หมวดข้อสอบ STRUCTURE (ตอนที่ 653)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Direction:  Choose the best answer to each item.

(จงเลือกคำตอบที่ดีที่สุดของแต่ละข้อ)

 

1. “What is the difference between this and that?”

(อะไรคือความแตกต่างระหว่างสิ่งนี้และสิ่งนั้น)

“None, they are ___________________________________________________________.”

(ไม่มี,  มัน __________________________________________________________)

(a) like

(b) in the same

(c) the same    (เหมือนกัน)

(d) as the same

ตอบ  -  ข้อ  (c)  หรืออาจใช้  “they are similar”  (มันเหมือนกัน-คล้ายกัน),  “they are alike”  (มันเหมือนกัน-คล้ายกัน)  หรือ  This is like that”  (สิ่งนี้เหมือนกับสิ่งนั้น)  หรือ  “This is the same as that”   (สิ่งนี้เหมือนกับสิ่งนั้น)  ก็ได้

 

2. It ____________________________________________________ ever since last Sunday.

(ฝน _______________________________________________ ตั้งแต่วันอาทิตย์ที่แล้ว)

(a) rained

(b) had rained

(c) has rained

(d) has been raining    (ได้กำลังตก)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  ใช้รูป  “Present perfect continuous tense”  {Subject + Has (Have) + Been + Verb + ing} เนื่องจากแสดงทั้งความต่อเนื่อง  และยาว นานของเหตุการณ์  (ฝนตก)  ที่เกิดตั้งแต่ในอดีต  (วันอาทิตย์ที่แล้ว)  จนถึงปัจจุบัน (ขณะที่พูด)  และมีแนวโน้มที่จะเกิดต่อไปในอนาคตด้วย  ซึ่งดีกว่าการใช้  ข้อ  (c)  (Present perfect tense)  เพราะแสดงเพียงความต่อเนื่องของเหตุการณ์  (ฝนตก)  ที่เกิดในอดีตมาจนถึงปัจจุบันเท่านั้น  มิได้แสดงความยาวนานของเหตุการณ์  หรือบ่งชี้ว่าจะเกิดต่อไปในอนาคตด้วยเหมือนกับ  “Present perfect continuous tense”  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Present perfect continuous tense”  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่ 

  • In the last few years our town ______________________________________ a great deal.

(ในช่วงสอง-สามปีที่ผ่านมา  เมืองของเรา _____________________________ อย่างมากมาย)

(a) grew

(b) had grown

(c) is growing

(d) has been growing    (ได้กำลังเติบโต)

ตอบ  -  ข้อ  (c)  ใช้โครงสร้าง  “Present perfect continuous tense”  {Subject + Has (Have) + Been + Verb + ing เพื่อบอกถึงเหตุการณ์ที่เกิดในอดีต  และดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน  (ขณะที่พูด)  คือ  เมืองของเราเริ่มเติบโตเมื่อสอง-สามปีที่แล้ว  ปัจจุบันก็ยังคงเติบโตอยู่  และมีแนวโน้มจะเติบโตต่อไปในอนาคตด้วย  อีกนัยหนึ่ง  คือ  เน้นการเติบโตแบบต่อเนื่อง  หรือติดต่อกันเป็นเวลาสอง-สามปี

                                  ตัวอย่างที่ 

  • He looks so exhausted because he __________________________ around the town all day.

(เขามีท่าทางเหน็ดเหนื่อย-อ่อนล้ามาก  เพราะว่าเขา ___________________ รอบเมืองตลอดทั้งวัน)

(a) ran

(b) had run

(c) had been running

(d) has been running    (ได้กำลังวิ่ง)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  ใช้รูป  “Present perfect continuous tense”  {Subject + Has (Have) + Been + Verb + ing}  เพื่อแสดงความต่อเนื่องของเหตุการณ์จากอดีตมาจนถึงปัจจุบันขณะที่พูด  (คือ  การวิ่งรอบเมือง)  และมีแนวโน้มว่าจะกระทำ (วิ่ง) ต่อไปในอนาคตด้วย  (คือ  ภายหลังจากที่พูดประโยคนี้)   ส่วนอีกนัยหนึ่ง  ต้องการแสดงความต่อเนื่องยาวนานของการทำกริยาวิ่ง  ว่าได้กระทำมาแล้วหลายๆ ชั่วโมงติดต่อกัน  (สำหรับนัยยะหลัง  อาจต่อเนื่องแบบหลายๆ ชั่วโมง,  วัน,  เดือน,  ปี  ก็ได้)

                                  ตัวอย่างที่ 

  • Mother __________________________________ very badly for the last few months.

(แม่ ____________________________________ ไม่หลับเลยในช่วง ๒ – ๓ เดือนที่แล้วมา)

(a) sleeps

(b) slept

(c) has been sleeping    (นอน)

(d) had slept

ตอบ    ข้อ  (c)  เนื่องจากอยู่ในรูป  “Present perfect continuous tense”  คือบอกถึงเหตุการณ์ที่เกิดในอดีต  และดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน  และแสดงความยาวนานของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วย   “แม่นอนไม่หลับเลยในช่วง ๒ – ๓ เดือนที่ผ่านมา”  ดูเพิ่มเติมการใช้   “Present perfect continuous”  และ  “Present perfect”  (Subject + Has หรือ Have + Verb 3)  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่ 

  • I ____________________ of changing my job for some time, but I haven’t made up my mind.

(ผม _______________ ถึงการเปลี่ยนงานมาเป็นเวลาหนึ่งแล้ว  แต่ผมยังมิได้ตัดสินใจ - ที่จะเปลี่ยน)

(a) am thinking

(b) thought

(c) have been thinking    (ได้กำลังคิด)

(d) think

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากอยู่ในรูป   “Present perfect continuous tense”  {Subject + Has (Have) + Been + Verb + ing}  คือ  กล่าวถึงเหตุการณ์หนึ่งซึ่งเกิดในอดีต  และต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน  คือ  คิดจะเปลี่ยนงานตั้งแต่ในอดีต  และปัจจุบัน (ขณะที่พูดประโยคนี้)  ก็ยังคิดจะเปลี่ยนงานอยู่

                                 ตัวอย่างที่ 

  • She ________________________________________________ in London for 20 years.

(เธอ _________________________________________ ในลอนดอนเป็นเวลา  ๒๐  ปีแล้ว)

(a) has come to live

(b) has been living    (ได้กำลังอาศัย)

(c) comes to live

(d) is living

ตอบ  -  ข้อ  (b)  ใช้รูป  “Present perfect continuous tense”  {Subject + Has (Have) + Been + Verb + ing}  เพื่อแสดงความต่อเนื่องของเหตุการณ์หนึ่ง  (เธออาศัยอยู่ในลอนดอน)  ซึ่งเกิดขึ้นในอดีต  และดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน  (ขณะที่พูดประโยคนี้)  และมีแนวโน้มจะอาศัยอยู่ต่อไปในอนา คตด้วย

                                 ตัวอย่างที่ 

  • Although Mark _________________ for years, he ________________ has not graduated. 

(แม้ว่ามาร์ค _________________ เป็นเวลาหลายปี  เขา _______________  ไม่จบการศึกษา)

(a) has been studying …….. already   (ได้กำลังศึกษา.................แล้ว)

(b) has been studied ………still

(c) has been studying ……..still    (ได้กำลังศึกษา.................ยังคง)

(d) has been studied……….already

ตอบ  -   ข้อ  (c)  ใช้โครงสร้าง  “Present perfect continuous tense” {Subject + Has (Have) + Been + Verb + ing}  ในแบบ  “Active voice”  สำหรับ  ข้อ  (b)  และ  (d)   เป็น  “Present perfect tense”  ในรูป  “Passive voice”  เนื่องจากมาร์คเป็นผู้กระทำ  (ศึกษา)  โดยข้อนี้หมายความว่า  “มาร์คเรียนหนังสือมาหลายปี  แต่ยังคงไม่จบการศึกษา”  (แสดงการศึกษาต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายปี)

                                 ตัวอย่างที่ 

  • Miss Kim __________________________________________ with us since last October.

(มิสคิม ______________________________________ กับเราตั้งแต่เดือนตุลาคม  ปีที่แล้ว)

(a) works

(b) worked

(c) has been working      (ได้กำลังทำงาน)

(d) is working

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็น  “Present perfect continuous tense”  {Subject + Have (Has) + Been + V. ing}  โดยสังเกตจาก  “since last October”  ทั้งนี้   “Present perfect continuous”  ใช้บอกเหตุการณ์ในอดีตที่ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน   และเน้นความยาวของช่วงเวลา  ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันด้วย   ซึ่งอาจจะเป็นหลายๆ วัน,  เดือน,  ปี,  หลายๆปี  หรือเพียง ๒ – ๓ ชั่วโมงก็ได้  ซึ่งประโยคข้างบนมีความหมายว่า  “มิสคิมทำงานกับเราตั้งแต่ตุลาฯ ปีที่แล้ว”  คือปัจจุบันก็ยังคงทำอยู่  และเน้นความต่อเนื่องของการทำงาน  ว่าทำมานานหลายเดือนแล้ว  อนึ่ง  สามารถใช้รูป  “Present perfect” {Subject + Have (Has) + Verb 3} แทนก็ได้   โดย  “Present perfect”  ก็บอกถึงเหตุการณ์ที่เกิดในอดีตและต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันเช่นกัน  แต่ไม่เน้นความต่อเนื่อง หรือยาวนาน  (รวมทั้งไม่เน้นว่าจะทำต่อเนื่องไปในอนาคต)  เหมือนกับ  “Present perfect continuous”  นอกจากนั้น  “Present perfect”  ยังบอกถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งจะจบสิ้นลงไปแล้ว  หรือเหตุการณ์ที่เกิดในอดีต  แต่ไม่ระบุเวลาที่แน่ชัด  หรือใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดซ้ำๆ ในอดีตด้วย                          

           รูปแบบของ  “Tense”  ทั้ง  ๒  ที่กล่าวมาข้างต้น  มักจะมีคำจำพวกนี้อยู่ในประโยค  ได้แก่  since  (ตั้งแต่),  for  (เป็นเวลา),  recently  (หมู่นี้),  lately  (เมื่อเร็วๆ นี้),  so far  (เท่าที่ผ่านมาหรือเป็นมา),  up to now  (จนกระทั่งถึงบัดนี้),  up till now  (จนถึงบัดนี้),  up to the present  (จนถึงปัจจุบัน),  already  (แล้ว),  yet  (ใช้ในประโยคคำถาม),  not yet  (ใช้ในประโยคปฏิเสธ),  ever  (เคย),  never  (ไม่เคย),  just  (เพิ่งจะ),  this is the first (second) time  (นี่เป็นครั้งแรก – ครั้งที่สอง),  หรือตามด้วยประโยคที่เป็น  “Past tense   เช่น  since we were born”  (ตั้งแต่เราเกิด),  since they were at college”  (ตั้งแต่พวกเขาเรียนมหาวิทยาลัย),  since I was young”  (ตั้งแต่ผมยังเป็นเด็ก),  since she left the country”  (ตั้งแต่ที่เธอจากประเทศไป),  ตัวอย่างประโยค   เช่น

  • I have already eaten my breakfast.

(ผมกินอาหารเช้าแล้ว– เน้นว่ากินแล้ว และยังไม่นานนัก)

  • She has not eaten her dinner yet.

(เธอยังมิได้กินอาหารเย็นเลย – เน้นว่ายังไม่ได้ทำ)

  • He has just gone out.

(เขาเพิ่งจะออกไป – เน้นว่าเพิ่งจะจบสิ้น)

  • I have seen her on TV several times.

(ผมได้เห็นเธอทางทีวีหลายครั้ง – เน้นว่าทำซ้ำๆ)

  • They have lived here for ten years.

(พวกเขาอยู่ที่นี่มา ๑๐ ปีแล้ว – เน้นว่าต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน)

  • We have not seen each other since 2010.

(เราไม่ได้เจอกันตั้งแต่ปี ๒๐๑๐ – เน้นว่าต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน)

  • They have been playing since the morning.

(พวกเขาเล่นกันมาตั้งแต่เช้าแล้ว – เน้นว่าต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน  และความยาวของเวลาว่าหลายชั่วโมง)

  • They have been waiting here for two hours.

(พวกเขารอคอยอยู่ที่นี่มา ๒ ชั่วโมงแล้ว – เน้นความต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันและความนานของเวลาคือ ๒ ชั่วโมง)

  • We have been living here since we were born.

(เราอาศัยอยู่ที่นี่ตั้งแต่เราเกิด - เน้นความต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน  และความยาวนานของการอาศัยที่นี่  คือหลายสิบปีแล้ว)

 

3. He went on doing it ______________________________________________ our protests.

(เขาทำมันต่อไป ___________________________________ การคัดค้าน-ประท้วงของเรา)

(a) owing to    (เนื่องมาจาก, เพราะว่า)  (ตามด้วยคำนาม หรือวลี)

(b) because    (เพราะว่า)  (ตามด้วยประโยค คือ  “Subject + Verb”)

(c) in spite of    (ทั้งๆ ที่)

(d) instead of    (แทนที่จะ)

ตอบ  -  ข้อ  (c)  ดูเพิ่มเติมการใช้คำต่างๆ จากประโยคข้างล่าง

                                 ตัวอย่างที่ 

  • ____________________________ his poor health, he could not work in a tropical country.

(_______________________ สุขภาพที่แย่ของเขา  เขาไม่สามารถทำงานในประเทศในเขตร้อน)

(a) Because    (เพราะว่า)

(b) In spite of    (ทั้งๆที่)

(c) Because of    (เนื่องมาจาก)

(d) As    (เพราะว่า, ในขณะที่)

ตอบ  -  ข้อ  (c)  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Because of”  และ  “In spite of”  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                 ตัวอย่างที่  

  • _______ going to the beach with his friends, Tom stays at home and helps his parents look after his little brother during the holidays.

(_______ ไปเที่ยวชายหาดกับเพื่อนๆ ของเขา,  ทอมพักอยู่กับบ้าน  และช่วยพ่อแม่ดูแลน้องชายตัวน้อยในระหว่างวันหยุดพักผ่อน)

(a) In spite of    (ทั้งๆ ที่)

(b) In addition to    (นอกเหนือจาก)

(c) Instead of    (แทนที่จะ)

(d) In case of    (ในกรณีของ)

ตอบ  -  ข้อ  (c)  ดูเพิ่มเติมการใช้คำอื่นๆ จากตัวอย่างข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่  

  • ___________________________ her friendly personality, she is admired by all her friends.

(________________________ บุคลิกที่เป็นมิตรของเธอ  เธอได้รับการยกย่องโดยเพื่อนๆ ทุกคน)

(a) Because    (เพราะว่า)  (ตามด้วยประโยค “Subject + Verb”)

(b) Because of    (เนื่องมาจาก)  (ตามด้วยคำนาม หรือวลี)

(c) In spite of    (ทั้งๆที่)  (ตามด้วยคำนาม หรือวลี)

(d) Although    (ถึงแม้ว่า)  (ตามด้วยประโยค “Subject + Verb”)

ตอบ  -  ข้อ  (b)  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Because of (= Due to = On account of = Owing to),  Because,  “In spite of (= Despite = Notwithstanding)  และ  Instead of  (=  In place of  =  In lieu (ลู) of)  จากประโยคข้างล่าง

                  ๑. Because of  Owing to  =  On account of  =  Due to  =  เนื่องจาก, เพราะว่า  (ตามด้วยคำนาม หรือวลี)  เช่น

  • The whole group played very badly because of (owing to, on account of, due to) stage fright.

(ทั้งกลุ่มแสดงได้แย่มาก  เพราะว่า (เนื่องจาก) ประหม่าเวที)

  • Because of (Owing to, On account of, Due to) the heavy rain, we could not go out.

(เนื่องจาก (เพราะว่า) ฝนตกหนัก  เราไม่สามารถออกไปข้างนอก)

  • Because of (Owing to, On account of, Due to) an accident, the train was delayed for 2 hours.  

(เนื่องจาก (เพราะว่า) อุบัติเหตุ  รถไฟถูกทำให้ล่าช้าไป   ชั่วโมง)

  • He could not go to university because of (owing to, on account of, due to) his poverty.  

(เขาไม่สามารถเรียนมหาวิทยาลัย  เนื่องจาก (เพราะว่า) ความยากจน) 

  • We shall not play football today because of (owing to, on account of, due to) the heat.

(เราจะไม่เล่นฟุตบอลวันนี้เพราะว่า (เนื่องจาก) ความร้อน  -  อากาศร้อน)

  • Because of (Owing to, On account of, Due to) his poor health, he could not work in a tropical country.

(เนื่องจาก (เพราะว่า) สุขภาพที่แย่ของเขา  เขาไม่สามารถทำงานในประเทศในเขตร้อน)

  • Because of (Owing to, On account of, Due to) her friendly personality, she is admired by all her friends.

(เนื่องจาก (เพราะว่า) บุคลิกที่เป็นมิตรของเธอ  เธอได้รับการยกย่องโดยเพื่อนๆ ทุกคน)

                  ๒. Because  =  Since  =  As  =  เพราะว่า, เนื่องจาก  (ตามด้วยประโยค  คือ  Subject + Verb)  เช่น

  • I couldn’t see Helen’s expression because (since, as) her head was turned.

(ผมมองไม่เห็นกิริยาท่างทางของเฮเลน  เพราะว่าศีรษะของเธอหันไปอีกทาง)

  • She couldn’t come because (since, as) she was too busy.

(เธอมาไม่ได้เพราะว่าเธอมีงานยุ่งมากเกินไป)

  • Because (Since, As) he used an abrasive cleaner on the bath, it scratched the surface.

(เพราะว่าเขาใช้เครื่องทำความสะอาดที่กัดกร่อนกับ (พื้น) ห้องน้ำ)  มันเลยขีดข่วนพื้นผิวหน้าเป็นรอย)

  • Fortunately someone was in the house because (since, as) I could hear music playing faintly.

(โชคดีที่มีใครบางคนอยู่ในบ้าน  เพราะว่าฉันสามารถได้ยินเสียงดนตรีเล่นแผ่วๆ)

  • Because (Since, As) it rained all night, there was a flood the following day.

(เพราะว่าฝนตกตลอดทั้งคืน  มีน้ำท่วมในวันต่อมา)

  • She missed the plane because (since, as) she left home very late.

(เธอตกเครื่องบิน  เพราะว่าเธอออกจากบ้านสายมาก)

  • Because (Since, As) it was Mr. Peterson’s birthday, his staff took him to lunch.

(เพราะว่ามันเป็นวันเกิดของมิสเตอร์ปีเตอร์สัน  คณะผู้ร่วมงานของเขาพาเขาไปทานอาหารกลางวัน)

  • Because (Since, As) none of us were familiar with the city, Mr. Gustav drove us to the meeting.

(เพราะว่าพวกเราไม่คุ้นเคยกับเมือง  มิสเตอร์กุสตาฟขับรถพาเราไปประชุม)

                  ๓. In spite of  =  Despite  =  Notwithstanding  =  ทั้งๆ ที่,  ต้องตามด้วยคำนาม หรือวลี  หรือ  Verb + ing  เช่น

  •  He hasn’t been able to get a good job despite (in spite of,  notwithstanding) his having had an expensive education.

(เขาไม่สามารถหางานดีๆ ทำได้  ทั้งๆ ที่มีการศึกษาที่แพง)  (ไม่สามารถหางานดีได้  ทั้งๆ มีการศึกษาราคาแพง  หรือ  เสียค่าเรียนราคาแพง)

  • Despite (Notwithstanding, In spite of) the bad storm John delivered his papers on time.    

(ทั้งๆ ที่มีพายุเลวร้าย  ทอมก็ยังไปส่งหนังสือพิมพ์ได้ตรงเวลา -  ทอมเป็นเด็กส่งหนังสือพิมพ์)

  • Despite (Notwithstanding, In spite of) all their differences, Mary and Ann remain friends.

(ทั้งๆ ที่แตกต่างกันอย่างมากมายอย่างนั้น   แมรี่และแอนยังคงเป็นเพื่อนกันได้)

  • They went out despite (notwithstanding, in spite of) the heavy rain.

(พวกเขาออกไปข้างนอกทั้งๆ ที่ฝนตกหนัก)

                  ๔. Instead of  =  In place of  =  In lieu (ลู) of  =  แทนที่, แทน  ต้องตามด้วยคำนาม หรือวลี  หรือ  Verb + ing  เช่น

  • This year we went by car instead of (in place of, in lieu of) going by air.

(ปีนี้เราไปโดยรถยนต์  แทนที่จะไปทางอากาศ)

  • Do you mind having tea instead of (in place of, in lieu of) coffee?

(คุณรังเกียจดื่มชาแทนกาแฟไหม)

  • You ought to do some work, instead of (in place of, in lieu of) sitting there reading the paper.

(คุณควรทำงานเสียบ้าง,  แทนที่จะนั่งที่นั่นและอ่านหนังสือพิมพ์)

  • The boys went fishing instead of (in place of) going to school.

(พวกเด็กผู้ชายไปตกปลาแทนที่จะไปโรงเรียน)

  • I am here in place of (instead of) Mr. Smith, who is not well.

(ผมมาที่นี่แทนคุณสมิธ, ผู้ซึ่งไม่ค่อยสบาย)

  • The grown-up had coffee but the children wanted milk in place of (instead of) coffee.

(ผู้ใหญ่ดื่มกาแฟ  แต่เด็กๆ ต้องการนมแทนกาแฟ)

  • In pantomime actors use gestures (เจส-เช่อะ) instead of (in place of) words to convey ideas.

{ในละครใบ้  นักแสดงใช้อากัปกิริยาที่แสดงออก (การชี้มือชี้ไม้) แทนคำพูด  เพื่อสื่อ (ถ่ายทอด) ความคิด}             

  • Instead of (in place of) going home to his wife, he took his secretary to the cinema.

(แทนที่จะกลับบ้านไปหาภรรยา  เขาพาเลขาฯ ของเขาไปดูหนัง)

  • I wore mittens instead of (in place of, in lieu (ลู) of) gloves.

(ผมสวมถุงมือแบบปล่อยให้นิ้วโผล่ออกมา  แทนถุงมือแบบคลุมนิ้ว)

  • The Vice-President talked at the meeting instead of (in place of, in lieu of) the President, because the President was sick.

(รองประธานาธิบดีกล่าวในที่ประชุมแทนท่านประธานาธิบดี  เพราะว่าท่านประธานา        ธิบดีป่วย)

  • The magician appeared on the program instead of (in place of, in lieu of) a singer.

(นักมายากลปรากฏตัวในรายการแทนนักร้อง)  (เนื่องจากนักร้องป่วยหรือติดภารกิจ)

 

4. Seldom _______________________________________________________________.

(______________________________ ไม่ใคร่จะ ___________________________)

(a) he arrives on time

(b) arrives he on time

(c) does he arrive on time    (เขา  .............(ไม่ใคร่จะ)................  มาถึงตรงเวลา)

(d) arrive does he on time

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างแบบต้องการเน้นคำว่า  “Seldom” (ไม่ใคร่จะ)  (โครงสร้างปกติ  คือ  “He seldom arrives on time.”)  จึงต้องเรียงประ โยคดังนี้  คือ

  • Seldom + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้) + ส่วนขยาย  
  • Seldom did I receive news from her.

(= I seldom received news from her.)

(ผมแทบจะไม่ได้รับข่าวจากเธอเลย)

  • Seldom does he talk to her.

(= He seldom talks to her.)

(เขาไม่ใคร่จะพูดคุยกับเธอ)

                   ดูเพิ่มเติมการใช้โครงสร้างแบบนี้จากตัวอย่างข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่ 

  • My mother doesn’t drink coffee.  _____________________________ does she drink tea.

(แม่ของผมไม่ดื่มกาแฟ  และเธอก็ ______________________________ ดื่มชาด้วยเช่นกัน) 

(a) Not

(b) So

(c) Whether

(d) Neither    (ไม่ ,,,,,,,,,,,,,..............., เช่นกัน)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เป็นไปตามโครงสร้าง  “Neither (Nor) + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)

                                 ตัวอย่างที่ 

  • Traveling by air is not cheap.  Neither _______________________________________.

(การเดินทางโดยทางอากาศมิได้ราคาถูก  _____________________________________

(a) it is enjoyable

(b) enjoyable it is

(c) is it enjoyable   (มันมิได้สนุกสนานเช่นเดียวกัน  -  Neither is it enjoyable.)  

(d) enjoyable is it

ตอบ  -  ข้อ  (c)  “Neither + Verb to be + Subject + Adjective”  หรือ  “Neither + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)

                                  ตัวอย่างที่  

  • Never before in my life ___________________________ with such a wonderful welcome.  

(ไม่เคยมาก่อนเลยในชีวิตของผมที่ _______________________ กับการต้อนรับที่วิเศษเช่นนั้น)

(a) I have met

(b) I meet

(c) have I met   (ผมได้พบ)

(d) I met

ตอบ  -  ข้อ  (c)

                                  ตัวอย่างที่  

  • Not only __________________________________________, but he also took his wife.

(ไม่เพียงแต่ ________________ เท่านั้น  แต่เขายังพาภรรยาไปด้วย)  (= เขาไม่เพียงแต่ไปเท่านั้น  แต่เขายัง .............................)

(a) he went

(b) did he go    (เขาไป)

(c) had he gone

(d) went he

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Not only + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)”  เช่น  “Not only did she go……......”  “Not only have they seen…....……”  “Not only will we play……....….”  สำหรับ  “Not only” (ไม่เพียงแต่...................เท่านั้น)  และกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  ที่โดยปกติวางไว้ข้างในประโยค  อาจจะเอามาวางไว้หน้าประโยค  เพื่อแสดงการเน้นคำนั้นๆ  คำเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความหมายปฏิเสธ  เช่น  “Never (ไม่เคยเลย), Hardly  (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ), Seldom  (แทบจะไม่,  ไม่ใคร่จะ),  Never before  (ไม่เคยมาก่อนเลย), Never in my life  (ไม่เคยเลยในชีวิต),  No sooner,  In vain  (ล้มเหลว, ไม่สำเร็จ),  Not often, Not only  (ไม่เพียงแต่),  Not even once  (ไม่แม้แต่ครั้งเดียว),  Not until  (ไม่จนกระทั่ง)  อย่างไรก็ตาม  จะต้องเรียงรูปประโยคใหม่  ดังนี้  คือ   {Not only (neither, never, no sooner (ในทันทีที่), hardly, never in my life, not until, etc.) + helping verb  (has, have, had, is, are, was, were, will, would, shall, should, can, could, may, might must, etc.) + subject + verb (แท้)}  เช่น

  • Never before has she seen such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่เธอได้เคยเห็นสถานที่ที่สวยงามเช่นนั้น – เน้นตรงคำว่า  “ไม่เคยมาก่อนเลย”)

(= She has never before seen such a beautiful place.)

(= She has never seen such a beautiful place before.)

  • No sooner had he left than she arrived.

(ในทันทีที่เขาจากไป  เธอก็มาถึง  –  เน้นตรงคำว่า  “ในทันทีที่”)

(= He had no sooner left than she arrived.)

  • Hardly have I met my old college friends.

(ผมแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย  –  เน้นตรงคำว่า  “แทบจะไม่”)

(= I have hardly met my old college friends.)

                  ทั้งนี้สามารถสรุปโครงสร้างประโยคที่มีการเน้นแบบนี้คือ

  • Never before (Never) + have + I + seen + such a beautiful place.  

(ไม่เคยมาก่อนเลย  ที่ผมได้เห็นสถานที่สวยงามเช่นนั้น)

  • Hardly (Seldom) + has + she + met + her old college friends.

(เธอแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย)

  • Never + กริยาพิเศษ  + Subject  + กริยาแท้  +ส่วนขยาย

(Never has he seen his father since he divorced his mother.)

(เขาไม่เคยได้พบพ่อเลย  ตั้งแต่ที่พ่อหย่าร้างกับแม่)

 

5. When one is unfamiliar with the customs, it is easy to make a blunder.

(เมื่อคนเราไม่คุ้นเคยกับขนบธรรมเนียมประเพณี  มันก็ง่ายที่จะทำ  ความผิดพลาด)

(a) a commitment    {การมอบหมาย (หน้าที่, ความไว้วางใจ), การให้คำมั่นสัญญา, การเกี่ยวข้อง, การพัวพัน}

(b) an enemy    (ศัตรู)

(c) an injury    (อิ๊น-จัว-รี่)  (บาดแผล, อันตราย, ภัย, ความเสียหาย, คำสบประมาท, การล่วงละเมิด)

(d) a mistake    (ความผิด, ความผิดพลาด, ความเข้าใจผิด, ความนึกคิดที่ผิด)

(e) debris    (เด๊บ-บรี  หรือ  เด๊-บรี)   (ซากสลักหักพัง, เศษ, เศษอิฐ หิน ปูน ฯลฯ, ขยะ, การสะสมของเศษหิน

       ดิน ทราย ที่ถูกลมพัดพามา) 

ตอบ  -  ข้อ  (d)

 

6. The government’s reassurances have done nothing to quell the doubts of the public.

(การให้ความมั่นใจใหม่อีกครั้งของรัฐบาล  ไม่ได้ทำอะไรที่จะ  ระงับ-ทำให้บรรเทา-ทำให้ลดน้อยลง-ปราบ-ทำให้สงบ-ดับไฟ  ความสงสัยหรือความฉงนของสาธารณชน)

(a) enhance    (เพิ่มพูน, ทำให้มากขึ้น)

(b) exterminate    (กำจัดให้สิ้น, ทำลายสิ้น, ขุดรากถอนโคน)

(c) stop    (หยุด, ยุติ, ยับยั้ง, ห้าม, จอด, เลิก, ขัดขวาง, ป้องกัน)

(d) propagandize    (โฆษณาชวนเชื่อ)

(e) stipulate    (สทิ้พ-พิว-เลด)  (กำหนด, วางเงื่อนไข, บังคับให้ทำ, ระบุ) 

ตอบ  -  ข้อ  (c)

 

7. Lee has been sick for a very long time, but it was only recently that he began to manifest (แม้น-นิ-เฟสท) symptoms.

(ลีได้ป่วยมาเป็นเวลานานมากแล้ว  แต่เพิ่งจะเร็วๆ มานี้เองที่เขาเริ่ม  แสดง-ทำให้เห็นได้-ทำให้ปรากฏชัด-ชัดแจ้ง-ปรากฏชัดแจ้ง  (ซึ่ง) อาการของโรค)

(a) incense    (อิน-เซ้นส)  (ทำให้โกรธอย่างมาก) 

(b) inaugurate    (อิน-อ๊อ-กิว-เรท)  (๑. เริ่มต้นอย่างเป็นทางการ, เปิดฉาก, เปิดทำการ, ๒. เข้ารับตำแหน่ง

      เป็นทางการ) 

(c) implement    (อิ๊ม-พลี-เมิ่นท)  (ดำเนินการ, ลงมือทำ, ทำให้เป็นผล, ทำให้สำเร็จ)

(d) hibernate    (ไฮ้-เบอร์-เนท)  (จำศีลอย่างกบ, (สัตว์) จำศีลฤดูหนาว, รับความอบอุ่น, ดำเนินชีวิตอย่าง

       เกียจคร้าน)

(e) display or make visible    (แสดง  หรือ  ทำให้เห็นได้-ทำให้ปรากฏ)

ตอบ  -  ข้อ  (e)

 

8. Billy’s decision to move the chickens into the barn turned out to be sagacious (ซะ-เก๊-เชิส); about an hour later, the hailstorm hit.

(การตัดสินใจของบิลลี่ในการเคลื่อนย้ายไก่เข้าไปไว้ในยุ้งฉาง  ปรากฏเป็นเรื่อง  ฉลาด-เฉียบแหลม-หลักแหลม-มีไหวพริบ-ฉลาดในการตัดสินใจ  (เพราะ) อีกราวครึ่งชั่วโมงต่อมา  พายุลูกเห็บก็จู่โจม)  (ทำให้ไก่รอดตาย)

(a) pertinent    (เพ้อร์-ทิ-เนิ่นท)  (เข้าเรื่อง, เกี่ยวข้อง, ตรงประเด็น, ตรงกับปัญหา) 

(b) perennial     (พี-เร้น-เนี่ยล)  (ตลอดปี, ตลอดกาล, ต่อเนื่อง, เกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก หรือปีแล้วปีเล่า, ซึ่งมีทั้ง ๔  ฤดู) 

(c) perfunctory    (เพอร์-ฟั้งค-โท-รี่)  (๑. พอเป็นพิธี, สุกเอาเผากิน, ลวกๆ, ซึ่งทำไปอย่างแกนๆ หรือซังกะตาย,   

       ๒. เฉื่อยชา, ขาดความสนใจ, ไร้อารมณ์) 

(d) wise; shrewd    (ชรู้ด)  (ฉลาด; มีไหวพริบ)

(e) salient    (เซ้-ลี-เอิ้นท)  (๑. เด่น, สะดุดตา, เป็นลักษณะเฉพาะ,  ๒. นูนขึ้น, ยื่นออก, โผล่ออก) 

ตอบ  -  ข้อ  (d)

 

9. Do it at once, __________________________________________________________?

(จงทำมันโดยทันที ____________________________________________________)

(a) don’t you

(b) shall we

(c) do you

(d) will you  (ได้ไหม)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “Question tag”  ที่ตามหลังข้อความที่เป็นประโยคคำสั่ง, ขอร้อง,  เชื้อเชิญ,  แนะนำ  ในส่วน  “Tag”  ให้ใช้  “…………., will you?”  ดูเพิ่มเติมจากตัวอย่างข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่  

  • Have this one, ________________________________________________________?

(เอาอันนี้ไปซิ ________________________________________________________)

(a) do you

(b) don’t you

(c) will you    (ได้ไหม หรือ ตกลงไหม)

(d) haven’t you

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นประโยคคำสั่ง หรือขอร้อง  ในส่วน  “Tag”  จะใช้  “Will you

                                 ตัวอย่างที่  

  • Do it yourself, ________________________________________________________?

(จงทำมันด้วยตัวของคุณเอง ______________________________________________)

(a) shall we

(b) don’t we

(c) don’t you

(d) will you    (ได้ไหม)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็น  “ประโยคคำสั่ง  หรือ ขอร้อง

                                 ตัวอย่างที่  

  • Just see if that water is becoming hot, _______________________________________?

(ไปดูหน่อยซิว่า  น้ำกำลังร้อน (เดือด) หรือไม่, ___________________________________)

(a) do you

(b) don’t you

(c) won’t you

(d) will you    (ได้ไหม)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นประโยคคำสั่ง หรือขอร้อง  ในส่วน  “Tag”  จึงต้องใช้  “Will you”  สำหรับ  “If”  ในประโยคนี้  เท่ากับ  “Whether”  (หรือไม่)

                                  ตัวอย่างที่  ๔

  • Please help me carry this box upstairs, ______________________________________?

(กรุณาช่วยผมแบกกล่องใบนี้ขึ้นไปข้างบนหน่อย, ________________________________)

(a) don’t you

(b) shall we

(c) will you    (ได้ไหม)

(d) do you  

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “Question tag”  ที่ตามหลังข้อความที่เป็นประโยค  “คำสั่ง, ขอร้อง, เชื้อเชิญ, แนะนำ”  ในส่วน  “Tag”  ให้ใช้“……..… will you ?”  เช่น

  • Help me clean the room, will you?

(ช่วยฉันทำความสะอาดห้องหน่อย – ได้ไหม)

  • Open the window, will you?

(เปิดหน้าต่างหน่อย – ได้ไหม)

  • Turn off the light, will you?

(ปิดไฟหน่อย – ได้ไหม)

  • Don’t smoke in the room, will you?

(อย่าสูบบุหรี่ในห้องนะ)                                                                                                     

  • Come and see me tomorrow, will you?

(มาพบผมวันพรุ่งนี้ – ได้ไหม)

                  สำหรับในประโยคเชิญชวน  ที่ขึ้นต้น  “Let’s (Let us)”  ในส่วน  Tag  ต้องใช้  “Let’s ……...….., shall we?”  เช่น

  • Let’s go for a picnic tomorrow, shall we?

(เราไปปิกนิกกันวันพรุ่งนี้ – เอาไหม)

  • Let’s go for a walk in the evening, shall we?

(เราไปเดินเล่นกันตอนเย็น – เอาไหม)

  • Let’s go swimming next week, shall we?

(เราไปว่ายน้ำกันสัปดาห์หน้า – เอาไหม)

  • Let’s not make a loud noise, shall we?

(เราอย่าส่งเสียงดังกันเลย – เอาไหม)

                  แต่สำหรับประโยคที่ขึ้นต้นด้วย  “Let me”,  “Let him”,  “Let her”  ต้องถือว่าเป็นประโยคขอร้อง   มิใช่เชิญชวน  คือขออนุญาตให้ผู้พูดหรือผู้ที่ถูกกล่าวถึง  ได้กระทำอะไรบางอย่าง  ดังนั้น  ในส่วน  Tag  ต้องใช้   “Will you?”  เหมือนในประโยคขอร้องทั่วไป  เช่น

  • Let me tell you something, will you?

(ให้ผมบอกอะไรคุณหน่อยได้ไหม)

  • Let me leave the room now, will you?

(ให้ผมออกจากห้องตอนนี้ได้ไหม)

  • Let him do this for me, will you?

(ให้เขาทำสิ่งนี้แทนผมได้ไหม)

  • Let her do as she likes, will you?

(ให้เธอทำตามที่เธอชอบได้ไหม)

  • Let Kim come in first, will you?

(ให้คิมเข้ามาเป็นคนแรกได้ไหม)

                  สำหรับประโยคคำสั่ง, ขอร้อง, เชื้อเชิญ  หรือแนะนำ  ที่ไม่มีส่วนต่อท้าย  ก็มีเช่นกัน  ดังตัวอย่างข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่  ๕

  • Please _________________________________________ me any time if I can help you.

(โปรด ____________________________ ผมเวลาใดก็ตาม  ถ้าผมจะสามารถช่วยเหลือคุณได้)

(a) are calling

(b) calls

(c) call    (โทรศัพท์ถึง, โทรศัพท์หา)

(d) will call

ตอบ  -  ข้อ  (c)  ในประโยคคำสั่ง, ขอร้อง, เชื้อเชิญ, แนะนำ  ให้ขึ้นต้นประโยคด้วยกริยาช่องที่ ๑  (Infinitive without to)  โดยอาจนำหน้าด้วย  “Please” (โปรด, กรุณา)  เมื่อต้องการแสดงความสุภาพ

                                   ตัวอย่างที่  ๖

  • If your flight is delayed, ____________________________________ me from the airport.

(ถ้าเที่ยวบินของคุณล่าช้า _____________________________________ ผมจากสนามบิน)

(a) calling

(b) will call

(c) call    (โทรฯ มาหา)

(d) called

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เมื่อเป็นประโยคคำสั่ง, ขอร้อง หรือแนะนำ  (เช่นในกรณีข้างบน  แนะนำให้  “โทรฯ มาหาผม”)  ให้ขึ้นต้นด้วย  Verb 1 (Infinitive without to)  เพราะเปรียบเสมือนกับอยู่ตามหลังข้อความ  You should

                                  ตัวอย่างที่  ๗

  • When you need supplies, __________________________ a request with the office manager.

(เมื่อคุณต้องการพัสดุ  (โปรด) ___________________________ คำร้องกับผู้จัดการสำนักงาน)

(a) fill    (บรรจุ, เติมเต็ม, ทำให้เต็ม)

(b) fell    (ตก, ร่วง, หล่น, ล้ม, ลด, ถอย, ตาย, พังลง, เสื่อม, (แสง) ส่อง)  (เป็นกริยาช่องที่ ๒ ของ  “Fall”)

(c) file    (ยื่น, ยื่นคำร้อง, จัดเข้าแฟ้ม, เก็บเอกสาร)  (ในที่นี้ความหมาย = submit)

(d) fallen    (เป็นกริยาช่องที่ ๓ ของ  “Fall”)

ตอบ  -  ข้อ  (c)  ประโยคคำสั่ง หรือขอร้อง หรือแนะนำ  (ในที่นี้คือ  “ยื่นคำร้อง”)  ต้องนำหน้าด้วยกริยาช่องที่ ๑  (Verb 1 หรือ Infinitive without to)  เพราะเปรียบเสมือนกับอยู่ตามหลังข้อความ  You should,  ในกรณีเป็นคำคุณศัพท์ (Adjective)  ต้องนำหน้าด้วย  “Be”  เนื่องจากมาจาก  “You should be”  ดังตัวอย่างข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่  ๘

  • Always ___________________________________________ honest in whatever you do.

(____________________________________ ซื่อสัตย์สุจริตอยู่เสมอในสิ่งใดก็ตามที่คุณทำ)

(a) are

(b) being

(c) be    (จง)

(d) to be

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นประโยคคำสั่ง  และ  “Honest”  เป็นคำคุณศัพท์   โดยลดรูปมาจาก  “You should always be honest   

                                  ตัวอย่างที่  ๙

  • ______________________________________________ patient, and you will succeed.

(_________________________________________ อดทน  และคุณจะประสบความสำเร็จ)

(a) Being

(b) Be    (จง)

(c) To be

(d) Are

ตอบ   –   ข้อ  (b)  เนื่องจากเป็นประโยคคำสั่ง หรือขอร้อง หรือแนะนำ  จึงต้องขึ้นต้นประโยคด้วย  “Infinitive without to” (Verb 1)  แต่ในกรณีที่สิ่งที่สั่งให้ทำเป็นคำคุณศัพท์  เช่น  “Patient” (อดทน),  “Careful” (ระมัดระวัง),  จะต้องขึ้นต้นประโยคด้วย  “Be”  ทั้งนี้  ประโยคคำในตัวอย่างที่ ๙  ลดรูปมาจาก  “You should be patient

                                  ตัวอย่างที่  ๑๐

  • If you need any help filling out the forms, ___________________ somebody at the front desk.

(ถ้าคุณต้องการความช่วยเหลือใดๆ ในการกรอกแบบฟอร์ม  ให้ _____ ผู้ที่ (นั่ง) อยู่ที่โต๊ะหน้าเคาเตอร์)

(a) to ask

(b) asking

(c) asks

(d) ask    (ถาม)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากในประโยคคำสั่ง หรือขอร้อง หรือแนะนำ  (ในที่นี้  คือ  “ask somebody at the front desk)  เพราะเปรียบเสมือนกับอยู่ตามหลังข้อความ  You should (แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ)  จึงต้องตามด้วยกริยาช่องที่    ที่ไม่มี   “To”  นำหน้า  (Infinitive without to)  ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น

  • Buy me a newspaper.   

(ซื้อหนังสือพิมพ์ให้ผมฉบับหนึ่งนะ)

  • Go out. 

(ออกไปห่างๆ – ออกไปให้พ้น)

  • Open the window, please. 

(กรุณาเปิดหน้าต่างหน่อยครับ)

  • (Please) come into the room. 

(โปรดเข้ามาในห้อง)

                 ในกรณีที่เป็นคำคุณศัพท์ (Adjective)  ให้ขึ้นต้นประโยคด้วย  “Be”  เสมอ  เช่น

  • Be careful.   (จงระวัง)
  • Be patient.   (อดทนหน่อยนะ)
  • Be thoughtful to other people.   (จงนึกถึงคนอื่นบ้าง)

                  อนึ่ง  ถ้าเป็นประโยคที่สั่งหรือขอร้องไม่ให้ทำ  ก็ยังถือเสมือนว่ามี  “You”  เป็นประธานนำหน้าประโยค  ดังนั้น  จึงต้องขึ้นต้น  “ประโยคคำสั่ง-ขอร้อง-แนะนำไม่ให้ทำ” ด้วย  “Don’t”  เสมอ  เช่น

  • Don’t make a loud noise.  

(จงอย่าทำเสียงดัง)

  • Don’t get up late.   

(อย่าตื่นสายนะ)

  • Don’t bother me while I’m working.

(อย่ากวนผมในขณะที่ผมกำลังทำงาน)

                  ในกรณีที่เป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  ให้ขึ้นต้นประโยคด้วย  “Don’t be”  เสมอ  เช่น

  • Don’t be late for class.    

(อย่าเข้าห้องเรียนสายนะ)

  • Don’t be careless while walking across the street.

(จงอย่าประมาทขณะเดินข้ามถนน)

  • Don’t be too serious with your work.

(จงอย่าเอาจริงเอาจังกับงานมากเกินไป)

  • Don’t be thoughtless when you are with friends.

(อย่านึกถึงแต่ตัวเอง  เมื่อคุณอยู่กับเพื่อนๆ)

  • Don’t be too busy with your work.  You need some rest to keep healthy.

(อย่ายุ่งกับงานมากเกินไป  คุณต้องการการพักผ่อนเพื่อให้มีสุขภาพดีอยู่เสมอ)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                 

 

            ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง  e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  Address  <wpookaotong@yahoo.com>  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า “ปรับปรุงเว็บไซต์”)  เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป