หมวดข้อสอบ STRUCTURE (ตอนที่ 7)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionChoose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. The men are too ____________________________________________ for the job, I think.

(คนงานชายมี _____________________________ เกินไปสำหรับงาน  ผมคิด (อย่างนั้น) นะ)

(a) small    (เล็ก)  (ใช้กับร่างกาย-ขนาด)

(b) little    (น้อย)  (ใช้กับนามนับไม่ได้  ซึ่งเป็นเอกพจน์เสมอ)

(c) few    (น้อย)  (ใช้กับนามนับได้ พหูพจน์)

(d) much    (มาก)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ใช้  “Few” กับ  “Men

 

2. _______________________________________________________, she was still thirsty.

(___________________________________________________ เธอยังคงกระหายน้ำ)

(a) In spite of Lucy drank a glass of juice    (“In spite of” (ทั้งๆที่)  +คำนาม หรือวลี  หรือ Verb + ing)

(b) Even Lucy drank a glass of juice    (แม้กระทั่งลูซี่ดื่มน้ำส้มไปแก้วหนึ่ง)

(c) Though Lucy drank a glass of juice    (แม้ว่าลูซี่จะดื่มน้ำส้มไปแก้วหนึ่ง)

(d) Though Lucy drinks a glass of juice    (แม้ว่าลูซี่จะดื่มน้ำส้มไปแก้วหนึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากกริยาในประโยคใหญ่ (she was still thirsty)  อยู่ในรูป  “Past tense” (was)  กริยาในประโยคย่อย  (Though…………… juice)  จึงต้องเป็น  “Past tense”  (drank)  ด้วย

 

3. ___________________________________ to sign my name at the bottom of the page?

(__________________ ที่จะเซ็นชื่อของผมที่ด้านล่างของหน้า  -  กระดาษหรือเอกสาร -  หรือไม่)

(a) Is it necessary for me    (มันจำเป็นสำหรับผม)

(b) Is it necessity for me    (“Necessity”  =  ความจำเป็น)

(c) Is it necessarily for me

(d) Am I necessary    (ไม่ใช้โครงสร้างนี้)

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากมาจากโครงสร้างประโยคบอกเล่า  “It + Is (Was) + Adjective + (For someone) + To + Verb 1”  ดูเพิ่มเติมจากตัวอย่างข้างล่าง

                                       ตัวอย่างที่

  • It is not a good thing _____________________ in front of a television set all evening.

(มันมิใช่สิ่งที่ดี ______________________________ หน้าเครื่องรับโทรทัศน์ตลอดทั้งคืน)

(a) for children sit

(b) for children to sit    (สำหรับเด็กๆ ที่จะนั่ง)

(c) for children will sit

(d) for children sitting

ตอบ   -   ข้อ  (b)  มีค่าเท่ากับ  “It is not good for children to sit…..………”  ซึ่งเป็นไปตามโครงสร้าง  “It + Is (Was) + (Not) + Adjective + (For Someone) + To + Verb 1”  (สำหรับข้อความในวงเล็บ  จะมีหรือไม่ก็ได้)  ดังประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่

  • Don’t do anything.  I believe _______________________ would be best to keep quiet.

(ไม่ต้องทำอะไร  ผมเชื่อ (ว่า) ____________________________ จะดีที่สุดที่จะนิ่งเงียบเสีย)

(a) you    (คุณ)

(b) it    (มัน)

(c) we    (เรา)

(d) everything    (ทุกสิ่ง)

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “It + Is (Was, Will be, Would be) + Adjective (เช่น “Important, Necessary, Possible, Normal, Good, Better, Best”) + (For Someone) + To + Verb 1

                                        ตัวอย่างที่

  • It is usually necessary for the international business person _________ more than only his/her native language.

(มันเป็นสิ่งจำเป็นโดยปกติ  สำหรับนักธุรกิจระหว่างประเทศที่จะ __________ มากไปกว่าภาษา  ที่ใช้มาตั้งแต่เกิดของเขา/เธอ  แต่เพียงภาษาเดียว  –  หมายถึงควรรู้ภาษาอื่นด้วย  นอกเหนือจากภาษาที่ตนใช้อยู่เป็นประจำ)

(a) to understand    (เข้าใจ)

(b) to observe    (สังเกต)

(c) knowing    (รู้)

(d) speaking    (พูด)

ตอบ  –  ข้อ  (a)  เนื่องจากถูกต้องตามหลักไวยากรณ์  ตามโครงสร้าง  {It is (was) + Adjective (necessary, important, possible, impossible, good, wise, foolish, etc.) + (For someone) + To + Verb 1 (กริยาอะไรก็ได้) + something}  เช่น

  • It is necessary (for you) to work harder.

(มันจำเป็นสำหรับคุณที่ต้องขยันให้มากขึ้น)

  • It is important (for young people) to pay respect to the elderly.

(มันสำคัญสำหรับคนหนุ่มสาวที่จะต้องให้ความเคารพผู้สูงอายุ)

  • It was possible (for them) to arrive there before noon.

(มันเป็นไปได้สำหรับพวกเขาที่จะไปถึงที่นั่นก่อนเที่ยง)

  • It is impossible (for me) to lend you the sum you want.

(มันเป็นไปไม่ได้สำหรับผมที่จะให้คุณยืมเงินจำนวนที่ต้องการ)

  • It is good (for her) to marry him.

(มันดีสำหรับเธอที่แต่งงานกับเขา)

  • It was wise (for us) to cancel our trip to Europe.

(มันฉลาดสำหรับเราที่ยกเลิกการเดินทางไปยุโรป)

 

4. My house is the same size _______________________________________________ hers.

(บ้านของผมมีขนาดเดียว _______________________________________ บ้านของเธอ)

(a) to

(b) like

(c) with

(d) as    (กับ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  “The same”  ใช้กับ  “As

 

5. In New York the tall buildings _____________________________________ high in the sky.

(ในนิวยอร์ก  ตึกสูงๆ _____________________________________________ ในท้องฟ้า)

(a) raising

(b) raise    {ยก (มือ), ขึ้น (เงินเดือน), เพิ่ม}  (ต้องมีกรรมมารับ)

(c) rising

(d) rise    (สูงขึ้น, เพิ่มขึ้น, นูนขึ้น, ลุกขึ้น, ยืนขึ้น, ตื่นขึ้น, ยืนตรง, ลุกขึ้นต่อสู้, เจริญเติบโต)  (“Rise high”  =  พุ่งสูงขึ้นไป, อยู่สูงขึ้นไป(ไม่ต้องมีกรรมมารับ)

(e) raised

 

6. He became very deaf in his _______________________________________________ life.

(เขาหูหนวกอย่างมากในชีวิต ______________________________________________)

(a) late    (สาย, ล่า, ช้า, ซึ่งล่วงลับไปแล้ว)

(b) later    (ต่อมา, บั้นปลาย)

(c) latest    (ล่าสุด, ทันสมัยที่สุด, เกิดทีหลังสุด)

(d) last    (สุดท้าย, ที่แล้ว, ที่ผ่านมา)

ตอบ   -   ข้อ  (b)

 

7. This hen ___________________________________________________ an egg every day.

(แม่ไก่ตัวนี้ ____________________________________________ ไข่  ๑  ฟอง  ทุกๆวัน) 

(a) lies    (นอน, พูดโกหก)

(b) lie

(c) lays    {ออกหรือวาง (ไข่), วาง (สิ่งของ) ลง}

(d) lay

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ต้องเติม   “S”  หลัง   “Lay”  เนื่องจากประธาน  (This hen)  เป็นเอกพจน์

 

8. Please ________________________________________ the word in your dictionary for me.

(กรุณา _________________________________ คำศัพท์ในพจนานุกรมของคุณให้ผมหน่อย)

(a) look at    (จ้องมอง)

(b) look after    (ดูแล, เอาใจใส่)

(c) look for    (มองหา, ค้นหาของที่หาย)

(d) look up    (ค้นหาคำศัพท์)  (ในพจนานุกรม หรืออื่นๆ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)

 

9. When you want to send letters, you have to put ____________________________ on them.

(เมื่อคุณต้องการส่งจดหมาย  คุณจำเป็นต้องติด _____________________________ บนมัน)

(a) stamp

(b) the stamps

(c) the stamp

(d) stamps    (แสตมป์)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Stamp”  เป็นนามนับได้  จึงอยู่ลอยๆ แบบในข้อ  (a)  ไม่ได้  และไม่ต้องนำด้วย  “The”  เนื่องจากไม่ได้ชี้เฉพาะเจาะจง  แต่เป็นแสตมป์ทั่วไป  สำหรับข้อนี้  อาจตอบ   “A stamp”  ก็ได้

 

10. About half the houses in this district _____________________________ modern furniture.

(ประมาณบ้านครึ่งหนึ่งในบริเวณนี้ ______________________________ เฟอร์นิเจอร์ทันสมัย)

(a) has

(b) have    (มี)

(c) there is

(d) there are

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “Half + (of) + The + Plural noun + Plural verb (Are, Were, Play, Walk, etc.)”  เช่น  “Half of the students are boys.”  (ครึ่งหนึ่งของนักเรียนเป็นชาย)  หรือ  “Half of the children swim in the pool.”  (ครึ่งหนึ่งของเด็กว่ายน้ำในสระ)

                                     ส่วน  “Half + (Of) + Singular noun  (นามนับไม่ได้  ซึ่งต้องเป็นเอกพจน์เสมอ) + Singular verb (Is, Was, Plays, Eats, etc.”  เช่น  “Half of the furniture is sold.”  (ครึ่งหนึ่งของเฟอร์นิเจอร์ถูกขายไป)  หรือ  “Half of the information was not true.” (ครึ่งหนึ่งของข้อมูล-ข่าวสาร  ไม่ถูกต้อง)

 

11. We _____________________________________________________________ water.

(เรา __________________________________________________________ น้ำ)

(a) often lack of

(b) are often lack

(c) are often lack of

(d) often lack    (มักขาดแคลน)  (ขาดแคลนบ่อยๆ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   “Lack”  เมื่อใช้เป็นคำกริยา  ตามด้วย  “กรรม”  ได้เลย  ไม่ต้องมี  “Of”  เช่น  “We lack food.”  (เราขาดแคลนอาหาร)   แต่เมื่อเป็นคำนาม (การขาดแคลน)  ต้องตามด้วย   “Of” และต่อด้วย  “กรรม”  เช่น  “The lack of education” (การขาดแคลนการศึกษา)  ดูเพิ่มเติมจากตัวอย่างข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่  

  • In some parts of the world, the people ______________________________________.

(ในบางส่วนของโลก  ผู้คน ________________________________________________)

(a) are a lack of food

(b) lack of food

(c) lack food    (ขาดแคลนอาหาร)

(d) lacks food

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Lack”  เมื่อใช้เป็นกริยา  ตามด้วยกรรม (คำนาม) ได้เลย  ไม่ต้องมี  “Of”  และเนื่องจากประธานของประโยค  (People)  เป็นพหูพจน์  “Lack”  จึงไม่ต้องเติม  “S

                                        ตัวอย่างที่  

  • Do you know which part of the country __________________________________ rain?

(คุณรู้ไหมว่าส่วนไหนของประเทศ ________________________________________ ฝน)

(a) is lacking of

(b) lacks of

(c) is in lack of    (ขาดแคลน)

(d) is lacked of

ตอบ  -  ข้อ   (c)   หรืออาจตอบว่า  “Is lacking”  หรือ  “Lacks”  ก็ได้   สำหรับโครงสร้างอื่นๆ ของ  “Lack”  ดูจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                       ตัวอย่างที่  

  • He made that mistake because he _______________________________ experience.

(เขาทำความผิดนั้น  เพราะว่าเขา ________________________________ ประสบการณ์)

(a) was lack of

(b) was in lacked of

(c) lacked of

(d) lacked    (ขาด, ขาดแคลน, ปราศจาก, ไม่มี)

ตอบ   -    ข้อ  (d)  หรืออาจใช้   “was in lack of”   ก็ได้  เนื่องจาก  “Lack”  เป็นทั้งคำกริยาและคำนาม  เมื่อเป็นคำกริยา  ตามด้วยกรรมเลย  ไม่ต้องมี  “Of”  แต่เมื่อใช้เป็นคำนาม  (หมายถึง  การขาดแคลน,  การปราศจาก,  การไม่มี)   ต้องตามด้วย  “Of”  และต่อด้วยกรรม   ดังประโยคตัวอย่าง

  • They lacked confidence to go on with the project.

(พวกเขาขาดความเชื่อมั่นที่จะดำเนินโครงการต่อไป)

  • The contract lacks a signature of both parties.

(สัญญาขาดลายเซ็นของทั้ง  ๒  ฝ่าย)

  • Many poor nations lack raw materials for the production of their goods. 

(ประเทศยากจนจำนวนมากขาดแคลนวัตถุดิบสำหรับการผลิตสินค้าของตน)

  • I hated the lack of privacy in the dormitory.

(ผมเกลียดการขาดความเป็นส่วนตัวในหอพัก)

  • He was not a stern man at all, in spite of his lack of humor.

(เขามิใช่คนที่เข้มงวด-เคร่งครัดเลย  (หรือมิใช่ไม่ยอมผ่อนผันเลย)  ทั้งๆที่ ขาดอารมณ์ขัน)  (คือเป็นคนอะลุ้มอล่วย  ทั้งๆที่ขาดอารมณ์ขัน)

  • Lack of proper funding is making our job more difficult.

(การขาดแคลนการอุดหนุนเงินที่เหมาะสม  กำลังทำให้งานของเรายากลำบากยิ่งขึ้น)

  • His department was shut down for lack of funds.

(แผนกของเขาถูกปิดลงเนื่องจากขาดแคลนเงินทุน)

 

12. I can’t remember when I last went ____________________________________________.

(ผมจำไม่ได้ว่า  ผมไป _______________________________________ ครั้งสุดท้ายเมื่อใด)

(a) for swim

(b) swimming    (ว่ายน้ำ)

(c) to swimming

(d) for swimming

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ดูคำอธิบาย   “Go swimming, Go shopping”   จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่  

  • In the afternoon we went ________________________________________________.

(ในตอนบ่าย  เราไป ___________________________________________________)

(a) to window-shop

(b) to window-shopping

(c) window-shop

(d) window-shopping    (เดินดูสินค้าที่ตั้งโชว์ไว้ในตู้กระจกหน้าร้าน)

ตอบ   -   ข้อ  (d)   “Window-shop”  เป็นคำกริยา  หมายถึง  “เดินดูสินค้าที่ตั้งแสดงไว้ในตู้กระจกหน้าร้าน  โดยไม่ได้ซื้อ”  

                                         ตัวอย่างที่ 

  • Her job is __________________________________________________________.

(งานของเธอคือ ______________________________________________________)

(a) go shopping every morning.

(b) to go shopping every morning.   (การไปจ่ายตลาดทุกๆเช้า)

(c) to go to shop every morning

(d) going to shop every morning

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากหลังกริยา  “Verb to be”  (Is)  ของประโยค  ต้องการส่วนที่มาเติมให้สมบูรณ์  (Complement)  ซึ่งอาจเป็น  “Infinitive with to” (To + Verb)  หรือ  “Gerund” (Verb + ing)   ก็ได้  ซึ่งใน ตัวอย่างที่  ๒  นี้  อาจใช้  “To go shopping”  หรือ   “Going shopping”  ได้ทั้งคู่

                                      อย่างไรก็ตาม  เมื่อกริยา  “Go”  หมายถึง  “การออกกำลังกายเพื่อพักผ่อนและความเพลิดเพลิน”   กริยาที่ตามหลัง  “Go”  จะต้องอยู่ในรูป  “Verb + ing”  เสมอเช่น   “go shopping,  go swimming,  go hunting  (ไปล่าสัตว์),  go fishing  (ไปตกปลา),  go shooting  (ไปยิงปืน)  ,  go skating,  go skiing,  go climbing  (ไปปีนเขา),  go diving  (ไปดำน้ำ), etc.”  (แต่ใช้ “do our shopping”– ไปซื้อของ, ไปจ่ายตลาด)   ดังนั้น  ในประโยคข้างบน   จึงต้องตอบข้อ  (b)   หรือไม่ก็ใช้   “going shopping every morning

 

13. Please lend me one of your pens.  I ________________________________ mine at home.

(กรุณาให้ผมยืมปากกาของคุณสักด้าม  ผม ___________________ (ปากกา) ของผมไว้ที่บ้าน)

(a) forgot    (ลืม)

(b) left    (ทิ้ง)

(c) didn’t remember    (จำไม่ได้)    

(d) have no

ตอบ   -   ข้อ  (b)  จะใช้   “Forget”  ไม่ได้  เนื่องจากมีวลี  “At home”  อยู่ข้างท้าย  เพราะถ้าใช้  “ลืม”  จะมีความหมายคือ  “ลืมที่บ้าน”  กล่าวคือ  เหตุการณ์ลืมเกิดขึ้นที่บ้าน  มิใช่ลืมปากกาทิ้งไว้ที่บ้าน   ดังนั้น  จึงต้องใช้  “Leave”  (ทิ้งปากกาไว้ที่บ้าน)  สำหรับตัวอย่างการใช้  “Forget”  เช่น

  • I forgot to buy a newspaper this morning.

(ผมลืมซื้อหนังสือพิมพ์เมื่อเช้านี้)

  • She forgot meeting me in New York a long time ago.

(เธอลืมการพบกับผมในนิวยอร์กเมื่อนานมาแล้ว  -  คือเคยพบกัน  แต่เธอลืมเหตุการณ์ครั้งนั้น)

  • He says he never forgets a face or a name.

(เขากล่าวว่า  เขาไม่เคยลืมใบหน้าหรือชื่อคน)

  • It was a marvelous occasion and I shall never forget it.

(มันเป็นโอกาสที่วิเศษมาก  และผมจะไม่ลืมมันเลย)

  • Jane was afraid that she had forgotten how to ride a bicycle.

(เจนเกรงว่า  เธอได้ลืมวิธีขี่รถจักรยานไปแล้ว)

  • It is a long forgotten event in her past.

(มันเป็นเหตุการณ์ในอดีตของเธอ  ที่ถูกลืมไปนานแล้ว)

  • I forgot all about him for several years.

(ผมลืมหมดทุกอย่างเกี่ยวกับตัวเขา  เป็นเวลานานหลายปี)

  • Don’t forget that I worked for her once. 

(อย่าลืมซิว่า  ครั้งหนึ่งผมเคยทำงานให้กับเธอ)

  • She forgot my birthday again this year.

(เธอลืมวันเกิดของผมอีกแล้วปีนี้)

  • Sorry to disturb you – I forgot my key.

(เสียใจที่ต้องรบกวนคุณ  ผมลืมเอากุญแจมาครับ)

  • “Don’t forget the bag,” she said.

(“อย่าลืมกระเป๋านะ”  เธอกล่าว)

 

14. I shall ___________________________________________ his journey to the North Pole.

(ผมจะ ___________________________________ การเดินทางของเขาไปยังขั้วโลกเหนือ)

(a) ask    (ถาม, ขอร้อง)     

(b) ask for    (ขอ, ขอพูดกับ)

(c) ask about    (ถามเกี่ยวกับ)

(d) ask after    (ถามว่า .................... เป็นอย่างไรบ้าง)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ส่วน   “Ask”   ใช้ในโครงสร้างต่างๆ  เช่น   

  • I asked her some questions. 

(ผมถามคำถามเธอ),  

  • He asked me my name. 

(เขาถามชื่อผม)

  • I asked her what she wanted. 

(ผมถามเธอว่าเธอต้องการอะไร)

  • There is something I want to ask you about.

(มีบางอย่างที่ผมต้องการถามคุณ  -  เกี่ยวกับมัน)  

  • I asked him about his trip to London. 

(ผมถามเขาเกี่ยวกับการเดินทางไปลอนดอนของเขา), 

  • She asked her parents for some money.

(เธอขอเงินจากพ่อแม่ของเธอ)

  • I asked for help with my project.

(ผมขอความช่วยเหลือสำหรับโครงการของผม)

  • She asked for a drink of water.

(เธอขอน้ำดื่ม)

  • This morning Tom had called asking for me.

(เช้านี้  ทอมโทรศัพท์มาเพื่อขอพูดกับผม)

  • She asked after my father.

(เธอถามว่าพ่อของผมเป็นอย่างไรบ้าง)

 

15. I learn diligently _______________________________________ fail in my examination. 

(ผมเรียนอย่างขยันขันแข็ง __________________________________________ สอบตก)

(a) in order to not

(b) in order not to    (เพื่อที่จะไม่ต้อง)

(c) not in order to

(d) in not order to

ตอบ   -   ข้อ   (b)   หรืออาจใช้   “So as not to”  (เพื่อที่จะไม่ต้อง)  ก็ได้  ทั้งนี้  มีข้อสังเกต  คือ  เมื่อใช้ในประโยคบอกเล่า  สามารถใช้ได้เหมือนกันทั้ง  ๓  โครงสร้าง  คือ In order to = So as to = To  แล้วตามด้วย  Verb 1  แต่ถ้าใช้ในประโยคปฏิเสธ  จะใช้ได้เพียง ๒ โครงสร้างเท่านั้น  คือ  In order not to = So as not to  แล้วตามด้วย  Verb 1 ไม่สามารถใช้  Not to + Verb 1  ได้   ดังตัวอย่างข้างล่าง

  • They left home early to catch the train.
  • They left home early in order to catch the train.
  • They left home early so as to catch the train.

(พวกเขาออกจากบ้านแต่เช้าตรู่เพื่อให้ทันรถไฟ)

                                      แต่เมื่ออยู่ในรูปปฏิเสธ  จะใช้ได้เพียง ๒ โครงสร้างเท่านั้น  คือ

  • We took a long rest in order not to become ill.
  • We took a long rest so as not to become ill.

(เราพักผ่อนยาวเพื่อที่จะได้ไม่เจ็บป่วย)

****ห้ามใช้We took a long rest not to become ill. (ไม่สามารถใช้โครงสร้างนี้ได้)

 

16. Every girl ought to learn ______________________________________________ to cook.

(เด็กผู้หญิงทุกคนควรที่จะเรียนรู้ _____________________________________ ปรุงอาหาร)

(a) where    (ที่ไหน)  (where to cook  =  จะปรุงอาหารที่ไหน)

(b) what    (อะไร)  (what to cook  =  จะปรุงอะไร)

(c) when    (เมื่อไร)  (when to cook  =  จะปรุงอาหารเมื่อไร)

(d) how    (วิธี) 

ตอบ   -   ข้อ   (d)   “เรียนรู้วิธีปรุงอาหาร”  =  “เรียนรู้ว่าจะปรุงอาหารอย่างไร”  เช่นเดียวกับ  “Learn how to read and write”  (เรียนวิธีอ่านและเขียน),  “Learn how to swim,” (เรียนวิธีว่ายน้ำ),  “Learn how to play golf”  (เรียนวิธีเล่นกอล์ฟ)  เป็นต้น     

 

17. ____________________________________________________ your hair cut yesterday?

(_______________________________ ตัดผมเมื่อวานนี้  ใช่หรือไม่)  (คือ ให้ช่างฯ ตัดผมให้)

(a) Had you

(b) You had

(c) Have you had

(d) Did you have    (คุณ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   “Have”  เมื่อใช้  ในโครงสร้าง   “Causative use”  คือ  “ประธานฯใช้ให้ใครทำอะไร”  หรือ  “ประธานใช้ให้อะไรถูกทำโดยใคร”  จะถือว่า   เป็นกริยาธรรมดาตัวหนึ่ง  ดังนั้น  เมื่อจะทำเป็นประโยคคำถาม หรือปฏิเสธ  จึงต้องใช้   “Verb to do” (Do, Does, Did)  ช่วยเสมอ  ดูเพิ่มเติมการใช้   “Have”  ในความหมายต่างๆ  ที่ถือเป็นกริยาธรรมดา  และต้องใช้  “Verb to do”  ช่วย  เมื่อเปลี่ยนเป็นประโยคปฏิเสธและคำถาม   จากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ ๑

  • They ___________________________________________ breakfast at seven o’clock.

(พวกเขา __________________________________________ อาหารเช้าเวลา  ๗  โมง)

(a) have no

(b) have not

(c) haven’t

(d) don’t have    (มิได้รับประทาน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจาก   “Have”  เมื่อหมายถึง  “รับประทาน, ดื่ม”  จะเป็นเพียงกริยาธรรมดาทั่วไป  เมื่อจะทำเป็นประโยคปฏิเสธ หรือคำถาม  จึงต้องใช้   “Verb to do”  (Do, Does, Did)  ช่วยเสมอ

                                        ตัวอย่างที่ ๒

  • You had your car overhauled last week, ___________________________________?

(คุณเอารถของคุณไป (ให้ช่าง) ซ่อมทั้งคัน  เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว, _______________________)

(a) hadn’t you

(b) didn’t you    (ใช่หรือไม่)

(c) wasn’t it

(d) had you

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Had”  ในประโยคข้างบน  อยู่ในรูป  “Causative use”  มีความหมายว่า  “เอารถไปซ่อม” (had your car overhauled)   จึงถือเป็นกริยาทั่วไปตัวหนึ่ง  เหมือนกับ   “Walk, Play, Swim, Eat, Sing, Write, Walk, etc.”  ดังนั้น   เมื่อจะทำเป็นรูปปฏิเสธ  หรือคำถาม  หรือ  “Question tag”   จึงต้องใช้  “Verb to do” (Do, Does, Did)   ช่วย  และเนื่องจากในประโยคข้างบน  “Had”  อยู่ในรูปบอกเล่า  ในส่วน  “Tag” จึงต้องเป็นปฏิเสธ

                                       สำหรับ “Verb to have”  (Have, Has, Had)  จะถือเป็นกริยาพิเศษ  และในส่วน  “Tag”สามารถใช้   “Have, Has, Had”  ได้เลย  ซึ่งแล้วแต่ ประธานประโยค  และ  “Tense”   (ไม่ต้องใช้  “Verb to do”  ช่วย)  มี  ๓  กรณี  คือ

                                             ๑. ใน  “Present perfect tense”  เช่น

  • He has eaten his breakfast, hasn’t he?

(เขาได้กินข้าวเช้าแล้ว  ใช่หรือไม่)

                                             ๒. ใน  “Past perfect tense”  เช่น

  • She had moved to a new place, hadn’t she?

(เธอได้ย้ายไปอยู่ที่ใหม่แล้ว  ใช่หรือไม่)

                                            ๓. ในกรณีที่   “Have”  หมายถึง  “มี”  เช่น

  • They had a beautiful house, hadn’t they?

(ในกรณี   “Have”  แปลว่า  “มี”  สามารถใช้   “Verb to do”  ช่วยได้เช่นกัน  ดังนั้น  ประโยคข้างบนอาจเป็น   “They had a beautiful house, didn’t they?)

  • She has not a car, has she?

(ในทำนองเดียวกัน  เมื่อ   “Has”  หมายถึง  “มี”  ประโยคนี้  สามารถใช้ได้อีกแบบ  คือ  “She has not a car, does she?)

                                      อย่างไรก็ตาม   เมื่อ   “Has”  มิได้แปลว่า  “มี”  แต่มีความหมายอย่างอื่น   ดังเช่นใน  ๕  กรณี  ต่อไปนี้   จะถือว่าเป็นเหมือนกริยาธรรมดาทั่วๆ ไป  (= Walk, Sleep, Cry, Hope, Love, Like, etc.)  ดังนั้น   เมื่อจะทำเป็นรูปปฏิเสธ  หรือ  คำถาม   รวมทั้งในส่วน  “Tag”  จะต้องใช้  “Verb to do”  (Do, Does, Did)  ช่วยเสมอ  ดังประโยคข้างล่าง

                                            ๑. เมื่อหมายถึง   “ได้รับ”  (Receive)  เช่น

  • She had a letter this morning, didn’t she?

(เธอได้รับจดหมายเมื่อเช้านี้  ใช่หรือไม่)

                                            ๒. เมื่อหมายถึง  “รับประทาน, ดื่ม”  เช่น

  • He had coffee for breakfast, didn’t he?

(เขาดื่มกาแฟสำหรับอาหารเช้า  ใช่หรือไม่)

  • We had a lot of food at the party last night, didn’t we?

(เรากินอาหารมากมายที่งานเลี้ยงเมื่อคืนนี้  ใช่หรือไม่)

                                            ๓. เมื่อหมายถึง  “จำเป็นต้อง”  (Have to)  เช่น

  • They have to study hard to pass the exam, don’t they?

(พวกเขาจำเป็นต้องเรียนหนัก  เพื่อสอบผ่าน  ใช่หรือไม่)

                                           ๔.  เมื่อใช้ไนโครงสร้าง   “Causative use”  คือ  “ประธานฯ ใช้ไห้ใครทำอะไร”  (Active voice)  หรือ  “ประธานฯ ใช้ให้อะไรถูกทำโดยใคร”  (Passive voice)  เช่น

  • She had the servant wash her room yesterday, didn’t she?

(เธอให้คนรับใช้ทำความสะอาดห้องของเธอเมื่อวานนี้  ใช่หรือไม่)

  • They have their cars washed every day, don’t they?

(พวกเขาล้างรถทุกวัน (โดยคนอื่นทำให้)  ใช่หรือไม่)

  • He doesn’t have his hair cut every month, does he?

(เขามิได้ตัดผมทุกเดือน  ใช่ไหม)

                                           ๕. เมื่อหมายถึง  “ประสบ”  (Experience)  เช่น

  • She had difficulty studying English, didn’t she?

(เธอประสบกับความยากลำบากในการเรียนภาษาอังกฤษ  ใช่หรือไม่)

  • They have a hard time when coming to live in the capital, don’t they?

(พวกเขาประสบกับช่วงเวลาที่ยากลำบาก  เมื่อเข้ามาอาศัยอยู่ในเมืองหลวง  ใช่หรือไม่)

 

18. There is one teacher in the classroom, ________________________________ his lesson.

(มีครู  ๑  คน ในห้องเรียน ____________________________________ บทเรียนของเขา)

(a) to prepare

(b) prepares

(c) preparing    (ตระเตรียม, เตรียมตัว)

(d) prepared

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  (Adjective clause)  (ขึ้นต้นด้วย  “Who”)  คือ  “……......….classroom, who is preparing his lesson”  หรือ  “……...…...who prepares his lesson

 

19. Always ____________________________________________ honest in whatever you do.

(___________________________________ ซื่อสัตย์สุจริตอยู่เสมอในสิ่งใดก็ตามที่คุณทำ)

(a) are

(b) being

(c) be    (จง)

(d) to be

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นประโยคคำสั่ง  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • ____________________________________________ patient, and you will succeed.

(_______________________________________ อดทน  และคุณจะประสบความสำเร็จ)

(a) Being

(b) Be    (จง)

(c) To be

(d) Are

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นประโยคคำสั่งหรือขอร้อง  จึงต้องขึ้นต้นประโยคด้วย  “Infinitive without to” (Verb 1)  แต่ในกรณีที่สิ่งที่สั่งให้ทำเป็นคำคุณศัพท์  เช่น  “Patient” (อดทน)  “Careful” (ระมัดระวัง)  จะต้องขึ้นต้นประโยคด้วย  “Be”  สำหรับตัวอย่างประโยคคำสั่ง-ขอร้อง อื่นๆ   เช่น

                                         ตัวอย่างที่ 

  • If you need any help filling out the forms, _________________ somebody at the front desk.

(ถ้าคุณต้องการความช่วยเหลือใดๆในการกรอกแบบฟอร์ม  ให้__________ ผู้ที่ (นั่ง) อยู่ที่โต๊ะหน้าเคาเตอร์)

(a) to ask

(b) asking

(c) asks

(d) ask    (ถาม)

ตอบ   -    ข้อ   (d)   เนื่องจากในประโยคคำสั่งหรือขอร้อง   (ในที่นี้ คือ  “ask somebody at the front desk)   ให้ถือเสมือนว่ามีประธาน  “You”  อยู่หน้าประโยค  คือ  อยู่หน้า  “ask”  (แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ)  จึงต้องตามด้วยกริยาช่องที่    ที่ไม่มี   “To”  นำหน้า  (Infinitive without to)   ตัวอย่าง อื่นๆ  เช่น

  • Buy me a newspaper.  (ซื้อหนังสือพิมพ์ให้ผมฉบับหนึ่งนะ)
  • Go out.  (ออกไปห่างๆ – ออกไปให้พ้น)
  • Open the window, please.  (กรุณาเปิดหน้าต่างหน่อยครับ)
  • (Please) come into the room.  (โปรดเข้ามาในห้อง)

                                         ในกรณีที่เป็นคำคุณศัพท์   (Adjective)    ให้ขึ้นต้นประโยคด้วย   “Be”  เสมอ  เช่น

  • Be careful.   (จงระวัง)
  • Be patient.   (อดทนหน่อยนะ)
  • Be thoughtful to other people.   (จงนึกถึงคนอื่นบ้าง)

                                          อนึ่ง  ถ้าเป็นประโยคที่สั่งหรือขอร้องไม่ให้ทำ  ก็ยังถือเสมือนว่ามี   “You”  เป็นประธานนำหน้าประโยค   ดังนั้น  จึงต้องขึ้นต้น  “ประโยคคำสั่ง-ขอร้องไม่ให้ทำ” ด้วย  “Don’t”  เสมอ  เช่น

  • Don’t make a loud noise.  

(จงอย่าทำเสียงดัง)

  • Don’t get up late.   

(อย่าตื่นสายนะ)

  • Don’t bother me while I’m working.

(อย่ากวนผมในขณะที่ผมกำลังทำงาน)

                                         ในกรณีที่เป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  ให้ขึ้นต้นประโยคด้วย   “Don’t be” เสมอ   เช่น

  • Don’t be late for class.    

(อย่าเข้าห้องเรียนสายนะ)

  • Don’t be careless while walking across the street.

(จงอย่าประมาทขณะเดินข้ามถนน)

  • Don’t be too serious with your work.

(จงอย่าเอาจริงเอาจังกับงานมากเกินไป)

 

20. Have this one, _________________________________________________________?

(เอาอันนี้ไปซิ ________________________________________________________)

(a) do you

(b) don’t you

(c) will you    (ได้ไหม หรือ ตกลงไหม)

(d) haven’t you

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นประโยคคำสั่งหรือขอร้อง  ในส่วน  “Tag”  จะใช้  “Will you”  ดูเพิ่มเติมประโยคคำสั่ง  ขอร้อง  และเชิญชวน  จากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่

  • Do it yourself, _______________________________________________________?

(จงทำมันด้วยตัวของคุณเอง ______________________________________________)

(a) shall we

(b) don’t we

(c) don’t you

(d) will you(ได้ไหม)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น  “ประโยคคำสั่ง  หรือ ขอร้อง

                                        ตัวอย่างที่

  • Just see if that water is becoming hot, _____________________________________?

(ไปดูหน่อยซิว่า  น้ำกำลังร้อน (เดือด) หรือไม่, __________________________________)

(a) do you

(b) don’t you

(c) won’t you

(d) will you    (ได้ไหม)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นประโยคคำสั่ง หรือขอร้อง  ในส่วน  “Tag”   จึงต้องใช้  “Will you”   สำหรับ  “If”  ในประโยคนี้  เท่ากับ  “Whether”  (หรือไม่)

                                         ตัวอย่างที่

  • Do it at once, ________________________________________________________?

(จงทำมันโดยทันที ____________________________________________________)

(a) don’t you

(b) shall we

(c) do you

(d) will you    (ได้ไหม)

ตอบ   -   ข้อ  (d)   เนื่องจาก  “Question tag”  ที่ตามหลังข้อความที่เป็นประโยค  “คำสั่ง, ขอร้อง, เชื้อเชิญ”  ในส่วน  “Tag”  ให้ใช้“…………… will you ?”  เช่น

  • Help me carry this box, will you?

(ช่วยผมแบกกล่องใบนี้หน่อย – ได้ไหม)

  • Open the window, will you?

(เปิดหน้าต่างหน่อย – ได้ไหม)

  • Turn off the light, will you?

(ปิดไฟหน่อย – ได้ไหม)

  • Don’t smoke in the room, will you?

(อย่าสูบบุหรี่ในห้องนะ)

  • Come and see me tomorrow, will you?

(มาพบผมวันพรุ่งนี้ – ได้ไหม)

                                        สำหรับในประโยคเชิญชวนที่ขึ้นต้น  “Let’s (Let us)”  ในส่วน Tag  ต้องใช้  “Let’s ……………….., shall we?”  เช่น

  • Let’s go for a picnic tomorrow, shall we?

(เราไปปิกนิกกันวันพรุ่งนี้ – เอาไหม)

  • Let’s go for a walk in the evening, shall we?

(เราไปเดินเล่นกันตอนเย็น – เอาไหม)

  • Let’s go swimming next week, shall we?

(เราไปว่ายน้ำกันสัปดาห์หน้า – เอาไหม)

  • Let’s not make a loud noise, shall we?

(เราอย่าส่งเสียงดังกันเลย – เอาไหม)

                                         แต่สำหรับประโยคที่ขึ้นต้นด้วย  “Let me”, “Let him”,  “Let her”  ต้องถือว่าเป็นประโยคขอร้อง (คือขออนุญาตให้ผู้พูดหรือผู้ที่ถูกกล่าวถึง  ได้กระทำอะไรบางอย่าง)  ดังนั้น  ในส่วน  Tag  ต้องใช้  “will you?”  เหมือนในประโยคขอร้องทั่วไปเช่น

  • Let me tell you something, will you?

(ให้ผมบอกอะไรคุณหน่อยได้ไหม)

  • Let me leave the room now, will you?

(ให้ผมออกจากห้องตอนนี้ได้ไหม)

  • Let him do this for me, will you?

(ให้เขาทำสิ่งนี้แทนผมได้ไหม)

  • Let her do as she likes, will you?

(ให้เธอทำตามที่เธอชอบได้ไหม)

  • Let Kim come in first, will you?

(ให้คิมเข้ามาเป็นคนแรกได้ไหม)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป