หมวดข้อสอบ STRUCTURE (ตอนที่ 651)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Direction:  Choose the best answer to each item.

(จงเลือกคำตอบที่ดีที่สุดของแต่ละข้อ)

 

1. _____________________________________________________ will win the first prize?

(_____________________________________________________ จะชนะรางวัลที่ ๑)

(a) Do you think who

(b) Whom do you think

(c) Who do you think    (ใครที่คุณคิดว่า  หรือ คุณคิดว่าใคร)

(d) Who you think

ตอบ  -  ข้อ  (c)  ดูคำอธิบายจากตัวอย่างข้างล่าง

                                 ตัวอย่างที่

  • _____________________________________________ is better, my drawing or Jim’s?

(________________________________________ ดีกว่ากัน,  ภาพวาดของผมหรือของจิม)

(a) Do you think which

(b) Which do you think    (อันไหนที่คุณคิดว่า)

(c) You think which

(d) Which you think

ตอบ  –  ข้อ  (b)  ต้องเอา  “Question words”  (What, When, Where, Why, How, How much, How many, How often)  ขึ้นหน้า  “Verb to do”  (Do, Does, Did)  เสมอ  เมื่อทำเป็นประโยคคำถาม  เนื่องจาก  “Question words”  เหล่านั้น  ทำหน้าที่เป็นกรรมของประโยค  (ของกริยา)  หรือเป็นกรรมของ  “Preposition”  หรือเป็นส่วนขยายคำกริยา  คือ  เป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ถามเกี่ยวกับเวลา, สถานที่, เหตุผล, วิธีการ, ความถี่  เป็นต้น  (ในกรณีของประโยคข้างบน  “Which”  เป็นกรรมของ  “think”)  เช่น

  • How often do you go shopping each month?

(คุณไปช้อปปิ้งบ่อยเพียงใดในแต่ละเดือน)  (“How often”  เป็นส่วนขยายของ  “go shopping”   คือ เป็นกริยาวิเศษณ์   “Adverb of frequency”)

  • How much does he get paid in a year?

(เขาได้รับค่าจ้างเท่าใดใน ปี)  (“How much”  เป็นกรรมของกริยา  “get paid”)

  • Where do you live in Bangkok?

(คุณอาศัยอยู่ที่ไหนในกรุงเทพฯ)  (“Where”  เป็นส่วนขยายกริยา  “live”  คือ  เป็น  “Adverb of place”)

  • Why did she come to class so late?

 (ทำไมเธอมาเข้าเรียนสายจังเลย)  (“Why”  เป็นส่วนขยายกริยา  “come”  คือ  เป็น  “Adverb of reason”)

  • When did they finish their work last night?

(พวกเขาทำงานเสร็จเมื่อใดเมื่อคืนนี้)  (“When”  เป็นส่วนขยายกริยา  “finish”  คือเป็น  “Adverb of time”)

  • Which do you prefer, this car or that car?

(คุณชอบคันไหน  รถคันนี้หรือคันนั้น)  (“Which”  เป็นกรรมของกริยา  “prefer”)

               แต่ในกรณีที่  “Question words”  เป็นประธานของประโยคคำถาม  (คือเป็นประธานของกริยาในประโยค)  ไม่ต้องใช้  “Verb to do”  (Do, Does, Did)  มาช่วยสร้างประโยคคำถาม  แต่ให้ต่อด้วยคำกริยาเลย  เช่น

  • Who contributed most to your success?

(ใครมีส่วนช่วยเหลือมากที่สุดในความสำเร็จของคุณ)

(Who”  เป็นประธานของประโยค  หรือของกริยา  “Contributed)

(อย่าใช้    “Who did contribute most to………………….…?”)

  • What made you feel so angry?

(อะไรทำให้คุณโมโหจัด)

(What”  เป็นประธานของประโยค  หรือของกริยา  “Made)

(อย่าใช้  “What did make you feel so angry?”)

  • Which impresses you more, London or New York?

(เมืองไหนทำให้คุณประทับใจมากกว่า,  ลอนดอนหรือนิวยอร์ก)

(Which”  เป็นประธานของประโยค  หรือของกริยา  “Impresses)

(อย่าใช้  “Which does impress you more, …………………?” )

           แต่ใช้  “Which do you like more, London or New York?

(คุณชอบเมืองไหนมากกว่ากัน – ลอนดอนหรือนิวยอร์ก)

(ต้องใช้  “Verb to do”  ช่วยสร้างประโยคคำถาม  เนื่องจาก  “Which”  เป็นกรรมของกริยา  “Like”  ดูเพิ่มเติมจากตัวอย่างข้างล่าง)

                                 ตัวอย่างที่

  • ______________________________________________________ here this morning?

(________________________________________________________ ที่นี่เมื่อเช้านี้)

(a) Who did come

(b) Who did came

(c) Did who come

(d) Who came    (ใครมา)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เมื่อประโยคคำถามขึ้นต้นด้วย  “Who”  หรือ  “What”  ซึ่งเป็นประธานของประโยค  ให้ตามด้วยคำกริยาเลย  ไม่ต้องใช้  “Verb to do” (Do, Does, Did)  ช่วยสร้างคำถาม  เช่น  What made you so sad ?  -  What  เป็นประธานของประโยค  ไม่ต้องใช้  “Verb to do” (Do, Does, Did) ช่วยสร้างคำถาม),  ส่วนการใช้  Verb to do  ช่วยสร้างคำถาม  เราใช้กับ  Question word  คำอื่นๆ ที่ไม่ใช่  Who  หรือ  What  เช่น  When, Where, Why, How, How much, How many, How often, How far  เป็นต้น  หรือเมื่อ  What  เป็นกรรมของประโยค,  หรือเมื่อ  Who  เป็นกรรมของประโยค  ที่ใช้แทน  Whom  (แต่ไม่สามารถใช้  Who  แทน  Whom  ได้  เมื่อตามหลัง  Preposition  เช่น  ต้องใช้  To whom, For whom, By whom, With whom  เป็นต้น)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

  • Who took my book on the table ?

(ใครเอาหนังสือบนโต๊ะของฉันไป)

(ไม่ต้องใช้  “Verb to do”  ช่วยสร้างคำถาม  เพราะ Who เป็นประธานของประโยค  หรือของกริยา Took)  (ไม่สามารถใช้  Whom  แทน  Who  ได้  เนื่องจากเป็นประธานของประโยค)

  • Who (Whom) do you like most among your friends ?

(คุณชอบใครมากที่สุดในบรรดาเพื่อนของคุณ)

(Who  หรือ  Whom  เป็นกรรมของ  Love,  จึงสามารถใช้  Who  แทน  Whom  ได้  เมื่อเป็นกรรมของประโยค (ของกริยา)  และต้องใช้  Verb to do (Do)  ช่วยในการสร้างประโยคคำถาม)

  • For whom do you buy these clothes ?

(คุณซื้อเสื้อผ้าเหล่านี้สำหรับใคร – ซื้อให้ใคร)

(ต้องใช้  “Verb to do”  ช่วยสร้างคำถาม  เนื่องจาก  Whom  เป็นกรรมของ  Preposition  “For”  และไม่สามารถใช้  Who  แทน  Whom  ได้  เนื่องจากอยู่หลัง  For)

  • What made you laugh when you saw Jimmy ?

(อะไรทำให้คุณหัวเราะ  เมื่อคุณเห็นจิมมี่)

(ไม่ต้องใช้  “Verb to do”  ช่วยสร้างคำถาม  เพราะ  What  เป็นประธานของประโยค  หรือกริยา  Made)

  • What do you do during your free time ?

(คุณทำอะไรในระหว่างเวลาว่าง)

(What  เป็นกรรมของกริยา  Do (ทำ)  จึงต้องใช้  Verb to do  (Do ตัวแรก)  ช่วยในการสร้างประโยคคำถาม)

               สำหรับการสร้างประโยคคำถามที่ขึ้นต้นด้วย  Question word  อื่นๆ  (When, Where, Why, How)  ซึ่งถามเพื่อหาคำตอบที่เป็นกริยาวิเศษณ์  ซึ่งบอกเกี่ยวกับเวลา, สถานที่, เหตุผล  และวิธีการ ฯลฯ  จะต้องใช้  Verb to do  (Do, Does, Did)   ช่วยเสมอในการสร้างคำถาม  ซึ่งขึ้นอยู่กับประธานประโยคและ  Tense,  ดังตัวอย่างข้างล่าง

  • When did Bill leave this morning ?

(บิลจาก (ออก) ไปเมื่อไร  เมื่อเช้านี้)  (When  ขยายกริยา  Leave – ถามเรื่องเวลา)

  • When do you expect to get a new job ?

(คุณคาดหวังว่าจะได้งานใหม่เมื่อไร)  (When  ขยายกริยา  Expect – ถามเรื่องเวลา)

  • Where does Lucy live now ?

(แมรี่อาศัยอยู่ที่ไหนในปัจจุบัน)  (Where  ขยายกริยา  Live – ถามเรื่องสถานที่)

  • Where did they find their stolen car ?

(พวกเขาพบรถที่ถูกขโมยไปที่ไหน)  (Where  ขยายกริยา  Find ถามเรื่องสถานที่)

  • Why did Jeff resign from his job ?

(ทำไมเจฟฟ์จึงลาออกจากงานของเขา)  (Why  ขยายกริยา  Resign ถามเรื่องเหตุผล)

  • Why does Paula want to sell her house ?

(ทำไมพอลล่าต้องการขายบ้านของเธอ)  (Why  ขยายกริยา  Want ถามเรื่องเหตุผล)

  • How do you avoid a heavy traffic when you go to work ?

(คุณหลีกเลี่ยงการจราจรหนาแน่นอย่างไร  เมื่อคุณไปทำงาน)  (How  ขยายกริยา  Avoid - ถามเรื่องวิธีการ)

  • How did Sarah pass her exam though she didn’t study at all ?

(ซาร่าห์สอบผ่านได้อย่างไร  แม้ว่าเธอไม่ได้เรียน (อ่าน) หนังสือเลย)  (How  ขยายกริยา  Pass - ถามเรื่องวิธีการ)

สรุป  -  เมื่อ  Question word  (What)  เป็นกรรมของกริยา (มิใช่ประธานของประโยค)  และ  Question word  อื่นๆ  (When, Where, Why, How, etc.)  เป็นส่วนขยายกริยา  ถามเกี่ยวกับเวลา, สถานที่, เหตุผล  และวิธีการ,  เมื่อจะสร้างประโยคคำถาม  จะต้องใช้  Verb to do  (Do, Does, Did)  ช่วยเสมอ  ซึ่งขึ้นอยู่กับประธานประโยคและ  Tense  ดังตัวอย่างประโยคข้างต้น

 

2. I would never have thought of it if she _________________________________________ it. 

(ผมจะไม่มีวันคิดถึงเรื่องนั้น (มัน) เลย  ถ้าเธอ __________________________________ มัน)

(a) wouldn’t mention

(b) didn’t mention

(c) hadn’t mentioned    (มิได้กล่าวถึง)

(d) hasn’t mentioned

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็น  “If clause” แบบที่  ๓  คือ  ข้อความในประโยคมิได้เกิดขึ้นจริง  หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ  ตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  ดังนั้น  ในประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง  คือ  “ผมคิดถึงเรื่องนั้น  เพราะเธอได้กล่าวถึงมันขึ้นมาก่อน”  ดูเพิ่มเติม  “If clause”  แบบที่  ๓  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                 ตัวอย่างที่  

  • _____________________ about the tragedy, we would never have come without first calling.

(__________ เกี่ยวกับเรื่องโศกเศร้า (หรือภัยพิบัติ, อุบัติเหตุ)  เราก็คงจะไม่มา (เยี่ยมเยือน หรือ พบปะพูดคุย  ฯลฯ) โดยมิได้โทรศัพท์มาบอกคนเหล่านั้นก่อน)  (หมายถึง  คนที่ประสบกับความโศกเศร้า หรือภัยพิบัติ)

(a) If we hear

(b) If we heard

(c) Did we hear

(d) Had we heard    (ถ้าเราได้ยิน  -  ได้ทราบ)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่  ๓  (Past unreal)   คือ  ไม่เป็นจริงในอดีต   หรือ  เหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  ทั้งนี้  ประโยคข้างบนมีความหมาย  คือ  “เรา”  ไม่รู้มาก่อนว่าคนที่เราได้ไปเยี่ยม  พบกับเรื่องทุกข์โศก-อุบัติเหตุก่อนหน้านั้น  จึงเดินทางมาโดยมิได้โทรศัพท์มาบอกคนเหล่านั้นก่อน  เมื่อมารู้ทีหลัง  จึงเสียใจที่มิได้ทำเช่นนั้น  -  คือ โทรศัพท์มา  ก่อนจะเดินทางมาพบ

                 นอกจากนั้นประโยคข้างบน  ยังมีโครงสร้างแบบ  “ผกผัน”  (Reverse  หรือ  Inversion)  คือ  มาจาก  “If we had heard = Had we heard)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมเรื่อง   “If clause”  แบบที่  ๓   และโครงสร้างแบบ  “ผกผัน” (Reverse  หรือInversion)  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่  

  • Jack would have gone to Chicago __________________________ to get a plane reservation.

(แจ๊คคงจะได้ไปชิคาโกแล้ว ________________________________ จองที่นั่งบนเครื่องบินได้)

(a) was he able

(b) would he be able

(c) if he is able

(d) if he had been able    (ถ้าเขาสามารถ)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่  ๓  (Unreal past)  (ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  หรือ  เกิดตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค)  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ คือ  “แจ๊คมิได้ไปชิคาโก  เนื่องจากไม่สามารถจองตั๋วเครื่องบินได้” 

                                 ตัวอย่างที่  

  • If you had returned the library book on time, you _________________________________.

(ถ้าคุณได้นำหนังสือห้องสมุดไปคืนตรงเวลา  คุณ _________________________________)

(a) will not be fined

(b) would have not been fined

(c) would not be fined

(d) would not have been fined     (คงไม่ถูกปรับ, คงไม่ต้องเสียค่าปรับ)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นการสมมติ  “If clause”  ในแบบที่  ๓  (Past unreal)   คือ  เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  แต่เกิดตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ๆ  คือ  “คุณนำหนังสือไปคืนห้องสมุดไม่ตรงเวลา  คุณเลยถูกปรับ – เสียค่าปรับ” 

                                 ตัวอย่างที่  

  • If you had gone with us to the mountains, you _____________________ very heavy clothing.

(ถ้าคุณได้ไปกับเราที่ภูเขา (เมื่อเดือนหรือปีที่แล้ว)  คุณ _______________ เสื้อผ้าที่หนาอย่างมาก)  (เนื่องจากอากาศหนาวมาก)

(a) had to wear   (จำเป็นต้องสวม)

(b) would have to wear

(c) would have had to wear     (คงจำเป็นจะต้องสวม)

(d) had had to wear

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่ ๓  (Past unreal)  (ไม่เป็นจริงในอดีต)  คือเหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  ทั้งนี้  ประโยคข้างบนมีความหมาย  คือ   “เพราะคุณไม่ได้ไปที่ภูเขากับเรา  คุณก็เลยไม่จำเป็นต้องสวมเสื้อผ้าที่หนา

                                  ตัวอย่างที่  

  • Tom __________________________________ more photographs if he had had more film.

(ทอม ______________________________________ รูปมากขึ้น   ถ้าเขามีฟิล์มมากกว่าที่เป็นอยู่)

(a) would take

(b) would have taken    (คงจะได้ถ่าย)

(c) would be taking

(d) will have taken

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่ ๓  (Past unreal)  (ไม่เป็นจริงในอดีต)  ความหมายของประโยคข้างบน  คือ  “ทอมมิได้ถ่ายรูปเพิ่มขึ้น  เพราะเขามีฟิล์มอยู่นิดเดียว

                                  ตัวอย่างที่  

  • Nancy _____________________________________________ you if you had asked her.

(แนนซี่ ___________________________________________ คุณ  ถ้าคุณได้ขอร้องเธอ)

(a) had helped

(b) would help

(c) might help

(d) would have helped    (คงจะได้ช่วยเหลือ)

ตอบ  –  ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่ ๓  (Past unreal)  (ไม่เป็นจริงในอดีต)  คือ  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ  ตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ในประโยคข้างบน  คือ  “แนนซี่มิได้ช่วยเหลือคุณ  เพราะคุณไม่ได้ขอร้องเธอ

                                 ตัวอย่างที่  

  • If we hadn’t left the house so late, we wouldn’t have missed the train.

(ถ้าเรามิได้ออกจากบ้านสายมาก  เราคงจะไม่พลาด (ตก) รถไฟ)

หมายเหตุ   –    ในความเป็นจริงคือ  “เราออกจากบ้านสาย  เราเลยตกรถไฟ”  ผู้พูดประโยคสมมติในอดีตแบบนี้  มักแสดงความเสียดายกับสิ่งที่เกิดขึ้น  เพราะเหตุการณ์ได้ผ่านไปแล้ว  แก้ไขไม่ได้แล้ว  จึงมาเสียใจในภายหลัง  การสมมติในอดีตแบบนี้  มีรูปประโยคดังนี้  คือ  อนุประโยค (Subordinate clause)  จะมีโครงสร้าง  “If + Subject + Had (not) + V ช่อง 3”,  ส่วนในประโยคใหญ่  (Main clause)  จะมีโครงสร้าง  “Subject + Would (should, could, might, must) + (Not) + Have + Verb ช่อง 3”  หรือเอา  “If clause”  ซึ่งเป็นอนุประโยค  ไปไว้ข้างในประโยคก็ได้  แล้วเอาประโยคใหญ่  (Main clause)   มาไว้ข้างหน้าประโยค,  ความหมายจะเหมือนกันทุกประการ  แต่ถ้าเอา  “Main clause”  มาไว้ข้างหน้าประโยค   เมื่อจบ  “Main clause” แล้ว  ให้ต่อด้วยประโยคย่อย  (If clause)  เลย  โดยไม่ต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่น

                  สำหรับตัวอย่างอื่นๆ ของ   “If clause”  แบบที่ ๓  ได้แก่

  • If he had studied hard, he would have passed the exam.

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว – แต่จริงๆ คือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

  • If you had asked me, I would have told you the truth.

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว – แต่จริงๆ คือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

  • If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว – แต่จริงๆ คือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

  • She would have gone to the market if she had had** something to buy.

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ – แต่จริงๆ คือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

                **จะเห็นว่าในประโยคข้างบน  “If clause”  มี  Had  2 ตัว  ตัวหน้าแสดง  “Past perfect tense”  ส่วน  Had  ตัวหลังมาจาก  Have  ที่แปลว่า  “มี”  พอมาอยู่หลัง  “Had”  จึงต้องเปลี่ยนไปเป็น  Verb ช่องที่  3  ทำให้มี  Had  2  ตัว

  • I would not have bought a car if my office had not been very far from my home.  

(ผมคงจะไม่ได้ซื้อรถยนต์ (เมื่อปีที่แล้ว)  ถ้าที่ทำงานของผมมิได้อยู่ห่างไกลจากบ้านมากมาย – แต่จริงๆ คือ  ผมซื้อรถยนต์  เพราะที่ทำงานอยู่ห่างไกลจากบ้านมาก)

  • If he had bet on that horse, he would have lost all his money.

(ถ้าเขาเล่นพนัน (แทง) ที่ม้าตัวนั้น  เขาก็คงสูญเสียเงินไปทั้งหมดแล้ว  -  แต่ในความเป็นจริงคือ  เขามิได้เล่นพนันที่ม้าตัวนั้น  เขาก็เลยไม่ได้เสียเงิน)

  • If you had not come to my party, you would not have met your old friends at college.

(ถ้าคุณมิได้มาที่งานเลี้ยงของผม  คุณก็คงไม่ได้พบเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยของคุณ  -  แต่ในความเป็นจริง  คือ  คุณมางานเลี้ยง  คุณเลยได้พบเพื่อนเก่า)

              นอกจากนั้น  ในส่วนของอนุประโยค  คือ  ในส่วนที่เป็น  “If clause”  ยังสามารถทำเป็นแบบ  “Reverse” (Inversion)  (ผกผัน)  คือ  เอา  “Had”  มานำหน้า  “Clause”  แล้วตัด  “If”   ทิ้งไป  โดยที่ความหมายยังคงเหมือนเดิมทุกประการ  (ทำได้เฉพาะใน  “If clause”  แบบที่ ๓  หรือ  แบบที่ ๒  ที่ใน  “If clause”  มีกริยา  “Were”)   ดูเปรียบเทียบประโยค  “ก่อน”  และ  “หลัง”  ทำ  “Reverse” (Inversion)  จากตัวอย่างข้างล่าง

  • If he had studied hard, he would have passed the exam.

(=  Had he studied hard, he would………......….exam.)

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว – แต่จริงๆ คือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

  • If you had asked me, I would have told you the truth.

(=  Had you asked me, I………………..truth.)

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว – แต่จริงๆ คือ  คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

  • If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(=  Had they not stopped smoking, they………......…..cancer.)

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว – แต่จริงๆ คือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

  • She would have gone to the market if she had had something to buy.

(=  She would have gone to the market had she had something to buy.)

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ – แต่จริงๆ คือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

      สรุป  -  ใน  “If clause” (ประโยคย่อย หรืออนุประโยค)  จะเป็นรูป  “Past perfect” {If + Subject + Had + (Not) + Verb 3} เสมอ  ส่วนใน  “Main clause”  (ประโยคใหญ่)  จะเป็นรูป  “Past future perfect”  {Subject + Would (should, could, might) + (Not) + Have + Verb 3}  นอกจากนั้น  ยังสามารถทำรูป  “Reverse” (Inversion) ในส่วนที่เป็น  “If clause”  ได้ด้วย

 

3. He was _______________________________________ man who received votes besides me.

(เขาเป็นชาย (คน) ______________________________ ที่ได้รับคะแนนโหวต  นอกจากตัวผม)

(a) the only    (เพียงคนเดียวเท่านั้น)

(b) only the

(c) only a

(d) only

ตอบ  -  ข้อ  (a)  เพราะเป็นไปตามโครงสร้าง  “……………...the only + Noun + Adjective clause”   เช่น

  • She is the only woman that (who) I saw there.

(เธอเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวที่ผมเห็นที่นั่น) 

            ประโยคข้างบน  ไม่ต้องมี  “คอมม่า”  หลัง  “Woman”  เพราะแยก  “Woman”  คนนี้ออกจาก  “Woman”  คนอื่นๆ  กล่าวคือ  อนุประโยค  That (Who) I saw there  เป็น  Defining adjective clause  คือ  มีผู้หญิงอยู่ที่นั่นหลายคน  แต่  “เธอ” เป็นเพียงคนเดียวที่ผมเห็น  จึงจำเป็นต้องมี  Clause  นี้มาขยาย  เพื่อให้ข้อความมีความชัดเจนแก่ผู้อ่าน-ผู้ฟัง

             แต่ในกรณี  “Only”  ขยายนามนั้น  เพื่อบอกว่า  “มีเพียง  ๑  เท่านั้น”  (ดังประ โยคข้างล่าง)  ต้องมี  “คอมม่า”  หลังคำนาม  และต้องใช้   “Who”  เท่านั้น  (ไม่ใช้  “That”)  เนื่องจากมิได้แยกคำนามนั้น  ออกจากคำนามอื่นๆ  เหมือนดังประโยคข้างบน  (ผู้หญิงเพียงคนเดียว)  เช่น

  • My only brother, who lives in Phuket, is a banker.

(พี่ชายเพียงคนเดียวของผม  ผู้ซึ่งอาศัยอยู่ในภูเก็ต  เป็นนายธนาคาร) 

             “พี่ชายคนเดียวของผม”  ไม่ได้แยกพี่ชายคนนี้  ออกจากพี่ชายคนอื่นๆ  เนื่องจากมีพี่ชายเพียงคนเดียว  ทั้งนี้  Who lives in Phuket  เป็น  Non-defining adjective clause  มิได้มาแยก  “พี่ชาย”  ออกจากคนอื่นๆ  เพียงแต่มาบอกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับพี่ชายคนนี้เท่านั้น  แม้จะไม่มี  Clause  นี้  คนฟังก็ยังคงเข้าใจอยู่ดี  ว่าเป็นพี่ชายคนไหนของผม,  ดูคำอธิบายโดยละเอียดเกี่ยวกับ  “Non-defining  และ  Defining  adjective clause”  ในข้อ  ๔  ของหมวดข้อสอบ  STRUCTURE  (ตอนที่  ๕๗๘)

                สำหรับการใช้   “Only”  =  “เพียงแต่................เท่านั้น”  จะวางไว้ข้างหน้าคำที่มันขยายเสมอ  เช่น

  • Only my sister gave me 10 dollars.

(พี่สาวเท่านั้นที่ให้ผม  ๑๐  เหรียญ)  (คนอื่นไม่ช่วยอะไรผมเลย)

  • My sister only gave me 10 dollars.

(พี่สาวเพียงแต่ให้เงินผม  ๑๐  เหรียญเท่านั้น)  (ไม่ได้ช่วยอย่างอื่นเลย  นอกจากให้เงิน ๑๐ เหรียญ) 

  • My sister gave only me 10 dollars.

(พี่สาวให้เงินผมคนเดียวเท่านั้น  ๑๐  เหรียญ)  (ไม่ได้ให้คนอื่นเลย)

  • My sister gave me only 10 dollars.

(พี่สาวให้ผมเพียง  ๑๐  เหรียญเท่านั้น)  (แทนที่จะให้  ๑๐๐  เหรียญ)

 

4. ________________________________________ that you cannot come with us to the park.

(______________________________ ที่ว่า  คุณไม่สามารถมาเที่ยวที่สวนสาธารณะกับเราได้)

(a) There is a shame    (ไม่ใช้รูปนี้)

(b) It is a shame    (มันน่าเสียดาย  หรือน่าเสียใจ)

(c) It is ashamed   (“Ashamed  =  อับอาย, กระดากใจ  มักใช้กับบุคคล  เช่น   -  “She was ashamed of his

       conduct.”  (เธออับอายกับความประพฤติของเขา)

(d) It is shameful    (มันน่าละอาย) (“It is shameful to behave like that.”  =  มันน่าละอายที่ประพฤติตัวแบบนั้น)

ตอบ  -  ข้อ  (b)  “A shame”  =  “ความน่าเสียดาย  หรือน่าเสียใจ

 

5. My winning lottery ticket engendered (เอ็น-เจ๊น-เดอะ) a great deal of envy among my co-workers; they all wished that they had won.

(การถูกรางวัลลอตเตอรี่ของผม  ก่อให้เกิด-ทำให้เกิด-ทำให้ปรากฏขึ้น-สร้าง  ความอิจฉา ริษยาอย่างมากมายในหมู่เพื่อนร่วมงานของผม,  พวกเขาปรารถนาว่า  พวกตนได้ถูกรางวัลเช่นเดียวกัน)

(a) enfranchised    (เอ็น-แฟร้น-ไช่ซ)  (ให้สิทธิพิเศษสำหรับพลเมือง  โดยเฉพาะสิทธิในการออกเสียง) 

(b) enervated    (เอ๊น-เนอร์-เวท)  (บั่นทอนกำลังหรือพลังงาน, ทำให้หมดเรี่ยวหมดแรง, ทำให้อ่อนเปลี้ย)  

(c) discerned    (มองเห็น, สังเกตเห็น, เข้าใจ, หยั่งรู้, มองเห็นความแตกต่าง, แยกความแตกต่างได้) 

(d) coerced    (โค-เอิ้ร์ซ)  (บังคับใครให้ทำ หรือ ไม่ทำอะไรบางอย่าง, บีบบังคับ, บังคับขู่เข็ญ) 

(e) created    (ครี-เอ๊ท)  (สร้าง, ก่อให้เกิด, ทำให้เกิด)

ตอบ  -  ข้อ  (e

 

6. Jerry failed to husband his inheritance; instead, he squandered (สคว้อน-เดอะ) it on trips to Las Vegas.

(เจอรี่ไม่สามารถ (ล้มเหลวที่จะ) ใช้จ่ายอย่างประหยัด (กับ) มรดกของตน,  แทนที่จะเป็นเช่นนั้น  เขา  ใช้จ่ายมันอย่างฟุ่มเฟือย-ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายสิ้นเปลือง-ถลุง  กับการเดินทางไปลาสเวกัส – คือ  ไปเล่นการพนัน)

(a) amended    (อะ-เมนด)  (๑. แก้ไข, ปรับปรุง, ทำให้ถูกต้อง,  ๒. เปลี่ยนแปลง, แปรหรือแก้ญัตติ) 

(b) inhibited    (อิน-ฮิ้บ-บิท)  (ขัดขวาง, ยับยั้ง, สกัดกั้น, ห้าม) 

(c) evaded    (อิ-เว้ด)  (หลบ, หลีก, หนี, เลี่ยง)  

(d) wasted    (เวส-ทิด)  (สูญเสีย, สิ้นเปลือง, หมดเปลือง, ทำให้เสียโดยเปล่าประโยชน์, ใช้อย่างสิ้น

       เปลือง, เปล่าประโยชน์, เสียไปโดยเปล่าประโยชน์) 

(e) stipulated    (สทิ้พ-พิว-เล-ทิด)  (กำหนด, วางเงื่อนไข, บังคับให้ทำ, ระบุ) 

ตอบ  -  ข้อ  (d

 

7. He tramped across the cream-colored carpet, leaving a trail of mud behind him. 

(เขา  เหยียบย่ำ-เดินเท้าเสียงดัง-เหยียบ-กระทืบ-พเนจร  ไปบนพรมสีครีม  โดยทิ้งรอย (รอยทาง, รอยเท้า) ที่เป็นโคลนไว้เบื้องหลัง)

(a) walked heavily    (เดินเท้าเสียงดัง, เดินเหยียบย่ำ)

(b) walked unsteadily    (เดินไม่มั่นคง, เดินสะเปะสะปะแบบคนเมา)

(c) skipped    (กระโดด, กระโดดข้าม, อ่านข้าม)

(d) limped    (เดินกระโผลกกระเผลก, เดินปวกเปียก, เดินขาเป๋)

(e) ended up    (ลงท้าย, ลงเอย)

ตอบ  -  ข้อ  (a

 

8. Studies of captured reptiles indicate that crocodiles rank only second to turtles in longevity

(การศึกษาสัตว์เลื้อยคลานที่จับได้บ่งชี้ว่า  จระเข้จะอยู่เป็นลำดับที่  ๒  รองจากเต่าเท่านั้น  ในเรื่อง  การมีอายุยืนยาว-อายุยืน)

(a) length    (เลงธ)  (ความยาว)

(b) lifespan    (ช่วงชีวิต, เวลาในชีวิต)

(c) appetite    (ความอยากกินอาหาร)

(d) endurance    (ความอดทน, ความทนทาน, ความอดกลั้น)

(e) expansion   (อิคส-แพ้น-ชั่น)  (การขยาย, การแผ่ออกไป, ส่วนที่ขยายออก, สิ่งที่ถูกขยาย, การเพิ่มขึ้น) 

ตอบ  -  ข้อ  (b

 

9. The news in your letter __________________________ the 25th was a very welcome surprise.

(ข่าวสารในจดหมายของคุณ _______________ ๒๕  เป็นความประหลาดใจที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง)

(a) on

(b) in

(c) of    (ลงวันที่)

(d) during

ตอบ  -  ข้อ  (c) สำหรับ  “On”  เมื่อใช้กับ  “วัน”  หรือ  “วันที่”  เช่น  “She arrived on the 25th of January.”  (เธอมาถึงในวันที่  ๒๕  มกราคม),  “We had a meeting on Tuesday.  (เราประชุมกันในวันอังคาร)   

           สำหรับวลีที่ใช้  “On”  ได้แก่  on request  (เมื่อมีการร้องขอ)  -  Further information will be supplied on request.  (ข้อมูลข่าวสารเพิ่มมากขึ้น  จะได้รับการจัดหาให้เมื่อมีการร้องขอ),  on sale  (ออกจำหน่าย, วางขาย)  -  Goods are on sale here at reduced prices.  (สินค้ามีจำหน่ายที่นี่ในแบบลดราคา),  on parade  (กำลังเดินแถว)  -  The soldiers are on parade.  (ทหารกำลังเดินแถว),  on the look-out  (กำลังค้นหา)  -  We are on the look-out for a stolen car.  (เรากำลังค้นหารถยนต์ที่หาย),  on the move  (เคลื่อนไปข้างหน้า, เคลื่อนไหว, เคลื่อนที่)  -  We must be on the move soon.  (เราจะต้องเดินหน้า – โครงการ – ต่อไปเร็วๆ นี้),  on the quiet  (อย่างเงียบๆ, อย่างลับๆ)  -  Can you let me have some cigarettes on the quiet ?  (คุณจะอนุญาตให้ผมสูบบุหรี่แบบแอบๆ ทำได้ไหม – เพราะมีข้อห้ามสูบบุหรี่),  on the cheap  (ในราคาถูก-ไม่แพง, มีความหมายในทางไม่ค่อยดี  คือ  หาวิธีซื้อในแบบที่หลีกเลี่ยงการจ่ายเงินตามราคาท้องตลาด)  -  Linda bought those curtains on the cheap.  (ลินดาซื้อม่านเหล่านี้มาในราคาถูกกว่าท้องตลาด – ด้วยวิธีการที่ไม่ค่อยจะสุจริตนัก),  Two cushions lay on the floor.  (เบาะรองนั่ง ๒ ใบวางอยู่บนพื้นห้อง),  A cow is grazing on a hill.  (วัวกำลังเล็มหญ้าบนเนินเขา),  Flora sits on the sofa.  (ฟลอร่านั่งอยู่บนโซฟา),  Jack put his letter on top of his desk.  (แจ๊ควางจดหมายลงบนโต๊ะของเขา),  Lucy threw cold water on her face.  (ลูซี่ราดน้ำเย็นบนใบหน้าของเธอ),  Mike dropped a glass on the floor.  (ไมค์ทำแก้วหล่นบนพื้น),  on page 5  (ในหน้าที่  ๕),  waste his time on  (ใช้เวลาของเขาอย่างสิ้นเปลือง-สุรุ่ยสุร่าย-กับ........)  -  Peter liked to waste his time on useless things.  (ปีเตอร์ชอบใช้เวลาสิ้นเปลืองไปกับสิ่งที่ไม่มีประโยชน์)on Sunday  (ในวันอาทิตย์), on business  (ด้วยเรื่องธุรกิจ)  –  He went to Canada on business.  (เขาไปแคนาดาด้วยเรื่องธุรกิจ),  keep on  (ดำเนินต่อไป)   They kept on reading.  (พวกเขาอ่านหนังสือต่อไป),  rely on  (ไว้วางใจ, เชื่อใจ, พึ่งพาอาศัย)   I can rely on my close friend.  (ผมสามารถไว้ใจเพื่อนสนิท),  depend on (upon) (พึ่งพาอาศัย, ขึ้นอยู่กับ, อยู่ที่)   Most children have to depend on (upon) their parents.  (เด็กๆ ส่วนใหญ่จำเป็นต้องพึ่งพาพ่อแม่ของตน),  insist on  (ยืนกราน, ยืนหยัด, เรียกร้อง)   She insisted on going out with her boyfriend.  (เธอยืนกรานจะออกไปข้างนอกกับแฟนของเธอ),  on the floor  (บนพื้น),  on a hill  (บนเนินเขา),  on the top shelf  (บนชั้นบนของหิ้ง),  bet money on  (พนันเงินกับ......)  -  He bet a lot of money on that horse.  (เขาพนันเงินจำนวนมากกับม้าตัวนั้น),  on a sofa  (บนเก้าอี้โซฟา),  to turn his back on his country  (หันหลังให้กับประเทศของตน  -  หมายถึงละทิ้งประเทศ  เช่น  หนีการเกณฑ์ทหาร  หรือไปเข้ากับฝ่ายศัตรู),  on the contrary  (ในทางตรงกันข้าม)  -  There was nothing dowdy or ugly about her dress;  on the contrary, she had a certain private elegance(ไม่มีอะไรล้าสมัย (ไม่สวยงาม) หรือน่าเกลียดเกี่ยวกับเสื้อกระโปรงชุดของเธอ  ตรงกันข้าม  เธอมีความสง่างามเป็นส่วนตัวบางอย่าง),  on the drawing board  (กำลังอยู่ในขั้นวางแผนหรือเตรียมการ  คือยังไม่ได้ลงมือทำ หรือนำมาใช้งานจริงๆ ),   on the dot (on the  button)  (ตรงเวลาเผง, ตรงเวลาพอดี)  -  Susan arrived at the party at 3:00 p.m. on the dot.  (ซูซานมาถึงที่งานเลี้ยงเวลาบ่าย โมงตรงพอดี),  get (climb, jump) on the bandwagon  (ทำตามอย่างที่คนอื่นทำ  แม้จะไม่ใช่เรื่องที่จำเป็น, เข้าร่วมในกิจกรรมที่มีคนนิยมทำกันมาก  และล่าสุด  เช่น ถีบจักรยาน หรือ เล่นฟิตเนส,  โยคะ  -  แปลตรงตัว คือ ปีนหรือกระโดดขึ้นไปบนรถดนตรีในขบวนแห่)  -  When all Jim’s friends decided to vote for Bill, Jim climbed on the bandwagon too.  (เมื่อเพื่อนทุกคนของจิมตัดสินใจลงคะแนนให้บิล  จิมก็ตัดสินใจลงคะแนนให้บิลเช่นเดียวกัน  -  คือทำตามเพื่อนๆ แบบไม่ต้องมีเหตุผล), on the (an) average   (โดยเฉลี่ย),  a dog peeing (pissing) on a tree  (หมาเยี่ยวรดต้นไม้),  on condition that  (โดยมีเงื่อนไขว่า)  -  I will lend you the money on condition that  you pay it back in one month.  (ผมจะให้คุณยืมเงินโดยมีเงื่อนไขว่า  คุณต้องใช้คืนภายใน เดือน), on the table (desk) (บนโต๊ะ), on the wall  (บนกำแพง-ฝาผนัง),  on the envelope  (บนซองจดหมาย)  –  There is a stamp on the envelope.  (มีแสตมป์บนซองจดหมาย),  on a chair  (บนเก้าอี้)   He was sitting on a chair.  (เขากำลังนั่งบนเก้าอี้)  แต่ใช้  in an armchair”  (ในเก้าอี้มีที่วางแขน),  He was hit on the head (arm, leg).  (เขาถูกตีที่หัว – แขน - ขา)  แต่ใช้  He was hit in the chest (stomach, etc.)  (เขาถูกตีที่หน้าอก-ท้อง),  She was riding on a bicycle.  (เธอกำลังขี่รถจักรยาน),  on an (the) average  (โดยเฉลี่ย),  Paul knocked on the door.  (พอลเคาะประตู),   We had lunch on the train.  (เราทานอาหารกลางวันบนรถไฟ),  He went on board the ship (airplane).  (เขาขึ้นเรือ-เครื่องบิน)  แต่ใช้  in the car (ในรถยนต์),  หรือใช้  The captain (pilot) is in his cabin.  (หัวหน้านักบิน – นักบิน – อยู่ในห้องนักบิน),  She is not strong enough to stand on her legs.  (เธอไม่แข็งแรงพอที่จะยืนบนขาของตัวเอง),  The flats are built on pillars.  (แฟล็ตถูกสร้างบนเสาหิน-ตอม่อ),  He has a house on the main road.  (เขามีบ้านบนถนนสายหลัก),  It was built on the site of an old farmhouse.  (มันถูกสร้างบนที่ตั้งของบ้านไร่-บ้านนา),  You’ll find it on the left-hand side of the road.  (คุณจะพบมันทางด้านซ้ายมือของถนน),  The army marched on London.  (กองทัพเดินแถวไปสู่ลอนดอน – เพื่อยึดครองมัน),  live on  (ดำรงชีวิต, ดำรงชีวิตด้วย)  -  He hasn’t much (money) to live on.  (เขามิได้มีเงินมากมายที่จะดำรงชีวิต)  -  Those animals live on fruit and vegetables.  (สัตว์เหล่านั้นดำรงชีวิตด้วย (การกิน) ผลไม้และผัก),  The bus runs on diesel oil.  (รถประจำทางวิ่งโดยใช้น้ำมันดีเซล),  I’ll see you on Sunday.  (ผมจะพบคุณในวันอาทิตย์),  on the 5th of August  (ในวันที่ ๕ เดือนสิงหาคม),  Helen is paid on the last day of the month.  (เฮเลนได้รับค่าจ้างในวันสุดท้ายของเดือน),  Mary gave a present to her friends only on special occasions.  (แมรี่ให้ของขวัญแก่เพื่อนๆ ของเธอ  เฉพาะในโอกาสพิเศษเท่านั้น),  He is on the committee.  (เขาเป็นสมาชิกในคณะกรรมการ),  Mr. Smith was on the company’s board of directors.  (มิสเตอร์สมิธเป็นกรรมการบริษัท – เป็นสมาชิกในคณะกรรมการของบริษัท),  แต่ใช้  He is in the army.  (เขาอยู่ในกองทัพ – ทำงานในกองทัพ),  Alice did it on the advice of her lawyer.  (อลิซทำมันตามคำแนะนำของทนายความของเธอ),  I have it on good authority that the governor will resign soon.  (ผมทราบจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ว่า  ท่านผู้ว่าฯ จะลาออกเร็วๆ นี้),  Daniel bought his car on hire-purchase.  (แดเนี่ยลซื้อรถยนต์ในแบบเช่า-ซื้อ),  Have you read his new book on the universe ?  (คุณได้อ่านหนังสือเล่มใหม่ของเขาเกี่ยวกับจักรวาลหรือยัง),  I would like to have your views on the subject.  (ผมอยากได้ความเห็นของคุณเกี่ยวกับเรื่องนี้),  Brandon is away on business.  (แบรนด้อนไม่อยู่ (บ้าน) ด้วยเรื่องธุรกิจ),  I don’t want to be bothered by that while I’m on holiday.  (ผมไม่ต้องการให้ใครรบกวนในเรื่องนั้น  ในขณะที่ผมหยุดพักผ่อน),  On arriving at the station, Steve immediately looked for a taxi.  (ในทันทีที่มาถึงสถานี  สตีฟมองหารถแท็กซี่ในทันที),  On hearing the news, Kevin shouted with joy.  (ในทันทีที่ได้ยินข่าวนั้น  เควิ่นตะโกนด้วยความดีอกดีใจ),  on deck  (อยู่บนดาดฟ้าเรือ, เตรียมพร้อมที่จะทำอะไรบางอย่าง, มาปรากฏตัว หรือมาถึงที่นัดหมาย)  –  The passengers are relaxing on deck.  (ผู้โดยสารกำลังพักผ่อนหย่อนใจอยู่บนดาดฟ้าเรือ)  -  The scout leader told the boys to be on deck at 8:00 Saturday morning for the hike.  (ผู้นำลูกเสือบอกให้ลูกเสือมาถึงที่นัดหมายเวลา ๘.๐๐ น. เช้าวันเสาร์  เพื่อออกเดินทางไกล),  on deposit  (ในธนาคาร)  -  I have $ 500 on deposit in my account.  (ผมมีเงินอยู่  ๕๐๐ ดอลลาร์ในบัญชีธนาคาร),  on duty  (อยู่ปฏิบัติหน้าที่, ขณะปฏิบัติหน้าที่)  -  There is always one teacher on duty during study hour.  (มีครูอยู่ คนเสมอ อยู่ปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างชั่วโมงเรียน  -  คือคอยให้คำแนะนำปรึกษาแก่นักเรียน),  on earth (= in the world(ใน หรือ บนโลกนี้, เกิดขึ้นได้ หรือเป็นไปได้อย่างไร  มักใช้แสดงการเน้นในประโยคคำถาม)  -  Where on earth did I put my wallet?  (ไม่รู้ว่าผมเอากระเป๋าสตางค์ไปวางไว้ตรงไหนในโลกนี้  -  คือบ่นคร่ำครวญเนื่องจากหากระเป๋าสตางค์ไม่เจอ)  -  The boys wondered how on earth the mouse got out of the cage.  (พวกเด็กๆสงสัยว่า เป็นไปได้อย่างไรที่หนูออกจากกรงไป  -  ทั้งๆ ที่ล็อคทางออกไว้อย่างแน่นหนา),  have, (keep, with) one eye on  (คอยเฝ้าดูหรือเอาใจใส่  -  บุคคลหรือสิ่งของ -  ในขณะที่กำลังทำสิ่งอื่นไปด้วย)  -  Mother had one eye on baby as she ironed.  (แม่รีดผ้าและดูแลลูกน้อยไปด้วยในเวลาเดียวกัน) - Chris tried to study with one eye on the TV set.  (คริสพยายามอ่านหนังสือ  และดูทีวีไปด้วยในในเวลาเดียวกัน),  on account of  (เนื่องมาจาก, เพราะว่า)  -  The picnic was held in the gym on account of the rain.  (ปิกนิกถูกจัดในโรงยิม  -  แทนในสนาม  -  เนื่องมาจากฝนตก),  on a shoestring  (ด้วยเงินจำนวนเล็กน้อยสำหรับใช้จ่าย, ด้วยงบประมาณที่น้อยมาก  -  แปลตรงตัว คือ ด้วยเชือกผูกรองเท้า) - The couple was seeing Europe on a shoestring.  (สามี-ภรรยาคู่นั้นกำลังเที่ยวยุโรป  ด้วยเงินจำนวนเพียงนิดเดียว - คือ  แบบประหยัดสุดๆ),  to walk on air  (รู้สึกมีความสุขและตื่นเต้น)  -  Kim has been walking on air since she won the prize.  (คิมมีความสุขและตื่นเต้นมาโดยตลอด  ตั้งแต่ที่เธอได้รับรางวัล),  to wait on (upon) (รับใช้, ให้บริ การ) - The clerk in the store waits on all customers.  (เสมียนในร้านนั้นให้บริการ (รับใช้) ลูกค้าทุกคน),  (sitting) on top of the world  (ปลาบปลื้มยินดีและมีความสุข, รู้สึกประสบความสำเร็จ)  -  John was (sitting) on top of the world when he found out that he got into college.  (จอห์นดีใจและมีความสุข  เมื่อเขาพบว่าเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้),  on behalf of  (ในนามของ),  on board  (บนเรือ)  -  A ship was leaving the harbor, and we saw the people on board waving.  (เรือลำหนึ่งกำลังออกจากท่า  และเราเห็นผู้คนบนเรือโบกไม้โบกมือ  -  เพื่ออำลาญาติพี่น้องที่มาส่ง),  off and on (= on and off)  (ไม่สม่ำเสมอ, เป็นครั้งคราว หรือบางโอกาส)  -  It rained off and on all day.  (ฝนตกๆ หยุดๆ ตลอดทั้งวัน  -  คือ ตกแล้วหยุด  แล้วก็ตกแล้วหยุดอีก  สลับกันไปแบบนี้ตลอดทั้งวัน),  the posters on the walls   (โปสเตอร์บนกำแพง),  a sticker on her car  (สติ๊กเกอร์ติดรถของเธอ),  pictures on the screen  (รูปภาพบนจอ), on the ceiling  (บนเพดาน),  on the roof  (บนหลังคา),  on all fours  (คลาน เท้า),  get on a bus  (ขึ้นรถเมล์),  on a highway  (บนทางหลวง),  on the plane  (บนเครื่องบิน),  on foot  (โดยทางเท้าหรือเดินไป),  to walk on tiptoe  (เดินบนปลายเท้าหรือเขย่งส้นเท้า),  on horseback  (บนหลังม้า),  on a bicycle  (โดยรถจักร ยาน),  on Monday  (ในวันจันทร์),  on a Sunday afternoon  (ตอนบ่ายวันอา ทิตย์),  on an occasion like this  (ในโอกาสเช่นนี้),  on April10th  (ในวันที่ ๑๐ เมษายน),  on Thursday night   (ในคืนวันพฤหัสฯ),  on the first day of term  (ในวันแรกของภาคการศึกษา),  books on art and religion  (หนังสือเกี่ยวกับศิลปะและศาสนา),  on the subject of rents  (ในเรื่องเกี่ยวกับค่าเช่า), ideas on how films should be made  (ความคิดเกี่ยวกับว่าควรจะสร้างหนังอย่างไร),  to comment on the issue  (แสดงความคิดเห็นในประเด็นนั้น),  a talk on agriculture  (การสนทนาเกี่ยวกับเกษตรกรรม),  cars running on petrol (รถยนต์ที่วิ่งด้วยน้ำมัน),  appear on TV  (ปรากฏตัวทางทีวี),  to hear it on the radio  (ได้ยินมันทางวิทยุ),  on stage  (บนเวที),  on the phone  (ทางโทรศัพท์ หรือกำลังพูดโทรศัพท์),  on and on  (ไม่รู้จักจบสิ้น, ไม่หยุดหย่อน, ไม่สิ้นสุด),  on edge  (รุ่มร้อน, กระวนกระวาย, ตื่นเต้น, ประสาทเสีย, ปวดสมอง),  on one’s own  (ด้วยตนเอง, เป็นอิสระ, หาเลี้ยงตนเอง),  on purpose  (โดยเจตนา, โดยตั้งใจทำ),  on the carpet  (ดุด่าว่ากล่าว, สวด),  on the fence  (ยังไม่แน่ใจ, ยังไม่ตัดสินใจ-ตกลงใจ),  on the hook  (อยู่ในฐานะลำบาก),  on the spot  (ที่กำลังพูดถึง-เอ่ยถึง),  to be on  (กำลังปรากฏ, กำลังฉายอยู่. กำลังแสดง),  on the go  (มีธุระ ยุ่ง, เคลื่อนไหวทำโน่นทำนี่อยู่ตลอด)   I’m usually on the go all day long.  (ผมมักมีธุระยุ่งตลอดทั้งวัน),  on the market  (มีขาย, เสนอขาย)   I had to put my car on the market.  (ผมจำเป็นต้องเอารถออกขาย) - This is the finest home computer on the market.  (นี่เป็นคอมพิวเตอร์ประจำบ้านที่ดีที่สุดที่วางขายในตลาด),  on the mend  (สบายดี, หายป่วยไข้)   My cold was terrible, but I’m on the mend now.  (ไข้หวัดของผมย่ำแย่มากเลย  แต่ตอนนี้ผมหายไข้แล้ว)    What you need is some hot chicken soup.  Then you’ll really be on the mend.  (สิ่งที่คุณต้องการ คือ ซุปไก่ร้อนๆ  แล้วคุณจะหายป่วยจริงๆ เลย),  on the tip of one’s tongue  (ติดอยู่แค่ริมฝีปาก  คือ เกือบจะพูดออกมาแล้ว หรือ เกือบจะนึกออกแล้ว)   I have his name right on the tip of my tongue.  I’ll think of it in a second  (ผมมีชื่อของเขาติดอยู่ที่ริมฝีปาก  ผมจะนึกมันออกในอีกวินาทีเดียว)  – John had the answer on the tip of his tongue, but Ann said it first  (จอห์นเกือบจะบอกคำตอบออกมาแล้ว  แต่แอนพูดออกมาเสียก่อน - คือชิงบอกคำตอบก่อน),  on the wrong track  (ไปหรือเดินผิดลู่หรือราง, ทำตามสมมติฐานที่ผิด)    You’ll never get the right answer.  You’re on the wrong track.  (คุณไม่มีวันจะได้คำตอบที่ถูกต้องหรอก คุณเดินผิดทางนี่ หรือ คุณตั้งสมมติฐานไว้ผิดนี่),  be (skate) on thin ice  (อยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงหรือมีอันตราย)   If you try that, you’ll really be on thin ice.  That’s too risky.  (ถ้าคุณลองทำสิ่งนั้น  คุณจะตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง  มันเสี่ยงเกินไป)   If you don’t want to find yourself (skating) on thin ice, you must be sure of your facts  (ถ้าคุณไม่ต้องการพบตัวเองตกอยู่ในอันตราย  คุณต้องมั่นใจในข้อเท็จจริง  - ไม่เช่นนั้นคุณอาจแพ้คดีและต้องจ่ายเงินมากมาย),  on tiptoe  (เดินเขย่างเท้า),  on vacation  (เดินทางไปเที่ยวในวันหยุดพักผ่อน)   Where are you going on vacation this year?  (คุณจะเดินทางไปพักผ่อนที่ไหนในวันหยุดปีนี้)   I’ll be away on vacation for three weeks.  (ผมจะเดินทางไปพักผ่อนวันหยุดเป็นเวลา ๓ สัปดาห์),  เป็นต้น

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                 

 

            ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง  e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  Address  <wpookaotong@yahoo.com>  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า “ปรับปรุงเว็บไซต์”)  เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป