หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 1)

Part V : Sentence Completion (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence (จงเลือกข้อ

ที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1.  We have been asked not to walk ________ the lobby today because it’s being painted. (เราถูกขอร้องมิให้เดิน __________ห้องล๊อบบี้ในวันนี้เพราะว่ามันกำลังถูกทาสี)

     (a)  around (รอบๆ)

     (b) beside (ข้างๆ)

     (c)  between (ระหว่าง)

     (d) through (เข้าไปข้างใน, ทะลุหรือผ่านเข้าไป)

หมายเหตุ – ตอบข้อ d. เพราะ walk through  หมายถึงเดินฝ่าหรือทะลุเข้าไป  ส่วนข้อ a. – c.  มิได้มีความหมายว่าเข้าไปข้างในหรืออยู่ภายในห้องล๊อบบี้)

2.  If you don’t want to get stuck in a traffic jam, you should avoid _________ during rush hour. (ถ้าคุณไม่ต้องการติดแหงกอยู่ในการจราจรที่ติดขัด  คุณควรหลีกเลี่ยง __________ในช่วงเวลาเร่งด่วน)

     (a)  drive

     (b) to drive

     (c)  driving (การขับรถ)

     (d) driven

หมายเหตุ – ตอบข้อ c. เพราะหลังกริยา avoid  ต้องตามด้วยคำนาม หรือ gerund  หรือ verb + ing  ซึ่งหมายถึง  การ..............  ส่วนคำกริยาอื่นๆที่ต้องตามด้วยคำนาม หรือ gerund (verb + ing)  ได้แก่ deny (ปฏิเสธ)  admit (ยอมรับ)  appreciate (ยกย่อง, เห็นคุณค่า)  consider (พิจารณา)  detest (เกลียดชัง, รังเกียจ)  enjoy (สนุกสนาน)  finish (ทำเสร็จสิ้น)  imagine (ตรึกตรอง, จินตนาการ)  keep (ทำต่อไป เช่น keep walking =  เดินต่อไป)  mind (รังเกียจ)  practice (ฝึกหัด, ฝึกฝน)  quit (หยุด, เลิก)  resist (ยับยั้ง)  risk (เสี่ยง)  suggest (แนะนำ)  be (get) used to (คุ้นเคย, เคยชิน)  can’t help (อดไม่ได้)  can’t stand (ทนไม่ได้)   look forward to (ตั้งหน้าตั้งตาคอย)  ตัวอย่างประโยค ได้แก่

-         Do you mind opening the window? (คุณจะรังเกียจการเปิดหน้าต่างไหมครับ หรือ ช่วยเปิดหน้าต่างให้หน่อยได้ไหมครับ)

-         He quits smoking. (เขาเลิกการสูบบุหรี่)

-         They risked losing their lives when they decided to swim across that river. (พวกเขาเสี่ยงการเสียชีวิตเมื่อตัดสินใจว่ายข้ามแม่น้ำนั้น)

-         They were (got) used to getting up early when they were in college. (พวกเขาคุ้นเคยหรือเคยชินกับการตื่นนอนแต่เช้าเมื่อตอนที่พวกเขาเรียนมหาวิทยาลัย)

-         We look forward to seeing you next month. (เราตั้งหน้าตั้งตารอที่จะได้พบคุณในเดือนหน้า)

-         I could not help laughing when I saw him in that dress. (ผมอดหัวเราะไม่ได้เมื่อผมเห็นเขาในชุดนั้น)

3.  After his contract________ , he will have to look for a new job. (หลังจากสัญญาของเขา _____________ เขาจำเป็นจะต้องหางานใหม่)

     (a)  expands (ขยายออกไป, ต่อเวลาออกไป)

     (b) expires (สิ้นสุดลง, หมดอายุ, ยุติ, ตาย, หายใจออก)

     (c) expects (คาดหวัง)

     (d) exposes (แสดง, เปิดเผย)

หมายเหตุ – ตอบข้อ b.  เพราะมีความหมายสมเหตุผลมากที่สุด

4.  You should _________ with your boss before committing yourself to  that project. (คุณควร __________ กับเจ้านายของคุณก่อนการผูกมัดตัวเองกับโครงการนั้น)

(a) speak (พูด)

(b) will speak

(c)  speaking

(d) spoken

หมายเหตุ – ตอบข้อ  a. เพราะ กริยาที่ตามหลังกริยาประเภท Modal Verb   จะต้องอยู่ในรูป   infinitive without to คือ  Verb  ช่องที่ 1  ที่ไม่มี to   นำหน้า เสมอ  กริยาประเภท  Modal Verb  เช่น  will  would  shall  should  can  could  may  might  must  hear (ได้ยิน)  see (เห็น)  notice (สังเกตเห็น)  observe (สังเกต)  watch (ดู)  listen to (ฟัง)   smell (ได้กลิ่น)  let (ปล่อยให้, ยอมให้)  make (ทำให้)  ตัวอย่างประโยค  เช่น

-         He will come to my party next week. (เขาจะมางานเลี้ยงของผมสัปดาห์หน้า)

-         They would not believe what you told them. (พวกเขาจะไม่เชื่อในสิ่งที่คุณบอกพวกเขา)

-         You should pay a visit to your dentist. (คุณควรไปพบหมอฟันของคุณนะ)

-         The children may watch TV tonight. (เด็กๆอาจจะดูหรือได้รับอนุญาตให้ดูทีวีได้คืนนี้)

-         You must study harder to pass the exam. (คุณจะต้องเรียนให้หนักยิ่งขึ้นเพื่อสอบผ่าน)

-         May I go into the room? (ผมขออนุญาตเข้าไปในห้องได้ไหมครับ)

-         You can not smoke in this room. (คุณไม่ได้รับอนุญาตให้สูบบุหรี่ในห้องนี้)

-         They may be late tomorrow. (พวกเขาอาจจะมาสายวันพรุ่งนี้)

-         We saw him take the money. (เราเห็นเขาเอาเงินไป)

-         I heard her play the piano. (ผมได้ยินเธอเล่นเปียโน)

-         He makes me laugh all the time. (เขาทำให้ผมหัวเราะตลอดเวลา)

-         She watched him go with another woman. (เธอเห็นเขาไปกับผู้หญิงอีกคนหนึ่ง)

-         Their boss let them leave before the office hour was over. (เจ้านายยอมให้พวกเขาออกไปก่อนเวลางานเลิก)

5.  Mr. Jones finally _________ a promotion, and he was very happy to get it. (ในที่สุด  มิสเตอร์โจนส์ ____________ การเลื่อนชั้นเลื่อนตำแหน่ง  และเขาก็ดีใจมากที่ได้มัน)

     (a) received (ได้รับ)

     (b) conceived (คิด, ตั้งครรภ์)

     (c)  perceived (สังเกตเห็น, มองเห็น, มองออก, เข้าใจ)

     (d) deceived (โกง, ต้มตุ๋น, หลอกลวง)

หมายเหตุ – ตอบข้อ  a.  เพราะสมเหตุผลมากที่สุด

6.  In order to be __________ to the building, you must show proper identification. (เพื่อให้ได้รับการ _____________  สู่อาคาร  คุณจะต้องแสดงการระบุตัวตน (ของคุณ) ที่สมควร – คือแสดงบัตรประชาชนหรืออื่นๆ)

     (a)  submitted (เสนอ, เสนอให้พิจารณา, ยอมจำนน, ยอมตาม, อ่อนน้อม)

     (b) admitted (รับเข้าไป – ในตัวอาคาร, โรงพยาบาล, โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย)

     (c)  remitted (ส่งเงิน, อภัยโทษ, ยกโทษ, ยกหนี้, ผ่อนคลาย, บรรเทา, ทำให้กลับสู่สภาพเดิม)

     (d) emitted (ปล่อยหรือเปล่งออกมา, ฉาย, ส่อง, แพร่กระจาย)

หมายเหตุ – ตอบข้อ b.  เพราะสมเหตุสมผลที่สุด – คือ  เพื่อที่จะได้รับ admit  ให้เข้าไปในตัวอาคาร  จะต้องแสดงบัตรหรือการระบุตัวตนของตนก่อน

7.  He _________ an employee of this company ever since he first started working. (เขา ____________  ลูกจ้างของบริษัทนี้ตั้งแต่ที่เขาเริ่มต้นทำงานครั้งแรก)

     (a)  is

     (b) was

     (c)  has been

     (d) will be

หมายเหตุ – ตอบข้อ c.  เพราะข้อนี้ต้องใช้รูป present perfect tense  คือ subject + has หรือ  have + verb  ช่อง 3 (ในที่นี้คือ has +  ช่องที่ 3  ของ verb to be  คือ been) เนื่องจากเป็นลูกจ้างบริษัทนี้ตั้งแต่อดีต  จนถึงปัจจุบันก็ยังเป็นอยู่  แสดงถึงการต่อเนื่องยาวนาน  ถ้าตอบข้อ a.  หมายถึง เป็นลูกจ้างในปัจจุบันเท่านั้น  มิได้ต่อเนื่องมาจากอดีต   ข้อ  b.หมายถึงเป็นลูกจ้างในอดีต  ส่วนข้อ c.  จะเป็นลูกจ้างในอนาคต

8.  If you wish to speak with the director, you should _________ an appointment first. (ถ้าคุณปรารถนาจะพูดกับผู้อำนวยการ  คุณควรจะ ___________   นัดหมายก่อน)

     (a)  will make

     (b) made

     (c)  making

     (d) make

หมายเหตุ – ตอบข้อ d.  เพราะกริยาที่ตามหลัง should  จะต้องเป็น verb ช่องที่ 1 และไม่มี  to  นำหน้าเสมอ  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมในข้อ  4.

9.  We _________  finish this work soon because the deadline is approaching. (เรา ____________  ทำงานนี้ให้เสร็จโดยเร็ว  เพราะว่าเส้นตายกำลังใกล้เข้ามาแล้ว)

     (a)  have

     (b) will have

     (c)  had to (จำเป็นต้อง)

    (d) have to (จำเป็นต้อง)

หมายเหตุ – ตอบข้อ d.  ใช้ have to ในรูปปัจจุบัน (present simple tense) เพราะ clause ที่ตามหลัง because เป็น   present continuous tense (is approaching) จึงต้องใช้ tense ให้สอดคล้องกัน คือ present simple   กับ  present continuous  ส่วนข้อ  c. ผิดเพราะเป็น  past tense  (เหตุการณ์ในอดีต)  สำหรับข้อ a. และ b.  ผิดเพราะหลัง verb have  ต้องตามด้วย verb  ช่องที่ 3 (have finished)  เสมอ

10.  The _________ businessperson always dresses appropriately. (นักธุรกิจ ______________ มักจะแต่งตัวอย่างเหมาะสมเสมอ)          

     (a)  succeed (ประสบความสำเร็จ)

     (b) success (ความสำเร็จ)

     (c)  successful (ซึ่งประสบความสำเร็จ)

     (d) succession (การต่อเนื่อง, ลำดับ, การสืบมรดก, การสืบทอดตำแหน่ง, การรับช่วง,  สิทธิการรับช่วง, ผู้รับช่วงต่อ, ทายาท, ผู้สืบตระกูล)

หมายเหตุ – ตอบข้อ c.  เนื่องจากคำที่ขยายหน้าคำนาม คือ businessperson  ต้องเป็นคำคุณศัพท์ (adjective) ซึ่งก็คือ successful

11.  They expect __________ before noon tomorrow. (พวกเขาคาดหวัง ____________  ก่อนบ่ายวันพรุ่งนี้)

     (a)  arrive

     (b) to arrive (มาถึง)     

     (c)  arriving

     (d) will arrive

หมายเหตุ – ตอบข้อ b.   เนื่องจาก verb  ที่ตามหลัง expect   ต้องเป็น infinitive with to  คือ  verb  ที่มี  to  นำหน้าเสมอ  verb  ประเภทเดียวกับ expect  ได้แก่  agree (เห็นพ้อง, ตกลง)  attempt (พยายาม)  begin (เริ่มต้น – begin อาจตามด้วย verb + ing  ก็ได้)  start (เริ่มต้น – start  อาจตามด้วย verb + ing  ก็ได้)  desire (ปรารถนา)  deserve (สมควรได้รับ)  forget  (ลืม)  hope (หวัง)  learn (เรียนรู้)  afford (จัดให้มี, สามารถให้ได้หรือมีได้)  manage (จัดการ, พยายาม)  arrange (จัดแจง, เตรียมการ)  fail (ล้มเหลว)  forget (ลืม)  promise (สัญญา)  refuse (ปฏิเสธ)  offer (เสนอ)  plan (วางแผน)  threaten (ขู่, คุกคาม)  pretend (แสร้งทำ)  seem (ดูเหมือนว่า)  ตัวอย่างการใช้กริยาประเภทนี้  ได้แก่

-         They agree to meet next week. (พวกเขาตกลงที่จะพบกันสัปดาห์หน้า)

-         He decided to buy a new house. (เขาตัดสินใจที่จะซื้อบ้านหลังใหม่)

-         They can not afford to buy a new car. (พวกเขาไม่มีเงินพอที่จะซื้อรถยนต์ใหม่)

-         She seems to like her new office. (เธอดูเหมือนว่าจะชอบที่ทำงานแห่งใหม่)

-         They hoped to get a new job soon. (พวกเขาหวังว่าจะได้งานใหม่ในไม่ช้า)

-         She started to work in the morning. (เธอเริ่มทำงานในตอนเช้า)

-         The government planned to construct a new dam. (รัฐบาลมีแผนที่จะสร้างเขื่อนแห่งใหม่เขื่อนหนึ่ง)

-         We failed to finish the work in time. (เราล้มเหลวที่จะทำงานให้เสร็จทันเวลา)

-         She forgot to buy him a new wallet. (เธอลืมซื้อกระเป๋าสตางค์ใบใหม่ให้เขา)

-         He pretended not to see her. (เธอแสร้งทำเป็นไม่เห็นเธอ)

นอกจากนั้นยังมี verb +  กรรม + infinitive with to  หรือ verb  ที่มี to นำหน้า    verb ประเภทนี้ ได้แก่  ask (ขอร้อง)  allow (อนุญาตให้)  encourage (กระตุ้น, ให้กำลังใจ)  cause (เป็นเหตุให้)  expect (คาดหวัง)  force (บังคับ)  advise (แนะนำ)  get (ใช้)  invite (เชื้อเชิญ)  forbid (ห้าม)  command (สั่ง)  hire (จ้าง)  instruct (สอน, แนะนำ)  lead (นำ)  motivate (กระตุ้น)  persuade (ชักชวน, หว่านล้อม)  permit (อนุญาต)  promise (สัญญา)  require (ต้องการ, กำหนด)  tell (บอก)  teach (สอน)  remind (เตือนให้ระลึกถึง)  want (ต้องการ)  warn (เตือน)  urge (กระตุ้น, เร่งรัด)  train (ฝึกหัด, ฝึกฝน) และ  would like (อยากที่จะ, ชอบที่จะ)  ตัวอย่างการใช้ verb  เหล่านี้  ได้แก่

-         We warned him to arrive early. (เราเตือนเขาให้มาถึงแต่เนิ่นๆ)

-         They encouraged her to try again. (พวกเขากระตุ้นให้เธอพยายามอีกครั้ง)

-         His teacher advised him not to miss the class. (ครูของเขาแนะนำเขาไม่ให้ขาดเรียน)

-         She urged me to write her a letter each month. (เธอกระตุ้นผมให้เขียนจดหมายถึงเธอทุกเดือน)

-         The earthquake caused the buildings to collapse. (แผ่นดินไหวเป็นเหตุให้อาคารต่างๆพังครืนลง)

-          Their coach trained them to play more efficiently. (โคชฝึกฝนพวกเขาให้เล่นอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น)

-         My boss required me to get to the office in time. (เจ้านายของผมต้องการให้ผมไปถึงออฟฟิศทันเวลา)

-         The doctor forbade him to eat too much. (หมอห้ามเขามิให้กินมากเกินไป)

-         She expected me to perform my duty more effectively. (เธอคาดหวังผมให้ทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิผลมากขึ้น)

-         We hired a guard to look after our house. (เราจ้างยามให้ดูแลบ้านของเรา)

12.  They made a very _________ offer, so we signed the contract.

     (a) attractive (ซึ่งมีเสน่ห์, ดึงดูดใจ)

     (b) attract (ดึงดูด, ทำให้หลงเสน่ห์)

     (c)  attracted 

     (d) attraction (เสน่ห์, แรงหรือสิ่งดึงดูดใจ)

หมายเหตุ – ตอบข้อ a. เนื่องจากคำขยายหน้าคำนาม offer  ต้องเป็นคำคุณศัพท์ (attractive) ส่วนข้อ  b. และ c.  เป็นคำกริยา  ข้อ d.  เป็นคำนาม

13.  Once you start using the new software, you will be able to do your work much more __________. (เมื่อคุณได้เริ่มใช้ซ้อฟแวร์ตัวใหม่  คุณจะสามารถทำงานของคุณได้ ____________ มากขึ้นเป็นอย่างมาก)

      (a)  ease (ความง่าย, ความสะดวก)

      (b) easier (ง่ายกว่า)

      (c)  easement (ความง่าย-สบาย-ไร้กังวล, สิ่งอำนวยความสะดวก, สิทธิที่บุคคลพึงมี)

      (d) easily (อย่างง่ายดาย)

หมายเหตุ – ตอบข้อ d.  เนื่องจากคำที่ขยายคำกริยา (do)  ต้องเป็นคำกริยาวิเศษณ์  (adverb)   คือ  (easily)

14.  Mary worked very hard and put in a lot of overtime hours because she hoped for an __________ in her salary. (แมรี่ทำงานหนักมาก  และทำงานในชั่วโมงนอกเวลางานอย่างมากมาย  เพราะว่าเธอหวังจะได้ ____________  เงินเดือนของเธอ)

     (a)  inquest (การสอบสวนคดี, การพิจารณาคดี)

     (b) inquiry (การสอบสวน, การตรวจสอบ)

     (c)  increase (การขึ้น, การเพิ่ม)

     (d) incursion (การบุกรุก, การโจมตี, การรุกล้ำ)

หมายเหตุ – ตอบข้อ c.  เพราะสมเหตุผลที่สุด

15.  By the time we got to the train station, the train ________. (ในตอนที่เราไปถึงสถานีรถไฟ  รถไฟ _____________ )

     (a)  has already left

     (b) had already left

     (c)  had already been left

     (d) will have already left

หมายเหตุ – ตอบข้อ b.  เนื่องจากต้องเป็น past perfect tense (had + verb ช่อง 3  เพื่อแสดงว่า  รถไฟได้ออกไปก่อนที่เราจะไปถึงสถานีรถไฟ (ซึ่งเกิดทีหลัง)  เป็นการใช้ past perfect tense (เหตุการณ์ที่เกิดก่อน)  คู่กับ past simple tense (เหตุการณ์ที่เกิดทีหลัง)  คือ verb  ช่องที่ 2 (got to)

16.  You will find all the pencils you need _________ that drawer. (คุณจะพบดินสอทั้งหมดที่คุณต้องการ ____________ ลิ้นชักนั้น)

     (a) in (ใน)

     (b) on (บน)

     (c)  under (ใต้)

     (d) through (ทะลุ, ฝ่า, ตลอด)

หมายเหตุ – ตอบข้อ a.  เพราะสมเหตุสมผลมากที่สุด

17.  It is necessary to have at least one advanced degree in order to ________ in today’s job market. (มันเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องมีอย่างน้อยที่สุดปริญญาระดับปริญญาตรีขึ้นไปหนึ่งใบเพื่อที่จะ ____________  ในตลาดงานในปัจจุบัน)

     (a)  competent (มีความสามารถ-ความชำนาญ, มีประสบการณ์)

     (b) compete (แข่งขัน)

     (c) competitive (ซึ่งแข่งขันกัน)

     (d) competition (การแข่งขัน)

หมายเหตุ – ตอบข้อ b.  เนื่องจากกริยาหลัง in order to  ต้องเป็น verb  ช่องที่ 1 เสมอ ส่วนข้อ a.  และข้อ c.  เป็นคำคุณศัพท์ (adjective)  ข้อ d.  เป็นคำนาม (noun)

18.  If the weather is bad, we _________ the trip. (ถ้าอากาศเลวร้าย  พวกเรา ______________ การเดินทาง)

     (a)  canceled (ยกเลิก)

     (b) have canceled

     (c)  will cancel

     (d) are canceling

หมายเหตุ – ตอบข้อ c.  เนื่องจากเป็นการใช้ future tense (will + verb ช่องที่ 1)  คู่กับ  present simple tense (is) เป็นการแสดงเงื่อนไขในอนาคต คือ ถ้าอากาศไม่ดี (ในอนาคต)  เราก็จะยกเลิกการเดินทาง

19.  Mrs. Wilson was fired _________ she always arrived late and never finished her work. (นางวิลสันถูกไล่ออก ____________  เธอมักจะมาสายเสมอและไม่เคยทำงานเสร็จ)

     (a) because (เพราะว่า)

     (b) however (อย่างไรก็ตาม)

     (c)  though (ถึงแม้ว่า)

     (d) unless (ถ้า............ไม่)

หมายเหตุ – ตอบข้อ a.  เนื่องจากข้อความในประโยคใหญ่และประโยคย่อยเป็นเหตุเป็นผลกัน คือ เธอถูกไล่ออก  เพราะว่ามาทำงานสายเป็นประจำ)

20.  Just walk ________ that door and you will see the copy machine on the other side. (เพียงแต่เดิน ____________   ประตูบานนั้น  และคุณก็จะเห็นเครื่องถ่ายเอกสารอยู่อีกด้านหนึ่ง)

     (a)  under (ใต้)

     (b) between (ระหว่าง)

     (c)  around (รอบๆ)

     (d) through (เข้าไปใน, ฝ่าเข้าไปใน, ทะลุเข้าไป)

หมายเหตุ – ตอบข้อ d.  เพราะสมเหตุสมผลที่สุด  คือ เดินผ่านประตูเข้าไป

21.  We decided not to rent that office because it was not very _________. (เราตัดสินใจที่จะไม่เช่าสำนักงานนั้น  เพราะว่ามันไม่ ____________  มากนัก)

     (a) spacious (กว้างขวาง, กว้างใหญ่ไพศาล, มีเนื้อที่มาก)

     (b) spaciousness (ความกว้างขวาง-กว้างใหญ่ไพศาล)

     (c)  space (อวกาศ, ช่องว่าง, ที่ว่างเปล่า, ที่ว่างเปล่าในท้องฟ้า, ระยะห่าง, ช่องว่างระหว่างบรรทัด, ที่นั่งในรถไฟ-เครื่องบิน ฯลฯ)

    (d) spaced (เว้นช่อง, เว้นระยะ, เว้นวรรค, เว้นช่องบรรทัด)

หมายเหตุ – ตอบข้อ a.  เนื่องจากขยาย  verb to be (was)   จึงต้องเป็นคำคุณศัพท์ (spacious)  ส่วนข้อ b.  และ c.  เป็นคำนาม  ข้อ d.  เป็นคำกริยา

22.  I _________ eat at expensive restaurants because I don’t have a lot of extra money. (ผม __________ รับประทานอาหารที่ภัตตาคารที่ราคาแพง  เพราะว่าผมไม่มีเงินพิเศษมากนัก)

     (a)  always (ทำเป็นประจำสม่ำเสมอโดยตลอด  ความถี่เป็น 100%)

     (b) seldom (ไม่ใคร่ได้ทำ, ทำนานๆครั้ง  ความถี่เป็น 20%)

     (c)  often (ทำบ่อยๆ  ความถี่เป็น 60% )

     (d) usually (ทำเป็นปกติ, ทำอยู่เสมอ  ความถี่เป็น 80% )

หมายเหตุ – ตอบข้อ  b.  เนื่องจากสมเหตุสมผลมากที่สุด คือ ไม่ค่อยได้ไปกินเพราะว่าไม่มีรายได้พิเศษมากมายอะไร

23.  __________ have changed the face of the modern workplace. ( __________  ได้เปลี่ยนโฉมหน้าของสถานที่ทำงานแบบทันสมัย)

     (a)  Computer

     (b) The computer

     (c)  Computers

     (d) A computer

หมายเหตุ – ตอบข้อ c.  เนื่องจากต้องใช้ประธานของประโยค คือ  computer ในรูปพหูพจน์  เพื่อให้สอดคล้องกับ have changed  ส่วนข้อ a.  b.  และ  d. เป็นรูปเอกพจน์

24.  Our boss is very organized and tidy and _________ that we keep the office neat. (นายของเราเป็นระบบ (หรือมีประสิทธิภาพ) และเป็นระเบียบเรียบร้อย-สะอาดสะอ้านมาก  และ ________  ว่าเราจะต้องดูแลรักษาสำนักงานให้เป็นระเบียบเรียบร้อย)

     (a)  consists (ประกอบด้วย)

     (b) assists (ช่วยเหลือ, สงเคราะห์, สนับสนุน)

     (c)  resists (ต้านทาน, ยับยั้ง)

     (d) insists (ยืนยัน, ยืนกราน, ยืนหยัด, เรียกร้อง)

หมายเหตุ – ตอบข้อ d.  เพราะสมเหตุสมผลที่สุด

25.  The walls are in bad shape and will require ____________ before we can begin painting them. (กำแพง – หรือฝาผนัง – อยู่ในสภาพที่แย่มาก  และจะต้องการ ____________ ก่อนที่เราจะสามารถเริ่มต้นการทาสีมัน)

     (a)  prepare (เตรียมการ, จัดเตรียม)

     (b)  preparation (การเตรียมการ)

     (c)  preparer (ผู้จัดเตรียม-เตรียมการ)

     (d) preparatory (เกี่ยวกับการเตรียมการ, เบื้องต้น)

หมายเหตุ – ตอบข้อ b.  เนื่องจาก require  เป็นคำกริยาที่ต้องการกรรมมารับ  ซึ่งต้องเป็นคำนาม ในที่นี้คือ “preparation”  เพราะได้ความหมายดีที่สุด  ส่วนข้อ a.  เป็นคำกริยา   ข้อ c.  ก็เป็นคำนามเช่นกัน  แต่ความหมายสู้ข้อ  b. ไม่ได้   นอกจากนั้น  “preparer”  เป็นนามเอกพจน์นับได้ จะอยู่ลอยๆไม่ได้  ต้องมี  “article” มานำหน้า ไม่ “a”  ก็ “the”  หรือไม่ก็ต้องอยู่ในรูปพหูพจน์ คือ “preparers”  ไปเลย  สำหรับข้อ d.  เป็นคำคุณศัพท์

26.   When payday _____________ , all employees will receive their checks in the mail. (เมื่อวันเงินเดือนออก __________  ลูกจ้างทุกคนจะได้รับเช็คของตนในจดหมายที่ส่งทางไปรษณีย์)

     (a)  arrived

     (b) will arrive

     (c)  arrives (มาถึง)

     (d) arriving

หมายเหตุ – ตอบข้อ c.  เนื่องจากต้องใช้กริยาของประโยคย่อยในรูป “present simple tense” (arrives)  เพื่อให้สอดรับกับรูป “future tense” (will receive)  ในประโยคใหญ่ เพราะข้อ ความนี้เป็นเหตุการณ์ในอนาคต  ส่วนข้อ a.  ผิดเพราะเป็นอดีต  ข้อ b. ผิด เพราะไม่ใช้รูป “future tense” (will arrive)  ทั้งในประโยคใหญ่และย่อย  ส่วนข้อ  d.  มิใช่กริยาแท้ของประโยคย่อย

27.  You can always count on Ms. Linda, as she is one of our most ___________ employees. (คุณสามารถพึ่งพามิสลินดาได้เสมอ  เนื่องจากเธอเป็นหนึ่งในบรรดาลูกจ้าง ____________ ที่สุดของเรา)

     (a)  depend (พึ่งพาอาศัย, ขึ้นอยู่กับ)

     (b) depending

     (c)  dependence (การพึ่งพาอาศัย, สิ่งที่วางใจ, การติดหรือต้องการสิ่งใดเป็นอย่างมาก)

     (d) dependable (เชื่อถือได้, พึ่งพาได้, ไว้วางใจได้)

หมายเหตุ – ตอบข้อ d.  เนื่องจากคำขยายหน้าคำนาม  “employees”  จะต้องเป็นคำคุณศัพท์ “dependable”  ส่วนข้อ  a.  เป็นคำกริยา  ข้อ  b. เป็น “gerund” ต้องใช้เป็นประธานหรือกรรมของประโยค  หรือ ถ้าเป็น “participle”  ขยายหน้าคำนาม จะมีความหมายว่า  “ซึ่งพึ่งพาอาศัยผู้อื่น”  สำหรับข้อ  c. เป็นคำนาม

28.   ____________ Mr. Wilson works very hard and always meets his deadlines, he still hasn’t been given a promotion. ( ___________  มิสเตอร์วิลสันทำงานหนักมากและมักทันเส้นตายเสมอ   เขายังคงไม่ได้รับการเลื่อนชั้นเลื่อนตำแหน่ง)

     (a)  Despite (ทั้งๆที่)

     (b) Since (ตั้งแต่, เพราะว่า)

     (c) Although (แม้ว่า, ถึงแม้ว่า)

     (d) Even (แม้กระทั่ง)

หมายเหตุ – ตอบข้อ  c.  เนื่องจากข้อความในประโยคย่อยที่นำหน้าด้วย “although”  ขัดแย้งกับข้อความในประโยคใหญ่ที่อยู่หลังคอมม่า  คือ “แม้ว่าขยันทำงาน  เขาไม่ได้เลื่อนตำแหน่ง” จึงต้องใช้  “แม้ว่า”  ส่วนข้อ  a.  ต้องตามด้วยวลี เช่น  “Despite Mr. Wilson’s hard work”  หรือ  “Despite the heavy rain”   สำหรับข้อ  b.  และ d.  ไม่ได้ความหมาย

29.  The government will _____________ new price controls on the industry next year. (รัฐบาลจะ _______   การควบคุมราคาครั้งใหม่ในด้านอุตสาหกรรมในปีหน้า)

     (a)  compose (ประกอบด้วย, ก่อตัวเป็น, แต่ง, สำรวมใจ, เรียบเรียง, เรียงพิมพ์)

     (b) suppose (สมมติ, สัณนิษฐาน, คาดการณ์)

     (c)  repose (นอนพิง, อิง, นอนพักผ่อน, นอนหลับ)

     (d) impose (กำหนด, กำหนดให้มี, บังคับเอา, จัดเก็บภาษี, กำหนดโทษ, ยัดเยียดให้)

หมายเหตุ – ตอบข้อ d.  เพราะสมเหตุสมผลที่สุด

30.  We will have to come to an agreement ____________ the end of this month. (เราจำเป็นจะต้องมาทำความตกลงกัน __________  ปลายเดือนนี้)

     (a) Before (ก่อน)

     (b) When (เมื่อ)

     (c)  Until (จนกระทั่ง)

     (d) During (ในระหว่าง, ในช่วง)

หมายเหตุ – ตอบข้อ  a. (“before” สามารถตามด้วยวลีหรือประโยค (subject + verb)  ในที่นี้คือวลี “the end of this month”)  ส่วนข้อ  b.  ต้องตามด้วยประโยค คือ  subject + verb  หรือ “participle” (verb + ing)  สำหรับข้อ c. ไม่ได้ความหมาย  ส่วนข้อ d. ต้องตามด้วยช่วงของระยะเวลา เช่น “during this month”  “during the rush hours”  “during January”   คำว่า  “during” จะตามด้วย “the end of this month”  ไม่ได้ เนื่องจากเป็นจุดของเวลา  มิใช่ความยาวของเวลา

31.    This VCD player is expensive, but it is ____________ than the other one. (เครื่องเล่นวีซีดีนี้มีราคาแพง  แต่มัน ___________  กว่าเครื่องเล่นตัวอื่นๆ)

     (a)  durable (ทนทาน)

     (b) more durable (ทนทานกว่า)

     (c)  most durable (ทนทานที่สุด)

     (d) durably (อย่างทนทาน)

หมายเหตุ – ตอบข้อ b.  เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบขั้น “กว่า” (comparative)  ดูได้จากคำว่า   “than”  และเนื่องจากคำว่า  “durable”  เป็นคำพยางค์ยาว  จึงต้องใช้  “more” นำหน้าในการเปรียบเทียบ

32.  Prices are expected to ____________ before the end of the year. (ราคาได้รับการคาดหวังว่าจะ __________  ก่อนปลายปี)

     (a)  raise (ยกขึ้น, ชูขึ้น, ปลูกพืชหรือเลี้ยงสัตว์)

     (b) growth (ความเจริญเติบโต)

     (c)  rise (สูงขึ้น, เพิ่มขึ้น)

     (d) up (เป็น preposition  หมายถึง “ขึ้น”)

หมายเหตุ – ตอบข้อ  c. เนื่องจากหลัง  “to”  ต้องตามด้วยคำกริยา  ส่วน  “raise”  เป็นคำกริยาก็จริง  แต่ต้องมีกรรมที่เป็นคำนามมารับด้วย  ซึ่งในที่นี้  “before the end  ……”  มิใช่คำนาม  แต่เป็นวลีที่บอกเวลา  จึงใช้ไม่ได้  สำหรับข้อ  d.  เป็น preposition  จึงใช้ไม่ได้

33.   Because so few people showed ____________ for the meeting, we decided to postpone it to a later date. (เพราะว่ามีผู้คนน้อยมากที่ _________  สำหรับการประชุม  เราจึงตัดสินใจเลื่อนมันออกไปเป็นวันอื่น)

     (a)  down

     (b) off

     (c)  through

    (d)  up

หมายเหตุ – ตอบข้อ  d.  เนื่องจาก “show up”  หมายถึง  “ปรากฏตัว, โผล่มา, แสดงตัว”  ส่วน  “show off” หมายถึง “โอ้อวด”  สำหรับข้อ  a.  และ c. ไม่มีความหมาย

34.   The meeting will take place tomorrow from 10:00 _____________ 11:00 a.m. (การประชุมจะเกิดขึ้นวันพรุ่งนี้  จาก ๑๐.๐๐ ___________  ๑๑.๐๐ น.)

     (a)  at

     (b) on

     (c)  in

     (d) to (ถึง)

หมายเหตุ – ตอบข้อ d.  เนื่องจากเป็นการใช้คำคู่ คือ  “from …….to” (จาก .......ถึง)   “both ……and” (ทั้ง .........และ)   “either …….or” (ไม่ .........ก็)  “neither ……nor” (ไม่ทั้ง .........และ)   “not only …….but also” (ไม่เพียงแต่ ............แต่ยัง ..........อีกด้วย)

35.   The new rug looks very nice ____________ that table. (พรมผืนใหม่ดูดี-สวยงามมาก __________ โต๊ะตัวนั้น)

     (a)  floor (พื้น)

     (b) down (ล่าง)

     (c)  under (ใต้)

     (d) bottom (ก้น, ส่วนที่อยู่ลึกที่สุด, ข้างใต้, พื้นน้ำ (ทะเล, มหาสมุทร), ตอนท้ายสุด, ปลาย, ที่นั่งสุดท้าย)

หมายเหตุ – ตอบข้อ  c.  เพราะเป็นเรื่องของ “preposition”  ที่บอกสถานที่  คือตำแหน่งของพรมว่าอยู่ใต้โต๊ะ  สำหรับข้อ  a. และ d.  เป็นคำนาม  จึงใช้ไม่ได้  ส่วนข้อ  b. “down”  เป็นกริยาวิเศษณ์ (adverb) จึงต้องใช้ขยายคำกริยา เช่น “come down”  “sit down”  “walk down the street”  เป็นต้น

36.  Mr. Brandon is not a particularly interesting speaker, and several people fell asleep ____________ his lecture. (มิสเตอร์แบรนดอนมิได้เป็นผู้พูดที่น่าสนใจเป็นพิเศษ  และหลายๆคนก็ผลอยหลับไป __________ การบรรยายของเขา)

     (a)  while (ในขณะที่)

     (b) during (ในระหว่าง, ในช่วงเวลา)

     (c)  although (ถึงแม้ว่า)

     (d) because (เพราะว่า)

หมายเหตุ – ตอบข้อ  b.  เนื่องจาก  “during”  เป็น preposition  จึงต้องตามด้วยคำนามหรือวลี  ในที่นี้  “his lecture”  เป็นวลี   สำหรับข้อ  a. (while)  ต้องตามด้วยประโยค คือ  subject + verb  หรือตามด้วย   verb + ing ก็ได้   ส่วนข้อ  c.  และ d.  ต้องตามด้วยประโยค  คือ  subject + verb  ดังตัวอย่างประโยค  เช่น

-         He went out while it was raining. (เขาออกไปข้างนอกในขณะที่ฝนกำลังตก)

-         While walking in the street, I met my old friend. (ขณะกำลังเดินอยู่บนถนน  ผมได้พบเพื่อนเก่า)

-         A number of houses were devastated during the war. (บ้านจำนวนมากถูกทำลายย่อยยับในระหว่างสงคราม)

-         Although he is poor, he is honest. (แม้ว่าเขาจะจน  เขาเป็นคนซื่อสัตย์)

-         Because he did not study hard enough, he failed in the exam. (เพราะว่าเขามิได้ขยันเรียนมากพอ  เขาจึงสอบตก)    

37.   The building ____________ during the heavy thunderstorm last night. (อาคาร __________ ในระหว่างพายุฟ้าคนองอย่างหนักเมื่อคืนนี้)

     (a) was damaged (ถูกทำลาย)

     (b) was damaging  (กำลังทำลาย)

     (c)  damage (ทำลาย)

     (d) damaged (ทำลาย)

หมายเหตุ – ตอบข้อ  a. เนื่องจากต้องใช้ในรูป  passive voice  (อาคารถูกทำลาย) และเป็นอดีตด้วย  โดยดูจาก “last night” ส่วนข้อ  b. อยู่ในรูป “active voice”  ในแบบ past continuous tense (was damaging)  คือ อาคารเป็นผู้ทำลาย  ซึ่งไม่ถูกต้อง  ส่วนข้อ  d. (damaged)   เป็นอดีตก็จริง  แต่อยู่ในรูป active voice   ซึ่งผิด  ส่วนข้อ  c. (damage) ผิดทั้ง  tense  และ  voice  คือ  verb (damage)  มิได้แสดงอดีต  และไม่แสดงการถูกกระทำ  คือ “ถูกทำลาย” ด้วย  คือต้องเป็น  “was damaged”

38.             These rooms ____________ before the conference next week. (ห้องเหล่านี้ __________ ก่อนการประชุมในสัปดาห์หน้า)

      (a)  will paint

      (b) will be painted

      (c)  paint

     (d) are going to paint

หมายเหตุ – ตอบข้อ  b. เนื่องจากเป็นอนาคต  โดยดูจาก  “next week”  และต้องเป็น  passive voice  ด้วย  เนื่องจาก ห้องระบายสีเองไม่ได้  แต่ต้อง “ถูกระบายสี”  รูปอนาคตที่เป็น

passive voice  คือ  “subject + will (shall) + be + verb 3  ส่วนข้อ  a.  c.  และ  d.  ไม่เข้าในกรณีนี้  ตัวอย่างประโยคที่เป็นอนาคตแบบ  passive voice  ได้แก่

-         That student will be punished for his laziness. (นักเรียนคนนั้นจะถูกลงโทษเพราะความขี้เกียจของเขา)

-         You will be hit by a car if you walk across the street without looking carefully. (คุณจะถูกรถชนถ้าคุณเดินข้ามถนนโดยไม่มองอย่างรอบคอบ)

-         The work will be finished by noon tomorrow. (งานจะถูกทำเสร็จราวๆบ่ายพรุ่งนี้)

-         My term paper will be submitted to the teacher next week. (รายงานประจำเทอมของผมจะถูกส่งมอบให้อาจารย์สัปดาห์หน้า)

-         The construction project will be completed next year. (โครงการก่อสร้างจะถูกทำให้แล้วเสร็จปีหน้า)

39.   This machine is ____________ cheap nor reliable. (เครื่องจักรนี้ ________  ราคาถูกและไว้ใจไม่ได้ด้วย – คือ ทั้งราคาไม่ถูกและไว้ใจไม่ได้)

     (a)  both (ทั้ง ๒ อย่าง)

     (b) either (อย่างใดอย่างหนึ่ง)

     (c)  neither (ทั้งไม่)

     (d) but (แต่)

หมายเหตุ – ตอบข้อ  c. เนื่องจากเป็นการใช้คำคู่  “neither ……… nor”  (ไม่ทั้ง ..........และไม่ .......... ด้วย)  สำหรับคำคู่อื่นๆ  ให้ดูคำอธิบายในข้อ  34.  ตัวอย่างเช่น

-         She is both sweet and kind. (เธอทั้งหวานและใจบุญ)

-         They neither commended nor criticized the show. (พวกเขาทั้งไม่ยกย่องและไม่วิจารณ์การแสดง)

-         You either accept or reject his offer. (คุณรับหรือไม่ก็ปฏิเสธข้อเสนอของเขาอย่างใดอย่างหนึ่ง)

-         We not only gave them food but also gave them a ride at the border. (เราไม่เพียงแต่ให้อาหารเขา  แต่ยังขับรถไปส่งเขาที่ชายแดนด้วย)

40.  Of all the people who applied for the position, Miss Samantha is the  _____________. (ในบรรดาคนทั้งหมดซึ่งสมัครตำแหน่งนี้  มิสซาแมนธ่า ______________ )

     (a)  qualified (มีคุณสมบัติ-คุณวุฒิ)

     (b) qualification (คุณสมบัติ, คุณวุฒิ)

     (c)  more qualified (มีคุณสมบัติเหมาะสมกว่า)

(d) most qualified (มีคุณสมบัติเหมาะสมที่สุด)

หมายเหตุ – ตอบข้อ  d.  เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบในบรรดาคนหลายๆคน  โดยดูจาก “of all the people”  เพราะฉะนั้น  จึงต้องใช้รูป  “superlative degree”  คือ “ขั้นสุด”  แต่เนื่องจาก  “qualified”  เป็นคำพยางค์ยาว  จึงต้องใช้  “the most”  นำหน้า  ตัวอย่างอื่นๆ เช่น

-         His house is the biggest in the village. (บ้านของเขาใหญ่ที่สุดในหมู่บ้าน)

-         They are the poorest people of the country. (พวกเขาเป็นคนที่จนที่สุดของประเทศ)

-         It is the most difficult problem for us to solve. (มันเป็นปัญหาที่ยากที่สุดสำหรับเราที่จะแก้ไข)

-         Of all the cars I saw at the motor show, the one I bought is the cheapest. (ในบรรดารถยนต์ที่ผมดูที่งานมอเตอร์โชว์  รถคันที่ผมซื้อมามีราคาถูกที่สุด)

41.   We will have the old building ____________ before we start to construct a new one. (เราจะให้ตึกหลังเก่า __________  ก่อนที่เราจะเริ่มสร้างตึกหลังใหม่)

     (a)  demolish (รื้อทำลาย)

     (b) demolished (ถูกรื้อทำลายทิ้ง)

     (c)  demolishes

     (d) to demolish

หมายเหตุ – ตอบข้อ  b.   เนื่องจากอยู่ในรูป “subject + have (has) + something + done (หรือ V. 3) (+ by someone)= ประธานให้ “อะไร” “ถูกทำ” “โดยใคร”  ทั้งนี้  ตรง  “โดยใคร” จะมีหรือไม่ก็ได้  ดังตัวอย่างประโยค

-         I have my hair cut (by the barber) once in two months. (ผมตัดผม ๒ เดือนครั้ง)

-         She has her dress made (by the dressmaker) every month. (เธอตัดชุดทุกเดือน)

-         He has his car cleaned every day. (เขาทำความสะอาดรถทุกวัน)

-         They have their house painted (by their friends) every year. (พวกเขาทาสีบ้านทุกปี)

หมายเหตุ – ประโยคทั้ง ๔ ประโยคข้างบน  ต้องเข้าใจว่าประธานของประโยคมิได้ทำกริยาเอง  แต่ให้คนอื่นทำให้  ดังนั้น  ข้อความที่อยู่ในวงเล็บ “by the barber”  “by the dressmaker”  จะมีหรือไม่ก็ได้  เพราะมิได้มีความสำคัญแต่อย่างใด  เพียงแต่ต้องการเน้นว่ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นเท่านั้น   เช่น  “ตัดผม”  “ตัดชุด”  “ทำความสะอาด”  และ “ทาสี” ซึ่งประธานของประโยคมิได้ทำกริยาเหล่านี้เอง  แต่ให้คนอื่นทำให้  ซึ่งถ้าแปลตรงๆ จะเป็นว่า “ผมให้ผมถูกตัด”  “เธอให้ชุดถูกตัด”  “เขาให้รถถูกทำความสะอาด” และ “พวกเขาให้บ้านถูกทาสี”  แต่ในภาษาไทยไม่พุดแบบนี้  แต่จะพูดว่า  “ผมตัดผม”  “เธอตัดชุด”  “เขาทำความสะอาดรถ”  ทั้งๆที่ประธานประโยคมิได้ทำกริยาเหล่านี้เอง