หมวดข้อสอบ STRUCTURE (ตอนที่ 9)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionChoose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. ___________________________ can be trained to help ________________________.

(___________________ สามารถได้รับการฝึกฝนให้ช่วยเหลือ ____________________)

(a) The blind ____________ himself

(b) A blind ____________ himself

(c) The blind ____________ themselves    (คนตาบอด ................. ตนเอง)

(d) Blind _____________ themselves

ตอบ   -   ข้อ    (c)   “The blind”  =  “คนจน”  ถือเป็นคำนามพหูพจน์  จึงต้องใช้กับ   “Themselves”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมคำพหูพจน์ประเภทนี้  จากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • The blind _________________________________________ unable to see anything.

(คนตาบอด _______________________________________ ไม่สามารถมองเห็นอะไรเลย)

(a) is

(b) are

(c) was

(d) were

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  เป็นการเอา   “The”  มานำหน้าคำคุณศัพท์  “blind”  ทำให้กลายเป็นคำนาม  หมายถึง   “คนตาบอด”  ซึ่งถือเป็นคำนามพหูพจน์  จึงต้องใช้กับกริยา  “Are”  หรือ  “Have

                                         ตัวอย่างที่ 

  • Have you ever given money to ___________________________________________?

(คุณเคยให้เงิน ___________________________________________________ ไหม)

(a) a poor    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(b) the poor    (คนจน)

(c) the poor men

(d) the poors    (รูปนี้ไม่มีใช้)

ตอบ   -   ข้อ    (b)  “The poor”  =  “คนยากจน”  ถือเป็นคำนาม พหูพจน์  สำหรับ ข้อ   (c)  ก็ใช้ได้  แต่ต้องแก้เป็น   “Poor men”  เนื่องจากมิได้มีการชี้เฉพาะเจาะจง  ว่าเป็นคนจนกลุ่มใด-พวกใด  (ไม่ต้องนำด้วย  "The")  หรืออาจตอบ  “A poor man” ก็ได้  ดูเพิ่มเติมการใช้  “The rich”  (คนรวย), “The blind”  (คนตาบอด), “The wise”  (คนฉลาด, นักปราชญ์),  จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • If there is a problem of youth, I think it is elderly people who create it, _____________.

(ถ้ามีปัญหาของเด็กวัยรุ่น  ผมคิดว่ามันคือผู้สูงอายุนั่นแหละที่สร้างมันขึ้นมา, ______________)

(a) not the young himself

(b) not the youngs themselves

(c) not the youngs himself

(d) not the young themselves    (มิใช่ตัวของเด็กวัยรุ่นเอง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เป็นการใช้  “The”  นำหน้าคำคุณศัพท์  (Young)  ทำให้กลายเป็นคำนาม  หมายถึง  “เด็กวัยรุ่น”  ซึ่งถือเป็นพหูพจน์  (โดยไม่ต้องเติม “S”)  จึงต้องใช้รูป  “Reflexive pronoun”  (Himself, Herself, Itself, Myself, Yourself, Yourselves, Themselves, Ourselves)  คือ  คำสรรพนามที่สะท้อนเข้าหาตนเอง  คือ  “Themselves” (สำหรับ  “The young”)  ดูเพิ่มเติมการใช้  “The”  นำหน้าคำคุณศัพท์   แล้วกลายเป็นคำนาม  พหูพจน์  จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่  

  • The brave _____________________________________________ always honoured.

(ผู้กล้าหาญ ______________________________________ (ผู้) ได้รับเกียรติยศอยู่เสมอ)

(a) is

(b) are    (เป็น)

(c) was

(d) were

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “The brave”  =  “ผู้กล้าหาญ”  ถือเป็นคำนาม พหูพจน์  และในประโยคนี้เป็น  “ข้อเท็จจริง”  (Fact)  ที่เป็นความจริงเสมอ  ถือเป็นเรื่องปัจจุบัน  จึงต้องใช้กับ  “Present simple tense”   กริยาจึงเป็น  “Are

                                          ตัวอย่างที่  

  • In the cities ________________________ live as hard a life as they were in the villages.

(ในเมืองใหญ่ ___________ ดำรงชีวิตที่ยากลำบาก  เท่าๆกับตอนที่พวกเขาอาศัยอยู่ในหมู่บ้าน)  (คือย้ายมาอยู่ในเมือง  แล้วก็ยังลำบากเหมือนในอดีต  ตอนอยู่บ้านนอก)

(a) poor man

(b) a poor

(c) the poor    (คนจน)

(d) the poor men

ตอบ  -  ข้อ   (c)  “The poor”   หมายถึง   “คนจน”  ถือเป็นคำนาม พหูพจน์  จึงใช้กับกริยา  “Live

                                         ตัวอย่างที่        จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จาก ข้อ (๑) – (๔)

  • The American Red Cross is (1) one of the volunteer (2) organizations (3) which purpose is to help (4) the sick and the needy.

(กาชาดอเมริกันเป็นหนึ่งในบรรดาองค์กรอาสาสมัคร  ซึ่งวัตถุประสงค์ของมันคือ  ช่วยคนเจ็บป่วยและคนยากคนจน)

ตอบ   –   ข้อ   ๓   แก้เป็น   “whose”  เนื่องจากแสดงความเป็นเจ้าของ (วัตถุประสงค์ของมัน)  และนำหน้าอนุประโยค  (whose purpose…………………..the needy)  สำหรับข้อ  ๔  ถูกต้องแล้ว  เพราะเราใช้   “The”  นำหน้าคำคุณศัพท์ (Sick และ Needy)  หมายถึงบุคคลประเภทนั้นๆ  (“คนป่วย” และ  “คนยากคนจน”)  และถือเป็นคำพหูพจน์ด้วย  ต้องใช้กับกริยา   “Are, Were, Have”   เช่น “The poor”  (คนจน)  “The rich” (คนรวย)  “The wise”  (คนฉลาด, นักปราชญ์)  “The brave”  (คนกล้าหาญ)  “The elderly” (คนสูงอายุ)  “The young” (คนหนุ่มสาว)  “The old”  (คนแก่)   นอกจากนั้น   “Verb + ing” (Present participle)  และ กริยาช่องที่ ๓  (Past participle)   ซึ่งถือเป็นคำคุณศัพท์ประเภทหนึ่ง   แต่เมื่อนำหน้าด้วย  “The”  เช่น  “The dying” (คนที่กำลังจะตาย)  หรือ  “The wounded”  (คนเจ็บ)  “The injured”  (คนเจ็บ)   ก็ถือเป็นคำนามประเภทหนึ่งเช่นเดียวกัน    และถือเป็นคำพหูพจน์ด้วย  และใช้กับกริยา  “Are, Were, Have”  เช่นกัน  ดังตัวอย่างประโยค

  • The rich are not always happy.

(คนรวยมิใช่ว่าจะมีความสุขเสมอไป)

  • The poor have asked for help from the government

(คนจนได้ขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลแล้ว)

  • In the old days, the elderly were highly respected by the young.

(ในสมัยก่อน  ผู้สูงอายุได้รับความเคารพอย่างสูงจากคนหนุ่มสาว)

  • The wounded were taken to hospital.

(คนเจ็บถูกนำส่งโรงพยาบาล)

  • The poor have no home to live in.

(คนจนไม่มีบ้านอาศัยอยู่)

  • The deaf hear nothing.

(คนหูหนวกไม่ได้ยินอะไรเลย)

  • The dying were being attended by the doctors.

(ผู้ที่กำลังจะตายกำลังได้รับการดูแลจากแพทย์)

  • The wise are cleverer (= more clever) than general people.

(คนฉลาดมีความฉลาดมากกว่าคนทั่วๆไป)

  • The blind do not see what other people see.

(คนตาบอดมองไม่เห็นในสิ่งที่คนอื่นเห็น)

  • The deaf typically need hearing aids.

(คนหูหนวกโดยทั่วไปต้องการเครื่องช่วยฟัง)

 

2. The boy told his teacher that he had been late because he had a hard time ____________ up this morning.

(เด็กคนนั้นบอกครูของเขาว่า  เขามาสายเพราะว่าเขาประสบกับความยากลำบากในการ ________ เมื่อตอนเช้านี้)

(a) to get

(b) get

(c) got

(d) getting    (ตื่นนอน, ลุกขึ้นจากเตียงนอน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   "Have a hard time"  =  "Have difficulty"  =  "ประสบกับความยากลำบาก"  ต้องตามด้วย  Gerund (Verb + ing)

 

3. The columbine flower, ___________ to nearly all of the United States, can be raised from seed in almost any garden.

(ดอกโคลัมไบ (มีสีม่วงหรือน้ำเงิน  เป็นดอกไม้ประจำรัฐโคโลราโด  สหรัฐฯ), __________ ของเกือบจะทั่วประเทศสหรัฐฯ, สามารถ (ถูก) เพาะปลูกได้จากเมล็ด  ในสวนเกือบทุกแห่ง)

(a) is native

(b) native    (ซึ่งเป็นพืชพื้นเมือง)

(c) how native is

(d) how native it is

ตอบ   -   ข้อ   (b)   โดยลดรูปมาจากอนุประโยค  แบบ  “Adjective clause”  คือ  “…......…..flower, which is native to nearly all of the United States,”  ซึ่งขยายคำนาม  “Flower

 

4. Benjamin Franklin was one of the first scientists to suggest ___________ lightning is electrical in nature.

(เบนจามิน แฟรงคลิน เป็นนักวิทยาศาสตร์คนแรกๆ ที่บ่งชี้ _____________ ฟ้าแลบเกี่ยวกับไฟฟ้าในธรรมชาติ)

(a) if

(b) that    (ว่า)

(c) and

(d) in

ตอบ   -   ข้อ   (b)

 

5. Sidney Poitier received the Academy Award _____________ best male actor in 1963 for his performance in Lilies of the Field.

(ซิดนีย์ ปอยเตียร์ ได้รับรางวัลอคาเดมีอวอร์ด __________ นักแสดงชายยอดเยี่ยมในปี  ๑๙๖๓  สำหรับการแสดงของเขาในภาพยนตร์เรื่อง  “ดอกลิลลีแห่งท้องทุ่ง”)

(a) the

(b) and

(c) was

(d) for    (สำหรับ)

                                        ดูเพิ่มเติมคำและวลีที่ใช้กับ  “For”  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                       สำหรับคำคุณศัพท์ที่ใช้กับ  “For”  ได้แก่  “Responsible”  (He is responsible for the job. = เขารับผิดชอบต่องาน),  “Ready”  (เตรียมพร้อมต่อ)  -  “Are you ready for your new job?”  (คุณเตรียมพร้อมสำหรับงานใหม่หรือเปล่า),  “Qualified”  (มีคุณสมบัติเหมาะสมกับ) – She was qualified for the job.  (เธอมีคุณสมบัติตรงกับงาน),  “Essential”  (จำเป็นอย่างยิ่ง),  “Good”  (เป็นประโยชน์ต่อ)  -  “It is good for you to get up early.”  (มันดีสำหรับคุณที่ตื่นนอนแต่เช้าตรู่), “Suitable”  (เหมาะสม),  “Famous”  (มีชื่อเสียง)  -  “Thailand is famous for the hospitality of its people.”  (เมืองไทยมีชื่อเสียงในเรื่องความเอื้อเฟื้อของผู้คน),  “Eager”  (กระตือรือร้น), “Sorry”  (เสียใจกับ)  -  “I’m sorry for any damage I may occur.”  (ผมเสียใจสำหรับความเสียหายใดๆ ที่ผมอาจทำให้เกิดขึ้น), “Sufficient”  (เพียงพอ), “Fit”  (เหมาะสม)  -  “These clothes are fit for me.”  (เสื้อผ้าพวกนี้เหมาะสำหรับผม), “Unfit”,  “Perfect”  (สมบูรณ์แบบ), “Grateful”  (ขอบคุณต่อ) -  I am very grateful to you for your assistance.  (ผมขอบคุณคุณอย่างมาก  สำหรับความช่วยเหลือของคุณเป็นต้น

                                      ส่วนคำกริยาที่ใช้กับ  “For”  เช่น  “Buy something for someone”  (ซื้ออะไรให้ใคร)  -  “I bought a present for her on her birthday.”  (ผมซื้อของขวัญให้เธอสำหรับวันเกิด),  “Wait”  (รอคอย)  -  They were waiting for their old friends at the airport.  (พวกเขากำลังรอคอยเพื่อนเก่าที่สนามบิน),  “Vote”  (ลงคะแนนให้)  -  “They will vote for the Republican only.”  (พวกเขาจะลงคะแนนให้เฉพาะกับพรรครีพับริกันเท่านั้น),  “Pay”  (จ่ายเงินค่า)  -  “I’ ll pay for the meal this time.”  (ผมจะจ่ายค่าอาหารให้มื้อนี้),  “Thank”  (ขอบคุณ)  -  “Thank you for your help.”  (ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือ), “Search  (ค้นหา)  -  “I’ll search for the data in the library.”  (ผมจะค้นหาข้อมูลในห้องสมุด),  “Look”  (ค้นหา)  -  “She is looking for her lost watch.”  (เธอกำลังค้นหานาฬิกาที่หายไป),  “Struggle”  (ต่อสู้ดิ้นรนเพื่อ)  -  “They have to struggle for their survival.” (พวกเขาจำเป็นต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด),  “Exchange”  (แลกเปลี่ยนเพื่อ),  “Beg”  (ขอร้อง)  -  “The criminals begged for the judge’s mercy.”  (เจ้าอาชญากรขอความเมตตาจากผู้พิพากษา),  “Ask”  (ขอร้อง),  “Call”  (เรียกร้องให้มี, จำเป็นต้องมี)  -  “The country called for peaceful co-existence.”  (ประเทศนั้นเรียกร้องให้อยู่ร่วมกันโดยสันติ),  “Apologize”  (ขอโทษ),  “Charge”  (คิดค่า),  “Provide”  (จัดให้มี, เตรียมไว้สำหรับ)  -  “The company provided for comprehensive training.”  (บริษัทจัดให้มีการฝึกอบรมอย่างกว้างขวาง),  “Substitute”  (เอามาแทน),  “Hope”  (หวังจะได้-มี)  -  “We hope for better life in the future.”  (พวกเราหวังจะมีชีวิตที่ดีขึ้นในอนาคตเป็นต้น

                                  สำหรับวลีอื่นๆที่ใช้กับ  “For”  ได้แก่  “For good”  (อย่างถาวร, ตลอดกาล, ตลอดไป)  -  The lost money was gone for good.  (เงินที่หายไปหาไม่เจออีกเลย  -  คือสาบสูญอย่างถาวร)  -  He hoped that the repairs would stop the leak for good.  (เขาหวังว่าการซ่อมจะทำให้ท่อหยุดรั่วไหลไปตลอดกาล),  “For all I Know  (เท่าที่ผมรู้มา, บางที, เป็นไปได้)  -  For all I know, they had eloped a month before the girl’s parents knew  (บางที หรือ เป็นไปได้ที่ว่า  หนุ่มสาวคู่นั้นได้หนีตามกันไป  ๑ เดือน ก่อนหน้าที่พ่อแม่ของฝ่ายหญิงจะรู้  -  คือ ผมบอกไม่ได้ว่า  เป็นอย่างนั้น จริงๆ  ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์  หรือไม่  แต่คิดว่า บางที  อาจจะเป็นเช่นนั้น),  “For the time being”  (เดี๋ยวนี้, ในขณะนี้, ชั่วขณะ, ชั่วคราว)  -  I haven’t any note paper, but this envelop will do for the time being.  (ผมไม่มีกระดาษโน๊ตเลย  แต่ว่าซองจดหมายนี้ก็ใช้แทนได้  สำหรับในขณะนี้)  -  She hasn’t found an apartment yet; she is staying with her aunt for the time being.  (เธอยังหาห้องเช่าไม่ได้เลย  เธอกำลังพักอยู่กับป้าชั่วคราว  จนกว่าจะห้องเช่าได้)“For instance (= For example)”  (ตัวอย่างเช่น),   “For sure (= For certain”  (อย่างแน่นอน, อย่างไม่ต้องสงสัยเลย, แน่นอนทีเดียว)  -  He didn’t know for sure ( for certain) which bus to take.  (เขาไม่รู้อย่างแน่ชัดว่าจะต้องขึ้นรถเมล์คันไหน  -  คือ ไม่แน่ใจ),  เป็นต้น

 

6. You ought not __________________________________________________ that again.

(คุณไม่ควร ________________________________________________ อย่างนั้นอีก)

(a) do

(b) doing

(c) to do    (ทำ)

(d) to doing

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Ought + To + Verb 1”  =   “ควร.....................”   ส่วน  “Ought + Not + To + Verb 1”  “ไม่ควร.......................”

  • You ought to study harder.

(คุณควรขยันเรียนให้มากขึ้น)

  • She ought not to come home so late.

(เธอไม่ควรกลับบ้านดึกมากนัก)

 

7. Ball-point pens require _____________________________________ than fountain pens do.

(ปากกาลูกลื่นต้องการ __________________________________ ปากกาหมึกซึมต้องการ)

(a) the ink is thicker

(b) an ink and thicker

(c) a thicker ink    (น้ำหมึกที่ข้นกว่า)

(d) the thicker than ink

ตอบ   -   ข้อ   (c)

 

8. Some economists maintain that fluctuations in the economy __________ from political events.

(นักเศรษฐศาสตร์บางคนยืนยันว่า  ความเปลี่ยนแปลง (การขึ้นๆลงๆ) ในเศรษฐกิจ _________ จากเหตุการณ์ทางการเมือง)

(a) resulting

(b) which result    (ซึ่งเป็นผล, ซึ่งส่งผล)

(c) result    (เป็นผล, ส่งผล)

(d) these result

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นกริยาแท้ของอนุประโยค  “that fluctuations in the economy result from political events

 

9. Last year, __________ to the money given by Mr. Cooper, the school was able to build a library for the students.

(ปีที่แล้ว _______________ เงินที่มอบให้โดยมิสเตอร์คูเปอร์  โรงเรียนสามารถสร้างห้องสมุดสำหรับนักเรียนได้)

(a) thank

(b) thanking

(c) thanks    (เนื่องมาจาก)

(d) thanked

ตอบ   -   ข้อ    (c)   “Thanks to”  =  “เนื่องมาจาก”  มีความหมายเหมือนกับ  “Due to, Because of, Owing to, On account of

 

10. Take care of yourself; the weather is always _______________ at the beginning of the season.

(ดูแลตัวเองหน่อยนะ  อากาศ _____________________________ อยู่เสมอในตอนเริ่มต้นฤดู)

(a) changed

(b) changes

(c) changing    (กำลังเปลี่ยนแปลง)

(d) to be changed

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ใช้ในรูป  “Active voice”  (Present continuous tense)   เนื่องจาก  “Weather”  สามารถเปลี่ยนแปลงได้เอง  (เป็นผู้กระทำ)

 

11. Unemployment is getting worse __________ that started a few months ago is still going on.

(การว่างงานกำลังแย่ลง _______ ซึ่งเริ่มต้นเมื่อสองสามเดือนที่ผ่านมา  ยังคงกำลังดำเนินต่อไป)

(a) because the economic crisis    (เพราะว่าวิกฤตทางเศรษฐกิจ)

(b) because of the economic crisis   

(c) the economic crisis is because    (วิกฤตทางเศรษฐกิจเป็นเพราะว่า)

(d) until the economic crisis    (จนกระทั่งวิกฤตทางเศรษฐกิจ)

ตอบ   -   ข้อ  (a)  เนื่องจากได้ใจความ  และ  “The economic crisis”  เป็นประธานของอนุประโยค  “Because the economic crisis that started a few months ago is still going on”  ซึ่งมีกริยาของอนุประโยค  คือ  is still going on”  (ยังคงกำลังดำเนินต่อไปโดยมี  that started a few months ago”  (ซึ่งเริ่มต้นเมื่อสองสามเดือนที่ผ่านมาเป็นอีกอนุประโยคหนึ่ง  ซึ่งขยาย  “The economic crisis       

 

12. Supposing no one ___________, what would you do with all the food you have prepared?

(สมมติว่าไม่มีใคร _______________ คุณจะทำอย่างไรกับอาหารทั้งหมดที่คุณได้เตรียมไว้)

(a) comes

(b) came    (มา)

(c) had come

(d) would come

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่  ๒  (Present unreal)  (ไม่เป็นจริง  หรือเกิดขึ้นได้ยากในปัจจุบัน)   คือ  ใช้กับเหตุการณ์ปัจจุบัน  ที่ผู้พูดเชื่อว่าคงจะไม่เกิดขึ้น  หรือเกิดขึ้นได้ยาก  (อีกกรณี  คือ  ไม่อาจเกิดขึ้นได้จริง  เช่น  “สมมติว่าเขาเป็นเศรษฐี”  “สมมติว่าเธอเป็นราชินี”  หรือ  “ถ้าผมเป็นกษัตริย์”  “ถ้าเธอเป็นนก”)  ในกรณีของประโยคข้างบน  ผู้พูดเชื่อว่าเหตุการณ์คงจะไม่เกิดขึ้น  หรือเกิดขึ้นได้ยาก  (คือ  เชื่อว่าคงจะต้องมีคนมาร่วมงานแน่  แต่พูดสมมติเผื่อไว้  ในกรณีไม่มีคนมาร่วมงาน)  สำหรับ  “If clause”  แบบที่  ๒  ในอนุประโยค  (If clause)  ที่มีข้อความว่า (สมมติว่า.............., ถ้า................)  ให้ใช้  “Past simple tense”  (Verb 2)  ส่วนในประโยคใหญ่  (Main clause)  ใช้  “Past future tense”  (Subject + Would + Verb 1)  ดูเพิ่มเติม  “If clause”  แบบที่ ๒  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่    

  • ___________ photosynthesis were to stop, most living things would disappear from the Earth in a few years.

(_____________ การสังเคราะห์แสงจะต้องหยุดไป  (ในขณะนี้)  สิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่จะสูญหายไปจากโลกในเวลาไม่กี่ปี)

(a) Besides    (นอกจาก, นอกจากนั้น)

(b) If    (ถ้า)

(c) So

(d) For

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่  ๒  “Present unreal”  (ไม่เป็นจริงในปัจจุบัน)  ซึ่งมี  ๒  นัย  คือ  (๑) เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน  หรือ  (๒) เหตุการณ์เกิดขึ้นได้ยาก  หรือมีโอกาสน้อยมากที่จะเกิดขึ้น  (ในปัจจุบัน)  สำหรับประโยคข้างบน  เป็นการสมมติที่ไม่เป็นจริงในปัจ จุบัน  เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง  คือ  “(ในปัจจุบัน)  การสังเคราะห์แสงไม่หยุด  ทำให้สิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่ไม่สูญหายไปจากโลก”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • __________________________________________ next month, I would give a party.

(___________________________________________ เดือนหน้า  ผมจะจัดงานเลี้ยงให้)

(a) If she comes

(b) Should she comes

(c) Were she to come    (ถ้าเธอมีความตั้งใจ (มุ่งมั่น) ที่จะมา)

(d) If she would come

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากมาจากข้อความ  “If she were to come”  (ถ้าเธอมีความตั้งใจ (มุ่งมั่น) ที่จะมา)  เป็น  “If clause”  แบบที่  ๒  หรือ  “Present unreal”  (ไม่เป็นจริงในปัจจุบัน – หรืออนาคต)  คือ มีความหมายเป็น  ๒  นัย  คือ  (๑) ไม่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน  เช่นในประโยค  “If I were a bird (= Were I a bird), I would fly to the moon.”  (ถ้าฉันเป็นนก  ฉันจะบินไปดวงจันทร์) (หมายถึง  ถ้าเป็นนกในปัจจุบัน  ซึ่งเป็นไปไม่ได้  หรือไม่อาจเกิดขึ้นได้จริง)  (๒) เกิดขึ้นได้ยาก  หรือผู้พูดคิดว่าคงมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก  เช่นในประโยคข้างบน (ตัวอย่างที่  )  ผู้พูดเชื่อว่า  “เป็น ไปได้ยากที่เธอจะมาเดือนหน้า  ดังนั้น  ผมคงไม่ต้องจัดงานเลี้ยงให้”  ดูเพิ่มเติม  “If clause” แบบที่  ๒  จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • If I ____________________________________________ you, I should leave quickly.

(ถ้าผม __________________________________ คุณ  ผมจะจากไป (ออกไป) อย่างรวดเร็ว)

(a) was

(b) am

(c) were    (เป็น)

(d) like

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็น   “If clause”   แบบที่ ๒  “Present unreal”  (ไม่เป็นจริงในปัจจุบัน)  (เพราะผมไม่ใช่คุณ  ผมจึงไม่ต้องรีบจากไป)  (เป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน)

                                         ตัวอย่างที่  

  • This test is in English.  If it were in Thai, I ______________________________ it at all.  

(แบบทดสอบนี้เป็นภาษาอังกฤษ  ถ้ามันเป็นภาษาไทย  ผม _______________________มันเลย)

(a) shall not mind

(b) am not minding

(c) would not mind    (จะไม่รังเกียจ)

(d) would not be minded

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่ ๒  “Present unreal”   คือการสมมติที่ไม่เป็นจริงในปัจจุบัน  (การทดสอบไม่ได้ใช้ภาษาไทย  แต่ใช้ภาษาอังกฤษ  ผมจึงรังเกียจมัน)  (เป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน)

                                         ตัวอย่างที่ 

  • If you lived closer to the office, you ________________ trouble getting to work on time.

(ถ้าคุณอาศัยอยู่ใกล้กับสำนักงานมากกว่านี้  คุณ ____________ ปัญหาเรื่องไปทำงานทันเวลา)

(a) don’t have

(b)  didn’t have

(c)  won’t have

(d) wouldn’t have    (จะไม่มี)

ตอบ   -    ข้อ  (d)  เนื่องจากประโยคนี้เป็นประโยค  “If clause”  แบบที่  ๒  “Present unreal”  (ไม่เป็นจริงในปัจจุบัน)   คือ   “ประโยคเงื่อนไขในปัจจุบันที่ไม่เป็นความจริง”  กล่าวคือ  “ถ้าในปัจจุบัน  คุณอาศัยอยู่ใกล้ออฟฟิศมากกว่านี้  คุณก็จะไม่มีปัญหาเรื่องการมาทำงานสาย”  แต่ในความเป็นจริงคือ  “บ้านคุณอยู่ไกลจากออฟฟิศมาก  คุณก็เลยมาทำงานสายบ่อย”  (คือ  คุณอาศัยอยู่ใกล้ออฟฟิศ  ไม่เป็นความจริง  -  ความจริง คือ อยู่ไกลจากออฟฟิศ)  ประโยคเงื่อนไข  “If clauseแบบที่  ๒”  (Present unreal)  ในประโยคใหญ่  (Main clause)  จะใช้รูป  “Subject + V.ช่องที่ 2”  และในกรณีมี   “Verb to be”   ให้ใช้  “Were”  กับประธานทุกตัว  (He, She, It, I, We, You, They)  ส่วนในประโยคย่อยหรืออนุประโยค  (Subordinate clause)  จะใช้รูป  “Subject + Would + (Not) + V. ช่องที่ 1

                                       สำหรับการใช้   “If clause”  แบบที่  ๒  นี้  มักใช้เมื่อ  (๑) เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน  ดังประโยคข้างบน (ตัวอย่างที่  ๑,  ๓, ๔  และ  ๕)   หรือไม่ก็  (๒)  ผู้พูดมีความเชื่อว่า  ข้อความที่พูดออกมามีโอกาสเกิดขึ้นได้ยาก   เช่น  ประโยคในตัวอย่างที่  ๒ และประโยคข้างล่าง

  • If you came to the party today  (หรือ tomorrow), you would meet my wife.

(ถ้าคุณมางานเลี้ยงวันนี้ – หรือพรุ่งนี้ – คุณก็จะได้พบภรรยาผม)  (ในข้อนี้ผู้พูดค่อนข้างจะมั่นใจว่า  “คุณคงจะไม่มาหรอก  และคุณก็จะไม่ได้พบภรรยาผม”   แต่ถ้าผู้พูดมั่นใจว่า “คุณ”  คงมางานเลี้ยงแน่  และคงได้พบภรรยาผมแน่  ผู้พูดก็จะพูดในรูป  “If clauseแบบที่ 1”  คือ  “If + Subject + Verb 1, Subject + Will + Verb 1”  คือ

  • If you come to the party today (tomorrow), you will meet my wife.

(ถ้าคุณมางานเลี้ยงวันนี้ (วันพรุ่งนี้)  คุณก็จะได้พบภรรยาผม)  (ผู้พูดมั่นใจว่า “คุณ” จะมางานเลี้ยงแน่ๆ  และก็จะได้พบภรรยาผมแน่)

                                       ตัวอย่างอื่นๆ ของ  “If clause”  แบบที่  ๒  เช่น

  • If I were a poor student, I would not go on holiday as often as I would.

(ถ้าผมเป็นเด็กนักเรียนยากจน (ในขณะนี้)  ผมก็คงจะไม่ไปเที่ยววันหยุดพักผ่อนบ่อยเหมือนกับที่ผมทำอยู่)   (ผู้พูดมั่นใจว่า  ตนไม่ได้เป็นนักเรียนยากจน (การที่ตนเป็นนัก เรียนยากจนไม่เป็นความจริง)  ตนเลยได้ไปเที่ยววันหยุดบ่อยๆ)

  • If I were you, I would not let him say such things.

(ถ้าผมเป็นคุณ (ในขณะนี้)  ผมจะไม่ปล่อยให้เขาพูดเช่นนั้น)   (แต่เพราะว่าผมไม่ได้เป็นคุณ  (ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้)  ผมเลยปล่อยให้เขาพูดเช่นนั้นออกไป)

  • If you met the Queen, how would you address her?

(ถ้าคุณพบราชินี (ในตอนนี้)  คุณจะพูดกับพระองค์อย่างไร)   (แต่ผู้พูดมั่นใจว่า  มีโอกาสน้อยมาก หรือ เกิดขึ้นได้ยากมาก  ที่คุณจะได้พบกับราชินี)

  • If she were a princess, she would be very happy.

(ถ้าเธอเป็นเจ้าหญิง (ในขณะนี้)  เธอคงจะมีความสุขมาก)   (แต่เธอมิได้เป็นเจ้าหญิง (เป็นเรื่องสมมติที่เป็นไปไม่ได้)  เธอเลยไม่มีความสุข)

  • If I were a bird, I would fly to the moon.

(ถ้าผมเป็นนก (ในตอนนี้)  ผมจะบินไปดวงจันทร์)  (เป็นเรื่องสมมติที่เป็นไปไม่ได้  ที่ผมจะเป็นนก  ผมก็เลยไม่ได้บินไปดวงจันทร์)

  • If you ever met the Queen, what would you do?

(ถ้าคุณพบกับราชินี  คุณจะทำอย่างไร)  (ผู้พูดมั่นใจว่า  คุณคงไม่มีโอกาสได้พบหรอก  หรือยากเต็มทีที่จะได้พบ)

  • I could not possibly go there unless my parents gave me some money.  (Unless = if ……...……not)

(ผมคงไม่สามารถไปที่นั่นได้ (ในขณะนี้ หรือ อนาคต)  ถ้าพ่อแม่ไม่ให้เงินผม)  (ผู้พูดมั่นใจว่า  ตนคงไปที่นั่นได้แน่  เพราะพ่อแม่ให้เงิน)

  • Can you come?  I would if I could but I can’t.  

(คุณมาได้ไหมล่ะ  ผมจะมาถ้าผมสามารถทำได้ (ในปัจจุบัน)   แต่ผมก็ไม่สามารถมาได้)  (ผู้พูดมั่นใจว่า  คงเป็นไปไม่ได้  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก  ที่ตัวเขาจะมา)

                                        สำหรับใน  “If clause” แบบที่    ที่มีกริยา  “Were”  เราสามารถใช้รูป  “ผกผัน”  (Inversion)  ได้  โดยนำ  “Were”  มาขึ้นต้นอนุประโยค  แทน  “If”  ได้  ไม่ว่าอนุประโยค  (If clause)  จะอยู่ข้างหน้า  หรือข้างหลังประโยคใหญ่  (Main clause) ดังประโยคข้างล่าง

  • Were he to leave today, he would be there by Friday.

(= If he were to leave today, he would be there by Friday.)

(ถ้าเขาตั้งใจ-มุ่งมั่นที่จะออกเดินทางวันนี้ (เป็นการสมมติเหตุการณ์ปัจจุบัน)  เขาคงไปถึงที่นั่นราววันศุกร์)   (ผู้พูดมั่นใจว่า  เป็นไปได้ยากมาก  หรือเป็นไปไม่ได้เลย  ที่เขาจะออกเดินทางวันนี้)

  • Were it less expensive, we would buy it.

(= If it were less expensive, we would buy it.)

(ถ้ามันราคาแพงน้อยกว่านี้ (ในขณะนี้ หรือ ในอนาคต)   เราจะซื้อมัน)  (แต่เนื่องจากมันราคาแพง  เราเลยไม่ซื้อ)  (ผู้พูดมั่นใจว่า  สินค้าราคาถูกไม่เกิดขึ้นจริง  หรือ เกิดขึ้นได้ยากมาก)

  • Were I you, I would not let him say such things.

(= If I were you, I would not let him say such things.)

(คำแปลอยู่ข้างบน)

  • I would not go to school every day were I a poor student.

(= I would not go to school every day if I were a poor student.)

(ผมจะไม่ไปโรงเรียนทุกวัน  ถ้าผมเป็นนักเรียนยากจน  -  ในปัจจุบัน)   (ผู้พูดมั่นใจว่า  ตนได้ไปโรงเรียนทุกวัน  เพราะตนไม่ได้เป็นนักเรียนยากจน)  (การที่ตนเป็นนักเรียนยากจนไม่เป็นความจริง)

  • She would give me a million baht (now) were she a millionaire.

(= She would give me a million baht (now) if she were a millionaire.

(เธอจะให้ผม  ๑  ล้านบาท (ในขณะนี้)  ถ้าเธอเป็นเศรษฐี)  (แต่เพราะว่าเธอมิได้เป็นเศรษฐี  เธอจึงมิได้ให้เงินล้านแก่ผม)  (การเป็นเศรษฐีของเธอมิได้เกิดขึ้นจริง  หรือเป็นไปไม่ได้)  (เป็นการสมมติที่มิได้เกิดขึ้นจริง  หรือเป็นไปไม่ได้  ในปัจจุบัน  จงเปรียบเทียบความแตกต่างกับ  “If clause”  แบบที่  ๓ (Past unreal)  -  เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  หรือเกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค)  (อยู่ใน  ข้อ    ของข้อสอบชุดนี้)

 

13. He has always preferred bustling city life _________________ his wife is just the opposite.

(เขาชอบชีวิตเมืองที่วุ่นวายโดยเสมอมา _______ ภรรยาของเขากลับตรงกันข้าม)  (คือ  ไม่ชอบ)

(a) unlike    (ไม่เหมือน)  (เป็น  “Preposition”)  (ต้องตามด้วยคำนาม หรือวลี)

(b) otherwise    (มิฉะนั้น)  (ตามด้วยประโยค)

(c) whereas    (แต่ทว่า, อย่างไรก็ตาม, ในทางตรงกันข้าม)  (ตามด้วยประโยค)

(d) in addition    (นอกจากนั้น)  (ตามด้วยประโยค)

ตอบ   -   ข้อ    (c)   ตัวอย่างการใช้  “Whereas”   ได้แก่

  • Humans are capable of error whereas the computer is not.

(มนุษย์สามารถทำผิดได้  แต่ทว่าคอมพิวเตอร์ไม่)

  • Radar employs radio waves whereas sonar uses sound waves.

(เรดาร์ใช้คลื่นวิทยุ  แต่ทว่าโซนาร์ (ระบบการหาตำแหน่งวัตถุใต้น้ำ) ใช้คลื่นเสียง)

  • I used to think that money was incredibly important.  Whereas I look at it now in quite a different way.

(ผมเคยคิดว่า  เงินมีความสำคัญอย่างเหลือเชื่อ  อย่างไรก็ตาม  ผมมองมัน (เงิน) ในขณะนี้  ในแบบที่แตกต่างออกไป (จากเดิม) อย่างมาก)

 

14. Nevada has a limited water supply ___________________________________ light rainfall.

(รัฐเนวาดามีการจัดหา (มีปริมาณ) น้ำที่จำกัด _______________ ปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาเบาบาง)

(a) because its

(b) it is because

(c) is because its

(d) because of its    (เนื่องมาจาก  .............. (ปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาเบาบาง) ................. ของมัน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Because of, Due to, Owing to, On account of  =  เนื่องมาจาก, เพราะว่า”   ตามด้วยคำนามหรือวลี  ส่วน  “Because”  =  “เพราะว่า”  ตามด้วยประโยค  (Subject + Verb)   ดังประโยคข้างล่าง

  • We could not go out because of the heavy rain.
  • We could not go out because it rained heavily.

(เราไม่สามารถออกไปข้างนอก  เนื่องมาจากฝนตกหนัก)

  • He could not go to the concert due to his sickness.
  • He could not go to the concert because he was sick.

(เขาไม่สามารถไปฟังคอนเสิร์ต  เนื่องมาจากความเจ็บป่วย)

  • She was crowned Miss Universe because she was very beautiful.
  • She was crowned Miss Universe because of her great beauty.

(เธอได้รับการสวมมงกุฎนางงามจักรวาล  เนื่องมาจากความสวยอย่างมาก)

 

15. Nearly all trees have seeds that fall to the earth, take root, and eventually ______________.

(ต้นไม้เกือบทั้งหมดมีเมล็ดซึ่งหล่นลงสู่พื้นดิน  งอกราก  และ ___________________ ในที่สุด)

(a) generate new seeds    (สร้างเมล็ดใหม่)

(b) new seeds generated

(c) by generating new seeds

(d) new seeds generated there

ตอบ   -   ข้อ   (a)  เนื่องจากต้องใช้คำให้สมดุลกัน  (Balance)  คือ  “Fall to earth”,  “Take root”  และ  “Generate new seeds”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • Among the advantages which Mr. Barlow has given his children  are a good college education and ____________.

(ในบรรดาข้อได้เปรียบต่างๆ ซึ่งมิสเตอร์บาร์โลว์ได้ให้แก่ลูกๆ ของเขา  คือ  การศึกษาอย่างดีในมหาวิทยา ลัย  และ ____________)

(a) extensive travel abroad   (การเดินทางอย่างกว้างขวางมากในต่างประเทศ)

(b) to travel extensively abroad

(c) travel extensively abroad

(d) of extensive travelling abroad

ตอบ   -   ข้อ   (a)   ต้องใช้ในรูปคำนาม (วลี)   (“Travel”  ในที่นี้เป็นคำนาม)  ให้สมดุลกับคำนาม (วลี)   “A good college education”  ที่อยู่ข้างหน้า  “And

                                         ตัวอย่างที่ 

  • James likes reading, hiking, and __________________________________________. 

(เจมส์ชอบการอ่านหนังสือ  การเดินทางไกลด้วยเท้า  และ ____________________________)

(a) he listens to music

(b) to listen to music

(c) listen to music

(d) listening to music    (การฟังดนตรี)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากต้องให้ข้อความสมดุลกัน   คือ  “Like + Gerund (Verb + ing)”   คือ  “Like reading, hiking and listening…….........….”   ทั้งนี้  กริยา  “Like”  อาจตามด้วย  “Infinitive with to” (To + Verb 1   ก็ได้   ดังนั้น  ข้อนี้จึงอาจตอบ  “Like to read, to hike, and to listen to music”  โดยต้องให้สมดุลกัน  คือ  เป็น  “Format”  เดียวกัน

 

16. I felt terrible after the party.  Something I ate there _________________________ me sick.

(ผมรู้สึกแย่หลังจากงานเลี้ยง  บางอย่างที่ผมกินที่นั่น __________________________ ผมป่วย)

(a) would make    (จะทำให้)

(b) should have made    (ควรจะได้ทำให้)

(c) must have made    (จะต้องได้ทำให้)

(d) had to make

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากผู้พูดมีความมั่นใจว่าจะต้องเป็นเช่นนั้น  เพราะเกิดป่วยหลังจากงานเลี้ยง  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • The streets are all wet.  It ___________________________________ during the night.

(ถนนเปียกไปทั่ว __________________ ในระหว่างเวลากลางคืน)  (คือ  พูดประโยคนี้ในตอนเช้า)

(a) must be raining

(b) must have been rain

(c) had to rain

(d) must have rained    (ฝนคงจะได้ตกไปแล้ว)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากผู้พูดประโยคนี้มีความมั่นใจว่า  ฝนคงจะได้ตกแน่นอนในตอนกลางคืน  เพราะในตอนเช้า  ถนนเปียกไปทั่ว  ดูเปรียบเทียบกับการใช้  “Should + Have + Verb 3”  (ควรทำสิ่งนั้นในอดีต  -  แต่มิได้ทำ)  หรือ  “Should + Not + Have + Verb 3”  (ไม่ควรทำสิ่งนั้นในอดีต  -  แต่ก็ได้ทำไปแล้ว)  จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

              A:  “You were late for your appointment.”

(คุณมาสายสำหรับการนัดหมาย)

              B:  “I know.  I shouldn’t ________________________________ so long at the library.

(ผมทราบ  ผมไม่ควรจะ_____________________________________ นานมากที่ห้องสมุด)

(a) have been staying

(b) have stayed    (ได้อยู่, ได้หยุดอยู่)

(c) had stayed

(d) be staying

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “Shouldn’t have stayed”  =  “ไม่ควรได้อยู่  หรือ ไม่ควรได้หยุดอยู่”  แต่ในความเป็นจริง  คือ  ได้อยู่ หรือ ได้หยุดอยู่ที่ห้องสมุดเป็นเวลานาน  ทำให้มาสายในการนัดหมาย  สำหรับ  “Should (= Ought to) + Have + Verb 3”  “ควรได้ทำ................. ในอดีต”  แต่ก็มิได้ทำ   ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่  

  • I’m very sorry.  I should ____________________ him a birthday present, but I did not.

(ผมเสียใจมาก  ผมควร ________________________________ ของขวัญวันเกิดไปให้เขา)

(a) send

(b) be sending

 (c) have sent    (ได้ส่งไปแล้ว)

(d) sent

ตอบ  -  ข้อ   (c)   “Should (Ought to) + Verb 1”  =  “ควรทำ....................ในปัจจุบัน หรืออนาคต”  ส่วน  “Should (Ought to) + Have + Verb 3” =  “ควรได้ทำ....................ไปแล้วในอดีต” (แต่ก็ไม่ได้ทำ)  สำหรับความหมายของประโยคข้างบน  คือ  “ผมเสียใจมาก  ผมควรจะได้ส่งของขวัญวันเกิดไปให้เขาแล้ว  แต่ผมก็ไม่ได้ส่ง”  ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น

  • You should study harder next term.

(คุณควรขยันเรียนมากขึ้นเทอมหน้า)  (เป็นอนาคต)

  • He should propose to her now.

(เขาควรขอแต่งงานกับเธอในตอนนี้)  (เป็นปัจจุบัน)

  • The workers should not have made a strike last month.

(คนงานไม่ควรนัดหยุดงานเมื่อเดือนที่แล้ว)  (แต่ก็นัดหยุดงาน  และเกิดความเสียหายมากมาย)  (เป็นอดีต)

                                         ตัวอย่างที่ 

  • You ought ______________________________________________ for her last night.

(คุณควรจะ ____________________________________________ เธอเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a) wait

(b) to wait

(c) to have waited    (ได้รอคอย)

(d) have waited

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Ought + To + Verb 1” (= Should + Verb 1) (=  ควรที่จะมีความหมายเป็นปัจจุบันและอนาคต  ว่าควรทำเช่นนั้นเช่นนี้  แต่ถ้าต้องการบอกว่า  “ควรทำในอดีต”  (แต่ก็ไม่ได้ทำ)  เช่น  ประโยคข้างบน  มีความหมายว่า  “คุณควรที่จะได้รอคอยเธอเมื่อคืนนี้”  (แต่ในความเป็นจริงคือ  “คุณมิได้รอเธอ”)  ซึ่งจะ ต้องใช้โครงสร้าง  “Ought to (= Should) + Have + Verb 3”  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • I ought to (should) have told you the truth last year.

(ผมควรที่จะได้บอกความจริงแก่คุณเมื่อปีที่แล้ว  -  แต่ก็ไม่ได้บอก)

  • She ought to (should) have applied for that highly paid job (last month).

(เธอควรที่จะได้สมัครงานเงินเดือนสูงนั้น)  (เมื่อเดือนที่แล้ว  –  แต่ก็ไม่ได้สมัคร)

  • They ought to (should) have visited their mother before she died.

(พวกเขาควรที่จะได้ไปเยี่ยมแม่ของตัวเองก่อนที่เธอตาย)  (แต่ก็มิได้ไปเยี่ยม)

                                            จงเปรียบเทียบกับ   “Must + Have + Verb 3”   (จะต้องได้ทำไปแล้ว)  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่  ๕

  • What terrible coffee!  She ___________________________________ it with cold water.

(กาแฟน่ากลัว (เฮงซวย ) อะไรเช่นนี้  เธอ _______________________ มัน (กาแฟ) ด้วยน้ำเย็น)

(a) had to make   (จำเป็นต้องชง)  (เป็น “Past simple tense”)

(b) must make    (จะต้องชง)

(c) had had to make    (จำเป็นต้องชง)  (เป็น “Past perfect tense”)

(d) must have made    (จะต้องได้ชง)  (เสร็จไปแล้ว  ในอดีต)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก   “Must + Verb 1”  =  “จะต้องทำในปัจจุบัน  หรืออนาคต”  ส่วน  “Must + Have + Verb 3”  =  “จะต้องได้ทำลงไปแล้วในอดีต”  (ผู้พูดมีความมั่นใจว่าต้องเป็นเช่นนั้น)  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ได้เกิดผ่านไปแล้ว  โดยสังเกตจากข้อความที่ผู้พูดบอกว่า  “กาแฟเฮงซวยฯ”  ดังนั้น  “คนชงฯ คงจะต้องใส่น้ำเย็นลงไปแล้ว”  เป็นการคาดการณ์หรือเดาอย่างมั่นใจของผู้พูดประโยคนี้   ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

  • He must work harder to pass the exam.

(เขาต้องขยันเรียนมากขึ้นเพื่อที่จะสอบผ่าน)  (เป็นเรื่องของปัจจุบัน หรืออนาคต  คือต้องขยันในตอนนี้ หรือในอนาคต)

  • He looks very excited.  He must have passed the exam.

(เขามีท่าทางตื่นเต้นมาก  เขาคงจะได้สอบผ่านแล้ว)  (คือ เพิ่งมีการประกาศผลสอบ  และเห็นเขามีท่าทางตื่นเต้น  เดาว่าเขาคงจะสอบผ่านแล้ว)  (ผู้พูดมั่นใจ  โดยสังเกตจากอาการที่เขาแสดงออกมา)

  • She has bought a new house.  She must have won the first prize in lottery.

(เธอได้ซื้อบ้านหลังใหม่  เธอคงจะต้องถูกลอตเตอรี่รางวัลที่  ๑ ไปแล้ว)  (เป็นการคาด การณ์เหตุการณ์ในอดีต  โดยผู้พูดเชื่อว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างแน่นอน  สังเกตจากเหตุผลแวดล้อมที่ว่า  เธอซื้อบ้านหลังใหม่)

 

17. Sunburn, ________________________, is caused not by heat but by rays of ultraviolet light.

(อาการผิวหนังอักเสบเนื่องจากแพ้แดด, __________, มีสาเหตุมิใช่จากความร้อน  แต่ว่าจากรังสีของแสงอัลตราไวโอเลต)

(a) that a painful redness of the skin is

(b) is a painful redness of the skin

(c) a painful redness of the skin    (การเป็นสีแดงที่เจ็บปวดของผิวหนัง)

(d) when there is a painful redness of the skin

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  “which is a painful redness of the skin”  (ซึ่งคือการเป็นสีแดงที่เจ็บปวดของผิวหนัง)

 

18. ____________________________________ he comes or not, I shall go to the cinema.

(_______________________________________ เขาจะมาหรือไม่ก็ตาม  ผมจะไปดูหนัง)

(a) If    (ไม่ว่า)

(b) Unless    (ถ้า...................ไม่)

(c) Whether    (ไม่ว่า)

(d) I’m sure

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเมื่อนำหน้าประโยค  ต้องใช้   Whether”  เพียงอย่างเดียว  แต่ถ้าไว้ในประโยค   ใช้ได้ทั้ง  “Whether”  และ  “If”   เช่น

  • I don’t know whether (if) he will come or not.

(ผมไม่ทราบว่าเขาจะมาหรือไม่)    

 

19. The horses smelt the water a mile ____________________________________________.

(ม้าพวกนั้นได้กลิ่นน้ำ _____________________________________________   ไมล์)

(a) long

(b) far

(c) off    (ห่างออกไป)

(d) (No word is needed.)  (ไม่ต้องเติมคำใดเลย)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  หรืออาจตอบ   “Away”  ก็ได้

 

20. Have you found a new ____________________________________________________?

(คุณหา _______________________________________________________ ใหม่ได้หรือยัง)

(a) work    (งาน)  (นามนับไม่ได้)

(b) job    (งาน)  (นามนับได้)

(c) employment    (การจ้างงาน)  (นามนับไม่ได้)

(d) works    (สถานที่ผลิตสินค้า, งานติดตั้งระบบประปา-ไฟฟ้า หรืองานสร้างตึก-ถนน-สะพาน, ผลงาน)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ต้องใช้   “A new job

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป