หมวดข้อสอบ STRUCTURE (ตอนที่ 644)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Direction:  Choose the best answer to each item.

(จงเลือกคำตอบที่ดีที่สุดของแต่ละข้อ)

 

1. It is time for you to leave _____________________________________________ this town.

(มันได้เวลาสำหรับคุณที่จะออก ______________________________________ จากเมืองนี้)

(a) from

(b) away from

(c) off

(d) (No word is needed.)    (ไม่ต้องเติมคำใดเลย)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  “Leave” + “กรรม”  โดยไม่ต้องมี  “Preposition”  ใดๆ  เช่น  Leave the room (ออกจากห้อง),  Leave the house (ออกจากบ้าน),  Leave school (ออกจากโรงเรียน – เพื่อกลับบ้าน หรือเพราะจบการศึกษา),  Leave her job (ออกจากงานของเธอ),  Leave the office (ออกจากสำนักงาน),  Leave the airport (ออกจากสนามบิน),  Leave the university (ออกจากมหาวิทยาลัย – เพื่อกลับบ้าน หรือเพราะจบการศึกษา),  เป็นต้น  ส่วน  Leave for  =  จากไปยัง, เดินทางไปยัง  เช่น

  • We are leaving for Japan tomorrow.

(เราจะเดินทางไปญี่ปุ่นวันพรุ่งนี้)

  • They’ll leave for London after they’ve visited New York.

(พวกเขาจะเดินทางไปลอนดอน  หลังจากพวกเขาได้ไปเยือนนิวยอร์กแล้ว)

  • Her plan now was to leave for the seaside.

(แผนการของเธอในขณะนี้คือ  เดินทางไปชายทะเล)

 

2. Take care of yourself; the weather is always __________________ at the beginning of the season.

(ดูแลตัวเองหน่อยนะ,  อากาศ ______________________________ อยู่เสมอในตอนเริ่มต้นฤดู)

(a) changed

(b) changes

(c) changing    (กำลังเปลี่ยนแปลง)

(d) to be changed

ตอบ  -  ข้อ  (c)  ใช้ในรูป  “Active voice”  (Present continuous tense – Is changing)  เนื่องจาก  “Weather”  สามารถเปลี่ยนแปลงได้เอง  (เป็นผู้กระทำ)  Changing  ในที่นี้เป็น  Present participle

 

3. A: I’m not staying here. 

(ผมจะไม่พักที่นี่แล้ว)

    B: I wish you __________________________________________________________.

(ผมปรารถนาว่าคุณ  __________________________________________________)

(a) can

(b) are

(c) were    (พัก)

(d) stay

ตอบ  ข้อ  (c)  เนื่องจากกริยาที่อยู่ในอนุประโยคที่ตามหลัง  “Wish”  จะต้องอยู่ในรูป  “Past simple tense”  (Verb 2)  ถ้าเป็นการปรารถนาในปัจจุบัน  เช่น  ในประโยคข้างบน  ที่ปรารถนาให้  “คุณ”  พักอยู่ในปัจจุบัน,  และต้องอยู่ในรูป  “Past perfect tense”  (Had + Verb 3)  ถ้าเป็นการปรารถนาในอดีต,  เราเรียกโครงสร้างแบบนี้ว่า  “Past subjunctive”  คือ  เป็นการปรารถนาเหตุการณ์ที่ไม่เกิดขึ้นจริง  เป็นเพียงการอยากให้เป็นเช่นนั้นเช่นนี้  แต่ก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้จริงตามความปรารถนา  ฝรั่งจึงใช้รูป  “Past”  อย่างใดอย่างหนึ่งเสมอ  ดูเพิ่มเติมจากตัวอย่างข้างล่าง

                                 ตัวอย่างที่  

  • When I said that I wished I __________ Italian, she told me she would give me some lessons, if I liked.

(เมื่อผมพูดว่า  ผมปรารถนาว่า  ผม _____ ภาษาอิตาเลียน,  เธอบอกผมว่า  เธอจะสอนบทเรียน (ภาษาฯ) ให้ผมบ้าง  ถ้าผมต้องการ)

(a) know

(b) knew

(c) would have known

(d) had known    (ได้เรียนรู้)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นการปรารถนาในอดีต  ซึ่งตรงกันข้ามกับความจริง  (Past subjunctive)  จึงต้องใช้โครงสร้าง  “Subject + Wish (ed) + (That) + Subject + Had + Verb 3 + ส่วนขยาย”  (ในข้อนี้  เป็นการปรารถนาว่าได้เรียนภาษาอิตาเลียนในอดีต  แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เรียน)  ดูตัวอย่างเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                 ตัวอย่างที่  

  • I wish I _______________________________________ her while she stayed in Bangkok.

(ฉันปรารถนาว่าฉัน _______________________________ เธอ  ในขณะที่เธอพักในกรุงเทพฯ)

(a) meet

(b) met

(c) had met    (ได้พบ)

(d) would have met

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นการปรารถนาในอดีตและตรงข้ามกับความเป็นจริง  (คือ  มิได้พบกับเธอ  ในขณะที่เธอพักในกรุงเทพฯ)  จึงต้องใช้  “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3)  และในกรณีที่เป็น  “Passive voice”  ใช้  (Subject + Had + Been + Verb 3)  เช่น

  • He wishes he had been given more opportunity when he was young.

(เขาปรารถนาว่า  เขาได้รับโอกาสมากขึ้นตอนเขาเป็นเด็ก  -  คือในอดีต)  (แต่ในความเป็นจริง  คือ  ไม่ได้รับ)

                                 ตัวอย่างที่  

  • I wish you ____________________________________________ there at that moment.

(ผมปรารถนาว่าคุณ _________________________________________ ที่นั่นในขณะนั้น)

(a) are

(b) were

(c) had been    (อยู่)

(d) would have been

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นการปรารถนาให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นในอดีต  (ให้คุณอยู่ที่นั่นในตอนนั้น  ซึ่งเป็นอดีตที่ผ่านมาแล้ว)  (ความเป็นจริง  คือ  คุณไม่ได้อยู่ที่นั่นในตอนนั้น)   

                                 ตัวอย่างที่  

  • I wish I _________________________________________ German when I was at school.

(ผมปรารถนาว่าผม _____________________________ ภาษาเยอรมัน  ตอนที่ผมเป็นนักเรียน)

(a) was learning

(b) learnt

(c) had learnt    (ได้เรียนรู้)

(d) have learnt

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นการปรารถนาเหตุการณ์ในอดีต  (สมัยเป็นเด็กนักเรียน)  แต่ในความเป็นจริงคือ  “มิได้เรียนภาษาเยอรมัน

                                 ตัวอย่างที่  

  • I wish today ___________________________________________________ a holiday.

(ผมปรารถนาว่าวันนี้ ______________________________________________ วันหยุด)

(a) is

(b) be

(c) being

(d) were   (เป็น)

ตอบ  –  ข้อ  (d)  เนื่องจากเมื่อใช้  “Wish”  แสดงความปรารถนาในสิ่งที่  “ตรงข้ามกับความเป็นจริง”  คือ  เหตุการณ์มิได้เป็นจริงตามที่ปรารถนา  -  วันนี้มิได้เป็นวันหยุด  ซึ่งเป็นการปรารถนาในปัจจุบัน  จะต้องใช้โครงสร้าง  “Subject + Wish + (That) + Subject + Verb 2  และในกรณีกริยาเป็น  Verb to be  ให้ใช้  Were  กับประธานทุกตัว,  แต่  “that”  มักจะละไว้เสมอ  (ไม่เขียนลงในประโยค)  เราเรียกการใช้โครงสร้างแบบนี้ว่า  “Past subjunctive   

                                  ตัวอย่างที่  

  • I wish you ______________________________________________________ longer.

(ผมปรารถนาว่าคุณ _____________________________________________ นานขึ้นอีก)

(a) will stay

(b) can stay

(c) could stay    (สามารถพัก  -  อยูกับเรา)

(d) stay

ตอบ ข้อ  (c)  การใช้  “Wish”  แสดงความปรารถนาให้เป็นเช่นนั้นเช่นนี้  แต่ก็ไม่เกิดขึ้นจริง  กริยาในประโยคย่อยที่ตามหลัง  “Wish” จะต้องอยู่ในรูป  “Past tense” (Verb 2)  (เมื่อเป็นการปรารถนาในปัจจุบัน  ดังประโยคในตัวอย่างที่ ๖)  และอยู่ในรูป  “Past perfect tense”  (Had + Verb 3)  (เมื่อเป็นการปรารถนาในอดีต)

                                  ตัวอย่างที่ 

  • I wish I ____________________________________ enough money to buy a new car now.

(ฉันปรารถนาว่าฉัน ________________________ เงินเพียงพอที่จะซื้อรถยนต์คันใหม่ในขณะนี้)

(a) have

(b) had    (มี)

(c) will have

(d) am having

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจากเป็นการปรารถนาในปัจจุบัน  (......... ในขณะนี้)  จึงใช้กริยาในอนุประโยคเป็นอดีต  คือ  Verb 2  (Had)

                                  ตัวอย่างที่ 

  • She went to the movies last night but she told me she wished she ______________ to see it.

(เธอไปดูหนังเมื่อคืนวาน  แต่เธอบอกผมว่า  เธอปรารถนาว่าเธอ ____________________ ดูมัน)

(a) hasn’t gone

(b) didn’t go

(c) hadn’t gone    (มิได้ไป)

(d) doesn’t go

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นการปรารถนาในอดีต  (ไม่ได้ไปดูหนังในคืนที่ผ่านมา  แต่จริงๆ แล้วได้ไปดูมา)  กริยาของประโยคที่ตามหลัง  “Wish”  จึงต้องอยู่ในรูป  “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3)

                                  ตัวอย่างที่ 

  • Why didn’t you keep your promise?  I wish you _______________________________ it.

(ทำไมคุณจึงไม่รักษาคำมั่นสัญญา  ผมปรารถนาว่าคุณ __________________________ มัน)

(a) kept

(b) would keep

(c) would have kept

(d) had kept    (ได้รักษาฯ)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นการปรารถนาให้เกิดเหตุการณ์  (รักษาคำมั่นสัญญา)  ในอดีต  จึงใช้รูป  “Subject + Wish + (That) + Subject + Had + Verb 3”  

                                  ตัวอย่างที่  ๑๐

  • I wish I ______________________________________________________ as he does.

(ผมปรารถนา (ว่า) ผม ________________________________________ เหมือนที่เขาเล่น)

(a) can play

(b) play

(c) could play    (สามารถเล่น)

(d) will play

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากอนุประโยค  (Subordinate clause)  ที่ตามหลัง  “Wish”  จะอยู่ในรูป  “Past subjunctive”   คือ  ต้องอยู่ในรูป  “Past simple” (Could play)  เมื่อเป็นการปรารถนาในปัจจุบัน  (สังเกตจากกริยา  Does)  หรือใช้รูป   “Past perfect tense”  (Had played  หรือ  Could have played)  เมื่อเป็นการปรารถนาในอดีต

                                  ตัวอย่างที่  ๑๑

  • Smith said, “I don’t speak English.”  His friend said, “I wish you _____________________.”

(สมิธพูดว่า  “ผมไม่พูดภาษาอังกฤษ”  (และ) เพื่อนของเขาพูดว่า  “ผมปรารถนาว่า  คุณ _________)

(a) speak

(b) do

(c) did    (พูด

(d) can

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “Did”  แทน  “Speak”) (ต้องอยู่ในรูป  “Past tense” เนื่องจากเป็น  “Past subjunctive”  คือ  เป็นกริยาใน  “Clause”  ซึ่งตามหลัง  “Wish”  ที่แสดงความปรารถนาในปัจจุบัน  (โดยสังเกตจากกริยา  Don’t speak)   คือ  ปรารถนาให้สมิธพูดภาษาอังกฤษได้,  สำหรับโครงสร้าง   Past subjunctive  มีหลัก  คือ

                ๑. ถ้าตรงข้ามกับความจริงในปัจจุบัน  (ปรารถนาเหตุการณ์ปัจจุบัน  แต่เหตุการณ์มิได้เป็นไปตามที่ปรารถนา)  ให้ใช้  “Verb”  เป็น  “Past simple” (Verb 2),  สำหรับประโยคที่มี  “Verb to be”  ให้ใช้  “Were”  กับประธานทุกตัว  (He, She, It, I, You, We, They, David, Susan)  เช่น

  • I wish (that) she came to see me today.

(ผมปรารถนาว่าเธอมาเยี่ยมผมวันนี้)  (แต่จริงๆ แล้วเธอไม่ได้มา)

  • She wishes (that) today were her birthday.

(เธอปรารถนาว่า  วันนี้เป็นวันเกิดของเธอ)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่)

  • I wish (that) my uncle were here now.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่ในขณะนี้)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้อยู่)

  • He wishes (that) his father were a millionaire (now).

(เขาปรารถนาว่า  พ่อของเขาเป็นเศรษฐี)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็น)

  • I often wish (that) I were really wealthy (now).

(ผมปรารถนาบ่อยๆ ว่า  ผมร่ำรวยอย่างแท้จริง)  (จริงๆ แล้วไม่รวย)

  • My sister occasionally wishes (that) she were a boy (now).

(น้องสาวของผมปรารถนาเป็นบางครั้งว่า  เธอเป็นเด็กผู้ชาย)  (จริงๆ แล้วเป็นหญิง)

  • I wish (that) I had a bigger house (now).

(ผมปรารถนาว่าผมมีบ้านหลังใหญ่กว่านี้)  (แต่จริงๆ แล้วมีบ้านหลังเล็ก)

  • They wish (that) they could speak Japanese (now).

(พวกเขาปรารถนาว่า สามารถพูดภาษาญี่ปุ่นได้)  (แต่จริงๆ แล้วพูดไม่ได้)

                 ๒. ถ้าตรงข้ามกับความจริงในอดีต  (ปรารถนาเหตุการณ์ในอดีต  แต่เหตุการณ์มิได้เป็นไปตามที่ปรารถนา)  ให้ใช้  “Verb”  เป็น  “Past perfect”  (Had + Verb 3)  เช่น

  • They wish (that) they had gone to Europe last year.

(พวกเขาปรารถนาว่า  พวกเขาได้ไปยุโรปเมื่อปีที่แล้ว)  (แต่จริงๆ แล้วพวกเขาไม่ได้ไป)

  • Peter wished (that) he had studied in a university when he was young.

(ปีเตอร์ปรารถนาว่าเขาได้เรียนในมหาวิทยาลัย  เมื่อเขาเป็นเด็ก)  (แต่จริงๆ แล้วเขาไม่ได้เรียน)

  • I wish (that) yesterday had been a holiday.

(ผมปรารถนาว่า  เมื่อวานนี้เป็นวันหยุด)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็น)

  • She wishes (that) her father had been a millionaire (last year).

(เธอปรารถนาว่า  พ่อของเธอเป็นเศรษฐี  (เมื่อปีที่แล้ว)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็น)

  • He wished (that) he had been a bird (a long time ago).

(เขาปรารถนาว่า  เขาเป็นนก (เมื่อนานมาแล้ว)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็น)

  • I wish (that) my uncle had been here yesterday.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่เมื่อวานนี้)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้อยู่)

  • Lucy wishes (that) she had been given a scholarship when she was in college.

(ลูซี่ปรารถนาว่าเธอได้รับทุนการศึกษา  เมื่อเธอศึกษาในวิทยาลัย)  (แต่จริงๆ แล้วเธอไม่ได้ทุน)

                ๓. ถ้า  “Wish”  ใช้กับอนาคต  (Future)  ให้ใช้  “Verb”  เป็น  “Would”, “Should”,  “Could”,  “Might” + Verb 1  ความหมาย  คือ  ขอให้เหตุการณ์เกิดขึ้นตามที่ปรารถนา  แม้มีโอกาสเกิดขึ้นได้ยาก  หรืออาจไม่เป็นไปตามที่ปรารถนา  เช่น

  • I wish (that) my wife would be here tomorrow.

(ผมปรารถนาว่า  ภรรยาของผมอยู่ที่นี่ในวันพรุ่งนี้)  (แต่จริงๆ แล้วคงไม่ได้อยู่ หรือมีโอ กาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก)

  • She wishes (that) she could come to my party next week.

(เธอปรารถนาว่า  เธอสามารถมางานเลี้ยงของผมสัปดาห์หน้า)  (แต่จริงๆ แล้วคงไม่ได้มา  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

  • They wish (that) they would graduate from the university next semester.

(พวกเขาปรารถนาว่า  จะเรียนจบจากมหาวิทยาลัยในเทอมหน้า)  (แต่คงจะไม่จบ  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

                ๔. เมื่อใช้  “Wish”  แสดงความปรารถนาในแบบปกติธรรมดา  จะมีโครง สร้าง  “Wish + To + Verb 1”  ซึ่งความปรารถนาดังกล่าวอาจจะเป็นจริง  หรือไม่เป็นจริงก็ได้  เช่น

  • They wish to meet their friends again next year.

(พวกเขาปรารถนาจะได้พบเพื่อนอีกในปีหน้า)

  • She wishes to leave now.

(เธอปรารถนาจะจากไปในตอนนี้)

  • He wishes to visit London next month.

(เขาปรารถนาจะไปเที่ยวลอนดอนเดือนหน้า)

  • They wished to pass the exam this term.

(พวกเขาปรารถนาจะสอบผ่านเทอมนี้)

  • They are in love and wish to marry.

(เขาทั้งสองคนรักกัน  และปรารถนาจะแต่งงานกัน)

                ๕. โครงสร้าง  “Wish + กรรม + Noun”  มีความหมาย  คือ  “ขออวยพรให้”  เช่น

  • She wished them a Merry Christmas and a Happy New Year

(เธออวยพรวันคริสมาสต์และปีใหม่ให้พวกเขา)

  • He wishes his parents a long and happy life.

(เขาอวยพรให้พ่อแม่มีชีวิตยืนยาวและมีความสุข)

  • I wish you success.

(ผมขออวยพรให้คุณประสบความสำเร็จ)

  • Before their exam they wished each other luck.

(ก่อนการสอบ  พวกเขาอวยพรโชคดีให้กันและกัน)

  • It is Mary’s birthday today.  Don’t forget to wish her many happy returns.

(วันนี้เป็นวันเกิดของแมรี่  อย่าลืมอวยพรให้เธอมีความสุข)

               ๖. โครงสร้าง  “Wish + For + Something”  เป็นการปรารถนาอะไรบางอย่าง  ซึ่งมักแสดงความปรารถนาอย่างเงียบๆ กับตัวเอง  เช่น

  • She blew out the candles on her birthday cake and wished for a new doll.

(เธอเป่าให้เทียนบนเค้กวันเกิดดับลง  และปรารถนาจะได้ตุ๊กตาใหม่สักตัว)

                ๗. ใช้  “Wish”  แบบคำนาม  (Noun)  ซึ่งหมายถึง  “ความปรารถนา, ความประสงค์, ความต้องการ, คำอธิษฐาน, สิ่งที่ปรารถนา”  เช่น

  • She told me of her wish to quit her job.

(เธอบอกผมถึงความปรารถนาของเธอที่จะทิ้งงาน)  (ลาออกจากงาน)

  • He has a strong wish to see his ex-wife again.

(เขามีความปรารถนาแรงกล้าที่จะพบอดีตภรรยาอีกครั้ง)

  • Julius Cesar was an all-powerful king whose every wish was obeyed.

(จูเลียส ซีซาร์ เป็นกษัตริย์ที่มีอำนาจเต็มที่  ผู้ซึ่งความปรารถนาทุกอย่างของเขาได้รับการเชื่อฟัง)

  • We have no wish to repeat their mistakes.

(เราไม่มีความปรารถนาจะทำผิดซ้ำความผิดของพวกเขา)

  • A death wish is a conscious or unconscious desire to die or be killed.

(ความปรารถนาความตาย”  เป็นความต้องการแบบรู้ตัว (ตั้งใจ) หรือ ไม่รู้ตัว (ไม่ตั้งใจ) ที่จะตาย  หรือ  ถูกฆ่าตาย)

  • The government should reflect the wishes of the majority in the country.

(รัฐบาลควรจะสะท้อนความต้องการ (สิ่งที่ต้องการ) ของคนส่วนใหญ่ในประเทศ)

  • My last wish is for you to leave this house and never return.

(ความปรารถนาสุดท้ายของฉัน  คือ  ให้คุณออกจากบ้านหลังนี้ไป  และอย่ากลับมาอีก)

  • Her parents send their best wishes for me on my birthday.

(พ่อแม่ของเธอส่งความปรารถนาดีมายังผม  สำหรับวันเกิดของผม)

  • Please accept this gift with my sincere good wishes for the future.

(โปรดรับของขวัญนี้ไว้ด้วยความปรารถนาดีอย่างจริงใจจากผม  สำหรับอนาคต)  (เพื่อความสุข-ความสำเร็จของคุณ)

  • Have you made your wish yet?

(คุณตั้งความปรารถนาไว้แล้วหรือยัง)  (ว่าอยากได้อะไรสักอย่าง)

  • The genie then granted Sinbad three wishes.

(ผู้วิเศษ (พ่อมด-แม่มด) ให้ซินแบดตั้งความปรารถนาได้ อย่าง)  (ขออะไรก็ได้   อย่าง)

 

4. ___________________________________ hospitality to neighbors is what I always do.

(________________ การต้อนรับแขก (การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่) แก่เพื่อนบ้าน  เป็นสิ่งที่ผมทำอยู่เสมอ)

(a) Is giving

(b) Give

(c) To give    (การให้)

(d) To be given

ตอบ  –  ข้อ  (c)  เนื่องจาก  To give  ทำหน้าที่เป็นประธานของกริยา  “Is”  โดยมี  “Hospitality to neighbors”  เป็นส่วนขยายประธาน,  นอกจาก  “To give”  แล้ว  ยังสามารถใช้  “Giving” (gerund) เป็นประธานของกริยา “Is”  ก็ได้  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากตัวอย่างข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่ 

  • She told me she looked sleepy because ________ ten hours a day in the hospital was quite tiring.

(เธอบอกผมว่าเธอมีอาการง่วงนอน  เพราะว่า _________ ๑๐  ชั่วโมงใน วันในโรงพยาบาล  น่าเหน็ด

เหนื่อยมาก)

(a) in working

(b) by working

(c) work

(d) working    (การทำงาน)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจาก  Working  เป็นประธานของประโยคย่อย  “Because working ten hours a day in the hospital was quite tiring”  โดยมี   “Ten hours a day in the hospital”  เป็นส่วนขยายประธาน  และมี  “Was”  เป็นกริยา  และ  “Quite tiring”  เป็น  “Complement”  ของ  “Verb to be” (Was),  สำหรับข้อนี้  อาจตอบ  To work  ก็ได้,  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Verb + ing”  (Gerund)  หรือ  “To + Verb 1”  (Infinitive with to)  เป็นประธานของประโยค  โดยถือเป็นคำนามเอกพจน์เสมอ  และใช้กับกริยาเอกพจน์  เช่น  Is, Was, Makes, etc.  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                 ตัวอย่างที่ 

  • _________________________________ in the diet is especially important for vegetarians.

(_______________________________ ในอาหาร  มีความสำคัญเป็นพิเศษสำหรับนักมังสวิรัติ)

(a) Enough protein is obtained

(b) They obtain enough protein

(c) Obtaining enough protein    (การได้รับโปรตีนอย่างเพียงพอ)

(d) By obtaining enough protein

ตอบ  -  ข้อ  (c)  “Obtaining”  เป็น  Gerund (Verb + ing)  ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค  โดยมี  “Enough protein in the diet  เป็นส่วนขยายประธาน  และมี  “Is”  เป็นกริยา  ส่วนข้อความที่เหลือ  เป็นส่วนขยายกริยา  ทั้งนี้  สามารถใช้  Infinitive with to (To + Verb 1)  แทนได้  เพื่อทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค  ดังข้างล่าง

  • To obtain enough protein in the diet is especially important for vegetarians.

(การได้รับโปรตีนอย่างเพียงพอในอาหาร  มีความสำคัญเป็นพิเศษสำหรับนักมังสวิรัติ)

                                  ตัวอย่างที่ 

  • _____ an English newspaper every day is a sure way to improve your knowledge of the language.

(_____ หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษทุกวัน  เป็นวิธีการที่แน่นอนที่จะปรับปรุงความรู้ภาษาอังกฤษของคุณ) 

(a) Read

(b) To be read

(c) Reading is

(d) Reading    (การอ่าน)

ตอบ -  ข้อ  (d)  หรืออาจตอบ  “To read”  ก็ได้  โดย  Reading  หรือ  To read  เป็นประธานของประโยค  มี  An English newspaper every day  เป็นส่วนขยายประธาน  และมี  Is  เป็นกริยา  โดยข้อความส่วนที่เหลือทั้งหมดเป็น  Complement  หรือ  ส่วนที่มาช่วยทำให้สมบูรณ์  ของกริยา  Is

                                 ตัวอย่างที่ 

  • Refrigerating meats _____________________________________ the spread of bacteria.

(การแช่เย็น – แช่แข็ง - เนื้อ ___________________________ การแพร่กระจายของแบคทีเรีย)

(a) is retarded

(b) retards    (ขัดขวาง, ทำให้ช้า, หน่วงเหนี่ยว)

(c) to retard

(d) retarding

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจาก  “Refrigerating” (การแช่เย็น-แช่แข็ง)  เป็นประธานของประโยค  (สามารถใช้  To refrigerate  แทนได้)  โดยมี  “Meats”  ขยายประธาน  (Meats  เป็นกรรมของประธานที่มาจากคำกริยา Refrigerate)  และมี  “Retards”  เป็นกริยาของประโยค  ซึ่งต้องเติม  “S”  เนื่องจาก  Refrigerating  (Gerund)  หรือ  To refrigerate  (Infinitve with to)  ถือเป็นคำนามเอกพจน์  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Verb + ing”  (Gerund)  หรือ  “To + Verb 1”  (Infinitive with to)  เป็นประธานของประโยค  (ประธานของกริยา)  และต้องใช้กับกริยาเอกพจน์  จากประโยคข้างล่าง

  • Swimming is a good exercise.

(= To swim is a good exercise.)

(การว่ายน้ำเป็นการออกกำลังกายที่ดี)

  • Playing badminton is his favorite hobby.

(= To play badminton is his favorite hobby.)

(การเล่นแบดมินตันเป็นงานอดิเรกที่โปรดปรานของเขา)

  • Working in cool weather is pleasure.

(= To work in cool weather is pleasure.)

(การทำงานในอากาศที่เย็นเป็นความรื่นรมย์)

  • Breathing is indispensable to all living things.

(= To breathe is indispensable to all living things.)

(การหายใจเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งสำหรับสิ่งมีชีวิตทั้งหมด)

  • Sleeping is necessary to health.

(= To sleep is necessary to health.)

(การนอนหลับเป็นสิ่งจำเป็นต่อสุขภาพ)

  • Walking for three hours makes him tired.

(= To walk for three hours makes him tired.)

(การเดินเป็นเวลา  ๓  ชั่วโมงทำให้เขาเหนื่อย)

  • Fishing in the river gave them much relaxation.

(= To fish in the river gave them much relaxation.)

(การตกปลาในแม่น้ำให้ความผ่อนคลายกับพวกเขาอย่างมาก)

  • To learn Japanese is difficult.

(= Learning Japanese is difficult.)

(การเรียนภาษาญี่ปุ่นเป็นเรื่องยาก)

  • To escape from the prison seems impossible.

(= Escaping from the prison seems impossible.)

(การหลบหนีจากคุกดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้)

 

5. Capital punishment has been abolished in a number of developed countries.

(การลงโทษโดยการประหารชีวิตได้ถูก  ยกเลิก-เลิกล้ม-ลบล้าง-ทำลาย  ในประเทศพัฒนาแล้วจำนวนมาก)

(a) adopted    (รับเอามาใช้,  รับมาเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรม)

(b) eliminated    (ขจัด, กำจัด, ทำลาย, คัดออก, ขับไล่, ขับออก, ลบทิ้ง)

(c) considered    (พิจารณา)

(d) proposed    (เสนอ, เสนอขอแต่งงาน)

(e) soared    (ซอร์)  (พุ่งขึ้นสูงลิ่ว, ขึ้นสูง, ทะยาน, ลอยขึ้นสูง, ชูยอด, เพิ่มขึ้น)

ตอบ -  ข้อ  (b)  

 

6. His feet were so cold that there was no sensation in them.

(เท้าของเขาเย็นมากจนกระทั่ง  ไม่มี  ความรู้สึก  ในมัน (เท้า) เลย)

(a) pain    (ความเจ็บปวด)

(b) feeling    (ความรู้สึก)

(c) reaction    (ปฏิกิริยา)

(d) fracture    (การแตก, การหัก, รอยแตก)

(e) fury    (ฟิ้ว-รี่)  (ความโกรธ, ความโมโหร้าย, ความเดือดดาล, ความรุนแรง-ดุเดือด, คนที่โมโหร้าย-ดุร้าย)

ตอบ -  ข้อ  (b)  

 

7. I thought Carol would be nervous when she made her speech, but she delivered it without trepidations.

(ผมคิดว่าแคโรลจะประหม่าเมื่อเธอกล่าวสุนทรพจน์,  แต่เธอกล่าวมันโดยปราศจาก  ความกลัว-ความตกใจ-การสั่นเทา-การสั่นระริก-ความประหม่า-ความกังวลใจ)

(a) embarrassment    (ความเคอะเขิน, ความกระดากอาย, ความตะขิดตะขวงใจ)

(b) courage    (เค้อ-ริจ)  (ความกล้าหาญ, ความมีใจกล้า, กำลังใจ)

(c) intimidation    (การทำให้กลัว, การขู่ขวัญ-ขู่-คุกคาม)

(d) fright    (ไฟร้ท)  (ความกลัวอย่างมาก, ความสะดุ้งตกใจ, ความน่ากลัว-น่าขนลุก, บุคคลหรือสิ่งที่

       น่ากลัวมาก)

(e) husbandry    (การบริหารจัดการอย่างระมัดระวังและประหยัด, การทำไร่ไถนา, การปศุสัตว์, การเกษตร,

       การทำฟาร์ม, วิชาที่เกี่ยวกับการเพาะปลูกและการเลี้ยงสัตว์)

ตอบ -  ข้อ  (d)  

 

8. If the iron is put in the rain for a long time, it will become _____________________________. 

(ถ้าเหล็กถูกวางตากฝนเป็นเวลานาน  มันจะ _____________________________________)

(a) rustic   (บ้านนอก, เกี่ยวกับชิวิตชนบท, ธรรมดาๆ, เกี่ยวกับคนบ้านนอก, เงอะงะ)

(b) fragile   (แฟร้จ-ไจล)  (เปราะ, หักง่าย, แตกง่าย. เสียหายง่าย, อ่อนแอ, บอบบาง)

(c) rife   (ไรฟ)  (มีอยู่ทั่วไป, แพร่หลาย, อุดม, อุดมสมบูรณ์, แน่นหนา)

(d) rusty   (เป็นสนิม, ขึ้นสนิม)

(e) parsimonious    (พาร์-ซิ-โม้-เนียส)  (ประหยัดมากเกินไป, ขี้เหนียว, ตระหนี่, ใจแคบ)

(f) profligate    (พร้อฟ-ลิ-เกท)  (๑. เสเพล, หลงระเริง, ไร้ศีลธรรมจรรยาอย่างยิ่ง,  ๒. สุรุ่ยสุร่าย, ฟุ่มเฟือย) 

ตอบ -  ข้อ  (d)  

 

9. _____________________________________ he comes or not, I shall go to the cinema.

(_______________________________________ เขาจะมาหรือไม่ก็ตาม  ผมจะไปดูหนัง)

(a) If    (ไม่ว่า..........(หรือไม่)...........ก็ตาม,  หรือไม่, ถ้า)  (เมื่อใช้ในความหมายแรก  ต้องอยู่ข้างในประโยค

       เท่านั้น,  ไม่สามารถนำมาขึ้นต้นประโยคได้  เช่นประโยคใน ข้อ  ๙)

(b) Unless    (ถ้า...................ไม่)  (ต้องตามด้วยประโยคบอกเล่าเสมอ)

(c) Whether    (ไม่ว่า............ (หรือไม่)............ก็ตาม,  หรือไม่)

(d) I’m sure    (ผมแน่่ใจ)

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเมื่อนำหน้าประโยค  ต้องใช้  Whether”  เพียงอย่างเดียว  (ห้ามใช้  If)  แต่ถ้าไว้ข้างในประโยค   ใช้ได้ทั้ง  Whether  และ  If  เช่น

  • I don’t know whether (if) he will come or not.

(ผมไม่ทราบว่าเขาจะมาหรือไม่) 

  • She doubted whether (if) we could arrive at the party in time after a car accident.

(เธอสงสัยว่าพวกเราจะสามารถไปถึงงานเลี้ยงทันเวลาหรือไม่  หลังประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์)

                         ดูเพิ่มเติมการใช้  Unless  จากประโยคข้างล่าง

               Unless  =  ถ้า .................. ไม่,  ต้องตามด้วยประโยคบอกเล่า  (Subject + Verb)  เสมอ  เช่น

  • He will not come unless he has time.

(เขาจะไม่มา  ถ้าเขาไม่มีเวลา)

  • I shall not help him unless he asks me.

(ผมจะไม่ช่วยเขา  ถ้าเขาไม่ขอร้องผม)

  • You couldn’t get a grant unless you had five years’ teaching experience.

(คุณไม่สามารถได้รับเงินช่วยเหลือ  ถ้าคุณไม่มีประสบการณ์สอน ๕ ปี)

  • Unless you work hard, you won’t succeed.

(ถ้าคุณไม่ขยัน  คุณจะไม่ประสบความสำเร็จ)

  • She said nothing unless she was spoken to.

(เธอไม่พูดอะไร  ถ้าเธอไม่ถูกพูดด้วย  -  คือ ถ้าไม่มีใครพูดกับเธอ)

  • Unless they respected us, we wouldn’t care for what they said.

(ถ้าพวกเขาไม่เคารพเรา  เราจะไม่ใส่ใจในสิ่งที่เขาพูด)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                 

 

            ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง  e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  Address  <wpookaotong@yahoo.com>  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า “ปรับปรุงเว็บไซต์”)  เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป