หมวดข้อสอบ STRUCTURE (ตอนที่ 91)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Direction:  Choose the best answer for each blank.

(จงเลือกคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละช่องว่าง)

 

1. ________________________________________________________ here this morning?

(________________________________________________________ ที่นี่เมื่อเช้านี้)

(a) Who did come

(b) Who did came

(c) Did who come

(d) Who came    (ใครมา)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจาก   “Who”   เป็นประธานของประโยค  จึงตามด้วยคำกริยา  “Came”  ได้เลย ไม่ต้องใช้  “Verb to do”  มาช่วยสร้างประโยคคำถาม  เหมือนในกรณีทั่วๆ ไป  หรือในประโยคที่ขึ้นต้นด้วย  “Question words” (What, When, Where, Why, How)  อื่นๆ  เช่น

  • When did you arrive this morning?

     (คุณมาถึงเวลาใดเมื่อเช้านี้)

  • Where do you live in England?

      (คุณอาศัยอยู่ที่ไหนในประเทศอังกฤษ)

  • Why did she leave in a hurry?

      (ทำไมเธอจึงจากไปอย่างรีบเร่ง)

  • What did they tell Jim before he left?

       (พวกเขาบอกอะไรจิม  ก่อนที่เขา (จิม) จะจากไป)

  • How do you feel about today’s weather?

      (คุณรู้สึกอย่างไรกับอากาศวันนี้)

หมายเหตุ   -   ในกรณีของ  “What”  ถ้าเป็นประธานของประโยค  สามารถตามด้วยคำกริยาได้เลย  โดยไม่ต้องใช้   “Do, Does, Did”  ในการสร้างประโยค  เช่น

  • What made her laugh?

(อะไรทำให้เธอหัวเราะ)

  • What makes them so happy?

(อะไรทำให้พวกเขามีความสุขเหลือเกิน)

                                  แต่ถ้าเป็นกรรมของประโยค  (หรือของกริยา)  ต้องใช้  “Verb to do” (Do, Does, Did)  ในการสร้างคำถาม  (ในกรณีเหตุการณ์ปัจจุบัน  หรืออดีต)  เช่น

  • What did he say when he knew the truth?

(เขาพูดว่ากระไร  เมื่อเขารู้ความจริง)  (“What”  เป็นกรรมของกริยา  “Say”)

  • What do you like about the movie?

(คุณชอบอะไรบ้างเกี่ยวกับหนังเรื่องนั้น)  (“What”  เป็นกรรมของกริยา  “Like”)

  • What does she give you when you ask for her help?

(เธอให้อะไรคุณ  เมื่อคุณขอความช่วยเหลือจากเธอ)  (“What”  เป็นกรรมของกริยา  “Give”)

                                แต่ในกรณีเป็นเหตุการณ์อนาคต  ใช้  “Will, Shall”   ในการสร้างประโยคคำถาม  เช่น

  • What will you do if you lose your job?

(คุณจะทำอย่างไร  ถ้าคุณตกงาน)

  • What will she buy when she goes shopping?

(เธอจะซื้ออะไร  เมื่อเธอไปจ่ายตลาด)

 

2. He says he ________________________________________________ come if he was free.

(เขาพูด (ว่า) เขา ________________________________________ มา  ถ้าเขามีเวลาว่าง)

(a) would    (จะ)

(b) will

(c) must

(d) need

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่    หรือ  “Present unreal”  (เกิดได้ยาก  หรือไม่เป็นจริงในปัจจุบัน)  ในกรณีของประโยคข้างบน  ถือเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยากในปัจจุบัน  (แม้จะมีรูปเป็นอดีตก็ตาม)  คือ  เขาจะมา (ในปัจจุบัน)  ถ้าเขามีเวลาว่าง  แต่จริงๆ แล้ว  ผู้พูดเชื่อว่า  “ตัวเขาเองคงจะไม่มา  เพราะเขาคงไม่มีเวลาว่าง”  (คือ  โอกาสที่จะมามีน้อย)  ดูเพิ่มเติม  “If clause”  แบบที่   จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • Mother could have more time for rest if the family _________________ a washing machine.

(แม่สามารถมีเวลาพักผ่อนมากขึ้น  ถ้าครอบครัว _________________________ เครื่องซักผ้า)

(a) has

(b) had    (มี)

(c) has had

(d) would have

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่    หรือ  “Present unreal”  (เกิดได้ยาก  หรือ  ไม่เป็นจริงในปัจจุบัน)  คือ  เป็นการกล่าวถึงเงื่อนไขของเหตุการณ์ในปัจจุบัน  ซึ่งเกิดขึ้นได้ยาก  หรือไม่เกิดขึ้นจริง  (เช่น  ถ้าเขาเป็นนก............., ถ้าเธอเป็นราชินี.............., ถ้าพวกเขาเป็นเศรษฐี ................ซึ่งทั้งหมดไม่เกิดขึ้นจริง)  ในกรณีของประโยคข้างบน  ถือเป็นเหตุการณ์ที่เกิดได้ยากในปัจจุบัน  {โอกาสที่จะเกิดขึ้นมีน้อย  อย่างไรก็ตาม  ถ้าเหตุการณ์ในประโยคย่อย  (If clause)  เกิดขึ้นจริง   เหตุการณ์ในประ โยคใหญ่  (Main clause)  ก็จะเกิดขึ้นตามไปด้วย}  เนื่องจากเหตุการณ์ที่เป็นจริงในขณะนี้  คือ  แม่มีเวลาพักผ่อนน้อย  เพราะครอบครัวไม่มีเครื่องซักผ้า  ทั้งนี้  โครงสร้างของประโยค  “If clause”  แบบที่    คือ  ในประโยคใหญ่  (Main clause)  ประ กอบด้วย  “Subject + Would (Should, Could, Might) + Verb 1”  ส่วนในประโยคย่อย  (If clause)  ประกอบด้วย  “If + Subject + Verb 2”  จึงต้องตอบข้อ  (b)  “Had

                                         ตัวอย่างที่ 

  • Provided Jimmy _________________ time and money, he would travel around the world.

(ถ้าจิมมี่ ___________________________________ เวลาและเงิน  เขาจะเดินทางรอบโลก)

(a) had had

(b) would have

(c) had    (มี)

(d) would have had

ตอบ   -    ข้อ   (c)   “Provided Jimmy  =  If Jimmy”  จึงเป็น  “If clause”  แบบที่    (Present unreal)   คือ  เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยาก  (หรือไม่เป็นจริง)  ในปัจจุบัน  เนื่องจาก  เหตุการณ์ที่เป็นจริงในขณะนี้  คือ   “จิมมี่ไม่มีเวลาและเงิน  เขาจึงมิได้เดินทางรอบโลก”  (ดังนั้น  เหตุการณ์ที่จิมมี่จะเดินทางรอบโลกคงเกิดได้ยาก  เนื่องจากเขาไม่มีเวลาและเงิน  ในปัจจุบัน)  (แต่ถ้ามี ฯ  ก็จะเดินทาง ฯ  แต่คงเป็นไปได้ยาก)  ทั้งนี้  ใน  “If clause”  ใช้  “Provided (If) + Subject + Verb 2”  ในกรณีของประโยคข้างบน  คือ  “Had” (Verb 2)

 

3. Very few people live __________________________________________ the age of ninety.

(น้อยคนนักที่มีชีวิต ___________________________________________ อายุ  ๙๐  ปี)

(a) at

(b) in

(c) to    (ถึง)

(d) after

ตอบ    –    ข้อ   (c)  “Live to  =  มีอายุถึง  ส่วน   “Die at  =  ตายเมื่ออายุ  เช่น   “He died at the age of sixty.”  (เขาตายเมื่ออายุ  ๖๐  ปี)  สำหรับวลีที่ใช้กับ   “To”  ดูจากพารากราฟข้างล่าง

                          สำหรับคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่ใช้กับ  “To”  ได้แก่   kind (กรุณา, ใจดี)  -  He is very kind to me.  (เขากรุณาต่อผมมาก),  “new”  (It is new to me.  –  มัน (เป็นเรื่อง) ใหม่สำหรับผม), close  (ใกล้ชิดกับ),  cruel  (โหด ร้ายกับ),  hostile  (มุ่งร้าย หรือเป็นปฏิปักษ์กับ),  obvious  (ชัดเจนแก่),  obedient  (เชื่อฟังต่อ),  peculiar  (แปลกประหลาดแก่, เฉพาะกับ),  equal  (เท่ากันกับ),  grateful  (ขอบคุณ, เป็นหนี้บุญคุณ)  -  I’m very grateful to your kind assistance.  (ผมขอบคุณอย่างมากต่อความช่วยเหลือของคุณ),  harmful  (เป็นอัน ตรายต่อ),  kind  (กรุณาต่อ),  dear  (เป็นที่รักแก่),  faithful  (ศรัทธาต่อ),  junior  (อาวุโสน้อยกว่า),  senior  (อาวุโสมากกว่า)  -  He is senior to me in the army.  (เขาอาวุโสกว่าผมในกองทัพ  -  คือมียศสูงกว่า),  inferior  (ด้อยกว่า, เลวกว่า, แย่กว่า),  superior  (ดีกว่า, เหนือกว่า),  polite  (สุภาพต่อ)  -  He is polite to everyone he meets.  (เขาสุภาพกับทุกคนที่เขาเจอะเจอ),  familiar  (คุ้นเคยกับ)  -  Most people at the party were familiar to me.  (คนส่วนใหญ่ที่งานเลี้ยงคุ้นเคยกับผม,  useful  (เป็นประโยชน์กับ),  similar  (คล้ายกับ),  rude  (หยาบคายกับ),  previous  (ก่อน),  used  (เคย),  accustomed  (คุ้นเคย, เคยชิน)  -  They are accustomed to hot weather.  (พวกเขาคุ้นเคยกับอากาศร้อน),  clear  (ชัดเจนกับ),  essential  (จำเป็นกับ),  necessary  (จำเป็นต่อ),  good  (ปฏิบัติดีต่อ),  identical  (เหมือนกับ)  -  The material is almost identical to limestone.  (วัตถุชิ้นนั้นเกือบจะเหมือนกันเป๊ะกับหินปูน),  satisfactory (เป็นที่พอ ใจของ),  important  (สำคัญต่อ),  significant  (สำคัญต่อ),  equivalent  (เท่ากับ, เสมือนกับ),  loyal  (จงรักภักดีต่อ)   เป็นต้น

                         สำหรับคำกริยา  (Verb)  ที่ใช้กับ  “To”  ได้แก่   “happen”  (เกิดขึ้น)  -  The accident happened to his family a long time ago.  (อุบัติเหตุเกิดขึ้นกับครอบครัวของเขานานมาแล้ว),  occur  (เกิดขึ้น),  resort  (หันไปใช้)  -  You must never resort to violence.  (คุณจะต้องไม่หันไปใช้ความรุนแรง),  compare  (เปรียบเทียบว่าเหมือนกับ)-  Some people compare sleep to death.  (บางคนเปรียบเทียบการนอนหลับว่าเหมือนกับความตาย),  belong  (เป็นของ)  -  That car belongs to me.  (รถยนต์คันนั้นเป็นของผม),  attend  (เอาใจใส่)  -  You should attend to your teacher’s advice.  (คุณควรเอาใจใส่คำ แนะนำของอาจารย์),  see to it  (ดูแลในเรื่อง, จัดการในเรื่อง)  -  I will see to it that you get what you want.  (ผมจะดูแลให้ว่า  คุณได้ทุกอย่างที่คุณต้องการ),  consent  (ยินยอมต่อ)  -  He consented to postponement of the trip.  (เขายินยอมกับการเลื่อนการเดินทางออกไป),  attribute  (มีสาเหตุมาจาก)   -  He attributed the worsening situation to increased conflicts between the government and the people.  (เขาคิดว่าสถานการณ์ที่แย่ลง  มีสาเหตุมาจากความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลและประชาชน),  apply  (สมัคร, ขอ),  reply  (ตอบ),  appeal  (อุทธรณ์, ชวนให้เกิดความสนใจ หรือ หลงใหล),  confine  (จำกัดอยู่ใน),  turn  (หันไปหา, หันไปใช้),  amount  (รวมเป็นจำนวน),  surrender  (ยอมจำนนต่อ),  listen  (ฟัง),  recommend  (แนะนำว่าดี),  devote  (อุทิศแก่),  accustom  (ทำให้คุ้นเคยกับ),  object  (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วยกับ),  succumb  (พ่ายแพ้ต่อ, ยอมจำนนกับ)  -  He finally succumbed to injury.  (เขาในที่สุดพ่ายแพ้ต่อการบาด เจ็บ  -  คือตาย),  complain  (บ่น หรือ ร้องเรียนกับ)  They complained to me about the noise.  (เขาร้องเรียนกับผมเกี่ยวกับเรื่องเสียงดัง),  suggest  (แนะนำกับ)   -  I suggested to him that he should work harder.  (ผมแนะนำกับเขาว่า  เขาควรขยันมากขึ้น),  respond  (ตอบสนองต่อ)   - The government should quickly respond to its people’s demand.  (รัฐบาลควรตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างรวดเร็ว),  look forward to  (ตั้งหน้าตั้งตารอคอย),  refer  (อ้างถึง, แนะนำให้ไปหา),  yield  (จำนน หรือพ่ายแพ้ต่อ),  introduce  (แนะนำให้รู้จักกับ),  reduce  (ลดลงจนต้อง),  be used to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  get used to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  be accustomed to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  get accustomed to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ), เป็นต้น

 

4. The food ______________________________ by my mother tastes better than anyone else’s.

(อาหารซึ่ง ________________________ โดยแม่ของผม  มีรสชาติดีกว่า (อาหาร) ของคนอื่นใด)

(a) is cooked

(b) was cooked

(c) cooking

(d) cooked    (ถูกปรุง)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  “Which (That) is cooked by my mother

 

5. He won’t pass his examination ______________________________________________.

(เขาจะสอบไม่ผ่าน ___________________________________________________)

(a) if he is not enough diligent

(b) unless he is not diligent enough

(c) unless he is not enough diligent

(d) unless he is diligent enough    (ถ้าเขาไม่ขยันเพียงพอ)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Unless = If ................. not”  (ถ้า.....................ไม่)  แต่ต้องอยู่ในโครงสร้าง  “Unless + Subject + Verb (บอกเล่า)”  ทั้งนี้  “อนุประโยคที่ตามหลัง “Unlessจะต้องอยู่ในรูปบอกเล่าเสมอ  เนื่องจาก  “Unless”  มี  “Not”  ซึ่งเป็นปฏิเสธรวมอยู่ในคำด้วยแล้ว  ถ้าใช้รูปปฏิเสธอีก  จะกลายเป็นปฏิเสธซ้อน  ซึ่งผิดหลักไวยากรณ์

 

6. I don’t know ________________________________________________________ to do.

(ผมไม่ทราบว่าจะทำ __________________________________________________)

(a) how    (อย่างไร)

(b) whom    ()

(c) what    (อะไร)

(d) why    (ทำไม)

ตอบ   –   ข้อ   (c)   ซึ่งมีความหมาย คือ   “ไม่รู้ว่าจะทำอะไร  หรืออย่างไร”   คือ  ไม่รู้ว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร  ผู้พูดๆ ในลักษณะที่หมดปัญญาจะทำ  งงสับสนไปหมด  ส่วนถ้าจะตอบข้อ (a) ต้องแก้เป็น  “how to do it”  ซึ่งผู้พูดรู้อยู่แล้วว่าจะทำเรื่องอะไร  แต่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร  หรือโดยวิธีไหน  หรือถ้าจะตอบข้อ  (d)  ก็ต้องแก้เป็น  “why I have to do it”  (ทำไมผมจึงต้องทำมัน)

 

7. Household goods are ___________ furniture for the home, and also things needed for cooking and meals.

(สินค้าครัวเรือน คือ __________ เฟอร์นิเจอร์สำหรับบ้าน  และรวมถึงสิ่งต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับการปรุงอาหารและมื้ออาหารต่างๆ)

(a) such a thing as

(b) such a thing like

(c) such things like

(d) such things as    (สิ่งต่างๆ เช่น)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการยกตัวอย่างซึ่งมีมากกว่า    สิ่ง  (ดูจากกริยา  “Are”)  จึงต้องใช้  “Things”,  และ  “Such”  ใช้คู่กับ  “As

 

8. In this much-travelled world, there are still ______________ which are inaccessible to tourists.

(ในโลกแห่งการท่องเที่ยวมากมายนี้  ยังคงมี _________ ที่ยังไม่สามารถเข้าถึงได้โดยนักท่องเที่ยว)

(a) many thousands places

(b) thousands of places    (สถานที่หลายพันแห่ง)

(c) many thousands of place

(d) thousand of places

ตอบ   –   ข้อ   (b)   หรืออาจใช้   “Many thousands of places”  ก็ได้

 

9. All living organisms constantly absorb carbon 14 ________________________ their existence.

(ร่างของสิ่งมีชีวิตทั้งหมดดูดซับธาตุคาร์บอน  ๑๔  อยู่เสมอ ___________ การดำรงชีวิตของพวกมัน)  (รวมทั้งมนุษย์ด้วย)  (ธาตุคาร์บอน  ๑๔  จะปล่อยกัมมันตภาพรังสีออก มา  ซึ่งใช้ทำนายอายุของสิ่งที่มีชีวิตได้)

(a) out    (ออก, ออกไป, ข้างนอก, อยู่ข้างนอก)

(b) about    (เกี่ยวกับ, ประมาณ, ไปๆ มาๆ)

(c) around    (รอบๆ, ประมาณ)

(d) throughout    (โดยตลอด, ตลอด)

ตอบ - ข้อ  "D"

 

10. ___________ students are awarded scholarships to study in leading foreign universities, aimed at developing and enhancing their knowledge and capability.

(นักเรียนซึ่ง _________ ได้รับทุนการศึกษาเพื่อไปศึกษาในมหาวิทยาลัยต่างประเทศชั้นนำ  โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะพัฒนาและเพิ่มพูนความรู้และความสามารถของตน)

(a) Talented    (มีพรสวรรค์, มีความสามารถพิเศษ)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(b) Talenting    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(c) Having talented

(d) For talented

ตอบ   –   ข้อ   (a)   เนื่องจากประธานของประโยค  คือ  “Students”  โดยมีคำคุณศัพท์  “Talented”  ขยาย  

 

11. __________ the seminar, no one was allowed to turn the cellphones on since this might interrupt the speaker.

(_________ การสัมมนา, ไม่มีใครได้รับอนุญาตให้เปิดโทรศัพท์มือถือ  เพราะว่านี่อาจจะขัดจังหวะผู้พูด)

(a) During    (ในระหว่าง)  (ใช้กับเวลา  และต้องตามด้วยวลี หรือคำนาม)

(b) While    (ในขณะที่)  (ต้องตามด้วยประโยค  คือ  “Subject + Verb”)

(c) Between    (ระหว่างคนหรือของ  ๒  สิ่ง)  (หรือระหว่างเวลา  เช่น  ระหว่างวันจันทร์และศุกร์,  ระหว่าง

       เดือนมกราฯ และมีนาฯ)

(d) After    (หลังจาก)  (อาจตามด้วยวลีหรือนาม  หรือประโยคก็ได้)

ตอบ   –   ข้อ   (a)   แต่ถ้าจะใช้  “While”  ต้องเปลี่ยนรูปประโยคเป็นดังข้างล่าง

  • While we were at the seminar, no one was allowed to …….......……

(ในขณะที่เราอยู่ที่การสัมนา, ไม่มีใคร......................)

 

12. She is very popular ________________________________ her colleagues and neighbors.

(เธอเป็นที่นิยมชมชอบ _________________________ เพื่อนร่วมงานและเพื่อนบ้านของเธอ)

(a) for

(b) by

(c) with    (แก่, ของ)

(d) on

ตอบ   -   ข้อ   (c)   สำหรับวลีที่ใช้กับ  “With”  ดูจากพารากราฟข้างล่าง

                         คุณศัพท์  (Adjective)  ที่ใช้กับ  “With”  ได้แก่  “pleased”  (ยินดี, พอใจ)  -  “She is pleased with her new workplace.”  (เธอพอใจ-ยินดีกับที่ทำงานแห่งใหม่),  “popular”  (เป็นที่นิยม) – “Holiday camps are popular with married couples with young children.”  (ค่ายพักแรมวันหยุดเป็นที่นิยมสำหรับคู่สามีภรรยาที่มีลูกเล็กๆ),  “satisfied”  (พอใจ)  -  “The company is satisfied with its employees’ performance.”  (บริษัทพึงพอใจกับการทำงานของพนักงาน),  “angry”  (โกรธ),  “busy”  (มีงานยุ่ง)  -  “She is busy preparing for her exam.”  (เธอยุ่งอยู่กับการเตรียมตัวสอบ),  “familiar”  (คุ้นเคย)  -  “He is not familiar with his new neighbors.”  (เขาไม่คุ้นเคยกับเพื่อนบ้านใหม่),  “patient”  (อดทน)  -  “His parents are very patient with him.”  (พ่อแม่ของเขามีความอดทนกับเขามาก),  “friendly”  (เป็นมิตร)  -  “She is friendly with everyone she meets.”  (เธอเป็นมิตรกับทุกคนที่เธอพบเจอ),  “careful”  (ระมัดระวัง),  “content”  (พอใจ),  “identical”  (เหมือนกัน),  “annoyed”  (ขุ่นเคือง  -  เหตุการณ์, การกระทำ) (ถ้าขุ่นเคืองคน  ใช้  “At”-  “I was annoyed with his statement.”  (ผมขุ่นเคือง (โกรธ) คำพูดของเขา),  เป็นต้น

                        กริยา  (Verb)  ที่ใช้กับ  “With”  ได้แก่  “charge”  (ฟ้องร้อง,  ดำเนินคดี),  compare  (เปรียบเทียบ)  -  “Compare this car with that one.”  (จงเปรียบเทียบรถยนต์คันนี้กับคันนั้น),  compete  (แข่งขัน),  “agree”  (ตกลง, เห็นพ้อง)  -  “I agree with you on this point.”  (ผมเห็นด้วยกับคุณในประเด็นนี้),  “disagree”  (ไม่เห็นด้วย),  “acquaint”  (ทำให้คุ้นเคย หรือเคยชิน)  -  You should acquaint yourself with your new job.”  (คุณควรทำตัวเองให้คุ้นเคยกับงานใหม่ของคุณ),  “begin”  (เริ่มต้น)  -  “I will begin my reading with the first chapter.”  (ผมจะเริ่มต้นการอ่านด้วยบทแรก),  “interfere”  (แทรกแซง, เข้าไปยุ่งเกี่ยว)  -  “We should not interfere with other people’s business.”  (เราไม่ควรไปยุ่งเกี่ยวกับธุระของคนอื่น),  “quarrel”  (ทะเลาะ, วิวาท)  -  “Some people often quarrel with their neighbors.”  (คนบางคนทะเลาะกับเพื่อนบ้านบ่อยๆ),  “argue”  (โต้แย้ง, โต้เถียง),  “help”  (ช่วยเหลือ),  “supply”  (จัดหาให้),  “cooperate”  (ร่วมมือ)  -  “The suspect did not cooperate with the police.  (ผู้ต้องหาไม่ยอมร่วมมือกับตำรวจ),  “deal”  (เกี่ยวข้อง, รับมือ)  -  “I don’t want to deal with that man.”  (ผมไม่ต้องการติดต่อ-เกี่ยวข้องกับเจ้าหมอนั่น),  “contrast”  (ขัดแย้ง, ตรงข้าม, แตกต่างกันอย่างมาก)  -  “This type of machine contrasts sharply with that one.”  (เครื่องจักรชนิดนี้แตกต่างอย่างมากกับชนิดนั้น), เป็นต้น

 

13. She arrived _______________________________________ her home very late last night.

(เธอมาถึง _______________________________________ บ้านดึกมากเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a) No word is needed.    (ไม่ต้องเติมคำใดเลย)

(b) at    (ที่)

(c) to

(d) in

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ทั้งนี้จงเปรียบเทียบกับประโยค  “She arrived home very late last night.  (เธอมาถึงบ้านดึกมากเมื่อคืนที่ผ่านมา)  กล่าวคือ  เราใช้  “Arrive at her (my, your, their) home”  แต่ใช้  “Arrive home)

                       สำหรับวลีที่ใช้กับ  “At”  ได้แก่  “at a high speed”  =  ด้วยความเร็วสูง)  -  “The car is moving at a high speed.”  (รถยนต์กำลังเคลื่อนที่ด้วยความ เร็วสูง),   “good at”  (เก่ง)  -  She is good at drawing map.  (เธอเก่งการวาดแผนที่),  “sit at a table”  (นั่งที่โต๊ะ),  “land at a small airport”  (ร่อนลงที่สนามบินเล็กๆ),  “at both ends”  (ที่ปลายทั้ง ๒ ข้าง),  “a knock at the door”  (การเคาะที่ประตู)  -  “We heard a knock at the door at late night.”  (เราได้ยินเสียงเคาะที่ประตูตอนดึกมากแล้ว),  “I don’t like this movie at all.”  (ผมไม่ชอบหนังเรื่องนี้สักนิดเดียว),  “at a beach club”  (ที่สโมสร ณ ชายหาด), “at a funeral”  (ที่งานศพ),  “at a press conference”  (ที่การให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์),  “at a high school dance”  (ที่งานเต้นรำของโรงเรียน),  “at the office”  (ณ ที่ทำงาน),  “at breakfast”  (เมื่อเวลาอาหารเช้า),  “to stare at a garage roof”  (จ้องมองไปที่หลังคาโรงรถ),  “to wave down at him”  (โบกมือให้เขา),  “to throw petals at his car”  (โยน – โปรย – กลีบดอกไม้ที่รถของเขา),   “at a distance”  (ในระยะไกล),   “at a standstill”  (หยุดชะงัก, หยุดนิ่งอยู่กับที่),  “at 10:00 a.m.”  (ตอน ๑๐ โมงเช้า),  “at dawn”  (ตอนรุ่งอรุณ),  “at once”  (โดยทันทีทันใด),  “at his wit’s end”  (เขาหมดปัญญา, จนปัญญา, ไม่รู้จะทำอย่างไรดี),   “at loose ends”  (ไม่มีอะไรทำ, ไม่มีงานทำ, ไม่รู้จะทำอะไร ดี, ยังไม่แน่ใจว่าจะทำอะไรต่อไป, ยังไม่ตัดสินใจ),  “at a later stage”  (ในระยะหรือขั้น ตอนต่อไป),   “at a time of high unemployment”  (ณ ช่วงเวลาที่มีการว่างงานสูง),  “to start work at sixteen”  (เริ่มทำงานตอนอายุ ๑๖),  “to die at eighty-three”  (ตายเมื่ออายุ ๘๓),  “to grow at an astonishing rate”  (เติบโตในอัตราที่น่าพิศวง),  “to buy or sell it at $ 100”  (ซื้อหรือขายที่ราคา ๑๐๐ เหรียญ),  “at 100 miles per hour”  (ที่ ๑๐๐ ไมล์ต่อชั่วโมง),  “the radio playing at full volume”  (วิทยุเปิดสุดเสียง),  “to set a pass mark at 60 percent”  (ตั้งคะ แนนผ่านที่ ๖๐ เปอร์เซ็นต์),  “to work harder at his thesis”  (ขยันมากขึ้นกับวิทยานิพนธ์),  “to aim at bringing down the inflation rate”  (มีเป้าหมายเพื่อลดอัตราเงินเฟ้อ),  “to go at the invitation of his neighbors”  (ไปเพราะการเชื้อเชิญของเพื่อนบ้าน),  “to leave at the director’s command”  (จากไปเพราะคำสั่งของผู้อำนวยการ),  “at liberty”  (มีอิสรเสรีที่จะทำอะไร, มิได้ถูกขัดขวางหรือหยุดยั้ง),  “to be at war”  (ทำสงคราม),  “to put his life at risk”  (ทำให้เขาต้องเสี่ยงชีวิต),  “to read at random”  (อ่านแบบสุ่มๆ – คือไม่เฉพาะเจาะ จง),  “at gun point”  (โดยเอาปืนจี้หัว),  “to fly at their expense”  (บินไปโดยค่าใช้จ่ายของพวกเขา),  “to be at her best”  (อยู่ในช่วงที่ดีที่สุดของเธอ),  “at a guess”  (โดยการเดาหรือทาย),  “at a rough estimate”  (โดยประมาณการอย่างคร่าวๆ),  “good at swimming”  (ว่ายน้ำเก่ง),  “clever at mathematics”  (เก่งคณิตศาสตร์),  “bad at cooking”  (ปรุงอาหารไม่เก่ง),  “an expert at shooting”  (เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการยิงปืน),  “be delighted at the success” (ปลาบปลื้ม-ยินดี กับความสำเร็จ),  “feel sorry at his dismissal”  (รู้สึกเสียใจกับการถูกไล่ออกของเขา),  “feel glad at a new job”  (รู้สึกดีใจกับงานใหม่)“at first”  (ในตอนแรก),  “at last”  (ในที่สุด),  “at least”  (อย่างน้อยที่สุด),  “at leisure”  (มีเวลาว่าง, ไม่ได้ทำงาน, ไม่ได้มีงานยุ่ง),  “at length”  (อย่างละเอียด, อย่างเต็มที่, ในที่สุด),  “at most, at the most”  (อย่างมากที่สุด),  “at loggerheads”  (ทะเลาะกัน, ต่อสู้กัน, เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน)“at present”  (ในปัจจุบัน),  “at the same address” (ณ ที่อยู่เดิม),  “at 33 Albert Street” (บ้านเลขที่  ๓๓  ถนนอัลเบิร์ต),  “at the hairdresser’s”  (ที่ร้านทำผม),  “at church”  (ที่โบสถ์ – ไปทำพิธี),  “at home”  (ที่บ้าน),  “to be at work”  (กำลังทำงานหรือยุ่งอยู่กับกิจกรรมอะไรบางอย่าง, สถานการณ์หรือกระบวนการที่กำลังมีผล กระทบหรืออิทธิพล),  “at school”  (ที่โรงเรียน),  “at college”  (ที่มหาวิทยาลัย),  “arrive at the airport”  (มาถึงที่สนามบิน),  “at night”  (ตอนกลางคืน),  “at Easter”  (ช่วงเทศกาลอีสเตอร์),  “at the weekend”  (ตอนสุดสัปดาห์),  “I don’t understand it at all.”  (ผมไม่เข้าใจมันเลย),  “I can hardly hear you at all.”  (ผมแทบจะไม่ได้ยินเสียงคุณเลย  –  เสียงคุณแผ่วเบามาก),  “It is not at all likely he will come.”  (แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะมา  -  คือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก),  “Can it be done at all?”  (มันจะสามารถทำได้ไหมนี่),  “She will walk with a limp, if she walks at all.”  (เธอจะต้องเดินขากระเผลก-ขาเป๋  ถ้าเธอยังเดินได้  -  หมายถึงเธออาจจะเดินไม่ได้อีกเลย),  “at all costs”  (ไม่ว่าจะต้องเสียเงิน เวลา หรือความพยายามเพียงใด)  -  Carl is determined to succeed in his new job at all costs.”  (คาร์ลมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จในงานใหม่ของเขา  โดยไม่สน ใจว่าจะต้องทำงานหนักเพียงใด),  “Regardless of the results, Mr. Jackson intended to save his son’s eyesight at all costs.”  (โดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์  มิสเตอร์แจ๊คสันตั้งใจที่จะรักษาสายตาของลูกชายตน  ไม่ว่าจะต้องใช้เวลาหรือเงินมาก มายเพียงใด),  “at a loss”  (ในสภาพที่ไม่แน่นอน, ไม่รู้อะไรเลย, งุนงงสับสนไปหมดจนทำอะไรไม่ถูก, จนปัญญา),  “A good salesman is never at a loss for words.”  (นักขายที่ดีไม่เคยจนปัญญาที่จะพูดเพื่อขายสินค้า),  “When Don missed the last bus, he was at a loss to know what to do.”  (เมื่อดอนตกรถเมล์เที่ยวสุดท้าย  เขางุนงงสับสนจนไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร  -  คือไม่รู้ว่าจะหาทางกลับบ้านอย่างไร)“at anchor”  (แอ๊ง-เคอะ  -  จอดลอยลำทอดสมออยู่),  “at any rate”  (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี),  “keep him at arms length”  (ไม่คบค้าสมา คมกับเขา, ไม่ทำตัวสนิทสนมกับเขา),  “at a snail’s pace”  (อย่างเชื่องช้าอืดอาด, คืบหน้าไปทีละหน่อยเหมือนหอยทาก),  “one at a time”  {(เข้ามาในห้อง, ขึ้นรถ เมล์) ทีละคน},  “run up the steps two at a time”  (ขึ้นบันไดทีละ ขั้น),  “at best, at the best”  (อย่างดีที่สุด),  “at ease”  (สบาย, ไม่มีความเจ็บปวดหรือสิ่งรบกวน),  “at every turn”  (ทุกครั้ง, ตลอดเวลา),  “at fault”  (ถูกตำหนิ, รับ ผิดชอบต่อความผิดพลาดหรือความล้มเหลว),  “at first glance, at first sight”  (เมื่อแรกเห็น, หลังจากมองครั้งแรกอย่างรวดเร็ว),  “at hand, at close hand”  (อยู่ใกล้ตัว, เอื้อมถึงได้ง่าย, กำลังจะมาถึงเร็วๆนี้),  “at large”  {(คนร้าย) ยังลอยนวล, ยังจับตัวไม่ได้}, เป็นต้น

 

14. This report is urgent, so please turn it _______________________ before the end of the day.

(รายงานนี้รีบด่วน  ดังนั้น  โปรด ______________________________________ มันก่อนสิ้นวัน)

(a) on    (turn on = เปิดไฟ-วิทยุ)

(b) up    (turn up = ปรากฏตัว, เปิด (วิทยุ, ทีวี) ให้เสียงดังเพิ่มขึ้น)

(c) in    (turn in = ส่ง, มอบ)

(d) over    (turn over = คว่ำ, พลิกกลับ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เพราะ  “Turn in”  หมายถึง  “ส่งหรือมอบ

 

15. You’ll find the ink cartridges _____________________________ the top shelf of the closet.

(คุณจะพบแถบหมึกพิมพ์ __________________________________________ ชั้นบนของตู้)

(a) in

(b) on    (บน)

(c) up

(d) at

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “บนชั้น”  ใช้  “On

                              สำหรับวลีที่ใช้    “On”   ได้แก่  “Waste his time on”  (ใช้เวลา – ของเขา - อย่างสิ้นเปลือง-สุรุ่ยสุร่ายกับ……………), on business  (ด้วยเรื่องธุรกิจ), keep on  (ดำเนินต่อไป), rely on  (ไว้วางใจ, เชื่อใจ, พึ่งพาอาศัย), depend on (upon)  (พึ่งพาอาศัย, ขึ้นอยู่กับ, อยู่ที่), insist on  (ยืนกราน, ยืนหยัด, เรียกร้อง), on the floor  (บนพื้น), on a hill  (บนเนินเขา), on the top shelf  (บนชั้นบนของหิ้ง), bet money on  (พนันเงินกับ)  -  He bet a lot of money on that horse.  (เขาพนันเงินจำนวนมากกับม้าตัวนั้น),  on a sofa  (บนเก้าอี้โซฟา), to turn his back on his country  (หันหลังให้กับประเทศของตน  -  หมายถึงละทิ้งประเทศ  เช่น  หนีการเกณฑ์ทหาร  หรือไปเข้ากับฝ่ายศัตรู), on the contrary  (ในทางตรงกันข้าม), on the drawing board   (กำลังอยู่ในขั้นวางแผนหรือเตรียมการ  คือยังไม่ได้ลงมือทำ หรือนำมาใช้งานจริงๆ ),  on the dot (on the button)  (ตรงเวลาเผง, ตรงเวลาพอดี)  -  Susan arrived at the party at 3:00 p.m. on the dot.  (ซูซานมาถึงที่งานเลี้ยงเวลาบ่าย    โมงตรงพอดี)get (climb, jump) on the bandwagon  (ทำตามอย่างที่คนอื่นทำ  แม้จะไม่ใช่เรื่องที่จำเป็น, เข้าร่วมในกิจกรรมที่มีคนนิยมทำกันมาก  และล่าสุด  เช่น ถีบจักรยาน หรือ เล่นฟิตเนส,  โยคะ  -  แปลตรงๆ ตัว คือ ปีนหรือกระโดดขึ้นไปบนรถดนตรีในขบวนแห่)  -  When all Jim’s friends decided to vote for Bill, Jim climbed on the bandwagon too.  (เมื่อเพื่อนทุกคนของจิมตัดสินใจลงคะแนนให้บิล  จิมก็ตัดสินใจลงคะแนนให้บิลเช่นเดียวกัน  -  คือทำตามเพื่อนๆ แบบไม่ต้องมีเหตุผล), on the (an) average   (โดยเฉลี่ย),   a dog peeing (pissing) on a tree  (หมาเยี่ยวรดต้นไม้),  on condition that  (โดยมีเงื่อนไขว่า)  -  I will lend you the money on condition that  you pay it back in one month.  (ผมจะให้คุณยืมเงินโดยมีเงื่อนไขว่า  คุณต้องใช้คืนภายใน    เดือน),  on deck   (อยู่บนดาดฟ้าเรือ, เตรียมพร้อมที่จะทำอะไรบางอย่าง, มาปรากฏตัว หรือมาถึงที่นัดหมาย)  –  The passengers are relaxing on deck.  (ผู้โดยสารกำลังพักผ่อนหย่อนใจอยู่บนดาดฟ้าเรือ)   -  The scout leader told the boys to be on deck at 8:00 Saturday morning for the hike.  (ผู้นำลูกเสือบอกให้ลูกเสือมาถึงที่นัดหมายเวลา ๘.๐๐ น. เช้าวันเสาร์  เพื่อออกเดินทางไกล),  on deposit   (ในธนาคาร)  -  I have $ 500 on deposit in my account.  (ผมมีเงินอยู่  ๕๐๐ ดอลลาร์ในบัญชีธนาคาร),  on duty  (อยู่ปฏิบัติหน้าที่, ขณะปฏิบัติหน้าที่)   -  There is always one teacher on duty during study hour.  (มีครูอยู่ คนเสมอ  อยู่ปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างชั่วโมงเรียน  -  คือคอยให้คำแนะนำปรึกษาแก่นักเรียน)on earth (= in the world)  (ใน หรือ บนโลกนี้, เกิดขึ้นได้ หรือเป็นไปได้อย่างไร  มักใช้แสดงการเน้นในประโยคคำถาม) - Where on earth did I put my wallet?  (ไม่รู้ว่าผมเอากระเป๋าสตางค์ไปวางไว้ตรงไหนในโลกนี้   -   คือบ่นคร่ำครวญเนื่องจากหากระเป๋าสตางค์ไม่เจอ)   -  The boys wondered how on earth the mouse got out of the cage.  (พวกเด็กๆสงสัยว่า เป็นไปได้อย่างไรที่หนูออกจากกรงไป  -  ทั้งๆที่ล็อคทางออกไว้อย่างแน่นหนา),  have, (keep, with) one eye on  (คอยเฝ้าดูหรือเอาใจใส่  -  บุคคลหรือสิ่งของ  -  ในขณะที่กำลังทำสิ่งอื่นไปด้วย)  -  Mother had one eye on baby as she ironed.  (แม่รีดผ้าและดูแลลูกน้อยไปด้วยในเวลาเดียวกัน)  -  Chris tried to study with one eye on the TV set.  (คริสพยายามอ่านหนังสือ  และดูทีวีไปด้วยในในเวลาเดียวกัน), on account of  (เนื่องมาจาก, เพราะว่า),  -  The picnic was held in the gym on account of the rain.  (ปิกนิกถูกจัดในโรงยิม  -  แทนในสนาม  -  เนื่องมาจากฝนตก),  on a shoestring  (ด้วยเงินจำนวนเล็กน้อยสำหรับใช้จ่าย, ด้วยงบประมาณที่น้อยมาก  -  แปลตรงๆตัว คือ ด้วยเชือกผูกรองเท้า)  -  The couple was seeing Europe on a shoestring.  (สามี-ภรรยาคู่นั้นกำลังเที่ยวยุโรป  ด้วยเงินจำนวนเพียงนิดเดียว  -  คือ  แบบประหยัดสุดๆ),  to walk on air  (รู้สึกมีความสุขและตื่นเต้น)  -  Kim has been walking on air since she won the prize.  (คิมมีความสุขและตื่นเต้นมาโดยตลอด  ตั้งแต่ที่เธอได้รับรางวัล),  to wait on (upon)  (รับใช้, ให้บริการ)  -  The clerk in the store waits on all customers.  (เสมียนในร้านนั้นให้บริการ (รับใช้) ลูกค้าทุกคน),  (sitting) on top of the world  (ปลาบปลื้มยินดีและมีความสุข, รู้สึกประสบความสำเร็จ)  -  John was (sitting) on top of the world when he found out that he got into college.  (จอห์นดีใจและมีความ สุข  เมื่อเขาพบว่าเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้),  on behalf of  (ในนามของ),  on board  (บนเรือ)  -  A ship was leaving the harbor, and we saw the people on board waving.  (เรือลำหนึ่งกำลังออกจากท่า  และเราเห็นผู้คนบนเรือโบกไม้โบกมือ  -  เพื่ออำลาญาติพี่น้องที่มาส่ง),  off and on (= on and off)  (ไม่สม่ำเสมอ, เป็นครั้งคราว หรือบางโอกาส)  -  It rained off and on all day.  (ฝนตกๆหยุดๆตลอดทั้งวัน  -  คือ ตกแล้วหยุด  แล้วก็ตกแล้วหยุดอีก  สลับกันไปแบบนี้ตลอดทั้งวัน),  the posters on the walls   (โปสเตอร์บนกำแพง), a sticker on her car  (สติ๊กเกอร์ติดรถของเธอ), pictures on the screen  (รูปภาพบนจอ), on the ceiling  (บนเพดาน), on the roof  (บนหลังคา), on all fours  (คลาน เท้า), get on a bus  (ขึ้นรถเมล์), on a highway  (บนทางหลวง), on the plane  (บนเครื่องบิน), on foot  (โดยทางเท้าหรือเดินไป), to walk on tiptoe  (เดินบนปลายเท้าหรือเขย่งส้นเท้า), on horseback  (บนหลังม้า), on a bicycle  (โดยรถจักร ยาน), on Monday  (ในวันจันทร์), on a Sunday afternoon  (ตอนบ่ายวันอาทิตย์), on an occasion like this  (ในโอกาสเช่นนี้), on April10th  (ในวันที่ ๑๐ เมษายน), on Thursday night   (ในคืนวันพฤหัสฯ), on the first day of term  (ในวันแรกของภาคการศึกษา), books on art and religion  (หนังสือเกี่ยวกับศิลปะและศาสนา), on the subject of rents  (ในเรื่องเกี่ยวกับค่าเช่า), ideas on how films should be made  (ความคิดเกี่ยวกับว่าควรจะสร้างหนังอย่างไร), to comment on the issue  (แสดงความคิดเห็นในประเด็นนั้น), a talk on agriculture  (การสนทนาเกี่ยวกับเกษตรกรรม), cars running on petrol (รถยนต์ที่วิ่งด้วยน้ำมัน), appear on TV  (ปรากฏตัวทางทีวี), to hear it on the radio  (ได้ยินมันทางวิทยุ), on stage  (บนเวที), on the phone  (ทางโทรศัพท์ หรือกำลังพูดโทรศัพท์), on and on  (ไม่รู้จักจบสิ้น, ไม่หยุดหย่อน, ไม่สิ้นสุด), on edge  (รุ่มร้อน, กระวนกระวาย, ตื่นเต้น, ประสาทเสีย, ปวดสมอง), on one’s own  (ด้วยตนเอง, เป็นอิสระ, หาเลี้ยงตนเอง), on purpose  (โดยเจตนา, โดยตั้งใจทำ), on the carpet  (ดุด่าว่ากล่าว, สวด), on the fence  (ยังไม่แน่ใจ, ยังไม่ตัดสินใจ-ตกลงใจ), on the hook  (อยู่ในฐานะลำบาก), on the spot  (ที่กำลังพูดถึง-เอ่ยถึง), to be on  (กำลังปรากฏ, กำลังฉายอยู่. กำลังแสดง), on the go  (มีธุระ ยุ่ง, เคลื่อนไหวทำโน่นทำนี่อยู่ตลอด)  –  I’m usually on the go all day long.  (ผมมักมีธุระยุ่งตลอดทั้งวัน), on the market  (มีขาย, เสนอขาย)– I had to put my car on the market.  (ผมจำเป็นต้องเอารถออกขาย) - This is the finest home computer on the market.  (นี่เป็นคอมพิวเตอร์ประจำบ้านที่ดีที่สุดที่วางขายในตลาด), on the mend  (สบายดี, หายป่วยไข้) – My cold was terrible, but I’m on the mend now.  (ไข้หวัดของผมย่ำแย่มากเลย  แต่ตอนนี้ผมหายไข้แล้ว) – What you need is some hot chicken soup.  Then you’ll really be on the mend.  (สิ่งที่คุณต้องการ คือ ซุปไก่ร้อนๆ  แล้วคุณจะหายป่วยจริงๆเลย), on the tip of one’s tongue  (ติดอยู่แค่ริมฝีปาก  คือ เกือบจะพูดออกมาแล้ว หรือ เกือบจะนึกออกแล้ว) – I have his name right on the tip of my tongue.  I’ll think of it in a second  (ผมมีชื่อของเขาติดอยู่ที่ริมฝีปาก  ผมจะนึกมันออกในอีกวินาทีเดียว) – John had the answer on the tip of his tongue, but Ann said it first  (จอห์นเกือบจะบอกคำตอบออกมาแล้ว  แต่แอนพูดออกมาเสียก่อน  -  คือชิงบอกคำตอบก่อน), on the wrong track  (ไปหรือเดินผิดลู่หรือราง, ทำตามสมมติฐานที่ผิด)  – You’ll never get the right answer.  You’re on the wrong track.  (คุณไม่มีวันจะได้คำตอบที่ถูกต้องหรอก คุณเดินผิดทางนี่ หรือ คุณตั้งสมมติฐานไว้ผิดนี่), be (skate) on thin ice  (อยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงหรือมีอันตราย) – If you try that, you’ll really be on thin ice.  That’s too risky.  (ถ้าคุณลองทำสิ่งนั้น  คุณจะตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง  มันเสี่ยงเกินไป) – If you don’t want to find yourself (skating) on thin ice, you must be sure of your facts  (ถ้าคุณไม่ต้องการพบตัวเองตกอยู่ในอันตราย  คุณต้องมั่นใจในข้อเท็จจริง  - ไม่เช่นนั้นคุณอาจแพ้คดีและต้องจ่ายเงินมากมาย), on tiptoe  (เดินเขย่างเท้า), on vacation  (เดินทางไปเที่ยวในวันหยุดพักผ่อน)  – Where are you going on vacation this year?  (คุณจะเดินทางไปพักผ่อนที่ไหนในวันหยุดปีนี้) – I’ll be away on vacation for three weeks.  (ผมจะเดินทางไปพักผ่อนวันหยุดเป็นเวลา ๓ สัปดาห์),  เป็นต้น

 

16. The price of all cruises ___________________________________ airfare and all transfers.

(ราคาค่าเดินทางโดยทางเรือทั้งหมด ___________ ค่าโดยสารเครื่องบินและการต่อรถ-เรือทั้งหมด)  (หมายถึง  การเดินทางครั้งนี้โดยสารเรือเป็นหลัก  แต่ก็มีการต่อเครื่องบิน และอาจมีรถยนต์-รถไฟด้วย)

(a) include

(b) includes    (รวมไปถึง)

(c) have included

(d) are including

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากประธานของประโยค  (The price)  เป็นเอกพจน์,  กริยา Include”  จึงต้องเติม  “S”  ข้างท้าย,  ส่วนข้อ   (c)   อยู่ในรูป  “Present perfect tense”  สามารถใช้ได้เช่นกัน  ถ้าเปลี่ยนเป็น  “Has included”  เพื่อแสดงการเกิดอย่างต่อเนื่องของเหตุการณ์จากอดีตจนถึงปัจจุบัน  ว่าราคารวมไปถึง ๒ สิ่งดังกล่าวตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน,  อย่างไรก็ตาม  ข้อนี้เป็นการใช้  “Present simple tense”  (Subject + Verb 1)  เพื่อบอกเกี่ยวกับข้อเท็จจริง  (Fact)  ในเรื่องราคา  จึงถือเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน

 

17. Mr. Simpson __________________________________________ if he had been delayed.

(มิสเตอร์ซิมสัน ___________ ถ้าเขาถูกทำให้ล่าช้า)  (เช่น ที่สนามบินหรือก่อนออกเดินทางจากบ้าน)

(a) would call

(b) will be calling

(c) would have called    (คงจะได้โทรศัพท์มาแล้ว)

(d) will calling

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการใช้ประโยค  “If clause”  แบบที่  ๓  คือเป็นการสมมติเหตุการณ์ในอดีตที่ผ่านไปแล้ว  ซึ่งเกิดตรงกันข้ามกับข้อความที่พูดออกมา  ที่กล่าวว่า  “นายซิมสันคงจะโทรฯ มาบอกแล้ว  ถ้าเขาถูกทำให้ล่าช้า”  แต่ในความเป็นจริง  คือ  “นายซิมสันมิได้โทรฯ มา  เพราะเขามิได้ถูกทำให้ล่าช้า”  ดูเพิ่มเติม  “If clause”  แบบที่    จากตัวอย่างข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่

  • The building would not have burned to ashes if the firemen _________________ in time.

(อาคารหลังนั้นคงจะไม่ไหม้เป็นเถ้าถ่าน  ถ้าหากพนักงานดับเพลิง _______________ ทันเวลา)

(a) would come

(b) came

(c) had come    (ได้มา)

(d) would have come

ตอบ   -   ข้อ  (c)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่    กล่าวคือ  เป็นการสมมติเหตุการณ์ที่ไม่เกิดขึ้นจริง  หรือเกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดจริงในตัวอย่างที่ ๑  คือ  “อาคารหลังนั้นไฟไหม้เป็นเถ้าถ่าน  เนื่องจากพนักงานดับเพลิงมาไม่ทันเวลา

                                         ตัวอย่างที่

  • ___________________________________ you were ill, I would have visited you.

(_______________________________________ คุณไม่สบาย, ผมคงจะได้ไปเยี่ยมคุณแล้ว)

(a) If I knew

(b) If I would have known

(c) If I have known

(d) Had I known    (ถ้าผมได้รู้ว่า)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่    กล่าวคือ  เป็นการสมมติเหตุการณ์ที่ไม่เกิดขึ้นจริง  หรือเกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดจริงในตัวอย่างที่    คือ  “เพราะผมไม่รู้ว่าคุณไม่สบาย  ผมเลยไม่ได้ไปเยี่ยมคุณ”  ทั้งนี้  ข้อความใน  ข้อ  (d)  “ผกผัน”  (Inversion)  มาจากอนุประโยค  “If I had known      

                                        ตัวอย่างที่

  • We ________________________________ in time if we had started half an hour earlier.

(เรา ________ ทันเวลา (รถไฟ, เครื่องบิน) ถ้าเราได้เริ่มต้น (ออกเดินทาง) ครึ่งชั่วโมงก่อนหน้า)  (คือ  ออกเดินทางเร็วขึ้นครึ่งชั่วโมง)

(a) were

(b) would be

(c) would have been    (คงจะไป)

(d) had been

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่    กล่าวคือ  เป็นการสมมติเหตุการณ์ที่ไม่เกิดขึ้นจริง  หรือเกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดจริง  คือ  “เราไปไม่ทันเวลา  เพราะเราออกเดินทางช้าไปครึ่งชั่วโมง”  ใน  “If clause”  แบบนี้  ในประโยคใหญ่  (Main clause)  ใช้  “Past future perfect tense”  {Subject + Would (Should, Could, Might, Must) + Have + Verb 3}  ส่วนในอนุประโยค  (If clause)  ใช้  “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3)  ดูเพิ่มเติม  “If clause”  แบบนี้ในประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • He helped me, otherwise I ______________________________________________.

(เขาช่วยเหลือผม  มิฉะนั้น  ผม ____________________________________________)

(a) would be arrested

(b) would have been arrested     (คงจะได้ถูกจับกุมไปแล้ว)

(c) shall be arrested

(d) shall have been arrested

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากเป็นการพูดถึงเหตุการณ์ในอดีต  ในแบบ  “ถูกกระทำ”  (Passive voice)  (Subject + Would + Have + Been + Verb 3  -  I would have been arrested)  =  “คงจะได้ถูกกระทำเช่นนั้นไปแล้ว”  ในที่นี้คือ  “ถูกจับกุม”  แต่ในความเป็นจริง  คือ  มิได้ถูกจับกุม  เพราะว่า  “เขามาช่วยผมไว้”  ความจริงประโยคข้างบนนี้แปลงมาจาก  “If clause”  แบบที่  ๓  (Past unreal)  คือ  เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  คือ  มิได้ถูกจับกุม  ทั้งนี้  “If clause”  ดังกล่าว คือ  “If he had not helped me, I would have been arrested.”  (ถ้าเขาไม่ได้ช่วยผม  ผมคงจะได้ถูกจับกุมไปแล้ว)  แต่ในความเป็นจริง  คือ  “เขาช่วยเหลือผม  ผมจึงไม่ถูกจับกุม)  ซึ่งมีความหมายเดียวกับ  ใจความของประโยคในตัวอย่างที่ ๔  (เขาช่วยเหลือผม  มิฉะนั้น  ผมคงได้ถูกจับกุมไปแล้ว)

                                          ตัวอย่างที่  

  • ____________________ about the tragedy, we would never have come without first calling.

(__________  เกี่ยวกับเรื่องโศกเศร้า (หรือภัยพิบัติ, อุบัติเหตุ)  เราก็คงจะไม่มา (เยี่ยมเยือน หรือ พบปะพูดคุย  ฯลฯ)  โดยมิได้โทรศัพท์มาบอกคนเหล่านั้นก่อน)    (หมายถึง  คนที่ประสบกับความโศกเศร้า หรือภัยพิบัติ)

(a) If we hear

(b) If we heard

(c) Did we hear

(d) Had we heard    (ถ้าเราได้ยิน  -  ได้ทราบ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น   “If clause”   แบบที่  ๓  (Past unreal)   คือ ไม่เป็นจริงในอดีต   หรือ  เหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  ทั้งนี้  ประโยคข้างบนมีความหมาย  คือ  “เรา”  ไม่รู้มาก่อนว่าคนที่เราได้ไปเยี่ยม  พบกับเรื่องทุกข์โศก-อุบัติเหตุก่อนหน้านั้น   จึงเดินทางมาโดยมิได้โทรศัพท์มาบอกคนเหล่านั้นก่อน  เมื่อมารู้ทีหลัง  จึงเสียใจที่มิได้ทำเช่นนั้น  -  คือ โทรศัพท์มา  ก่อนจะเดินทางมาพบ)

                                  นอกจากนั้นประโยคข้างบน   ยังมีโครงสร้างแบบ  “ผกผัน”  (Reverse  หรือ  Inversion)  คือมาจาก   “If we had heard  =  Had we heard)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมเรื่อง   “If clause”  แบบที่  ๓   และโครงสร้างแบบ  “ผกผัน” (Reverse  หรือInversion)  จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่  

  • Jack would have gone to Chicago _______________________ to get a plane reservation.

(แจ๊คคงจะได้ไปชิคาโกแล้ว ______________________________ จองที่นั่งบนเครื่องบินได้)

(a) was he able

(b) would he be able

(c) if he is able

(d) if he had been able    (ถ้าเขาสามารถ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่  ๓  “Unreal past”  (ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  หรือ เกิดตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค)  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ คือ   “แจ๊คมิได้ไปชิคาโก  เนื่องจากไม่สามารถจองตั๋วเครื่องบินได้” 

                                         ตัวอย่างที่  

  • If you had returned the library book on time, you ______________________________.

(ถ้าคุณได้นำหนังสือห้องสมุดไปคืนตรงเวลา  คุณ ________________________________)

(a) will not be fined

(b) would have not been fined

(c) would not be fined

(d) would not have been fined     (คงไม่ถูกปรับ, คงไม่ต้องเสียค่าปรับ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นการสมมติ  “If clause”  ในแบบที่  ๓  (Past unreal)   คือ  เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  แต่เกิดตรงกันข้ามกับความเป็นจริงหรือกับข้อความในประโยค  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ คือ  “คุณนำหนังสือไปคืนห้องสมุดไม่ตรงเวลา  คุณเลยถูกปรับ – เสียค่าปรับ” 

                                         ตัวอย่างที่  

  • If you had gone with us to the mountains, you ____________________ very heavy clothing.

(ถ้าคุณได้ไปกับเราที่ภูเขา (เมื่อเดือนหรือปีที่แล้ว)  คุณ _______________ เสื้อผ้าที่หนาอย่างมาก)  (เนื่องจากอากาศหนาวมาก)

(a) had to wear   (จำเป็นต้องสวม)

(b) would have to wear

(c) would have had to wear     (คงจำเป็นจะต้องสวม)

(d) had had to wear

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น   “If clause”  แบบที่ ๓  “Past unreal”   (ไม่เป็นจริงในอดีต)   คือเหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับความจริง  หรือข้อความในประโยค  ทั้งนี้  ประโยคข้างบนมีความหมาย คือ   “เพราะคุณไม่ได้ไปที่ภูเขากับเรา  คุณก็เลยไม่จำเป็นต้องสวมเสื้อผ้าที่หนา

                                         ตัวอย่างที่  

  • Tom _______________________________ more photographs if he had had more film.

(ทอม____________________________________ รูปมากขึ้น   ถ้าเขามีฟิล์มมากกว่าที่เป็นอยู่)

(a) would take

(b) would have taken    (คงจะได้ถ่าย)

(c) would be taking

(d) will have taken

ตอบ  -  ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่ ๓  “Past unreal”  (ไม่เป็นจริงในอดีต)   ความหมายของประโยคข้างบน คือ   “ทอมมิได้ถ่ายรูปเพิ่มขึ้น  เพราะเขามีฟิล์มอยู่นิดเดียว

                                          ตัวอย่างที่  ๑๐

  • Nancy ___________________________________________ you if you had asked her.

(แนนซี่ __________________________________________ คุณ   ถ้าคุณได้ขอร้องเธอ)

(a) had helped

(b) would help

(c) might help

(d) would have helped    (คงจะได้ช่วยเหลือ)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น   “If clause” แบบที่ ๓  “Past unreal” (ไม่เป็นจริงในอดีต)  คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ในประโยคข้างบน  คือ  “แนนซี่มิได้ช่วยเหลือคุณ  เพราะคุณไม่ได้ขอร้องเธอ

                                         ตัวอย่างที่  ๑๑

  • We would have had a good time at the football match if it ____________________ too hot.

(เราคงจะสนุกสนานกับการแข่งขันฟุตบอล (เมื่อเดือนที่แล้ว) ถ้าอากาศ __________ ร้อนมากเกินไป)

(a) would not have been

(b) has not been

(c) had not been    (ไม่)

(d) were not

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่ ๓  “Past unreal”  (ไม่เป็นจริงในอดีต)  หรือ  เหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  ความหมายของประโยคข้างบน  คือ  “เรามิได้สนุกกับการแข่งขันฯ  เพราะว่าอากาศร้อนมากเกินไป”     

                                         ตัวอย่างที่  ๑๒

  • If we hadn’t left the house so late, we wouldn’t have missed the train.

(ถ้าเรามิได้ออกจากบ้านสายมาก  เราคงจะไม่พลาด (ตก) รถไฟ)

หมายเหตุ   –    ในความเป็นจริงคือ  “เราออกจากบ้านสาย  เราเลยตกรถไฟ”  ผู้พูดประโยคสมมติในอดีตแบบนี้  มักแสดงความเสียดายกับสิ่งที่เกิดขึ้น  เพราะเหตุการณ์ได้ผ่านไปแล้ว  แก้ไขไม่ได้แล้ว  จึงมาเสียใจในภายหลัง  การสมมติในอดีตแบบนี้  มีรูปประโยคดังนี้   คือ  อนุประโยค  “If + Subject + Had (Not) + V ช่อง 3”,  ส่วนในประโยคใหญ่  (Main clause)   จะมีโครงสร้าง  “Subject + Would (Should, Could, Might, Must) + (Not) + Have + Verb ช่อง 3”  หรือเอา  “If clause”  ซึ่งเป็นอนุประโยค  ไปไว้ข้างในประโยคก็ได้  แล้วเอาประโยคใหญ่  (Main clause)  มาไว้ข้างหน้าประโยค  ความหมายจะเหมือนกันทุกประการ  แต่ถ้าเอา “Main clause”  มาไว้ข้างหน้าประโยค  เมื่อจบ “Main clause” แล้ว  ให้ต่อด้วยประโยคย่อย  (If clause)  เลย   โดยไม่ต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่น

                                  สำหรับตัวอย่างอื่นๆ ของ   “If clause”   แบบที่     ได้แก่

  • If he had studied hard, he would have passed the exam.

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

  • If you had asked me, I would have told you the truth.

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

  • If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

  • She would have gone to the market if she had had** something to buy.

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ)  (แต่จริงๆ คือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

                                 จะเห็นว่าในประโยคข้างบน  “If clause”  มี  “Had”**  2 ตัว    ตัวหน้าแสดง  “Past perfect tense”  ส่วน   “Had”  ตัวหลังมาจาก  “Have”  ที่แปลว่า  “มี”  พอมาอยู่หลัง  “Had”  จึงต้องเปลี่ยนไปเป็น  Verb ช่องที่  3  ทำให้มี  “Had”  2 ตัว

  • I would not have bought a car if my office had not been very far from my home.  

(ผมคงจะไม่ได้ซื้อรถยนต์ (เมื่อปีที่แล้ว)  ถ้าที่ทำงานของผมมิได้อยู่ห่างไกลจากบ้านมากมาย)  (แต่จริงๆ คือ  ผมซื้อรถยนต์  เพราะที่ทำงานอยู่ห่างไกลจากบ้านมาก)

  • If he had bet on that horse, he would have lost all his money.

(ถ้าเขาเล่นพนัน (แทง) ที่ม้าตัวนั้น  เขาก็คงสูญเสียเงินไปทั้งหมดแล้ว)  (แต่ในความเป็นจริงคือ  “เขามิได้เล่นพนันที่ม้าตัวนั้น  เขาก็เลยไม่ได้เสียเงิน”)

  • If you had not come to my party, you would not have met your old friends at college.

(ถ้าคุณมิได้มาที่งานเลี้ยงของผม  คุณก็คงไม่ได้พบเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยของคุณ)  (แต่ในความเป็นจริง  คือ  “คุณมางานเลี้ยง  คุณเลยได้พบเพื่อนเก่า”)

                            นอกจากนั้น  ในส่วนของอนุประโยค คือ  ในส่วนที่เป็น  “If clause”  ยังสามารถทำเป็นแบบ  “Reverse” (Inversion)  (ผกผัน)  คือ  เอา  “Had”  มานำหน้า  “Clause”  แล้วตัด  “If”   ทิ้งไป  โดยที่ความหมายยังคงเหมือนเดิมทุกประการ  (ทำได้เฉพาะใน  “If clause”   แบบที่  ๓  หรือ  แบบที่  ๒  ที่ใน  “If clause”  มีกริยา  “Were”)   ดูเปรียบเทียบประโยค  “ก่อน”  และ  “หลัง”  ทำ  “Reverse” (Inversion)  จากตัวอย่างข้างล่าง

  • If he had studied hard, he would have passed the exam.

(=  Had he studied hard, he would……..……….exam.)

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

  • If you had asked me, I would have told you the truth.

(=  Had you asked me, I………………..truth.)

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

  • If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(=  Had they not stopped smoking, they……………..cancer.)

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

  • She would have gone to the market if she had had** something to buy.

(=  She would have gone to the market had she had something to buy.)

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ – แต่จริงๆ คือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

                 สรุป  -  ใน  “If clause” (ประโยคย่อย)  จะเป็นรูป  “Past perfect tense{If + Subject + Had + (Not) + Verb 3}  เสมอ  ส่วนใน  “Main clause”  (ประโยคใหญ่)   จะเป็นรูป  “Past future perfect tense”  {Subject + Would (Should, Could, Might, Must) + (Not) + Have + Verb 3}  นอกจากนั้น  ยังสามารถทำรูป  “Reverse” (Inversion)   ในส่วนที่เป็น  “If clause”  ได้ด้วย  (If I had known him  =  Had I known him)

 

18. If your meal is unsatisfactory, we ______________________________ it without question.

(ถ้าอาหารของคุณไม่น่าพอใจ  เรา _____________________________ มัน  โดยไม่มีปัญหาเลย)

(a) will replace    (จะทดแทน)

(b) replaces    (ทดแทน)

(c) replaced

(d) are replacing

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการใช้  “If clause”  แบบที่    คือ ข้อความใน  “If clause”  (ประโยคย่อย)  ใช้  “Present simple tense” (Subject + Verb 1)  ส่วนใน  “Main clause” (ประโยคใหญ่)  ใช้  “Future present tense” (Subject + Will (Shall) + Verb 1)  ซึ่งหมายความว่า  ถ้าเหตุการณ์ใน  “If clause”  เกิดขึ้นจริง  เหตุการณ์ใน “Main clause”  ก็จะเกิดตามไปด้วย  ดังในประโยคข้างบน  “ถ้าคุณไม่พอใจอาหาร  เราก็จะทดแทน (เปลี่ยน) ให้”  ดูเพิ่มเติม  “If clause” แบบที่    จากตัวอย่างข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่  

  • Unless economic conditions improve next year, __________ widespread unrest in the United States.

(ถ้าสภาวะทางเศรษฐกิจไม่ดีขึ้นปีหน้า _____________ ความปั่นป่วน-วุ่นวายที่แพร่กระจายไปทั่วในสหรัฐฯ)

(a) there would be

(b) there is

(c) there should be

(d) there will be    (จะมี)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่   คือ  “Real present”  (เป็นจริงในปัจจุบัน)  (คือ  ถ้าเหตุการณ์ใน  “If clause”  เกิดขึ้นจริง  เหตุการณ์ใน  “Main clause”  ก็จะเกิดขึ้นตามไปด้วยเพียงแต่  “If clause”  อยู่ในรูปปฏิเสธ  (“Unless”  =  If…....………not)  สำหรับประโยคข้างบน  “ถ้าเศรษฐกิจไม่ดีขึ้นปีหน้า  จะเกิดความวุ่นวายไปทั่วในสหรัฐฯ”  (=  If economic conditions do not improve next year, there will be widespread unrest in the United States.)  ทั้งนี้  กริยาใน  “If clause” (ประโยคย่อย)  จะใช้รูป  “Present simple tense”  (Improve)  ส่วนกริยาในประโยคใหญ่  (Main clause)  ใช้รูป  “Present future tense”  (Will + Verb 1)  ซึ่งในกรณีนี้  คือ  “Will be”)

                                         ตัวอย่างที่  

  • If I _________________________________ in this uniform, I won’t feel so conspicuous.

(ถ้าผม ________ เครื่องแบบชุดนี้,  ผมคงจะไม่รู้สึกเป็นที่สนใจอย่างมาก)  (เพราะสวมเครื่องแบบนี้  เลยรู้สึกเป็นที่เตะตา)

(a) am not dressed

(b) don’t dress    (มิได้สวม)

(c) wasn’t dressed

(d) didn’t dress

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่   ทั้งนี้  ใช้  “Dress”  (สวมใส่, แต่งตัว, แต่งตัวให้, สวมเสื้อผ้าให้, แต่งหน้าสลัด, ทำ (ความสะอาด) แผล, ทำความสะอาดเนื้อเพื่อปรุงอาหาร)  ในรูป  “Active voice

 

19. The burglar left the house __________________________________________________.

(เจ้าหัวขโมยย่องเบา-งัดแงะ  ออกจากบ้านไป ____________________________________)

(a) with hurry

(b) with a hurry

(c) in a hurry    (ด้วยความรีบเร่ง)

(d) hurrily

ตอบ    –    ข้อ   (c)   สำหรับข้อ  (d)  ก็ใช้ได้  แต่ต้องแก้เป็น  “hurriedly” (เฮ้อ-รีด-ลี่) – อย่างรีบเร่ง-รีบร้อน-ฉุกละหุก-ด่วน

 

20. There were large rooms with ______________________________________ in the house.

(มีห้องใหญ่หลายห้อง พร้อมทั้ง _______________________________________ ในบ้าน)

(a) beautiful decorating walls

(b) beautifully decorating walls

(c) beautifully decorated walls    (ฝาผนังที่ถูกตกแต่ง-ประดับประดาอย่างสวยงาม)

(d) beautiful decorated walls

ตอบ   –   ข้อ   (c)    ต้องใช้   “decorated”   (กริยาช่องที่  ๓)  เนื่องจากฝาผนัง  “ถูกตกแต่งประดับประดา”  (Passive voice)  และต้องใช้   “beautifully”   เพราะขยายกริยา  “decorated”   จึงต้องเป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                   ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บ-ไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วย ว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป