หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 101)

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. Nick was delighted to be elected _________________.

(นิคมีความยินดี-ปลาบปลื้มที่ได้รับเลือกเป็น ___________________ )

(a) the president

(b) a president

(c) president    (ประธาน, ประธานาธิบดี)

(d) being president

ตอบ   -   ข้อ   (C) ไม่ต้องมี  “Article” (A, The)

2. How tall ______________________!

(_____________________  และสูงอะไรเช่นนั้น)  (คุณช่างสูงเสียจริง) 

(a) you are grown

(b) are you grown

(c) you’ve grown    (คุณช่างโต)
(d) have you grown

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ประโยคอุทาน  ต้องเรียงประโยคแบบบอกเล่า  คือ ประธานอยู่หน้ากริยา  และเมื่อ   “Grow” หมายถึง  “เติบโต”  ต้องใช้ในรูป  “Active voice”  (ในข้อนี้ อยู่ในรูป  “Present perfect tense”)  (จึงไม่เลือก ข้อ  ซึ่งเป็น “Passive voice”)   ดูเพิ่มเติมประโยคอุทานจากตัวอย่าง

                       ตัวอย่างที่ ๑

-       __________________ strong he is!

(เขาช่างแข็งแรง _____________________ )

(a) What

(b) How    (เสียจริง, เสียนี่กระไร, เหลือเกิน)

(c) Very

(d) So

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นประโยคอุทาน  {How + Adjective (Adverb) + Subject + Verb !}

                    ตัวอย่างที่ ๒

- What ________________ that man has !

(ชายคนนั้นช่างมี ________________________ เสียจริง)  (เป็นประโยคอุทาน  แสดงความประหลาดใจ)

(a) long beard

(b) long beards

(c) a long beard    (เครายาว)

(d) the long beard

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Beard”  (เบี๊ยด)  (เครา)  เป็นคำนามนับได้  จึงต้องใช้  “A” นำหน้า

                      ตัวอย่างที่ ๓

-       ________________grand ideas you have!

(คุณช่างมีความคิดที่วิเศษ _________________________ เช่นนี้)

(a) How

(b) What a

(c) What    (อะไร)

(d) Very

ตอบ   -   ข้อ  (c)   เนื่องจากเป็นประโยคอุทาน  และ  “Ideas”  อยู่ในรูปพหูพจน์  จึงไม่ใช้  “What a”   ตัวอย่างอื่นๆ   เช่น

           - What a fool he is! (= What a foolish man he is!)

(เขาช่างเป็นคนโง่เสียจริง –โง่เสียนี่กระไร)

           - What a poor girl she is!

(เธอเป็นเด็กหญิงที่น่าสงสารเสียนี่กระไร)

          - What an amusing movie (s) it is!

(มันช่างเป็นหนังที่สนุกอะไรอย่างนี้)

          -  What beautiful houses they are!

(มันเป็นบ้านที่สวยอะไรเช่นนั้น)

          - What beautiful houses they have!

(พวกเขามีบ้านที่สวยอะไรเช่นนั้น)  

             - What stubborn boys those students are!

(เจ้าเด็กนักเรียนเหล่านั้นช่างดื้อเสียนี่กระไร)

              - How lovely that little girl is!

(เธอเป็นเด็กหญิงตัวน้อยๆที่น่ารักอะไรเช่นนั้น)

             - How clever they are!

(พวกเขาช่างฉลาดเสียจริง)

             - How heavy the storm was!

(พายุช่างจัด (รุนแรง) เสียจัง)

             - How smart our teacher is!

(ครูของเราฉลาดอะไรอย่างนี้)

              - How slowly they walked!

(พวกเขาช่างเดินช้ากันเสียจริง)

-       How efficiently his new secretary did her job!

(เลขาฯ คนใหม่ของเขาช่างทำงานมีประสิทธิภาพอะไรเช่นนั้น)

             - How beautifully she sings!

(เธอช่างร้องเพลงเพราะเสียจริง)

            - How gracefully those young people danced!

(พวกคนหนุ่มสาวเหล่านั้นช่างเต้นรำได้สง่างามเสียจริง)

             What long hair you’ve got !

(เธอช่างมีผมยาวเสียจริง)  (ผมของเธอช่างยาวอะไรเช่นนั้น)

สรุป      - What + a + Adjective + Noun (Singular) + Subject + Verb

(What a beautiful girl she is!)

(เธอเป็นเด็กหญิงที่สวยจัง)

           - What + Adjective + Noun (Plural) + Subject + Verb

(What old houses those people have!)

(คนเหล่าโน้นมีบ้านที่เก่าจัง)

           - How + Adjective + Subject + Verb to be (Is, Are, Was)

(How generous his father was!)

(พ่อของเขาช่างมีใจเอื้อเฟื้อเสียจริง)

           - How + Adverb +Subject +Verb

(How slowly they walked!)

(พวกเขาเดินช้าอะไรเช่นนั้น)

3. We shall start now, __________________?

(เราจะเริ่มกันตอนนี้เลย, _________________ )

(a) shall we

(b) shan’t we    (ใช่ไหม)

(c) shalln’t we    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(d) shall not we    (ในส่วน “Tag”  ต้องใช้รูปย่อเสมอ)

ตอบ   -   ข้อ   (b) รูปปฏิเสธของ  “Shall” (Shall not)   คือ   “Shan’t

4. I’ve been playing tennis for two hours.  I just can’t play _______

________________ .

(ผมได้เล่นเทนนิสติดต่อกันมา  ๒  ชั่วโมงแล้ว  -  จนถึงขณะที่พูด  -  ผมไม่สามารถเล่น ____________________ )

(a)   yet

(b)  already

(c) any more    (ต่อไปอีกแล้ว,  มากกว่านี้อีกแล้ว)

(d) no more    (ใช้ไม่ได้  เพราะจะเป็นปฏิเสธซ้อน  “Can’t”)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ดูเพิ่มเติมการใช้   “Any”   จากประโยคข้างล่าง

                         ตัวอย่างที่ ๑

-    We had hardly ________________ rain last month.

(เราแทบไม่มีฝน _____________________ เลยเมื่อเดือนที่แล้ว)

(a) no

(b) some

(c) any    (ใดๆ)

(d) little

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ใช้   “Any”  ในประโยคปฏิเสธ  คือ  ประโยคที่มี   “Hardly, Scarcely, Rarely, Seldom”   (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ)  หรือ  “Never”  (ไม่เคยเลย)   สำหรับการใช้   “Any”  มีหลักดังนี้  คือ

        ๑. ใช้แสดงจำนวนแทน   “Some”  ในประโยคคำถาม และปฏิเสธ  คือ ใช้เป็นคำคุณศัพท์ขยายนาม  “Any + Noun”    (นับได้ พหูพจน์)  หรือ   “Any + Noun”  (นับไม่ได้  เอกพจน์)  เช่น

               - Are there any students in the classroom?

(มีนักเรียนอยู่ในห้องเรียนบ้างไหม)

           - Is there any water in the well?

(มีน้ำอยู่ในบ่อบ้างไหม)

          - There is not any furniture in the room.

(ไม่มีเฟอร์นิเจอร์อยู่ในห้องเลย)

                และเมื่อใช้   “Any” เป็น   “Pronoun”  คือ อยู่ลอยๆ  ไม่ต้องขยายนาม   “Any”  จะแทนได้ทั้งนามนับได้ พหูพจน์  และนามนับไม่ได้  เอกพจน์  เช่น

           - They wanted some rooms but there weren’t any.

(พวกเขาต้องการห้องพัก  แต่ไม่มีเลย)

         -  We wanted some water but there wasn’t any.

(พวกเราต้องการน้ำ  แต่ไม่มีเลย)

                 อย่างไรก็ดี  สามารถใช้   “Any” ในประโยคบอกเล่าได้  ในกรณีต่อไปนี้

              ๑.๑ มีคำที่มีความหมาย  “ปฏิเสธ” อยู่ในประโยค  เช่น  “Seldom, Rarely, Hardly, Scarcely, Never, Without, Too”  เช่น

          - They had hardly any money.

(พวกเขาแทบจะไม่มีเงินเลย)

          - We could finish the project without any trouble.

(เราสามารถทำโครงการสำเร็จ  โดยปราศจากปัญหาใดๆ)

           - She scarcely received any information from him.

(เธอแทบไม่ได้รับข้อมูลข่าวสารจากเขาเลย)

           - It was too soon to say anything.

(มันเร็วเกินไปที่จะพูดอะไรออกมา)

           - It is too dark to see anything.

(มันมืดเกินไปที่จะมองเห็นอะไรได้)

               ๑.๒ แสดงความสงสัยไม่แน่ใจ  เช่น

             - I wonder whether there is anything you want to tell me.

(ผมสงสัยว่า มีสิ่งใดที่คุณต้องการบอกผมหรือไม่)

          - She wondered whether anyone was there.

(เธอสงสัยว่า มีใครอยู่ที่นั่นหรือไม่)

             ๑.๓ แสดงเงื่อนไข

            - If you find anything wrong, please let me know.

(ถ้าคุณพบสิ่งใดผิด  โปรดบอกให้ผมทราบ)

          - If you have any problem, consult your parents.

(ถ้าคุณมีปัญหาใดๆ  จงปรึกษาพ่อแม่)

         ๒. ใช้ขยายนาม  ในความหมาย  “.............ใดก็ตาม”  (ในกรณีนี้  ไม่สามารถใช้  “Some” แทนได้)

            - I will  give this book to anyone who wants it.

(ผมจะให้หนังสือเล่มนี้แก่ใครก็ตาม  ที่ต้องการมัน)

          - Anyone violating the rules will be punished.

(ใครก็ตามที่ละเมิดกฎระเบียบ  จะถูกลงโทษ)

          - You may come any time you want.

(คุณจะมาเวลาใดก็ได้  ที่คุณต้องการ)

          - Any student can answer this question.

(นักเรียนคนใดๆ  ก็สามารถตอบคำถามนี้ได้)

     ๓. ใช้เป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ซึ่งส่วนใหญ่ขยาย  “Adjective”  หรือ   “Adverb” ขั้นกว่า  เช่น

          - It won’t do any good.

(มันจะไม่ช่วยให้อะไรดีเลย)

        - I couldn’t stand it any longer.

(ผมไม่สามารถทนมันได้ต่อไปอีกแล้ว)

        - He doesn’t know any better.

(เขาไม่ได้รู้ดีกว่า  -  คุณหรือผมหรอก)

        - Nobody in the village will be any wiser.

(ไม่มีใครในหมู่บ้านรู้ดีกว่านี้หรอก)

        - I’m sorry to say that the patient isn’t any better.

(ผมเสียใจที่จะบอกว่า  คนป่วยอาการไม่ดีขึ้นเลย)

5. Will you please measure this piece of cloth to see what ________

_________________?

(คุณจะช่วยกรุณาวัดผ้าผืนนี้ได้ไหม  เพื่อดูซิว่า _________________ เท่าใด )

(a)   wide it is

(b)  wide is it

(c)  the width is    (ความกว้างเป็น)

(d)  is the width

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ในประโยคคำถามที่มีประโยคย่อย  (what the width is) ซึ่งอยู่ในรูป  “Noun clause”  และทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “See”  จะต้องเรียงในรูปบอกเล่า  ที่มีประธานเรียงต่อจาก  “Question word” (What, When, Where, Why, How)  และตามด้วยคำกริยา  (……..what the width is, ……….how wide it is, ……….. how carefully she worked, ………when she arrived, ……….why they left so early  เป็นต้น ทั้งนี้  ในประโยคข้างบน  อาจตอบว่า  “………….to see how wide it is?”  ก็ได้  ดูเพิ่มเติม   “Noun clause”  จากประโยคข้างล่าง

                     ตัวอย่างที่ ๑

-   They sat around worrying about _______________ had gone wrong.

(พวกเขานั่งอยู่รอบๆ (หรือใกล้ๆ)  และวิตกกังวลเกี่ยวกับว่า ________________ ได้ดำเนินไปแบบผิดพลาด)

(a) whether    (หรือไม่)

(b) why

(c) what    (อะไร, สิ่งใด)

(d) that

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “What had gone wrong”   เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมของ  Preposition  “About

                ตัวอย่างที่ ๒

-            My friend would not tell me ______________ for his new car.

(เพื่อนของผมจะไม่บอกผม (ว่า) _____________ สำหรับรถยนต์คันใหม่ของเขา)

(a) how much did he pay

(b) how much he paid   (เขาได้จ่ายเงินไปมากเท่าใด)

(c) how he paid much

(d) how he would pay very much

ตอบ  -  ข้อ   (b)  “how much he paid”  เป็น   “Noun clause” ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของกริยา  “Tell”  (กรรมรอง  คือ “Me”

                   ตัวอย่างที่ ๓

-  I can’t do exactly ______________ you want.

(ผมไม่สามารถทำได้ตรงเป๊ะ หรือได้ตรงเผง _____________________ คุณต้องการ)

(a) like

(b) while

(c) what   (ในสิ่งที่)

(d) that

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “What you want”  (ในสิ่งที่คุณต้องการ)  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Do”  สำหรับประโยคข้างบน   อาจใช้   “As you want”  (ดังที่ หรือ ตามที่คุณต้องการ)  ก็ได้ 

                    ตัวอย่างที่ ๔

-   Did you hear _______________ he said to his wife?

(คุณได้ยิน ______________________ เขาพูดกับภรรยาของเขาหรือไม่)

(a) that

(b) what   (สิ่งที่, เรื่องที่)

(c) when

(d) (No word is needed.)  (ไม่ต้องการคำมาเติม)

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจาก   “what he said to his wife”  เป็น  “Noun clause”   ทำหน้าที่เป็น  “กรรม”  ของกริยา  “Hear”

                      ตัวอย่างที่ ๕

-  She was unable to tell us ________________ house she had gone into by mistake.

(เธอไม่สามารถบอกเรา (ว่า)  บ้านหลังใด ______________ เธอเข้าไปโดยเข้าใจผิด)

(a) what   (อะไร)
(b) where   (ที่ไหน)

(c) that

(d) which   (ที่, ซึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เพราะได้ใจความดีที่สุด   และไม่สามารถใช้ข้อ  (c)  ได้  เนื่องจากข้อความ  “which house she had gone into by mistake”  เป็น “Noun clause”  (ทำหน้าที่เป็น “กรรมตรง” ของกริยา “Tell”  โดยมี “กรรมรอง”  คือ  “Us”)   จึงต้องขึ้นต้นด้วย   “Question word” (What, When, Where, Why, How, Which, etc.)

                       ตัวอย่างที่ ๖

          - I don’t think I’ll buy this dress; it is not ______________ I really want. 

(ผมไม่คิดว่าผมจะซื้อเสื้อผ้าชุดนี้  มันไม่ใช่ _______________ผมต้องการอย่างแท้จริง)

(a) what    (สิ่งที่)

(b) whatever    (อะไรก็ตาม)

(c) that    (ที่, ซึ่ง)

(d) which    (ที่, ซึ่ง)

(e) whom    (ผู้ซึ่ง, ผู้ที่)  (ใช้เป็นกรรม)

ตอบ    -    ข้อ   (a)   เนื่องจาก  “what I really want”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น   “Complement”  (สิ่งที่มาช่วยทำให้สมบูรณ์)   ของ  “Verb to be” (Is) 

                      ตัวอย่างที่ ๗

-   Tell me ________________.

(บอกผมซิว่า _______________________)

(a) what do you want?

(b) you want what

(c) what you want   (คุณต้องการอะไร)

(d) that what you want

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น   “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น  “กรรมตรง” ของกริยา  “Tell”  ทั้งนี้   “Noun clause”  มักขึ้นต้น  (นำหน้า)   ด้วย“Question words” (what, when, where, why, how, how much, how many, how often, who, whom, that, whether, if – หรือไม่(โดยไม่ต้องมี “That”  อยู่ข้างหน้าคำเหล่านี้)   ทั้งนี้   โครงสร้างของ  “Noun clause”  คือQuestion word + Subject + Verb”  (และต้องเรียงคำแบบประโยคบอกเล่า)   สำหรับ  “Noun clause”   ทำหน้าที่ดังนี้  คือ

๑.  เป็นประธานของ  “Verb”  หรือประโยค  เช่น

               - What he wants is a new house.

(สิ่งที่เขาต้องการคือบ้านหลังใหม่)

             - How he did it surprised everyone.

(วิธีการที่เขาทำมัน – หรือ เขาทำมันอย่างไร – ทำให้ทุกคนประหลาดใจ)

             - Where he lives is not known.

(ที่ที่เขาอาศัยอยู่ – หรือ เขาอาศัยอยู่ที่ไหน – ไม่มีใครรู้)

             - Why he killed his wife is a mysterious thing.

(เหตุผลที่ว่าทำไมเขาฆ่าภรรยา  - หรือ ทำไมเขาฆ่าภรรยา – เป็นเรื่องลึกลับ)

            - That he is a smart person is certain.

(ที่ว่าเขาเป็นคนฉลาดเป็นเรื่องแน่นอน)

           - Whether she will come or not is not my business.

(ไม่ว่าเธอจะมาหรือไม่ก็ตาม  ไม่ใช่ธุระของผม)

           ๒. เป็นกรรมของ  “Verb”  หรือประโยค  เช่น

               - I don’t know when he left.

(ผมไม่ทราบว่าเขาจากไปเมื่อใด)

               - She asked me where I lived.

(เธอถามผมว่าผมอาศัยอยู่ที่ไหน)

                - They did what they had promised.

(พวกเขาทำในสิ่งที่ได้ให้สัญญาไว้)

                - We believe that he is innocent.

(เราเชื่อว่าเขาบริสุทธิ์)

                - She did not believe what he told her.

(เธอไม่เชื่อในสิ่งที่เขาบอกเธอ)

                - The police investigated how the bank was robbed.

(ตำรวจสืบสวนวิธีการที่ธนาคารถูกปล้น – หรือ ธนาคารถูกปล้นอย่างไร)

                - I don’t know whether (if) she is happy with her new workplace.

(ผมไม่รู้ว่าเธอมีความสุขกับสถานที่ทำงานแห่งใหม่ของเธอหรือไม่)

             ๓. เป็นกรรมของ “Preposition”   เช่น

               - She is interested in what he says.

(เธอสนใจในสิ่งที่เขาพูด)

                - They believed in what the minister preached.

(พวกเขาศรัทธาในสิ่งที่บาทหลวงเทศน์)

                - We are surprised at how he could do it.

(เราประหลาดใจว่าเขาสามารถทำมันได้อย่างไร)

                - They were satisfied with what she had provided to them.

(พวกเขาพอใจในสิ่งที่เธอได้จัดหาให้กับพวกเขา)

                ๔. เป็น  “Complement”  (สิ่งที่มาช่วยเติมให้สมบูรณ์)  ของ “Verb to be”  เช่น

               - This is what I want.

(นี่คือสิ่งที่ผมต้องการ)

               - That was why he did it.

(นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเขาจึงทำมัน)

               - Ten o’clock was when we started our trip.

(๑๐ โมงเป็นเวลาที่เราเริ่มการเดินทางของเรา)

             ๕. วางไว้ข้างหลังคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่แสดงความรู้สึก  (Sure, Confident,  Happy, Sorry, Grateful, Doubtful, Suspicious, Certain, Delighted,  Delightful,  Anxious,  Worried, etc.) เช่น

               - I am sure that he will arrive here on time.

(ผมมั่นใจว่า  เขาจะมาถึงที่นี่ตรงเวลา)

              - He is sorry that he could not keep his words.

(เขาเสียใจว่า  เขาไม่สามารถรักษาคำพูดได้)

               - They are confident that they will get the job.

(พวกเขามั่นใจว่าพวกเขาจะได้งานทำ)

               - We are anxious that the plane will be delayed for a few hours.

(เราวิตกกังวลว่า  เครื่องบินจะล่าช้าไป ๒ - ๓ ชั่วโมง)

            ๖. ใช้แทนคำนาม  (Noun) ที่มาข้างหน้ามัน  เช่น

              - The fact that he graduated with first-class honor is known to all.

 (ข้อเท็จจริงที่ว่าเขาจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับ  ๑  เป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  (“The fact”  คือ “that he graduated with first-class honor”ดังนั้น“that he graduated with first-class honor” จึงเป็น  “Noun clause”) อย่างไรก็ตาม  ในประโยค  “The fact that (which) he told me is known to all.(ข้อเท็จจริงซึ่งเขาบอกผมเป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  The fact”  ไม่ใช่ “that (หรือ which) he told me”  แต่เป็นสิ่งอื่นต่างหาก  ดังนั้น“that (which) he told me” จึงเป็น  “Adjective clause”  มาขยาย  “the fact

              - The belief that all men are born equal is not held by everyone.

(ความเชื่อที่ว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน   มิได้ยึดถือ (ยอมรับ) กันโดยทุกคน)   (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause”  เนื่องจาก  “The belief”  คือ  “that all men are born equal”  ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกัน)

            - The notion that wealthy men are always happy is rejected by many people. 

(ความคิดที่ว่าคนที่ร่ำรวยมีความสุขเสมอ  ถูกปฏิเสธโดยคนจำนวนมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause”  เนื่องจาก  “The notion”  คือสิ่งเดียวกับ   “that wealthy men are always happy”)

หมายเหตุ   –   จากตัวอย่างข้างบน  ถ้าเป็น  “Noun clause”  จะใช้  “that” (ที่ว่า) นำหน้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น  (ไม่ใช้ “which”)  และ  “that”จะไม่ทำหน้าที่ประธาน หรือกรรม  แต่ถ้าเป็น   “Adjective clause”  จะใช้ “that”หรือ “which”  ก็ได้   (และแปลว่า  “ที่”  หรือ  “ซึ่ง”)  และมันจะทำหน้าที่ประธาน หรือกรรมของอนุประโยค  (Adjective clause)  อย่างใดอย่างหนึ่ง  เช่น

-   The book which (that) is on the table is mine.

(หนังสือซึ่งอยู่บนโต๊ะเป็นของผม)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น   “Adjective clause”  ขยาย  “The book” โดย  “which (that)” ทำหน้าที่เป็นประธานของClause

          -  The book which (that) you gave me is very interesting.

(หนังสือซึ่งคุณให้ผมน่าสนใจอย่างมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Adjective clause”  ขยาย   “The book”  โดย  “which (that)” ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของ  “Clause”   ส่วน “me” เป็นกรรมรอง)

6. I shall leave _______________ Germany tomorrow.

(ผมจะจาก _____________________ เยอรมันนีวันพรุ่งนี้)

(a) to

(b) from

(c) in

(d) for    (ไป)

ตอบ   -   ข้อ    (d)  “Leave for Germany”  =  “จากไปประเทศเยอรมันนี”  (ไม่ใช้ “To”)   ส่วน   “Leave Germany”  =  “ออกจากประเทศเยอรมันนี”  (เพื่อจะไปประเทศอื่น)   อย่าใช้  “Leave from Germany

7. This is my hat, and that is ________________.

(นี่คือหมวกของฉัน  และนั่นคือ ______________________ )

(a) her    (ของเธอ)  (ใช้ขยายหน้าคำนาม)

(b) hers    (ของเธอ  หมายถึง  หมวกของเธอ)

(c) her’s    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(d) hers’    (รูปนี้ไม่มีใช้)  

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Possessive pronoun”  (Hers, His, Mine, Yours, Theirs, Ours, Its)  ใช้ขยายหลัง  “Verb to be”  (Is, Am, Are, Was, Were)  ส่วน   “Possessive adjective” (Her, His, My, Your, Their, Our, Its)  ใช้ขยายหน้าคำนาม

8. You ought not _______________ that again.

(คุณไม่ควร __________________ อย่างนั้นอีก)

(a) do

(b) doing

(c) to do    (ทำ)

(d) to doing

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Ought + to + Verb 1”  =   “ควร...............”   ส่วน  “Ought + Not + to + Verb 1”  “ไม่ควร.............”

-         You ought to study harder.

(คุณควรขยันเรียนให้มากขึ้น)

-         She ought not to come home so late.

(เธอไม่ควรกลับบ้านดึกมากนัก)

9. We came here ____________________.

(เรามาที่นี่ ______________________ )

(a) by horseback

(b) on horseback    (บนหลังม้า)

(c) on a horseback

(d) on the horseback

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ไม่ต้องมี  “Article”  (A, The)

10. It is _______________ a difficult question that we can’t answer it.

(มันเป็นคำถามที่ยาก __________________ จนกระทั่งเราไม่สามารถตอบมัน)

(a) so

(b) such    (มาก)

(c) quite

(d) too

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ดูเพิ่มเติม  “So, Such, Too”  จากประโยคข้างล่าง

                      ตัวอย่างที่ ๑

-    I am _______________ weak to lift this heavy stone.

(ผมอ่อนกำลัง (อ่อนแอ) _________________ ที่จะยกหินหนักก้อนนี้)

(a) so

(b) very

(c) too    (เกินไป, มากเกินไป)

(d) quite

ตอบ  -  ข้อ   (c)  สำหรับโครงสร้างที่แตกต่างกัน  แต่มีความหมายเหมือนกันมีดังนี้ คือ

           - I am too weak to lift this heavy stone.

           - I am very (หรือ so, quite) weak and I cannot lift this heavy stone.

          - I am not strong enough to lift this heavy stone.

          - I am so weak that I cannot lift this heavy stone.

         - I am such a weak person that I cannot lift this heavy stone.

                    ตัวอย่างประโยคอื่นๆที่มีโครงสร้างต่างกัน  แต่ความหมายเหมือนกัน เช่น

        - The car is too small for us to get into it.

(รถยนต์คันนั้นเล็กเกินไปสำหรับเราที่จะเข้าไปนั่งได้)

       - The car is very (หรือ so, quite) small and we cannot get into it.

       - The car is not big enough for us to get into it.

       - The car is so small that we cannot get into it.

       - It is so small a car that we cannot get into it.

       - It is such a small car that we cannot get into it.

หมายเหตุ  -  ประโยคทั้งหมดข้างบนมีความหมายเหมือนกัน

11. _______________ was to take down the flag at five p.m.

(________________________ คือ นำธงลง (จากเสา) เวลา  ๕  โมงเย็น)

(a) One of his duty

(b) One of duties

(c) One of his duties   (หน้าที่อย่างหนึ่งของเขา)

(d) One of the duty

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง“One of + his (her, my, the) + Noun (Plural) + กริยาเอกพจน์ (is, was)ตาม  “One” + ส่วนขยาย ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                 ตัวอย่างที่ ๑

-   He is _______________ on the project.

(เขาเป็น ________________________ ในโครงการ)

(a) one of young artists

(b) one of young artist

(c) one of the young artists   (หนึ่งในบรรดาศิลปินหนุ่ม)

(d) one of the young artist

ตอบ   –   ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง “One of the + noun (plural)” (หนึ่งในบรรดา.............)   สำหรับในกรณีที่นำมาขึ้นต้นเป็นประธานของประโยค   ต้องใช้กริยาตาม  “One” เช่น

-     One of the passengers was killed in the accident.

(ผู้โดยสารคนหนึ่งตายในอุบัติเหตุ)

-     One of the cars was stolen from the parking lot.

(รถคันหนึ่งถูกขโมยไปจากลานจอดรถ)

                   ในกรณีที่อยู่ในประโยค แต่เป็นส่วนของอนุประโยค  ต้องใช้กริยาให้สอดคล้องกับ  “นามพหูพจน์”  เช่น

         - Jim is one of the passengers who were killed in the accident.

(จิมเป็นผู้โดยสารคนหนึ่งที่ตายในอุบัติเหตุ)

          - Tom is one of the students who are awarded a scholarship.

(ทอมเป็นนักเรียนคนหนึ่งที่ได้รับทุนการศึกษา)

           - She is one of the girls who have been admitted to the university.

(เธอเป็นเด็กหญิงคนหนึ่งที่ได้รับเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย)

12. One of my English teachers is American, _______________ is British.

(ครูภาษาอังกฤษคนหนึ่งของผมเป็นชาวอเมริกัน ___________________ เป็นชาวอังกฤษ)

(a) any

(b) other

(c) another   (อีกคนหนึ่ง)

(d) others   (คนอื่นๆ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจาก   “Another”  (อีกหนึ่ง)   ที่ไม่ชี้เฉพาะ + Noun   นับได้เอกพจน์  (ประโยคนี้แสดงว่า  “ผม”  มีครูภาษาอังกฤษหลายคน  คือ ไม่ต่ำกว่า  ๓  คน  ถ้ามีเพียง  ๓  คน  และต้องการจะกล่าวถึงคนที่  ๓  จะต้องใช้  “The other” เนื่องจากหมายถึง  “คนสุดท้ายที่เหลือ”  ในบรรดา  ๓  คน)   ตัวอย่างการใช้  “Another”  เช่น

             - We need another week to complete our project.

(เราต้องการอีก  ๑  สัปดาห์  เพื่อทำโครงการให้เสร็จสิ้น)

           - She got another cat from her neighbor.

(เธอได้แมวอีก  ๑  ตัว  จากเพื่อนบ้าน)

           - He bought another car.

(เขาซื้อรถอีก  ๑  คัน)

                    อย่างไรก็ตาม  สามารถใช้   “Another + Noun  (พหูพจน์)  ได้  ถ้าคำนามนั้น  มีคำแสดงจำนวนนับขยาย  =   “อีก...................”

                - They need another twenty people for the job.

(พวกเขาต้องการอีก  ๒๐  คน  สำหรับงานนั้น)

                - We will stay here for another ten days.

(เราจะพักที่นี่อีก  ๑๐  วัน)

                 - The project will take another two years.

(โครงการจะใช้เวลาอีก  ๒  ปี)

                    นอกจากนั้น  “Another”  มักใช้คู่กับ  “One”  ความหมายรวมกัน  =  “(ไม่)..............ใดก็...............หนึ่ง”  เช่น

             - We tried to solve the problem by one way or another.

(เราพยายามแก้ปัญหา  ไม่โดยวิธีใดก็วิธีหนึ่ง)

             - Almost everyone has a headache at one time or another.

(เกือบทุกคน (เป็นไข้) ปวดศีรษะ  ไม่เวลาใดก็เวลาหนึ่ง)

                    สำหรับการใช้  “One”  (คนหนึ่ง, ตัวหนึ่ง, สิ่งหนึ่ง)  และ “The other”  (อีกหนึ่ง  ในจำนวนสอง  หรือที่ชี้เฉพาะ)  ดูจากประโยคข้างล่าง

                 ตัวอย่างที่ ๑

-               The two really important things in life are a good bed and a fine pair of shoes.  When you’re not in one, you’re in ______

______________________.

(Norwegian proverb)

(สิ่งที่สำคัญอย่างแท้จริง  ๒  อย่างในชีวิต  คือ  เตียงนอนที่ดีๆ ตัวหนึ่ง  และรองเท้าดีๆ คู่หนึ่ง  ทั้งนี้  เมื่อคุณไม่อยู่ในสิ่งหนึ่ง  คุณก็จะอยู่ใน __________________  (ในบรรดาของ  ๒  สิ่ง คือ เตียง และ รองเท้า)  (สุภาษิตนอร์เวย์)

 (ความหมาย คือ  เตียงนอนดีๆ คือ ที่สำหรับพักผ่อนหลังจากการทำงานหาเลี้ยงชีพ  ส่วนรองเท้า คือ สิ่งที่คนเราจะต้องสวมใส่เวลาออกไปทำงานนอกบ้าน  เพราะฉะนั้น  ของ  ๒  สิ่งนี้ จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมากในทัศนะของคนนอร์เวย์  กล่าวคือ  คนเราถ้าไม่ทำงาน  (โดยใส่รองเท้าออกไปนอกบ้าน)  ก็พักผ่อน  (อยู่บนเตียง)  ชีวิตคน (นอร์เวย์) จึงวนเวียนอยู่กับของ  ๒  สิ่งนี้  เพราะคนนอร์เวย์ไม่สนใจกับเรื่องสนุกสนาน  เนื่องจากชีวิตต้องต่อสู้กับความหนาวเหน็บตลอดทั้งปี  เพราะประเทศตั้งอยู่ใกล้ขั้วโลก)

(a) the other   (อีกสิ่งหนึ่ง)

(b) the others

(c) others

(d) other

ตอบ   -   ข้อ   (a)  เนื่องจากเราใช้   “The other”  เพื่อชี้เฉพาะ  หรือบอกว่า  “อีกหนึ่งที่เหลือ  จากจำนวน  ๒  สิ่ง  ๒ คน  หรือ  ๒ ตัว”  {เมื่อใช้  “The other”  แบบลอยๆ  ถือเป็นคำสรรพนาม  (Pronoun)   แต่ถ้าใช้ขยายคำนาม  ถือเป็นคำคุณศัพท์   (Adjective)} ดังประโยคข้างล่าง

         - Hold it in your right hand, not the other.  (ใช้แบบ“Pronoun”)

(ถือมันไว้ในมือขวาของคุณสิ  ไม่ใช่มือซ้าย)  (คนเรามี  ๒  มือ)

         - Tim and Tom had told me that they would come to my party, but only Tim came, the other did not.   (ใช้แบบ“Pronoun”)

(ทิมและทอมบอกผมว่าจะมางานเลี้ยงของผม  แต่ทิมมาเพียงคนเดียว  อีกคนหนึ่งไม่มา)  (คือทอมไม่มา  -  ทอมคืออีกคนหนึ่งที่เหลือจาก  ๒  คน)

          - One half of the world does not know how the other half lives.   (ใช้แบบ“Adjective”ขยายคำนาม “Half”)

{(ผู้คน) ครึ่งหนึ่งของโลกไม่รู้ว่า (ผู้คน) อีกครึ่งหนึ่ง (ของโลก) มีชีวิตอย่างไร}(หมายถึง  คนร่ำรวยในซีกโลกหนึ่ง  ไม่รู้ว่าคนยากจนในอีกซีกโลกหนึ่งมีชีวิตอย่างไร)  (โลกแบ่งออกเป็น  ๒  ซีก คือ ตะวันตกและตะวันออก  ประโยคข้างบนกล่าวถึงซีกโลกที่เหลือ  จากซีกที่ได้กล่าวไปแล้ว)

                 กล่าวโดยสรุป  “เมื่อทราบว่ามีของ  ๒  สิ่ง  คน  ๒  คน  สัตว์  ๒  ตัว  ใช้  “One” คู่กับ  “The other”   ดังประโยคข้างล่าง

             - There are two boys in this room, one is big and the other is small.

(มีเด็ก  ๒  คนในห้องนี้  คนหนึ่งตัวใหญ่  อีกคนหนึ่ง (ที่เหลือจาก  ๒  คน) ตัวเล็ก)

             - One cooks and the other cleans the house.

(คนหนึ่งปรุงอาหาร  และอีกคนทำความสะอาดบ้าน)  (ในบ้าน มีคนเพียง  ๒  คนเท่านั้น)

            - There are 2 sentences on the page.  One is the answer to the first question and the other is the answer to the second question.

(มี  ๒  ประโยคอยู่ในหน้าหนังสือนั้น  ประโยคหนึ่งเป็นคำตอบของคำถามแรก  และอีกประโยคหนึ่ง (ที่เหลือจาก  ๒  ประโยค) เป็นคำตอบของคำถามที่  ๒)

           - First he stood on one foot, then he stood on the other.

(ในตอนแรก  เขายืนบนขาหนึ่งก่อน  และต่อมา  เขายืนบนขาอีกข้างหนึ่ง)  (คนมี  ๒  ขา)

           - The twins look exactly alike, one can’t be distinguished from the other.

(ฝาแฝดคู่นั้นมีท่าทางเหมือนกันเป๊ะ  ไม่สามารถแยกความแตกต่างของคนหนึ่งจากอีกคนหนึ่งได้)  (แฝด  ๒  มีเพียง  ๒  คนเท่านั้น)

           - There are 2 seats left, I don’t want to sit near the door, so I guess I’ll have to take the other one.

(มีที่นั่งเหลืออยู่  ๒  ที่  ผมไม่ต้องการนั่ง (ที่นั่ง) ติดประตู  ดังนั้น  ผมคาดว่าผมจำเป็นต้องนั่งที่นั่งอีกตัวหนึ่ง  -  ที่เหลืออยู่)                  อย่างไรก็ตาม  เราใช้  “The other” กับ  สิ่ง (คน, สัตว์)  ที่เหลือเพียงสิ่งเดียว (เอกพจน์) สุดท้าย   จากของจำนวนมากเท่าใดก็ได้   (ไม่จำเป็นต้องจากของเพียง  ๒  สิ่ง)   เช่น

           - Of these books, two are about space travel, how about the other?

(ในบรรดาหนังสือเหล่านี้    ๒ เล่มเกี่ยวกับการเดินทางในอวกาศ  แล้วอีกเล่ม  (ที่เหลือเล่มสุดท้าย) เกี่ยวกับอะไร)  (หนังสือมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด  ๓  เล่ม)

            - There are 10 cars in the showroom.  Two are black; three are red; four are white and the other is bronze.

(มีรถ  ๑๐  คันในโชว์รูม ๒ คันมีสีดำ  ๓ คันสีแดง  ๔ คันสีขาว  ส่วนคันที่เหลือสุดท้าย  สีบรอนซ์)  (มีรถทั้งหมด  ๑๐  คัน  บอกสีไปแล้ว  ๙  คัน  คันสุดท้ายสีบรอนซ์)

                  สำหรับ  “The others”  ใช้บอกจำนวนที่เหลือสุดท้าย   (เป็นพหูพจน์  คือ  ตั้งแต่  ๒  คน  ๒ สิ่ง  หรือ  ๒ ตัว  ขึ้นไป)  จากจำนวนทั้งหมด  ซึ่งอย่างน้อยต้องมีจำนวน  ๓  หรือมากกว่า  (ต้องรู้จำนวนรวมที่แน่นอน  ว่ามีทั้งหมดเท่าใด)   เช่น  

            - Here are 4 boxes, but I can carry only 2  -  please bring the others.

(นี่คือกล่อง  ๔  ใบ  แต่ผมแบกได้เพียง  ๒  ใบนะ  คุณกรุณาแบบอีก  ๒  ใบที่เหลือด้วย)

           - There are 7 mangoes on the table; you can take 3 and I’ll take the others.

(มีมะม่วง  ๗  ลูกบนโต๊ะ  คุณเอาไป  ๓  ลูกก็ได้  ส่วนผมจะเอาที่เหลือไป)  (คืออีก  ๔  ลูกที่เหลือ)

13. He was an eloquent man, _______________ both German and French.

(เขาเป็นคนพูดคล่อง _________________ ทั้งภาษาเยอรมันและฝรั่งเศส)

(a) speaks

(b) spoke

(c) spoken

(d) speaking   (พูด)

ตอบ   -   ข้อ  (d)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  (who spoke both German and French)  หรือจากข้อความ  “and spoke both………….

14. Free movie tickets will be sent to ______________ comes first.

(ตั๋วหนังฟรีจะถูกส่งไปยัง _____________________ มาถึงเป็นคนแรก)

(a) whoever    (ใครก็ตาม)  (ทำหน้าที่เป็นประธานของอนุประโยค)

(b) whomever   (ใครก็ตาม)  (ทำหน้าที่เป็นกรรมของอนุประโยค)

(c) whoseever    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(d) however   (อย่างไรก็ตาม)

ตอบ   -   ข้อ  (a)  เนื่องจากทำหน้าที่เป็นประธานของอนุประโยคประเภท  “Noun clause” (whoever comes first)   ซึ่งเป็นกรรมของPreposition “To”  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Whoever”  จากประโยคข้างล่าง

          - Whoever says so is a liar.

(ใครก็ตามที่พูดเช่นนั้น  เป็นคนโกหก)

          - If death occurs at home, whoever discovers the body should contact the family doctor.

(ถ้าการตายเกิดขึ้นที่บ้าน  ใครก็ตามที่พบศพ  ควรติดต่อกับแพทย์ประจำครอบครัว)

         - Whoever answered the telephone was a very admirable person.

(ใครก็ตามที่รับโทรศัพท์  เป็นบุคคลที่น่ายกย่องชื่นชมอย่างมาก)

        - I will give this book to whoever needs it.

(ผมจะให้หนังสือเล่มนี้แก่ใครก็ตาม  ที่ต้องการมัน)

        - Whoever they are, they’ve violated the laws and orders.

(ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นใครก็ตาม  พวกเขาได้ฝ่าฝืนกฎหมายและความสงบเรียบร้อย)

15. Kate is more beautiful than ________________ girl I have ever met.

(เคทสวยกว่าเด็กหญิง ____________________ ที่ผมเคยพบมา)

(a) any

(b) other

(c) any other   (คนอื่นใดก็ตาม)

(d) the other

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ดูเปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง

-        Bangkok is the biggest city in Thailand.

(กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย)

-        Bangkok is bigger than any other city in Thailand.

(กรุงเทพฯ ใหญ่กว่าเมืองอื่นใดในประเทศไทย)

-        No other city in Thailand is as big as Bangkok. 

(ไม่มีเมืองอื่นใดในประเทศไทยใหญ่เท่ากับกรุงเทพฯ)

หมายเหตุ   -   ประโยคทั้ง  ๓  ข้างบน  มีความหมายเหมือนกัน  เพียงแต่พูดไปคนละแบบ  จงสังเกตว่า  ใน “ขั้นกว่า”  และ “ขั้นเสมอกัน”  ต้องมี   “Other” เนื่องจาก   “Bangkok” เป็น   “City”   ในประเทศไทย  แต่จงสังเกตความแตกต่างของโครงสร้างประโยค  จากประโยคข้างล่าง

         - Bangkok is bigger than any city in Laos.

(กรุงเทพฯ ใหญ่กว่าเมืองใดๆ ในลาว)

        - No city in Laos is as big as Bangkok.

(ไม่มีเมืองใดในลาวใหญ่เท่ากับกรุงเทพฯ)

หมายเหตุ   -   ๒  ประโยคข้างบนมีความหมายเหมือนกัน  โดยไม่ต้องมี   “Other”  เพราะ   “Bangkok”  ไม่ได้เป็น   “City”  ในลาว

              อนึ่ง  ให้สังเกตว่า  หลัง  “Any other”  หรือ   “Any”  ในขั้นกว่า  ควรเป็นคำนามเอกพจน์   เนื่องจาก  “Any”  ใช้ในความหมาย  “ใดก็ตาม”  ไม่ใช่ในความหมายแสดง  “จำนวน”  ดังเช่นในประโยค

           - Do you have any money?

(คุณมีเงินบ้างไหม)  (“Any” แสดงจำนวน)

         - Were there any women at the party?

(มีผู้หญิงบ้างไหมที่งานเลี้ยง)  (“Any” แสดงจำนวน)

                   ดูเพิ่มเติมการใช้ในความหมาย  “ใดก็ตาม”  จากประโยคข้างล่าง

           - He is bigger than any other man here.

(เขาตัวใหญ่กว่า  “ใครก็ตาม”  (ชายคนอื่นใด) ที่นี่)

        - He is bigger than some other men here.

(เขาตัวใหญ่กว่า  “ผู้ชายบางคน”  ที่นี่)

                  แต่หลัง   “No other”  หรือ   “No”   ใน  “ขั้นเสมอ”  อาจตามด้วยคำนามเอกพจน์  หรือพหูพจน์ก็ได้  แต่ถ้าใช้คำนามพหูพจน์   ก็ต้องใช้กริยาพหูพจน์ด้วย  เช่น  “Are, Were, Have, etc.”  เช่น

           - No students in the class are as smart as Jim.

(ไม่มีนักเรียนในชั้นที่ฉลาดเท่ากับจิม)

        - No river in Thailand is as long as the Chao Phraya River.

(ไม่มีแม่น้ำในประเทศไทยที่ยาวเท่ากับแม่น้ำเจ้าพระยา)

          - No other city in Thailand is as crowded as Bangkok.

 (ไม่มีเมืองอื่นในประเทศไทย  ที่มีประชากรหนาแน่นเท่ากับกรุงเทพฯ)

          - No other American presidents are as controversial as Donald Trump.

(ไม่มีประธานาธิบดีอเมริกันคนอื่น  ที่มีความขัดแย้ง (หรือเป็นที่โต้เถียง-ถกเถียง)  เท่ากับโดนัล  ทรัมพ์)

16. Jack would have gone to Chicago ________________ to get a plane reservation.

(แจ๊คคงจะได้ไปชิคาโกแล้ว _________________ จองที่นั่งบนเครื่องบินได้)

(a) was he able

(b) would he be able

(c) if he is able

(d) if he had been able   (ถ้าเขาสามารถ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่  ๓  “Unreal past”  (ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  หรือ เกิดตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค)  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ คือ  “แจ๊คมิได้ไปชิคาโก  เนื่องจากไม่สามารถจองตั๋วเครื่องบินได้”  ดูเพิ่มเติม  “If clause”  แบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                 ตัวอย่างที่ ๑

-   If you had returned the library book on time, you _____________________ .

(ถ้าคุณได้นำหนังสือห้องสมุดไปคืนตรงเวลา  คุณ ____________________ )

(a) will not be fined

(b) would have not been fined

(c) would not be fined

(d) would not have been fined   (คงไม่ถูกปรับ, คงไม่ต้องเสียค่าปรับ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นการสมมติ  “If clause”  ในแบบที่  ๓  (Past unreal)   คือ เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  แต่เกิดตรงกันข้ามกับความเป็นจริงหรือกับข้อความในประโยค  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ   คือ  “คุณนำหนังสือไปคืนห้องสมุดไม่ตรงเวลา  คุณเลยถูกปรับ – เสียค่าปรับ”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมการสมมติเหตุการณ์ในอดีต  จากประโยคข้างล่าง

              ตัวอย่างที่ ๒

-      If you had gone with us to the mountains, you ___________________ very heavy clothing.

(ถ้าคุณได้ไปกับเราที่ภูเขา (เมื่อเดือนหรือปีที่แล้ว)  คุณ  _________________เสื้อผ้าที่หนาอย่างมาก)  (เนื่องจากอากาศหนาวมาก)

(a) had to wear   (จำเป็นต้องสวม)

(b) would have to wear

(c) would have had to wear    (คงจำเป็นจะต้องสวม)

(d) had had to wear

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็น  “If clause” แบบที่ ๓  “Past unreal”   (ไม่เป็นจริงในอดีต)   คือเหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับความจริง  หรือข้อความในประโยค  ทั้งนี้  ประโยคข้างบนมีความหมาย คือ   “เพราะคุณไม่ได้ไปที่ภูเขากับเรา  คุณก็เลยไม่จำเป็นต้องสวมเสื้อผ้าที่หนา 

                   ตัวอย่างที่ ๓

-   Tom ______________ more photographs if he had had more film.

(ทอม____________________ รูปมากขึ้น   ถ้าเขามีฟิล์มมากกว่าที่เป็นอยู่)

(a) would take

(b) would have taken   (คงจะได้ถ่าย)

(c) would be taking

(d) will have taken

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่ ๓  “Past unreal”  (ไม่เป็นจริงในอดีต)   ความหมายของประโยคข้างบน คือ  “ทอมมิได้ถ่ายรูปเพิ่มขึ้น  เพราะเขามีฟิล์มอยู่นิดเดียว

                ตัวอย่างที่ ๔

-   Nancy ______________ you if you had asked her.

(แนนซี่ ______________________ คุณ   ถ้าคุณได้ขอร้องเธอ)

(a) had helped

(b) would help

(c) might help

(d) would have helped    (คงจะได้ช่วยเหลือ)

ตอบ   –   ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็น  “If clause” แบบที่ ๓ “Past unreal” (ไม่เป็นจริงในอดีต)  คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆในประโยคข้างบน  คือ  “แนนซี่มิได้ช่วยเหลือคุณ  เพราะคุณไม่ได้ขอร้องเธอ

             ตัวอย่างที่ ๕

-         If we hadn’t left the house so late, we wouldn’t have missed the train.   (ถ้าเรามิได้ออกจากบ้านสายมาก  เราคงจะไม่พลาด (ตก) รถไฟ)

หมายเหตุ  –   ในความเป็นจริงคือ   “เราออกจากบ้านสาย  เราเลยตกรถไฟ”  ผู้พูดประโยคสมมติในอดีตแบบนี้   มักแสดงความเสียดายกับสิ่งที่เกิดขึ้น  เพราะเหตุการณ์ได้ผ่านไปแล้ว  แก้ไขไม่ได้แล้ว   จึงมาเสียใจในภายหลัง   การสมมติในอดีตแบบนี้มีรูปประโยคดังนี้   คือ  อนุประโยค  “If + subject + had (not) + V ช่อง 3”,  ส่วนในประโยคใหญ่ (Main clause)  จะมีโครงสร้าง  “Subject + would (should, could, might, must) + (not) + have + Verb ช่อง 3”  หรือเอา  “If clause”  ซึ่งเป็นอนุประโยค   ไปไว้ข้างในประโยคก็ได้   แล้วเอาประโยคใหญ่  (Main clause)   มาไว้ข้างหน้าประโยค   ความหมายจะเหมือนกันทุกประการ  แต่ถ้าเอา “Main clause”  มาไว้ข้างหน้าประโยค  เมื่อจบ  “Main clause” แล้ว  ให้ต่อด้วยประโยคย่อย   (If clause)  เลย   โดยไม่ต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่น 

                สำหรับตัวอย่างอื่นๆ ของ If clause” แบบที่ ๓ ได้แก่

-           If he had studied hard, he would have passed the exam.

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว – แต่จริงๆคือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

-   If you had asked me, I would have told you the truth.

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว – แต่จริงๆคือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

-   If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว – แต่จริงๆคือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

-   She would have gone to the market if she had had** something to buy.

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ – แต่จริงๆคือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

           จะเห็นว่าในประโยคข้างบน  “If clause” มี  “Had”**  2 ตัว    ตัวหน้าแสดง  “Past perfect tense” ส่วน “Had” ตัวหลังมาจาก  “Have”  ที่แปลว่า มี”  พอมาอยู่หลัง “Had”  จึงต้องเปลี่ยนไปเป็น  Verb ช่องที่  3  ทำให้มี  “Had”  2 ตัว

-   I would not have bought a car if my office had not been very far from my home.  

(ผมคงจะไม่ได้ซื้อรถยนต์ (เมื่อปีที่แล้ว)  ถ้าที่ทำงานของผมมิได้อยู่ห่างไกลจากบ้านมากมาย  –  แต่จริงๆคือ  ผมซื้อรถยนต์  เพราะที่ทำงานอยู่ห่างไกลจากบ้านมาก)

-   If he had bet on that horse, he would have lost all his money.

(ถ้าเขาเล่นพนัน (แทง) ที่ม้าตัวนั้น  เขาก็คงสูญเสียเงินไปทั้งหมดแล้ว)  -  แต่ในความเป็นจริงคือ “เขามิได้เล่นพนันที่ม้าตัวนั้น  เขาก็เลยไม่ได้เสียเงิน”

-   If you had not come to my party, you would not have met your old friends at college.  

(ถ้าคุณมิได้มาที่งานเลี้ยงของผม  คุณก็คงไม่ได้พบเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยของคุณ)  -   แต่ในความเป็นจริง  คือ  “คุณมางานเลี้ยง  คุณเลยได้พบเพื่อนเก่า”

          นอกจากนั้น  ในส่วนของอนุประโยค คือ ในส่วนที่เป็น  “If clause”  ยังสามารถทำเป็นแบบ  “Reverse”  (ผกผัน)  คือ  เอา  “Had” มานำหน้า  “Clause”  แล้วตัด  “If”  ทิ้งไป  โดยที่ความหมายยังคงเหมือนเดิมทุกประการ  (ทำได้เฉพาะใน  “If clause”    แบบที่  ๓  หรือ  แบบที่  ๒  ที่ใน  “If clause”  มีกริยา  “Were”)   ดูเปรียบเทียบประโยค  “ก่อน” และ  “หลัง”  ทำ  “Reverse”  จากตัวอย่างข้างล่าง

-           If he had studied hard, he would have passed the exam.

(= Had he studied hard, he would………….exam.)

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว – แต่จริงๆคือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

-   If you had asked me, I would have told you the truth.

(= Had you asked me, I………………..truth.)

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว – แต่จริงๆคือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

-   If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(= Had they not stopped smoking, they…………..cancer.)

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว – แต่จริงๆคือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

-   She would have gone to the market if she had had** something to buy.

(= She would have gone to the market had she had something to buy.)

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ – แต่จริงๆคือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

       สรุป  -  ใน “If clause”  (ประโยคย่อย)  จะเป็นรูป  “Past perfect” {If + Subject + had + (not) + V. 3} เสมอ  ส่วนใน  “Main clause” (ประโยคใหญ่)  จะเป็นรูป  “Past future perfect” {Subject + would (should, could, might) + (not) + have + V. 3}  นอกจากนั้น  ยังสามารถทำรูป “Reverse”  ในส่วนที่เป็น  “If clause”  ได้ด้วย  จึงต้องจำรูปแบบนี้ไว้ให้ได้

17. The Iranians ________________ when the Shah died.

(ชาวอิหร่าน ____________________ เมื่อพระเจ้าชาร์ (กษัตริย์อิหร่าน) สวรรคต)

(a) were rejoiced

(b) was rejoiced

(c) rejoice

(d) rejoiced   (ดีใจ, ยินดี, ปลื้มปิติ, รื่นเริง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Rejoice”   ใช้แบบกริยาที่ไม่ต้องมีกรรมมารับ  จึงไม่ใช้ในรูป  “Passive voice”  แบบในข้อ   (a)   ดูเพิ่มเติมการใช้คำจากประโยคข้างล่าง

        - The bankers heard the news, and rejoiced.

(เหล่านายธนาคารได้ยินข่าว  และดีใจ)

        -  She rejoiced in her success in the plan to launch new products.

(เธอยินดีในความสำเร็จในแผนการที่จะออกผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ๆ)

          -  They rejoiced to see peace return to their country at last.

(พวกเขาปลื้มปิติที่เห็นสันติภาพกลับคืนมาสู่ประเทศในที่สุด)

18. If you need an extra bed for your guest, you can use one _______

________________.

(ถ้าคุณต้องการเตียงพิเศษสำหรับแขกของคุณ  คุณสามารถใช้เตียง _________   _____________________)

(a)   of us

(b)  of our

(c) of ours   (ของเรา)

(d) of our bed

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจาก  “Of”   เมื่อใช้ในความหมาย  “ของ”  จะตามด้วยรูป   “Possessive  pronoun”  (Mine, Yours, Ours, Theirs, Hers, His, Its)  เสมอ  เช่นในประโยคข้างบน  หรือ ตัวอย่างข้างล่าง

           - He is a friend of mine.

(เขาเป็นเพื่อนคนหนึ่งของผม)

         - That is a beautiful house of hers.

(นั่นเป็นบ้านที่สวยงามของเธอ)

         - It is an unavoidable duty of ours.     

(มันเป็นหน้าที่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของพวกเรา)

         - It is no business of yours.

(มันมิใช่กงการ (เรื่อง) อะไรของคุณเลย)

                   อนึ่ง  ในประโยคในข้อ  ๕  สามารถตอบข้อ  (d)  ได้  แต่ต้องแก้เป็น   “of our beds”   หมายถึง  “เตียง  ๑  ตัว  จากหลายๆ ตัว”  

                 นอกจากนั้น  ในโครงสร้างต่อไปนี้  จะต้องใช้รูป   “Of + Pronoun  ในรูปกรรม  (Me, You, Us, Them, Him, Her, It)”  กล่าวคือ  โครงสร้าง  “It + is (was) +  Adjective + of +  กรรม” =   “กรรมนั้นช่าง...................เหลือเกิน  ที่..................”   เช่นในประโยค

-   It was very careless of her to leave her baby in the taxi.

(มันเป็นความสะเพร่าอย่างยิ่งของเธอ  ที่ทิ้งทารกน้อยไว้ในรถแท็กซี่)

          - It is very kind of you  (กรรม) to help me.

(คุณช่างกรุณามากเหลือเกินที่ช่วยเหลือผม)

        - It was very nice of her to donate a lot of money to charity.

(เธอช่างกรุณาเสียเหลือเกินที่บริจาคเงินมากมายให้กับการกุศล)

         - It was good of your father (him) to come.

(คุณพ่อของคุณช่างกรุณาเหลือเกินที่อุตส่าห์มา)

           - How kind of them to help those poor children.

(พวกเขาช่างกรุณาเหลือเกินที่ช่วยเหลือเด็กที่น่าสงสารเหล่านั้น)

19. The teacher said he was not accustomed _____________ insolence.

(ครูพูดว่า  เขาไม่คุ้นเคย-เคยชิน _______________การทะลึ่ง-อวดดี-ไร้มารยาท  -  ของนักเรียน)

(a) by

(b) from

(c) to   (กับ)

(d) with

ตอบ  -  ข้อ   (c)  “Be (Get) accustomed + to” = “คุ้นเคย, เคยชิน” +“คำนาม”  หรือ  “วลี”  หรือ  “Gerund” (Verb + ing)

20. The girl you ______________ yesterday is waiting for you downstairs. 

(เด็กผู้หญิง (ผู้ซึ่ง) คุณ _________________ เมื่อวานนี้  กำลังรอคอย (พบ) คุณอยู่ข้างล่าง)

(a) told me

(b) tell about

(c) told me about her

(d) told me about   (บอกผมเกี่ยวกับ  -  เธอ)

ตอบ  -  ข้อ  (d) หลัง  “About”  ไม่ต้องมี  “Her” (แต่ต้องมี  “About”  เพราะมาจากประโยค  “You told me about the girl.”)  เนื่องจากในประโยคข้างบนหลัง  “The girl”  ละ  “Who”  หรือ  “Whom”  ซึ่งทำหน้าที่เป็น  “กรรม”  ของ  “About”  และแทน  “The girl”อยู่แล้ว   (ดูเปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง)

-   Football is a game which boys like ____________________.

(ฟุตบอลเป็นเกมซึ่งเด็กผู้ชายชอบ _______________________ )

(a) to play it too much

(b) to play very much   (เล่นอย่างมาก)

(c) to play it very much

(d) playing it very much

ตอบ   -   ข้อ   (b)  หลังกริยา  “Like”   อาจตามด้วย  “Playing” (Gerund)  คือ “Like playing very much” หรือ  “To play”  (Infinitive with to) คือ  “Like to play very much”   ก็ได้   แต่หลัง  “Play”   ไม่ต้องมี  “It”  (ซึ่งแทน  A game)  เนื่องจากมี   “Which”  ซึ่งก็แทน  “A game”  อยู่แล้ว

21. A: Thanks!  I’ll never forget your kindness. 

(A: ขอบคุณ!  ผมจะไม่ลืมความกรุณาของคุณเลย)

B: ______________________.  Think nothing of it.

(B: __________________.  อย่าไปคิดอะไรเลย  -  หรือ อย่าคิดมากน่ะ)

(a)   You’re too kind   (คุณกรุณามากจังเลย)

(b)  If I were you, I would   (ถ้าผมเป็นคุณ  ผมก็จะทำเช่นนั้นเหมือนกัน)

(c)  Don’t mention it   (ไม่เป็นไรหรอก  หรือ  ไม่ต้องพูดถึงมันก็ได้)

(d)  You should say so   (คุณควรจะพูดเช่นนั้นแหละ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากได้ใจความดีที่สุด   ข้อความในประโยคหลังรับกับประโยคหน้า

22. A: Would you like to go swimming with me on Sunday?

(A: คุณอยากจะไปว่ายน้ำกับผมในวันอาทิตย์ไหม)

B: ______________________.  I have to finish my term paper.

(B: ______________________.  ผมจำเป็นต้องทำรายงานประจำเทอมให้เสร็จ)

(a)   Sure, I would   (แน่นอน  ผมอยากไป)

(b)  Oh, that’s terrific   (โอ้  นั่นเจ๋งมากเลย  หรือยอดมากเลย)

(c)  I’m afraid I can’t   (ผมเกรงว่า  ผมจะไม่สามารถไปได้)

(d)  Let me think about it   (ขอให้ผมคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ก่อนนะ)

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจากได้ใจความดีที่สุด   ใจความประโยคหลังรับกับประโยคหน้า

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง   ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้