หมวดข้อสอบ STRUCTURE (ตอนที่ 93)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Direction:  Choose the best answer for each blank.

(จงเลือกคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละช่องว่าง)

 

1. Do you and your sister ever burn __________________________________ while cooking?  

(คุณและน้องสาวเคยทำไฟลวก __________________________ ขณะกำลังปรุงอาหารหรือไม่)

(a) yourself

(b) herself

(c) themselves

(d) yourselves    (ตัวเอง)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากมี  “You”  อยู่ด้วย  จึงต้องใช้  “Yourselves”  (ตัวคุณเองและน้องสาว  -  คือ    คน)  แต่ถ้าหมายถึง  “ตัวคุณคนเดียว”  ใช้เพียง  “Yourself

 

2. Don’t do anything.  I believe _____________________________ would be best to keep quiet.

(ไม่ต้องทำอะไร  ผมเชื่อ (ว่า) _____________________________ จะดีที่สุดที่จะนิ่งเงียบเสีย)

(a) you

(b) it   (มัน)

(c) we

(d) everything

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “It + Is (Was, Will be, Would be) + Adjective (เช่น  “Good, Better, Best”) + (For Someone) + To + Verb 1”   ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • It is usually necessary for the international business person _________ more than only his/her native language.

(มันเป็นสิ่งจำเป็นโดยปกติ  สำหรับนักธุรกิจระหว่างประเทศที่จะ _________ มากไปกว่าภาษาที่ใช้มาตั้งแต่เกิดของเขา/เธอ  แต่เพียงภาษาเดียว)  (หมายถึง  ควรรู้ภาษาอื่นด้วย  นอกเหนือจากภาษาที่ตนใช้อยู่เป็นประจำ)

(a) to understand    (เข้าใจ)

(b) to observe    (สังเกต)

(c) knowing    (รู้)

(d) speaking    (พูด)

ตอบ   –    ข้อ   (a)   เนื่องจากถูกต้องตามหลักไวยากรณ์   ตามโครงสร้าง  {It is (was) + Adjective (necessary, important, possible, impossible, good, wise, foolish, better, best, worse, worst, etc.) + (For someone) + (Not) + To do (กริยาอะไรก็ได้)  + Something}  เช่น

  • It is necessary (for you) to work harder.

(มันจำเป็นสำหรับคุณที่ต้องขยันให้มากขึ้น)

  • It is important (for young people) to pay respect to the elderly.

(มันสำคัญสำหรับคนหนุ่มสาวที่จะต้องให้ความเคารพผู้สูงอายุ)

  • It was possible (for them) to arrive there before noon.

(มันเป็นไปได้สำหรับพวกเขาที่จะไปถึงที่นั่นก่อนเที่ยง)

  • It is impossible (for me) to lend you the sum you want.

(มันเป็นไปไม่ได้สำหรับผมที่จะให้คุณยืมเงินจำนวนที่ต้องการ)

  • It is good (for her) not to marry him.

(มันดีสำหรับเธอที่ไม่แต่งงานกับเขา)

  • It was wise (for us) to cancel our trip to Europe.

(มันฉลาดสำหรับเราที่ยกเลิกการเดินทางไปยุโรป)

  • It is best (for him) not to say anything about it.

(มันดีที่สุดสำหรับเขาที่ไม่พูดอะไรเกี่ยวกับมัน)

  • It was worst (for her) not to arrive at the airport in time.

(มันเลวร้ายที่สุดสำหรับเธอที่ไม่ไปสนามบินทันเวลา)

 

3. He is too busy _________________________________________ me, so I must do it myself.

(เขามีธุระยุ่งเกินไป ________ ผม  ดังนั้น  ผมจะต้องทำมันด้วยตนเอง)  (คือ  มีงานยุ่งมากเกินไป  จนไม่สามารถช่วยผมได้)

(a) helping

(b) to help    (ที่จะช่วยเหลือ)

(c) to helping

(d) for helping

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เป็นไปตามโครงสร้าง   {Subject (He, She, It) + Is (Was) + Too + Adjective + To + Verb 1 + ส่วนขยาย}  (ประธานฯ มีธุระยุ่งเกินไปที่จะ.........................)   เช่น

  • The room was too hot to sleep in.

(ห้องร้อนเกินไปที่จะนอนได้)

  • She is too arrogant to speak to us.

(เธอหยิ่งยโสเกินไปที่จะพูดกับเรา)

  • No one is too old to learn.

(ไม่มีใครแก่เกินเรียน)

  • They were too poor to buy a new home.

(พวกเขาจนเกินไปที่จะซื้อบ้านหลังใหม่)

****หมายเหตุ    -   จงเปรียบเทียบความแตกต่างกับใน  ข้อ 

 

4. He is too busy _________________________________________ me, so he can’t help you.

(เขามีธุระยุ่งเกินไปกับ _____________________ ผม  ดังนั้น  เขาจึงไม่สามารถช่วยเหลือคุณได้)

(a) to help

(b) helping    (การช่วยเหลือ)

(c) to helping

(d) for helping

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Is (Was) + (Too) + Busy + Verb + ing”  (ประธานฯ มีธุระยุ่ง (เกินไป) อยู่กับการ........................)  เช่น

  • She was (too) busy reading her books.

(เธอมีธุระยุ่ง (เกินไป) กับการอ่านหนังสือ)

  • My mother was (too) busy cooking her meal.

(แม่ของผมมีธุระยุ่ง (เกินไป) กับการปรุงอาหาร)

  • The farmers were (too) busy working in the field.

(ชาวนามีธุระยุ่ง (เกินไป) กับการทำงานในทุ่งนา)

****หมายเหตุ    -   จงเปรียบเทียบความแตกต่างกับใน  ข้อ 

 

5. This is the house ___________________________________________________ I live in.

(นี่คือบ้าน (ซึ่ง) _______________________________________________ ผมอาศัยอยู่)

(a) where

(b) at

(c) in which

(d) (No word is needed.)  (ไม่ต้องเติมคำใดๆ)

ตอบ    -    ข้อ   (d)   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่  

  • The hotel ___________________________________________ was very comfortable.

(โรงแรม __________________________________________ มีความสะดวกสบายมาก)

(a) which I slept last week

(b) that I slept last week

(c) where I slept in last week    (ผิด เพราะมี  “Where”  แล้ว ห้ามใช้  “In” อีก)

(d) in which I slept last week    (ซึ่งผมนอนเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   เนื่องจาก   “In which”   มีความหมายเท่ากับ  “Where”  สำหรับข้อนี้  นอกจากตอบในแบบข้อ  (d)  แล้ว  ยังสามารถใช้ในรูปอื่นๆ ได้อีก  คือ

  • (d) in which I slept last week
  • which I slept in last week
  • that I slept in last week
  • where I slept last week

หมายเหตุ     –    ห้ามใช้   “in that I slept last week

                               สำหรับประโยคในข้อ    สามารถใช้ได้หลายรูปแบบเช่นเดียวกัน  (โดยมีความหมายเหมือนกัน)  คือ

  • This is the house I live in

(สามารถละ “Which” หรือ “That” หลัง “House” ได้  เนื่องจากทั้ง ๒ คำเป็นกรรมของ “Preposition” In)

  • This is the house where I live.
  • This is the house in which I live.

(ห้ามใช้  “This is the house in that I live.”)

  • This is the house which I live in.
  • This is the house that I live in.

 

6. I am very pleased indeed to _________ your marriage, and I offer you my warmest congratulations.

(ผมมีความยินดีมากจริงๆ ที่ __________ การแต่งงานของคุณ  และผมขอแสดงความยินดีอย่างอบอุ่นที่สุดแก่คุณด้วย)

(a) hear

(b) listen

(c) hear of    (ได้ยินเรื่อง, ได้ยินเกี่ยวกับ)

(d) listen to    (ฟัง)

ตอบ    –    ข้อ   (c)   สำหรับ  “Hear + กรรม  หมายถึง  “ได้ยิน”  หรือ  “ฟัง”  สิ่งนั้น  ดังตัวอย่างข้างล่าง

  • He heard a distant voice shouting.

(เขาได้ยินเสียงไกลๆ ตะโกนโหวกเหวก)

  • She could hear clearly.

(เธอได้ยินอย่างชัดเจน)

  • She asked me what that noise was and I said I didn’t hear anything.

(เธอถามผมว่าเสียงนั้นคืออะไร  และผมบอกไปว่าผมไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย)

  • Paula hated to hear Mr. Smith talk like that.

(พอลล่าเกลียดที่ได้ยินคุณสมิธพูดเช่นนั้น)

  • All the relatives were gathered to hear the lawyer read the will.

(ญาติทุกคนถูกเรียกมารวมกันเพื่อฟังทนายอ่านพินัยกรรม)

  • I had the chance to hear her speak in person.

(ผมมีโอกาสได้ฟังเธอพูดตัวเป็นๆ)  (ตอนที่เธอพูด  ผมอยู่ที่นั่นด้วย – มิใช่ฟังเธอพูดทางทีวี หรือโทรศัพท์)

  • You can hear the program on radio everyday Tuesday.

(คุณสามารถฟังรายการทางวิทยุทุกวันอังคาร)

 

7. I have paid all the bills and accounts.  We’re ______________________________ debt now.

(ผมได้จ่ายเงินค่าบิลทุกใบและบัญชีทุกบัญชี,  เรา _____________________ หนี้แล้วในปัจจุบัน)

(a) away from

(b) free of

(c) out of    (ปราศจาก, พ้นจาก)

(d) no

ตอบ   -   ข้อ   (c)   หรืออาจตอบ   “We’re free from debt now.”  หรือ  “We’ve no debt now.”  (ทั้ง  ๒  ประโยค หมายถึง  “เราไม่มีหนี้ในขณะนี้”)  ก็ได้  สำหรับ   “They are (far) away from home.”  (พวกเขาอยู่ห่างไกลจากบ้าน) (เช่น ไปเที่ยว หรือทำอะไรอย่างอื่น)  ส่วน  “The service is free of charge.”  (การบริการไม่คิดมูลค่า)  (คือให้ฟรี  ให้เปล่า)

 

8. These books _______________________________ about space travel are very interesting.  

(หนังสือเหล่านี้ (ซึ่ง) ___________________ เกี่ยวกับการเดินทางในอวกาศ  น่าสนใจอย่างมาก)

(a) was written

(b) were written

(c) written    (ถูกเขียน)

(d) to be written

ตอบ    -    ข้อ   (c)   เนื่องจากลดรูปมาจากประโยคย่อย  แบบ  “Adjective clause”  คือ  “Which (That) were written about space travel”  (โดยตัด  “Which were”  หรือ  “That were”  ทิ้งไปสำหรับข้อ  (b)  ไม่สามารถใช้ได้  เนื่องจากประโยคข้างบน  มีกริยาแท้อยู่แล้ว  คือ  “Are”  ดังนั้น  จะใช้กริยาแท้ซ้อนลงไปอีกไม่ได้   นอกจากจะมีคำเชื่อม   เช่น  “And”,  “Or”,  “But”  เป็นต้น  ดูตัวอย่างเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่  

  • Early philosophers believed that the mind was divided into three faculties _________ as feeling, intellect and wisdom.

(นักปรัชญาในยุคก่อนๆ เชื่อว่าจิตใจ (ของมนุษย์) ถูกแบ่งออกเป็นความสามารถที่จะทำอะไรได้ อย่าง (ซึ่ง) ________ กันว่า (หรือ  ในฐานะ) ความรู้สึก (อารมณ์), สติปัญญา  และความเฉลียวฉลาด)

(a) were known

(b) knowing

(c) known    (เป็นที่รู้จัก, ถูกรู้จัก)

(d) knew them

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากประโยคย่อย   “the mind was divided into three …..………wisdom”  มีกริยาแท้คือ  “was divided”  ดังนั้น  จึงไม่สามารถเลือก  ข้อ  (a)  “ were known”  เพราะเป็นกริยาแท้อีกตัว  (อาจใช้ได้ถ้ามีคำเชื่อม  เช่น  “And, Or”)  จึงต้องเลือกกริยาไม่แท้  ใน  ข้อ  (c)  ซึ่งลดรูปมาจากประโยคย่อยของประโยคย่อยอีกทีหนึ่ง  กล่าวคือ  ลดรูปมาจากประโยคย่อย  “(faculties) which were known as………....…wisdom”  ซึ่งอยู่ในรูปของ  “Passive voice”  เนื่องจาก  “faculties”   เป็นผู้ถูกกระทำ  คือ  “ถูกรู้จักหรือเป็นที่รู้จัก”  ซึ่งประโยคย่อยนี้  ถูกลดรูปโดยการตัด  “which were”  ทิ้งไป  เหลือแต่  “known

 

9. Rarely _______________ for more than a few seconds once they enter the Earth’s atmosphere.

(________________ ไม่ใคร่จะเกิน  ๒ – ๓  วินาที  ในทันทีที่พวกมันเข้าสู่ชั้นบรรยากาศของโลก)

(a) while meteors blaze

(b) meteors that blaze

(c) do meteors blaze    (ดาวตกลุกไหม้เป็นเปลวไฟ)

(d) blaze meteors

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ดูคำอธิบายโครงสร้าง  “Rarely do meteors blaze”  จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • She said, “___________________________________________________________”

(เธอพูดว่า “ ________________________________________________________

(a) Seldom we hear him sing.

(b) We hear him sing seldom.

(c) Seldom do we hear him sing.    (เราไม่ใคร่ได้ยินเขาร้องเพลง)

(d) We seldom hear him to sing.

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง {Seldom (Hardly, Scarcely, Rarely) + Verb (ช่วย)  + Subject + Verb (แท้)}  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • _____________________________________________________ with the opposition.

(________________________________________________________ กับฝ่ายค้าน)

(a) The government agrees seldom

(b) Seldom agrees the government

(c) Seldom the government agrees

(d) Seldom does the government agree    (รัฐบาลไม่ใคร่จะเห็นด้วย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   โดยแปลงมาจากประโยค  “The government seldom agrees with the opposition.”  แต่การนำ  “Seldom”  มาขึ้นต้นประโยค  และเปลี่ยนโครงสร้างประโยคตาม ข้อ  (d)  “Seldom + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb 1 (แท้)” (ยกเว้น  “Never have I seen………...”  หรือ  “Seldom had she played................”)   ก็เพื่อ   ต้องการเน้นย้ำคำว่า  “ไม่ใคร่จะ

                                         ตัวอย่างที่ 

  • My mother doesn’t drink coffee.  ___________________________ does she drink tea.

(แม่ของผมไม่ดื่มกาแฟ  และเธอก็ _____________________________ ดื่มชาด้วยเช่นกัน) 

(a) Not

(b) So

(c) Whether

(d) Neither    (ไม่ .............. (ดื่มชา )............... เช่นกัน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เป็นไปตามโครงสร้าง  “Neither (Nor) + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)

                                         ตัวอย่างที่  

  • Traveling by air is not cheap.  Neither ______________________________________.

(การเดินทางโดยทางอากาศมิได้ราคาถูก  _____________________________________

(a) it is enjoyable

(b) enjoyable it is

(c) is it enjoyable    (มันมิได้สนุกสนานเช่นเดียวกัน  -  Neither is it enjoyable.)  

(d) enjoyable is it

ตอบ   -   ข้อ  (c)   “Neither + Verb to be + Subject + Adjective”  หรือ “Neither + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)

                                         ตัวอย่างที่  

  • Never before in my life __________________________ with such a wonderful welcome.  

(ไม่เคยมาก่อนเลยในชีวิตของผมที่ _______________________ กับการต้อนรับที่วิเศษเช่นนั้น)

(a) I have met

(b) I meet

(c) have I met   (ผมได้พบ)

(d) I met

ตอบ   -   ข้อ  (c)

                                         ตัวอย่างที่ 

  • Not only _________________________________________, but he also took his wife.

(ไม่เพียงแต่  ________________ เท่านั้น  แต่เขายังพาภรรยาไปด้วย)  (= เขาไม่เพียงแต่ไปเท่านั้น  แต่เขายัง......................)

(a) he went

(b) did he go   (เขาไป)

(c) had he gone

(d) went he

ตอบ  -  ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Not only + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)”  เช่น  “Not only did she go………..…..”  “Not only have they seen……..….…”  “Not only will we play………..….”  สำหรับ  “Not only” (ไม่เพียงแต่.................เท่านั้น)   และกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  ที่โดยปกติวางไว้ข้างในประโยค   อาจจะเอามาวางไว้หน้าประโยค  เพื่อแสดงการเน้นคำนั้นๆ   คำเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความหมายปฏิเสธ  เช่น  “Never (ไม่เคยเลย), Hardly  (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ), Seldom  (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ), Never before  (ไม่เคยมาก่อนเลย), Never in my life   (ไม่เคยเลยในชีวิต), No sooner, In vain   (ล้มเหลว, ไม่สำเร็จ), Not often, Not only  (ไม่เพียงแต่), Not even once  (ไม่แม้แต่ครั้งเดียว), Not until   (ไม่จนกระทั่ง)  อย่างไรก็ตาม  จะต้องเรียงรูปประโยคใหม่  ดังนี้  คือ  {Not only (never, no sooner (ในทันทีที่), hardly, never in my life, not until, etc.) + Verb (ช่วย)  เช่น  (has, have, had, is, are, was, were, will, would, shall, should, can, could, may, might must, etc.) + Subject + Verb (แท้)}  เช่น

  • Never before has she seen such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่เธอได้เคยเห็นสถานที่ที่สวยงามเช่นนั้น – เน้นตรงคำว่า  “ไม่เคยมาก่อนเลย”)

(= She has never before seen such a beautiful place.)

(= She has never seen such a beautiful place before.)

  • No sooner had he left than she arrived.

(ในทันทีที่เขาจากไป  เธอก็มาถึง  –  เน้นตรงคำว่า  “ในทันทีที่”)

(= He had no sooner left than she arrived.)

  • Hardly have I met my old college friends.

(ผมแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย  –  เน้นตรงคำว่า  “แทบจะไม่”)

(= I have hardly met my old college friends.)           

  • Never before (Never) + have + I + seen + such a beautiful place.  

(ไม่เคยมาก่อนเลย  ที่ผมได้เห็นสถานที่สวยงามเช่นนั้น)

  • Hardly (Seldom) + has + she + met + her old college friends.

(เธอแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย) 

  • Never + กริยาพิเศษ  + Subject  + กริยาแท้  + ส่วนขยาย
  • Never has he seen his father since he divorced his mother.

(เขาไม่เคยได้พบพ่อเลย  ตั้งแต่ที่พ่อหย่าร้างกับแม่)

 

10. This passage is too difficult _________________________________________________.

(ตอนหนึ่งของข้อเขียนนี้ยากเกินไป __________________________________________)

(a) to explain for me

(b) for me to explain it

(c) to explain it for me

(d) for me to explain    (สำหรับผมที่จะอธิบาย)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  ตามโครงสร้าง  “Subject + Is (Was) + Too + Adjective + (For someone) + To + Verb 1”  สำหรับประโยคนี้ไม่ต้องมี  “It”  ข้างหลัง  “Explain”  เนื่องจากถือว่ามี  “This passage”  อยู่แล้ว  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากตัวอย่างข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่  

  • I am __________________________________________ weak to lift this heavy stone.

(ผมอ่อนกำลัง (อ่อนแอ) __________________________________ ที่จะยกหินหนักก้อนนี้)

(a) so

(b) very

(c) too    (เกินไป, มากเกินไป)

(d) quite

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                                          ตัวอย่างที่  ๒

  • I am too busy ___________________________________________________ with you.

(ผมมีธุระยุ่งเกินไปที่จะ _____________________________________________ กับคุณ)

(a) go

(b) going

(c) to go   (ไป)    

(d) that I can’t go

ตอบ  –  ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการใช้  “To + Verb 1”  ตามหลัง  “Adjective”  หรือ  “Adverb”  ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ขยายคำที่อยู่ข้างหน้ามัน,  สำหรับในประโยคข้างบน  ใช้  “To go”  เป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ขยายคำคุณศัพท์  “Busy” {มีธุระยุ่ง (เกินไป) ที่จะไป}  ตัวอย่าง อื่นๆ ประเภทนี้   ได้แก่

  • Some people think that the Chinese language is too difficult to understand.  

(บางคนคิดว่าภาษาจีนยากเกินไปที่จะเข้าใจ)

  • The car is too small for us to get into.

(รถยนต์คันนั้นเล็กเกินไปสำหรับเราที่จะเข้าไปนั่งได้)

  • The news is too good to believe.

(ข่าวนี้ดีเกินไปที่จะเชื่อได้ว่าเป็นจริง)

  • She is well enough to go out again.

(เธอสบายดีพอที่จะออกไปข้างนอกอีกครั้งหนึ่ง)

  • It is easy to say, not to do.

(มันง่ายที่จะพูด  ไม่ใช่ทำ)

  • He walked quickly to catch the bus.

(เขาเดินอย่างเร็วเพื่อให้ทันรถเมล์)

หมายเหตุ*****   ทั้งนี้  อย่านำไปปนกับโครงสร้างข้างล่าง

  • Subject + Is (Was) + Busy + Verb + ing

(ประธานฯ มีธุระยุ่งอยู่กับการทำอะไรบางอย่าง)

  • She is busy reading for her exam.

(เธอยุ่งอยู่กับการอ่านหนังสือเพื่อเตรียมสอบ)

  • They were busy arranging for the meeting.

(พวกเขายุ่งอยู่กับการเตรียมการประชุม)

  • He has been busy doing his research.

(เขายุ่งอยู่กับการทำวิจัย)  (ตั้งแต่อดีตจนถึงบัดนี้)

 

11. You have tea for breakfast, _________________________________________________?

(คุณดื่มน้ำชาสำหรับอาหารเช้า, ____________________________________________)

(a) have you

(b) haven’t you

(c) don’t you    (ใช่ไหม)

(d) won’t you

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่  

  • _________________________________________________ your hair cut yesterday?

(______________________________ ตัดผมเมื่อวานนี้  ใช่หรือไม่)  (คือ ให้ช่างฯ ตัดผมให้)

(a) Had you

(b) You had

(c) Have you had

(d) Did you have    (คุณ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Have”  เมื่อใช้ในโครงสร้าง  “Causative use”  คือ  “ประ ธานฯ ใช้ให้ใครทำอะไร”  หรือ  “ประธานใช้ให้อะไรถูกทำโดยใคร”  จะถือว่าเป็นกริยาธรรมดาตัวหนึ่ง  ดังนั้น  เมื่อจะทำเป็นประโยคคำถาม หรือ ปฏิเสธ  จึงต้องใช้  “Verb to do” (Do, Does, Did)  ช่วยเสมอ  ดูเพิ่มเติมการใช้   “Have”  ในความหมายต่างๆ  ที่ถือเป็นกริยาธรรมดา  และต้องใช้  “Verb to do”  ช่วย  เมื่อเปลี่ยนเป็นประ โยคปฏิเสธและคำถาม  จากประโยคข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่  

  • They __________________________________________ breakfast at seven o’clock.

(พวกเขา __________________________________________ อาหารเช้าเวลา  ๗  โมง)

(a) have no

(b) have not

(c) haven’t

(d) don’t have    (มิได้รับประทาน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจาก  “Have”  เมื่อหมายถึง  “รับประทาน, ดื่ม”  จะเป็นเพียงกริยาธรรมดาทั่วไป  เมื่อจะทำเป็นประโยคปฏิเสธ หรือคำถาม  จึงต้องใช้   “Verb to do”  (Do, Does, Did)  ช่วยเสมอ

                                         ตัวอย่างที่  

  • You had your car overhauled last week, _____________________________________?

(คุณเอารถของคุณไป (ให้ช่าง) ซ่อมทั้งคัน  เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว, ________________________)

(a) hadn’t you

(b) didn’t you    (ใช่หรือไม่)

(c) wasn’t it

(d) had you

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “Had”  ในประโยคข้างบน  อยู่ในรูป   “Causative use”  มีความหมายว่า  “เอารถไปซ่อม” (Had your car overhauled)   จึงถือเป็นกริยาทั่วไปตัวหนึ่ง  เหมือนกับ   “Walk, Play, Swim, Eat, Sing, Write, Walk, etc.”  ดังนั้น   เมื่อจะทำเป็นรูปปฏิเสธ  หรือคำถาม  หรือ  “Question tag”  จึงต้องใช้  “Verb to do” (Do, Does, Did)  ช่วย  และเนื่องจากในประโยคข้างบน  “Had”  อยู่ในรูปบอกเล่า  ในส่วน  “Tag”  จึงต้องเป็นปฏิเสธ  (didn’t you)

                                        สำหรับ  “Verb to have”  (Have, Has, Had)  จะถือเป็นกริยาพิเศษ  และในส่วน   “Tag”  สามารถใช้   “Have, Has, Had”  ได้เลย  ซึ่งแล้วแต่ประธานประโยค  และ  “Tense”   (ไม่ต้องใช้  “Verb to do”  ช่วย)  มี  ๓  กรณี  คือ

                               ๑. ใน  “Present perfect tense”  เช่น

  • He has eaten his breakfast, hasn’t he?

(เขาได้กินข้าวเช้าแล้ว  ใช่หรือไม่)

                              ๒. ใน  “Past perfect tense”  เช่น

  • She had moved to a new place, hadn’t she?

(เธอได้ย้ายไปอยู่ที่ใหม่แล้ว  ใช่หรือไม่)

                              ๓. ในกรณีที่   “Have”  หมายถึง  “มี”  เช่น

  • They had a beautiful house, hadn’t they?

(ในกรณี   “Have”  แปลว่า  “มี”  สามารถใช้   “Verb to do”  ช่วยได้เช่นกัน  ดังนั้น  ประโยคข้างบนอาจเป็น  “They had a beautiful house, didn’t they?)

  • She has not a car, has she?

(ในทำนองเดียวกัน  เมื่อ   “Has”  หมายถึง  “มี”  ประโยคนี้  สามารถใช้ได้อีกแบบ  คือ  “She has not a car, does she?)

                                    อย่างไรก็ตาม  เมื่อ  “Has”  มิได้แปลว่า  “มี”  แต่มีความหมายอย่างอื่น   ดังเช่นใน    กรณี  ต่อไปนี้  จะถือว่าเป็นเหมือนกริยาธรรมดาทั่วๆ ไป  (=  Walk, Sleep, Cry, Hope, Love, Like, etc.)  ดังนั้น  เมื่อจะทำเป็นรูปปฏิเสธ  หรือ  คำถาม  รวมทั้งในส่วน  “Tag”  จะต้องใช้  “Verb to do”  (Do, Does, Did)  ช่วยเสมอ  ดังประโยคข้างล่าง

                              ๑. เมื่อหมายถึง  “ได้รับ”  (Receive)  เช่น

  • She had a letter this morning, didn’t she?

(เธอได้รับจดหมายเมื่อเช้านี้  ใช่หรือไม่)

                              ๒.  เมื่อหมายถึง  “รับประทาน, ดื่ม”  (Eat, Drink)  เช่น

  • He had coffee for breakfast, didn’t he?

(เขาดื่มกาแฟสำหรับอาหารเช้า  ใช่หรือไม่)

  • We had a lot of food at the party last night, didn’t we?

(เรากินอาหารมากมายที่งานเลี้ยงเมื่อคืนนี้  ใช่หรือไม่)

                              ๓. เมื่อหมายถึง  “ประสบ, พบ, เจอ”  (Experience, Find)  เช่น

  • They had a lot of fun at the party last night, didn’t they?

(พวกเขา (พบกับความ) สนุกสนานกันมากที่งานเลี้ยงคืนวานนี้  ใช่หรือไม่)

  • We had difficulties understanding English, didn’t we?

(เราประสบความยากลำบากในการเข้าใจภาษาอังกฤษ  ใช่หรือไม่)

  • She and her husband had a good time in New York during their holiday, didn’t they?

(เธอและสามีสนุกสนาน (รื่นเริง) ในนิวยอร์กในระหว่างวันหยุด  ใช่หรือไม่)

                             ๔.  เมื่อหมายถึง  “จำเป็นต้อง”  (Have to)  เช่น

  • They have to study hard to pass the exam, don’t they?

(พวกเขาจำเป็นต้องเรียนหนัก  เพื่อสอบผ่าน  ใช่หรือไม่)

                              เมื่อใช้ไนโครงสร้าง  “Causative use”  คือ  “ประธานฯ ใช้ไห้ใครทำอะไร”  (Have someone do something)  (Active voice)  หรือ  “ประธานฯ ใช้ให้อะไรถูกทำโดยใคร”  (Have something done by someone)  (Passive voice)  เช่น

  • She had the servant wash her room yesterday, didn’t she?

(เธอให้คนรับใช้ทำความสะอาดห้องของเธอเมื่อวานนี้  ใช่หรือไม่)

  • They have their cars washed every day, don’t they?

(พวกเขาล้างรถทุกวัน (โดยคนอื่นทำให้)  ใช่หรือไม่)

  • He doesn’t have his hair cut every month, does he?

(เขามิได้ตัดผมทุกเดือน  ใช่ไหม)

 

12. A great deal of research ______________ out in the field of genetic engineering in recent years.

(การวิจัยอย่างมากมาย _________ ในสาขาพันธุวิศวกรรม  ในช่วงปีที่เพิ่งผ่านมาไม่นานนี้)  (หมายถึง  ในช่วงไม่กี่ปีมานี้)

(a) will be carried    (จะถูกดำเนินการ)     

(b) has been carried     (ได้ถูกดำเนินการ, ได้ถูกกระทำขึ้น)

(c) is being carried    (กำลังถูกดำเนินการ)

(d) will have carried    (จะได้ดำเนินการแล้ว)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ใช้รูป   “Present perfect tense”  (โดยพิจารณาจากข้อความ  “In recent years”)  ในรูป  “Passive voice”  {Subject + Has (Have) + Been + Verb 3}  เนื่องจากการวิจัย  “ถูกดำเนินการ”,  นอกจากนั้น  “Research”  ในที่นี้ยังใช้ในแบบคำนามนับไม่ได้  (เอกพจน์เสมอ)  เนื่องจากหมายถึงการวิจัยทั่วไป  อย่างไรก็ตาม  ถ้าหมายถึงการวิจัยเป็นเรื่องๆ  จะถือว่า  “Research”  เป็นนามนับได้  (ใช้ในรูปพหูพจน์ได้)  ดูเพิ่มเติมวลีต่างๆ ที่ใช้กับ  “Present perfect tense”  จากประโยคข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่ 

  • __________ impressive increases in expenditure on the advertising of tobacco goods in recent years.

(___________ การเพิ่มขึ้นอย่างน่าประทับใจ  ในค่าใช้จ่ายด้านการโฆษณาสินค้ายาสูบ  ในช่วงไม่กี่ปีที่เพิ่งผ่านมานี้)

(a) There are

(b) There were

(c) There have been    (มี, ได้มี)

(d) There has been

ตอบ    -    ข้อ   (c)   ใช้รูป  “Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + Verb 3}  (ต้องใช้  “Have been”  เนื่องจาก  “impressive increases”  อยู่ในรูปพหูพจน์)   เนื่องจากบอกการกระทำ  หรือเหตุการณ์  ที่เกิดขึ้นในอดีต  และยังคงดำเนิน หรือมีผลต่อมาจนถึงปัจจุบัน   และคาดว่าเหตุ การณ์นั้นยังจะปรากฏในอนาคตอีก  สังเกตจาก  For  =  เป็นเวลา  (For + ความยาวของเวลา),  Since  =  ตั้งแต่, (Since + จุดเริ่มต้นของเวลา),  Up to now  =  Up to the present time  =  Up until now  =  จนถึงบัดนี้,  So far =  เท่าที่ผ่านมา, หมู่นี้,  Lately  =  Recently  =  หมู่นี้, เร็วๆ นี้,  Over the past years  =  ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา),  In recent years  =  ในช่วงไม่กี่ปีที่เพิ่งผ่านมา),  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • She has lived here for10 years.

(เธออาศัยอยู่ที่นี่มา ๑๐ ปีแล้ว)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • He has been in Chicago since last week. (= He has gone to Chicago since last week.)

(เขาอยู่ในชิคาโกตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • We have lived in Bangkok since we were young.

(เราอาศัยอยู่ในกรุงเทพตั้งแต่เรายังเด็ก)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • So far, you have not done your best. (You have not done your best so far.)

(เท่าที่ผ่านๆมา  คุณยังไม่ได้ทำดีที่สุดเลย)

  • I have sent him only one letter up to now.

(ผมส่งจดหมายให้เขาเพียงฉบับเดียว  จนถึงบัดนี้)

  • The climate has changed a great deal over the past years.

(ภูมิอากาศได้เปลี่ยนแปลงอย่างมากมายในช่วงหลายปีที่ผ่านมา)

  • Crime has significantly increased in recent years.

(อาชญากรรมได้เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา)

 

13. In the old days, _____________ were preferred to serve in most wealthy families in Scotland.

(ในสมัยโบราณ ___________ ได้รับความนิยมมากกว่า (คนใช้หญิง) ให้ทำงานรับใช้ในครอบครัวที่ร่ำรวยส่วนใหญ่  ในประเทศสกอตแลนด์)

(a) man-servants

(b) men-servant

(c) men-servants    (คนใช้ผู้ชาย)

(d) man-servant

ตอบ   -   ข้อ   (c)   คำนามขยายคำนาม  หรือ  “นามประกอบ” (Compound noun)  เมื่อเปลี่ยนเป็นรูปพหูพจน์  ส่วนใหญ่จะเปลี่ยนที่คำนามตัวหลัง  เช่น  “Service buses”  (รถบริการ หรือ รถรับส่งพนักงาน),  “Government policies”  (นโยบายของรัฐบาล),  “Cake-shops”  (ร้านขายเค้ก),  “Shop-cakes”  (เค้กที่ซื้อจากร้าน),  “Bus stations”  (สถานีรถประจำทาง),   “Horse-races”  (การแข่งม้า),   “Race-horses”  (ม้าแข่ง),   “Office-boys”  (เด็กรับใช้ในสำนักงาน),  “Step-fathers   (พ่อเลี้ยง)

                         แต่มีข้อยกเว้น  โดยเปลี่ยนเป็นรูปพหูพจน์ที่คำนามทั้ง  ๒  ตัว  เช่น   “Men-servants”  (คนใช้ผู้ชาย),  “Women-servants”  (คนใช้ผู้หญิง),  “Gentlemen-visitors”  (ผู้มาเยือนที่เป็นสุภาพบุรุษ)  เป็นต้น

                         ถ้าคำนามประกอบด้วยนามและ  “Preposition”  ให้เปลี่ยนเป็นรูปพหูพจน์ที่คำนาม  เช่น   “Passers-by”  (คนที่เดินผ่านไปมาตามถนน),  “Lookers-on”  (คนดู)   “By-products”  (ผลพลอยได้)

                       แต่ถ้าคำนามประกอบด้วยนาม  ๒  ตัว  และเชื่อมด้วย  “Preposition”  ให้เปลี่ยนเป็นรูปพหูพจน์ที่คำนามตัวหน้า  เช่น   “Sons-in-law”  (ลูกเขย),  “Daughters-in-law”  (ลูกสะใภ้),  “Fathers-in-law”  (พ่อตา-พ่อสามี),  “Mothers-in-law”  (แม่ยาย-แม่สามี),  “Men-of-war”  (เรือรบ)   “Commanders-in-chief”  (แม่ทัพ)

                          คำที่เขียนติดกัน  ไม่ถือเป็น  “Compound noun”  จึงเปลี่ยนเป็นรูปพหูพจน์โดยเติม  “S”  ท้ายคำ  เช่น   “Handfuls”  (ปริมาณเต็มมือ, ปริมาณเล็กน้อย) -  (“Only a handful of people came to the meeting.”  =  คนจำนวนเพียงเล็กน้อยเท่านั้นที่มาประชุม)“Spoonfuls”  (ปริมาณเต็มช้อน, ปริมาณเล็กน้อย),   “Shopkeepers”  (เจ้าของร้าน)     

 

14. Very _______________________ people in the United States have servants in their home.

(ผู้คน __________________________________ มากในสหรัฐฯ มีคนรับใช้ในบ้านของตน)

(a) little    (น้อย)  (จนแทบไม่มีเลย)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้ – เอกพจน์เสมอ)

(b) a little    (น้อย)  (แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้ – เอกพจน์เสมอ)

(c) few    (น้อย) (จนแทบไม่มีเลย)  (ใช้กับคำนามนับได้พหูพจน์)

(d) a few    (น้อย)  (แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับคำนามนับได้พหูพจน์)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากหลัง  “Very”  ต้องตามด้วย  “Few”  (ใช้กับคำนามนับได้พหูพจน์)   หรือ “Little”  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้ – เอกพจน์เสมอ)   ดังตัวอย่างข้างล่าง

  • Very few people live to the age of 100.

(น้อยคนมากมีอายุยืนถึง ๑๐๐ ปี)

  • Very few students get a scholarship each year.

(นักเรียนน้อยคนมากได้ทุนเล่าเรียนในแต่ละปี)

  • The couple invited very few guests to their wedding ceremony.

(สามีภรรยาคู่นั้นเชิญแขกน้อยมากมาที่งานแต่งงานของตน)

  • Very little knowledge is dangerous.

(ความรู้น้อยมากเป็นอันตราย)  (หมายถึง  ความรู้น้อยย่อมถูกหลอกต้มได้ง่าย  หรือหาเลี้ยงชีพด้วยความยากลำบาก)

  • Most children from poor families obtain very little education.

(นักเรียนส่วนใหญ่จากครอบครัวที่ยากจน  ได้รับการศึกษาน้อยมาก)

  • People in remote area normally get very little information.

(ผู้คนในพื้นที่ห่างไกล  ปกติแล้วได้รับข้อมูลข่าวสารน้อยมาก)

 

15. We heard _________________________________________ all about his sister’s escape.

(เราได้ยิน ___________________________ ทั้งหมดเกี่ยวกับการหลบหนีของน้องสาวของเขา)

(a) Tim

(b) of Tim   (เกี่ยวกับทิม)

(c) from Tim   (จากทิม)  (คือ ทิมเป็นคนเล่าให้ฟัง)

(d) about Tim   (เกี่ยวกับทิม)

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด  สำหรับการใช้แบบข้อ  (a)  มักมีโครงสร้างแบบประโยคข้างล่าง

  • We heard him say very little at the meeting.

(เราได้ยินเขาพูดน้อยมากที่การประชุม)

  • He heard a distant voice shouting.

(เขาได้ยินเสียงไกลๆ ตะโกนโหวกเหวก)

  • She could hear clearly what he said.

(เธอได้ยินชัดเจนว่าเขาพูดอะไร)

  • Kim hated to hear Mrs. Parker talk like that.

(คิมไม่ชอบได้ยินมิสซิสปาร์กเกอร์พูดแบบนั้น)

  • We can hear the news on the radio.

(เราสามารถฟังข่าวจากวิทยุ)

  • I would like to hear more from you.

(ผมอยากฟังคุณพูดแสดงความคิดเห็นมากขึ้นอีกหน่อย)

  • Very occasionally I hear from her.

(ผมได้รับข่าวสารจากเธอ  -  ทางจดหมายหรือโทรเลข -  เป็นครั้งคราว)

  • The Court had not yet heard a witness.

(ศาลยังไม่ได้ฟังพยานให้การเลย)

  • All the relatives were gathered to hear the lawyer read the will.

(ญาติทั้งหมดถูกเรียกมารวมกัน  เพื่อฟังทนายอ่านพินัยกรรม)

****หมายเหตุดูเพิ่มเติมเกี่ยวกับ  “Hear”  ใน ข้อ ๖ ของข้อสอบชุดนี้

 

16. The influx of workers attracted by the good wages paid in the shipyards __________ the local economy.

(การหลั่งไหลเข้ามาของคนงาน  ซึ่งถูกดึงดูดโดยค่าจ้างสูง  ที่ (ถูก) จ่ายกันในอู่ต่อเรือ _________ เศรษฐกิจของท้องถิ่น)

(a) has affected    (ได้มีผลกระทบต่อ)

(b) has effected

(c) have affected

(d) have effected

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากประธานของประโยคเป็นเอกพจน์  (The influx)  โดยมี   “of workers”  เป็นส่วนขยาย,  ส่วน  “Effect”  มักใช้เป็นคำนาม  หมายถึง  “ผลกระทบ

 

17. Neither I nor my sister ______________________________________ going to the dance.

(ไม่ทั้งผมและน้องสาว _____________________ ไปเต้นรำ – คือ ทั้งผมและน้องสาวไม่ไปเต้นรำ)

(a) is

(b) am

(c) are

(d) aren’t

ตอบ   –   ข้อ   (a)   เนื่องจาก ประธานประโยค    ตัว  เชื่อมด้วย   “Or, Either………...or, Neither………….nor, Not only………....but also,   ให้ใช้กริยาตามประธานตัวหลัง  เช่น

  • You or I am to blame for the error.

(ไม่คุณก็ผมที่ควรถูกตำหนิสำหรับความผิดพลาด)  (ใช้กริยาตามประธานตัวหลัง  คือ  “I”)

  • When I came in, neither the radio nor the television was on.

(เมื่อผมเข้ามา  ทั้งวิทยุและทีวีมิได้เปิดอยู่)  (ใช้กริยาตามประธานตัวหลัง  คือ  “the television”)

  • Neither you nor I was glad.

(ทั้งคุณและผมไม่ดีใจ)  (ใช้กริยาตามประธานตัวหลัง  คือ  “I”)

  • Although we have been living in Thailand for 5 years, neither my husband nor I speak Thai fluently.

(แม้ว่าเราได้อยู่เมืองไทยมา    ปีแล้ว  ทั้งสามีและฉันพูดไทยไม่คล่อง)  (ใช้กริยาตาม  “I”)

  • Either excessive social obligation or just plain laziness has kept him from his work.

(ภาระทางสังคมที่มากเกินไป  หรือ เพียงแค่ความเกียจคร้านธรรมดา (อย่างใดอย่างหนึ่ง) ที่ทำให้เขาไม่ทำงาน)  (ขัดขวางเขาจากการทำงาน)  (ใช้กริยาตาม  “plain laziness”)

 

18. _____________________________________________________ a childhood disease.

(_______________________________________________________ โรคในวัยเด็ก)

(a) Measle is

(b) Measles are

(c) Measles is    (โรคหัด – อีสุกอีใส – เป็น)

(d) Measle are

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Measles”  (โรคหัด)  ต้องเติม  “S”  ข้างท้ายเสมอ  และถือเป็นคำนามเอกพจน์  จึงต้องใช้กับกริยาเอกพจน์ด้วย  (ในที่นี้  คือ  “Is”)  ดูเพิ่มเติมคำนามเอกพจน์ที่ลงท้ายด้วย  “s”  และต้องใช้กับกริยาเอกพจน์  จากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่         จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์ จากข้อ (๑) – (๔)

  • (1) Basic knowledge of (2) mathematic and electronics was (3) used to develop the high-speed (d) electronic computer.

(ความรู้พื้นฐานของคณิตศาสตร์และอิเล็กทรอนิกส์  ถูกใช้เพื่อพัฒนาคอมพิวเตอร์อิเล็กทรอนิกส์ความเร็วสูง)

ตอบ  -  ข้อ    แก้เป็น  “mathematics”  เนื่องจาก  (คณิตศาสตร์)  ต้องเติม  “S”  เสมอ  แต่ถือเป็นเอกพจน์

                                         ตัวอย่างที่  

  • Physics __________ taught in most American universities and said to be much more difficult than social science.

(วิชาฟิสิกส์ __________ สอนในมหาวิทยาลัยอเมริกันส่วนใหญ่  และถูกกล่าวว่ายากกว่าสังคมศาสตร์อย่างมาก)

(a) are

(b) have been

(c) is    (ถูก)

(d) will be

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากชื่อวิชา  ที่แม้จะมีรูปพหูพจน์  แต่ต้องใช้กริยาเอกพจน์  เช่น  “Economics (เศรษฐศาสตร์),  Phonetics (วิชาการออกเสียง),  Statics (สถิตศาสตร์),  Dynamics (พลศาสตร์),  Statistics (วิชาสถิติ),  Psychics (จิตศาสตร์),  Aeronautics (วิชาการบิน),  Astrophysics (วิชาว่าด้วยส่วนประกอบของดวงดาว),  Aesthetics (วิชาว่าด้วยหลักความงาม),  Mathematics (คณิตศาสตร์),  Politics (การเมือง),  รวมทั้ง  News (ข่าว),  Mumps (โรคคางทูม),  Measles (โรคหัด),  Means (วิธี),  Ashes (เถ้าถ่านศพ),  Alms (ทาน),  Billiards (กีฬาบิลเลียด),  Cross-roads (จุดที่ถนน สายมาตัดกัน)  เช่น

  • A cross-roads is a place where two roads cross.

( แยก – หรือทางแยก – คือที่ซึ่งถนน สายมาตัดกัน)

  • Politics is the subject he is very interested in.

(การเมืองเป็นหัวเรื่องที่เขาสนใจเป็นอย่างมาก)

  • Mathematics is a required subject.

(คณิตศาสตร์เป็นวิชาที่จำเป็น)

  • Statistics is too difficult for me to understand.

(วิชาสถิติยากเกินไปสำหรับผมที่จะเข้าใจ)

 

19. Thai people always _____________________________ on their elders on Songkran Day.

(คนไทย ______________________________ ผู้อาวุโส-ผู้มีอายุมากกว่า  ในวันสงกรานต์)

(a) remember calling

(b) remember to call    (จำได้, ระลึกได้ (เสมอ) ที่จะไปเยี่ยมเยียน)

(c) remembered calling

(d) remembered to call

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากข้อนี้เป็นข้อเท็จจริง  (Fact)  จึงถือเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน  จึงใช้ในรูป  “Present simple tense”  (Subject + Verb 1) {ดังนั้น  จึงตัดข้อ  (c) และ  (d) ทิ้ง},  สำหรับข้อ  (b)  หมายถึง  “จำได้-ระลึกได้  ที่จะไปเยี่ยมผู้อาวุโส  ในวันสงกรานต์ ทุกๆ ปี”  มิได้ต้องการหมายถึงใน ข้อ  (a)  ที่ว่า  “ระลึกได้ถึงการไปเยี่ยม ฯ”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่  

  • Seeing the teacher, ______________________________________________ at once.

(เห็นครู _____________________________________________________ ในทันที)

(a) the game was stopped    (เกมถูกหยุด)

(b) they stopped playing the game    (พวกเขาหยุดการเล่นเกม)

(c) the game stopped    (เกมหยุด)

(d) they stopped to play the game    (พวกเขาหยุดเพื่อจะเล่นเกม)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากประธานของประโยค  ที่อยู่หลังเครื่องหมายคอมม่า (หลังคำ  “teacher”)  เป็นผู้ทำกริยาที่ขึ้นต้นประโยค  (Seeing)  คือ  “เห็น”,  ดังนั้น  จึงต้องเป็นสิ่งมีชีวิต  ซึ่งในที่นี้  คือ  “They”  จึงตัดข้อ  (a, c)  ทิ้งไป  และต้องเลือกข้อ  (b)  เนื่องจากต้องใช้  “Stop playing”   (นักเรียนหยุดการเล่นเกม)  มิใช่ข้อ  (d)   “นักเรียนหยุดเพื่อจะเล่นเกม”  ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทเดียวกับ  “Stop”  จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่  

  • Try __________________________________________________ water to your drink.

(ทดลอง _________________________________________ น้ำเข้ากับเครื่องดื่มของคุณ)

(a) to add

(b) adding    (ผสม)

(c) added

(d) addition    (การผสม-เติม-เพิ่ม-บวก)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Try”  ในประโยคนี้หมายถึง  “ทดลอง”  จึงต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  แต่ถ้าหมายถึง  “พยายาม”  ต้องตามด้วย  “Infinitive with to” (To + Verb 1)  (การผสมน้ำเข้ากับเครื่องดื่ม  ไม่ต้องใช้ความพยายามแต่อย่างใด)  ดูเพิ่มเติมกริยาที่มี    ความหมาย  และต้องตามด้วยโครงสร้างที่ต่างกัน  จากประโยคข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่  

  • Don’t forget __________________________________________________ my letter !

(จงอย่าลืม ______________________________________________ จดหมายของผม)

(a) post

(b) posting    (การส่ง)

(c) to post    (ที่จะส่ง)

(d) posted

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องการบอกว่า  “อย่าลืมส่ง”  (คือ  ขณะที่พูดยังมิได้ส่ง)  มิใช่  “ลืมการส่ง”  (คือส่งไปแล้ว  และนานมากแล้ว  จนลืมว่าเคยทำเช่นนั้น)  ซึ่งในกรณีหลังนี้  ต้องใช้  “Posting

                                         ตัวอย่างที่  

  • Have you ever tried _______________________________________ this kind of food?

(คุณเคยลอง ____________________________________________ อาหารชนิดนี้ไหม)

(a) to eat

(b) eating    (กิน)

(c) of

(d) with

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เมื่อ  “Try”  หมายถึง  “ลอง, ลองทำดู”   ในที่นี้  คือ  “ลองกิน”  ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  ส่วนอีกความหมาย  คือ  “พยายาม”  ต้องตามด้วย  “To + Verb 1)  (ในประโยคข้างบน  การกินอาหารไม่ต้องใช้ความพยายาม  “Try”  จึงควรมีความหมายว่า  “ทดลอง, ลองทำดู”)

                                          ตัวอย่างที่  

  • Please don’t forget _______________________________________ me your address.

(โปรดอย่าลืม _______________________________________ ที่อยู่ของคุณให้ผมด้วย)

(a) send

(b) to send    (ส่ง)

(c) sending

(d) sent

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Forget + To + Verb 1”  =  “ลืมที่จะ....................”  คือ  ไม่ได้ทำ  เพราะลืม  ส่วน  “Forget + Verb + ing”  =   “ลืมการ........................” หมายถึง  ได้กระทำสิ่งหนึ่งลงไปแล้ว  แต่ลืมว่าได้กระทำสิ่งนั้น  ด้วยเหตุผลใดเหตุผลหนึ่ง

                                         ตัวอย่างที่  

  • As soon as it stops _________________________________________, I shall go home.

(ในทันทีที่หยุด _____________________________________________ ผมจะกลับบ้าน)

(a) rain

(b) the rain

(c) to rain

(d) raining    (ฝนตก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “It stops raining.”  หมายถึง  “ฝนหยุดการตก”  กล่าวคือ  “Stop + Verb + ing”  =  “หยุดการกระทำสิ่งนั้น”  ส่วน  “Stop + To + Verb 1”  =   “หยุดเพื่อที่จะทำสิ่งนั้น” 

                                         ตัวอย่างที่  

  • While we were walking in the park, she often stopped ___________________ at the flowers.

(ขณะที่เรากำลังเดินไปในสวนสาธารณะ  เธอมักจะหยุด __________________ ที่ดอกไม้อยู่บ่อยๆ)

(a) to look    (เพื่อที่จะมองดู)

(b) looking    (การมองดู)

(c) looked

(d) for looking

ตอบ   -  ข้อ   (a)   เนื่องจาก  (Stop + To + Verb 1  =  “หยุดเพื่อที่จะทำสิ่งนั้นๆ”)  (Stop + Verb + ing  =  “หยุดการกระทำสิ่งนั้นๆ”)

                                         ตัวอย่างที่  

  • I remember that restaurant; we stopped there ______________ on our way to Brighton. 

(ผมจำภัตตาคารนั้นได้  เราหยุด (แวะ) ที่นั่น _______________ ในระหว่างทางไปเมืองไบรตัน)

(a) eating    (การกินอาหาร)

(b) ate

(c) to eat    (เพื่อกินอาหาร)

(d) eaten

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “หยุดหรือแวะเพื่อที่จะกินอาหาร  (Stop to eat)

                                        ตัวอย่างที่  

  • How did the cat get into the house?  I remember __________________  it out last night.

(แมวเข้ามาในบ้านได้อย่างไร  ผมจำได้ถึง ______________ มันไปไว้ข้างนอกเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a) put

(b) to put

(c) putting    (การจับ)

(d) putting away

ตอบ  -  ข้อ   (c)  Remember + Verb + ing  =   “จำได้ถึงการกระทำสิ่งนั้นๆ”   คือ  ทำไปแล้วในอดีต  และยังจำได้ว่าทำ)  ส่วน   “Remember + To + Verb 1”  =  “จำได้ (ไม่ลืม) ที่จะทำสิ่งนั้นๆ

สรุป   -   มีหลักไวยากรณ์ดังนี้  คือ  เราใช้  “Infinitive with to” (To + Verb 1)  และ  “Gerund” (Verb + ing)  ตามหลังคำกริยา  “Remember, Forget, Try Stop”  แต่มีความหมายต่างกัน  เช่น

  • I remembered to buy him a newspaper.

(ผมจำได้ที่จะซื้อ (ไม่ลืมซื้อ) หนังสือพิมพ์ให้เขา)

  • I remembered buying him a newspaper.

(ผมจำได้ถึงการซื้อหนังสือพิมพ์ให้เขา)  (คือ  ซื้อเมื่อเดือนที่แล้ว  และยังจำได้ว่าซื้อ)

  • She forgot meeting me in New York ten years ago.

(เธอลืมการได้พบกับผมในนิวยอร์กเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว)  (คือ  เคยพบกันเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว  แต่เธอจำไม่ได้แล้วว่าเคยพบ)

  • She forgot to meet me at my office yesterday.

(เธอลืมที่จะมาพบผมที่สำนักงานเมื่อวานนี้)  (สรุปคือ  ไม่ได้มาพบเพราะลืม)

  • He tried to swim across the dangerous river.

(เขาพยายามว่ายข้ามแม่น้ำที่มีอันตราย)

  • He tried eating the food his girlfriend cooked for him.

(เขาทดลองกินอาหารที่แฟนปรุงให้เขากิน)

  • They stopped working and went to a restaurant.

(พวกเขาหยุดการทำงาน  และไปภัตตาคารเพื่อกินอาหาร)

  • They stopped to work until late at night.

(พวกเขาหยุด (กิน, เล่น, พูดคุย, ฯลฯ) เพื่อที่จะทำงานจนกระทั่งดึกดื่น)

 

20. Electric engines are very clean, for there is no burning fuel to make ___________________.

(เครื่องยนต์ไฟฟ้าสะอาดมาก  เพราะว่าไม่มีเชื้อเพลิงเผาไหม้  ที่จะทำให้เกิด _______________)

(a) smoke or dirty    (ควันหรือสกปรก)

(b) smoky or dirt    (เป็นควันหรือสิ่งสกปรก)

(c) smoke or dirt    (ควันหรือสิ่งสกปรก)  (เป็นคำนามทั้ง    คำ)

(d) smoky or dirty    (เป็นควันหรือสกปรก)  (เป็นคำคุณศัพท์ทั้ง  ๒  คำ)

ตอบ   -   ข้อ    (c)   ตามโครงสร้าง  “Make + Noun (กรรม)”  เช่น

  • He makes a lot of money each year.

(เขาหาเงินได้มากในแต่ละปี)

  • She frequently makes mistake.

(เธอทำผิดบ่อยๆ)

  • I made no comment.

(ผมมิได้ให้ข้อคิดเห็นใดๆ)

  • The boys made so much noise.

(พวกเด็กๆ ทำเสียงดังมาก)

  • She made a suggestion to the project.

(เธอให้คำแนะนำกับโครงการ)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                   

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บ-ไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วย ว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป