หมวดข้อสอบ STRUCTURE (ตอนที่ 634)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Direction:  Choose the best answer to each item.

(จงเลือกคำตอบที่ดีที่สุดของแต่ละข้อ)

 

1. By the year 2095 all of us ___________________________________________________.

(ในปี (ราวๆ ปี)  ๒๐๙๕  พวกเราทุกคน ________________________________________)

(a) will die

(b) will have died   (จะได้ตายไปแล้ว)

(c) will be dying

(d) may have died

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง  “Present future perfect tense”  {Subject + Will (Shall) + Have + Verb 3}  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากตัวอย่างข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่ 

  • About fifty years from now, the Pacific Ocean _________ to a level dangerous to the existence of some inhabited islands.

(ประมาณ ๕๐ ปีจากปัจจุบัน  มหาสมุทรแปซิฟิก _________ ถึงระดับที่เป็นอัน ตรายต่อการดำรงอยู่ของเกาะที่มีคนอาศัยอยู่บางเกาะ)

(a) rises

(b) is rising

(c) would rise

(d) will have risen    (จะได้ (น้ำ) สูงขึ้นไปแล้ว)

ตอบ  ข้อ  (d)  ใช้รูป  “Present future perfect tense”  (Subject + Will (Shall) + Have + Verb 3)  (The Pacific Ocean will have risen)  เพื่อจะบอกว่า  เมื่อถึงเวลาหนึ่งในอนาคต  (อีก  ๕๐  ปี นับจากบัดนี้ไป)  เหตุการณ์หนึ่งจะได้เกิดขึ้นไปแล้ว  (น้ำในมหาสมุทรแปซิฟิก  จะได้สูงขึ้นในระดับที่เป็นอันตรายต่อเกาะฯ แล้ว)

                                  ตัวอย่างที่ 

  • I am now very old.  I’m sure I _______________________________ by the end of this year.

(ผมแก่มากในขณะนี้  ผมมั่นใจว่า  ผม ________________________________ ในตอนสิ้นปีนี้)

(a) am dying

(b) die

(c) have died

(d) shall have died    (จะได้ตายไปแล้ว)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง  “Present future perfect tense”  {Subject + Will (Shall) + Have + Verb 3}  หมายถึง  ผมมั่นใจว่า  เมื่อถึงสิ้นปีนี้  ผมคงจะได้ตายไปแล้ว  ซึ่งเป็นการคาดการเหตุการณ์ในอนาคต  ว่าเมื่อถึงเวลาที่ระบุไว้ในอนาคต (สิ้นปีนี้)  เหตุการณ์หนึ่งจะได้เกิดขึ้นแล้ว (ผมตาย),  สำหรับ  Future perfect tense  ใช้ใน    กรณี  คือ

               ๑. ใช้กับเหตุการณ์   เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นไม่พร้อมกันในอนาคต  ซึ่งขณะที่พูดเป็นเพียงคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าว่า  เมื่อถึงเวลานั้นแล้ว  เหตุการณ์อันหนึ่งจะได้เกิดขึ้น (เสร็จ) สมบูรณ์อยู่ก่อนแล้ว  จึงมีเหตุการณ์ที่    เกิดขึ้นตามมา  โดยมีโครงสร้างประโยค  ดังนี้

  • เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อน  ใช้   “(Present) Future perfect tense

{Subject + Will (Shall) + Have + Verb 3}

  • เหตุการณ์ที่เกิดทีหลัง  ใช้  “Present simple tense

(Subject + Verb 1)

  • The match will have started before we reach the stadium.

(การแข่งขัน (คง) จะได้เริ่มต้นไปแล้ว  ก่อนที่เราจะไปถึงสนามกีฬา)  เป็นการคาดการณ์เหตุการณ์ในอนาคต  เช่น เย็นวันนี้  หรือ เที่ยงวันพรุ่งนี้  ว่า  การแข่งขันคงจะได้เริ่มไปแล้ว  ก่อนที่เราไปถึงสนาม  เหตุการณ์แรก  (การแข่งขันเริ่มต้น)  เกิดก่อน  จึงใช้  “Future perfect tense”  ส่วน  “เราไปถึงสนาม”  เกิดทีหลัง  จึงใช้  “Present simple tense

  • We will have left home when the party begins tomorrow.

(เราคงจะได้ออกจากบ้านไปแล้ว  เมื่องานเลี้ยงเริ่มต้นวันพรุ่งนี้)  ออกจากบ้าน  เกิดขึ้นก่อน  จึงใช้   “Future perfect tense”  ส่วน  “งานเลี้ยงเริ่มต้น”  เกิดทีหลัง  จึงใช้  “Present simple tense)

                ๒. ใช้กับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต  ณ เวลาใดเวลาหนึ่งตามที่ระบุไว้อย่างชัดเจนในประโยค  โดยวลีที่บอกเวลาในอนาคตดังกล่าว  มักนำหน้าด้วย  “By”  เช่น  “By 2030”  (ในปี  หรือ ราวๆ ปี  ๒๐๓๐),  By the year 2095,  By tomorrow,  By next week (month, year),  By the end of September,  By next winter,  By this time tomorrow  (ราวๆ เวลานี้ของวันพรุ่งนี้),  By the time I graduate next year  (ราวๆ เวลาที่ผมเรียนจบปีหน้า),  เช่น

  • We shall have graduated by the end of this year.

(เราคงจะได้เรียบจบไปแล้ว  ในตอนปลาย (หรือราวๆ ปลาย) ปีนี้)

  • I will have finished my work by this time tomorrow.

(ผมคงจะได้ทำงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว  ในเวลานี้  (หรือราวๆ เวลานี้) ของวันพรุ่งนี้)

  • They will have moved into a new house by next April.

(พวกเขาคงจะได้ย้ายเข้าไปอยู่บ้านหลังใหม่แล้ว  ในเดือน (หรือราวๆ เดือน) เมษายนปีหน้า)

  • By the end of this month, we will have lived here for 10 years.

 (ในปลาย (หรือราวๆ ปลาย) เดือนนี้  เราจะได้อาศัยอยู่ที่นี่ (ครบ) ๑๐ ปีแล้ว)

               ๓. ใช้พูดเพื่อแสดงความสงสัยว่า  “คงจะได้เกิดเหตุการณ์อย่างนั้นอย่างนี้ขึ้นแล้ว (ในขณะที่พูด)​”  เช่น

  • I think you will have heard that she is going to divorce her husband next month.

(ผมคิดว่า  คุณคงจะได้ยินแล้วนะว่า  เธอจะหย่าร้างกับสามีในเดือนหน้า)

  • It is six o’clock.  They will have arrived home by now.

(ตอนนี้    โมงแล้ว  พวกเขาคงจะกลับถึงบ้านแล้วขณะนี้)

  • She will have slept now because she is very tired.

(เธอคงจะได้หลับไปแล้วขณะนี้  เพราะว่าเธอเหนื่อยมาก)

  • They will (must) have gone out as the door is locked.

(พวกเขาคงจะ (จะต้อง) ออกไปข้างนอกกันแล้ว  เพราะว่าประตูล้อก)

 

2. The flood water is ________________________________________________________.

(น้ำท่วม ___________________________________________________________)

(a) out from control    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(b) out off control    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(c) out of control    (ไม่สามารถควบคุมได้)

(d) away from control    (รูปนี้ไม่มีใช้)

ตอบ  -  ข้อ  (c)  ตัวอย่างอื่นๆ ในความหมายนี้  เช่น

  • The book was on the top shelf, out of reach.

(หนังสือวางอยู่บนชั้นวางหนังสือด้านบนสุด  ไม่สามารถเอื้อมถึงได้)

  • The plane is out of sight now.

(เครื่องบินลับสายตาไปแล้วขณะนี้)  (ไม่สามารถมองเห็นเครื่องบินแล้วตอนนี้)

  • If you can’t swim, don’t go out of your depth.

(ถ้าคุณว่ายน้ำไม่เป็น  อย่าออกไปจนน้ำลึกเกินหัวคุณ)  (อย่าเดินออกไปจากชายฝั่งหรือตลิ่ง  จนน้ำลึกเกินหัวคุณ)

 

3. I’m sorry not ________________________________________ her before she left last week.

(ผมเสียใจที่มิ _________________________________ เธอ  ก่อนที่เธอจากไปสัปดาห์ที่แล้ว)

(a) to see

(b) to have seen    (ได้เห็น-พบ-เจอ)

(c) seeing

(d) having seen

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจากได้ความหมายดีกว่า  ข้อ  (a)  คือ  เสียใจที่มิได้พบเธอในอดีต  (ก่อนที่เธอจากไปสัปดาห์ที่แล้ว)  โดยเหตุการณ์ได้เกิดขึ้นผ่านไปแล้ว  อย่างไรก็ตาม  นักไวยากรณ์บางคนอนุโลมให้ใช้โครงสร้างใน ข้อ  (a)  ได้,  แต่ถ้ามี  Choice  ให้เลือก  ควรตอบ  ข้อ  B,  ดูความแตกต่างของประโยคข้างล่าง

  • She is sorry to have blamed them.

(เธอเสียใจ (ในปัจจุบัน) ที่ได้ตำหนิพวกเขา - ในอดีต)

  • She was sorry to have blamed them.

(เธอเสียใจ (ในอดีต) ที่ได้ตำหนิพวกเขา - ในอดีต)

  • We are (were) sorry not to have worked harder last term.

(เราเสียใจ (ในปัจจุบัน, อดีต) ที่มิได้ขยันเรียนให้มากขึ้นเมื่อเทอมที่แล้ว - พวกเราเลยสอบตก)

  • She is (was) sorry not to have told the truth.

(เธอเสียใจ (ในปัจจุบัน, อดีต) ที่มิได้พูดความจริง - เมื่อปีที่แล้ว)

 

4. She _________________________________________________ a few pounds since then.

(เธอ ___________________________________________ ๒ – ๓ ปอนด์  ตั้งแต่ตอนนั้น)

(a) had gained

(b) is gaining

(c) has gained    {ได้รับ (น้ำหนักเพิ่ม)}

(d) was gaining

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ที่เกิดตั้งแต่อดีต (ตอนนั้น)  และดำเนินมาถึงปัจจุบันขณะที่พูด  จึงต้องใช้รูป  “Present perfect tense” {Subject + has (have) + Verb 3ดูคำอธิบายเพิ่มเติม  “Present perfect tense”  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                 ตัวอย่างที่ 

  • I __________________________________________________ to Japan several times.

(ผม ____________________________________________________ ญี่ปุ่นหลายครั้ง)

(a) have gone    (ได้ไปอยู่ที่ – คือในตอนนี้ก็ยังอยู่ที่ญี่ปุ่น ยังไม่กลับมา)

(b) have been    (เคยไป – ในขณะนี้ไม่ได้อยู่ที่ญี่ปุ่นแล้ว)

(c) had gone

(d) had been

ตอบ  –  ข้อ  (b)  ใช้  “Present perfect tense”   เมื่อต้องการบอกว่า  “เคย”  หรือ  “ไม่เคย”  ทำ

                                  ตัวอย่างที่  

  • Rosalyn _____________________________________ an artist for over thirty years now.

(โรสซาลีน _____________________________________ ศิลปินมาเป็นเวลากว่า ๓๐ ปีแล้ว)

(a) has became

(b) became

(c) has been    (ได้เป็น)

(d) is

ตอบ  -  ข้อ  (c)  ใช้  “Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + Verb 3  หรือ  Subject + Has (Have) + Been + Noun  หรือ  Adjective}   เนื่องจากเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นในอดีต  และดำเนินมาถึงปัจจุบัน  (คือการเป็นศิลปินมานานกว่า ๓๐  ปี  จนถึงปัจจุบัน)  สำหรับข้อนี้  จะตอบ ข้อ  (a) ก็ได้  แต่ต้องแก้เป็น  “Has become”  ดูเพิ่มเติม  “Tense”  นี้จากตัวอย่างข้างล่าง

                                 ตัวอย่างที่  

  • ______________________________________________ a lot of changes since you left.

(____________________________________ ความเปลี่ยนแปลงมากมาย  ตั้งแต่คุณจากไป)

(a) There will be    (จะมี)

(b) There are    (มี)  (ปัจจุบัน)

(c) There were    (มี)  (อดีต)

(d) There have been    (ได้มี)

(e) There is    (มี)  (ปัจจุบัน)

(f) There was    (มี)  (อดีต)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  ใช้รูป  “Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + Verb 3}  หรือ  “There has been, There have been”  (กรณีนี้  ใช้  “There have been”  เพราะ  “Changes”  เป็นรูปพหูพจน์)  เนื่องจากเหตุการณ์  (มีความเปลี่ยนแปลง)  เกิดขึ้นต่อเนื่อง  เริ่มจากในอดีต  (ตั้งแต่คุณจากไป)  จนถึงปัจจุบันขณะที่พูดประโยคนี้  คือ  ปัจจุบัน  ความเปลี่ยนแปลงก็ยังคงเกิดขึ้นอยู่

                                 ตัวอย่างที่  

  • As a mass production method, it ____________________ great advances in the last few years.

(ในฐานะวิธีการผลิตสินค้าเป็นจำนวนมาก  มัน (วิธีการ) ______ ความก้าวหน้าอย่างยิ่งในช่วง ๒ ถึง ๓  ปีที่ผ่านมา)

(a) makes

(b) is making

(c)made

(d) has made    (ได้ทำให้เกิด)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากข้อความ  “In the last few years”  (ในช่วง  ๒  ถึง  ๓   ปีที่ผ่านมา)  แสดงการเกิดขึ้นของเหตุการณ์  (การผลิตครั้งละมากๆ  ซึ่งก่อให้เกิดความก้าวหน้า)  ในอดีต  และต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน  (ขณะที่พูดประโยคนี้)  จึงใช้  “Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + Verb 3}

                                 ตัวอย่างที่  

  • _______ impressive increases in expenditure on the advertising of tobacco goods in recent years.

(________ การเพิ่มขึ้นอย่างน่าประทับใจ  ในค่าใช้จ่ายด้านการโฆษณาสินค้ายาสูบ  ในช่วงไม่กี่ปีที่เพิ่งผ่านมานี้)

(a) There are

(b) There were

(c) There have been    (มี, ได้มี)

(d) There has been

ตอบ   -   ข้อ  (c)   ใช้รูป  “Present perfect tense”  {Subject +Has (Have) + Verb 3} (ต้องใช้  “Have been”  เนื่องจาก  “impressive increases”  อยู่ในรูปพหูพจน์)  เนื่องจากบอกการกระทำ  หรือเหตุการณ์  ที่เกิดขึ้นในอดีต  และยังคงดำเนินหรือมีผลต่อมาจนถึงปัจจุบัน (ขณะที่พูดประโยคนี้)  และคาดว่าเหตุการณ์นั้นยังจะปรากฏในอนาคตอีก  สังเกตจาก  “For” = เป็นเวลา,  (For + ความยาวของเวลา),  “Since” = ตั้งแต่,  (Since +จุดเริ่มต้นของเวลา),  “Up to now” (= Up to the present time = Up until now)  =  จนถึงบัดนี้,  “So far” = เท่าที่ผ่านมา, หมู่นี้),  “Lately” (= Recently)  =   หมู่นี้, เร็วๆ นี้,  “Over the past years” = ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา,  “In recent years” = ในช่วงไม่กี่ปีที่เพิ่งผ่านมา,  Since the sun set = ตั้งแต่พระอาทิตย์ตก,  Since they were in college = ตั้งแต่พวกเขาเรียนมหาวิทยาลัย,  Since we were young = ตั้งแต่เรายังเป็นเด็ก,  Since she was born = ตั้งแต่เธอเกิด),  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • She has lived here for10 years.

(เธออาศัยอยู่ที่นี่มา ๑๐ ปีแล้ว – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • He has been in Chicago since last week. (= He has gone to Chicago since last week.)

(เขาอยู่ในชิคาโกตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • We have lived in Bangkok since we were young.

(เราอาศัยอยู่ในกรุงเทพตั้งแต่เรายังเด็ก – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • So far, you have not done your best. (= You have not done your best so far.)

(เท่าที่ผ่านๆ มา  คุณยังไม่ได้ทำดีที่สุดเลย – ปัจจุบันก็ยังไม่ได้ทำ)

  • I have sent him only one letter up to now.

(ผมส่งจดหมายให้เขาเพียงฉบับเดียว  จนถึงบัดนี้)

  • The climate has changed a great deal over the past years.

(ภูมิอากาศได้เปลี่ยนแปลงอย่างมากมายในช่วงหลายปีที่ผ่านมา  -  จนถึงปัจจุบัน  ขณะที่พูด)

  • Crime has significantly increased in recent years.

(อาชญากรรมได้เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา)

  • The gate has been closed since the sun set.

(ประตูได้ถูกปิดตั้งแต่พระอาทิตย์ตก)  (ขณะที่พูดประโยคนี้  ประตูก็ยังปิดอยู่)

  • I have known them since we were in college.

(ผมรู้จักกับพวกเขา  ตั้งแต่เราเรียนมหาวิทยาลัย)  (ปัจจุบันก็ยังรู้จักอยู่)

  • They have lived there since they were born.

(พวกเขาอาศัยอยู่ที่นี่ตั้งแต่เกิด)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

                                  ตัวอย่างที่  

  • Mr. Norton __________________________ in charge of the research division for two years.

(มิสเตอร์นอร์ตัน __________________ รับผิดชอบ – กำกับดูแล – แผนกวิจัยมาเป็นเวลา ๒ ปีแล้ว)

(a) has

(b) has been    (เป็นผู้)

(c) is

(d) had

ตอบ  -  ข้อ  (b)  ใช้รูป  Present perfect tense {Subject + Has (Have) + Verb 3}  หรือ  {Subject + Has (Have) + Been + วลี  หรือ  Adjective}  (เช่นประโยคในตัวอย่างที่  )  เพื่อแสดงว่าประธานของประโยคทำกริยานั้นตั้งแต่ในอดีต  และต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน (ขณะที่พูดประโยคนี้)  ในที่นี้  คือ  มิสเตอร์นอร์ตันรับผิดชอบแผนกวิจัยมา ๒ ปีแล้ว  จนถึงขณะนี้,  ดูหลักเกณฑ์การใช้  “Present perfect tense”  ดังต่อไปนี้  โดยเฉพาะ ข้อ  ๓  และ ข้อ  ๕

                    ๑. ใช้กับการกระทำหรือเหตุการณ์ที่เพิ่งสิ้นสุด  หรือจบลงไปไม่นาน ณ ขณะที่พูดนั้น  สังเกตได้จาก  Just  =  เพิ่งจะ, Recently  =  เมื่อเร็วๆนี้,  Lately  =  หมู่นี้, เมื่อเร็วๆนี้  เช่น

  • I have just finished my assignment.

(ผมเพิ่งจะทำการบ้าน – งานที่ได้รับมอบหมาย – เสร็จ)

  • My friend has recently got married.

(เพื่อนของผมแต่งงานเมื่อเร็วๆนี้)

  • I haven’t seen John lately.

(ผมไม่เห็นจอห์นเลยหมู่นี้)

                    ๒. ใช้บอกข้อความว่า  “ทำแล้ว, ยังไม่ได้ทำ, ทำหรือยัง”  มักมีคำว่า  “Already”  (ใช้กับประโยคบอกเล่าและคำถาม)  และ  “Yet”  (ใช้กับประโยคปฏิเสธและคำถาม)  ทั้งนี้  อาจไม่ต้องมี  “Already”  และ  “Yet”  ก็ได้  เช่น

  • I have (already) eaten my dinner.

(ผมกินอาหารค่ำแล้ว)

  • She has not (yet) had her breakfast. (= She has not had her breakfast yet.)

(เธอยังไม่ได้กินอาหารเช้าเลย)

  • Have you (already) done your homework?

(คุณทำการบ้านแล้วหรือยัง)

  • I’ve (already) answered that question.

(ผมได้ตอบคำถามนั้นแล้ว)

  • Have you (already) finished your report? (= Have you finished your report already?)

(คุณทำรายงานเสร็จหรือยัง)

                    ๓. ใช้กับการกระทำที่เกิดขึ้นในอดีต  และยังคงดำเนินหรือมีผลต่อมาจนถึงปัจจุบัน  และคาดว่าเหตุการณ์นั้นยังจะปรากฏในอนาคตอีก  สังเกตจาก  For =  เป็นเวลา (For + ความยาวของเวลา),  Since  =  ตั้งแต่  (Since + จุดเริ่มต้นของเวลา),  Up to now, up to the present time, up until now  =  จนถึงบัดนี้,  So far =  เท่าที่ผ่านมา, หมู่นี้  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • She has lived here for10 years.

(เธออาศัยอยู่ที่นี่มา ๑๐ ปีแล้ว)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • He has been in Chicago since last week. (= He has gone to Chicago since last week.)

(เขาอยู่ในชิคาโกตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • We have lived in Bangkok since we were young.

(เราอาศัยอยู่ในกรุงเทพตั้งแต่เรายังเด็ก)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • So far, you have not done your best. (You have not done your best so far.)

(เท่าที่ผ่านๆมา  คุณยังไม่ได้ทำดีที่สุดเลย)

  • I have sent him only one letter up to now.

(ผมส่งจดหมายให้เขาเพียงฉบับเดียว  จนถึงบัดนี้)

                    ๔. ใช้กับเหตุการณ์ที่เคยหรือไม่เคยทำในอดีต  แต่ไม่ได้กำหนดเวลาแน่นอน  สังเกตจาก  Ever”, “Never”  เช่น

  • Have you ever been to Japan?

(คุณเคยไปญี่ปุ่นไหม)

  • Has your father ever played football?

(พ่อของคุณเคยเล่นฟุตบอลไหม)

  • I have never seen him before.

(ผมไม่เคยเห็นเขามาก่อน)

                     ๕. ใช้กับการกระทำที่เกิดขึ้นซ้ำๆ  ในอดีต  และยังอาจเกิดขึ้นได้อีก สังเกตจาก  “Adverb of frequency”  เหล่านี้   “Again and again”  =  ซ้ำแล้วซ้ำอีก,  “Many times”, “Several times”  =  หลายครั้ง,  “Sometimes”  =  บางที,  “Over and over”  (= Over and over again)  =  ซ้ำแล้วซ้ำอีก,  “This is the first (second) time”  =  นี่เป็นครั้งแรก  (ครั้งที่ )  เช่น

  • He has made the same mistake again and again.

(เขาทำความผิดเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีก)

  • I have been to New York several times.

(ผมไปนิวยอร์กมาหลายครั้งแล้ว)

  • She has told that story over and over again.

(เธอเล่าเรื่องนั้นซ้ำแล้วซ้ำอีก)

  • This is the first time I have tried to play golf.

(นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้พยายามเล่นกอล์ฟ)

                    ๖. ใช้กับการเปรียบเทียบ  “ขั้นสุด”  (Superlative degree)  เช่น

  • He is the best man I have found.

(เขาเป็นคนดีที่สุดที่ผมได้พบมา)

  • She is the most clever girl I have talked to.

(เธอเป็นเด็กหญิงที่ฉลาดที่สุดที่ผมได้คุยด้วย)

  • It is the most difficult problem she has solved.

(มันเป็นปัญหาที่ยากที่สุดที่เธอแก้)

  • They are the most diligent people I have ever seen in my life

(พวกเขาเป็นคนที่ขยันที่สุดที่ผมได้เคยเห็นมาในชีวิต)

                    ๗. ใช้บอกเหตุการณ์หรือการกระทำที่เกิดในระยะเวลาช่วงหนึ่ง  และจบสิ้นไปแล้ว  สังเกตได้จากวลี  “This morning,  This week,  This month,  This year”  เช่น

  • I have read three books this month.

(ผมได้อ่านหนังสือ เล่ม เดือนนี้)  (คือ  อ่านจบแล้ว)

  • He has done a lot of work this week.

(เขาทำงานมากมายสัปดาห์นี้)  (คือ  งานเสร็จแล้ว)

                    แต่ถ้ายังทำไม่เสร็จ  ใช้รูป  “Continuous”  เช่น

  • He is working hard this year.

(เขากำลังทำงานหนักปีนี้)

  • They are studying hard this term.

(พวกเขากำลังขยันเรียนเทอมนี้)

                    ๘. ใช้กับเหตุการณ์หรือการกระทำในอดีตที่สิ้นสุดลงแล้ว  ไม่บ่งเวลาที่แน่ชัด  แต่ยังแสดงผลให้เห็นอยู่จนถึงปัจจุบัน  เช่น

  • I have lost my key.  

(ผมทำกุญแจหาย)  (ตอนนี้ก็ยังไม่เจอ)

  • I have locked the door.  

(ผมล็อคประตูแล้ว)  (ประตูยังปิดอยู่)

  • John has read many books on astronomy.

(จอห์นได้อ่านหนังสือมากมายด้านดาราศาสตร์)  (คือ  อ่านจบไปแล้ว)

                    แต่ถ้าบอกเวลาในอดีตที่แน่นอน  จะต้องใช้  “Past simple”  (Verb 2)  เช่น

  • I lost my key last week.

(ผมทำกุญแจหายอาทิตย์ที่แล้ว)

  • She studied in the library this morning.

(เธออ่านหนังสือในห้องสมุดเมื่อเช้านี้)

  • I locked the door last night.

(ผมล็อคประตูเมื่อคืนนี้)

 

5. The thieves penetrated the bank’s security and stole the money.

(เจ้าหัวขโมย  ผ่าน-ลอด-บุกเข้าไป-แทรกซึม-ทะลุ-เจาะทะลุ-แทง-มองทะลุ-มองผ่าน-มองออก  การรักษาความปลอดภัยของธนาคาร  และขโมยเงิน)

(a) denounced    (ประณาม)

(b) requested     (ร้องขอ, เรียกร้อง, อ้อนวอน, ขอ, ถามหา)

(c) distrusted    (ไม่ไว้ใจ)

(d) got into or through    (เข้าไปข้างใน  หรือ ฝ่าหรือทะลุเข้าไป)

(e) wandered    (ว้อน-เดอะ)  (ท่องเที่ยว, เดินเตร่, เตร็ดเตร่, ไปโดยไม่มีจุดหมายแน่นอน, ไปในแนวทางที่

       ไม่แน่นอน)

ตอบ  -  ข้อ  (d)

 

6. As soon as we heard the news about the accident, we rushed (รัชด) to the hospital to see our friend.

(ในทันทีที่เราได้ยินข่าวเกี่ยวกับอุบัติเหตุ  เรา  เร่งรีบ-ทำอย่างเร่งรีบ-พรวดพราด-ทำอย่างฉุกละหุก-วิ่ง-วิ่งเข้าไป-พุ่ง-ถลัน-กรูกันไป-กรูเข้ายึด-ยื้อแย่ง-แย่งซื้อ  ไปยังโรงพยาบาล  เพื่อเยี่ยมเพื่อนของเรา)

(a) hurried    (รีบเร่ง)

(b) strolled    (เดินทอดน่อง, เดินเล่น, เดินเตร่, ร่อนเร่, พเนจร)

(c) lingered    (อ้อยอิ่ง, เกร่, เอ้อระเหย, ปล่อยเวลาให้ผ่านไปอย่างไม่รีบร้อน, ยังเหลืออยู่, ไม่รู้จักหาย, อืดอาด)

(d) crawled    (ครอล)  (คลาน, เลื้อย, แล่นแบบคลาน, เจริญหรือก้าวหน้าอย่างช้า, เต็มไปด้วยสิ่งที่เลื้อยคลาน,

       รู้สึกขนลุกขนพอง)

(e) jeered    (เยาะเย้ย, พูดเยาะ, โห่)

ตอบ  -  ข้อ  (a)

 

7. Since his business became more successful, Jim decided to extend it and opened new branches in many different parts of the city.

(เพราะว่าธุรกิจของเขาประสบความสำเร็จมากขึ้น  จิมตัดสินใจ  ขยายออก-ยืดออก-แผ่ออก-กางออก-ทำให้กว้างขึ้น-ไปถึง-เพิ่มขึ้น  ธุรกิจ  และเปิดสาขาใหม่ในหลายๆ ส่วนของเมือง)  (หมายถึง  ขยายธุรกิจออกไป)

(a) apologize    (ขอโทษ, ขออภัย)

(b) disprove    (พิสูจน์หักล้าง, พิสูจน์แย้ง, พิสูจน์ว่าไม่จริง)

(c) expand    (ขยาย, เพิ่ม, แผ่, ทำให้กว้างออก, ยืดออก, คลี่ออก, บาน, ขยายความ)

(d) diminish    (ลดลง, ทำให้ลดลง)

(e) foster    (บ่มเพาะ, เลี้ยงดู, สนับสนุน, ให้กำลังใจ, อุปถัมภ์)

ตอบ  -  ข้อ  (c)

 

8. The whole house was filled with the aroma (อะ-โร้-ม่ะ) of coffee and garlic. 

(บ้านทั้งหลังเต็ม (อบอวล) ไปด้วย  กลิ่นหอม-ความหอม  ของกาแฟและกระเทียม)

(a) trauma (ทร้อ-ม่ะ)     (ความชอกช้ำทางจิตใจ, การบาดเจ็บ, แผลบาดเจ็บ, ภาวะที่ได้รับบาดเจ็บ)

(b) forgiveness    (การให้อภัย, การยกโทษให้)

(c) memory    (ความทรงจำ)

(d) distress    (ความทุกข์ยาก, ความเคราะห์ร้าย, ความเศร้าโศกเสียใจ, ความลำบาก, ภัยพิบัติ)

(e) fragrance    (เฟร้-เกริ้นซ)  (กลิ่นหอม, ความหอม)  

ตอบ  -  ข้อ  (e)

 

9. Further information will be supplied ___________________________________________.

(ข้อมูลข่าวสารเพิ่มมากขึ้น  จะได้รับการจัดหาให้ __________________________________)

(a) in request

(b) at request

(c) on request   (เมื่อมีการร้องขอ)

(d) for request

ตอบ  -  ข้อ  (c)  ต้องใช้   “On request

           สำหรับวลีที่ใช้  “On”  ได้แก่  on sale  (ออกจำหน่าย, วางขาย)  -  Goods are on sale here at reduced prices.  (สินค้ามีจำหน่ายที่นี่ในแบบลดราคา),  on parade  (กำลังเดินแถว)  -  The soldiers are on parade.  (ทหารกำลังเดินแถว),  on the look-out  (กำลังค้นหา)  -  We are on the look-out for a stolen car.  (เรากำลังค้นหารถยนต์ที่หาย),  on the move  (เคลื่อนไปข้างหน้า, เคลื่อนไหว, เคลื่อนที่)  -  We must be on the move soon.  (เราจะต้องเดินหน้า – โครงการ – ต่อไปเร็วๆ นี้),  on the quiet  (อย่างเงียบๆ, อย่างลับๆ)  -  Can you let me have some cigarettes on the quiet ?  (คุณจะอนุญาตให้ผมสูบบุหรี่แบบแอบๆ ทำได้ไหม – เพราะมีข้อห้ามสูบบุหรี่),  on the cheap  (ในราคาถูก-ไม่แพง, มีความหมายในทางไม่ค่อยดี  คือ  หาวิธีซื้อในแบบที่หลีกเลี่ยงการจ่ายเงินตามราคาท้องตลาด)  -  Linda bought those curtains on the cheap.  (ลินดาซื้อม่านเหล่านี้มาในราคาถูกกว่าท้องตลาด – ด้วยวิธีการที่ไม่ค่อยจะสุจริตนัก),  Two cushions lay on the floor.  (เบาะรองนั่ง ๒ ใบวางอยู่บนพื้นห้อง),  A cow is grazing on a hill.  (วัวกำลังเล็มหญ้าบนเนินเขา),  Flora sits on the sofa.  (ฟลอร่านั่งอยู่บนโซฟา),  Jack put his letter on top of his desk.  (แจ๊ควางจดหมายลงบนโต๊ะของเขา),  Lucy threw cold water on her face.  (ลูซี่ราดน้ำเย็นบนใบหน้าของเธอ),  Mike dropped a glass on the floor.  (ไมค์ทำแก้วหล่นบนพื้น),  on page 5  (ในหน้าที่  ๕),  waste his time on  (ใช้เวลาของเขาอย่างสิ้นเปลือง-สุรุ่ยสุร่าย-กับ........)  -  Peter liked to waste his time on useless things.  (ปีเตอร์ชอบใช้เวลาสิ้นเปลืองไปกับสิ่งที่ไม่มีประโยชน์)on Sunday  (ในวันอาทิตย์), on business  (ด้วยเรื่องธุรกิจ)  –  He went to Canada on business.  (เขาไปแคนาดาด้วยเรื่องธุรกิจ),  keep on  (ดำเนินต่อไป)   They kept on reading.  (พวกเขาอ่านหนังสือต่อไป),  rely on  (ไว้วางใจ, เชื่อใจ, พึ่งพาอาศัย)   I can rely on my close friend.  (ผมสามารถไว้ใจเพื่อนสนิท),  depend on (upon) (พึ่งพาอาศัย, ขึ้นอยู่กับ, อยู่ที่)   Most children have to depend on (upon) their parents.  (เด็กๆ ส่วนใหญ่จำเป็นต้องพึ่งพาพ่อแม่ของตน),  insist on  (ยืนกราน, ยืนหยัด, เรียกร้อง)   She insisted on going out with her boyfriend.  (เธอยืนกรานจะออกไปข้างนอกกับแฟนของเธอ),  on the floor  (บนพื้น),  on a hill  (บนเนินเขา),  on the top shelf  (บนชั้นบนของหิ้ง),  bet money on  (พนันเงินกับ......)  -  He bet a lot of money on that horse.  (เขาพนันเงินจำนวนมากกับม้าตัวนั้น),  on a sofa  (บนเก้าอี้โซฟา),  to turn his back on his country  (หันหลังให้กับประเทศของตน  -  หมายถึงละทิ้งประเทศ  เช่น  หนีการเกณฑ์ทหาร  หรือไปเข้ากับฝ่ายศัตรู),  on the contrary  (ในทางตรงกันข้าม)  -  There was nothing dowdy or ugly about her dress;  on the contrary, she had a certain private elegance(ไม่มีอะไรล้าสมัย (ไม่สวยงาม) หรือน่าเกลียดเกี่ยวกับเสื้อกระโปรงชุดของเธอ  ตรงกันข้าม  เธอมีความสง่างามเป็นส่วนตัวบางอย่าง),  on the drawing board  (กำลังอยู่ในขั้นวางแผนหรือเตรียมการ  คือยังไม่ได้ลงมือทำ หรือนำมาใช้งานจริงๆ ),   on the dot (on the  button)  (ตรงเวลาเผง, ตรงเวลาพอดี)  -  Susan arrived at the party at 3:00 p.m. on the dot.  (ซูซานมาถึงที่งานเลี้ยงเวลาบ่าย โมงตรงพอดี),  get (climb, jump) on the bandwagon  (ทำตามอย่างที่คนอื่นทำ  แม้จะไม่ใช่เรื่องที่จำเป็น, เข้าร่วมในกิจกรรมที่มีคนนิยมทำกันมาก  และล่าสุด  เช่น ถีบจักรยาน หรือ เล่นฟิตเนส,  โยคะ  -  แปลตรงตัว คือ ปีนหรือกระโดดขึ้นไปบนรถดนตรีในขบวนแห่)  -  When all Jim’s friends decided to vote for Bill, Jim climbed on the bandwagon too.  (เมื่อเพื่อนทุกคนของจิมตัดสินใจลงคะแนนให้บิล  จิมก็ตัดสินใจลงคะแนนให้บิลเช่นเดียวกัน  -  คือทำตามเพื่อนๆ แบบไม่ต้องมีเหตุผล), on the (an) average   (โดยเฉลี่ย),  a dog peeing (pissing) on a tree  (หมาเยี่ยวรดต้นไม้),  on condition that  (โดยมีเงื่อนไขว่า)  -  I will lend you the money on condition that  you pay it back in one month.  (ผมจะให้คุณยืมเงินโดยมีเงื่อนไขว่า  คุณต้องใช้คืนภายใน เดือน), on the table (desk) (บนโต๊ะ), on the wall  (บนกำแพง-ฝาผนัง),  on the envelope  (บนซองจดหมาย)  –  There is a stamp on the envelope.  (มีแสตมป์บนซองจดหมาย),  on a chair  (บนเก้าอี้)   He was sitting on a chair.  (เขากำลังนั่งบนเก้าอี้)  แต่ใช้  in an armchair”  (ในเก้าอี้มีที่วางแขน),  He was hit on the head (arm, leg).  (เขาถูกตีที่หัว – แขน - ขา)  แต่ใช้  He was hit in the chest (stomach, etc.)  (เขาถูกตีที่หน้าอก-ท้อง),  She was riding on a bicycle.  (เธอกำลังขี่รถจักรยาน),  on an (the) average  (โดยเฉลี่ย),  Paul knocked on the door.  (พอลเคาะประตู),   We had lunch on the train.  (เราทานอาหารกลางวันบนรถไฟ),  He went on board the ship (airplane).  (เขาขึ้นเรือ-เครื่องบิน)  แต่ใช้  in the car (ในรถยนต์),  หรือใช้  The captain (pilot) is in his cabin.  (หัวหน้านักบิน – นักบิน – อยู่ในห้องนักบิน),  She is not strong enough to stand on her legs.  (เธอไม่แข็งแรงพอที่จะยืนบนขาของตัวเอง),  The flats are built on pillars.  (แฟล็ตถูกสร้างบนเสาหิน-ตอม่อ),  He has a house on the main road.  (เขามีบ้านบนถนนสายหลัก),  It was built on the site of an old farmhouse.  (มันถูกสร้างบนที่ตั้งของบ้านไร่-บ้านนา),  You’ll find it on the left-hand side of the road.  (คุณจะพบมันทางด้านซ้ายมือของถนน),  The army marched on London.  (กองทัพเดินแถวไปสู่ลอนดอน – เพื่อยึดครองมัน),  live on  (ดำรงชีวิต, ดำรงชีวิตด้วย)  -  He hasn’t much (money) to live on.  (เขามิได้มีเงินมากมายที่จะดำรงชีวิต)  -  Those animals live on fruit and vegetables.  (สัตว์เหล่านั้นดำรงชีวิตด้วย (การกิน) ผลไม้และผัก),  The bus runs on diesel oil.  (รถประจำทางวิ่งโดยใช้น้ำมันดีเซล),  I’ll see you on Sunday.  (ผมจะพบคุณในวันอาทิตย์),  on the 5th of August  (ในวันที่ ๕ เดือนสิงหาคม),  Helen is paid on the last day of the month.  (เฮเลนได้รับค่าจ้างในวันสุดท้ายของเดือน),  Mary gave a present to her friends only on special occasions.  (แมรี่ให้ของขวัญแก่เพื่อนๆ ของเธอ  เฉพาะในโอกาสพิเศษเท่านั้น),  He is on the committee.  (เขาเป็นสมาชิกในคณะกรรมการ),  Mr. Smith was on the company’s board of directors.  (มิสเตอร์สมิธเป็นกรรมการบริษัท – เป็นสมาชิกในคณะกรรมการของบริษัท),  แต่ใช้  He is in the army.  (เขาอยู่ในกองทัพ – ทำงานในกองทัพ),  Alice did it on the advice of her lawyer.  (อลิซทำมันตามคำแนะนำของทนายความของเธอ),  I have it on good authority that the governor will resign soon.  (ผมทราบจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ว่า  ท่านผู้ว่าฯ จะลาออกเร็วๆ นี้),  Daniel bought his car on hire-purchase.  (แดเนี่ยลซื้อรถยนต์ในแบบเช่า-ซื้อ),  Have you read his new book on the universe ?  (คุณได้อ่านหนังสือเล่มใหม่ของเขาเกี่ยวกับจักรวาลหรือยัง),  I would like to have your views on the subject.  (ผมอยากได้ความเห็นของคุณเกี่ยวกับเรื่องนี้),  Brandon is away on business.  (แบรนด้อนไม่อยู่ (บ้าน) ด้วยเรื่องธุรกิจ),  I don’t want to be bothered by that while I’m on holiday.  (ผมไม่ต้องการให้ใครรบกวนในเรื่องนั้น  ในขณะที่ผมหยุดพักผ่อน),  On arriving at the station, Steve immediately looked for a taxi.  (ในทันทีที่มาถึงสถานี  สตีฟมองหารถแท็กซี่ในทันที),  On hearing the news, Kevin shouted with joy.  (ในทันทีที่ได้ยินข่าวนั้น  เควิ่นตะโกนด้วยความดีอกดีใจ),  on deck  (อยู่บนดาดฟ้าเรือ, เตรียมพร้อมที่จะทำอะไรบางอย่าง, มาปรากฏตัว หรือมาถึงที่นัดหมาย)  –  The passengers are relaxing on deck.  (ผู้โดยสารกำลังพักผ่อนหย่อนใจอยู่บนดาดฟ้าเรือ)  -  The scout leader told the boys to be on deck at 8:00 Saturday morning for the hike.  (ผู้นำลูกเสือบอกให้ลูกเสือมาถึงที่นัดหมายเวลา ๘.๐๐ น. เช้าวันเสาร์  เพื่อออกเดินทางไกล),  on deposit  (ในธนาคาร)  -  I have $ 500 on deposit in my account.  (ผมมีเงินอยู่  ๕๐๐ ดอลลาร์ในบัญชีธนาคาร),  on duty  (อยู่ปฏิบัติหน้าที่, ขณะปฏิบัติหน้าที่)  -  There is always one teacher on duty during study hour.  (มีครูอยู่ คนเสมอ อยู่ปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างชั่วโมงเรียน  -  คือคอยให้คำแนะนำปรึกษาแก่นักเรียน),  on earth (= in the world(ใน หรือ บนโลกนี้, เกิดขึ้นได้ หรือเป็นไปได้อย่างไร  มักใช้แสดงการเน้นในประโยคคำถาม)  -  Where on earth did I put my wallet?  (ไม่รู้ว่าผมเอากระเป๋าสตางค์ไปวางไว้ตรงไหนในโลกนี้  -  คือบ่นคร่ำครวญเนื่องจากหากระเป๋าสตางค์ไม่เจอ)  -  The boys wondered how on earth the mouse got out of the cage.  (พวกเด็กๆสงสัยว่า เป็นไปได้อย่างไรที่หนูออกจากกรงไป  -  ทั้งๆ ที่ล็อคทางออกไว้อย่างแน่นหนา),  have, (keep, with) one eye on  (คอยเฝ้าดูหรือเอาใจใส่  -  บุคคลหรือสิ่งของ -  ในขณะที่กำลังทำสิ่งอื่นไปด้วย)  -  Mother had one eye on baby as she ironed.  (แม่รีดผ้าและดูแลลูกน้อยไปด้วยในเวลาเดียวกัน) - Chris tried to study with one eye on the TV set.  (คริสพยายามอ่านหนังสือ  และดูทีวีไปด้วยในในเวลาเดียวกัน),  on account of  (เนื่องมาจาก, เพราะว่า)  -  The picnic was held in the gym on account of the rain.  (ปิกนิกถูกจัดในโรงยิม  -  แทนในสนาม  -  เนื่องมาจากฝนตก),  on a shoestring  (ด้วยเงินจำนวนเล็กน้อยสำหรับใช้จ่าย, ด้วยงบประมาณที่น้อยมาก  -  แปลตรงตัว คือ ด้วยเชือกผูกรองเท้า) - The couple was seeing Europe on a shoestring.  (สามี-ภรรยาคู่นั้นกำลังเที่ยวยุโรป  ด้วยเงินจำนวนเพียงนิดเดียว - คือ  แบบประหยัดสุดๆ),  to walk on air  (รู้สึกมีความสุขและตื่นเต้น)  -  Kim has been walking on air since she won the prize.  (คิมมีความสุขและตื่นเต้นมาโดยตลอด  ตั้งแต่ที่เธอได้รับรางวัล),  to wait on (upon) (รับใช้, ให้บริ การ) - The clerk in the store waits on all customers.  (เสมียนในร้านนั้นให้บริการ (รับใช้) ลูกค้าทุกคน),  (sitting) on top of the world  (ปลาบปลื้มยินดีและมีความสุข, รู้สึกประสบความสำเร็จ)  -  John was (sitting) on top of the world when he found out that he got into college.  (จอห์นดีใจและมีความสุข  เมื่อเขาพบว่าเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้),  on behalf of  (ในนามของ),  on board  (บนเรือ)  -  A ship was leaving the harbor, and we saw the people on board waving.  (เรือลำหนึ่งกำลังออกจากท่า  และเราเห็นผู้คนบนเรือโบกไม้โบกมือ  -  เพื่ออำลาญาติพี่น้องที่มาส่ง),  off and on (= on and off)  (ไม่สม่ำเสมอ, เป็นครั้งคราว หรือบางโอกาส)  -  It rained off and on all day.  (ฝนตกๆ หยุดๆ ตลอดทั้งวัน  -  คือ ตกแล้วหยุด  แล้วก็ตกแล้วหยุดอีก  สลับกันไปแบบนี้ตลอดทั้งวัน),  the posters on the walls   (โปสเตอร์บนกำแพง),  a sticker on her car  (สติ๊กเกอร์ติดรถของเธอ),  pictures on the screen  (รูปภาพบนจอ), on the ceiling  (บนเพดาน),  on the roof  (บนหลังคา),  on all fours  (คลาน เท้า),  get on a bus  (ขึ้นรถเมล์),  on a highway  (บนทางหลวง),  on the plane  (บนเครื่องบิน),  on foot  (โดยทางเท้าหรือเดินไป),  to walk on tiptoe  (เดินบนปลายเท้าหรือเขย่งส้นเท้า),  on horseback  (บนหลังม้า),  on a bicycle  (โดยรถจักร ยาน),  on Monday  (ในวันจันทร์),  on a Sunday afternoon  (ตอนบ่ายวันอา ทิตย์),  on an occasion like this  (ในโอกาสเช่นนี้),  on April10th  (ในวันที่ ๑๐ เมษายน),  on Thursday night   (ในคืนวันพฤหัสฯ),  on the first day of term  (ในวันแรกของภาคการศึกษา),  books on art and religion  (หนังสือเกี่ยวกับศิลปะและศาสนา),  on the subject of rents  (ในเรื่องเกี่ยวกับค่าเช่า), ideas on how films should be made  (ความคิดเกี่ยวกับว่าควรจะสร้างหนังอย่างไร),  to comment on the issue  (แสดงความคิดเห็นในประเด็นนั้น),  a talk on agriculture  (การสนทนาเกี่ยวกับเกษตรกรรม),  cars running on petrol (รถยนต์ที่วิ่งด้วยน้ำมัน),  appear on TV  (ปรากฏตัวทางทีวี),  to hear it on the radio  (ได้ยินมันทางวิทยุ),  on stage  (บนเวที),  on the phone  (ทางโทรศัพท์ หรือกำลังพูดโทรศัพท์),  on and on  (ไม่รู้จักจบสิ้น, ไม่หยุดหย่อน, ไม่สิ้นสุด),  on edge  (รุ่มร้อน, กระวนกระวาย, ตื่นเต้น, ประสาทเสีย, ปวดสมอง),  on one’s own  (ด้วยตนเอง, เป็นอิสระ, หาเลี้ยงตนเอง),  on purpose  (โดยเจตนา, โดยตั้งใจทำ),  on the carpet  (ดุด่าว่ากล่าว, สวด),  on the fence  (ยังไม่แน่ใจ, ยังไม่ตัดสินใจ-ตกลงใจ),  on the hook  (อยู่ในฐานะลำบาก),  on the spot  (ที่กำลังพูดถึง-เอ่ยถึง),  to be on  (กำลังปรากฏ, กำลังฉายอยู่. กำลังแสดง),  on the go  (มีธุระ ยุ่ง, เคลื่อนไหวทำโน่นทำนี่อยู่ตลอด)   I’m usually on the go all day long.  (ผมมักมีธุระยุ่งตลอดทั้งวัน),  on the market  (มีขาย, เสนอขาย)   I had to put my car on the market.  (ผมจำเป็นต้องเอารถออกขาย) - This is the finest home computer on the market.  (นี่เป็นคอมพิวเตอร์ประจำบ้านที่ดีที่สุดที่วางขายในตลาด),  on the mend  (สบายดี, หายป่วยไข้)   My cold was terrible, but I’m on the mend now.  (ไข้หวัดของผมย่ำแย่มากเลย  แต่ตอนนี้ผมหายไข้แล้ว)    What you need is some hot chicken soup.  Then you’ll really be on the mend.  (สิ่งที่คุณต้องการ คือ ซุปไก่ร้อนๆ  แล้วคุณจะหายป่วยจริงๆ เลย),  on the tip of one’s tongue  (ติดอยู่แค่ริมฝีปาก  คือ เกือบจะพูดออกมาแล้ว หรือ เกือบจะนึกออกแล้ว)   I have his name right on the tip of my tongue.  I’ll think of it in a second  (ผมมีชื่อของเขาติดอยู่ที่ริมฝีปาก  ผมจะนึกมันออกในอีกวินาทีเดียว)  – John had the answer on the tip of his tongue, but Ann said it first  (จอห์นเกือบจะบอกคำตอบออกมาแล้ว  แต่แอนพูดออกมาเสียก่อน - คือชิงบอกคำตอบก่อน),  on the wrong track  (ไปหรือเดินผิดลู่หรือราง, ทำตามสมมติฐานที่ผิด)    You’ll never get the right answer.  You’re on the wrong track.  (คุณไม่มีวันจะได้คำตอบที่ถูกต้องหรอก คุณเดินผิดทางนี่ หรือ คุณตั้งสมมติฐานไว้ผิดนี่),  be (skate) on thin ice  (อยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงหรือมีอันตราย)   If you try that, you’ll really be on thin ice.  That’s too risky.  (ถ้าคุณลองทำสิ่งนั้น  คุณจะตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง  มันเสี่ยงเกินไป)   If you don’t want to find yourself (skating) on thin ice, you must be sure of your facts  (ถ้าคุณไม่ต้องการพบตัวเองตกอยู่ในอันตราย  คุณต้องมั่นใจในข้อเท็จจริง  - ไม่เช่นนั้นคุณอาจแพ้คดีและต้องจ่ายเงินมากมาย),  on tiptoe  (เดินเขย่างเท้า),  on vacation  (เดินทางไปเที่ยวในวันหยุดพักผ่อน)   Where are you going on vacation this year?  (คุณจะเดินทางไปพักผ่อนที่ไหนในวันหยุดปีนี้)   I’ll be away on vacation for three weeks.  (ผมจะเดินทางไปพักผ่อนวันหยุดเป็นเวลา ๓ สัปดาห์),  เป็นต้น

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                 

 

             ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง  e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  Address  <wpookaotong@yahoo.com>  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า “ปรับปรุงเว็บไซต์”)  เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป