หมวดข้อสอบ STRUCTURE (ตอนที่ 84)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Direction:  Choose the best answer for each blank.

(จงเลือกคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละช่องว่าง)

 

1. In the absence of a complete and credible explanation for John F. Kennedy’s assassination, ______

_______ reports and theories circulated freely.

(เพราะปราศจากคำอธิบายที่สมบูรณ์และน่าเชื่อถือในเรื่องการลอบสังหารประธานาธิบดี  จอห์น  เอฟ  เคนเนดี้,  รายงานและทฤษฎีต่างๆ _________ ได้แพร่กระจายไปอย่างเสรี)  (คือ  คนเขียนหรือลือกันไปต่างๆ นาๆ)

(a) conflict

(b) conflicting    (ซึ่งขัดแย้งกัน, ซึ่งต่อสู้กัน, ซึ่งทะเลาะกัน, ซึ่งปะทะกัน)

(c) conflicted

(d) which conflict

ตอบ   -   ข้อ    (b)   โดย  “Conflicting”  เป็น  “Present participle”  ขยายหน้า  “Reports and theories”  เพื่อบอกให้รู้ว่า  “รายงานและทฤษฎี”  มีความขัดแย้ง  (กับรายงานและทฤษฎีอื่นๆ)  เนื่องจากมีผู้เขียนเรื่องการลอบสังหารฯ ออกมามากมาย  และมีความขัดแย้งกัน     

                                 สำหรับตัวอย่างอื่นๆ ของ  “Present participle”  ที่ใช้ขยายหน้าคำนาม  เพื่อบอกว่าคำนามนั้นเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ  ได้แก่

  • “a sleeping dog”  หมายถึง  “หมาที่นอนอยู่”
  • “a dancing girl”  หมายถึง  “เด็กผู้หญิงที่ (กำลัง) เต้นรำ”
  • “a reading boy”  หมายถึง  “เด็กที่อ่านหนังสือ”
  • “a swimming girl”  หมายถึง  “เด็กหญิงที่ว่ายน้ำ”
  • “a walking boy”  หมายถึง  “เด็กที่ (กำลัง) เดิน”
  • “a drinking horse”  หมายถึง  “ม้าที่ดื่มน้ำ”
  • “a knitting woman”  หมายถึง  “ผู้หญิงที่ (กำลัง) ถัก”
  • “a cooking woman”  หมายถึง  “ผู้หญิงที่ปรุงอาหาร”
  • “a killing man”  หมายถึง  “ผู้ฆ่า, มือสังหาร”
  • “a looking boy”  หมายถึง  “เด็กที่ (กำลัง) มอง”
  • “a sewing woman”  หมายถึง  “ผู้หญิงที่ (กำลัง) เย็บผ้า”
  • “freezing water”  หมายถึง  “น้ำที่เย็นจนแข็ง”

 

2. All employees _______________________________ to attend next Monday’s staff meeting.

(ลูกจ้างทุกคน _____________________________ เข้าร่วมการประชุมพนักงานในวันจันทร์หน้า)

(a) encourage    (กระตุ้น, ส่งเสริม, ให้กำลังใจ)

(b) will encourage

(c) are encouraging

(d) are encouraged    (ได้รับการกระตุ้น)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องอยู่ในรูป  “Passive voice”  เพราะประธานประโยคเป็นพหูพจน์  และเป็นผู้ถูกกระทำ (ถูกกระตุ้น)  แต่ถ้าจะใช้เป็นรูป  “Future tense”  จะต้องเป็น  “Will be encouraged” (จะได้รับการกระตุ้น)

 

3. The final report should be sent _______ the company’s main office before the end of the month.

(รายงานฉบับสุดท้ายควรถูกส่ง _____________________ สำนักงานใหญ่ของบริษัทก่อนสิ้นเดือน)

(a) in

(b) on

(c) to    (ไปยัง, ไปที่)   

(d) at

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “ถูกส่งไปยัง  หรือ  ไปที่”  ต้องใช้  “sent to”,  สำหรับวลีที่ใช้กับ   “To”  ดูจากพารากราฟข้างล่าง

                          สำหรับคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่ใช้กับ  “To”  ได้แก่   "kind" (กรุณา, ใจดี)  -  He is very kind to me.  (เขากรุณาต่อผมมาก),  “new”  (ใหม่)  -  (It is new to me.  –  มัน (เป็นเรื่อง) ใหม่สำหรับผม), close  (ใกล้ชิดกับ),  cruel  (โหด ร้ายกับ),  hostile  (มุ่งร้าย หรือเป็นปฏิปักษ์กับ),  obvious  (ชัดเจนแก่),  obedient  (เชื่อฟังต่อ),  peculiar  (แปลกประหลาดแก่, เฉพาะกับ),  equal  (เท่ากันกับ),  grateful  (ขอบคุณ, เป็นหนี้บุญคุณ)  -  I’m very grateful to your kind assistance.  (ผมขอบคุณอย่างมากต่อความช่วยเหลือของคุณ),  harmful  (เป็นอัน ตรายต่อ),  kind  (กรุณาต่อ),  dear  (เป็นที่รักแก่),  faithful  (ศรัทธาต่อ),  junior  (อาวุโสน้อยกว่า),  senior  (อาวุโสมากกว่า)  -  He is senior to me in the army.  (เขาอาวุโสกว่าผมในกองทัพ  -  คือมียศสูงกว่า),  inferior  (ด้อยกว่า, เลวกว่า, แย่กว่า),  superior  (ดีกว่า, เหนือกว่า),  polite  (สุภาพต่อ)  -  He is polite to everyone he meets.  (เขาสุภาพกับทุกคนที่เขาเจอะเจอ),  familiar  (คุ้นเคยกับ)  -  Most people at the party were familiar to me.  (คนส่วนใหญ่ที่งานเลี้ยงคุ้นเคยกับผม,  useful  (เป็นประโยชน์กับ),  similar  (คล้ายกับ),  rude  (หยาบคายกับ),  previous  (ก่อน),  used  (เคย),  accustomed  (คุ้นเคย, เคยชิน)  -  They are accustomed to hot weather.  (พวกเขาคุ้นเคยกับอากาศร้อน),  clear  (ชัดเจนกับ),  essential  (จำเป็นกับ),  necessary  (จำเป็นต่อ),  good  (ปฏิบัติดีต่อ),  identical  (เหมือนกับ)  -  The material is almost identical to limestone.  (วัตถุชิ้นนั้นเกือบจะเหมือนกันเป๊ะกับหินปูน),  satisfactory (เป็นที่พอใจของ),  important  (สำคัญต่อ),  significant  (สำคัญต่อ),  equivalent  (เท่ากับ, เสมือนกับ),  loyal  (จงรักภักดีต่อ)   เป็นต้น

                         สำหรับคำกริยา  (Verb)  ที่ใช้กับ  “To”  ได้แก่   “happen”  (เกิด ขึ้น)  -  The accident happened to his family a long time ago.  (อุบัติเหตุเกิดขึ้นกับครอบครัวของเขานานมาแล้ว),  occur  (เกิดขึ้น),  resort  (หันไปใช้)  -  You must never resort to violence.  (คุณจะต้องไม่หันไปใช้ความรุนแรง),  compare  (เปรียบเทียบว่าเหมือนกับ)-  Some people compare sleep to death.  (บางคนเปรียบเทียบการนอนหลับว่าเหมือนกับความตาย),  belong  (เป็นของ)  -  That car belongs to me.  (รถยนต์คันนั้นเป็นของผม),  attend  (เอาใจใส่)  -  You should attend to your teacher’s advice.  (คุณควรเอาใจใส่คำ แนะนำของอาจารย์),  see to it  (ดูแลในเรื่อง, จัดการในเรื่อง)  -  I will see to it that you get what you want.  (ผมจะดูแลให้ว่า  คุณได้ทุกอย่างที่คุณต้องการ),  consent  (ยินยอมต่อ)  -  He consented to postponement of the trip.  (เขายินยอมกับการเลื่อนการเดินทางออกไป),  attribute  (มีสาเหตุมาจาก)   -  He attributed the worsening situation to increased conflicts between the government and the people.  (เขาคิดว่าสถานการณ์ที่แย่ลง  มีสาเหตุมาจากความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลและประชาชน),  apply  (สมัคร, ขอ),  reply  (ตอบ),  appeal  (อุทธรณ์, ชวนให้เกิดความสนใจ หรือ หลงใหล),  confine  (จำกัดอยู่ใน),  turn  (หันไปหา, หันไปใช้),  amount  (รวมเป็นจำนวน),  surrender  (ยอมจำนนต่อ),  listen  (ฟัง),  recommend  (แนะนำว่าดี),  devote  (อุทิศแก่),  accustom  (ทำให้คุ้นเคยกับ),  object  (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วยกับ),  succumb  (พ่ายแพ้ต่อ, ยอมจำนนกับ)  -  He finally succumbed to injury.  (เขาในที่สุดพ่ายแพ้ต่อการบาด เจ็บ  -  คือตาย),  complain  (บ่น หรือ ร้องเรียนกับ)  They complained to me about the noise.  (เขาร้องเรียนกับผมเกี่ยวกับเรื่องเสียงดัง),  suggest  (แนะนำกับ)   -  I suggested to him that he should work harder.  (ผมแนะนำกับเขาว่า  เขาควรขยันมากขึ้น),  respond  (ตอบสนองต่อ)   - The government should quickly respond to its people’s demand.  (รัฐบาลควรตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างรวดเร็ว),  look forward to  (ตั้งหน้าตั้งตารอคอย),  refer  (อ้างถึง, แนะนำให้ไปหา),  yield  (จำนน หรือพ่ายแพ้ต่อ),  introduce  (แนะนำให้รู้จักกับ),  reduce  (ลดลงจนต้อง),  be used to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  get used to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  be accustomed to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  get accustomed to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ), เป็นต้น

 

4. He will call you as soon as he _______________________________________________.

(เขาจะโทรฯหาคุณในทันทีที่เขา ___________________________________________)

(a) arrive

(b) arrives    (มาถึง)

(c) arrived

(d) will arrive

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจากประโยคนี้มีประโยคใหญ่  (Main clause)  คือ  “He will call you”)  เป็น  “Future tense”  ดังนั้น  ประโยคย่อย  (Subordinate clause)  คือ  “As soon as he arrives จึงต้องอยู่ในรูป  “Present simple tense”  นอกจากนั้น  หลังคำ  “As soon as”,  “Before”,  “After”,  “When"   ไม่นิยมใช้ประ โยคเป็นรูป  “Future tense”  แต่ใช้เพียง  “Simple tense”  เท่านั้น  ส่วนจะเป็น  “Present simple”  หรือ  “Past simple”  ให้ดูที่กริยาในประโยคใหญ่เป็นหลัก  เช่น

  • He will call you as soon as he arrives.
  • He would call you as soon as he arrived.

(เขาจะโทรมาหาคุณ  ทันทีที่เขามาถึง)

  • I will take a walk before I go to work.
  • I would take a walk before I went to work.

(ผมจะเดินออกกำลัง  ก่อนไปทำงาน)

  • She will come to see me after she finishes her work.
  • She would come to see me after she finished her work.

(เธอจะมาเยี่ยมผม  หลังจากเธอทำงานเสร็จ)

  • They will go swimming when they have time.
  • They would go swimming when they had time.

(พวกเขาจะไปว่ายน้ำ  เมื่อพวกเขามีเวลา)

 

5. ____________________ he graduated from the university, he got a job at a good company.

(____________________________ เขาเรียนจบจากมหาวิทยาลัย,  เขาได้งานทำในบริษัทที่ดี)

(a) Later    (ต่อมา)

(b) After    (ภายหลังจาก)

(c) Following    (ภายหลัง)

(d) Next    (ต่อมา, ถัดมา)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เพราะได้ใจความดีที่สุด  ทั้งนี้  “After”  อาจตามด้วยประโยค  หรือคำนาม หรือวลี ก็ได้  ส่วน  “Following”  เป็น  “Preposition”  จึงต้องตามด้วยคำนาม หรือวลีเพียงอย่างเดียว  จะตามด้วยประโยค (He graduated) ไม่ได้  ตัวอย่างประโยค  เช่น

  • After a heavy rain (วลี), there was a big flood  (ประโยค)

(หลังจากฝนตกหนัก,  มีน้ำท่วมใหญ่)

  • After the police’s investigation (วลี), the man was found guilty  (ประโยค)

(หลังจากการสอบสวนของตำรวจ,  ชายคนนั้นถูกพบว่ามีความผิด)

  • After he had finished his work (ประโยคย่อย), he went back home  (ประโยคใหญ่)

(หลังจากเขาทำงานเสร็จ,  เขากลับบ้าน)

  • Following a hard day’s work (วลี), we felt very tired  (ประโยค).

(ภายหลังจากงานหนัก,  เรารู้สึกเหนื่อยอย่างมาก)

  • Following a long and severe winter (วลี), there was a pleasant and warm spring  (ประโยค).

(หลังจากหน้าหนาวที่ยาวนานและ (หนาว) รุนแรง,  มีฤดูใบไม้ผลิที่น่ารื่นรมย์และอบอุ่น – ตามมา) 

 

6. Dr. Simon is a well-respected expert and has __________________ experience in her field.

(ดอกเตอร์ไซม่อนเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับความเคารพเป็นอย่างมาก  และมีประสบการณ์ ______

_____ ในสาขาอาชีพของเธอ)

(a) extend    (ขยายหรือต่อเวลาออกไป, ขยายออกไป, ทำให้กว้างออก, กางออก, แผ่ออก)

(b) extends

(c) extensive    (กว้างขวางมาก, กว้าง, ครอบคลุม, แพร่หลาย, ถ้วนทั่ว)

(d) extension    (การขยายหรือต่อออกไป, การทำให้กว้าง, การกางออก-แผ่ออก)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากคำที่จะเติมลงไปต้องเป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  เพราะขยายคำนาม (Experience)  ส่วนข้อ  (a)  และ  (b)  เป็นคำกริยา,  สำหรับข้อ  (d)  เป็นคำนาม

 

7. He said that neither of the applicants _____________________________________ suitable.

(เขากล่าวว่าผู้สมัครทั้ง  ๒  คน ไม่ _____________________________________ เหมาะสม)

(a) is

(b) are

(c) was   (มีความ)

(d) were

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  ซึ่งแยกเป็น    แบบ  คือ

                                 ๑. Neither (ไม่ทั้ง ๒) + Noun (เอกพจน์)  และใช้ Verb เอกพจน์  เช่น

  • Neither bus goes to Chiang Mai.

(รถทั้ง    คัน ไม่ได้วิ่งไปเชียงใหม่)

                                 ๒. Neither of + Noun พหูพจน์  แต่ใช้  Verb เอกพจน์  เช่น

  • Neither of the buses goes to Chiang Mai.

(รถทั้ง    คัน ไม่ได้วิ่งไปเชียงใหม่)

                                 สำหรับ  “Neither…….....….nor……….....”  =   “ไม่ทั้ง................และ.......

.........”   ให้ใช้  Verb  ตามประธานตัวหลัง  เช่น

  • Neither he nor I am responsible for the mistake.

(ทั้งเขาและผม  ไม่ต้องรับผิดชอบต่อความผิด)

  • Neither his parents nor Jim was happy with the trip.

(ทั้งพ่อแม่ของเขาและจิม  ไม่มีความสุขกับการเดินทาง)

 

8. We had an _______________________________ journey from Florida to New York by train.

(เราเดินทาง __________________________________ จากฟลอริดาไปนิวยอร์กโดยรถไฟ)

(a) overnight    (ในเวลากลางคืน, ตลอดคืน, หนึ่งคืน, เมื่อคืนนี้, ในเวลาอันสั้น)

(b) over-night

(c) all night

(d) all the night

ตอบ   -   ข้อ  (a)   “Overnight”  เมื่อเป็นคำคุณศัพท์ขยายนาม (Journey)  ความหมายดังในวงเล็บ  แต่ถ้าเป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ขยายกริยา  จะหมายถึง  “ค้างคืน, ตลอดคืน, เมื่อคืน, ณ เวลาหนึ่งในตอนกลางคืน, ในคืนก่อน, กลางคืน, ในทันทีทันใด หรืออย่างรวดเร็วมาก ในแบบไม่คาดฝัน)"  เช่น

  • If you leave your bike around here overnight, it’s likely to disappear.

(ถ้าคุณทิ้งรถจักรยานของคุณไว้แถวๆ นี้ตลอดทั้งคืน  มันอาจจะหายไปได้)

  • I woke to find that he had disappeared overnight.

(ผมตื่นขึ้นมาและพบว่า  เขาหายตัวไปเสียแล้ว ณ เวลาหนึ่งในตอนกลางคืน)

  • Things can sometimes go out of fashion overnight.

(สิ่งต่างๆ บางทีก็เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างรวดเร็วมาก  โดยไม่คาดฝันมาก่อน)

 

9. May I borrow your dictionary ___________________________________________, please?

(ผมจะขอยืมพจนานุกรมของคุณ ____________________________________ ได้ไหมครับ)

(a) for the minute

(b) for a minute    (สักประเดี๋ยวหนึ่ง)

(c) to the minute

(d) to a minute

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ต้องใช้   “For a minute”  เสมอ

                         สำหรับวลีที่ต้องใช้   “A, An”   ได้แก่   “Take a seat”  (นั่ง),  “Take a break”  (พัก, หยุดพัก),  “Take a back seat”  (ยอมเป็นผู้ตาม, เป็นช้างเท้าหลัง),  “Take a good look”  (มองให้เต็มตา),  “Take a good picture”  (ถ่ายรูปสวย, ถ่ายรูปขึ้น),  “Take a bad picture”  (ถ่ายรูปไม่สวย, ถ่ายรูปไม่ขึ้น),  “Take a hand in”  (มีส่วนร่วม, ช่วยเหลือใน),  “Take a stand”  (ประกาศความสำคัญของตนเอง, ประกาศจุดยืน),  “Have a habit of”  (มีนิสัยชอบ)  -  He has a habit of smoking after meal.  (เขามีนิสัยชอบสูบบุหรี่หลังอาหาร), “It is a pity” (น่าสงสาร, น่าเสียดาย), “……...In a position to……...”  (อยู่ในฐานะที่จะ)  -  I’m not in a position to comment on this matter.  (ผมไม่อยู่ในฐานะที่จะให้ความเห็นในเรื่องนี้), “On an average”  (โดยเฉลี่ย), “Keep up a correspondence with……….”  (มีจดหมายโต้ตอบกับ), “Take a person at his word  (เชื่อคำ พูดคนๆ นั้น),  “Once in a while  (เป็นครั้งคราว, เป็นบางโอกาส),  “Once in a blue moon”  (นานทีปีหน, นานๆ ครั้ง),  “Once upon a time”  (กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว),  “Have a walk”  (เดิน),  “Have a haircut”  (ตัดผม), “Have an idea”  (มีความคิด),  “Take (Have) a bath”  (อาบน้ำ),  “Take a shower”  (อาบน้ำ),  “Make (Give) a speech”  (กล่าวสุนทรพจน์),  “Give a bath”  (อาบน้ำให้),  “Make a change”  (เปลี่ยนแปลง),  “Make an exchange”  (แลกเปลี่ยน),  “Give (Express) an opinion”  (แสดงความคิด เห็น),  “Give an idea”  (ให้ความคิด),  “Give a kiss”  (จูบ),  “Take a pride”  (ภาคภูมิใจ),  “Take a rest”  (พักผ่อน),  “Do a favor”  (ช่วยเหลือ),  “Give an answer”  (ตอบ),  “Make a decision”  (ตัดสินใจ),  “Come to a decision”  (ตกลงใจ, ตัดสินใจ),  “Make a suggestion”  (แนะนำ),  “Make a statement”  (กล่าว, พูด),  “Make an announcement”  (ประกาศ),  “Make a discovery”  (ค้นพบ),  “Make a choice”  (เลือก),  “Make a good doctor”  (เป็นหมอที่ดี),  “Make you a good secretary”  (เป็นเลขานุการที่ดีของคุณ),  “Go for a walk”  (ไปเดินเล่น),  “Go for a drive”  (ไปขับรถ), “Have a headache”  (ปวดหัว),  “Have a cough”  (มีอาการไอ),  “Have a cold”  (เป็นหวัด),  “Have a toothache”  (ปวดฟัน), “Have an earache”  (เจ็บหู, ปวดหู),  “Have a sore throat”  (เจ็บคอ),  “Have a pain”  (มีความเจ็บปวด), “Have influenza”  (เป็นไข้หวัดใหญ่),  “Have a good time”  (สนุกสนาน),  “Have a busy time”  (มีธุระยุ่ง),  In a rush”  (เร่งรีบ),  “Make a living”  (หาเลี้ยงชีพ),  “Do someone a favor”  (ให้ความช่วยเหลือใครบางคน),  “It is a pity.”  (น่าสงสาร, น่าเสียดาย),  เป็นต้น  

                       นอกจากนั้น  ยังใช้  “A, An”   ในวลีต่อไปนี้   “All of a sudden”  (ทันใดนั้น),  “Tell a lie”  (พูดปด, โกหก),  “Take a look at”  (จ้องมองไปที่), “For a long time”  (เป็นเวลานาน),  “A dozen”  (หนึ่งโหล),  “Half a dozen”  (ครึ่งโหล),  “A hundred”  (หนึ่งร้อย),  “A lot of”  (จำนวนมาก), “A great deal of”  (จำนวนมาก),  “A large number of”  (จำนวนมาก), “50 Baht a kilo”  (กิโลละ  ๕๐  บาท),  “5 pounds a yard”  (หลาละ  ๕  ปอนด์),  “4 dollars a pair  (คู่ละ  ๔  เหรียญ),  “50 miles an hour”  (ชั่วโมงละ  ๕๐  ไมล์),  “Twice a day”  (วันละ  ๒  ครั้ง),  “Three times a year”  (ปีละ  ๓  ครั้ง),  “Take a trip”  (เดินทาง),  “Be at a loss”  (งุนงง, ทำอะไรไม่ถูก),  “On a large scale”  (อย่างมากมาย, อย่างใหญ่โต),  “At a premium”  (มีราคาสูง), “Make it a rule”  (ตั้งเป็นกฎ),  “As a matter of fact”  (อันที่จริงแล้ว), “Have a good time”  (สนุก),  “In a hurry”  (รีบเร่ง),  “It is a shame.”  (น่าละอาย),  “Make a mistake”  (ทำผิด),  “Have an opportunity”  (มีโอกาส),  “At a discount”  (ลดราคา),   “A bit”  (จำนวนเล็กน้อย, นิดหน่อย, พอมีอยู่บ้าง) – There is no sugar in the sugar bowl, but you may find a bit in the bag  (ไม่มีน้ำตาลอยู่ในถ้วยน้ำตาล  แต่คุณอาจพบได้นิดหน่อยในถุงนั้น) – If the ball had hit the window a bit harder, it would have broken it.  (ถ้าลูกบอลปะทะหน้าต่าง (กระจก) บานนั้นแรงขึ้นอีกนิดหน่อย  มันคงทำให้หน้าต่างแตกไปแล้ว),  เป็นต้น

 

10. She is too excited to say ___________________________________________________.

(เธอตื่นเต้นเกินไปที่จะพูด ________________________________________________)

(a) nothing   (ไม่มีสิ่งใด, ไม่มีอะไร)

(b) something   (บางสิ่งบางอย่าง)

(c) everything   (ทุกๆสิ่ง)

(d) anything   (สิ่งใดๆ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ดูตัวอย่างการใช้คำอื่นๆ จากประโยคข้างล่าง

                               ๑. Something”  มักใช้ในประโยคบอกเล่า  เช่น

  • I have something interesting to tell you.

(ผมมีบางสิ่งน่าสนใจจะบอกคุณ)

  • We have something rather strange to show you.

(ผมมีบางสิ่งค่อนข้างแปลกจะแสดงให้คุณดู)

  • He started talking about something else.

(เขาเริ่มต้นคุยเกี่ยวกับบางเรื่องอีก  -  หรือเรื่องอื่นๆอีก)

  • I’ve got something to do tonight.

(ผมมีบางสิ่งจะทำคืนนี้)

  • I knew I had forgotten something.

(ผมรู้ว่าผมได้ลืมอะไรบางอย่าง)

                                 ๒. สำหรับ  “Anything”  มักใช้ในประโยคปฏิเสธ  คำถาม  หรือประโยคบอกเล่า  แบบเป็นเงื่อนไข  ในความหมาย  “สิ่งใดๆ, สิ่งใดก็ตาม”  เช่น

  • She didn’t say anything.

(เธอไม่ได้พูดอะไร)

  • He never seemed to do anything at all.

(เขาดูเหมือนว่าไม่เคยทำ (งาน) อะไรเลย)

  • If anything should happen, I can take care of myself. 

(ถ้ามีสิ่งใดเกิดขึ้น  ผมสามารถดูแลตัวเองได้)

  • I’ve told her to come to you if she wants anything.

(ผมบอกให้เธอมาหาคุณ  ถ้าเธอต้องการสิ่งใดๆ)

  • They denied doing anything illegal or improper.

(พวกเขาปฏิเสธว่า  ไม่ได้ทำอะไรที่ผิดกฎหมายและไม่เหมาะสม)

  • That doesn’t prove anything.

(นั่นมิได้พิสูจน์สิ่งใดๆ เลย)

  • He likes anything alcoholic.

(เขาชอบเครื่องดื่มใดๆ ก็ตาม  ที่ผสมแอลกอฮอล์)

  • To me, it’s more important than anything else.

(สำหรับผมแล้ว  มันสำคัญกว่าสิ่งอื่นใด)

  • It didn’t taste anything like soup.

(มันมิได้มีรสชาติใดๆที่เหมือนซุปเลย)

  • There is nothing unusual.

(ไม่มีสิ่งใดผิดปกติ)

  • Nothing can stop him from coming here.

(มิมีสิ่งใดสามารถหยุดยั้งเขาไม่ให้มาที่นี่)

 

11. My husband was out late last night.  He is _____________________________ in bed now.

(สามีของฉันออกไปข้างนอกจนดึกเมื่อคืนที่ผ่านมา  เขา _________ อยู่ในเตียงในขณะนี้)  (หมายถึง  กำลังนอนอยู่)

(a) already    (แล้ว)

(b) just    (เพิ่งจะ)

(c) still    (ยังคง)

(d) yet    (แม้กระนั้นก็ตาม)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   

 

12. A woman delivered a premature but healthy baby girl _________ to San Francisco last winter.

(ผู้หญิงคนหนึ่งคลอดเด็กหญิงทารกก่อนกำหนดแต่แข็งแรง _________ ไปซานฟรานซิสโกเมื่อฤดูหนาวปีที่แล้ว)

(a) who was on a flight    (ผู้ซึ่งอยู่บนเที่ยวบิน)

(b) during she was flying

(c) when she flying

(d) while on a flight    (ในขณะอยู่บนเที่ยวบิน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  “While she (woman) was on a flight to……..….”  (ในขณะที่เธออยู่บนเที่ยวบินสำหรับ  ข้อ  (c)  ก็ใช้ได้  แต่ต้องแก้เป็น  “When she was flying”  (เมื่อเธอกำลังบิน),  สำหรับ  ข้อ  (a)  ไม่สามารถใช้ได้  เนื่องจากหมายถึง  “เด็กหญิงทารกผู้ซึ่งอยู่บนเครื่องบิน”  ซึ่งมิใช่เช่นนั้น  เพราะประโยคต้องการบอกว่า  “ผู้หญิงคลอดลูกขณะอยู่บนเที่ยวบินไปซานฟรานซิสโก

 

13. Rising floodwaters have forced ________________________ in Philadelphia, Pennsylvania.

(น้ำท่วมที่เพิ่มมากขึ้นได้บีบบังคับ (ให้มี) ______________ ในเมืองฟิลาเดลเฟีย  รัฐเพนซิลเวเนีย)

(a) the evacuation by means of many residents    (การอพยพโดยวิธีผู้อยู่อาศัยจำนวนมาก)  (ไม่ได้ใจความ)

(b) many residents to be evacuating

(c) the evacuation of many residents    (การอพยพผู้อยู่อาศัยจำนวนมาก)

(d) many residents who were evacuated    (ผู้อยู่อาศัยจำนวนมาก  ผู้ซึ่งถูกอพยพ)  (ไม่ได้ใจความที่

        สมบูรณ์  เพราะบอกแต่เพียงว่า  น้ำท่วมฯ ได้บีบบังคับผู้อยู่อาศัยจำนวนมาก.............แต่ไม่ได้บอกว่า 

        บีบบังคับให้ทำอะไร)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   หรืออาจตอบ  ข้อ  (b)  แต่ต้องแก้เป็น  “Many residents to evacuate”  (............... ผู้อยู่อาศัยจำนวนมากให้ต้องอพยพ)

 

14. Nobody has come to see us since we ______________________________ to our new home.

(ไม่มีใครมาเยี่ยมเยียนเรา  ตั้งแต่เรา _____________________________ ไปอยู่บ้านหลังใหม่)

(a) moved    (ย้าย)

(b) move

(c) have moved

(d) had moved

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากการย้ายไปอยู่บ้านหลังใหม่เกิดขึ้นในอดีต  ทั้งนี้  กริยาที่อยู่ในอนุประโยคที่นำหน้าด้วย   “Since”  (ตั้งแต่)  จะอยู่ในรูปอดีต  “Past tense” (Verb 2)  เสมอ,  สำหรับ  “Since”  ถ้าหมายถึง  “เพราะว่า” จะใช้เหมือนกับ  “Because”  แต่ถ้าหมายถึง   “ตั้งแต่”  อาจตามด้วยคำนามหรือวลี  หรือตามด้วยประโยค  (Subject + Verb)  ก็ได้  และมักใช้กับ  “Present perfect tense”  หรือ  “Present perfect continuous tense”  ซึ่งบ่งบอกถึงเหตุการณ์ที่เกิดในอดีต  และดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันขณะที่พูด  เช่น

  • He has read since the morning.   (since + วลี)

(เขาอ่านหนังสือมาตั้งแต่เช้าแล้ว – ขณะที่พูดประโยคนี้ก็ยังอ่านอยู่)

  • She has been cooking since 6:00 p.m.   (since + วลี)

(เธอปรุงอาหารมาตั้งแต่ ๖.๐๐ น. (ตอนเย็น) แล้ว – ขณะที่พูดประโยคนี้ก็ยังปรุงอยู่)

  • They have worked in the factory since last June.   (since + วลี)

(พวกเขาทำงานในโรงงานตั้งแต่เดือนมิถุนายนปีที่แล้ว  –  ปัจจุบันก็ยังทำอยู่)

  • We have lived here since we were young.   (since + ประโยค)

(เราอาศัยอยู่ที่นี่ตั้งแต่ยังเด็ก – ปัจจุบันก็ยังอาศัยอยู่)

  • Since 10:00 a.m., they have been reading in the library.  (since + วลี)

(ตั้งแต่  ๑๐  โมงเช้าแล้วที่พวกเขาอ่านหนังสืออยู่ในห้องสมุด)  (ขณะที่พูดประโยคนี้ก็ยังอ่านอยู่)

  • He has been in Chicago since last week. (= He has gone to Chicago since last week.)   (since + วลี)

(เขาอยู่ในชิคาโกตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • We have lived in Bangkok since we were born.   (since +ประโยค)

(เราอาศัยอยู่ในกรุงเทพตั้งแต่เราเกิด)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • We have played football since we were in college.   (since +ประโยค)

(เราเล่นฟุตบอลตั้งแต่เราเรียนมหาวิทยาลัย)  (ปัจจุบันก็ยังเล่นอยู่)

 

15. The strange sound that came through the thick walls _________ the two buildings seem to be as close as next door.

(เสียงประหลาดที่ลอดมาจากกำแพงหนาที่ ___________  อาคาร ๒ หลัง  ดูเหมือน ว่าอยู่ใกล้พอๆ กับ (เสียงที่มาจาก) บ้านหลังถัดไป)

(a) separate

(b) separated

(c) separating    (แยก)

(d) to separate

ตอบ    –    ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องใช้ในรูป  “Present participle” (Verb + ing)  เพราะ  “Walls”  เป็นผู้ทำกริยา  “แยก” อาคาร หลัง  ซึ่งก็คือรูป  “Active voice”  นั่นเอง  โดยลดรูปมาจากอนุประโยค  “Which (That) separated the two buildings”  ดูเพิ่มเติมการใช้รูป  “Present participle” (V. + ing)  ขยายคำนาม   (จะขยายข้างหน้าหรือหลังคำนามก็ได้)  เพื่อแสดงว่าคำนามนั้นเป็นผู้กระทำกริยา  จากตัวอย่างข้างล่าง

  • Working men are constructing a bridge.

(คนทำงานกำลังก่อสร้างสะพาน)

  • Drinking horses were seen near the bank of the river.

(ม้าที่ดื่มน้ำถูกมองเห็นใกล้ตลิ่งของแม่น้ำ)

  • The mother took good care of her sleeping baby.

(แม่ดูแลทารกที่นอนหลับเป็นอย่างดี)

  • The audience appreciated the good works of the producing team.

(ผู้ชมยกย่อง-ชื่นชมผลงานที่ดีของทีมผู้สร้าง – ภาพยนตร์)

  • The man living next door to me is a banker.

(ชายที่อาศัยอยู่บ้านหลังถัดผมไป  เป็นนายธนาคาร

  • The kids playing in the field were my neighbors’ children.

(เด็กที่เล่นอยู่ในสนาม  เป็นลูกของเพื่อนบ้านผม)

 

16. The woman being charged with tax evasion has insisted that her lawyer and accountant _______

present.

(ผู้หญิงที่กำลังถูกตั้งข้อหาหลีกเลี่ยงภาษี  ได้ยืนกรานว่า  ทนายความและสมุห์บัญชีของเธอ _______ 

อยู่ด้วย)  (คือ  อยู่ด้วยระหว่างที่เธอถูกตำรวจสอบสวน)

(a) be    (ต้อง, จะต้อง)

(b) are

(c) were

(d) have been

ตอบ   –   ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการใช้ในรูป  Present subjunctive”  กล่าวคือ  Clause  ที่อยู่ตามหลังคำกริยา  “Insist”,  “Require”,  “Suggest”,  “request”, etc.   คำกริยาใน  “Clause”  นั้นจะต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to”  (กริยาช่องที่ 1 ที่ไม่มี  “To” นำหน้า)  เสมอ  ไม่ว่าจะอยู่ใน “Tense”  ใด  หรือ  ประธานจะเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์ก็ตาม  (เนื่องจากเสมือนกับว่า  มี  “Should”  นำหน้ากริยาตัวนั้นอยู่)  เช่น

  • She insisted that he go out with her.

(เธอยืนกรานว่าเขาจะต้องออกไปข้างนอกกับเธอ)

  • They requested that she be polite to them.

(พวกเขาร้องขอว่าเธอควรจะสุภาพกับพวกเขา)

                                ดูเพิ่มเติมการใช้โครงสร้าง  Present subjunctive”  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่ 

  • Bill’s uncle insists ___________________________________________ in this hotel.

(ลุงของบิลยืนกราน ___________________________________________ ในโรงแรมนี้)

(a) not staying

(b) not to stay

(c) that he not stay    {เขาไม่ (ควรจะ) พัก}

(d) staying not

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง   “Present subjunctive”  โดยลดรูปมาจาก  “That he should not stay”  โดยพิจารณาจากกริยา  “Insist”  (ยืนกราน)  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากประโยคข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่ 

  • Abraham Lincoln insisted that __________ not just on mere opinion but on moral purpose.

(อับราฮัม  ลิงคอล์น  ยืนกรานว่า _________ ไม่เพียงแต่บนความคิดเห็น (ของประชาชน) เท่านั้น  แต่บนวัตถุประสงค์ด้านศีลธรรมด้วย)

(a) to base democracy

(b) for democracy to be based

(c) democracy be based    {ประชาธิปไตย (ควรจะ) มีพื้นฐาน}

(d) whenever democracy is based

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้างแบบ   “Present subjunctive”  โดยพิจารณาจากกริยา  “Insist”  (ยืนกราน)

                                          ตัวอย่างที่ 

  • She is about half an hour late already.  It is necessary that she ____________ immediately.

(เธอล่าช้าไปประมาณครึ่งชั่วโมงแล้ว  มันจำเป็นที่ว่าเธอ ___________________ ในทันทีทันใด)

(a) went

(b) goes

(c) go    {(ควร) ไป}

(c) will go

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive”  โดยพิจารณาจากวลี  “It is necessary that…………..

                                         ตัวอย่างที่ 

  • I’m in a hurry because the librarian said it was important that I _____________ this book.

(ผมกำลังรีบเร่ง (เอาหนังสือไปคืน) เพราะบรรณารักษ์กล่าวว่า  มันเป็นเรื่องสำคัญว่าผม _________ หนังสือเล่มนี้)

(a) returned

(b) was returning

(c) had returned

(d) return    {(ควร) นำไปคืน, ส่งคืน}

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Clause”  ที่ตามหลัง  “It is (was) + Important  (Necessary, Essential, Imperative, etc.)”  กริยาต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to”  (Verb 1)   เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive”  คือ  เหมือนกับมี  “Should”  นำหน้าคำกริยานั้นๆ 

                                          ตัวอย่างที่ 

  • In 1978, the Soviets demanded that China __________________its forces from Vietnam.

(ในปี  ๑๙๗๘  โซเวียตเรียกร้องให้จีน ________________ กองกำลังของตนออกจากเวียดนาม)

(a) withdrew

(b) withdraws

(c) withdraw    (ถอน)

(d) withdrawing

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากกริยาใน  “Clause” (อนุประโยค)  ที่ตามหลัง  “Demand, Require, Suggest, Request, etc.”  ต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to”  (Verb 1)   เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive” 

                                          ตัวอย่างที่ 

  • He suggested ___________________________________________ to a holiday camp.

(เขาแนะนำ ______________________________________ ที่ค่ายพักแรมวันหยุดพักผ่อน)

(a) Mary that she should go

(b) to Mary that she should go    (แก่แมรี่ว่าเธอควรไป)

(c) for Mary that she go

(d) to Mary to go

ตอบ   -   ข้อ   (b)   หรืออาจตอบ  “………to Mary that she go….……”  ก็ได้  เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ   “Present subjunctive

                                          ตัวอย่างที่ 

  • It is essential that the needle __________________________________________ first.

(มันจำเป็นว่า  เข็ม __________________________________________ เป็นประการแรก)

(a) sterilize

(b) is sterilized

(c) be sterilized    (ถูกทำให้ปราศจากเชื้อโรค)

(d) sterilizes

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากข้อความ  “It is essential that”  เป็นประโยคใหญ่  กริยาของอนุประโยคที่ตามหลังมัน  จะอยู่ในโครงสร้าง  “Present subjunctive”   คือ  อยู่ในรูป  “Infinitive without to”  (Verb 1)  เสมอ  ในกรณีเป็นกริยาในแบบ  “Passive voice”  จะต้องใช้กริยารูป  “Be + Verb 3”  เสมอ  และในกรณีของกริยา  “Verb to be”  ให้ใช้  “Be”  กับประธานฯ ทุกตัว  ทั้งนี้  ถือเสมือนว่า  กริยาในอนุประโยคเหล่านี้  มี  “Should”  มานำหน้า  (เพื่อแนะว่าประธานของอนุประโยคควรทำอย่างนั้นอย่างนี้)  เพียงแต่ละเอาไว้  คือ มิได้เขียนลงไป

                                         ตัวอย่างที่ 

  • I suggest that the matter ______________________________________ reconsidered.

(ผมแนะนำว่า  เรื่องนี้ _______________________________ ได้รับการพิจารณาใหม่อีกครั้ง)

(a) is

(b) being

(c) be    (ควร)

(d) has

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากอยู่ในโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive”  โดยดูจากกริยา  “Suggest

                                         ตัวอย่างที่ 

  • Prior to our conference, the executive director had requested that everyone _________ well prepared.

(ก่อนการประชุมของเรา  ผู้อำนวยการบริหารได้ขอร้องว่า  ทุกคน _________ เตรียมตัวเป็นอย่างดี)

(a) be    (ควร)

(b) is

(c) was

(d) will be

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างแบบ  “Present subjunctive” สังเกตจากกริยา  “Requested

                                          ตัวอย่างที่  ๑๐

  • The teacher suggested that ______________________________________________.

(ครูแนะนำว่า ________________________________________________________)

 (a) everybody studied harder

 (b) everybody studies harder

 (c) everybody study harder    {(นักเรียน) ทุกคนควรเรียนให้หนักยิ่งขึ้น}

 (d) everybody would study harder

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง  “Present subjunctive”  กล่าวคือ  กริยา  “Study”  เหมือนมีคำว่า  “Should” อยู่ข้างหน้า  แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ

                                          ตัวอย่างที่  ๑๑

  • The company states that it is necessary that an employee ____________ his work on time.

(บริษัทกล่าวว่า  มันจำเป็นที่พนักงาน _________________________ งานของตนให้ทันเวลา)

(a) finishes

(b) finished

(c) finish    (ทำให้เสร็จ)  (คือ  ทำงานให้เสร็จทันเวลา)

(d) can finish

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากโครงสร้าง  “It + Is (Was) + Necessary + (That) + Subject + Verb 1”  เป็น  “Present subjunctive

                                         ตัวอย่างที่  ๑๒

  • He recommended that I ________________________________________ there early.

(เขาแนะนำว่าผม _________________________________ ที่นั่นแต่เช้าตรู่  -  หรือแต่เนิ่นๆ)

(a) be    {(ควร) ไป}

(b) am

(c) was

(d) would be

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากอยู่ในรูป   “Present subjunctive”  คือ  คำกริยาในโครงสร้างนี้   ไม่ว่าจะใช้กับประธานตัวใด  หรืออยู่ใน  “Tense”  ใด  จะต้องเป็น  “Verb 1”  (Infinitive without to)  เสมอ  และในกรณีของกริยา  “Verb to be”  ก็ให้ใช้  “Be”  ทุกครั้งไป  คือ  เสมือนกับมี   “Should”  อยู่ข้างหน้ากริยานั้น  แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ  ไม่พูดหรือเขียนเติมลงไป  (หรืออาจจะใส่  “Should"  ลงไปข้างหน้าก็ได้)

                                          ตัวอย่างที่  ๑๓

  • I suggested to her that her husband _______________________________ a long rest.

(ผมแนะนำเธอว่า  สามีของเธอ ___________________________ การพักผ่อนเป็นเวลานาน)

(a) has

(b) have    (มี)

(c) would have

(d) must have

ตอบ    -    ข้อ  (b)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Suggest + (To someone) + That + Subject + Verb 1

                                         ตัวอย่างที่  ๑๔

  • It was in 1934 that an official government report recommended that trade priority _______ to

Southeast Asia.

(มันเป็นในปี  ๑๙๓๔  ที่รายงานของรัฐบาล (สหรัฐฯ) อย่างเป็นทางการ  แนะนำว่า  ความสำคัญด้านการค้า (ควร) _________ กับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)   (หมายถึง รายงานฯ แนะนำว่า  สหรัฐฯ ควรให้ความสำคัญด้านการค้าแก่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)

(a) is given

(b) was given

(c) were given

(d) be given    (ถูกให้)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากลดรูปมาจาก  “Should be given” (ละ  “Should”  ไว้ในฐานที่เข้าใจ)

                                          ตัวอย่างที่  ๑๕

  • I will recommend that the student ______________________________ to the director.

(ผมจะแนะนำว่าเด็กนักเรียนคนนั้น _________________________ กับผู้อำนวยการโรงเรียน)

(a) speak    (พูดคุย)

(b) will speak

(c) had better speak

(d) would speak

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากกริยาของอนุประโยค  (ในที่นี้ คือ  “Speak”)  ที่ตามหลังกริยา  “Recommend, Suggest, Demand, Ask, etc.”  จะต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to” (Verb 1) ซึ่งเรียกโครงสร้างแบบนี้ว่า  “Present Subjunctive

                                          ตัวอย่างที่  ๑๖

  • Many customers have requested that we ____________________ them notice of our sales.

(ลูกค้าจำนวนมากได้ร้องขอว่า ให้เรา __________ โนติส (เอกสารแจ้งเหตุหรือข้อมูลล่วงหน้า) แก่พวกเขา  ในเรื่องการลดราคาสินค้าของเรา)   (หมายความว่า  ถ้าจะมีการลดราคาสินค้าเมื่อใด  ให้แจ้งลูกค้าทราบล่วงหน้า)

(a) send    (ส่ง)

(b) sends

(c) sent

(d) sending

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการใช้   “Present subjunctive”  คือการใช้กริยาช่องที่    ที่ไม่มี  “To”  นำหน้า  (Infinitive without to)  และไม่มีการเติม  “S  หรือ  “Ed”  เข้าข้างหลังคำกริยาที่อยู่ใน  “Noun clause”   ที่เป็นอนุประโยค   (ซึ่งมักมี  “That” นำหน้า  “Clause”)  ที่ตามหลังกลุ่มคำกริยาประเภท  “Present subjunctive”  ไม่ว่าประธานของกริยาตัวนี้  จะเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์ก็ตาม  และไม่ว่ากริยาตัวข้างหน้า  (กริยาใน  “Main clause” หรือประโยคใหญ่)  จะอยู่ใน  “Tense”  ใดก็ตาม  จะไม่มีการเติม  “S”  หรือ  “Ed”  หรือเปลี่ยนรูปที่กริยาตัวนี้   (เนื่องจากเสมือนมี   “Should”   นำหน้า  แต่ไม่เขียนลงไป  คือ  ละไว้ในฐานที่เข้าใจ   เป็นการแนะนำว่า   “ควรทำเช่นนั้น เช่นนี้”)   สำหรับในกรณีที่เป็น  “Verb to be”   ให้ใช้  “Be”  ตลอดไป  (เพราะเสมือนว่า มี  “Should”  นำหน้า)  อนึ่ง  เราใช้รูป  “Present subjunctive”  ใน  ๒  กรณี  คือ

​                                 ๑. อยู่หลัง  “กริยา + That”   ซึ่งได้แก่คำกริยาต่อไปนี้

  • demand that   (เรียกร้อง-ต้องการว่า)
  • require that   (ขอร้อง-เรียกร้อง-ต้องการ-กำหนดว่า)
  • propose that   (เสนอว่า)
  • request that   (ขอร้องว่า)
  • recommend that   (แนะนำว่า)
  • ask that   (ขอร้องว่า)
  • order that   (สั่งว่า)
  • urge that   (เร่งเร้า-กระตุ้น-เสนอว่า)
  • suggest that   (แนะนำว่า)
  • advise that   (แนะนำว่า)
  • insist that   (ยืนกรานว่า)
  • prefer that   (เห็นสมควรว่า)

                                             ดังตัวอย่างประโยคต่อไปนี้

  • The doctor advised (that) I take a rest.

(หมอแนะนำว่าผมควรพักผ่อน)

  • He suggested (that) she not go there alone.

(เขาแนะนำว่าเธอไม่ควรไปที่นั่นตามลำพัง)

  • The father demands (that) Peter go to see a doctor at once.

(พ่อเรียกร้องให้ปีเตอร์ไปหาหมอในทันที)

  • I suggest (that) he come early.

(ผมแนะนำว่าเขาควรจะมาแต่เช้า)

  • The hostess urged (that) we all stay for dinner.

(เจ้าของบ้านรบเร้าให้อยู่กินอาหารเย็นก่อน)

  • The teacher recommended (that) every student buy a dictionary.

(ครูแนะนำให้นักเรียนทุกคนซื้อพจนานุกรม)

  • The doctor recommends (that) she take this medicine.

(หมอแนะนำว่าเธอควรกินยานี้)

  • She requested (that) he telephone her family.

(เธอขอร้องให้เขาโทรฯไปหาครอบครัวของเธอ)

  • The teacher advised (that) students not speak loudly in the class.

(ครูแนะนำว่านักเรียนไม่ควรพูดเสียงดังในชั้น)

  • I suggested (that) he be more careful.

(ผมแนะนำว่าเขาควรระวังให้มากขึ้น)

  • He suggested (that) she be punctual.

(เขาแนะนำว่าเธอควรตรงต่อเวลา)

  • Our mother suggests (that) we not be lazy.

(แม่ของเราแนะนำว่าเราไม่ควรขี้เกียจ)

  • They requested (that) the contract be signed.

(พวกเขาร้องขอว่าสัญญาควรได้รับการลงนาม)  (เป็น  Passive voice  =  สัญญาถูกลงนาม)

  • She asks (that) she be allowed to see her ailing mother.

(เธอขอร้องว่าเธอควรได้รับอนุญาตให้พบแม่ของเธอที่กำลังป่วย)  (เป็น  Passive voice  =  เธอได้รับอนุญาต)

หมายเหตุ   –   เหตุผลที่คำกริยาในอนุประโยค  ที่เป็น  “Noun clause”  อยู่ในรูป  “Present Subjunctive”  คือ  กริยาเหล่านี้เสมือนกับว่ามี   “Should”  นำหน้า  แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ  ซึ่งจริงๆ แล้วอาจจะเขียนหรือพูดเติม  “Should”  ลงไปด้วยก็ได้  เช่น

  • I suggested (that) he (should) be more careful.
  • She asks (that) she (should) be allowed to go to the party.

 

                          ๒. “Noun clause”  ที่ตามหลังคำคุณศัพท์ต่อไปนี้  (มักอยู่ในรูป  “It is + Adjective + That + Subject + Verb 1  ที่ไม่มี  “To”  นำหน้า)  กริยาใน “Noun clause”  นั้นจะต้องอยู่ในรูป  “Present subjunctive”  เช่นเดียวกัน,  คำคุณศัพท์ดังกล่าว  คือ  “Important” (สำคัญ),  “Necessary” (จำเป็น), “Urgent(จำเป็นด่วน),  “Imperative” (จำเป็น),  “Essential” (จำเป็น), “Advisable”  (ควร),   “Crucial” (สำคัญยิ่ง)  ดังตัวอย่าง  เช่น

  • It is advisable that she study harder.

(เธอควรเรียนหรือขยันให้มากขึ้น)

  • It was essential that we buy food yesterday.

(เป็นสิ่งจำเป็นที่เราต้องซื้ออาหารเมื่อวานนี้)

  • It is advisable that he take exercise every morning.

(เป็นการสมควรที่เขาออกกำลังกายทุกเช้า)

  • It is necessary that she go home at once.

(เป็นเรื่องจำเป็นที่เธอจะต้องกลับบ้านในทันที)

  • It is imperative that Jim practice driving a car.

(เป็นเรื่องจำเป็นที่จิมจะต้องฝึกหัดขับรถ)

  • It is crucial that Tom find a new job.

(เป็นเรื่องจำเป็นยิ่งที่ทอมจะต้องหางานใหม่)

  • It is important that he be brave.

(เป็นสิ่งจำเป็นที่เขาจะต้องกล้าหาญ)

  • It is urgent that everyone be on time for work.

(เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ทุกคนจะต้องมาทำงานให้ทันเวลา)

 

17. The daughter promised her parents __________________________ carefully to the party.

(ลูกสาวให้สัญญากับพ่อแม่ว่าจะ _______________________ อย่างระมัดระวังไปที่งานเลี้ยง)    

(a) drive

(b) driving

(c) to drive    (ขับรถ)

(d) will drive   

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากคำกริยาที่ตามหลัง  “Promise”  หรือ  หลัง  “Promise” + “ กรรม + To + Verb 1”  เช่น  “Promised her parents to study hard”  (...............สัญญากับพ่อแม่ของเธอว่าจะขยันเรียน)  จะต้องอยู่ในรูป  “Infinitive with to” (To + Verb 1)  เสมอ  ดูรายละเอียดของคำกริยาที่ใช้แบบเดียวกับ  “Promise”  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • Last night, in a radio address, the President urged us ________________ to the Red Cross.

(เมื่อคืนที่ผ่านมา,  ในคำกล่าวทางวิทยุ,  ท่านประธานาธิบดีกระตุ้นให้พวกเรา ________ ให้กับกาชาด)

(a) subscribe

(b) subscribing

(c) that we subscribe

(d) to subscribe    (บริจาค, ช่วยเหลือ, บอกรับเป็นสมาชิก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Urge + กรรม + To + Verb 1

                                         ตัวอย่างที่ 

  • I told my daughter _____________________ good care of herself while she was away.

(ผมบอกลูกสาวของผม (ให้) ____________ ตนเองเป็นอย่างดี  ในขณะที่เธอออกไปข้างนอก)

(a) taking

(b) to take    (“Take care”  =  ดูแล)

(c) she will take

(d) that she take

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “Subject + Tell + กรรม + To + Verb 1”  (I told my daughter to take……………)

                                         ตัวอย่างที่ 

  • The teacher permitted him _______________________________________ by himself.

(ครูอนุญาตให้เขา ____________________________ ด้วยตัวของเขาเอง)  (คือ  คิดตามลำพัง)

(a) to thinking

(b) to think    (คิด)

(c) think

(d) thinking

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจาก  “Subject + Permit + กรรม + To + Verb 1

                                         ตัวอย่างที่ 

  • The workers are all gone.  Because of the bad weather, the boss permitted them _______ early.

(คนงานไปกันหมดแล้ว  เนื่องจากอากาศเลว  เจ้านาย (หัวหน้า) อนุญาตให้พวกเขา _______ แต่เนิ่นๆ)

(a) leave

(b) to leaving

(c) to be going

(d) to leave    (ออกจากที่ทำงาน)

ตอบ   -   ข้อ  (d)   ตามโครงสร้าง   “Subject + Permit + กรรม + To + Verb 1

                                          ตัวอย่างที่ 

  • I want you ____________________________________ on an errand for me tomorrow.

(ผมต้องการให้คุณ _____________________________________ ทำธุระให้ผมวันพรุ่งนี้)

(a) go

(b) to do

(c) to go    (ไป)

(d) going

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Want + กรรม + To + Verb 1”  และ  “Go on an errand” =  ไปทำธุระ

                                         ตัวอย่างที่ 

  • We don’t allow anyone ________________________________________ in this pond.

(เราไม่อนุญาตให้ใครก็ตาม ______________________________________ ในสระน้ำนี้)

(a) swim

(b) swimming

(c) to swim   (ว่ายน้ำ)

(d) for swimming

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “Allow + กรรม + To + Verb 1

                                         ตัวอย่างที่  

  • He told one of the men __________________________ with his back against the wall. 

(เขาบอกชายคนหนึ่งให้ _________________________ โดยเอาหลังชิด (หรือพิง) กำแพง)

(a) turn and sit

(b) to turn and sit    (หันมาและนั่ง)

(c) turned and sat

(d) turning and sitting

ตอบ   -    ข้อ  (b)  เนื่องจาก  “Subject + Tell + กรรม  + To + Verb 1”  กล่าวคือ   กริยาที่อยู่หลังกรรมรอง  (บุคคลหรือสิ่งของ)  ของคำกริยาต่อไปนี้   จะต้องเป็นรูป  “Infinitive with to” (To + Verb 1)  เสมอ  ได้แก่  “Expect, Want, Cause,  Force,  Compel,  Invite,  Advise,  Instruct, Persuade,  Allow,  Permit,  Encourage,  Press,  Warn,  Order,  Request,  Tempt,  Teach,  Tell,  Oblige”  ตัวอย่างประโยค  เช่น

  • We ordered him to leave.

(เราสั่งให้เขาไปซะ)

  • She forced her servant to finish the work by noon.

(เธอบังคับให้สาวใช้ทำงานให้เสร็จในตอนบ่าย)

  • They invited her to go to their party.

(พวกเขาเชิญเธอไปร่วมงานเลี้ยง)

  • The teacher instructed him to study hard.

(ครูแนะนำเขาให้ขยันเรียน)

  • I told him to play outside.

(ผมบอกให้เขาไปเล่นข้างนอก)

  • he taught him (how) to cook.

(หล่อนสอนเขา (วิธี) ปรุงอาหาร)

  • We encouraged her to fight against cancer.

(พวกเราให้กำลังใจเธอต่อสู้กับมะเร็ง)

  • The flood caused the train to move slowly.

(น้ำท่วมเป็นเหตุให้รถไฟเคลื่อนไปอย่างช้าๆ)

  • She requested him to buy her a new dress.

(เธอขอร้องเขาให้ซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ให้เธอ)

  • The manager advised his staff to work harder.

(ผู้จัดการแนะให้สตาฟของเขาทำงานให้หนักขึ้น)

                                  ในกรณีเป็นประโยคปฏิเสธ  ให้ใส่  “Not”  ไว้หน้า  “To + Verb 1”  (Not + To + Verb 1)  เช่น

  • She asked me not to arrive late.

(เธอขอร้องผมมิให้มาสาย)

  • He told her not to go out at night.

(เขาบอกเธอมิให้ออกไปข้างนอกเวลากลางคืน)

  • We forced him not to resign from his work.

(เราบังคับเขามิให้ลาออกจากงาน)

  • She expects him not to fail again.

(เธอคาดหวังเขาว่าจะไม่ล้มเหลวอีกหน)

 

18. It’s true that the old road is less direct and so a bit longer.  We don’t take the new one, ________, because we don’t feel as safe on it.

(มันเป็นความจริงที่ว่า  ถนนสายเก่าอ้อมกว่า  และดังนั้น  มีระยะทางยาวกว่านิดหน่อย  (แต่) เราก็ไม่ใช้ถนนสายใหม่ _________ เพราะว่าเราไม่รู้สึกปลอดภัยเท่ากัน (กับถนนสายเก่า) เมื่ออยู่บนถนนสายใหม่)  (คือ  ยังคงใช้ถนนสายเก่าต่อไป  เนื่องจากรู้สึกปลอดภัยมากกว่า)

(a) anyway    (อย่างไรก็ตาม)

(b) therefore    (เพราะฉะนั้น, ดังนั้น) 

(c) otherwise    (มิฉะนั้น, ไม่เช่นนั้น)

(d) though    (โธ)  (แม้กระนั้นก็ตาม,  แม้กระนั้นก็ดี, ถึงแม้ว่า)

ตอบ    -    ข้อ   (d)   เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด  และ  “Though”  เมื่อใช้ในความหมาย  “แม้กระนั้นก็ตาม, แม้กระนั้นก็ดี”  ต้องวางไว้ท้ายข้อความหรือประโยค  ซึ่งดูเหมือนว่ามีความขัดแย้งกับข้อความที่เพิ่งจะพูดออกมา  หรืออาจจะตรงข้ามกันเลย  เช่น

  • He said he would come; he didn’t, though.

(เขาพูดว่าเขาจะมา,  เขาไม่มา  แม้กระนั้นก็ตาม)  (บอกว่าจะมา  แต่ไม่มา)

  • It’s not very useful.  It’s pretty, though, isn’t it?

(มันไม่มีประโยชน์มากนัก,  มันสวย  แม้กระนั้นก็ตาม,  ใช่ไหม)  (ไม่มีประโยชน์  แต่สวย)

  • I can’t stay.  I’ll have a coffee, though.

(ผมพัก (ที่นี่) ไม่ได้,  ผมจะกินกาแฟสักแก้ว  แม้กระนั้นก็ตาม  -  ก่อนออกเดินทาง)  (พักไม่ได้  แต่ขอกินกาแฟสักแก้วก่อนไป)

 

19. It is true that in modern times humanitarians have protested against cruelty to animals; _______ fox hunting continues.

(มันเป็นความจริงที่ว่า  ในยุคสมัยใหม่  คนใจบุญ (คนมีเมตตาต่อคน-สัตว์)  ได้คัดค้านต่อต้านการทารุณสัตว์ _________ การล่าหมาจิ้งจอกยังคงดำเนินต่อไป)

(a) while   (ในขณะที่)

(b) though   (ถึงแม้ว่า)

(c) therefore   (ดังนั้น, เพราะฉะนั้น)

(d) nevertheless   (อย่างไรก็ดี,  อย่างไรก็ตาม, แต่)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากข้อความในประโยคหน้าและหลัง  ขัดแย้งกัน  (คนใจบุญคัดค้านการทารุณสัตว์  แต่  การล่าหมาจิ้งจอกยังคงเกิดขึ้นต่อไป)  จึงต้องเชื่อมด้วย  “Nevertheless, Nonetheless, However, But”  (อย่างไรก็ดี,  อย่างไรก็ตาม, แต่)

 

20. _______________________________________ the value of x, we can find the value of y.

(_________________________________________ ค่าของ  x,  เราสามารถหาค่าของ  y)

(a) To know

(b) Knowing   (ทราบ)

(c) Known

(d) Know

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจากต้องใช้รูป  “Verb + ing” (Present participle)   เพื่อแสดง  “Active voice”  เนื่องจากประธานของประโยค (We)  เป็นผู้ทำกริยา “ทราบ”  (Knowing)  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Present participle”  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • __________ in the southern and Midwestern United States, ragtime music reached its classic form in the 1890’s.

(___________ ในภาคใต้และตะวันตกกลางของสหรัฐฯ,  ดนตรีจังหวะระบำของคนผิวดำ (นิโกร) ขึ้นสู่รูปแบบคลาสสิกของมันในช่วงทศวรรษ  ๑๘๙๐)

(a) To originate

(b) To have originated

(c) It originated

(d) Originating    (กำเนิดจาก, ถือกำเนิด, เริ่มจาก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากประธานของประโยค  คือ  “Ragtime music”  ซึ่งเป็นผู้ทำกริยา  “Originate”,  จึงต้องใช้ในรูป  “Originating”  (Present participle)  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • Returning to my apartment, _____________________________________________.

(กลับไปยังอพาร์ตเมนต์ของผม ___________________________________________)

(a) my watch was missing

(b) I found my watch disappeared

(c) I found my watch missing    (ผมพบว่านาฬิกาของผมหายไป)

(d) the watch was missed

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากประโยคนี้ขึ้นต้นด้วยวลี  ซึ่งนำหน้าด้วย  “Present participle”  (Returning)  ดังนั้น  ประธานของประโยค  ซึ่งอยู่หลังเครื่องหมายคอมม่า  จะต้องสามารถทำกริยา  “Return”  ได้  ซึ่งมีสอง  “Choice”  คือ  (b)  และ  (c)   ทั้งนี้  ถ้าจะตอบ  ข้อ  (b)  ต้องแก้เป็น  “I found my watch disappear (หรือ  disappearing)”  (ผมพบว่านาฬิกาของผมหายไป

                                         ตัวอย่างที่ 

  • ____________________ a man of action, he found it difficult to sit still for long periods.

(__________ คนที่ไม่อยู่นิ่ง (มีงานยุ่งเสมอ)  เขาพบว่ามันยากที่จะนั่งอยู่นิ่งๆ เป็นเวลานาน)  (คือ  ต้องหาอะไรทำอยู่เสมอ)

(a) Been

(b) Be

(c) Being    (เป็น)

(d) He is

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค  คือ  “He”  กริยาซึ่งนำหน้าวลี  ที่อยู่ตอนหน้าสุดของประโยค  จึงต้องอยู่ในรูป  “Present participle”  (Verb + ing)  (คือ   “Being”)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • Searching in the library, I came ______________________ an old forgotten manuscript.

(ค้นคว้าในห้องสมุด  ผม ____________________________ ต้นฉบับเก่าแก่ที่ถูกลืมไปแล้ว)

(a) off

(b) without

(c) over

(d) across    (Come across  =  พบหรือเจอโดยบังเอิญ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   และดูจากตัวอย่างข้างล่าง  การใช้โครงสร้างกริยา  “Verb + ing”  (Present participle)  ขึ้นต้นวลีและอยู่หน้าประโยค  โดยขยายประธานฯ ที่อยู่ในประโยค  (หลังเครื่องหมายคอมม่า)  เพื่อบอกว่า  ประธานฯ เป็นผู้ทำกริยานั้นๆ  คือ  แสดงการเป็นผู้กระทำ  (Active voice)

                                         ตัวอย่างที่ 

  • While traveling through the Rocky Mountains, _______________________________.

(ในขณะเดินทางผ่านเทือกเขาร็อกกี้  _______________________________________)

(a) the breath-taking scenes attracted the travelers    (ทัศนียภาพที่น่ากลัวมาก  ทำให้นักเดินทาง

       หลงเสน่ห์)

(b) the scenes attracted the travelers deeply    (ทัศนียภาพทำให้นักเดินทางหลงเสน่ห์อย่างลึกล้ำ)

(c) the travelers attracted the scenes    (นักเดินทางทำให้ทัศนียภาพหลงเสน่ห์)

(d) the travelers were awed by the breath-taking scenes    (นักเดินทางรู้สึกกลัว-เกรงขาม-หวาด

        เสียว  จากภาพภูมิประเทศ (ทัศนียภาพ) ที่น่ากลัวมาก-น่าตื่นเต้นยินดีมาก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   การใช้วลี   “While traveling”  หรือ  “Traveling” (Present participle)  ขึ้นต้นประโยค  โดยมีประธานฯ อยู่ข้างในประโยค (หลังเครื่องหมายคอมม่า)  เพื่อต้องการแสดงว่า  ประธานฯ เป็นผู้ทำกริยาที่อยู่ข้างหน้าประโยคนั้น   ซึ่งในประโยคข้างบน  คือ  “Traveling” (เดินทาง)  ซึ่งประธานฯ จะต้องเป็นสิ่งมีชีวิต  (คนหรือสัตว์)  เท่านั้น  จึงจะทำกริยานี้ได้  ดังนั้น  จึงต้องตัด ข้อ  (a)  และ (b) ทิ้งไป  เนื่องจากมีประธานฯ  คือ  “Scenes” (ทัศนียภาพ) ซึ่งไม่สามารถทำกริยา  “เดินทาง”  ได้,  สำหรับข้อ   (c)   ผิดความหมาย  เพราะกล่าวว่า  “นักเดินทางทำให้ทัศนียภาพหลงเสน่ห์”   ซึ่งความจริงกลับกัน  คือ  “นักเดินทางหลงเสน่ห์ในทัศนียภาพ”  (The travelers were attracted by the scenes)

                                         ตัวอย่างที่ 

  • _________ how the engine worked, Peter began to study books that told about the techniques used.

(__________ ว่าเครื่องจักรทำงานอย่างไร  ปีเตอร์เริ่มศึกษาหนังสือ  ซึ่งบอกเกี่ยวกับเทคนิคต่างๆ ที่ถูกใช้  –  ในเครื่องจักร)

(a) Wonder

(b) Wondered

(c) To wonder

(d) Wondering    (รู้สึกประหลาดใจ-สงสัย) 

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากประธานของประโยค  (Peter)  เป็นผู้ทำกริยา  “รู้สึกประหลาดใจ-สงสัย”  คำกริยาที่นำหน้าวลี  ขยายความ  “ปีเตอร์”  จึงต้องอยู่ในรูป  “Verb + ing” (Present participle)  ซึ่งแสดง  “Active voice”  ว่าปีเตอร์เป็นผู้ทำกริยา

                                  ทั้งนี้  เมื่อประธานซึ่งอยู่ข้างในประโยค  (หลังคอมม่า)  เป็นผู้กระทำกริยา (Active voice)  จะต้องนำหน้าประโยคด้วย  “Verb + ing” (Present participle)  ดังตัวอย่าง เช่น

  • Walking along the road, he met his old friend.

(เดินไปตามถนน  เขาพบเพื่อนเก่าของเขา)  (เขาเป็นผู้ทำกริยา  “เดิน”)

  • Seeing her teacher, Jane went to greet him.

(เห็นครูของเธอ  เจนเข้าไปทักทายเขา)  (เจนเป็นผู้ทำกริยา  “เห็น”)

  • Looking out of the window, we could see beautiful scenery.

(มองออกไปนอกหน้าต่าง  เราสามารถเห็นทัศนียภาพที่สวยงาม) (เราเป็นผู้ทำกริยา  “มอง”)

  • Hoping to be there in time, Kim started early in the morning.

(หวังว่าจะไปที่นั่นให้ทันเวลา  คิมเริ่มออกเดินทางแต่เช้าตรู่)  (คิมเป็นผู้ทำกริยา  “หวัง”)

                                   สำหรับ  “Present participle” (Verb + ing)  ถือเป็นคำคุณศัพท์ประเภทหนึ่ง  จึงสามารถใช้ขยายคำนามได้เหมือนกับคำคุณศัพท์ทั่วๆไป  (โดยอาจอยู่หน้าหรือหลังคำนามที่มันขยาย)  เพื่อที่จะบอกว่า  คำนามนั้นเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ  (แสดง  “Active voice”)  เช่น

  • Working men are constructing a bridge.

(คนทำงานกำลังก่อสร้างสะพาน)

  • Drinking horses were seen near the bank of the river.

(ม้าที่ดื่มน้ำถูกมองเห็นใกล้ตลิ่งของแม่น้ำ)

  • The mother took good care of her sleeping baby.

(แม่ดูแลทารกที่นอนหลับเป็นอย่างดี)

  • The audience appreciated the good works of the producing team.

(ผู้ชมยกย่อง-ชื่นชมผลงานที่ดีของทีมผู้สร้าง – ภาพยนตร์)

  • The people working in the office are my colleagues.

(=  The people who work (หรือ are working) in the office are my colleagues.)

(ผู้คนที่ทำงานในสำนักงาน  คือเพื่อนร่วมงานของผม)

  • The woman walking across the street is my sister.

(=  The woman who walks (หรือ is walking) across the street is my sister.)

(ผู้หญิงที่เดินข้ามถนนเป็นน้องสาวของผม)

  • The man living next door is a bank manager.

(= The man who lives (หรือ is living) next door is a bank manager.)

(ชายที่อาศัยอยู่บ้านหลังถัดไปเป็นผู้จัดการธนาคาร)

  • The children playing in the field are my neighbors’ kids.

(=  The children who play (หรือ are playing) in the field are my neighbors’ kids.)

(เด็กๆที่เล่นอยู่ในสนามเป็นลูกของเพื่อนบ้านของผม)

                                   ****  ดูเพิ่มเติม  "Present participle" (Verb + ing)  ในโจทย์ข้อ ๑  ของข้อสอบชุดนี้

                                  สำหรับในกรณีที่ประธานที่อยู่ข้างในประโยค  เป็นผู้ถูกกระทำ (Passive Voice)   กริยาที่นำหน้าวลี  และอยู่หน้าประโยค  (ทำหน้าที่ขยายประธาน)  จะต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่ ๓  (Past Participle)  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • ________________________________________________ by the tiger, he ran away.

(_________________________________________________ โดยเสือ   เขาวิ่งหนีไป)

(a) Seeing    (เห็น)

(b) To see

(c) Seen    (ถูกเห็น)

(d) Having seen

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค  (He)  เป็นผู้ถูกเห็นโดยเสือ  กริยาข้างหน้าประโยคจึงต้องเป็นกริยาช่อง    (Past participle)  เพื่อแสดงการถูกกระทำ (Passive voice)

                                         ตัวอย่างที่ 

  • ____________________ in wine, snails are a great luxury in various parts of the world. 

(__________________ ในไวน์  หอยทากเป็นอาหารราคาแพงอย่างมากในหลายๆส่วนของโลก)

(a) To cook

(b) Cooking    (ปรุง)

(c) Cooked    (ถูกปรุง)

(d) Cook

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค คือ  “Snails”  ซึ่งถูกปรุงในไวน์ (Cooked)  หรือเป็นผู้  “ถูกกระทำ”  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่    (แสดง “Passive voice)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บ-ไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วย ว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป