หมวดข้อสอบ STRUCTURE (ตอนที่ 95)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Direction:  Choose the best answer for each blank.

(จงเลือกคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละช่องว่าง)

 

1. After the ice ______________________________ for about three days, we could skate on it.

(หลังจากน้ำแข็ง ______________________ เป็นเวลา    วัน  เราจึงสามารถเล่นสเกตบนมันได้)

(a) was froze

(b) is froze

(c) had been froze

(d) had been frozen    (ถูกทำให้เย็นจัดจนกลายเป็นน้ำแข็ง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเหตุการณ์  “น้ำแข็งถูกทำให้เย็นจัดฯ”  เกิดขึ้นก่อนเหตุการณ์  “เราสามารถเล่นสเกตฯ”  จึงต้องใช้รูป  “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3)  และในกรณีนี้ต้องอยู่ในรูป  “Passive voice”  (Subject + Had + Been + Verb 3)  (ถูกทำให้เย็นจัดจนแข็ง)  ดูเพิ่มเติมการใช้   “Past perfect tense”  และ  “Past simple tense”  (Subject + Verb 2)  จากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • In his evidence the policeman said that the accused _________ dismissed from his employment three weeks before.

(จากพยานหลักฐาน  ตำรวจกล่าวว่า  ผู้ถูกกล่าวหา ________ ไล่ออกจากงาน    สัปดาห์ก่อนหน้านั้น)  (คือ ก่อนหน้าที่จะเกิดอาชญากรรม)

(a) has been

(b) had been   (ได้ถูก)

(c) was being

(d) is

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เป็นการใช้โครงสร้าง  “Past perfect tense” (Subject + Had + Verb 3)  ในรูป “Passive voice” (Subject + Had + Been + Verb 3)  (สำหรับประโยคข้างบน  ผู้ถูกกล่าวหา  “ถูกกระทำ”  คือ  ถูกไล่ออกจากงาน)

                                        ตัวอย่างที่        (จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จาก ข้อ (๑) – (๔)

  • The front porch was (1) a common feature of (2) wooden houses that (3) had built in the U.S. (4) around 1900.

(ระเบียงหน้าบ้านเป็นลักษณะธรรมดา-สามัญของบ้านไม้  ซึ่งถูกสร้างขึ้นในสหรัฐฯ  ราวๆ ปี  ๑๙๐๐)  (หมายถึงในยุคนั้น  บ้านไม้ในสหรัฐฯ ส่วนใหญ่จะมีระเบียงหน้าบ้าน)

ตอบ   -    ข้อ      แก้เป็น  “Had been built”  เนื่องจากต้องอยู่ในรูป  “Passive voice”  ของ  “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3)  ซึ่งเมื่ออยู่ในรูปของ  “Passive voice”  จะมีโครงสร้าง  “Subject + Had + Been + Verb 3)

                                         ตัวอย่างที่  

  • Cash awards were given to employees who _________ suggestions to improve quality and raise production.

(รางวัลเงินสดถูกมอบให้กับพนักงานผู้ซึ่ง ____________ คำแนะนำเพื่อปรับปรุงคุณภาพและยกระดับการผลิต)

(a) had offered    (ได้เสนอ)

(b) had been offered

(c) have offered

(d) are offering

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการใช้รูป  “Past perfect tense”  (Had offered)  ควบคู่กับ  “Past simple tense” (Were givenในที่นี้อยู่ในรูป  “Passive voice”)  กล่าวคือ  มีเหตุการณ์ในอดีตเกิดขึ้น    เหตุการณ์  (จบลงไปแล้วทั้งคู่)  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนและจบลงก่อน  ใช้  “Past perfect” (Subject + Had + Verb 3)   ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดทีหลังและจบทีหลัง  ใช้  “Past simple” (Subject + V. 2)  ทั้งนี้  ในประโยคข้างบน  ข้อความ  “รางวัลเงินสดถูกมอบให้กับพนักงาน”  เกิดขึ้นภายหลังข้อความ  “(พนักงาน) ผู้ซึ่งเสนอคำแนะนำเพื่อปรับปรุง ......................”  กล่าวคือ  “เสนอคำแนะนำ”  เกิดขึ้นก่อน  จึงใช้  “Past perfect”  ส่วน  “มอบรางวัล หรือรางวัลถูกมอบ”  เกิดขึ้นทีหลัง  เพื่อเป็นการตอบแทน  จึงใช้  “Past simple”  (Verb 2)  ประโยคในลักษณะนี้  ส่วนใหญ่จะมีคำ  “Before”,  “After”  หรือ“When”  ปรากฏอยู่ด้วย  ตัวอย่างประโยคลักษณะนี้  ได้แก่

  • Dang had learnt English before he went to England.

(แดงได้เรียนภาษาอังกฤษก่อนแล้ว  ก่อนที่เขาจะไปอังกฤษ)

(การเรียนเกิดก่อน ใช้  “Past perfect” การไปอังกฤษเกิดทีหลัง ใช้  “Past simple”)

  • When I called on Jim, his sister told me that he had left home.

(เมื่อผมไปเยี่ยมจิม  น้องสาวของเขาบอกผมว่า  เขาได้ออกจากบ้านไปแล้ว)

(“ออกจากบ้าน”  เกิดก่อน  จึงใช้  “Past perfect”, “บอกผม”  เกิดทีหลัง ใช้  “Past simple”)

  • We went out for a walk after we had eaten dinner.

(เราออกไปเดินเล่น  หลังจากที่เราได้กินอาหารค่ำแล้ว)

(กินอาหารค่ำเกิดก่อน ใช้  “Past perfect”, ออกไปเดินเล่นเกิดทีหลัง ใช้  “Past simple”)

  • When we reached the theater, the movies had started.

(เมื่อเราไปถึงโรงหนัง  หนังได้เริ่มฉายไปแล้ว)

(ไปถึงโรงหนังเกิดทีหลัง ใช้  “Past simple”, หนังฉายเกิดขึ้นก่อน ใช้  “Past perfect”)

 

2. I would rather __________________ for a walk than __________________ a movie tonight.

(ผมอยากจะ _______________ เดินเล่น  มากกว่าที่จะ _______________ ภาพยนตร์  ในคืนนี้)

(a) go ______________ seeing

(b) go ______________ see    (ไป ......................................... ดู)

(c) going ______________ see

(d) to go _____________ to see

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “Would rather”  (อยากจะ)  ต้องตามด้วย  “Infinitive without to”  (Verb 1)  รวมถึงหลัง  “Than” (มากกว่า)  ด้วย

 

3. He said he _______________________________________________ such damage before.

(เขาพูดว่าเขา _____________________________________ ความเสียหายเช่นนั้นมาก่อน)

(a) has never seen

(b) never has seen

(c) had never seen    (ไม่เคยเห็น)

(d) did not see

ตอบ    -    ข้อ  (c)   เนื่องจากมาจาก   “Has never seen” (Present perfect tense)  (ไม่เคยเห็น)  แต่ต้องเปลี่ยนเป็น  “Had never seen”  เพื่อให้สอดคล้องกับกริยาในประโยคใหญ่  คือ  “Said”  ทั้งนี้  กฎข้อหนึ่งของการใช้  “Present perfect tense”  คือ  ใช้กับเหตุการณ์ที่  “เคยทำ”  (เคยเห็น, เคยดู, เคยกิน, เคยพบ”  และ  “ไม่เคยทำ”  (ไม่เคยเห็น, ไม่เคยพูด, ไม่เคยได้ยิน)  หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง  คือ  ใช้กับเหตุการณ์ที่เคยหรือไม่เคยทำในอดีต  แต่ไม่ได้กำหนดเวลาแน่นอน  สังเกตจาก  “Ever”, “Never”  เช่น

  • He is one of the best students I have ever talked to.

(เขาเป็นนักเรียนที่ดีที่สุดคนหนึ่งที่ผมเคยคุยด้วย)

  • It is one of the best movies we have ever seen in our life.

(มันเป็นหนังที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งที่พวกเราเคยดูมาในชีวิต)

  • Have you ever been to Japan?

(คุณเคยไปญี่ปุ่นไหม)

  • Has your father ever played football?

(พ่อของคุณเคยเล่นฟุตบอลไหม)

  • I have never seen him before.

(ผมไม่เคยเห็นเขามาก่อน)

 

4. We were pleased _________________________________ that the work had been started.

(เรายินดี-พอใจ______________________________________ ว่า  งานได้ถูกเริ่มต้นแล้ว)

(a) we see

(b) seeing

(c) to see    (ที่ได้เห็น-พบ-ทราบ)

(d) when saw

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากมาจากโครงสร้าง  “Subject + Is (Am, Are, Was, Were) + Adjective + To + Verb 1 + ส่วนขยายเช่น

  • I am happy to see my old friends.

(ผมดีใจที่ได้พบเพื่อนเก่า)

  • They were glad to know that we would go to visit them next month.

(พวกเขาดีใจที่รู้ว่า  เราจะไปเยี่ยมพวกเขาเดือนหน้า)

  • She is interested to apply for a job as a model.

(เธอสนใจที่จะสมัครงานเป็นนางแบบ)

  • We are afraid to think that the third world war may take place soon.

(เราหวั่นกลัวที่จะคิดว่า  สงครามโลกครั้งที่    อาจจะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้)

  • He was excited to meet a famous star he appreciated.

(เขาตื่นเต้นที่ได้พบดารามีชื่อเสียงที่เขาชื่นชอบ)

 

5. A: “Are they small letters?”

(มันเป็นอักษรตัวเล็กใช่ไหม)

     B: “No, they are ____________________________________________________ letters.”

(ไม่ใช่  มันเป็นอักษร __________________________________________________)

(a) big

(b) large

(c) great

(d) capital    (ตัวเขียนใหญ่,  ตัวพิมพ์ใหญ่)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   “Capital”  ในที่นี้  เป็นคำนาม  หมายถึง  ตัวเขียนใหญ่  หรือ ตัวพิมพ์ใหญ่

 

6. A policeman must not smoke while he is _____________________________________ duty.

(ตำรวจจะต้องไม่สูบบุหรี่  ในขณะที่เขา ________________________________ ปฏิบัติหน้าที่)

(a) in

(b) on    (อยู่ระหว่าง)

(c) during

(d) under

ตอบ    –    ข้อ   (b)

                           สำหรับวลีที่ใช้   “On”  ได้แก่   on request”  (เมื่อมีการร้องขอ), “on page 5”  (ในหน้าที่ ๕),  “waste his time on(ใช้เวลา– ของเขา - อย่างสิ้นเปลือง-สุรุ่ยสุร่ายกับ), on business  (ด้วยเรื่องธุรกิจ), keep on  (ดำเนินต่อไป), rely on  (ไว้วางใจ, เชื่อใจ, พึ่งพาอาศัย), depend on (upon)  (พึ่งพาอาศัย, ขึ้นอยู่กับ, อยู่ที่), insist on  (ยืนกราน, ยืนหยัด, เรียกร้อง), on the floor  (บนพื้น), on a hill  (บนเนินเขา), on the top shelf  (บนชั้นบนของหิ้ง), on a sofa  (บนเก้าอี้โซฟา), to turn his back on his country  (หันหลังให้กับประเทศของตน  -  หมายถึงละทิ้งประเทศ  เช่น  หนีการเกณฑ์ทหาร  หรือไปเข้ากับฝ่ายศัตรู), on the contrary  (ในทางตรงกันข้าม), on the drawing board  (กำลังอยู่ในขั้นวางแผนหรือเตรียมการ  คือยังไม่ได้ลงมือทำ หรือนำมาใช้งานจริงๆ ),  on the dot (on the button)  (ตรงเวลาเผ็ง, ตรงเวลาเป๊ะ)  -  Susan arrived at the party at 3:00 p.m. on the dot.  (ซูซานมาถึงที่งานเลี้ยงเวลาบ่าย ๓ โมงตรงเป๊ะ)get (climb, jump) on the bandwagon  (ทำตามอย่างที่คนอื่นทำ  แม้จะไม่ใช่เรื่องที่จำเป็น, เข้าร่วมในกิจกรรมที่มีคนนิยมทำกันมาก  และล่าสุด  เช่น ถีบจักรยาน หรือ เล่นฟิตเนส,  โยคะ  -  แปลตรงๆตัว คือ ปีนหรือกระโดดขึ้นไปบนรถดนตรีในขบวนแห่)  -  When all Jim’s friends decided to vote for Bill, Jim climbed on the bandwagon too.  (เมื่อเพื่อนทุกคนของจิมตัดสินใจลงคะแนนให้บิล  จิมก็ตัดสินใจลงคะแนนให้บิลเช่นเดียวกัน  -  คือทำตามเพื่อนๆ แบบไม่ต้องมีเหตุผล),  on the (an) average  (โดยเฉลี่ย),   a dog peeing (pissing) on a tree  (หมาเยี่ยวรดต้นไม้),  on condition that  (โดยมีเงื่อนไขว่า)  -  I will lend you the money on condition that  you pay it back in one month.  (ผมจะให้คุณยืมเงินโดยมีเงื่อนไขว่า  คุณต้องใช้คืนภายใน ๑ เดือน),  on deck  (อยู่บนดาดฟ้าเรือ, เตรียมพร้อมที่จะทำอะไรบางอย่าง, มาปรากฏตัว หรือมาถึงที่นัดหมาย) – The passengers are relaxing on deck.  (ผู้โดยสารกำลังพักผ่อนหย่อนใจอยู่บนดาดฟ้าเรือ)  -  The scout leader told the boys to be on deck at 8:00 Saturday morning for the hike.  (ผู้นำลูกเสือบอกให้ลูกเสือมาถึงที่นัดหมายเวลา ๘.๐๐ น. เช้าวันเสาร์  เพื่อออกเดินทางไกล),  on deposit  (ในธนาคาร)  -  I have $ 500 on deposit in my account. (ผมมีเงินอยู่  ๕๐๐ ดอลลาร์ในบัญชีธนาคาร),  on duty  (อยู่ปฏิบัติหน้าที่, ขณะปฏิบัติหน้าที่)  -  There is always one teacher on duty during study hour.  (มีครูอยู่ ๑คนเสมอ  อยู่ปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างชั่วโมงเรียน  -  คือคอยให้คำแนะนำปรึกษาแก่นักเรียน)on earth (= in the world(ใน หรือ บนโลกนี้, เกิดขึ้นได้ หรือเป็นไปได้อย่างไร  มักใช้แสดงการเน้นในประโยคคำถาม) - Where on earth did I put my wallet?   (ไม่รู้ว่าผมเอากระเป๋าสตางค์ไปวางไว้ตรงไหนในโลกนี้   -   คือบ่นคร่ำครวญเนื่องจากหากระเป๋าสตางค์ไม่เจอ)   -  The boys wondered how on earth the mouse got out of the cage.  (พวกเด็กๆสงสัยว่า เป็นไปได้อย่างไรที่หนูออกจากกรงไป  -  ทั้งๆที่ล็อคทางออกไว้อย่างแน่นหนา)have, (keep, with) one eye on  (คอยเฝ้าดูหรือเอาใจใส่  -  บุคคลหรือสิ่งของ  -  ในขณะที่กำลังทำสิ่งอื่นไปด้วย)  -  Mother had one eye on baby as she ironed.  (แม่รีดผ้าและดูแลลูกน้อยไปด้วยในเวลาเดียวกัน)  -  Chris tried to study with one eye on the TV set.  (คริสพยายามอ่านหนังสือ  และดูทีวีไปด้วยในในเวลาเดียวกัน),  on account of  (เนื่องมาจาก, เพราะว่า),  -  The picnic was held in the gym on account of the rain.  (ปิกนิกถูกจัดในโรงยิม  -  แทนในสนาม  -  เนื่องมาจากฝนตก),  on a shoestring  (ด้วยเงินจำนวนเล็กน้อยสำหรับใช้จ่าย, ด้วยงบประมาณที่น้อยมาก  -  แปลตรงๆตัว คือ ด้วยเชือกผูกรองเท้า)  -  The couple was seeing Europe on a shoestring.  (สามี-ภรรยาคู่นั้นกำลังเที่ยวยุโรป  ด้วยเงินจำนวนเพียงนิดเดียว  -  คือ  แบบประหยัดสุดๆ),  to walk on air  (รู้สึกมีความสุขและตื่นเต้น)  -  Kim has been walking on air since she won the prize.  (คิมมีความสุขและตื่นเต้นมาโดยตลอด  ตั้งแต่ที่เธอได้รับรางวัล),  to wait on (upon)  (รับใช้, ให้บริการ)  -  The clerk in the store waits on all customers.  (เสมียนในร้านนั้นให้บริการ (รับใช้) ลูกค้าทุกคน),  (sitting) on top of the world  (ปลาบปลื้มยินดีและมีความสุข, รู้สึกประสบความสำเร็จ)  -  John was (sitting) on top of the world when he found out that he got into college.  (จอห์นดีใจและมีความสุข  เมื่อเขาพบว่าเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้),  on behalf of  (ในนามของ),  on board  (บนเรือ)  -  A ship was leaving the harbor, and we saw the people on board waving.   (เรือลำหนึ่งกำลังออกจากท่า  และเราเห็นผู้คนบนเรือโบกไม้โบกมือ  -  เพื่ออำลาญาติพี่น้องที่มาส่ง),  off and on (= on and off)  (ไม่สม่ำเสมอ, เป็นครั้งคราว หรือบางโอกาส)  -  It rained off and on all day.  (ฝนตกๆหยุดๆตลอดทั้งวัน  -  คือ ตกแล้วหยุด  แล้วก็ตกแล้วหยุดอีก  สลับกันไปแบบนี้ตลอดทั้งวัน),the posters on the walls  (โปสเตอร์บนกำแพง), a sticker on her car (สติ๊กเกอร์ติดรถของเธอ), pictures on the screen  (รูปภาพบนจอ), on the ceiling  (บนเพดาน), on the roof  (บนหลังคา), on all fours  (คลาน ๔ เท้า), get on a bus  (ขึ้นรถเมล์), on a highway  (บนทางหลวง), on the plane  (บนเครื่องบิน), on foot  (โดยทางเท้าหรือเดินไป), to walk on tiptoe  (เดินบนปลายเท้าหรือเขย่งส้นเท้า), on horseback  (บนหลังม้า), on a bicycle  (โดยรถ จักรยาน), on Monday  (ในวันจันทร์), on a Sunday afternoon  (ตอนบ่ายวันอาทิตย์), on an occasion like this  (ในโอกาสเช่นนี้), on April10th  (ในวันที่ ๑๐ เมษายน), on Thursday night  (ในคืนวันพฤหัสฯ), on the first day of term(ในวันแรกของภาคการศึกษา), books on art and religion (หนังสือเกี่ยวกับศิลปะและศาสนา), on the subject of rents  (ในเรื่องเกี่ยวกับค่าเช่า), ideas on how films should be made  (ความคิดเกี่ยวกับว่าควรจะสร้างหนังอย่างไร), to comment on the issue  (แสดงความคิดเห็นในประเด็นนั้น), a talk on agriculture  (การสนทนาเกี่ยวกับเกษตรกรรม), cars running on petrol (รถยนต์ที่วิ่งด้วยน้ำมัน), appear on TV  (ปรากฏตัวทางทีวี), to hear it on the radio  (ได้ยินมันทางวิทยุ), on stage  (บนเวที), on the phone  ทางโทรศัพท์ หรือกำลังพูดโทรศัพท์), on and on  (ไม่รู้จักจบสิ้น, ไม่หยุดหย่อน, ไม่สิ้นสุด), on edge  (รุ่มร้อน, กระวนกระวาย, ตื่นเต้น, ประสาทเสีย, ปวดสมอง), on one’s own  (ด้วยตนเอง, เป็นอิสระ, หาเลี้ยงตนเอง), on purpose  (โดยเจตนา, โดยตั้งใจทำ), on the carpet (ดุด่าว่ากล่าว, สวด), on the fence  (ยังไม่แน่ใจ, ยังไม่ตัดสินใจ-ตกลงใจ), on the hook  (อยู่ในฐานะลำบาก), on the spot  (ที่กำลังพูดถึง-เอ่ยถึง), to be on  (กำลังปรากฏ, กำลังฉายอยู่. กำลังแสดง), on the go  (มีธุระยุ่ง, เคลื่อนไหวทำโน่นทำนี่อยู่ตลอด)  –  I’m usually on the go all day long.  (ผมมักมีธุระยุ่งตลอดทั้งวัน), on the market  (มีขาย, เสนอขาย) – I had to put my car on the market.  (ผมจำเป็นต้องเอารถออกขาย) - This is the finest home computer on the market.  (นี่เป็นคอมพิวเตอร์ประจำบ้านที่ดีที่สุดที่วางขายในตลาด), on the mend  (สบายดี, หายป่วยไข้)  – My cold was terrible, but I’m on the mend now.  (ไข้หวัดของผมย่ำแย่มากเลย  แต่ตอนนี้ผมหายไข้แล้ว) – What you need is some hot chicken soup.  Then you’ll really be on the mend.  (สิ่งที่คุณต้องการ คือ ซุปไก่ร้อนๆ  แล้วคุณจะหายป่วยจริงๆเลย),  on the tip of one’s tongue  (ติดอยู่แค่ริมฝีปาก  คือ เกือบจะพูดออกมาแล้ว หรือ เกือบจะนึกออกแล้ว) – I have his name right on the tip of my tongue.  I’ll think of it in a second  (ผมมีชื่อของเขาติดอยู่ที่ริมฝีปาก  ผมจะนึกมันออกในอีกวินาทีเดียว) – John had the answer on the tip of his tongue, but Ann said it first  (จอห์นเกือบจะบอกคำตอบออกมาแล้ว  แต่แอนพูดออกมาเสียก่อน  -  คือชิงบอกคำตอบก่อน),  on the wrong track  (ไปหรือเดินผิดลู่หรือราง, ทำตามสมมติฐานที่ผิด)  – You’ll never get the right answer.  You’re on the wrong track.  (คุณไม่มีวันจะได้คำตอบที่ถูกต้องหรอก คุณเดินผิดทางนี่ หรือ คุณตั้งสมมติฐานไว้ผิดนี่),  be (skate) on thin ice  (อยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงหรือมีอันตราย) – If you try that, you’ll really be on thin ice.  That’s too risky.  (ถ้าคุณลองทำสิ่งนั้น  คุณจะตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง  มันเสี่ยงเกินไป) – If you don’t want to find yourself (skating) on thin ice, you must be sure of your facts  (ถ้าคุณไม่ต้องการพบตัวเองตกอยู่ในอันตราย  คุณต้องมั่นใจในข้อเท็จจริง  - ไม่เช่นนั้นคุณอาจแพ้คดีและต้องจ่ายเงินมากมาย),  on tiptoe  (เดินเขย่างเท้า),  on vacation  (เดินทางไปเที่ยวในวันหยุดพักผ่อน)  – Where are you going on vacation this year?  (คุณจะเดินทางไปพักผ่อนที่ไหนในวันหยุดปีนี้) – I’ll be away on vacation for three weeks.  (ผมจะเดินทางไปพักผ่อนวันหยุดเป็นเวลา ๓ สัปดาห์),  on holiday  (อยู่ในระหว่างวันหยุด),   เป็นต้น

 

7. Thick ice had to be broken so that animals could get ____________________________ water.

(จำเป็นต้องทุบน้ำแข็งที่หนาให้แตก  เพื่อที่ว่าพวกสัตว์จะสามารถได้น้ำ _____________________)

(a) drinking    (ดื่ม)

(b) to drink

(c) drunk

(d) drank

ตอบ    –    ข้อ   (a)   “Drinking water”  หมายถึง   “น้ำ (สำหรับ) ดื่ม”  โดย  “Drinking”  เป็น  “Gerund”  ซึ่งถือเป็นคำนามประเภทหนึ่ง  แต่ทำหน้าที่คล้ายคำคุณศัพท์ขยายคำนาม  (Water)  เพื่อบอกว่า  น้ำสำหรับดื่ม  ดูเพิ่มเติมจากตัวอย่างข้างล่าง   

                                         ตัวอย่างที่ 

  • Cubes of ice form in the __________________________ compartment of the refrigerator.

(น้ำแข็งรูปลูกบาศก์ก่อตัวขึ้นในช่อง __________________________________ ของตู้เย็น)

(a) freeze    (ทำให้เย็นจนเป็นน้ำแข็ง)

(b) froze    (กริยาช่องที่  ๒  ของ  “Freeze”)

(c) frozen    (ถูกแช่แข็ง, เย็นจนเป็นน้ำแข็ง)  (กริยาช่องที่  ๓  ของ  “Freeze”)

(d) freezing    (ทำให้เย็นจนแข็ง)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   “Freezing”  (ทำให้เย็นจนแข็ง)  เป็นกริยาที่ทำหน้าที่แบบคำนาม  ซึ่งเรียกว่า  “Gerund”  ทำหน้าที่ขยายนาม  “Compartment”  (ช่องแช่  -  ในตู้เย็น)  เพื่อบอกว่าคำนามนั้น  (ช่องแช่)  มีไว้เพื่อทำกริยานั้น  (ทำให้เย็นจนแข็ง)  ในที่นี้  คือ  “ช่องแช่สำหรับทำให้ (อาหาร) เย็นจนแข็ง”  สำหรับคำอื่นๆ ในลักษณะเดียวกัน  ได้แก่  “Swimming pool”  (สระ (สำหรับ) ว่ายน้ำ),  “Drinking water”  (น้ำดื่ม),  “Dancing hall”  (โรงเต้นรำ),  “Walking stick”  (ไม้เท้า  -  ไม้สำหรับเดิน),  “Killing field”  (ทุ่งสังหาร  -  ทุ่งสำหรับประหารชีวิตคน),  “Running track”  (ลู่ (สำหรับ) วิ่ง),  “Cooking utensil”  (อุปกรณ์ (สำหรับ) ทำครัว),  “Looking glasses”  (แว่นตา  -  แว่นสำหรับมอง)  เป็นต้น

                                         ตัวอย่างที่ ๒

  • The temperature went below the _______________________________ point last night.

(อุณหภูมิลดลงต่ำกว่าจุด _____________________________________ เมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a) frozen    (กริยาช่องที่  ๓  ของ “Freeze”)   

(b) freezing    (เยือกแข็ง, ทำให้เย็นจนเป็นน้ำแข็ง)

(c) froze    (กริยาช่องที่  ๒  ของ “Freeze”)

(d) freeze    (แข็งตัว, กลายเป็นน้ำแข็ง, เย็นจนแข็ง)

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เป็น  “Gerund”  (Verb + ing)   ขยายคำนาม  “Point”  เพื่อบอกว่า  เป็นจุดที่ (สำหรับ) น้ำเย็นจนแข็ง หรือ จุดเยือกแข็ง  กล่าวคือ  หน้าที่อย่างหนึ่งของ   “Gerund”   คือใช้ประกอบหน้าคำนาม  คล้ายกับเป็นคำคุณศัพท์  เพื่อบอกว่าคำนามนั้นมีไว้สำหรับทำกริยานั้นๆ  (คือ กริยาที่อยู่หน้าคำนาม)  และมักนิยมใช้เครื่องหมาย  “hyphen” (-) มาคั่นไว้ระหว่างคำ  แต่ก็ไม่จำเป็นเสมอไป  (ไม่ต้องมีเครื่องหมาย (-) มาคั่นกลางก็ได้)   เช่น

  • a sleeping-room (ห้องนอน)  (แต่  “a sleeping dog”  หมายถึง  “หมาที่นอนอยู่”)  (ไม่ต้องมีเครื่องหมาย “hyphen” (-) คั่นกลาง)
  • a dancing-hall (ห้องเต้นรำ)  (แต่  “a dancing girl” หมายถึง  “เด็กผู้หญิงที่ (กำลัง) เต้นรำ”)
  • a dancing-teacher (ครูสอนเต้นรำ)  (แต่  “a dancing teacher  ที่ไม่ต้องมีเครื่องหมาย (-) หมายถึง  “ครูที่ (กำลัง) เต้นรำ”
  • a reading-room (ห้องอ่านหนังสือ)  (แต่  “a reading boy”  หมายถึง  “เด็กที่อ่านหนังสือ”)
  • a swimming-pool (สระว่ายน้ำ)  (แต่  “a swimming girl”  หมายถึง “เด็กหญิงที่ว่ายน้ำ”)
  • a walking-stick (ไม้เท้า -ไม้สำหรับเดิน)  (แต่  “a walking boy”  หมายถึง  “เด็กที่ (กำลัง) เดิน”)
  • drinking-water (น้ำสำหรับดื่ม)  (แต่  “a drinking horse”   หมายถึง “ม้าที่ดื่มน้ำ”)
  • a knitting-needle (เข็มถัก)  (แต่  “a knitting woman” หมายถึง  “ผู้หญิงที่ (กำลัง) ถัก”)
  • a cooking-utensil (เครื่องมือสำหรับทำครัว)  ( แต่  “a cooking  woman” หมายถึง  “ผู้หญิงที่ปรุงอาหาร”)
  • a killing-field (ทุ่งสำหรับสังหาร)  (แต่  “a killing man” หมายถึง  “ผู้ฆ่า, มือสังหาร”)
  • looking-glasses (แว่นตา)  (แต่  “a looking boy” หมายถึง  “เด็กที่ (กำลัง) มอง”)
  • a sewing machine (จักรเย็บผ้า)  (แต่  “a sewing woman”  หมายถึง  “ผู้หญิงที่ (กำลัง) เย็บผ้า”)
  • freezing point (จุดเยือกแข็ง)   (“freezing water”  =  น้ำที่เย็นจนแข็ง)  (“frozen food”  =  อาหารแช่แข็ง  คือ อาหารที่ถูกทำให้เย็นจนแข็ง)

หมายเหตุ   –   Verb + ing” (Gerund)  ขยายหน้าคำนาม  มีความหมายว่า  คำนามนั้นมีไว้เพื่อทำกริยานั้นๆ  เช่น  “a swimming-pool” (สระว่ายน้ำ)  แต่สำหรับ “Verb + ing”  ในวงเล็บข้างหลัง  ที่ขยายหน้าคำนาม  มีความหมายว่า  คำนามนั้นเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ   ในกรณีนี้  เราเรียก  “V. + ing”   นั้นว่า   “Present participle”  เช่น  “a drinking horse”   (ม้าที่ดื่มน้ำ) (ไม่ต้องมีเครื่องหมาย (-)  คั่นกลาง)

 

8. Glass that has been tempered may be up to _____________________________________.

(แก้วซึ่งได้ผ่านการหลอมเหลว  อาจจะถึงขนาด  _________________________________)

(a) as hard as ordinary glass five times

(b) hard as ordinary glass times five

(c) five times as hard as ordinary glass    (แข็งเป็น    เท่าของแก้วธรรมดา)

(d) ordinary glass as hard as five times

ตอบ   -   ข้อ    (c)   ต้องเรียงโครงสร้างวลีในแบบดังกล่าว  ดูเพิ่มเติมจากตัวอย่างข้างล่าง

  • I have twice as much money as John (has).

(ผมมีเงินเป็น ๒ เท่าของจอห์น)

  • Her house is three times as big as her sister’s.

(บ้านของเธอใหญ่เป็น ๓ เท่าของบ้านของน้องสาว)

 

9. In the wild the gorilla has never been seen eating meat, nor _______________ to drink water.

(ในป่า  ลิงกอริลล่าไม่เคยถูกเห็นว่ากินเนื้อ, และ ______________________ มิได้ดื่มน้ำเช่นกัน)

(a) it seems

(b) with it seems

(c) does it seem    (มันดูเหมือนว่า)

(d) it does seem

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ดูคำอธิบายโครงสร้างประโยคที่ใช้  “Nor, Neither”  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • __________ Macbeth Steiner an excellent political speaker but she was also among the first members of the populist party.

(__________ แมคเบธ  สไตเนอร์  เป็นนักพูดทางการเมืองที่ยอดเยี่ยม  แต่เธอยังอยู่ในบรรดาสมาชิกคนแรกๆ ของพรรคประชานิยมด้วย)

(a) Not only

(b) If only    (ถ้าเพียงแต่ว่า)

(c) Only was

(d) Not only was    (ไม่เพียงแต่)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ดูเพิ่มเติมการใช้โครงสร้างประโยค  เมื่อนำ  “Not only”  หรือคำอื่นๆ  เช่น  “Not until, Neither, Nor, Only when, Never, Never before, Rarely, Hardly, Scarcely, Seldom, etc.)   มาวางไว้ข้างหน้าประโยค  จากตัว อย่างข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่ 

  • No longer ______________________ given in countries where the disease is under control.

(ไม่ต่อไปอีกแล้วที่ _________ ถูก (ทำ) ให้ในประเทศที่ซึ่งโรคนี้อยู่ภายใต้การควบคุม)  (หมายถึง  ไม่มีการฉีดวัคซีนต่อไปอีกแล้ว  ในประเทศที่โรคฝีดาษ หรือไข้ทรพิษได้รับการควบคุม)

(a) smallpox vaccinations are

(b) than smallpox vaccinations are

(c) are smallpox vaccinations    (การฉีดวัคซีนโรคฝีดาษ หรือไข้ทรพิษ)

(d) than are smallpox vaccinations

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ตามโครงสร้าง  “No longer + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้) + ส่วนขยาย”   ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • _________ was the Panama Canal an engineering triumph, it quickly proved a financial success as well.

(__________ คลองปานามาจะเป็นชัยชนะทางด้านวิศวกรรม,  มันได้พิสูจน์อย่างรวดเร็วว่าเป็นความสำเร็จทางการเงินด้วยเช่นกัน)

(a) Only    (เพียง..........................เท่านั้น)   

(b) Not only    (ไม่เพียงแต่ ............. (คลองปานามา.........วิศวกรรม) .............. เท่านั้น)

(c) It

(d) Neither    (ไม่ทั้ง  ๒  คนหรือสิ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   หรืออาจตอบ  “Not only was the ……………triumph, but it also quickly proved a financial success”  หรือ  “The Panama Canal was not only an engineering triumph, but it also quickly proved a financial success.”  ก็ได้

                                        ตัวอย่างที่ 

  • My mother doesn’t drink coffee.  ___________________________ does she drink tea.

(แม่ของผมไม่ดื่มกาแฟ  และเธอก็ _________________ ดื่มชา __________________) 

(a) Not

(b) So

(c) Whether

(d) Neither    (ไม่ ……….......... (ดื่มชา) ..……….....….. เช่นกัน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เป็นไปตามโครงสร้าง  “Neither (Nor) + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่  

  • Traveling by air is not cheap.  Neither _____________________________________.

(การเดินทางโดยทางอากาศมิได้ราคาถูก  ___________________________________

(a) it is enjoyable

(b) enjoyable it is

(c) is it enjoyable    (มันมิได้สนุกสนานเช่นเดียวกัน  -  Neither is it enjoyable.)  

(d) enjoyable is it

ตอบ   -   ข้อ  (c)   “Neither + Verb to be + Subject + Adjective”  หรือ “Neither + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)

                                          ตัวอย่างที่  

  • Never before in my life ________________________ with such a wonderful welcome.  

(ไม่เคยมาก่อนเลยในชีวิตของผมที่ _____________________ กับการต้อนรับที่วิเศษเช่นนั้น)

(a) I have met

(b) I meet

(c) have I met    (ผมได้พบ)

(d) I met

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                                         ตัวอย่างที่  

  • Not only _________________________________________, but he also took his wife.

(ไม่เพียงแต่  ____________________ เท่านั้น  แต่เขายังพาภรรยาไปด้วย)  ( เขาไม่เพียงแต่ไปเท่านั้น  แต่เขายัง ……....………)

(a) he went

(b) did he go   (เขาไป)

(c) had he gone

(d) went he

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Not only + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้) เช่น “Not only did she go………....”  “Not only have they seen………….…”  “Not only will we play………….”  สำหรับ  “Not only” (ไม่เพียงแต่.....................เท่านั้น)   และกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  ที่โดยปกติวางไว้ข้างในประโยค   อาจจะเอามาวางไว้หน้าประโยค  เพื่อแสดงการเน้นคำนั้นๆ   คำเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความหมายปฏิเสธ  เช่น  “No longer  (ไม่ต่อไปอีกแล้ว), Never (ไม่เคยเลย), Hardly  (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ), Seldom  (แทบจะไม่,  ไม่ใคร่จะ),  Never before  (ไม่เคยมาก่อนเลย), Never in my life   (ไม่เคยเลยในชีวิต),  No sooner,  In vain   (ล้มเหลว, ไม่สำเร็จ),  Not often, Not only  (ไม่เพียงแต่),  Not even once  (ไม่แม้แต่ครั้งเดียว),  Not until   (ไม่จนกระทั่ง)  อย่างไรก็ตาม  จะต้องเรียงรูปประโยคใหม่  ดังนี้ คือ   {Not only (neither, never, no sooner (ในทันทีที่), hardly, never in my life, not until, etc.) + Verb (พิเศษ)  (has, have, had, is, are, was, were, will, would, shall, should, can, could, may, might must, etc.) + Subject + Verb (แท้)}  เช่น

  • No longer do we use street cars in our city.

(= We no longer use street cars in our city.)

(เราไม่ใช้รถรางต่อไปอีกแล้วในเมืองของเรา)

  • No longer are they friends after a serious conflict.

(= They are no longer friends after a serious conflict.)

(พวกเขาไม่เป็นเพื่อนกันต่อไปอีกแล้ว  หลังจากความขัดแย้งอย่างรุนแรง)

  • Never before has she seen such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่เธอได้เคยเห็นสถานที่ที่สวยงามเช่นนั้น – เน้นตรงคำว่า  “ไม่เคยมาก่อนเลย”)

(= She has never before seen such a beautiful place.)

(= She has never seen such a beautiful place before.)

  • Not until 1988 was capital punishment terminated in Texas.

(การลงโทษประหารชีวิตมิได้ถูกยกเลิกในรัฐเทกซัส  จนกระทั่งปี  ๑๙๘๘)

  • Not until she had a secure job did she get married.

(เธอมิได้แต่งงาน  จนกระทั่งเธอมีงานที่มั่นคง)

  • No sooner had he left than she arrived.

(ในทันทีที่เขาจากไป  เธอก็มาถึง  –  เน้นตรงคำว่า  “ในทันทีที่”)

(= He had no sooner left than she arrived.)

  • Hardly have I met my old college friends.

(ผมแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย  –  เน้นตรงคำว่า  “แทบจะไม่”)

(= I have hardly met my old college friends.)

                                  ทั้งนี้  สามารถสรุปโครงสร้างประโยคที่มีการเน้นแบบนี้  คือ

  • Never before (Never) + have + I + seen + such a beautiful place.  

(ไม่เคยมาก่อนเลย  ที่ผมได้เห็นสถานที่สวยงามเช่นนั้น)

  • Hardly (Seldom) + has + she + met + her old college friends.

(เธอแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย) 

  • Never + กริยาพิเศษ  + Subject  + กริยาแท้  +ส่วนขยาย
  • Never has he seen his father since he divorced his mother.

(เขาไม่เคยได้พบพ่อเลย  ตั้งแต่ที่พ่อหย่าร้างกับแม่)

 

10. The Yazoo Basin contains the finest agricultural land in Mississippi, but floods and poor drainage have ___________ this area.

(ลุ่มน้ำยาซูมีที่ดินทางด้านเกษตรกรรมที่ดีที่สุดในรัฐมิสซิสซิปี้, แต่น้ำท่วมและการระ บายน้ำที่ไม่มีคุณภาพได้ _________ พื้นที่นี้)

(a) caused always problems in

(b) caused problems in always

(c) always caused problems in    (ทำให้เกิดปัญหาอยู่เสมอใน)

(d) always problems in caused

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ดูเพิ่มเติมการวางตำแหน่ง  “Adverb of frequency”  (Always, Generally, Frequently, Often, Occasionally, Hardly, Seldom, Rarely, Never, etc.)  จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • He always tries to avoid _________________________________________________.

(เขาพยายามที่จะหลีกเลี่ยง __________________________________________ อยู่เสมอ)

(a) work hard

(b) hard works

(c) hard work    (งานหนัก)

(d) every hard work

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Work”  (งาน)  เป็นคำนามนับไม่ได้  (เอกพจน์เสมอ)  จึงไม่สามารถเติม  “S”  ได้  (ตัดข้อ (b)  ทิ้ง)  และไม่สามารถนำหน้าด้วย  “Every  เพราะว่าใช้กับคำนามนับได้เอกพจน์  (ตัดข้อ (d)  ทิ้ง),  สำหรับ ข้อ (a)  สามารถใช้ได้  แต่ต้องแก้เป็น  “Working hard”  เนื่องจากหลัง  “Avoid”  ต้องใช้รูป  “Gerund” (Verb + ing)    ดูเพิ่มเติมการใช้  “Work hard” (ทำงานหนัก)  และ  “Hardly work”  (ไม่ใคร่จะทำงาน)  จากตัวอย่างประโยคข้างล่าง  

                                          ตัวอย่างที่ 

  • Those people are working very ____________________________________________.

(ผู้คนเหล่านั้นกำลังทำงาน _____________________________________________ มาก)

(a) hardly

(b) hard    (หนัก)

(c) harder

(d) successful

ตอบ  –  ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Hard”  เป็นทั้งคำคุณศัพท์ (Adjective) และกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ในคำเดียวกัน  โดยหมายถึง “หนัก, อย่างหนัก”  ดังนั้น  เมื่อขยายกริยา “are working”  จึงไม่ต้องเปลี่ยนเป็น  “hardly”  (หรือ อาจตอบข้อ (d) แต่ต้องแก้เป็น “successfully”  -  อย่างประสบความสำเร็จ),  สำหรับ “Hardly”  เป็น  “Adverb of frequency”  (แสดงความ “บ่อย” หรือ “ถี่”)  หมายถึง  “ไม่ใคร่จะ, แทบจะไม่”  โดยมีความหมายเหมือนกับ  “Seldom, Rarely, Scarcely”  ดังตัวอย่าง

  • He hardly works.

(เขาไม่ใคร่จะทำงาน หรือ เขาแทบจะไม่ทำงาน)

  • She is hardly patient.

(เธอไม่ใคร่จะอดทน)

  • They had hardly finished their work when it began to rain.

(พวกเขาทำงานยังไม่ใคร่จะเสร็จ  เมื่อฝนเริ่มตก)

                                            สำหรับการวางตำแหน่งของ “Adverb of frequency” (seldom, hardly, always, often, generally, usually, occasionally, rarely, never)  ในประโยค มีดังนี้ คือ

                                  ๑. วางไว้หน้าคำกริยาทั่วไป  เช่น

  • They always come late.  

(พวกเขามาสายเสมอ)

  • She usually goes shopping.  

(เธอไปซื้อของเป็นประจำ)

  • He seldom drives to work.  

(เขาแทบจะไม่ได้ขับรถไปทำงาน)

                                  ๒. วางไว้หลัง  “Verb to be”  เช่น

  • He is often late for class.

(เขาเข้าห้องเรียนสายบ่อยๆ)

  • They are always busy with their work.  

(พวกเขามักยุ่งอยู่กับงานเสมอ)

  • She is never contented with her life.  

(เธอไม่เคยพอใจในชีวิตเลย)

                                 ๓. ถ้ามีคำกริยา  ๒  ตัวในประโยค ให้วางไว้ตรงกลางคำกริยานั้น  เช่น

  • They have always had lunch there.  

(พวกเขากินอาหารกลางวันที่นั่นเสมอ)

  • She will never love him.  

(เธอจะไม่มีวันรักเขา)

  • You should never come to class late.  

(คุณไม่ควรจะมาเรียนสาย)

  • He is always asking me.  

(เขาถามคำถามผมอยู่เสมอ)

  • We have never traveled to New York.  

(เราไม่เคยเดินทางไปนิวยอร์ก)

                                 ๔. สำหรับ  “Never”  และกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  ที่โดยปกติวางไว้ข้างในประโยค  อาจจะเอามาวางไว้หน้าประโยค เพื่อแสดงการเน้นคำนั้นๆ  คำเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความหมายปฏิเสธ   เช่น  “never,  hardly,  seldom, never before (ไม่เคยมาก่อนเลย),  never in my life (ไม่เคยเลยในชีวิต), no sooner,  in vain (ล้มเหลว, ไม่สำเร็จ),  not often,  not only (ไม่เพียงแต่),  not even once  (ไม่แม้แต่ครั้งเดียว),  not until (ไม่จนกระทั่ง)  อย่างไรก็ตาม  ต้องเรียงรูปประโยคใหม่ดังนี้ คือ {Never (no sooner, hardly, never in my life, not until, etc.) + Verb (ช่วย)  (has, have, had, is, are, was, were, will, would, shall, should, can, could, may, might, must, etc.)  + Subject + Verb (แท้)}  เช่น

  • Never before has she seen such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่เธอได้เคยเห็นสถานที่ที่สวยงามเช่นนั้น –  เน้นตรงคำว่า  “ไม่เคยมาก่อนเลย”)

(= She has never before seen such a beautiful place.)

(= She has never seen such a beautiful place before.)

  • No sooner had he left than she arrived.

(ในทันทีที่เขาจากไป  เธอก็มาถึง  –  เน้นตรงคำว่า “ในทันทีที่”)

                                 ดูเพิ่มเติมโครงสร้างการวางตำแหน่ง  “Adverb of frequency”  ไว้หน้าประโยค  เพื่อแสดงการเน้นย้ำคำเหล่านั้น  ใน  ข้อ ๙ ของข้อสอบชุดนี้

 

11. Everybody __________________________________________________________ free.

(ทุกคน __________________________________________ มีอิสรเสรี)  (ไม่เป็นทาสใคร)

(a) is born    (เกิดมา, ถูกให้กำเนิด)

(b) was born

(c) has been born

(d) has born

ตอบ   -   ข้อ   (a)   ต้องใช้ในรูป  “Passive voice”  เนื่องจากคนเราถูกให้กำเนิด  หรือถูกคลอด  (“Bear”  =   “ให้กำเนิด, คลอด”)  (Bear,  Bore,  Born)  และต้องใช้ในรูปปัจจุบัน (Present simple tense)  เนื่องจากเป็นข้อเท็จจริง  (Fact)  (จึงไม่เลือก ข้อ B)

 

12. Have you finished your homework ___________________________________________?

(คุณทำการบ้านเสร็จแล้ว ________________________________________________)

(a) still    (ยังคง)

(b) ready    (พร้อม, เตรียมพร้อม, เสร็จ, ฉับพลัน, ทันที)

(c) yet    (หรือยัง)  (ใช้กับประโยคคำถาม  และปฏิเสธ)

(d) all ready    (ทุกอย่างพร้อม-พร้อมแล้ว)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  หรืออาจตอบ   “Already”  (แล้ว, เรียบร้อยแล้ว)  (ใช้กับประโยคบอกเล่า  และคำถาม)  ก็ได้

 

13. He left Bangkok in 1985 and I haven’t seen him ___________________________________.

(เขาจากกรุงเทพฯไปในปี  ๑๙๘๕  และผมก็ไม่ได้เห็นเขาอีก __________________________)

(a) then   (ต่อจากนั้น)

(b) since    (นับตั้งแต่นั้นมา,  ตั้งแต่นั้นมา)

(c) before

(d) meanwhile    (ในระหว่างนั้น,  ในขณะเดียวกัน)

ตอบ   -   ข้อ    (b)

 

14. Did you have _________________________________________________ at the picnic?

(คุณ _____________________________________________ กับการไปปิกนิกหรือเปล่า)

(a) good time

(b) good times

(c) a good time    (สนุกสนาน)

(d) the good time

ตอบ    –    ข้อ   (c)   “Have a good time”  หมายถึง   “สนุกสนาน, มีความสุข”  ดูเพิ่มเติมวลีที่ต้องใช้  “A, An”  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • It’s a good idea to take __________ picnic lunch to eat while you’re relaxing __________ the beach.

(เป็นความคิดที่ดีที่นำอาหารกลางวันสำหรับปิกนิก ________ ไปรับประทาน  ในขณะที่คุณกำลังพักผ่อน ________ ชายหาด)

(a) a _______________ in

(b) a _______________ on    (มื้อหนึ่ง ................................ บน)

(c) the _______________ in

(d) the _______________ on

ตอบ   -   ข้อ   (b) 

                         สำหรับวลีที่ใช้กับ  “A”  และ  “An”  ได้แก่   “Take a seat”  (นั่ง),  “Take a break”  (พัก, หยุดพัก),  “Take a back seat”  (ยอมเป็นผู้ตาม, เป็นช้างเท้าหลัง),  “Take a good look”  (มองให้เต็มตา),  “Take a good picture”  (ถ่ายรูปสวย, ถ่ายรูปขึ้น),  “Take a bad picture”  (ถ่ายรูปไม่สวย, ถ่ายรูปไม่ขึ้น),  “Take a hand in”  (มีส่วนร่วม, ช่วยเหลือใน),  “Take a stand”  (ประกาศความสำคัญของตนเอง, ประกาศจุดยืน),  “Have a habit of”  (มีนิสัยชอบ), “It is a pity” (น่าสงสาร, น่าเสียดาย), “……....In a position to……..”  (อยู่ในฐานะที่จะ), “On an average”  (โดยเฉลี่ย), “Keep up a correspondence with……..….”  (มีจดหมายโต้ตอบกับ), “Take a person at his word  (เชื่อคำพูดคนๆ นั้น),  “Once in a while  (เป็นครั้งคราว, เป็นบางโอกาส),  “Once in a blue moon”  (นานทีปีหน, นานๆครั้ง),  “Once upon a time”  (กาลครั้งหนึ่งนานมา แล้ว),  “Have a walk”  (เดิน),  “Have a haircut”  (ตัดผม), “Have an idea”  (มีความคิด),  “Take (Have) a bath”  (อาบน้ำ),  “Take a shower”  (อาบน้ำ),  “Make (Give) a speech”  (กล่าวสุนทรพจน์),  “Give a bath”  (อาบน้ำให้),  “Make a change”  (เปลี่ยนแปลง),  “Make an exchange”  (แลกเปลี่ยน),  “Give (Express) an opinion”  (แสดงความคิดเห็น),  “Give an idea”  (ให้ความคิด),  “Give a kiss”  (จูบ),  “Take a pride”  (ภาคภูมิใจ),  “Take a rest”  (พักผ่อน),  “Do a favor”  (ช่วยเหลือ),  “Give an answer”  (ตอบ),  “Make a decision”  (ตัดสินใจ),  “Come to a decision”  (ตกลงใจ, ตัดสินใจ),  “Make a suggestion”  (แนะนำ),  “Make a statement”  (กล่าว, พูด),  “Make an announcement”  (ประกาศ),  “Make a discovery”  (ค้นพบ),  “Make a choice”  (เลือก),  “Make a good doctor”  (เป็นหมอที่ดี),  “Make you a good secretary”  (เป็นเลขานุการที่ดีของคุณ),  “Go for a walk”  (ไปเดินเล่น),  “Go for a drive”  (ไปขับรถ), “Have a headache”  (ปวดหัว),  “Have a cough”  (มีอาการไอ),  “Have a cold”  (เป็นหวัด),  “Have a toothache”  (ปวดฟัน), “Have an earache”  (เจ็บหู, ปวดหู),  “Have a sore throat”  (เจ็บคอ),  “Have a pain”  (มีความเจ็บปวด),  ป็นต้น  

                         นอกจากนั้น  ยังใช้  “A, An”   ในวลีต่อไปนี้   “All of a sudden”  (ทัน ใดนั้น), “Tell a lie”  (พูดปด, โกหก), “Take a look at”  (จ้องมองไปที่), “For a long time”  (เป็นเวลานาน), “Take a trip”  (เดินทาง), “Be at a loss”  (งุนงง, ทำอะไรไม่ถูก), “On a large scale”  (อย่างมากมาย, อย่างใหญ่โต), “At a premium”  (มีราคาสูง), “Make it a rule”  (ตั้งเป็นกฎ), “As a matter of fact”  (อันที่จริงแล้ว), “Have a good time”  (สนุก), “In a hurry”  (รีบเร่ง), “It is a shame.”  (น่าละอาย), “Make a mistake”  (ทำผิด), “Have an opportunity”  (มีโอกาส),  “At a discount” (ลดราคา), “May I borrow your pen for a minute?”  (ผมขอยืมปากกาคุณสักประเดี๋ยวได้ไหมครับ), เป็นต้น

 

15. I don’t know much about __________________________________________________.

(ผมไม่รู้อะไรมากนักเกี่ยวกับ ______________________________________________)

(a) that her friend

(b) that friend of her

(c) her that friend

(d) that friend of hers    (เพื่อนคนนั้นของเธอ)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   และสังเกตว่า  หลัง  “OF”  ต้องใช้รูป  “Possessive pronoun” (hers, ours, theirs, mine, yours, his, its)  เสมอ

 

16. In these days, if people prefer to live alone, ________________ find it quite difficult to do so. 

(ในปัจจุบันนี้  ถ้าผู้คนชอบที่จะอยู่ตามลำพัง ________________ จะพบว่ามันยากที่จะทำเช่นนั้น)

(a) one

(b) he

(c) they   (พวกเขา)

(d) we

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากแทน  “People

 

17. This is the cleverest ___________________________________ all the birds put together.

(นกตัวนี้ฉลาดที่สุด _________________________________ นกทั้งหมดที่นำมาไว้รวมกัน)

(a) among

(b) of    (ในบรรดา)

(c) between

(d) than

ตอบ  -  ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “The + Adjective (ขั้นสูงสุด) + Of all the + Noun (เอกพจน์ หรือ พหูพจน์)  เช่น

  • He is the best of all the students in class.

(เขาเป็นนักเรียนที่ดีที่สุดในชั้น)

  • She is the most beautiful of all the women in the city.

(เธอเป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดในเมือง)   

  • It is the most expensive of all the furniture in the shop.

(มันเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่แพงที่สุดในร้าน)

  • It was the most serious of all violence in the country.

(มันเป็นความรุนแรงที่ร้ายแรงที่สุดในประเทศ)

                                  สำหรับการใช้  “Among”  ไม่ต้องมี  “All”  เนื่องจากหมายถึง  “ในบรรดา.......

...........ทุกคน, ทุกสิ่ง”  อยู่แล้ว  เช่น

  • He was among friends.

(เขาอยู่ท่ามกลางเพื่อนๆ)

  • She hates to be among strange people.

(เธอเกลียดที่จะอยู่ท่ามกลางคนแปลกหน้า)

  • There are no women among her close friends.

(ไม่มีผู้หญิงเลยในบรรดาเพื่อนสนิทของเธอ)

  • A murmur rose among the boys.

(เสียงบ่นพึมพำเกิดขึ้นท่ามกลางเด็กผู้ชาย)

  • She has always been very popular among her classmates.

(เธอได้รับความนิยมอย่างมากอยู่เสมอท่ามกลางเพื่อนร่วมชั้นของเธอ)

  • Unemployment among married women reached a peak.

(การว่างงานในบรรดาผู้หญิงที่แต่งงานแล้วขึ้นถึงจุดสูงสุด)

                          สำหรับวลีที่ใช้กับ  “Of”  ได้แก่  “of age”  (โตพอที่จะทำอะไรบางอย่าง, อายุมากพอที่จะลงคะแนนเลือกตั้งหรือซื้อเหล้า-เบียร์, ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่)  -  Mary will be of driving age on her next birthday  (แมรี่จะถึงวัยที่ได้รับอนุญาตให้ขับรถได้  ในวันเกิดของเธอปีหน้า),  “of course”  (แน่นอน, ไม่ต้องสงสัยเลย, เป็นเรื่องธรรมดา, เหมือนที่คาดหวังไว้)  -  Of course you know that girl; she is in your class  (แน่นอน  คุณรู้จักเด็กผู้หญิงคนนั้น  เธอเป็นเด็กนักเรียนของคุณ  -  หรือ เธอเรียนอยู่ในชั้นเดียวกับคุณ – คือเป็นเพื่อนคุณ),  “remind someone of”  (เตือนใครให้นึกถึงเรื่อง..................)  -  She reminded me of her mother.  (เธอเตือนให้ผมนึกถึงแม่ของเธอ  -  ด้านรูปร่างหน้าตาหรือนิสัยใจคอ),  “approve”  (อนุมัติ, เห็นชอบ),  “boast”  (คุยโม้), “think”  (คิดถึงเรื่อง),  “warn”  (เตือน),   “accuse someone of”  (กล่าวหาใครในเรื่อง...................)  -  They accused him of stealing their car.  (พวกเขากล่าวหาเขาว่าขโมยรถยนต์),  “suspect”  (สงสัย),  “consist”  (ประกอบด้วย),  “be composed of”  (ประกอบด้วย),  “dream”  (ฝัน),  “hear”  (ได้ยิน),  “beware”  (ระวัง),  “complain”  (บ่น, ร้องทุกข์),  “convince”  (ทำให้เชื่อ),  “disapprove”  (ไม่อนุมัติ, ไม่เห็นด้วย),  “assure”  (รับรอง),  “cure”  (รักษาให้หายจากโลก),  “smell”  (ได้กลิ่น),  “a cup of tea”  (ชา ถ้วย),  “a sheet of paper”  (กระดาษ ๑ แผ่น),  “a number of dogs”  (หมาจำนวนมาก),  “the number of students”  (จำนวนนักเรียน),  “a pair of trousers”  (กางเกงขายาว ตัว), “millions of dollars”  (เงินหลายล้านดอลลาร์),  “two gallons of water”  (น้ำ แกลลอน),  “10% of the population”  (๑๐ เปอร์เซ็นต์ของประชากร),  “a town of 2,000 people”  (เมืองที่มีประชากร ๒,๐๐๐ คน),  “Half of the boats sank.”  (เรือจำนวนครึ่งหนึ่งจมลง),  “a bag of gold”  (ทองถุงหนึ่ง),  “at a rate of 20 dollars a day”  (ในอัตรา ๒๐ เหรียญต่อวัน),  “a boy of sixteen”  (เด็กอายุ ๑๖ ปี),  “at the age of five”  (ตอนอายุ ขวบ),  “a baby of 6 months”  (ทารกอายุ   เดือน),  “the first of a series of movies”  (ตอนแรกของภาพยนตร์ซีรี่ส์),  “one of the problems”  (หนึ่งในหลายปัญหา),  “two of the three”  ( ใน ๓),  “many of the students”  (นักเรียนหลายคน),  “a meeting of executives”  (การประชุมผู้บริหาร),  “a map of Sweden”  (แผนที่ประเทศสวีเดน),  “a picture of the refugees”  (ภาพของผู้อพยพ),  “an account of the event”  (เรื่องราวของเหตุการณ์),  เป็นต้น

 

18. A: “Why did they go up the mountain?”

(ทำไมพวกเขาจึงขึ้นไปบนเขา)

      B: “________________________________________________ the eclipse of the moon.”

(________________________________________________________ จันทรคราส)

(a) Watched

(b) Watching

(c) Had watched

(d) To watch    (เพื่อจะดู)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ใช้  “Infinitive with to”  (To + Verb 1)  นำหน้าประโยค (หรือไว้ข้างในประโยคก็ได้)  เพื่อแสดงวัตถุประสงค์  ว่าทำกริยานั้นๆ เพื่ออะไร  ในกรณีของประโยคข้างบน  “ขึ้นไปบนเขา  เพื่อดูจันทรคราส”  ดูเพิ่มเติมการใช้โครงสร้างแบบนี้  จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่         จงเลือกข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จาก ข้อ  (๑)  -  (๔)

  • Designers of (1) consumer products consult research personnel to (2) be determined public (3) reaction to new designs and to (4) obtain new ideas.

(นักออกแบบสินค้าบริโภค  จะปรึกษากับบุคลากรด้านการวิจัย  เพื่อกำหนดปฏิกิริยาของสาธารณชน  ที่มีต่อรูปแบบสินค้าใหม่ๆ  และเพื่อให้ได้รับความคิดใหม่ๆด้วย)

ตอบ   –   ข้อ   (2)   แก้เป็น  “Determine”  เนื่องจากตามหลัง  “To”  จึงต้องอยู่ในรูป  “Infinitive” (Verb ช่องที่ 1)  (ปรึกษากับ..................เพื่อ....................)  กล่าวคือ  “ประธานของประโยค  ทำกริยาอย่างหนึ่ง  เพื่อวัตถุประสงค์อย่างหนึ่ง”  ซึ่งในกรณีนี้เป็นการใช้  “To + Verb 1”  ขยายหลังคำกริยา  ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  เพื่อบอกว่าทำกริยานั้นเพื่อวัตถุประสงค์อะไร  เช่น

  • All students come to school to learn.

(นักเรียนทุกคนมาโรงเรียนเพื่อจะเรียน)

  • People should eat to live, not live to eat.

(คนเราควรกินเพื่ออยู่มิใช่อยู่เพื่อกิน)

  • I went there to meet my old friends.

(ผมไปที่นั่นเพื่อพบเพื่อนเก่า)

  • She studied hard to get a scholarship.

(เขาเรียนหนักเพื่อให้ได้รับทุนการศึกษา)

  • We stopped at the restaurant to eat.

(เราแวะที่ภัตตาคารเพื่อกินอาหาร)

  • He works hard to pass the exam.

(เขาขยันเรียนเพื่อจะได้สอบผ่าน)

  • She gets up early to catch the bus.

(เธอตื่นแต่เช้าเพื่อให้ทันรถเมล์)

  • They stayed up late to study for their exam.

(พวกเขาอยู่จนดึกเพื่อศึกษาสำหรับการสอบ)

                                   ในหลายๆ กรณี  นิยมนำ  “To + Verb 1”  มาวางไว้ข้างหน้าประโยค  เพื่อแสดงวัตถุประสงค์ของประธานฯ ที่อยู่ข้างในประโยค  (หลังเครื่องหมายคอมม่า)  ว่าประธานฯ ทำกริยาด้วยวัตถุประสงค์ใด  ดังประโยคข้างล่าง

  • To see the doctor at his office, you must make an appointment with him.

(เพื่อที่จะพบแพทย์ที่สำนักงานของเขา,  คุณจะต้องทำการนัดหมายกับเขา)

                                  ใช้วลีที่ขึ้นต้นด้วย  “Infinitive with to”  (To + verb 1)  วางไว้ข้างหน้าประโยค  เพื่อแสดงวัตถุประสงค์  หมายถึง  “เพื่อที่จะ........................”  หรืออาจใช้  “In order to”  หรือ  “So as to”  แทนก็ได้  นอกจากนั้น  ยังสามารถเอาวลีที่ขึ้นต้นด้วย  “To + verb 1”   ไปไว้ข้างท้ายประ โยคก็ได้  โดยความหมายเหมือนเดิมทุกประการ  (แต่ควรมีการเปลี่ยนสรรพนามให้เหมาะสม)  ดังเช่นประโยคข้างบน  สามารถเขียนได้ใหม่เป็น

  • You must make an appointment with the doctor to see (so as to see หรือ  in order to see) him at his office.

                                   ตัวอย่างประโยคอื่นๆในแบบนี้ เช่น

  • To succeed in life, one must work hard.

(เพื่อจะประสบความสำเร็จในชีวิต  คนเราต้องทำงานหนัก)  (ประโยคนี้มีความหมายเหมือนอีก    ประโยคข้างล่าง)

(= One must work hard to succeed in life.)

(= In order to succeed in life, one must work hard.)

(= So as to succeed in life, one must work hard.)

(= One must work hard in order to (so as to) succeed in life.)

  • To speak good English, you must practice speaking it every day.

(เพื่อที่จะพูดภาษาอังกฤษได้ดี  คุณจะต้องฝึกพูดมันทุกวัน)  (ประโยคนี้มีความหมายเหมือนอีก    ประโยคข้างล่าง)

(= In order to speak good English, you must practice speaking it every day.

(= So as to speak good English, you must practice speaking it every day.

(= You must practice speaking it every day to (in order to, so as to) speak good English.)

  • To be there in time, you must get up early.

(เพื่อที่จะไปที่นั่นให้ทันเวลา  คุณจะต้องตื่นแต่เช้า)

(= So as (In order) to be there in time, you must get up early.

(= You must get up early to (in order to, so as to) be there in time.)

  • To get a scholarship to study abroad, you must spend more time with your study.

(เพื่อให้ได้ทุนไปเรียนต่างประเทศ  คุณจะต้องใช้เวลามากขึ้นในการเรียนของคุณ)

(= In order (So as) to get a scholarship, you must……………….….

(= You must spend more time with your study to get (in order to get, so as to get) a scholarship to study abroad.)

 

19. The fight was cancelled because both boxers hurt ________________ in training before the fight.

(การต่อสู้ถูกยกเลิกไป  เพราะว่านักมวยทั้ง   คน  ทำ __________ ได้รับบาดเจ็บในการฝึกซ้อม  ก่อนการต่อสู้)

(a) each other    (ซึ่งกันและกัน)  (ระหว่าง  ๒  คน)

(b) one another    (ซึ่งกันและกัน)  (ตั้งแต่  ๓  คนขึ้นไป)

(c) himself    (ตัวเอง)  (คนเดียว)

(d) themselves    (ตัวเอง, ตนเอง)  (ตั้งแต่    คนขึ้นไป)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ไม่เลือก ข้อ   (a)  เนื่องจากนักมวยทั้ง  ๒  คน ยังไม่ได้ชกกัน  เพียงแต่ได้รับบาดเจ็บทั้งคู่ระหว่างฝึกซ้อม  (ต่างคนต่างซ้อม)

 

20. He thinks of nothing ___________________________________________ making money.

(เขาไม่คิดถึงอะไร ________________________________________________ หาเงิน)

(a) for

(b) to

(c) but    (นอกจาก)

(d) than

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากถือว่าตามหลัง  “Preposition”  (Of)  คือ  “But (of) making money”  

                                 แต่โดยปกติแล้ว  กริยาที่ตามหลัง  “But”  =  “Except”  =  “นอกจาก, ยกเว้น”   ต้องตามด้วย  “Infinitive without to”  (Verb 1 ที่ไม่มี  To)  ดังตัวอย่าง

  • We can do nothing but wait.

(เราทำอะไรไม่ได้  นอกจากรอ)

  • They had nothing to do at the party but eat.

(พวกเขาไม่มีอะไรทำที่งานเลี้ยง  นอกจากกิน)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                   

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บ-ไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วย ว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป