หมวดข้อสอบ STRUCTURE (ตอนที่ 85)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Direction:  Choose the best answer for each blank.

(จงเลือกคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละช่องว่าง)

 

1. In Russia, foreign companies compete with ___________________ for a share of the market.

(ในรัสเซีย  บริษัทต่างชาติแข่งขัน _____________________ เพื่อ (การมี) ส่วนแบ่งของตลาด)

(a) one another    (ซึ่งกันและกัน)  (ตั้งแต่  ๓  คน หรือ สิ่ง ขึ้นไป)

(b) each other    (ซึ่งกันและกัน)  (ระหว่าง  ๒  คน)

(c) the other

(d) the others

ตอบ   -   ข้อ   (a)

 

2. Every town or village, large or small, has a rich and ____________________________ history.

(ทุกๆ เมือง หรือหมู่บ้าน,  (ไม่ว่า) ใหญ่หรือเล็ก,  มีประวัติศาสตร์ที่อุดมสมบูรณ์ (หรือมีค่า) และ ______)

(a) fascinate   (ทำให้หลงใหล, ดึงดูดใจ)  (ในปัจจุบัน)

(b) fascinated   (หลงใหล, หลงเสน่ห์) (หรือ  ทำให้หลงใหล-หลงเสน่ห์  ในอดีต)

(c) fascinating   (มีเสน่ห์, น่าหลงใหล)

(d) fascination   (เสน่ห์, อำนาจดึงดูดใจ, การทำให้หลงเสน่ห์)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ต้องใช้รูป   “Fascinating”  เมื่อหมายถึง  “น่าหลงใหล, มีเสน่ห์” 

 

3. Don’t ____________________________________________________________ others.

(จงอย่า _______________________________________________________ ผู้อื่น)

(a) look down    (มองลงข้างล่าง)

(b) look upon

(c) look down upon    (ดูถูก, ดูหมิ่น, เหยียดหยาม)

(d) look up and down    (มองขึ้นข้างบนและลงข้างล่าง)

ตอบ   -   ข้อ   (c)

 

4. He didn’t like his work at first but after a while he did.

(เขาไม่ชอบงานของเขาในตอนแรก  แต่หลังจากชั่วเวลา (ขณะ) หนึ่ง  เขาชอบมัน)  (คือ ชอบงานนี้)

(a) After a while, he began to work.    (หลังจากชั่วเวลาหนึ่ง  เขาเริ่มทำงาน)

(b) After some time, he worked.    (หลังจากเวลาผ่านไปพักหนึ่ง  เขาทำงาน)

(c) Although he didn’t work at first, he soon worked quite well.    (ถึงแม้ว่าเขามิได้ทำงานในตอนแรก 

       ในไม่ช้าเขาก็ทำงานอย่างดี)

(d) After some time, he liked his work.    (หลังจากเวลาผ่านไปพักหนึ่ง  เขาชอบงานของเขา)

ตอบ   -   ข้อ  (d)

 

5. He shouldn’t have worked so hard as to make himself ill.

(เขาไม่ควรจะได้ทำงานหนัก  จนกระทั่งทำให้ตนเองเจ็บไข้)  (แต่ก็ได้ทำไปแล้ว  และก็เจ็บไข้ได้ป่วยแล้ว  ซึ่งหมายถึง  จนกระทั่งขณะนี้ก็ยังป่วยอยู่)

(a) He will be ill if he goes on working so hard.    (เขาจะเจ็บป่วย  ถ้าเขายังคงทำงานหนักมากต่อไป)

(b) He would have been ill if he had not stopped working so hard.    (เขาคงจะเจ็บป่วยไปแล้ว  (ในอดีต) 

        ถ้าเขามิได้เลิกทำงานอย่างหนักมาก)  (ความหมาย  คือ  เขาก็มิได้เจ็บป่วย  เพราะเขาได้เลิกทำงานหนัก) 

        (เป็น  “If clause”  แบบที่  ๓  ซึ่งเหตุการณ์เกิดขึ้นตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค)

(c) He is ill as a result of his working so hard.   (เขาป่วย (ในขณะนี้) โดยเป็นผลมาจากการทำ

         งานหนักมาก)

(d) He was ill from working so hard but he is now better.    (เขาป่วย (ในอดีต) จากการทำงานหนักมาก 

        แต่ขณะนี้เขาอาการดีขึ้น)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Shouldn’t + Have + Verb 3”  =   “ไม่ควรได้ทำสิ่งนั้นๆ  (ในอดีต)  แต่ก็ได้กระทำไปแล้ว”  ซึ่งตรงข้ามกับ  “Should + Have + Verb 3”  =    “ควรได้ทำสิ่งนั้นๆ (ในอดีต)  แต่ก็มิได้กระทำ

 

6. I’m going to ring _________________________________________ my friend this evening.

(ผมจะโทรศัพท์ ________________________________________ ไปหาเพื่อนตอนค่ำวันนี้)

(a) for

(b) on

(c) up

(d) to

ตอบ   –   ข้อ   (c)  “Ring up”  =   โทรศัพท์

 

7. After driving for two hours along the unfamiliar road, we suddenly realized that we _______ a wrong turning.

(หลังจากขับรถเป็นเวลา    ชั่วโมง  ไปตามถนนที่ไม่คุ้นเคย,  เราได้ตระหนักในทันทีทันใดว่า  เรา __________ ผิด)

(a) used to take    (เคยเลี้ยวรถ)

(b) should have taken    (ควรจะได้เลี้ยวรถ)

(c) could be taking    (สามารถกำลังเลี้ยวรถ)

(d) must have taken    (จะต้องได้เลี้ยวรถ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Must + Have + Verb 3”  หมายถึง  “จะต้องได้ทำกริยานั้นๆ ไปแล้ว” (ในอดีต)  คือ  ผู้พูดมีความมั่นใจว่า  ประธานของประโยคจะต้องได้ทำสิ่งนั้นลงไปแล้วในอดีต  โดยอนุมานจากเหตุการณ์แวดล้อม  (ในประโยคข้างบน  คือ  จะต้องได้เลี้ยวรถผิดไปแล้ว)  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากประโยคข้าง ล่าง

                                        ตัวอย่างที่  ๑

  • What terrible coffee!  She ___________________________________ it with cold water.

(กาแฟน่ากลัว  (เฮงซวย) อะไรเช่นนี้  เธอ _______________________ มัน (กาแฟ) ด้วยน้ำเย็น)

(a) had to make   (จำเป็นต้องชง)  (เป็น “Past simple tense”)

(b) must make    (จะต้องชง)  (ในปัจจุบัน หรืออนาคต

(c) had had to make    (จำเป็นต้องชง)  (เป็น “Past perfect tense”)

(d) must have made    (จะต้องได้ชง)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “Must + Verb 1”  =   “จะต้องทำในปัจจุบันหรืออนาคต”  ส่วน  “Must + Have + Verb 3”  =   “จะต้องได้ทำลงไปแล้วในอดีต”,  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ได้เกิดผ่านไปแล้ว  โดยสังเกตจากข้อความที่ผู้พูดบอกว่า  “กาแฟเฮงซวยฯ”   ดังนั้น  “คนชงฯ คงจะต้องใส่น้ำเย็นลงไปแล้ว”  เป็นการคาดการณ์หรือเดา   ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

  • He must work harder to pass the exam.

(เขาต้องขยันเรียนมากขึ้นเพื่อที่จะสอบผ่าน)  (เป็นเรื่องของปัจจุบัน หรืออนาคต  คือต้องขยันในตอนนี้ หรือในอนาคต)

  • He looks very excited.  He must have passed the exam.

(เขามีท่าทางตื่นเต้นมาก  เขาคงจะได้สอบผ่านแล้ว (เป็นอดีต)  (คือ เพิ่งมีการประกาศผลสอบ  และเห็นเขามีท่าทางตื่นเต้น  เดาว่าเขาคงจะสอบผ่านแล้ว)

  • She has bought a new house.  She must have won the first prize in lottery.

(เธอได้ซื้อบ้านหลังใหม่  เธอคงจะต้องถูกลอตเตอรี่รางวัลที่   ไปแล้ว (เป็นอดีต)  (เป็นการคาดการณ์เหตุการณ์ในอดีต  ว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างแน่นอน  (ถูกลอตเตอรี่ฯ)  โดยดูจากเหตุการณ์แวดล้อม  หรือหลักฐานที่ผู้พูดนำมาสนับสนุนคำพูดของตน  ซึ่งในประโยคนี้  คือ  เธอได้ซื้อบ้านหลังใหม่แล้ว  แสดงว่าต้องมีเงินที่ได้มาจากซื้อลอตเตอรี่)

 

8. We use wood _______________________________________________ chairs and tables.

(เราใช้ไม้ _________________________________________________ เก้าอี้และโต๊ะ)

(a) to make the

(b) for make

(c) to making

(d) for making    (สำหรับทำ, เพื่อทำ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   สำหรับข้อนี้อาจตอบ  “To make” (=  เพื่่อทำ) ก็ได้  โดยไม่ต้องมี  “The”  เพราะมิได้ชี้เฉพาะว่าเป็นเก้าอี้-โต๊ะตัวใด หรือของใคร

 

9. You ought to be insured now _____________________________________ you’re married.

(คุณควรจะทำประกัน _______________________________________ คุณแต่งงานแล้ว)

(a) that    (“Now that”  =  Because  = เพราะว่า)  

(b) unless    (ถ้า..........................ไม่)

(c) though    (ถึงแม้ว่า)

(d) because of    (เนื่องมาจาก)  (ต้องตามด้วยคำนาม หรือวลี)

ตอบ   -   ข้อ   (a)   “Now that”  ต้องตามด้วย  “Clause”  คือ  “Subject + Verb” 

 

10. Modern businessmen do not write their letters ___________________________________.

(นักธุรกิจสมัยใหม่ไม่เขียนจดหมายของตน  ____________________________________)

(a) by hands

(b) by hand    (ด้วยมือ)

(c) by a hand

(d) by the hand

ตอบ   -   ข้อ  (b)

                           สำหรับวลีที่ใช้  “By”  ได้แก่  “By birth”  (โดยกำเนิด)  -  “She is English by birth.”  (เธอเป็นคนอังกฤษโดยกำเนิด),  “By my watch”  (จากนาฬิกาของผม)  -  It is ten o’clock by my watch.”  (มันเป็นเวลา  ๑๐  โมง  จากนาฬิกาของผม),  “He died by his own hands.  (เขาตายด้วยน้ำมือของตนเอง),  “by chance” (โดยบังเอิญ)  -  I met my own friend at the party by chance.  (ผมเจอเพื่อนเก่าที่งานเลี้ยงโดยบังเอิญ), “by mistake”  (โดยการเข้าใจผิด)-  He took my book by mistake.  (เขาเอาหนังสือของผมไปโดยเข้าใจผิด  คือ คิดว่าเป็นของเขา), “by heart”  (โดยการท่องจำ)  -  I learn English vocabularies by heart.  (ผมเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยการท่องจำ), “by car” (= in a car) (โดยรถยนต์)  -  He came here by car.”  (เขามาที่นี่โดยรถยนต์),    “by bus” (= in a bus) (โดยรถประจำทาง),  “by train” (= in a train) (โดยรถไฟ)  “by plane” (= in a plane)  (โดยเครื่องบิน)  “by air”  (โดยทางอากาศ), “by sea”  (โดยทางทะเล)  “by telephone”  (โดยทางโทรศัพท์)  “by telegram” (โดยทางโทรเลข)  “by letter”  (โดยทางจดหมาย)  “by trade”  (โดยทางการค้า)  “by radio” (โดยทางวิทยุ)  “by force” (โดยใช้กำลัง)  “I know him (them) by name” (ผมรู้จักเขาแต่ชื่อ  -  ไม่เคยพบตัว)  “by himself/herself” (โดยตัวเขา/เธอเอง  ตามลำพัง หรือ ไม่มีใครช่วย)  -  He did all the work by himself.  (เขาทำงานทั้งหมดด้วยตนเอง), “by machinery” (โดยเครื่องจักร)  “by hand” (= with his hands) {(ทำ) ด้วยมือ} “The room is 20 feet by 10 feet.” (ห้องยาว ๒๐ ฟุต กว้าง ๑๐ ฟุต)  “Sugar is sold by the pound/kilogram.” (= by weight) {น้ำตาลถูกขายเป็นปอนด์/กิโลกรัม = (ขาย) เป็นน้ำหนัก}  “The road was widened by 5 meters.”  (ถนนถูกขยายออกไปอีก ๕ เมตร)  “remarks by Mr. Schmidt”  (คำพูดโดยมิสเตอร์ชมิดท์) “She was brought up by her aunt.” (เธอได้รับการอบรม-เลี้ยงดูโดยป้าของเธอ)  “new legislation announced by the government” (กฎหมายใหม่ประกาศโดยรัฐบาล)  “I was startled by his anger.”  (ผมสะดุ้งตกใจจากความโกรธของเขา)  “by and large” (= on the whole) (โดยทั่วๆไป, เมื่อพิจารณาทุกด้านแล้ว)  “by mistake”  (โดยการเข้าใจผิด)  “by accident”  (โดยอุบัติเหตุ, โดยมิได้ตั้งใจ)“by degrees” (ทีละน้อย)  “by the way”  (อ้อ, เอ้อ, อนึ่ง – ใช้พูดเกริ่นนำ ก่อนจะเข้าเรื่อง)  “by all means”  (โดยแน่นอน)  “by no means” (ไม่โดยแน่นอน)  “by-pass” (= short cut)  (ทางลัด)“passer-by” (ผู้ที่ผ่านไปมา)  “by-gone”  (สิ่งหรือเรื่องที่ผ่านไปแล้ว)  “by-product” (ผลพลอยได้)  “I will pay by cheque.” (ผมจะจ่ายเป็นเช็ค)  “read a book by candlelight”(อ่านหนังสือโดยใช้แสงเทียน)  “by chance” (โดยบังเอิญ)  “She came in by the back door.”  (เธอเข้ามาทางประตูหลัง)  “I sat by her bed.” (ผมนั่งข้าง – หรือใกล้ – เตียงของเธอ)  “by 1960”  (ราวๆ ปี ๑๙๖๐)  “By the time I went to bed, I was absolutely exhausted.”  (ราวๆเวลาที่ผมเข้านอน  ผมเหน็ดเหนื่อยโดยสิ้นเชิง)  “He is rich by Chinese standards.”  (เขาร่ำรวย  โดยมาตรฐานของชาวจีน)  “She was standing by herself in a corner of the room.(เธอกำลังยืนอยู่ตามลำพัง – คนเดียว – ที่มุมห้องด้านหนึ่ง)  “I think I could manage by myself.”  (ผมคิดว่าผมสามารถทำสำเร็จด้วยตัวของผมเอง – โดยไม่ต้องมีคนคอยช่วยเหลือ)  “Twelve divided by three is four.”  (๑๒ หารด้วย ๓ เหลือ ๔)  “Multiply the amount by three.”  (จงคูณจำนวนนั้นด้วย ๓)“Cars are now made by the million.” (รถยนต์ในปัจจุบันได้รับการผลิตเป็นล้านๆคัน)  “one by one” (ทีละคน)  “year by year”  (แต่ละปี) “She took him by the hand.”  (เธอจับมือเขา)  “Hold it by the handle!” (จงถือมันไว้ที่ด้าม หรือมือจับ)  “Her salary went up by half.” (เงินเดือนของเธอขึ้นไปครึ่งหนึ่ง)  “The economic growth increased by 10 %.” (เศรษฐกิจเติบโต ๑๐ เปอร์เซนต์)  “They are Buddhists by birth, not by practice.”  (พวกเขาเป็นชาวพุทธโดยกำเนิด  มิใช่โดยการปฏิบัติ – ศาสนกิจ)  “By night, a number of animals seek their preys, while by day, they tend to sleep.”  (ระหว่างกลางคืน   สัตว์จำนวนมากเสาะหาเหยื่อ  ในขณะที่ตอนกลางวัน  พวกมันมักจะนอน)  “walk side by side”  (เดินเคียงข้างกัน)  “walk hand in hand”  (เดินจูงมือกัน)  “by-election”  (การเลือกตั้งซ่อม)  “by comparison (= in comparison)”  (โดยการเปรียบเทียบ)  -  He made me look, by comparison (= in comparison), a good, calm, reasonable person.  (เขาทำให้ผมดู (มีท่าทาง ), โดยเปรียบเทียบ, เป็นคนดี  เยือกเย็น  และมีเหตุผล)  (หมายถึง  เมื่อเปรียบเทียบผมกับเขา), เป็นต้น

 

11. One of the glasses _______________________________________________ water in it.

(แก้วใบหนึ่ง _______________________________________________ น้ำอยู่ในมัน)

(a) has     (มี)

(b) have

(c) there is

(d) there are

ตอบ   -   ข้อ  (a)  เนื่องจากประธานของประโยค  คือ  “One”  โดยมี  “of the glasses”  เป็นส่วนขยาย

 

12. In the workplace, employees must regularly interact with others and are often _________ on their coworkers for their success.

(ในสถานที่ทำงาน  พนักงานจะต้องมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่นๆ อย่างสม่ำเสมอ  และบ่อยครั้ง ________ เพื่อนร่วมงาน  เพื่อความสำเร็จของตนเอง)

(a) depend    (พึ่งพาอาศัย)  (เป็นคำกริยา)

(b) depending

(c) dependent    (พึ่งพาอาศัย)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(d) dependable    (สามารถพึ่งพาอาศัยได้)  (เป็นคำคุณศัพท์)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากขยาย   “Verb to be” (Are)  จึงใช้คำคุณศัพท์

 

13. Who actually saw the accident ______________________________________________?

(ใครเห็นอุบัติเหตุ ______________________________________ จริงๆ)  (คือ  เห็นจริงๆ)

(a) to happen

(b) happen    (เกิดขึ้น)

(c) happened

(d) to be happened

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + See + Object + Verb 1 (หรือ  Verb + ing)”  ดูเพิ่มเติมการใช้กริยา  “See”  จากประโยคข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่  

  • Across the street he saw a man _____________________________ a boy with a stick.

(ข้ามถนนไปอีกฝั่งหนึ่ง  เขาเห็นชายคนหนึ่ง ____________________ เด็กชายคนหนึ่งด้วยไม้)

(a) beating    (กำลังตี)

(b) to beat

(c) having beaten

(d) to have beaten

ตอบ   -   ข้อ  (a)  โดยลดรูปมาจากอนุประโยค  “…………a man who beat a boy…...……”  หรือ  “…………. a man who was beating a boy……...….”  (กริยา    ช่อง  คือ  “Beat, Beat, Beaten)  ทั้งนี้  อาจตอบ  “Beat”  ก็ได้  ตามโครงสร้าง  “Subject + See + Someone + Do something                

                                            สำหรับกริยา  “See”  มีที่ใช้ดังนี้  คือ

                                  ๑. “See” + กรรม + Verb 1  =  เห็นกรรมทำกริยา

  • We saw him go out and walk in the park.

(เราเห็นเขาออกไปและเดินเล่นในสวน)

(แต่เมื่อเป็น  “Passive voice”  ต้องใช้   “He was seen to go out and (to) walk in the park.”  ทั้งนี้  ไม่นิยมเติม “To” หน้า “Walk”  เนื่องจากมี  “To” อยู่หน้า “Go”  แล้ว)

                                  ๒. “See” + กรรม + Verb + ing”  =  เห็นกรรมกำลังทำกริยา

  • We saw students playing in the field.

(เราเห็นนักเรียนกำลังเล่นในสนาม)

                                  ๓. “See” + กรรม + Verb 3  =  เห็นกรรมถูกกระทำ

  • We saw an elephant killed by hunters.

(เราเห็นช้างถูกฆ่าโดยนายพราน)

 

14. ‘Mary’ is ______________ popular name.  Most of us have at least one friend named Mary.

(“แมรี่”  เป็นชื่อซึ่งเป็นที่นิยมกัน ________, พวกเราส่วนมากมีเพื่อนอย่างน้อย  ๑  คนที่ชื่อแมรี่)

(a) quite

(b) so

(c) quite a    (มาก)

(d) so much

(e) a quite

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ต้องใช้   “Quite a”  เนื่องจาก  “Name”  เป็นคำนามเอกพจน์นับได้  ทั้งนี้  อาจใช้ตามโครงสร้างข้างล่างก็ได้

  • ‘Mary’ is such a popular name.
  • ‘Mary’ is so popular a name.

(ทั้ง    ประโยคมีความหมายเหมือนกัน  คือ  “แมรี่”  เป็นชื่อซึ่งเป็นที่นิยมกันมาก)

 

15. I think I shall _______________________________________________ an Englishman.

(ชั้นคิดว่าชั้นจะ ___________________________________________ ผู้ชายชาวอังกฤษ)

(a) marry    (แต่งงานกับ)

(b) marry with

(c) marry to

(d) be married

ตอบ   -   ข้อ   (a)   ไม่ต้องตามด้วย   “Preposition”  หรืออาจใช้

  • I shall be married to an Englishman.

(ฉันจะแต่งงานกับผู้ชายชาวอังกฤษ)

 

16. Seeing that the students hadn’t done their homework, the teacher became _____________.

(เมื่อเห็นว่านักเรียนยังไม่ได้ทำการบ้าน  ครู ___________________________________)

(a) angrily   (อย่างโกรธเคือง)  (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(b) anger    (ความโกรธ)  (เป็นคำนาม)

(c) angry   (โกรธ)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(d) and angry    (และโกรธ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากคำที่ตามหลังกริยา  “Become”  ต้องเป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  เท่านั้น  มิใช่กริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทนี้จากประโยคข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่  

  • Linda looked _____________________________________________ at her husband.

(ลินดาจ้องมองสามีของเธอ _______________________________________________)

(a) anger    (ความโกรธ)  (เป็นคำนาม)

(b) angry    (โกรธ)  (เป็นคำคุณศัพท์)   

(c) angrily   (อย่างโกรธเคือง)  (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(d) anxious    (วิตกกังวล)  (เป็นคำคุณศัพท์)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากขยายคำกริยา  (Looked at)  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  สำหรับ  “Look at”  หมายถึง  “จ้องมอง”  อย่างไรก็ตาม  เมื่อใช้   “Look” (ไม่มี  “At” )  ในความหมาย  “มีลักษณะ, มีท่าทาง, มีอาการ”  (คือ  Look  เป็น  Linking verb)  ต้องตามด้วยคำคุณศัพท์   เช่น

  • She looked angry this morning.

(เธอมีท่าทางโกรธเมื่อเช้านี้)

  • He looked sad after his wife’s death.

(เขามีอาการเศร้า  หลังจากภรรยาตาย)

  • The girls look very nice in those dresses.

(เด็กผู้หญิงพวกนั้นดู (มีท่าทาง) ดีมาก (สวยมาก) ในชุดที่สวมอยู่)

                                  สำหรับคำกริยาประเภทเดียวกับ  “Look” (Linking verb)  ดูจากประโยคข้างล่าง

                                           ตัวอย่างที่  

  • Let us ___________________________________________________ for a moment.

(พวกเราจง ______________________________________________ สักชั่วครู่ชั่วยาม)

(a) keep quietly

(b) be quite

(c) keep quietness

(d) keep quiet    (ไม่ปริปาก, เงียบเข้าไว้)

ตอบ    -    ข้อ  (d)  เนื่องจาก   “Keep + Adjective”  ดูเพิ่มเติมคำกริยาประเภทเดียวกับ  “Keep”  ในประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่  

  • I ___________________________________________ about his ability to do the work.

(ผม _________________________________ เกี่ยวกับความสามารถของเขาในการทำงาน)

(a) feel doubt

(b) have doubtful

(c) am wondered

(d) feel doubtful     (รู้สึกไม่แน่ใจ-ไม่มั่นใจ-สงสัย)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “Feel + Adjective” vสำหรับโครงสร้างอื่นๆ ที่สามารถใช้ได้เช่นกัน  ได้แก่  “I have (a) doubt about…………”  (ผมมีข้อสงสัย-กังขา เกี่ยวกับ.............)   และ “I wonder about…………”   (ผมรู้สึกกังขา-สงสัย เกี่ยวกับ................)  สำหรับกริยาตัวอื่นๆ  ที่ใช้แบบเดียวกับ  “Feel”   ดูจากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่  

  • Everything looks ______________________________________________________.

(ทุกสิ่งทุกอย่างมีลักษณะ ________________________________________________)

(a) differently

(b) different    (แตกต่าง  -  ไปจากเดิม)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) difference    (ความแตกต่าง)  (เป็นคำนาม)

(d) differ    (แตกต่าง)  (เป็นคำกริยา)

ตอบ     -     ข้อ  (b)  เนื่องจาก   “Look”  (ในที่นี้เป็น  “Linking Verb”  มีความหมายว่า  “มีลักษณะ, มีท่าทาง”)  ต้องตามด้วยคำคุณศัพท์  (Adjective)  มิใช่กริยาวิเศษณ์  (Adverb)

                                          ตัวอย่างที่  

  • One who does good feels _______________________________________________.

(บุคคลผู้ซึ่งทำดี  รู้สึก __________________________________________________)

(a) happily    (อย่างมีความสุข)  (เป็นคำกริยาวิเศษณ์)

(b) happy    (มีความสุข)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) happiness    (ความสุข)  (เป็นคำนาม)

(d) more happily

ตอบ    -    ข้อ  (b)  เนื่องจาก  “Feel + Adjective”  เช่น   Happy, Quick, Slow, Careful)  มิใช่  “Adverb”  เช่น   Happily, Quickly, Slowly, Carefully)

                                          ตัวอย่างที่  

  • The air in that spot smells _______________________________________________.

(อากาศตรงบริเวณนั้นมีกลิ่น _____________________________________________)

(a) sweetness    (ความสดชื่น, ความหวาน, ความไพเราะ, ฯลฯ)  (เป็นคำนาม)

(b) sweetly    (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(c) sweet     (สดชื่น, หวาน, มีรสหวาน, มีรสดี, สด, ไพเราะ, มีกลิ่นดี, หอม, น่าพอใจ, งดงาม) 

       (เป็นคำคุณศัพท์)

(d) sweeten    (ทำให้หวาน-หอม-อ่อนนิ่ม-เป็นกรดน้อยลง, หวานขึ้น, หอมขึ้น, ไพเราะขึ้น, นิ่มนวลขึ้น,

        กลมกล่อมขึ้น)  (เป็นคำกริยา)

ตอบ    -    ข้อ  (c)  เนื่องจาก   “Smell + Adjective

                                         ตัวอย่างที่          {จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จากข้อ  (๑) – (๔)}

(1) When compared with its (2) graceful manner in the water, a penguin’s progress (3) on land seems (4) awkwardness.

(เมื่อเปรียบเทียบกับกริยาท่าทางที่งามสง่าของมันในน้ำ  การก้าวเดินไปข้างหน้าของนกเพ็นกวินบนบก  ดูเหมือนว่าจะงุ่มง่าม-เชื่องช้า-เก้งก้าง)

ตอบ   -   ข้อ      แก้เป็น  “awkward”  เนื่องจาก  “Seem + Adjective

                                         ตัวอย่างที่  

  • I saw the coach on the field after the game, and he seemed ________________________.

(ผมเห็นผู้ฝึกสอนที่สนามหลังการแข่งขัน  และเขาดูเหมือนว่า _________________________)

(a) real angry

(b) angrily

(c) anger

(d) angry    (โกรธ)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Seem + Adjective”  (หรืออาจตอบ  “really angry”  (โกรธอย่างแท้จริง)  ก็ได้)  เนื่องจากหลังกลุ่มคำกริยาต่อไปนี้  (Look, Feel,  Become,  Grow,  Get,  Seem,  Appear, Taste,  Prove,  Sound, Remain,  Turn)  แม้จะไม่ต้องมีกรรมมารับโดยตรง  แต่ก็ต้องอาศัยคำหรือกลุ่มคำอื่นมาช่วยขยายตามหลังมัน  เพื่อให้ได้ใจความชัดเจนขึ้น   คำที่มาขยายคำกริยาเหล่านี้มิได้เป็นกรรม  (Object)  แต่มาช่วยทำให้กริยามีความหมายดีขึ้น   หรือทำให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์   คำที่ตามหลังคำกริยาประเภทนี้  จะอยู่ในรูปคำคุณศัพท์  (Adjective)  เท่านั้น  มิ ใช่คำกริยาวิเศษณ์ (Adverb)  ทั้งนี้  เราเรียกส่วนขยายคำกริยาพวกนี้ว่า  “Subjective Complement”  หมายถึง  “ตัวขยายอกรรมกริยา  เพื่อให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์”  และเรียกกริยาประเภทนี้ว่า  “Linking Verb”  คือช่วยเชื่อมระหว่าง  ประธานของประโยค  และส่วนที่มาขยายคำกริยา  เพื่อทำให้ประโยคมีใจความสมบูรณ์  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • She felt good after a long sleep.

  (เธอรู้สึกสบายดีหลังจากนอนหลับยาว)

  • He looked happy when his friends came to see him.

  (เขาดูท่าทีมีความสุข  เมื่อเพื่อนมาเยี่ยม)

  • The milk in that glass tasted sour.

  (นมในแก้วใบนั้นมีรสเปรี้ยว)

  • They seem tired after a hard day’s work.

(พวกเขาดูเหมือนเหนื่อย  หลังจากทำงานตรากตรำมาทั้งวัน)

สรุป  -   คำที่ตามหลังคำกริยาจำพวก  “Linking verb ได้แก่  be  (is, am, are, was, were)  (เป็น, อยู่, คือ),  become,  seem  (ดูเหมือนว่า), appear  (มีลักษณะท่าทาง), feel  (รู้สึก), get, grow, keep, look   (มีท่าทาง),smell  (มีกลิ่น), sound, taste  (มีรสชาติ),  turn  (กลายเป็น)  จะต้องเป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  เสมอ  เช่น

  • Tom became rich.   (ทอมร่ำรวยขึ้นมา)
  • Ann seems happy.   (แอนดูเหมือนว่าจะมีความสุข)
  • Jim felt cold.    (จิมรู้สึกหนาว)
  • He got/grew impatient.   (เขารู้สึกกระวนกระวาย)
  • The idea sounds interesting(ความคิดนี้ดูน่าสนใจ)
  • She looked calm(เธอมีอาการสงบ)
  • He turned pale.   (เขาตัวซีด หรือหน้าซีด)
  • The soup tasted sweet.   (ซุปมีรสหวาน)
  • She kept calm and said nothing.    (เธอนิ่งเงียบและไม่พูดอะไร)

 

17. Have you a book about _____________________________________________ English?

(คุณมีหนังสือเกี่ยวกับภาษาอังกฤษ ___________________________________ หรือเปล่า)

(a) every day    (ทุกวัน)  (เป็นกริยาวิเศษณ์  ใช้ขยายคำกริยา)

(b) everyday    (ที่ใช้กันอยู่เป็นประจำวัน, ที่ใช้กันอยู่ทุกวัน, สามัญ, ธรรมดา)  (เป็นคำคุณศัพท์ 

       ใช้ขยายหน้าคำนาม)

(c) everydays    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(d) every days    (รูปนี้ไม่มีใช้)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากขยายหน้าคำนาม  “English”  จึงต้องใช้คำคุณศัพท์  สำหรับ  “Every day”  เป็น  “Adverb of frequency”  ใช้ขยายคำกริยา เช่น

  • They go to school every day.

(พวกเขาไปโรงเรียนทุกวัน)

  • We clean our rooms every day.

(เราทำความสะอาดห้องทุกวัน

 

18. She was driving at a very ______________ speed, so the accident was ______________.

(เธอกำลังขับรถด้วยความเร็ว _______________ ดังนั้น  อุบัติเหตุจึง ________________)

(a) high ______________ inevitable    (สููง ________________ ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้)

(b) high ______________ inevitably

(c) highly ______________ inevitable

(d) highly ______________ inevitably

ตอบ   -   ข้อ  (a)  ใช้คุณศัพท์  “High”  เนื่องจากขยายคำนาม (Speed)  และใช้คุณศัพท์  “Inevitable”  เนื่องจากขยาย  “Verb to be” (Was)

 

19. I don’t think I can wear this shirt.  There is a button _______________________________.

(ผมไม่คิดว่าผมสามารถใส่เสื้อเชิ้ตตัวนี้ได้,  มีกระดุมเม็ดหนึ่ง _________________________)

(a) miss

(b) missed

(c) missing    (หายไป)

(d) being missed

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค   “……..…..a button which (that) misses (หรือ  is missing) (กระดุมเม็ดหนึ่งซึ่งหายไป หรือ กำลังหายไป)

 

20. We are expected ________________________________ a lot of reading before the exam.

(เราถูกคาดหวังให้ __________________________ (การ) อ่านหนังสือเยอะแยะก่อนการสอบ)

(a) to make   (ทำ)

(b) to work    (ทำงาน)

(c) to show    (แสดง)

(d) to do    (ทำ)

ตอบ    –    ข้อ  (d)   “Do the reading”  =  “อ่านหนังสือ”  และหลังกริยา  “Expect” ต้องตามด้วย  “Infinitive with to” (To + Verb 1)

                       สำหรับกลุ่มคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Infinitive with to”  (To + Verb 1)   ได้แก่  promise (สัญญา), offer (เสนอ), want (ต้องการ), hope (หวัง), plan (วางแผน), hesitate (รีรอ, ลังเลใจ), fail (ล้มเหลว), learn (เรียนรู้), try (พยายาม) (ถ้า  “Try” หมายถึง  “ลองทำดู”  ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  เช่น  “They try cooking their dinner.” – “พวกเขาลองปรุงอาหารค่ำดู”), refuse (ปฏิเสธ), need (ต้องการ), dare (กล้า), claim (อ้าง), agree (ตกลง), demand (เรียกร้อง), wish (ปรารถนา), intend (ตั้งใจ), seem (ดูเหมือนว่า), resolve (ตกลงใจ), determine (ตัดสินใจ), decide (ตัดสินใจ), pretend (แสร้งทำ), afford (มีฐานะพอ, สามารถหามาได้), happen (บังเอิญ), appear (ดูเหมือนว่า), prove (พิสูจน์ว่า), ask (ขอร้อง), beg (ขอร้อง), choose (เลือก), manage (ประสบความสำเร็จ), hurry (เร่งรีบ), tend (มักจะชอบ), arrange (จัดแจง, เตรียมการ), care (สนใจ), come (มา)  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • I’ll try to do my best.

(ผมจะพยายามทำให้ดีที่สุด)

  • They want to take a rest.

(พวกเขาต้องการพักผ่อน)

  • She expects to arrive there in time.

(เธอคาดหวังว่าจะไปถึงที่นั่นทันเวลา)

  • He pretended not to see me.

(เขาแสร้งทำเป็นไม่เห็นผม)

  • We decided to buy a new home.

(เราตัดสินใจซื้อบ้านใหม่)

  • He came to see me late at night.

(เขามาพบผมเวลากลางคืนตอนดึก)

  • We must learn to work hard and to save money.

(เราจะต้องเรียนรู้เรื่องการทำงานหนักและออมเงิน)

  • She refused to go out with him.

(เธอปฏิเสธที่จะออกไปข้างนอกกับเขา)

  • She affords to buy an expensive car.

(เธอมีฐานะพอที่จะซื้อรถยนต์ราคาแพง)

  • They agreed to take a vacation this summer.

(พวกเขาตกลงที่จะเดินทางวันหยุดพักผ่อนหน้าร้อนนี้)

  • We wish to graduate in a few months and to get a job.

(เราปรารถนาที่จะเรียนจบในอีก ๒ – ๓ เดือนข้างหน้าและได้งานทำ)

  • He asked to play a role in the school play.

(เขาขอร้องที่จะแสดงในบทในละครของโรงเรียน)

  • They promised to come and they did come.

(พวกเขาสัญญาว่าจะมา และก็มาจริงๆ)

  • The team failed to win a place in the finals.

(ทีมนั้นไม่สามารถที่จะได้เข้ารอบสุดท้าย)

  • They hoped to meet their parents after separating with them for years.

(พวกเขาหวังจะได้พบกับพ่อแม่หลังจากแยกกับพ่อแม่เป็นเวลาหลายปี)

  • Did you manage to get anything to eat before you came?

(คุณประสบความสำเร็จ (สามารถ) หาอะไรกินก่อนมาที่นี่หรือเปล่า)

                                    สำหรับวลีที่ใช้  “Do”  และ  “Make”  ได้แก่

                                                        Do

  • do one’s best  (do his/her best)  (ทำดีที่สุด)
  • do one’s duty   (ทำหน้าที่ของตน)
  • do good   (ทำดี)
  • do bad   (ทำชั่ว)
  • do harm   (ทำอันตราย)
  • do someone a favor   (ช่วยเหลือคนอื่น)
  • do someone good   (ทำให้รู้สึกดีขึ้น, ทำประโยชน์ให้)
  • do the right   (wrong)  thing   (ทำในสิ่งที่ถูก-ผิด)
  • do duty   (ทำหน้าที่)
  • do work   (ทำงาน)
  • do homework (housework)   (ทำการบ้าน – งานบ้าน)
  • do things   (ทำสิ่งต่างๆ)
  • do a lot of reading   (อ่านหนังสือเยอะแยะ)
  • do your teeth   (แปรงฟันของคุณ)
  • do the flowers    (จัดดอกไม้)
  • do the cleaning    (ทำความสะอาด)
  • do the washing up    (ซักผ้า-ล้างจาน)
  • do the cooking    (ปรุงอาหาร)
  • do nothing   (ไม่ทำอะไร)
  • do a subject   (ศึกษาวิชาที่โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย)
  • do something about a problem    (ลงมือทำเพื่อพยายามแก้ปัญหา)
  • do something about immigration    (แก้ปัญหาการอพยพ)
  • do all we can    (ทำทุกอย่างที่เราสามารถทำได้)
  • There’s nothing I can do about it.

(ไม่มีสิ่งใดที่ผมสามารถทำได้เกี่ยวกับมัน – คือช่วยอะไรไม่ได้)

  • That hat does nothing for you.  

(หมวกใบนั้นไม่เหมาะกับคุณ)

  • I wonder what his father does.   

(ผมสงสัยว่าพ่อเขาทำงานอะไร)

  • He didn’t do very well in his exam.

(เขาไม่ประสบความสำเร็จมากนักในการสอบ)

  • Do you do train bookings to London?

(คุณให้บริการจองตั๋วรถไฟไปลอนดอนหรือเปล่า)

  • PWA does tap water for the public.

(กปภ. ให้บริการน้ำประปาแก่ประชาชน)

  • He can do 120 miles per hour in that car.  

(เขาสามารถทำเวลาได้ ๑๒๐ ไมล์ต่อชั่วโมงในรถคันนั้น)

  • This pen will do.  

(ปากกาด้ามนี้ก็ใช้ได้แล้ว – เพียงพอแล้ว)

  • Two thousand dollars will do me very well.

(เงิน  ๒,๐๐๐  เหรียญพอเพียงกับความต้องการของผมเป็นอย่างดี)

  • What did you do with the keys?

(คุณเอากุญแจไปเก็บไว้ที่ไหน)

  • What did you do with that Baht 500 I gave you?

(คุณเอาเงิน  ๕๐๐  บาทที่ผมให้ไปทำอะไร)

  • What can I do for you? 

(ผมจะช่วยอะไรคุณได้บ้าง)

  • How are you doing?

(คุณสบายดีหรือครับ)

  • How do you do” 

(ใช้พูดทักทายเมื่อตอนพบกัน  อีกฝ่ายหนึ่งก็จะตอบว่า“How do you do?”เช่นเดียวกัน)

  • This book has (หรือ is) to do with married life.

(หนังสือเล่มนี้เกี่ยวกับชีวิตการแต่งงาน)

  • Easier said than done.    (พูดง่ายกว่าทำ – เป็นสุภาษิต)
  • make do   (อยู่แบบถูไถ หรือ ใช้  –  เงิน, สิ่งของ  –  เท่าที่มีไปพลางๆก่อน หรือแก้ขัดไปก่อน)

(I have only Baht 100.  It is not much but I have to make do with it.)

 (ผมมีเงินแค่  ๑๐๐  เดียว มันไม่มาก แต่ผมก็ต้องถูไถไปกับเงินจำนวนนี้)

  • He had no hammer to use with the nails but he could make do with this stone.)  

(เขาไม่มีค้อนที่จะใช้ตีตะปู   แต่เขาสามารถใช้หินก้อนนี้  (ตอก)  แทนค้อนแก้ขัดไปก่อน)

  • dos and don’ts    (สิ่งที่ต้องทำและห้ามทำ)

(There are plenty of dos and don’ts in this contract.)

(มีสิ่งที่ต้องทำและห้ามทำมากมายในสัญญานี้)

  • do homework (housework)   (ทำการบ้าน-งานบ้าน)
  • do crossword puzzles    (ทำปริศนาอักษรไขว้)
  • do the exercise   (ออกกำลัง)
  • do the bedroom    (จัดห้องนอน)
  • do away with    (กำจัด, ทำลาย)
  • do the shopping    (ไปซื้อของ-ช้อปปิ้ง)
  • do business    (ทำธุรกิจ)
  • have something to do with    (มีส่วนเกี่ยวข้องกับ)
  • have nothing to do with    (ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ)

                                                        Make

  • make a mistake   (ทำผิด)
  • make a noise   (ทำเสียงดัง)
  • make a speech    (กล่าวสุนทรพจน์)
  • make a hole   (เจาะรู)
  • make beds   (สร้างเตียง)
  • make the beds  (จัดเตียง, ปูเตียง)
  • be made of gold   (ทำด้วยทอง)  (สามารถเห็นทองในสภาพเดิม)
  • be made from wheat    (ทำมาจากข้าวสาลี)  (แปรสภาพมาแล้ว ดูไม่ออกว่ามาจากข้าวสาลี  เพราะกลายเป็นขนมปังแล้ว)
  • a car (which was) made in China    (รถผลิตในญี่ปุ่น)
  • a Japanese-made car   (รถผลิตในญี่ปุ่น)
  • make a choice    (เลือก)
  • make a discovery   (ค้นพบ)
  • make a statement   (พูด, กล่าว)
  • make a decision    (ตัดสินใจ)
  • make a suggestion   (แนะนำ)
  • make an announcement   (ประกาศ)
  • make up   (กุเรื่อง, แต่งหน้า)
  • make up for   (ชดเชย)
  • make out    (เข้าใจ)
  • make you a good secretary   (เป็นเลขาฯ ที่ดีของคุณ)
  • make a good doctor   (เป็นหมอที่ดี)
  • sixty minutes make an hour   (๖๐  นาทีเป็น ชั่วโมง)
  • two and two make four   ( บวก    เป็น )
  • make a fool of oneself   (หลอกตัวเอง, ทำให้ตัวเองดูเป็นไอ้โง่)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บ-ไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วย ว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป