฝึกสอนที่สนามหลังการแข่งขัน  และเขาดูเหมือนว่า _____________ )

(a)   real angry

(b)  angrily

(c)   anger

(d)  angry    (โกรธ)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Seem + Adjective”  (หรืออาจตอบ  “really angry”  (โกรธอย่างแท้จริง)   ก็ได้)   เนื่องจากหลังกลุ่มคำกริยาต่อไปนี้  (Look, Feel,  Become,  Grow,  Get,  Seem,  Appear, Taste,  Prove,  Sound, Remain,  Turn)  แม้จะไม่ต้องมีกรรมมารับโดยตรง  แต่ก็ต้องอาศัยคำหรือกลุ่มคำอื่นมาช่วยขยายตามหลังมัน  เพื่อให้ได้ใจความชัดเจนขึ้น  คำที่มาขยายคำกริยาเหล่านี้มิได้เป็นกรรม  (Object)  แต่มาช่วยทำให้กริยามีความหมายดีขึ้น หรือทำให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์  คำที่ตามหลังคำกริยาประเภทนี้   จะอยู่ในรูปคำ คุณศัพท์  (Adjective)  เท่านั้น    มิใช่คำกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ทั้งนี้  เราเรียกส่วนขยายคำกริยาพวกนี้ว่า “Subjective Complement”  หมายถึง  “ตัวขยายอกรรมกริยา  เพื่อให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์”  และเรียกกริยาประเภทนี้ว่า  “Linking Verb”  คือช่วยเชื่อมระหว่าง ประธานของประโยค  และ ส่วนที่มาขยายคำกริยา  เพื่อทำให้ประโยคมีใจความสมบูรณ์    ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

            - She felt good after a long sleep.

  (เธอรู้สึกสบายดีหลังจากนอนหลับยาว)

            - He looked happy when his friends came to see him.

  (เขาดูท่าทีมีความสุข  เมื่อเพื่อนมาเยี่ยม)

            - The milk in that glass tasted sour.

  (นมในแก้วใบนั้นมีรสเปรี้ยว)

            - They seem tired after a hard day’s work.

(พวกเขาดูเหมือนเหนื่อย  หลังจากทำงานตรากตรำมาทั้งวัน)

สรุป      -      คำที่ตามหลังคำกริยาจำพวก  “Linking verb ได้แก่be (is, am, are, was, were)  (เป็น, อยู่, คือ),  become,  seem  (ดูเหมือนว่า), appear (มีลักษณะท่าทาง), feel  (รู้สึก),  get,  grow, keep,  look  (มีท่าทาง),  smell  (มีกลิ่น)sound,  taste  (มีรสชาติ)turn  (กลายเป็น)   จะต้องเป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  เสมอ   เช่น

-        Tom became rich.   (ทอมร่ำรวยขึ้นมา)

-        Ann seems happy. (แอนดูเหมือนว่าจะมีความสุข)

-         Jim felt cold.(จิมรู้สึกหนาว)

-        He got/grew impatient.   (เขารู้สึกกระวนกระวาย)

-        The idea sounds interesting(ความคิดนี้ดูน่าสนใจ)

-        She looked calm(เธอมีอาการสงบ)

-        He turned pale.   (เขาตัวซีด หรือหน้าซีด)

-        The soup tasted sweet.   (ซุปมีรสหวาน)

-        She kept calm and said nothing.(เธอนิ่งเงียบและไม่พูดอะไร)

12. Last week we had _______________ warm day.

(สัปดาห์ที่แล้ว  เรามีวันที่อากาศอบอุ่น _____________________ )

(a) real    (จริง, แท้จริง)

(b) a real

(c) a really    (จริงๆ, อย่างแท้จริง)

(d) really

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ขยายคำคุณศัพท์  (Warm) จึงต้องอยู่ในรูปกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  และต้องมี    “A”   ด้วย    เนื่องจาก    “Day”   เป็นนามเอกพจน์  นับได้  จะอยู่ลอยๆไม่ได้

13. I have used both models, and I prefer _______________.

(ผมใช้มาทั้ง  ๒  แบบแล้ว  และผมชอบ ___________________)

(a) the newer   (แบบที่ใหม่กว่า)

(b) the newest    (แบบที่ใหม่ที่สุด)

(c) new one

(d) newest

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)   ระหว่างของ  ๒  สิ่ง  และต้องมี  “The”   เนื่องจากเป็นการชี้เฉพาะ  ระหว่าง  “แบบที่ใหม่กว่า   และแบบที่เก่ากว่ากัน

14. Does your child still _______________ down for a nap after lunch?

(ลูกของคุณยังคง ___________________ ลงเพื่องีบหลับ  (นอนช่วงเวลาสั้นๆ) หลังอาหารกลางวัน  หรือเปล่า)

(a) lay    (วางลง, ออกไข่)  (Lay,  Laid,  Laid)  (ต้องมีกรรมมารับข้างท้าย)

(b) lie    (นอน)  (กริยา  ๓  ช่อง คือ  Lie,  Lay,  Lain)  (ไม่ต้องมีกรรมมารับข้างท้าย)

(c) lain

(d) lying

ตอบ   -   ข้อ   (b)    เมื่อเป็นประโยคคำถาม  ใช้   “Does” ช่วย   กริยาแท้  (Lie)  ต้องกลับไปเป็นช่องที่  ๑  (Infinitive without to)

15. I _______________ in Bangkok for 3 years when you return from Canada.

(ผม __________________ ในกรุงเทพฯ เป็นเวลา  ๓  ปี  เมื่อคุณกลับมาจากแคนาดา)

(a) have lived

(b) have been living

(c) shall live

(d) shall have been living    (จะได้กำลังอาศัยอยู่)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นการพูดถึงเหตุการณ์ในอนาคต  ว่า  เมื่อถึงเวลานั้นๆในอนาคต  อีกเหตุการณ์หนึ่งคงจะได้เกิดขึ้นแล้ว  (ใช้ Present perfect tense -  Subject + has (have) + verb 3)  หรือ  จะได้กำลังเกิดขึ้นแล้ว  (ใช้  Present perfect continuous tense -  Subject + has (have) + been + verb + ing )  (คือในกรณีของประโยคข้างบน)   สำหรับข้อนี้   อาจตอบว่า  “Shall have lived”   ก็ได้เช่นกัน 

16. I am now very old.  I’m sure I _______________ by the end of this year.

(ผมแก่มากในขณะนี้  ผมมั่นใจว่า  ผม ___________________ ในตอนสิ้นปีนี้)

(a) am dying

(b) die

(c) have died

(d) shall have died    (จะได้ตายไปแล้ว)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  ดูอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                  ตัวอย่างที่ ๑

-   By the year 2095 all of us _________________.

(ในปี –  หรือราวๆปี  -  ๒๐๙๕  พวกเราทุกคน __________________ )

(a) will die

(b) will have died    (จะได้ตายไปแล้ว)

(c) will be dying

(d) may have died

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง   “Future perfect tense”  {Subject + will (shall) + have + Verb 3}  ซึ่งใช้ใน  ๓  กรณี  คือ

๑.   ใช้กับเหตุการณ์  ๒  เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นไม่พร้อมกันในอนาคต  ซึ่งขณะที่พูดเป็นเพียงคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าว่า  ถ้าถึงเวลานั้นแล้ว  เหตุการณ์อันหนึ่งจะได้เกิดขึ้น (เสร็จ) สมบูรณ์อยู่ก่อนแล้ว  จึงมีเหตุการณ์ที่  ๒  เกิดขึ้นตามมา  โดยมีโครงสร้างประโยค  ดังนี้

-         เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อน  ใช้  “Future perfect tense

{Subject + will (shall) + have + Verb 3}

-         เหตุการณ์ที่เกิดทีหลัง  ใช้  “Present simple tense

(Subject + Verb 1)

-         The match will have started before we reach the stadium.

(การแข่งขัน (คง) จะได้เริ่มต้นไปแล้ว  ก่อนที่เราจะไปถึงสนามกีฬา)  (เป็นการคาดการณ์เหตุการณ์ในอนาคต  เช่น เย็นวันนี้  หรือ เที่ยงวันพรุ่งนี้  ว่า  การแข่งขันคงจะได้เริ่มไปแล้ว  ก่อนที่เราไปถึงสนาม  เหตุการณ์แรก  (การแข่งขันเริ่มต้น)  เกิดก่อน  จึงใช้  “Future perfect tense”   ส่วน  “เราไปถึงสนาม”  เกิดทีหลัง  จึงใช้  “Present simple tense”)

     - We will have left home when the party begins tomorrow.

(เราคงจะได้ออกจากบ้านไปแล้ว  เมื่องานเลี้ยงเริ่มต้นวันพรุ่งนี้)  (ออกจากบ้าน  เกิดขึ้นก่อน  จึงใช้   “Future perfect tense”  ส่วน “งานเลี้ยงเริ่มต้น”  เกิดทีหลัง  จึงใช้  “Present simple tense)

            ๒. ใช้กับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต  ณ เวลาใดเวลาหนึ่งตามที่ระบุไว้อย่างชัดเจนในประโยค  โดยวลีที่บอกเวลาในอนาคตดังกล่าว  มักนำหน้าด้วย   “By”  เช่น   “By 2030” (ในปี  หรือ ราวๆปี  ๒๐๓๐), By the year 2095, By tomorrow, By next week (month, year), By the end of September, By next winter, By this time tomorrow (ราวๆเวลานี้ของวันพรุ่งนี้), By the time I graduate next year  (ราวๆเวลาที่ผมเรียนจบปีหน้า),  เช่น

             - We shall have graduated by the end of this year.

(เราคงจะได้เรียบจบไปแล้ว  ในตอนปลาย (หรือราวๆปลาย) ปีนี้)

           - I will have finished my work by this time tomorrow.

(ผมคงจะได้ทำงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว  ในเวลานี้  (หรือราวๆเวลานี้) ของวันพรุ่งนี้)

          - They will have moved into a new house by next April.

(พวกเขาคงจะได้ย้ายเข้าไปอยู่บ้านหลังใหม่แล้ว  ในเดือน (หรือราวๆเดือน) เมษายนปีหน้า)

          - By the end of this month, we will have lived here for 10 years.

 (ในปลาย (หรือราวๆปลาย) เดือนนี้  เราจะได้อาศัยอยู่ที่นี่ (ครบ)  ๑๐ ปีแล้ว)

            ๓. ใช้พูดเพื่อแสดงความสงสัยว่า  “คงจะได้เกิดเหตุการณ์อย่างนั้นอย่างนี้ขึ้นแล้ว”  เช่น

             - I think you will have heard that she is going to divorce her husband next month.

(ผมคิดว่า  คุณคงจะได้ยินแล้วนะว่า  เธอจะหย่าร้างกับสามีในเดือนหน้า)

            - It is six o’clock.  They will have arrived home by now.

(ตอนนี้  ๖  โมงแล้ว  พวกเขาคงจะกลับถึงบ้านแล้วขณะนี้)

             - She will have slept now because she is very tired.

(เธอคงจะได้หลับไปแล้วขณะนี้  เพราะว่าเธอเหนื่อยมาก)

            - They will (must) have gone out as the door is locked.

(พวกเขาคงจะออกไปข้างนอกกันแล้ว  เพราะว่าประตูล๊อก)

17. I don’t mind _______________ to bed early, but I don’t like to get up early.

(ผมไม่รังเกียจ ____________________ นอนแต่หัวค่ำ  แต่ผมไม่ชอบตื่นแต่เช้าตรู่)

(a) go

(b) to go

(c) going    (ไป, เข้า)

(d) gone

ตอบ   -   ข้อ    (c)  “Mind + Verb + ing” สำหรับคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Gerund”  (Verb + ing)  ดูจากประโยคข้างล่าง

                  ตัวอย่างที่ ๑

-   He keeps _______________ the most outrageous things.

(เขา ___________________ ไม่หยุด (ต่อไปเรื่อยๆ) ในสิ่งต่างๆ ที่ทำให้เจ็บแค้นใจ (หรือ เกะกะระราน, รุนแรง) มากที่สุด)

(a) to say

(b) say

(c) saying    (พูด)

(d) having said

ตอบ   -   ข้อ  (c)  กริยา  “Keep” =  (.........ต่อไปเรื่อยๆ, ไม่ยอมหยุด)  ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  เช่น  (Keep walking  (เดินต่อไปเรื่อยๆ), Keep reading  (อ่านหนังสือไปเรื่อยๆ),  Keep talking  (คุยไปเรื่อย  ไม่ยอมหยุด)  

                ตัวอย่างที่ ๒

-       Instead of playing as a small boy, he enjoyed nothing _______________ the farm machines.

(แทนที่จะเล่นเหมือนเด็กเล็กๆ  เขามิได้สนุกเพลิดเพลินกับอะไร _____________ เครื่องจักรกลในไร่นา)

(a)   more to fix

(b)  more than fix

(c) more than fixing   (มากไปกว่าการซ่อมแซม)

(d) more than having fixed

ตอบ   -   ข้อ  (c)   เนื่องจาก   {Enjoy + (nothing more than) + Verb + ing  (Fixing)} 

                ตัวอย่างที่ ๓

-         I can’t help __________________ him in spite of his faults.

(ผมอดไม่ได้ที่จะ ______________________ เขา  ทั้งๆที่เขามีข้อผิดพลาด)

(a) admire

(b) admired

(c) admiring   (ยกย่อง, ชื่นชม)

(d) to admire

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “Can’t help + Verb + ing” สำหรับคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  ได้แก่  “Feel like”  (อยาก, ต้องการ)“Avoid”  (หลีกเลี่ยง),  “Consider” (พิจารณา),  “Suggest”  (แนะนำ),  “Enjoy” (สนุกสนาน),  “Finish”  (ทำเสร็จ),  “Keep  หรือ  Keep on”  (ทำต่อไป),  “Go on”  (ทำต่อไป),  “Insist on”  (ยืนกราน),  “Object to”  (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วย),  “Put off”  (เลื่อน, ผัดไป),  “Be opposed to”  (คัดค้าน)“  Appreciate”  (ยกย่อง, เห็นคุณค่า),  “Allow” (อนุญาต), “Permit” (อนุญาต), “Postpone”  (เลื่อนออกไป), Practice”  (ฝึกหัด, ฝึกซ้อม),  “Prohibit”  (ห้าม),   Mind”  (รังเกียจ), “Deny” (ปฏิเสธ),  “Resist”  (ยับยั้ง, ระงับ), “Recall”  (นึกได้, ระลึกได้)“Resent”  (ไม่ชอบ, ไม่พอใจ), “Cannot stand”  (ทนไม่ได้)“Admit” (ยอมรับ),  “Delay” (ประวิงเวลา), “Confess”  (สารภาพ)“Imagine”  (นึกคิด, จินตนาการ)“Cannot help”  (อดไม่ได้, ช่วยไม่ได้),  “Excuse”  (ให้อภัย), “Forgive” (ให้อภัย), “Dislike”  (ไม่ชอบ),  “Miss”  (พลาดโอกาส)“Discuss”  (ประชุมปรึกษาหารือ, อภิปราย, สาธยาย)    ตัวอย่างประโยค   เช่น

-        She enjoys reading novels.    (เธอสนุกสนานกับการอ่านนวนิยาย)

-        I cannot stand listening to his complaints any more.   (ผมทนการฟังข้อร้องเรียนของเขาไม่ไหวต่อไปอีกแล้ว)

-        We could not avoid meeting him.    (เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงการพบกับเขา)

-        They enjoyed listening to music.   (พวกเขาสนุกกับการฟังดนตรี)

-         She dislikes talking a lot.   (เธอไม่ชอบการพูดมาก)

-        Jim finished writing a report last night.   (จิมเสร็จสิ้นการเขียนรายงานเมื่อคืนที่ผ่านมา)

-        The man admitted taking the bicycle.   (นายคนนั้นยอมรับว่าเอารถจักรยานไป)

-        She is sorry that she missed meeting you.   (เธอเสียใจว่าเธอพลาดโอกาสการได้พบคุณ)

-        They practice speaking French every day.   (พวกเขาฝึกซ้อมการพูดภาษาฝรั่งเศสทุกวัน)

-        We consider buying a new home.   (เราพิจารณาจะซื้อบ้านหลังใหม่)

-         They allow smoking in this room.   (เขาอนุญาตให้สูบบุหรี่ในห้องนี้ได้)

-        Do you mind opening the window?   (คุณรังเกียจที่จะเปิดหน้าต่างไหมครับ)

-        The teacher suggested working harder. (ครูแนะนำ   (นักเรียน) ให้ขยันมากขึ้น)

                   สำหรับคำคุณศัพท์และวลีที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  ดูจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                    ตัวอย่างที่ ๔

-  Victor’s car was too badly damaged to be worth ________

__________________.

(รถยนต์ของวิคเตอร์ได้รับความเสียหายมากจนเกินกว่าที่จะคุ้มค่า ____________ )

(a) repaired

(b) repair

(c) to repair

(d) repairing   (การซ่อมแซม)

(e) to be repaired

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “To be worth  (คุ้มค่า, ควรค่า) + Verb + ing”  ทั้งนี้   มีคำคุณศัพท์  ๒  ตัว  ที่ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  คือ Worth”  (คุ้มค่า, ควรค่า)  และ “Busy” (ยุ่งอยู่กับ)  ดังประโยคข้างล่าง

-         She was busy reading in the library. 

(เธอยุ่งอยู่กับการอ่านหนังสือในห้องสมุด)

-         They are busy preparing for the party.

(พวกเขายุ่งอยู่กับการเตรียมงานเลี้ยง)

-         Lots of things in this shop are worth buying.

(หลายสิ่งในร้านนี้ควรค่า (คุ้มค่า) ต่อการซื้อ)

-         These newspapers are not worth reading.

(หนังสือพิมพ์เหล่านี้ไม่ควรค่าต่อการอ่าน)

                    นอกจากนั้น  ยังมีอีก  ๒  วลี ที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  คือ  “It is no good”  (ไม่ดีที่จะ)  และ  “It is no use”  (ไม่มีประโยชน์ที่จะ)   เช่น

                - It’s no good crying like a baby.

(ไม่ดีเลยที่จะร้องไห้เหมือนเด็ก)

               - It’s no use talking to him.

(ไม่มีประโยชน์ที่จะคุยกับเขา)

18. Since the weather was bad, ______________ people came.

(เพราะว่าอากาศเลว  ผู้คน ____________________ มา  -  ดูการแข่งขัน, เที่ยวในงานแสดงสินค้า ฯลฯ)

(a) little     (น้อยมาก  จนแทบไม่มีเลย)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

(b) a little     (น้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

(c) few    (น้อยมาก  จนแทบไม่มีเลย)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)

(d) a few    (น้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากข้อความในประโยคเป็น  “ลบ”  (อากาศเลว)  คนจึงมากันน้อยมาก  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                  ตัวอย่างที่ ๑

-  There are _______________ apples left.  Let’s have them for dessert.

(มีแอปเปิ้ลเหลืออยู่ _____________________พวกเรามากินมันเป็นของหวานกันเถอะ)

(a) little   (น้อย)  (จนแทบไม่มีเลย – ความหมายเป็นไปในทางลบ)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้ – เอกพจน์เสมอ)

(b) a little   (น้อย)  (แต่พอมีอยู่บ้าง – ความหมายเป็นไปในทางบวก)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้ – เอกพจน์เสมอ)

(c) few   (น้อย) (จนแทบไม่มีเลย – ความหมายเป็นไปในทางลบ)  (ใช้กับคำนามนับได้พหูพจน์)

(d) a few    (น้อย, เล็กน้อย)  (แต่พอมีอยู่บ้าง –  ความหมายเป็นไปในทางบวก)  (ใช้กับคำนามนับได้พหูพจน์)

(e) the few    (น้อย  ใช้แสดงการเน้นจำนวนที่เหลือจากจำนวนทั้งหมดที่ได้กล่าวไปแล้ว)(ใช้กับคำนามพหูพจน์)

(f) very few(น้อยมากๆ)  (ใช้กับคำนามพหูพจน์)

ตอบ  -  ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องการบอกว่า  “มีแอปเปิ้ลเหลืออยู่บ้าง  จึงชวนกันกินเป็นของหวาน”  ดังนั้น การจะเลือกข้อใด  จึงต้องดูว่าใช้ขยายคำนามนับได้ (พหูพจน์) (ใช้  “Few”หรือ “A few”)  หรือนับไม่ได้  (เอกพจน์เสมอ)  (ใช้ “Little” หรือ  “A little”)  และดูด้วยว่า  “มีน้อยมาก”  (ใช้ “Few” หรือ “Little” )  หรือ  “พอมีอยู่บ้าง”  (ใช้ “A few” หรือ  “A little”)   ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

           - She has a few friends at school, so she is not lonely.

(เธอมีเพื่อนอยู่บ้างที่โรงเรียน  ดังนั้น  เธอจึงไม่เหงา)

           - She has few friends at school, so she is very lonely.

(เธอมีเพื่อนน้อยมากที่โรงเรียน  ดังนั้น  เธอจึงเหงามาก)

           - I have a little money, so I’ll buy you some coffee.

(ผมพอมีเงินอยู่บ้าง  ดังนั้น  ผมจะเลี้ยงกาแฟคุณ)

           - I have little money, so I can’t lend you some.

(ผมมีเงินน้อยมาก  ดังนั้น  ผมไม่สามารถให้คุณยืมได้)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง   ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้