หมวดข้อสอบ STRUCTURE (ตอนที่ 88)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Direction:  Choose the best answer for each blank.

(จงเลือกคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละช่องว่าง)

 

1 . They have _______________________________________________ to do this afternoon.

(พวกเขามี _____________________________________________ ที่จะต้องทำบ่ายวันนี้)

(a) many works

(b) much work    (งานมาก)

(c) much works

(d) many work

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Work”  (งาน)  เป็นนามนับไม่ได้   จึงต้องใช้  “Much” ขยาย, ส่วน “Many”  ใช้ขยายนามนับได้พหูพจน์,  สำหรับ  “Works” หมายถึง  “สถานที่ที่ใช้ผลิต, สถานที่ประกอบอุตสาหกรรม, งานขนาดใหญ่  เช่น  ด้านวิศวกรรม  ติดตั้งระบบไฟฟ้า-ประปา, ผลงานทางศิลปะ  หรืออื่นๆ)

 

2. ___________________ to cultural activity and is a defining characteristic of human beings.

(________________ ต่อกิจกรรมทางวัฒนธรรม  และเป็นลักษณะที่เป็นตัวกำหนดของมนุษยชาติ)

(a) That speech, being central

(b) The centrality of speech

(c) Speech is central    (การพูด (หรือภาษา) มีความสำคัญ)

(d) Speech, which is central

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นประธาน (Speech)  กริยา  (Is)  และส่วนหนึ่งของข้อความที่มาขยาย “Verb to be” (Is) เพื่อทำให้เกิดความสมบูรณ์  (Complement) ของประโยค  ซึ่งได้แก่  “Central

 

3. It is believed that the first astronomers observed the heavens ______________ plan such seasonal activities as harvesting.

(มันถูกเชื่อว่านักดาราศาสตร์คนแรกๆ สังเกตดวงดาวต่างๆ บนท้องฟ้า ________ วางแผนกิจกรรมตามฤดูกาล เช่น  การเก็บเกี่ยวพืชผล)

(a) so

(b) making

(c) because of

(d) in order to    (เพื่อที่จะ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากต้องการบอกว่า  “สังเกตดวงดาวฯ เพื่อวัตถุประสงค์ใด”  เป็นการใช้โครงสร้าง  “Infinitive with to”  (To + Verb 1)  หรือ  "in order to"  หรือ  "so as to"  (ทั้งหมดมีความหมายว่า "เพื่อที่จะ...............")  ขยายหลังคำกริยา  ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  เพื่อบอกว่าทำกริยานั้นเพื่อวัตถุประสงค์อะไร  เช่น

  • All students come to school to (in order to, so as to) learn.

(นักเรียนทุกคนมาโรงเรียนเพื่อจะเรียน)

  • People should eat to (in order to, so as to) live, not live to (in order to, so as to) eat.

(คนเราควรกินเพื่ออยู่มิใช่อยู่เพื่อกิน)

  • I went there to (in ordet to, so as to) meet my old friends.

(ผมไปที่นั่นเพื่อพบเพื่อนเก่า)

  • She studied hard to (in order to, so as to) get a scholarship.

(เขาเรียนหนักเพื่อให้ได้รับทุนการศึกษา)

  • We stopped at the restaurant to (in order to, so as to) eat.

(เราแวะที่ภัตตาคารเพื่อกินอาหาร)

  • You must practice speaking it every day to (in ordet to, so as to) speak good English.

(คุณจะต้องฝึกพูดภาษาอังกฤษทุกวัน  เพื่อที่จะพูดภาษาอังกฤษได้ดี)

  • You must get up early to (in order to, so as to) be there in time.

(คุณจะต้องตื่นแต่เช้า  เพื่อที่จะไปถึงที่นั่นได้ทันเวลา)

  • You must spend more time with your study to (in order to, so as to) get a scholarship to study abroad.

(คุณจะต้องใช้เวลามากขึ้นในการเรียนของคุณ  เพื่อให้ได้ทุนไปเรียนต่างประเทศ)

 

4. Probably no other essential metal has its sources as far away from the industrial centers ________.

(เป็นไปได้ที่ไม่มีโลหะสำคัญอื่นใดมีแหล่ง (กำเนิด) ของมัน  อยู่ห่างไกลจากศูนย์กลางด้านอุตสาหกรรม ___________)

(a) tin does

(b) does tin

(c) as does tin

(d) as tin does    (เท่าๆ กับที่ดีบุกมี)  (หมายถึง  มีแหล่งกำเนิด)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากใช้  “Verb to do”  (Does)  แทนกริยา  “Has”   เพื่อหลีกเลี่ยงการกล่าวคำนี้ซ้ำอีกครั้ง  และใช้  “As far away……………as”,  ดูเพิ่ม เติมการใช้  “Do, Does, Did”  แทนคำกริยา  เพื่อหลีกเลี่ยงการกล่าวคำกริยานั้นซ้ำ  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่

A: Do you like Japanese food ?”

(คุณชอบอาหารญี่ปุ่นไหม)

B: Yes, I do.  (= Yes, I like Japanese food.)

(ชอบครับ)

                                        ตัวอย่างที่

A: Did you travel abroad last month?

(คุณเดินทางไปต่างประเทศเดือนที่แล้วใช่หรือไม่)

B: Yes, I did.  (= Yes, I traveled abroad last month.)

(ใช่ครับ)

                                         ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น

  • Peter works harder than I do.  (= I work)

(ปีเตอร์ขยันทำงานมากกว่าผม)

  • Jim plays tennis better than John does.  (= John plays)

(จิมเล่นเทนนิสดีกว่าจอห์น)

  • I helped their family much more than their relatives did.  (= their relatives helped)

(ผมช่วยเหลือครอบครัวของพวกเขามากกว่าที่ญาติของพวกเขาช่วย  มากมายทีเดียว)

 

5. Brian, together with his parents, ________________________ hurt in the accident last year.

(ไบรอัน,  รวมทั้งพ่อแม่ของเขา, ____________________ ได้รับบาดเจ็บในอุบัติเหตุเมื่อปีที่แล้ว)

(a) is

(b) are

(c) was

(d) were

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากประธานฯ   ตัว  เชื่อมด้วย  “Together with, With, Along with, Including”  (รวมทั้ง, พร้อมกับ)  ให้ใช้กริยาตามประธานฯ ตัวหน้า  (Brian)  และเลือก  ข้อ  (c)  “Was”  เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ในอดีต  (ปีที่แล้ว)  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากตัวอย่างข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่

  • Donald, as well as the other trainees, has expressed ______________ willingness to assume responsibility.

(โดนัลด์,  เช่นเดียวกับผู้เข้ารับการอบรมคนอื่นๆ,  ได้แสดงความเต็มใจ ________ ที่จะ (เป็นผู้) รับผิดชอบ)

(a) their

(b) his    (ของเขา)

(c) him

(d) hers

ตอบ   -  ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นตามโครงสร้าง  เมื่อประธาน    ตัว  เชื่อมด้วย  “As well as, With, Together with, Along with, Including, Besides, Plus, Like, Not, Accompanied by”  ให้ใช้กริยาตามประธานตัวหน้า  (ในที่นี้  คือ  “Donald”)  และต้องใช้รูปสรรพนามแสดงความเป็นเจ้าของ  หรือกรรมของประธานตัวหน้านี้ด้วย  ซึ่งในที่นี้  คือ  “His”  เช่น

  • My dog as well as my cats eats its special food twice a day.

(สุนัของผม  เช่นเดียวกับแมวของผม  กินอาหารพิเศษของมันวันละ    ครั้ง)

(ใช้กริยา  “Eats”  และสรรพนามแสดงความเป็นเจ้าของ  “Its”  ตาม  “My dog”)

  • John along with his friends spends much of his time swimming.

(จอห์น  เช่นเดียวกับเพื่อนของเขา  ใช้เวลามากมายในการว่ายน้ำ)

(ใช้กริยา  “Spends”  และสรรพนามแสดงความเป็นเจ้าของ  “His”  ตาม  “John”)

 

6. I can’t help __________________________________________________ of my past life.

(ผมอดไม่ได้ที่จะ _________________________________________ ชีวิตในอดีตของผม)

(a) think

(b) to think

(c) thinking    (คิดถึง)

(d) to thinking

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก   “Can’t help” (อดไม่ได้)  ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)   ดูเพิ่มเติมกลุ่มคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Gerund”  หรือ  คำนาม  จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • I don’t feel like _____________________________________________________ now.

(ผมไม่รู้สึกอยาก _______________________________________________ ในขณะนี้)

(a) eat

(b) eating    (กิน)

(c) to eat

(d) to eating

ตอบ  –  ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Feel like” (อยาก, ต้องการ)   ต้องตามด้วย “Gerund” (Verb + ing)   สำหรับกลุ่มคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  หรือคำนาม  ได้แก่   “Avoid”  (หลีกเลี่ยง),  “Consider(พิจารณา),  “Suggest”  (แนะนำ),  “Enjoy”  (สนุกสนาน),  “Finish.  (ทำเสร็จ),  “Appreciate”(ยกย่อง, เห็นคุณค่า),  “Allow”  (อนุญาต),  “Permit” (อนุญาต), “Postpone”  (เลื่อนออกไป)Practice”  (ฝึกหัด, ฝึกซ้อม), “Prohibit”  (ห้าม)Mind” (รังเกียจ), “Deny” (ปฏิเสธ),  “Resist”  (ยับยั้ง, ระงับ),  “Recall”  (นึกได้, ระลึกได้)“Resent”  (ไม่ชอบ, ไม่พอใจ), “Cannot stand”  (ทนไม่ได้)“Admit” (ยอมรับ),  “Delay” (ประวิงเวลา), “Confess”  (สารภาพ)“Imagine”  (นึกคิด, จินตนาการ)“Cannot help”  (อดไม่ได้, ช่วยไม่ได้),  “Excuse”  (ให้อภัย), “Forgive” (ให้อภัย), “Dislike”  (ไม่ชอบ),  “Miss”  (พลาดโอกาส)“Discuss”  (ประชุมปรึกษาหารือ, อภิปราย, สาธยาย)   ตัวอย่างประโยค   เช่น

  • She enjoys reading novels.  

(เธอสนุกสนานกับการอ่านนิยาย)

  • I cannot stand listening to his complaints any more.  

(ผมทนการฟังข้อร้องเรียนของเขาไม่ไหวต่อไปอีกแล้ว)

  • We could not avoid meeting him.  

(เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงการพบกับเขา)

  • They enjoyed listening to music.

(พวกเขาสนุกกับการฟังดนตรี)

  • She dislikes talking a lot.

(เธอไม่ชอบการพูดมาก)

  • Jim finished writing a report last night. 

(จิมเสร็จสิ้นการเขียนรายงานเมื่อคืนที่ผ่านมา)

  • The man admitted taking the bicycle.

(นายคนนั้นยอมรับว่าเอารถจักรยานไป)

  • She is sorry that she missed meeting you.

(เธอเสียใจว่าเธอพลาดโอกาสการได้พบคุณ)

  • They practice speaking French every day.  

(พวกเขาฝึกซ้อมการพูดภาษาฝรั่งเศสทุกวัน)

  • We consider buying a new home.  

(เราพิจารณาจะซื้อบ้านหลังใหม่)

  • They allow smoking in this room.

(เขาอนุญาตให้สูบบุหรี่ในห้องนี้ได้)

  • Do you mind opening the window? 

(คุณรังเกียจที่จะเปิดหน้าต่างไหมครับ)

  • The teacher suggested working harder.  

(ครูแนะนำ (นักเรียน) ให้ขยันมากขึ้น)

 

7. You ought __________________________________________________ for her last night.

(คุณควรจะ ____________________________________________ เธอเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a) wait

(b) to wait

(c) to have waited    (ได้รอคอย)

(d) have waited

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Ought + To + Verb 1” (=  Should + Verb 1) (= ควรที่จะ……………มีความหมายเป็นปัจจุบันและอนาคต  ว่าควรทำเช่นนั้นเช่นนี้  แต่ถ้าต้องการบอกว่า  “ควรทำในอดีต”  (แต่ก็ไม่ได้ทำ)  เช่น ประโยคในข้อ   มีความหมายว่า  “คุณควรที่จะได้รอคอยเธอเมื่อคืนนี้”  (แต่ในความเป็นจริง  คือ  “คุณมิได้รอเธอ”)   ซึ่งจะต้องใช้โครงสร้าง   “Ought + To + Have + Verb 3”  หรือ  “Should + Have + Verb 3”  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • I ought to (should) have told you the truth last year.

(ผมควรที่จะได้บอกความจริงแก่คุณเมื่อปีที่แล้ว)  (แต่ก็ไม่ได้บอก)

  • She ought to (should) have applied for that highly paid job (last month).

(เธอควรที่จะได้สมัครงานเงินเดือนสูงนั้น – เมื่อเดือนที่แล้ว)  (แต่ก็ไม่ได้สมัคร)

  • They ought to (should) have visited their mother before she died.

(พวกเขาควรที่จะได้ไปเยี่ยมแม่ของตัวเองก่อนที่เธอตาย)  (แต่ก็มิได้ไปเยี่ยม)

 

8. She is too excited to say ____________________________________________________.

(เธอตื่นเต้นเกินไปที่จะพูด ________________________________________________)

(a) nothing

(b) something

(c) anything    (สิ่งใดๆ)

(d) every thing

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ดูเพิ่มเติมการใช้  “Any, Anything”  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่                   

  • I haven’t ________________________________________________ money left now. 

(ผมไม่มีเงินเหลือ _________________________________ เลยขณะนี้)  (ไม่มีเงินเหลือเลย)

(a) no

(b) some

(c) none

(d) any    (บ้าง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ใช้   “Any”  ในประโยคปฏิเสธ  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Any”   ในประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่  

  • I’ve been playing tennis for two hours.  I just can’t play _________________________.

(ผมได้เล่นเทนนิสติดต่อกันมา    ชั่วโมงแล้ว  ผมไม่สามารถเล่น ______________________)

(a) yet

(b) already

(c) any more    (ต่อไปอีกแล้ว,  มากกว่านี้อีกแล้ว)

(d) no more    (ใช้ไม่ได้  เพราะจะเป็นปฏิเสธซ้อน  “Can’t”)

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                                         ตัวอย่างที่  

  • We had hardly ____________________________________________ rain last month.

(เราแทบไม่มีฝน _________________________________________ เลยเมื่อเดือนที่แล้ว)

(a) no

(b) some

(c) any    (ใดๆ)

(d) little

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ใช้   “Any”  ในประโยคปฏิเสธ  คือ  ประโยคที่มี   “Hardly, Scarcely, Rarely, Seldom”  (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ)  หรือ  “Never”  (ไม่เคยเลย)   สำหรับการใช้   “Any”  มีหลักดังนี้  คือ

                                 ๑. ใช้แสดงจำนวนแทน  “Some”  ในประโยคคำถามและปฏิเสธ  คือ  ใช้เป็นคำคุณศัพท์ขยายนาม  “Any + Noun” (นับได้ พหูพจน์)  หรือ  “Any + Noun”  (นับไม่ได้  เอกพจน์)  เช่น

  • Are there any students in the classroom?

(มีนักเรียนอยู่ในห้องเรียนบ้างไหม)

  • Is there any water in the well?

(มีน้ำอยู่ในบ่อบ้างไหม)

  • There is not any furniture in the room.

(ไม่มีเฟอร์นิเจอร์อยู่ในห้องเลย)

                                  และเมื่อใช้   “Any”  เป็น  “Pronoun”  คือ อยู่ลอยๆ  ไม่ต้องขยายนาม  “Any”  จะแทนได้ทั้งนามนับได้ พหูพจน์  และนามนับไม่ได้  เอกพจน์  เช่น

  • They wanted some rooms but there weren’t any.

(พวกเขาต้องการห้องพัก  แต่ไม่มีเลย)

  • We wanted some water but there wasn’t any.

(พวกเราต้องการน้ำ  แต่ไม่มีเลย)

                                ๒. ใช้  “Any”  ในประโยคบอกเล่าได้  ในกรณีต่อไปนี้

                                            ๒.๑ มีคำที่มีความหมาย  “ปฏิเสธ”  อยู่ในประโยค  เช่น  “Seldom, Rarely, Hardly, Scarcely, Never, Without, Too”  เช่น

  • They had hardly any money.

(พวกเขาแทบจะไม่มีเงินเลย)

  • We could finish the project without any trouble.

(เราสามารถทำโครงการสำเร็จ  โดยปราศจากปัญหาใดๆ)

  • She scarcely received any information from him.

(เธอแทบไม่ได้รับข้อมูลข่าวสารจากเขาเลย)

  • It was too soon to say anything.

(มันเร็วเกินไปที่จะพูดอะไรออกมา)

  • It is too dark to see anything.

(มันมืดเกินไปที่จะมองเห็นอะไรได้)

                                            ๒.๒ แสดงความสงสัยไม่แน่ใจ  เช่น

  • I wonder whether there is anything you want to tell me.

(ผมสงสัยว่า มีสิ่งใดที่คุณต้องการบอกผมหรือไม่)

  • She wondered whether anyone was there.

(เธอสงสัยว่า มีใครอยู่ที่นั่นหรือไม่)

                                            ๒.๓ แสดงเงื่อนไข

  • If you find anything wrong, please let me know.

(ถ้าคุณพบสิ่งใดผิด  โปรดบอกให้ผมทราบ)

  • If you have any problem, consult your parents.

(ถ้าคุณมีปัญหาใดๆ  จงปรึกษาพ่อแม่)

                         ๓. ใช้  “Any”  ขยายนาม  ในความหมาย  “..................ใดก็ตาม”  (ในกรณีนี้  ไม่สามารถใช้   “Some” แทนได้)

  • I will  give this book to anyone who wants it.

(ผมจะให้หนังสือเล่มนี้แก่ใครก็ตาม  ที่ต้องการมัน)

  • Anyone violating the rules will be punished.

(ใครก็ตามที่ละเมิดกฎระเบียบ  จะถูกลงโทษ)

  • You may come any time you want.

(คุณจะมาเวลาใดก็ได้  ที่คุณต้องการ)

  • Any student can answer this question.

(นักเรียนคนใดๆ  ก็สามารถตอบคำถามนี้ได้)

                       ๔. ใช้  “Any”  เป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ซึ่งส่วนใหญ่ขยาย  “Adjective”  หรือ  “Adverb”  ขั้นกว่า  เช่น

  • It won’t do any good.

(มันจะไม่ช่วยให้อะไรดีเลย)

  • I couldn’t stand it any longer.

(ผมไม่สามารถทนมันได้ต่อไปอีกแล้ว)

  • He doesn’t know any better.

(เขาไม่ได้รู้ดีกว่า  -  คุณหรือผมหรอก)

  • Nobody in the village will be any wiser.

(ไม่มีใครในหมู่บ้านรู้ดีกว่านี้หรอก)

  • I’m sorry to say that the patient isn’t any better.

(ผมเสียใจที่จะบอกว่า  คนป่วยอาการไม่ดีขึ้นเลย)

 

9. Did you _______________________________________________ your aunt of this ring?

(คุณ ____________________________________ แหวนวงนี้ไปจากป้าของคุณใช่หรือไม่)

(a) steal    (ลักขโมย)

(b) buy    (ซื้อ)

(c) rob    (ชิงทรัพย์, แย่งชิง, ปล้น)

(d) receive    (ได้รับ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง “Rob someone of something”  (ชิงทรัพย์หรือปล้นอะไรไปจากใคร)  เช่น  “A man robbed me of my notebook.” (ชายคนหนึ่งชิงเอาโน้ตบุ๊คของผมไป)  สำหรับการใช้  “Steal”  มีโครงสร้าง  คือ  “Steal something from someone”  (ขโมยอะไรไปจากใคร)  เช่น  “The boy stole my watch (from me).” (เจ้าเด็กคนนั้นขโมยนาฬิกาผมไป)

 

10. A woman with white hair is a __________________________________________ woman.

(ผู้หญิงที่มีผมสีขาว  คือผู้หญิง ____________________________________________)

(a) white hair

(b) white-hair

(c) white haired

(d) white-haired    (ผมขาว)

ตอบ  -  ข้อ   (d)   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

  • True hibernation takes place only among warm-blooded animals.

(การจำศีลหน้าหนาวของสัตว์อย่างแท้จริง  เกิดขึ้นเฉพาะในบรรดาสัตว์เลือดอุ่น)

                                  ประโยคข้างบนต้องใช้  “Warm-blooded”  เนื่องจากมีโครงสร้างเป็น (Compound adjective) คือ  คำ    คำ ที่รวมกันเป็นคุณศัพท์  (Adjective)  คำเดียว  จะต้องมีขีด ( - ) คั่นกลางเสมอ  และเป็นกรณีเดียวที่สามารถเติม  “Ed”  หลังคำนามได้  ตัวอย่าง  เช่น

  • a shame-faced look – ท่าทางเสียใจเพราะความละอาย
  • an absent-minded man – คนใจลอย
  • service-minded people– คนจิตอาสา
  • a short-sighted girl – เด็กหญิงสายตาสั้น หรือไม่มีวิสัยทัศน์
  • a black-haired boy – เด็กชายผมดำ
  • a big-eyed girl – เด็กหญิงตาโต
  • red-faced people – คนหน้าแดง (เป็นเผ่าพันธุ์)
  • a baby-faced man–คนหน้าเด็ก (หน้าอ่อนกว่าวัย)
  • a thick-skinned boy – เด็กหน้าด้าน (เด็กหนังหนา)
  • a right-handed man – ผู้ชายถนัดมือขวา
  • a left-handed woman – ผู้หญิงถนัดมือซ้าย
  • a light-fingered boy – เด็กมือไว (มือเบา)
  • a cold-blooded animal – สัตว์เลือดเย็น
  • a long-sighted woman – ผู้หญิงสายตายาว หรือมีวิสัยทัศน์
  • a long-legged man – ผู้ชายขายาว
  • a big-headed boy – เด็กหัวโต
  • a far-sighted person – คนสายตายาว หรือมีวิสัยทัศน์
  • a round-eared girl – เด็กผู้หญิงหูกลม

 

11. Lucy missed the plane ____________________________________ she was working late.

(ลูซี่ตกเครื่องบิน _______________________________________ เธอทำงานจนเย็นหรือค่ำ)

(a) and    (และ)

(b) until    (จนกระทั่ง)

(c) because    (เพราะว่า)

(d) before    (ก่อน)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากข้อความในประโยคใหญ่  (Lucy missed the plane)  และประโยคย่อย  (she was working late) เป็นเหตุเป็นผลกัน  คำที่ใช้เชื่อม    ประโยคจึงต้องใช้  “Because”  (ลูซี่ตกเครื่องบิน – เป็นผล)  (เพราะว่าเธอทำงานจนค่ำ – เป็นเหตุ)

 

12. He made that mistake because he __________________________________ experience.

(เขาทำความผิดนั้น  เพราะว่าเขา _________________________________ ประสบการณ์)

(a) was lack of

(b) was in lacked of

(c) lacked of

(d) lacked    (ขาด, ขาดแคลน, ปราศจาก, ไม่มี, การขาดแคลน, ความไม่มี, ความไม่เพียงพอ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Lack”  เป็นทั้งคำกริยาและคำนาม  เมื่อเป็นคำกริยา  ตามด้วยกรรมเลย  ไม่ต้องมี   “Of”  แต่เมื่อใช้เป็นคำนาม  ต้องตามด้วย  “Of”  และต่อด้วยกรรม  ดังประโยคตัวอย่าง

  • They lacked confidence to go on with the project.

(พวกเขาขาดความเชื่อมั่นที่จะดำเนินโครงการต่อไป)

  • The contract lacks a signature of both parties.

(สัญญาขาดลายเซ็นของทั้ง ๒ ฝ่าย)

  • Many poor nations lack raw materials for the production of their goods.

(ประเทศยากจนจำนวนมากขาดแคลนวัตถุดิบสำหรับการผลิตสินค้าของตน)

  • I hated the lack of privacy in the dormitory.

(ผมเกลียดการขาดความเป็นส่วนตัวในหอพัก)

  • He was not a stern man at all, in spite of his lack of humor.

(เขามิใช่คนที่เข้มงวด-เคร่งครัด หรือไม่ยอมผ่อนผัน  ทั้งๆที่ขาดอารมณ์ขัน)

  • Lack of proper funding is making our job more difficult.

(การขาดแคลนการอุดหนุนเงินที่เหมาะสม  กำลังทำให้งานของเรายากลำบากยิ่งขึ้น)

  • His department was shut down for lack of funds.

(แผนกของเขาถูกปิดลงเนื่องจากขาดแคลนเงินทุน)

 

13. A: “When did you last have a holiday?”

(คุณมีวันหยุดพักผ่อนครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่)

      B: “____________________________________________________________”

(a) No, I didn’t have a holiday last year.    (เปล่าครับ  ผมไม่มีวันหยุดเมื่อปีที่แล้ว)

(b) It lasted two weeks.    (มันกินเวลาหรือนาน ๒ สัปดาห์)

(c) This time last year.    (เวลานี้ปีที่แล้ว)

(d) Yes, I did.    (ใช่แล้วครับ  ผมทำ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)

 

14. I am going up to my room.  I want to be __________________________________ myself.

(ผมจะขึ้นไปบนห้องของผมนะ  ผมต้องการ ______________________________________)

(a) for    (สำหรับ, เพื่อ)

(b) with    (ด้วย, กับ)

(c) by    (“By myself”  =  “อยู่ตามลำพัง”)

(d) of    (ของ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                          สำหรับวลีที่ใช้กับ  “By”  ได้แก่  “by virtue of”  (เพราะว่า, ด้วยเหตุผลที่ว่า)  -  Plastic bags are useful for holding many kinds of food, by virtue of their clearness, toughness, and low cost.  (ถุงพลาสติกมีประ โยชน์สำหรับใช้ใส่อาหารหลายชนิด, เพราะว่าความใส, เหนียว, และราคาถูก  ของมัน),  “by birth”  (โดยกำเนิด)  -  She is English by birth.  (เธอเป็นคนอังกฤษโดยกำเนิด),  by my watch”  {(เวลา  ๑๐  โมง)  จากนาฬิกาของผม},  “He died by his own hands.  (เขาตายด้วยน้ำมือของตนเอง),  “by chance” (โดยบังเอิญ)  -  I met my own friend at the party by chance.  (ผมเจอเพื่อนเก่าที่งานเลี้ยงโดยบังเอิญ), “by mistake”  (โดยการเข้าใจผิด)  -  He took my book by mistake.  (เขาเอาหนังสือของผมไปโดยเข้าใจผิด  คือ  คิดว่าเป็นของเขา), “by heart”  (โดยการท่องจำ)  -  I learn English vocabularies by heart.  (ผมเรียนรู้คำศัพท์ภาษา อังกฤษโดยการท่องจำ), “by car” (= in a car) (โดยรถยนต์),  “by bus” (= in a bus) (โดยรถประจำทาง),  “by train” (= in a train) (โดยรถไฟ)  “by plane” (= in a plane)(โดยเครื่องบิน)  “by air”  (โดยทางอากาศ) “by sea”  (โดยทางทะ เล)  “by telephone”  (โดยทางโทรศัพท์),  “by telegram” (โดยทางโทรเลข),  “by letter”  (โดยทางจดหมาย),  “by trade”  (โดยทางการค้า),  “by radio” (โดยทางวิทยุ),  “by force” (โดยใช้กำลัง),  “I know him (them) by name” (ผมรู้จักเขาแต่ชื่อ  -  ไม่เคยพบตัว),  “by himself/herself” (โดยตัวเขา/เธอเอง  ตามลำพัง หรือ ไม่มีใครช่วย)  -  He did all the work by himself.  (เขาทำงานทั้ง หมดด้วยตนเอง), “by machinery” (โดยเครื่องจักร), “The room is 20 feet by 10 feet.” (ห้องยาว ๒๐ ฟุต กว้าง ๑๐ ฟุต),  “Sugar is sold by the pound/ kilogram.” (= by weight) {น้ำตาลถูกขายเป็นปอนด์/กิโลกรัม = (ขาย) เป็นน้ำ หนัก},  “The road was widened by 5 meters.”  (ถนนถูกขยายออกไปอีก เมตร),  “She was brought up by her aunt.” (เธอได้รับการอบรม-เลี้ยงดูโดยป้าของเธอ),  “by and large” (= on the whole) (โดยทั่วๆ ไป, เมื่อพิจารณาทุกด้านแล้ว),  “by mistake”  (โดยการเข้าใจผิด),  “by accident”  (โดยอุบัติเหตุ, โดยมิ ได้ตั้งใจ),  “by degrees” (ทีละน้อย),  “by the way”  (อ้อ, เอ้อ, อนึ่ง – ใช้พูดเกริ่นนำ ก่อนจะเข้าเรื่อง),  “by all means”  (โดยแน่นอน),  “by no means” (ไม่โดยแน่นอน),  “By my watch”  {(เวลา  ๑๐  โมง)  จากนาฬิกาของผม},  “He died by his own hands.  (เขาตายด้วยน้ำมือของตนเอง), “by heart”  (โดยการท่องจำ)  -  I learn English vocabularies by heart.  (ผมเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยการท่องจำ), “by car” (= in a car) (โดยรถยนต์),  “by bus” (= in a bus) (โดยรถประจำทาง),  “by train” (= in a train) (โดยรถไฟ),  “by plane” (= in a plane)  (โดยเครื่องบิน),  “by air”  (โดยทางอากาศ),  “by sea”  (โดยทางทะเล),  “by telephone”  (โดยทางโทร ศัพท์),  “by telegram” (โดยทางโทรเลข),  “by letter”  (โดยทางจดหมาย),  “by trade”  (โดยทางการค้า),  “by radio” (โดยทางวิทยุ),  “by force” (โดยใช้กำลัง),  “I know him (them) by name” (ผมรู้จักเขาแต่ชื่อ  -  ไม่เคยพบตัว),  “by himself/herself” (โดยตัวเขา/เธอเอง  ตามลำพัง หรือ  ไม่มีใครช่วย)  -  He did all the work by himself.  (เขาทำงานทั้งหมดด้วยตนเอง), “by machinery” (โดยเครื่องจักร),  “by hand” (= with his hands) {(ทำ) ด้วยมือ}, “The room is 20 feet by 10 feet.”  (ห้องยาว ๒๐ ฟุต กว้าง ๑๐ ฟุต),  “Sugar is sold by the pound/ kilogram.” (= by weight) {น้ำตาลถูกขายเป็นปอนด์/กิโลกรัม = (ขาย) เป็นน้ำหนัก},  “The road was widened by 5 meters.”  (ถนนถูกขยายออกไปอีก ๕ เมตร),   “remarks by Mr. Schmidt”  (คำพูดโดยมิสเตอร์ชมิดท์),  “new legislation announced by the government” (กฎหมายใหม่ประกาศโดยรัฐ บาล),  “I was startled by his anger.”  (ผมสะดุ้งตกใจจากความโกรธของเขา),  “by and large” (= on the whole) (โดยทั่ว ๆไป, เมื่อพิจารณาทุกด้านแล้ว),  “by mistake”  (โดยการเข้าใจผิด),  “by accident”  (โดยอุบัติเหตุ, โดยมิได้ตั้งใจ), “by degrees” (ทีละน้อย),  “by the way”  (อ้อ, เอ้อ, อนึ่ง – ใช้พูดเกริ่นนำ ก่อนจะเข้าเรื่อง),  “by all means”  (โดยแน่นอน),  “by no means” (ไม่โดยแน่นอน),  “by-pass” (= short cut)  (ทางลัด)“passer-by” (ผู้ที่ผ่านไปมา),  “by-gone”  (สิ่งหรือเรื่องที่ผ่านไปแล้ว),  “by-product” (ผลพลอยได้),  “I will pay by cheque.” (ผมจะจ่ายเป็นเช็ค),  “read a book by candlelight”  (อ่านหนังสือโดยใช้แสงเทียน),  “by chance” (โดยบังเอิญ),  “She came in by the back door.”  (เธอเข้ามาทางประตูหลัง),  “I sat by her bed.” (ผมนั่งข้าง – หรือใกล้ – เตียงของเธอ),  “by 1960”  (ราวๆ ปี ๑๙๖๐),  “By the time I went to bed, I was absolutely exhausted.”  (ราวๆเวลาที่ผมเข้านอน  ผมเหน็ดเหนื่อยโดยสิ้นเชิง),  “He is rich by Chinese standards.”  (เขาร่ำรวย  โดยมาตรฐานของชาวจีน),  “She was standing by herself in a corner of the room.”  (เธอกำลังยืนอยู่ตามลำพัง – คนเดียว – ที่มุมห้องด้านหนึ่ง),  “I think I could manage by myself.”  (ผมคิดว่าผมสามารถทำสำเร็จด้วยตัวของผมเอง – โดยไม่ต้องมีคนคอยช่วยเหลือ),  “Twelve divided by three is four.”  (๑๒ หารด้วย เหลือ ),  “Multiply the amount by three.”  (จงคูณจำนวนนั้นด้วย ๓),  “Cars are now made by the million.” (รถยนต์ในปัจจุบันได้รับการผลิตเป็นล้านๆคัน),  “one by one” (ทีละคน),  “year by year”  (แต่ละปี),  “She took him by the hand.”  (เธอจับมือเขา),  “Hold it by the handle!”  (จงถือมันไว้ที่ด้าม หรือ มือจับ),  “Her salary went up by half.”  (เงินเดือนของเธอขึ้นไปครึ่งหนึ่ง),  “The economic growth increased by 10 %.” (เศรษฐกิจเติบโต ๑๐ เปอร์เซ็นต์),  “They are Buddhists by birth, not by practice.”  (พวกเขาเป็นชาวพุทธโดยกำเนิด  มิใช่โดยการปฏิบัติ – ศาสนกิจ),  “By night, a number of animals seek their preys, while by day, they tend to sleep.” (ระหว่างกลางคืน  สัตว์จำนวนมากเสาะหาเหยื่อ  ในขณะที่ตอนกลางวัน  พวกมันมักจะนอน),  “walk side by side”  (เดินเคียงข้างกัน),  “walk hand in hand”  (เดินจูงมือกัน),  “by-election”  (การเลือกตั้งซ่อม),  “by comparison (= in comparison)”  (โดยการเปรียบเทียบ)  -  He made me look, by comparison (= in comparison), a good, calm, reasonable person.  (เขาทำให้ผมดู (มีท่าทาง ), โดยเปรียบเทียบ, เป็นคนดี  เยือกเย็น  และมีเหตุผล)  (หมายถึง  เมื่อเปรียบเทียบผมกับเขา),  เป็นต้น

 

15. She did nothing but ______________________________________________________.

(เธอไม่ทำอะไร  ยกเว้น __________________________________________________)

(a) cry    (ร้องไห้)

(b) cried

(c) crying

(d) to cry

ตอบ    –    ข้อ   (a)   เนื่องจากหลัง  “But” (ยกเว้น)  และ “Except”  (ยกเว้น)  ซึ่งถือเป็น  “Preposition” ทั้ง  ๒  คำ  ต้องตามด้วย  “Infinitive without to” (Verb 1)  โดยถือเป็น  “กรรม”  ของ  “But”  และ  “Except”   เช่น

  • He desired nothing except pass his exam.

(เขาไม่ปรารถนาอะไรนอกจากสอบผ่าน)

  • She wants nothing but marry a millionaire.

(เธอไม่ต้องการอะไรนอกจากแต่งงานกับเศรษฐี)

  • This robot can do everything but smile.

(หุ่นยนต์ตัวนี้สามารถทำได้ทุกอย่าง  ยกเว้นยิ้ม)

  • There was little I could do except wait.

(มีอะไรนิดหน่อยที่ผมสามารถทำได้  ยกเว้นรอคอย)

 

16. Mary has extremely ________ and fine ________.  She has tiny hands, but her fingers seem long and slender.

(แมรี่มี ________ อย่างมากๆ  และ (มี) ________ ที่งดงามน่าดู  เธอมีมือเล็กๆ  แต่นิ้วมือของเธอดูเหมือนว่ายาวและเรียว)

(a) blue light eyes __________ brown straight hair

(b) light blue eyes __________ straight brown hair    (ตาสีฟ้าอ่อน _________ ผมสีน้ำตาลเหยียดตรง)

(c) eyes light blue __________ brown hair straight

(d) blue eyes light __________ hair straight brown

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ต้องใช้สีขยายหน้าคำนาม  โดยอยู่ถัดมาจากนามตัวนั้น  (Blue eyes, Brown hair)  และใช้คำคุณศัพท์อื่นๆ ขยายถัดมาจากสี  {Light (อ่อน), Straight (เหยียดตรง)}  ดูเพิ่มเติมการเรียงลำดับคำที่ใช้ขยายหน้าคำนามจากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่           จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์ จาก ข้อ (๑) – (๔)

  • The term “gang” (1) refers to (2) an (3) organized informally (4) group of people

(คำว่า  “แก๊ง”  หมายถึง  กลุ่มคนที่ถูกจัดตั้งอย่างไม่เป็นทางการ)

ตอบ   -   ข้อ    แก้เป็น  “informally organized”  เนื่องจากเป็นการเรียงคำที่ผิด

                                         ตัวอย่างที่ 

  • He bought ___________________________________________________________.

(เขาซื้อ ___________________________________________________________)

(a) a very blue pretty Italian shirt

(b) a very pretty Italian blue shirt

(c) a very Italian pretty blue shirt

(d) a very pretty blue Italian shirt    (เสื้อเชิ้ตอิตาเลียนสีน้ำเงินที่สวยงามมาก)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องเรียง  “ประเทศที่ผลิต”  อยู่ติดกับคำนามที่มันขยาย,  ถัดไปเป็น  “สี”,  ถัดไปถ้ามี   “ขนาด”  (big, small)  ก็ต่อด้วย  “ขนาด”,  แล้วต่อด้วย  “คุณสมบัติอื่นๆ”  เช่น  “สวย”  หรือ  “ไม่สวย”  ดังในประโยคข้างบน   ซึ่งในการเรียงคำในภาษาไทย  และอังกฤษ  จะเรียงกลับกัน  กล่าวคือ  เวลาแปลภาษาอังกฤษเป็นไทย  จะต้องแปลจากข้างหลังย้อนขึ้นไปข้างหน้า  เช่น  “เสื้อ-อิตาเลียน-สีฟ้า-สวยงาม-มาก”  สำ หรับตัวอย่างอื่นๆ  เช่น

  • (๑) บ้าน  (๒) ทรงไทย  (๓) สีขาว  (๔) หลังใหญ่  (๕) สวยงาม  (๖) มาก  (๗) สองหลัง  (๘) เหล่านั้น
  • (8) Those (7) two (6) very (5) beautiful (4) big (3) white (2) Thai-style (1) houses

                                       ตัวอย่างอื่นๆ  ได้แก่

  • I want to buy those two brown wood tables.

(ผมต้องการซื้อโต๊ะไม้สีน้ำตาล ๒ ตัวเหล่านั้น)

  • She is a very sweet little old lady.

(เธอเป็นสุภาพสตรีชราตัวเล็กๆที่หวานมาก)

  • Have you seen this interesting English book?

(คุณได้เห็นหนังสือภาษาอังกฤษที่น่าสนใจเล่มนี้หรือยัง)

  • She wanted to buy these two old brick houses.

(เธอต้องการซื้อบ้านอิฐเก่า หลังเหล่านี้)

  • There are two small Chinese gold cups in the shop window.

(มีถ้วยทอง (ทำใน) จีนเล็กๆ    ใบ ในตู้โชว์ของร้าน)

  • These old dilapidated houses are not safe.

(บ้านที่ทรุดโทรมเก่าๆเหล่านี้ไม่ปลอดภัย)

  • She gave me a round white plastic drinking cup.

(เธอให้ถ้วย (สำหรับ) ดื่มน้ำพลาสติกสีขาวกลม    ใบ แก่ผม)

  • We have bought two white electric washing machines.

(เราซื้อเครื่องซักผ้าไฟฟ้าสีขาว    เครื่อง)

 

17. _________ France Vivard an excellent political speaker but she was also among the first members of the populist party.

(__________ ฟรานซ์ วิวาร์ด (เป็น) นักพูดทางการเมืองที่ยอดเยี่ยม (เท่านั้น)  แต่เธอยังเป็นสมาชิกคนแรกๆ ของพรรคประชานิยมอีกด้วย)

(a) Not only

(b) If only    (ถ้าเพียงแต่)

(c) Only was

(d) Not only was    (ไม่เพียงแต่ ................ (ฟรานซ์  วิวาร์ด) ................. เป็น ................ เท่านั้น)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  

                         สำหรับ  “Not only”  (ไม่เพียงแต่………..…เท่านั้น)  และกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  ที่โดยปกติวางไว้ข้างในประโยค  อาจจะเอามาวางไว้หน้าประโยค เพื่อแสดงการเน้นคำนั้นๆ   คำเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความหมายปฏิเสธ  เช่น “Never (ไม่เคยเลย), Hardly  (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ), Seldom  (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ),  Never before  (ไม่เคยมาก่อนเลย),  Never in my life   (ไม่เคยเลยในชีวิต),  No sooner, No longer (ไม่ต่อไปอีกแล้ว),  In vain   (ล้มเหลว, ไม่สำเร็จ),  Not often,  Not even once  (ไม่แม้แต่ครั้งเดียว),  Not until   (ไม่จนกระทั่ง)  อย่างไรก็ตาม  จะต้องเรียงรูปประโยคใหม่  ดังนี้ คือ  {Not only (never, no sooner (ในทันทีที่), hardly, never in my life, no longer, not until, etc.) + Helping verb  (กริยาช่วย หรือ  กริยาพิเศษ) เช่น  (has, have, had, is, are, was, were, will, would, shall, should, can, could, may, might must, etc.) + Subject + Verb (แท้)}  เช่น

  • “Not only + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)
  • “Not only did she go…..…...”  “Not only have they seen…….…”  “Not only will we play……….”  “Not only is she beautiful………..    
  • Never before has she seen such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่เธอได้เคยเห็นสถานที่ที่สวยงามเช่นนั้น – เน้นตรงคำว่า  “ไม่เคยมาก่อนเลย”)

(= She has never before seen such a beautiful place.)

(= She has never seen such a beautiful place before.)

  • No sooner had he left than she arrived.

(ในทันทีที่เขาจากไป  เธอก็มาถึง  –  เน้นตรงคำว่า   “ในทันทีที่”)

(= He had no sooner left than she arrived.)

  • Hardly have I met my old college friends.

(ผมแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย  –  เน้นตรงคำว่า  “แทบจะไม่”)

(= I have hardly met my old college friends.)

                                 ทั้งนี้สามารถสรุปโครงสร้างประโยคที่มีการเน้นแบบนี้  คือ

  • Never before (Never) + have + I + seen + such a beautiful place.  

(ไม่เคยมาก่อนเลย  ที่ผมได้เห็นสถานที่สวยงามเช่นนั้น)

  • Hardly (Seldom) + has + she + met + her old college friends.

(เธอแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย

  • Never + กริยาพิเศษ  + Subject  + กริยาแท้  + ส่วนขยาย
  • Never has he seen his father since he divorced his mother.

(เขาไม่เคยได้พบพ่อเลย  ตั้งแต่ที่พ่อหย่าร้างกับแม่)

 

18. Buddhism developed in India, but no longer __________________________ in that country.

(พุทธศาสนาเติบโต (พัฒนา) ขึ้นในอินเดีย  แต่ไม่ต่อไปอีกแล้ว __________ ในประเทศนั้น)  (=  แต่มันไม่สำคัญต่อไปอีกแล้ว)

(a) it is important

(b) it important is

(c) is it important    (มันสำคัญ

(d) important is it

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ดูคำอธิบายเกี่ยวกับโครงสร้างนี้  ในข้อ  ๑๗  ของข้อสอบชุดนี้

 

19. ______________ in the latter part of the fifteenth century as a substitute for richly embroidered tapestries.

(__________ ในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่  ๑๕  ในฐานะสิ่งทดแทนสำหรับม่านลายดอกใช้แขวนประดับผนังบ้าน  ที่ได้รับการเย็บปักถักร้อยอย่างสวยงาม-หรูหรา)

(a) Wallpaper that originated    (กระดาษบุผนังซึ่งเกิดขึ้น)

(b) The origination of wallpaper    (การกำเนิดขึ้นของกระดาษบุผนัง)

(c) Originated the wallpaper

(d) Wallpaper originated    (กระดาษบุผนังเกิดขึ้น-เริ่มต้น)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นประธาน  (Wallpaper)  และกริยา  (Originated)  ของประโยค

 

20. Water for the city of St. Louis, Missouri, is supplied by a city-owned system, whereas ________ by a privately owned utility company.

(น้ำสำหรับเมืองเซนต์หลุยส์, รัฐมิสซูรี่, ได้รับการจัดหาโดยระบบที่เมืองเป็นเจ้าของ (เป็นของรัฐ), แต่ทว่า _________ โดยบริษัทสาธารณูปโภค (น้ำประปา) ซึ่งเอกชนเป็นเจ้าของ)

(a) to supply suburban areas

(b) the supplies of suburban areas

(c) suburban areas are supplied    (พื้นที่ชานเมือง (รอบนอกเมือง) ได้รับการจัดหา)

(d) is supplying suburban areas

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นประธาน  (Suburban areas)  และกริยา  (Are supplied)  ของอนุประโยค

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บ-ไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วย ว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป