หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 100)

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. He was so busy so he had his servant _______________ the shoes.

 (เขามีงานยุ่งมาก  ดังนั้น  เขาจึงให้คนรับใช้ _________________ รองเท้าให้)

(a) shining

(b) shine   (ขัด)

(c) shined    (กริยาช่อง  ๒  และ  ๓  ของ  “Shine”)

(d) shone     (กริยาช่อง  ๒  และ  ๓  ของ  “Shine”)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เป็นไปตามโครงสร้างใน   “Causative use”  คือ  “Subject + have + someone + Do (Verb 1) + something”  (ประธานฯใช้ให้ใครทำอะไร)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                    ตัวอย่างที่ ๑

-   What would you _________________ me do for you?

(คุณจะ ________________________ ให้ผมทำอะไรให้คุณครับ)

(a) want

(b) hope

(c) wish

(d) have    (ใช้)

ตอบ   -   ข้อ    (d)  เนื่องจากเป็น  “Causative use”  (ประธานฯ ใช้ให้ใครทำอะไร)  (Subject + have + someone + do + something)  สำหรับ  “Want”  และ “Wish” จะต้องใช้โครงสร้างเป็น  “What would you want (wish) me to do?” ดูเพิ่มเติมเรื่อง   “Causative use”  จากประโยคข้างล่าง

                    ตัวอย่างที่ ๒

-  Today if I finish my shopping early enough, I may go and ______________.

(วันนี้   ถ้าผมไปช้อปปิ้งเสร็จแต่เนิ่นๆพอ  ผมอาจจะไป  _______________ )

(a)   to have my hair done

(b)  have my hair do

(c)  have my hair done    (ทำผม)  (ให้ช่างทำผม)

(d) will have my hair done

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ต้องใช้  “Have”  เพราะถือว่าอยู่หลัง  “May”  เหมือนกับ “Go”  และดูคำอธิบายการใช้  “I have my hair done.”  จากประโยคข้างล่าง

                     ตัวอย่างที่ ๓

- He had the cook ________________ some tea.

(เขาใช้ให้พ่อครัว ________________________ น้ำชา)

(a) make    (ชง)

(b) making

(c) made

(d) did

ตอบ   -   ข้อ  (a)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + have + someone + do + something

                   ตัวอย่างที่ ๔

          - Please have the porter __________________ these boxes up to my room.

(โปรดให้พนักงานแบกของ __________________ ลังเหล่านี้ขึ้นไปบนห้องของผมด้วย)

(a) to carry

(b) carrying

(c) carried

(d) carry    (ยก, แบก, ถือ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง  “Causative use”{Subject + have (has) + someone + do + something}คือ  {ประธานฯใช้ให้ใครทำอะไร}

                        ตัวอย่างที่ ๕

-   What would you have me _____________?

(คุณจะให้ผม ____________________ อะไรครับ)

(a) mend   (ซ่อม)

(b) mending

(c) mended

(d) to mend

ตอบ   -    ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างของ  “Causative use” (Subject + has (have) + someone + do (verb 1) + something) (ประธานใช้ให้ใครทำอะไรบางอย่าง)  โดยแบ่งออกเป็นโครงสร้างแบบ  “Active voice”  และ “Passive voice

               สำหรับการใช้โครงสร้าง“Causative use” ในแบบ “Active voice”  คือ  “Subject + have + someone +do  (กริยาอะไรก็ได้ช่องที่ ๑) + something”  หรือ  (= Subject + get +  someone + to do  (กริยาอะไรก็ได้  แต่ต้องมี  “To” นำหน้า) + something) (ประธานใช้ให้ใครทำอะไรบางอย่าง)มีดังนี้ คือ

            1. Subject + have + someone + do + something  (กรรมของ  verb “do”)

            2. Subject + get + someone + to do + something  (กรรมของverb “do”)

(ประธาน  +  ใช้ให้  +   ใครบางคน  +   ทำ (กริยาอะไรก็ได้)  +  บางสิ่งบางอย่าง)

                          ทั้ง ๒ โครงสร้างข้างบน   ถือว่าอยู่ในรูปของ  “Active voice”  เนื่องจากประธานเป็นผู้ใช้ให้ใครบางคนไปทำอะไรบางอย่าง   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

-  He had the doctor examine his eyes.

(เขาให้หมอตรวจตา)

-  He got the doctor to examine his eyes.

(เขาให้หมอตรวจตา)

-  She has her maid wash her car every day.

(เธอให้สาวใช้ล้างรถทุกวัน)

-  She gets her maid to wash her car every day.

(เธอให้สาวใช้ล้างรถทุกวัน)

-  We had our neighbors clean our house last week.

(เราให้เพื่อนบ้านทำความสะอาดบ้านของเราสัปดาห์ที่แล้ว)

-  We got our neighbors to clean our house last week.

(เราให้เพื่อนบ้านทำความสะอาดบ้านของเราสัปดาห์ที่แล้ว)

                  อย่างไรก็ตาม  ถ้าต้องการใช้ในรูป  “Passive voice”  คือ {Subject + have (get) + something + done + (by someone)} {(ประธาน  ใช้ให้บางสิ่ง  ถูกกระทำ  (กริยาอะไรก็ได้ อยู่ในช่องที่ ๓)  +  (โดยบางคน)ในกรณีนี้   ทั้ง “Have” และ  “Get”  ในโครงสร้างแบบนี้   จะใช้ในรูปประโยคที่เหมือนกันทุกประการ  ดังตัวอย่าง

-  He had his eyes examined (by the doctor).

(ถ้าแปลตรงๆตัว คือ “เขาให้ตาถูกตรวจโดยหมอ” แต่ในภาษาไทยไม่นิยมพูดแบบนี้ โดยนิยมพูดแต่เพียงว่า “เขาไปตรวจตา”)

-  He got his eyes examined (by the doctor).

(เขาไปตรวจตา)

-  She has her car washed (by her maid) every day.

(เธอล้างรถทุกวัน)

-  She gets her car washed (by her maid) every day.

(เธอล้างรถทุกวัน)

-  We had our house cleaned (by our neighbors) last week.

(เราทำความสะอาดบ้านสัปดาห์ที่แล้ว)

-  We got our house cleaned (by our neighbors) last week.

(เราทำความสะอาดบ้านสัปดาห์ที่แล้ว)

        - He has his hair cut once a month.

(= He gets his hair cut one a month.)

(เขาตัดผมเดือนละ ๑ ครั้ง – คือไปให้ช่างตัดให้)

         - She has her room cleaned every day.

(= She gets her room cleaned every day.)

(เธอทำความสะอาดห้องทุกวัน – คือให้คนรับใช้ทำให้)

          - We had our car washed once a week last year.

(= We got our car washed once a week last year.)

(เราล้างรถอาทิตย์ละ ๑ ครั้ง เมื่อปีที่แล้ว – คือให้อู่ล้างให้)

2. I haven’t _______________ money left now. 

(ผมไม่มีเงินเหลือ __________________ เลยขณะนี้)  (ไม่มีเงินเหลือเลย)

(a) no

(b) some

(c) none

(d) any    (บ้าง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  ใช้   “Any”  ในประโยคปฏิเสธ   ดูการใช้  “Any”   ในประโยคข้างล่าง

                       ตัวอย่างที่ ๑

-   We had hardly ________________ rain last month.

(เราแทบไม่มีฝน _____________________ เลยเมื่อเดือนที่แล้ว)

(a) no

(b) some

(c) any    (ใดๆ,  บ้าง)

(d) little

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ใช้   “Any”  ในประโยคปฏิเสธ  คือ  ประโยคที่มี   “Hardly, Scarcely, Rarely, Seldom”   (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ)  หรือ  “Never”  (ไม่เคยเลย)   สำหรับการใช้   “Any”  มีหลักดังนี้  คือ

        ๑. ใช้แสดงจำนวนแทน   “Some”  ในประโยคคำถาม และปฏิเสธ  คือ ใช้เป็นคำคุณศัพท์ขยายนาม  “Any + Noun”    (นับได้ พหูพจน์)  หรือ   “Any + Noun”  (นับไม่ได้  เอกพจน์)  เช่น

               - Are there any students in the classroom?

(มีนักเรียนอยู่ในห้องเรียนบ้างไหม)

           - Is there any water in the well?

(มีน้ำอยู่ในบ่อบ้างไหม)

          - There is not any furniture in the room.

(ไม่มีเฟอร์นิเจอร์อยู่ในห้องเลย)

                และเมื่อใช้   “Any” เป็น   “Pronoun”  คือ อยู่ลอยๆ  ไม่ต้องขยายนาม   “Any”  จะแทนได้ทั้งนามนับได้ พหูพจน์  และนามนับไม่ได้  เอกพจน์  เช่น

           - They wanted some rooms but there weren’t any.

(พวกเขาต้องการห้องพัก  แต่ไม่มีเลย)

         -  We wanted some water but there wasn’t any.

(พวกเราต้องการน้ำ  แต่ไม่มีเลย)

                 อย่างไรก็ดี  สามารถใช้   “Any” ในประโยคบอกเล่าได้  ในกรณีต่อไปนี้

              ๑.๑ มีคำที่มีความหมาย  “ปฏิเสธ” อยู่ในประโยค  เช่น  “Seldom, Rarely, Hardly, Scarcely, Never, Without, Too”  เช่น

          - They had hardly any money.

(พวกเขาแทบจะไม่มีเงินเลย)

          - We could finish the project without any trouble.

(เราสามารถทำโครงการสำเร็จ  โดยปราศจากปัญหาใดๆ)

           - She scarcely received any information from him.

(เธอแทบไม่ได้รับข้อมูลข่าวสารจากเขาเลย)

           - It was too soon to say anything.

(มันเร็วเกินไปที่จะพูดอะไรออกมา)

           - It is too dark to see anything.

(มันมืดเกินไปที่จะมองเห็นอะไรได้)

               ๑.๒ แสดงความสงสัยไม่แน่ใจ  เช่น

             - I wonder whether there is anything you want to tell me.

(ผมสงสัยว่า มีสิ่งใดที่คุณต้องการบอกผมหรือไม่)

          - She wondered whether anyone was there.

(เธอสงสัยว่า มีใครอยู่ที่นั่นหรือไม่)

             ๑.๓ แสดงเงื่อนไข

            - If you find anything wrong, please let me know.

(ถ้าคุณพบสิ่งใดผิด  โปรดบอกให้ผมทราบ)

          - If you have any problem, consult your parents.

(ถ้าคุณมีปัญหาใดๆ  จงปรึกษาพ่อแม่)

         ๒. ใช้ขยายนาม  ในความหมาย  “.............ใดก็ตาม”  (ในกรณีนี้  ไม่สามารถใช้  “Some” แทนได้)

            - I will  give this book to anyone who wants it.

(ผมจะให้หนังสือเล่มนี้แก่ใครก็ตาม  ที่ต้องการมัน)

          - Anyone violating the rules will be punished.

(ใครก็ตามที่ละเมิดกฎระเบียบ  จะถูกลงโทษ)

          - You may come any time you want.

(คุณจะมาเวลาใดก็ได้  ที่คุณต้องการ)

          - Any student can answer this question.

(นักเรียนคนใดๆ  ก็สามารถตอบคำถามนี้ได้)

     ๓. ใช้เป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ซึ่งส่วนใหญ่ขยาย  “Adjective”  หรือ   “Adverb” ขั้นกว่า  เช่น

          - It won’t do any good.

(มันจะไม่ช่วยให้อะไรดีเลย)

        - I couldn’t stand it any longer.

(ผมไม่สามารถทนมันได้ต่อไปอีกแล้ว)

        - He doesn’t know any better.

(เขาไม่ได้รู้ดีกว่า  -  คุณหรือผมหรอก)

        - Nobody in the village will be any wiser.

(ไม่มีใครในหมู่บ้านรู้ดีกว่านี้หรอก)

        - I’m sorry to say that the patient isn’t any better.

(ผมเสียใจที่จะบอกว่า  คนป่วยอาการไม่ดีขึ้นเลย)

3. Now ready-made ______________ trade is booming in Bangkok.

(ปัจจุบัน  การค้า ____________________  สำเร็จรูป  กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในกรุงเทพฯ)

(a) cloth    (คลอธ)  (ผ้าเป็นชิ้นๆ ยังไม่ได้ตัดชุด)

(b) clothes    (เสื้อผ้า)

(c) clothing    (เสื้อผ้า, เครื่องแต่งกาย)

(d) clothed    (สวมเสื้อผ้า, แต่งตัว)   

ตอบ   -   ข้อ   (b)  นิยมใช้  “Ready-made clothes”  (เสื้อผ้าสำเร็จรูป)

4. If you want to ______________ a really good cook, you have to give him a lot of money.

(ถ้าคุณต้องการ _____________________ พ่อครัวฝีมือดีจริงๆ  คุณจำเป็นต้องจ่ายเงินให้เขาเป็นจำนวนมาก)

(a) rent    (เช่า)

(b) lend    (ให้ยืม)

(c) borrow    (ขอยืม)  

(d) hire    (จ้าง)

5. She does not know how ______________ she is.

(เธอไม่รู้ว่าเธอ ___________________ เพียงไร)

(a) attractive    (มีเสน่ห์)

(b) attract    (ยั่วยวนใจ, ดึงดูดใจ, ทำให้หลงใหล)

(c) attraction    (เสน่ห์, ความดึงดูดใจ)

(d) attractively

ตอบ   -   ข้อ  (a)  ใช้คำคุณศัพท์  (Attractive)   กับ  “Verb to be” (Is)  แต่ใช้กริยาวิเศษณ์  (Adverb)  กับคำกริยาทั่วไป  เช่น   “………..how quickly she walks

6. Every piece of goods on display has its ______________ attached.

(สินค้าทุกชิ้นที่ตั้งแสดงไว้  มี ___________________ ของมันติดอยู่ด้วย) 

(a) cost    (ราคาทุน, ต้นทุน)

(b) price    (ราคาขาย)

(c) worth    (ค่า, คุณค่า, ประโยชน์) 

(d) value    (ค่า, คุณค่า, มูลค่า)     

7. We can build buildings hundreds of feet high in a short time by using modern _________________.

(เราสามารถสร้างอาคารสูงหลายร้อยฟุตในเวลาอันสั้น  โดยใช้ ________________ทันสมัย)

(a) mechanic    (ช่างเครื่องยนต์)

(b) machine    (เครื่องจักร)  (เป็นนามนับได้)

(c) machinery    (เครื่องจักรกล)  (เป็นนามนับไม่ได้)

(d) mechanical    (เกี่ยวกับเครื่องยนต์กลไก)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  หรืออาจตอบ  “A modern machine”  หรือ  “Modern machines”   เนื่องจากนามนับได้  (Machine)   ไม่สามารถอยู่ลอยๆได้  ต้องมี  “Article” (A, An, The)  นำหน้า  หรือไม่ก็ทำเป็นรูปพหูพจน์  สำหรับ  “The”  จะใช้ต่อเมื่อมีการชี้เฉพาะเจาะจงลงไปเท่านั้น

8. He _______________ his vacation very much. 

(เขา _____________________ การไปเที่ยวในวันหยุดอย่างมาก)

(a) have enjoying

(b) having enjoyed

(c) had enjoyed

(d) is enjoying    (กำลังสนุกสนานกับ)

ตอบ   -   ข้อ   (d) แต่ถ้าประโยคข้างบนเป็นเหตุการณ์ในอดีต  ควรตอบในรูป  “Past simple tense”  “Enjoyed” (Verb 2)  มิใช่  ข้อ  (c) “Past perfect tense

9. He expects to be in Europe _______________ next September.

(เขาคาดหวังว่าจะอยู่ในยุโรป ___________________ เดือนกันยายนปีหน้า)

(a) at

(b) on

(c) by    (ใน, ประมาณ)

(d) in

10. How long did it ______________ them to finish typing?

(มัน __________________ เวลาพวกเขานานเท่าใด  ที่จะพิมพ็ดีดให้เสร็จ)

(a) take   (ใช้,  กิน)

(b) let

(c) need

(d) use

ตอบ   -   ข้อ   (a)  มาจากโครงสร้าง  “It + takes (took) + someone + Time + To + Verb 1 + something”  (It took me 5 days to travel from San Francisco to New York by bus.)

11. Please put these books back _______________ they belong.

(โปรดนำหนังสือเหล่านี้กลับไปเก็บ ___________________ ที่มันเคยวางอยู่)

(a) to

(b) where    (ณ สถานที่)

(c) whom

(d) who

12. ______________ you may say, I still think I am right.

(_____________  คุณอาจจะพูด ___________ ผมยังคงคิดว่าผมเป็นฝ่ายถูก)

(a) However    (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี)

(b) Whatever    {ไม่ว่า (คุณอาจจะพูด) อะไรก็ตาม}

(c) Though   (ถึงแม้ว่า)

(d) As    (เพราะว่า, ในขณะที่)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ดูเพิ่มเติมการใช้   “Whatever”  และ  “However” จากประโยคข้างล่าง

- Whatever he may say, she doesn’t believe him.

(ไม่ว่าเขาจะพูดอะไรก็ตาม  เธอไม่เชื่อเขาเลย)

- Whatever happens, keep calm.

(ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม  ให้นิ่งเข้าไว้  - หรือใจเย็นเข้าไว้)

-  He volunteered to do whatever he could.

(เขารับอาสาทำ  อะไรก็ตามที่เขาสามารถทำได้)

- Bill had given up whatever hopes he may have had.

(บิลได้ยกเลิกความหวังอะไรก็ตาม  ที่เขาอาจจะเคยมี)

-  I have to bring my family back whatever happens.

(ผมจำเป็นต้องนำครอบครัวกลับมา  ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม)

- Whatever you do, don’t take a trip to the Arctic.

(ไม่ว่าคุณจะทำอะไรก็ตาม  จงอย่าเดินทางไปอาร์คติก  - หรือขั้วโลกเหนือ)

- He will never succeed however hard he may try.

(เขาจะไม่มีวันประสบความสำเร็จ  ไม่ว่าเขาจะพยายามอย่างหนักอย่างไรก็ตาม)

- However quickly they walked, they could not catch the bus.

(ไม่ว่าพวกเขาจะเดินเร็วอย่างไรก็ตาม  พวกเขาไม่สามารถไปขึ้นรถได้ทัน)

- However carefully she walked, she was hit by a car.

(ไม่ว่าเธอจะเดินอย่างระมัดระวังอย่างไรก็ตาม  เธอถูกรถชน)

- He studied hard; however, he did not pass the exam.

(เขาขยันเรียน  อย่างไรก็ตาม (= แต่)  เขาสอบตก)

13. You must work harder ______________ now on.

(คุณจะต้องทำงานให้หนักขึ้น (ขยันทำงาน หรือ เรียนหนังสือให้มากขึ้น) ______________บัดนี้เป็นต้นไป)

(a) since

(b) until

(c) up to

(d) from    (ตั้งแต่, นับตั้งแต่)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “From now on” = “นับจากนี้เป็นต้นไป”  

                          สำหรับคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่ใช้กับ  “From”ได้แก่“Different”  (แตกต่าง)  -  She is very different from her twin sister.  (เธอแตกต่างอย่างมากมาย  จากน้องสาวฝาแฝด),  “Far”  (ไกล)  -  My house is very far from the office.  (บ้านของผมอยู่ไกลจากที่ทำงานมาก), “Free”  (เป็นอิสระ),  “Safe”  (ปลอดภัย),  “Immune”  (ปลอดภัยจาก, ได้รับความคุ้มกันจาก),  “Absent”  (ไม่อยู่, ขาดหายไป)  -   Some students are frequently absent from school.  (นักเรียนบางคนขาดเรียนบ่อย),  “Away”  (อยู่ห่าง)  -  Most people don’t like to be away from home for a long time.  (คนส่วนใหญ่ไม่ชอบอยู่ห่างจากบ้านเป็นเวลานานๆ),  “Evident”  (เห็นได้ชัดจาก),เป็นต้น

                        สำหรับคำกริยา  (Verb)  ที่ใช้กับ  “From” ได้แก่  “Differ”  (แตกต่าง),  “Borrow”  (ขอยืม),  “Abstain”  (ละเว้น),  “Prevent”  (ขัดขวาง),  “Suffer”  (ป่วยเป็น หรือ เดือดร้อนเพราะ),  “Refrain”  (ละเว้น, หลีกเลี่ยง),  “Stop”  (หยุด, ขัดขวาง),  “Separate”  (แยก, แยกออก, สกัด),  “Protect”  (ปกป้อง, คุ้มครอง),  “Prohibit”  (ห้ามไม่ให้),  “Hinder”  (ขัดขวางไม่ให้),  “Defend”  (ป้องกัน),  “Draw”  (ดึงหรือลากออกมา),  “Recover”  (ฟื้นจาก),   เป็นต้น

                       ส่วนวลีอื่นๆ  ที่ใช้  “From” ได้แก่  “From time to time”  (เป็นครั้งคราว, เป็นบางโอกาส),  “Live from hand to mouth”  (ดำรงชีวิตแบบหาเช้ากินค่ำ),  “From the beginning”  (จากเริ่มต้น, จากเริ่มแรก),  “From place to place”  (จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง),  “From one place to another place”  (จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง),  “From the bottom of one’s heart”  (จากก้นบึ้งหัวใจของคนๆนั้น,  ด้วยความจริงใจ),  “From 2 to 4 p.m.”  (จาก  ๒  โมง  ถึง  ๔  โมงเย็น),  “From January to April”  (จากเดือนมกราคม ถึงเมษายน),  “Go from bad to worse”  (เลวร้ายหรือแย่ยิ่งกว่าเดิมที่แย่อยู่แล้ว)  - Jack’s conduct in school has gone from bad to worse.  (ความประพฤติของแจ๊คในโรงเรียนเลวหนักยิ่งกว่าเดิม  ซึ่งก็เลวอยู่แล้ว)  -  Dick’s typing went from bad to  worse when has was tired.  (การพิมพ์ของดิ๊กซึ่งห่วยแตกอยู่แล้ว  กลับห่วยมากขึ้นไปอีก เมื่อตอนเขามีอาการเหนื่อยล้า),  “From hand to hand”  (จากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งและอีกคนหนึ่ง)  -  The box of candy was passed from hand to hand.  (กล่องลูกอมถูกส่งจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง  และอีกคนหนึ่งจนทั่วถึง),  “Fall from grace”  (กลับไปมีนิสัยเลวเหมือนเดิมอีก, ทำสิ่งเลวๆอีกครั้ง)  -  The boy fell from grace when he lied.  (เด็กคนนั้นทำในสิ่งที่ไม่ดี  เมื่อเขาโกหก),  “From pillar to post”  (จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง  หลายๆครั้ง  แบบระเหเร่ร่อน  -  เปรียบเหมือนนกเกาะเสาต้นหนึ่ง  แล้วโผไปอีกต้นหนึ่ง)  -  Jim’s father changed jobs several times a year, and the family was moved from pillar to post  (พ่อของจิมเปลี่ยนงานหลายครั้งในแต่ละปี  และครอบครัวต้องย้ายบ้านหลายครั้งหลายหน),  “From scratch”  (จากศูนย์, จากไม่มีอะไรเลย, จากมือเปล่า)  -  Tom started his business from scratch.  (ทอมเริ่มต้นธุรกิจของเขาจากที่ไม่มีอะไรเลย  -  หรือจากศูนย์),  “From across the world”  (จากทั่วโลก),  “From door to door”  (จากบ้านหนึ่งไปยังอีกบ้านหนึ่ง)  -  She sells face cream from door to door.  (เธอขายครีมทาหน้าจากบ้านหลังหนึ่ง  สู่บ้านอีกหลังหนึ่ง  และอีกหลังหนึ่ง),  “From head to foot”  (จากหัวถึงเท้า,  อย่างพินิจพิเคราะห์, อย่างรอบคอบ)  -  The stranger looked the boy over from head to foot.  (คนแปลกหน้ามองเด็กคนนั้นอย่างรอบคอบ-ระมัดระวัง),  “From end to end”  (ทั่วทั้งบริเวณ)  -  The dog sniffed the yard from end to end in search of a bone  (หมาสูดดมสนามทั่วทั้งบริเวณ  เพื่อค้นหากระดูก), “From top to bottom”  (จากบนถึงล่าง, ทั่วทั้งหมด)  -  This new car has been redesigned from top to bottom.  (รถใหม่คันนี้ถูกเปลี่ยนแปลงตลอดทั้งคัน),

เป็นต้น

14. “What is the difference between this and that?”

(อะไรคือความแตกต่างระหว่างสิ่งนี้และสิ่งนั้น)

“None, they are __________________.”

(ไม่มี  มัน _____________________ )

(a)    like

(b)   in the same

(c) the same    (เหมือนกัน)

(d) as the same

ตอบ   -   ข้อ  (c)  หรืออาจใช้  “they are similar”  “they are alike”   หรือ  This is like that”  “This is the same as that”   ก็ได้

15. The teacher is late.  He might _______________ an accident.

(ครูมาสาย  -  คือยังไม่โผล่หน้ามา  -  เขาอาจจะ ________________อุบัติเหตุ)

(a) have had   (ได้รับ, ประสบ)

(b) had had

(c) had have

(d) will have

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการคาดการณ์เหตุการในอดีต  เช่น  ในข้อนี้  อาจหมายถึง  ได้รับอุบัติเหตุ เมื่อ  ๑  หรือ  ๒  ชั่วโมงที่ผ่านมา  ทำให้ครูมาไม่ทันเวลานัดหมาย   ให้ดูเปรียบเทียบ   “Might + have + verb 3” (อาจจะเกิดเหตุการณ์อย่างนั้นในอดีต)  กับ “Should + have + verb 3”  (ควรทำอย่างนั้นในอดีต  แต่ก็มิได้ทำ),  “Should + not + have + verb 3”  (ไม่ควรทำอย่างนั้นในอดีต  แต่ก็ได้ทำลงไปแล้ว),  และ  “Must + have +  verb 3”  (คงจะได้ทำเช่นนั้นแน่ๆ เลยในอดีต),จากประโยคข้างล่าง

                      ตัวอย่างที่ ๑

-    “You were late for your appointment.”

(คุณมาสายสำหรับการนัดหมาย)

-    “I know.  I shouldn’t ________________ so long at the library.”

(ผมทราบ  ผมไม่ควรจะ___________________นานมากที่ห้องสมุด)

(a)   have been staying

(b) have stayed     (ได้อยู่, ได้หยุดอยู่)

(c) had stayed

(d) be staying

ตอบ   -   ข้อ (b)เนื่องจาก “Shouldn’t have stayed” =  “ไม่ควรได้อยู่  หรือ ไม่ควรได้หยุดอยู่”  แต่ในความเป็นจริง คือ  ได้อยู่ หรือ ได้หยุดอยู่ที่ห้องสมุดเป็นเวลานาน  ทำให้มาสายในการนัดหมาย สำหรับ   “Should (= ought to) + have + Verb 3”  “ควรได้ทำ.......... ในอดีต”  แต่ก็มิได้ทำ  

ตัวอย่างที่ ๒

-       I’m very sorry.  I should ________________ him a birthday present, but I did not.

(ผมเสียใจมาก  ผมควร ____________________ ของขวัญวันเกิดไปให้เขา)

(a) send

(b) be sending

 (c) have sent    (ได้ส่งไปแล้ว)

(d) sent

ตอบข้อ  (c) “Should (ought to) + Verb 1” = “ควรทำ...........ในปัจจุบัน หรืออนาคต”  ส่วน  “Should (ought to) + Have + Verb 3” =  “ควรได้ทำ..........ไปแล้วในอดีต” (แต่ก็ไม่ได้ทำ) สำหรับความหมายของประโยคข้างบน คือ  “ผมเสียใจมาก  ผมควรจะได้ส่งของขวัญวันเกิดไปให้เขาแล้ว  แต่ผมก็ไม่ได้ส่ง”  ตัวอย่างอื่นๆ เช่น

-  You should study harder next term.

(คุณควรขยัยเรียนมากขึ้นเทอมหน้า)  (เป็นอนาคต)

- He should propose to her now.

(เขาควรขอแต่งงานกับเธอในตอนนี้)  (เป็นปัจจุบัน)

The workers should not have made a strike last month.

(คนงานไม่ควรนัดหยุดงานเมื่อเดือนที่แล้ว)  (แต่ก็นัดหยุดงาน  และเกิดความเสียหายมากมาย)  (เป็นอดีต)

                      ตัวอย่างที่ ๓

- You ought _______________ for her last night.

(คุณควรจะ ______________________ เธอเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a) wait

(b) to wait

(c) to have waited    (ได้รอคอย)

(d) have waited

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจาก   “Ought + to + Verb 1” (= Should + Verb 1) (= ควรที่จะมีความหมายเป็นปัจจุบันและอนาคต  ว่าควรทำเช่นนั้นเช่นนี้  แต่ถ้าต้องการบอกว่า “ควรทำในอดีต”  (แต่ก็ไม่ได้ทำ)  เช่น ประโยคข้างบน  มีความหมายว่า  “คุณควรที่จะได้รอคอยเธอเมื่อคืนนี้”  (แต่ในความเป็นจริงคือ  “คุณมิได้รอเธอ”)  ซึ่งจะต้องใช้โครงสร้าง  “Ought to (= should) + have + Verb 3”  ดังตัว อย่างประโยคข้างล่าง

            - I ought to (should) have told you the truth last year.

(ผมควรที่จะได้บอกความจริงแก่คุณเมื่อปีที่แล้ว  -  แต่ก็ไม่ได้บอก)

               - She ought to (should) have applied for that highly paid job (last month).

(เธอควรที่จะได้สมัครงานเงินเดือนสูงนั้น  –  เมื่อเดือนที่แล้ว  –  แต่ก็ไม่ได้สมัคร)

              - They ought to (should) have visited their mother before she died.

(พวกเขาควรที่จะได้ไปเยี่ยมแม่ของตัวเองก่อนที่เธอตาย  -  แต่ก็มิได้ไปเยี่ยม)

จงเปรียบเทียบกับ  “Must + Have + Verb 3” (จะต้องได้ทำไปแล้ว,  คงได้ทำลงไปแล้ว)   จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง   

-  What terrible coffee!  She ________________ it with cold water.

(กาแฟน่ากลัว (เฮงซวย –ห่วยแตก) อะไรเช่นนี้  เธอ _________________มัน(กาแฟ) ด้วยน้ำเย็น)

(a) had to make   (จำเป็นต้องชง)  (เป็น “Past simple tense”)

(b) must make    (จะต้องชง)

(c) had had to make   (จำเป็นต้องชง)  (เป็น “Past perfect tense”)

(d) must have made    (จะต้องได้ชง)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “Must + Verb 1” =  “จะต้องทำในปัจจุบันหรืออนาคต”  ส่วน “Must + Have + Verb 3” =  “จะต้องได้ทำลงไปแล้วในอดีต”  สำหรับประโยคข้างบน เหตุการณ์ได้เกิดผ่านไปแล้ว  โดยสังเกตจากข้อความที่ผู้พูดบอกว่า  “กาแฟเฮงซวยฯ”  ดังนั้น “คนชงฯ คงจะต้องใส่น้ำเย็นลงไปแล้ว”เป็นการคาดการณ์หรือเดา ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

         - He must work harder to pass the exam.

(เขาต้องขยันเรียนมากขึ้นเพื่อที่จะสอบผ่าน  -  เป็นเรื่องของปัจจุบัน หรืออนาคต  คือต้องขยันในตอนนี้ หรือในอนาคต)

           - He looks very excited.  He must have passed the exam.

(เขามีท่าทางตื่นเต้นมาก  เขาคงจะได้สอบผ่านแล้ว(เป็นอดีต)  -  คือ เพิ่งมีการประกาศผลสอบ  และเห็นเขามีท่าทางตื่นเต้น  เดาว่าเขาคงจะสอบผ่านแล้ว)

- She has bought a new house.  She must have won the first prize in lottery.

(เธอได้ซื้อบ้านหลังใหม่  เธอคงจะต้องถูกล๊อตเตอรี่รางวัลที่ ๑ไปแล้ว (เป็นอดีต)  -  เป็นการคาดการณ์เหตุการณ์ในอดีต  ว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างแน่นอน  โดยดูจากเหตุการณ์แวดล้อม)

16. “What is in your picture?”

(อะไรบ้างอยู่ในรูปภาพของคุณ)

“_______________________.”

(a)    Two men, there woman, and a children

(b)   Two sheep, three mouses, and a people

(c) Two knives, three gentlemen, and a sheep   (มีด  ๒  ด้าม, สุภาพบุรุษ  ๓  คน   และ แกะ  ๑  ตัว)

(d) Two people, three deers, and a woman

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจาก  “Knives”  (มีดหลายด้าม)  มาจาก  “Knife” (มีดด้ามเดียว)“Gentlemen”(สุภาพบุรุษหลายคน),    มาจาก  “Gentleman” (สุภาพบุรุษคนเดียว)“Children” (เด็กหลายคน)   มาจาก  “Child” (เด็กคนเดียว)   และ  “Mice”   (หนูหลายตัว)   มาจาก  “Mouse”(หนูตัวเดียว)  ส่วน   “Sheep”(แกะ)  รูปเอกพจน์  และพหูพจน์เหมือนกัน  คือ   “Sheep”

                       สำหรับคำนามเอกพจน์ที่เปลี่ยนรูปไป  เมื่อเป็นพหูพจน์  (จัดเป็นแบบพิเศษ  มิได้เติม  “s”  หรือ  es)  ได้แก่   “child”  เปลี่ยนเป็น  “children”  (เด็กๆ)  datum – data (ข้อมูล), focus – foci  (  จุดรวมแสง),  index – indices   (เครื่องชี้, ดรรชนี),  foot – feet  (เท้า), goose – geese  (ห่าน), tooth – teeth  (ฟัน),  mouse – mice  (หนู),  louse – lice  (เหา, หมัด, เห็บ, ไร, โลน),   ox – oxen  (วัว),  crisis – crises  (วิกฤติกาล),  thesis -  theses(วิทยานิพนธ์), child – children  (เด็ก),  synthesis – syntheses  (การสังเคราะห์), parenthesis – parentheses  (วงเล็บ), hypothesis – hypotheses(สมมติฐาน), phenomenon – phenomena(ปรากฏการณ์), stratum – strata(ชั้น), neurosis –neuroses(โรคประสาท), axis – axes(แกน), medium – media หรือ mediums(สื่อกลาง)

17. Three pupils played (= had played) ball here at 9 o’clock.  _________________ were here at 10 o’clock. 

(นักเรียน  ๓  คน  เล่นฟุตบอลที่นี่ตอน  ๙.๐๐ น.  _________________อยู่ที่นี่ตอน  ๑๐.๐๐ น.)

(a) Others three   (ไม่ใช้รูปนี้)

(b) Three others    (นักเรียนคนอื่นๆ อีก  ๓  คน    (วางจำนวนไว้หน้า   “Others”)

(c) Another     (ใช้นำหน้านามเอกพจน์  นับได้)

(d) Anothers    (ไม่มีรูปนี้ใช้)

18. The silence was broken by the clash of the garden gate, a tap at the door, and __________________.

(ความเงียบถูกทำให้หมดไป  โดยเสียงปะทะกันดังโครมของประตูสวน  เสียงเคาะเบาๆที่ประตู  และ  _______________________)

(a) the door is opened   (ประตูถูกเปิด)

(b) is opened

(c) being opened

(d) its opening   {การเปิดออกของมัน  (ประตู)}

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เป็นการใช้  “กรรม” (คำนาม  ซึ่งในที่นี้มีส่วนขยาย  เรียกว่า “วลี”) ของ  “By”   ให้สมดุลกันทั้ง  ๓  ตัว  คือ  “the clash (of the garden gate)”  “a tap (at the door)”  และ   “its opening”   โดยกรรมทั้ง  ๓  ตัวนี้  ล้วนอยู่ในรูปของวลี

19. Along with its mountains, Louisiana’s  cities are famous __________________.

(เช่นเดียวกันกับภูเขาของมัน (รัฐฯ)  เมืองต่างๆ ของรัฐหลุยเซียน่า  มีชื่อเสียง ___________  )

(a)   for its beauty

(b)  on their beauty

(c) for their beauty    (ในเรื่องความสวยงามของมัน)

(d) in its beauty

ตอบ   -   ข้อ  (c)  “Famous for” =   “มีชื่อเสียงในเรื่อง หรือในด้าน.........”  ส่วน  “ความสวยงามของมัน”   หมายถึงของเมืองต่างๆ (หลายๆ เมือง)   จึงต้องใช้   “Their

20. We turn to books in moments of ___________________.

(เราหันไปหา (อ่าน) หนังสือ  ในช่วงเวลาของ ____________________ )

(a) sorrow, having boredom, or solitude is with us

(b) sorrow, boredom, or solitude    (ความเศร้าโศกเสียใจ  ความเบื่อหน่าย  หรือ ความโดดเดี่ยวอ้างว้าง)

(c) sorrow and solitude as well as boredom

(d) sorrow that attacks us

ตอบ   -   ข้อ  (b) เป็นการใช้กรรม  ๓  ตัว  หลัง  “Preposition” (Of)  ให้สมดุลกัน  คือ   Sorrow, Boredom, Solitude”  สำหรับ  ข้อ  (c)  ก็ใช้ได้เช่นกัน  แต่ต้องแก้เป็น   “sorrow, solitude as well as boredom

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง   ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้