หมวดข้อสอบ STRUCTURE (ตอนที่ 627)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Direction:  Choose the best answer to each item.

(จงเลือกคำตอบที่ดีที่สุดของแต่ละข้อ)

 

1. When I first entered school, I was afraid I wouldn’t be able to _________ the other students at first.

(เมื่อผมเข้าโรงเรียนครั้งแรก  ผมเกรงว่าผมจะไม่สามารถ ___________ นักเรียนคนอื่นๆ ในตอนแรก)

(a) come across    (พบโดยบังเอิญ)

(b) take after    (เหมือน, คล้าย)

(c) catch up with    (เรียนทัน, ตามทัน, แข่งขันกับ)

(d) make up for    (ชดเชย, ทดแทน)

 

2. If you hadn’t gone with Tom to the party last night, _________________________________.

(ถ้าคุณมิได้ออกไปงานเลี้ยงกับทอมเมื่อคืนวาน ___________________________________)

(a) you would meet John already

(b) you won’t have missed John

(c) you will have met John

(d) you would have met John    (คุณคงจะได้พบกับจอห์นแล้ว)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่  ๓  (Past unreal)  คือเหตุการณ์ในประโยคมิได้เกิดขึ้นจริง  หรือเกิดตรงข้ามกับที่สมมติ  หรือข้อความในประโยค  ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดจริง  คือ  “เพราะคุณออกไปงานเลี้ยงกับทอมเมื่อคืนวาน  คุณเลยไม่ได้พบกับจอห์น”  (ซึ่งมาหาคุณที่บ้าน)  ทั้งนี้  กริยาใน  “If clause”  (อนุประโยค)  จะอยู่ในรูป  “Past perfect tense”  (Had + (Not) + Verb 3)  ส่วนกริยาใน  “Main clause”  (ประโยคใหญ่)  จะอยู่ในรูป  “Would (Should, Could, Might, Must) + (Not) + Have + Verb 3”  ดูเพิ่มเติมจากตัวอย่างข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่ 

  • He helped me, otherwise I ________________________________________________.

(เขาช่วยเหลือผม  มิฉะนั้น  ผม _____________________________________________)

(a) would be arrested

(b) would have been arrested     (คงจะได้ถูกจับกุมไปแล้ว)

(c) shall be arrested

(d) shall have been arrested

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจากเป็นการพูดถึงเหตุการณ์ในอดีต  ในแบบ  “ถูกกระทำ”  (Passive voice)  (Subject + Would + Have + Been + Verb 3  -  I would have been arrested)  =  “คงจะได้ถูกกระทำเช่นนั้นไปแล้ว”  ในที่นี้คือ  “ถูกจับกุม”  แต่ในความเป็นจริง  คือ  มิได้ถูกจับกุม  เพราะว่า  “เขามาช่วยผมไว้”  ความจริงประโยคข้างบนนี้แปลงมาจาก  “If clause”  แบบที่  ๓  (Past unreal)  คือ  เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  คือ  มิได้ถูกจับกุม  ทั้งนี้   “If clause”  ดังกล่าว  คือ  “If he had not helped me, I would have been arrested.”  (ถ้าเขาไม่ได้ช่วยผม  ผมคงจะได้ถูกจับกุมไปแล้ว)  แต่ในความเป็นจริง  คือ  “เขาช่วยเหลือผม  ผมจึงไม่ถูกจับกุม”  ซึ่งมีความหมายเดียวกับใจความของประโยคในตัวอย่างที่ ๑  (เขาช่วยเหลือผม  มิฉะนั้นผมคงได้ถูกจับกุมไปแล้ว)  ดูเพิ่มเติม  “If clause”  แบบที่  ๓  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่ 

  • It was lucky that I met him at the airport, otherwise I ______________ that he was going away.

(มันโชคดีที่ว่า  ผมได้พบเขาที่สนามบิน  มิฉะนั้นผม ___________________ ว่าเขากำลังจะจากไป)

(a) should never have known    (คงไม่มีทางได้รู้เลยว่า)  (แต่ก็ได้รู้)

(b) had never known

(c) have never known

(d) shall never have known

ตอบ  -  ข้อ  (a)  เนื่องจากเป็นกริยาในประโยคใหญ่  (Main clause)  ที่ ๒ (มีประโยคใหญ่ ๒ ประโยค)  ซึ่งมีลักษณะเป็นประโยค  “If clause”  แบบที่  ๓   คือ  “Subject + Should (Would, Could, Might) + (Not, Never) + Have + Verb 3”  (I should never have known)  “ผมคงจะไม่ได้ทำ หรือเป็นเช่นนั้น  แต่ก็ได้ทำ หรือเป็นเช่นนั้นไปแล้ว”  (ในที่นี้  คือ  ผมคงจะไม่ได้รู้  -  แต่จริงๆ ก็คือได้รู้)  แต่ได้ตัดประโยคย่อย  หรืออนุประโยค  คือ  If clause  ทิ้งไป,  ในกรณีของประโยคข้างบน  เสมือนกับพูดว่า  “ถ้าไม่ได้พบเขาที่สนามบิน  ก็คงไม่รู้ว่าเขากำลังจะจากไป”  แต่ในความเป็นจริง  คือ  “ได้พบเขาที่สนามบิน  เลยได้รู้ว่าเขากำลังจะจากไป”  

                                 ตัวอย่างที่  

  • _____________________ about the tragedy, we would never have come without first calling.

(_____ เกี่ยวกับเรื่องโศกเศร้า (หรือภัยพิบัติ, อุบัติเหตุ)  เราก็คงจะไม่มา (เยี่ยมเยือน หรือ พบปะพูดคุย  ฯลฯ)  โดยมิได้โทรศัพท์มาบอกคนเหล่านั้นก่อน)   (หมายถึง  คนที่ประสบกับความโศกเศร้า หรือภัยพิบัติ)

(a) If we hear

(b) If we heard

(c) Did we hear

(d) Had we heard    (ถ้าเราได้ยิน  -  ได้ทราบ)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่  ๓  (Past unreal)   คือ  ไม่เป็นจริงในอดีต   หรือ  เหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  ทั้งนี้  ประโยคข้างบนมีความหมาย  คือ  “เรา”  ไม่รู้มาก่อนว่าคนที่เราได้ไปเยี่ยม  พบกับเรื่องทุกข์โศก-อุบัติเหตุก่อนหน้านั้น  จึงเดินทางมาโดยมิได้โทรศัพท์มาบอกคนเหล่านั้นก่อน  เมื่อมารู้ทีหลัง  จึงเสียใจที่มิได้ทำเช่นนั้น  -  คือ โทรศัพท์มา  ก่อนจะเดินทางมาพบ

                  นอกจากนั้นประโยคข้างบน   ยังมีโครงสร้างแบบ  “ผกผัน”  (Reverse  หรือ  Inversion)  คือ  มาจาก  “If we had heard  =  Had we heard)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมเรื่อง   “If clause”  แบบที่  ๓  และโครงสร้างแบบ  “ผกผัน” (Reverse  หรือInversion)  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                 ตัวอย่างที่  

  • Jack would have gone to Chicago __________________________ to get a plane reservation.

(แจ๊คคงจะได้ไปชิคาโกแล้ว ________________________________ จองที่นั่งบนเครื่องบินได้)

(a) was he able

(b) would he be able

(c) if he is able

(d) if he had been able    (ถ้าเขาสามารถ)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่  ๓  (Unreal past)  (ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  หรือ  เกิดตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค)  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ คือ   “แจ๊คมิได้ไปชิคาโก  เนื่องจากไม่สามารถจองตั๋วเครื่องบินได้” 

                        ตัวอย่างที่  

  • If you had returned the library book on time, you _________________________________.

(ถ้าคุณได้นำหนังสือห้องสมุดไปคืนตรงเวลา  คุณ _________________________________)

(a) will not be fined

(b) would have not been fined

(c) would not be fined

(d) would not have been fined     (คงไม่ถูกปรับ, คงไม่ต้องเสียค่าปรับ)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นการสมมติ  “If clause”  ในแบบที่  ๓  (Past unreal)  คือ  เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  แต่เกิดตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ๆ  คือ  “คุณนำหนังสือไปคืนห้องสมุดไม่ตรงเวลา  คุณเลยถูกปรับ – เสียค่าปรับ” 

                                 ตัวอย่างที่  

  • If you had gone with us to the mountains, you _____________________ very heavy clothing.

(ถ้าคุณได้ไปกับเราที่ภูเขา (เมื่อเดือนหรือปีที่แล้ว)  คุณ _______________ เสื้อผ้าที่หนาอย่างมาก)  (เนื่องจากอากาศหนาวมาก)

(a) had to wear   (จำเป็นต้องสวม)

(b) would have to wear

(c) would have had to wear     (คงจำเป็นจะต้องสวม)

(d) had had to wear

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่ ๓  (Past unreal)  (ไม่เป็นจริงในอดีต)   คือเหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  ทั้งนี้  ประโยคข้างบนมีความหมาย  คือ   “เพราะคุณไม่ได้ไปที่ภูเขากับเรา  คุณก็เลยไม่จำเป็นต้องสวมเสื้อผ้าที่หนา

                                 ตัวอย่างที่  

  • Tom __________________________________ more photographs if he had had more film.

(ทอม______________________________________ รูปมากขึ้น   ถ้าเขามีฟิล์มมากกว่าที่เป็นอยู่)

(a) would take

(b) would have taken    (คงจะได้ถ่าย)

(c) would be taking

(d) will have taken

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่ ๓  (Past unreal)  (ไม่เป็นจริงในอดีต)  ความหมายของประโยคข้างบน  คือ  “ทอมมิได้ถ่ายรูปเพิ่มขึ้น  เพราะเขามีฟิล์มอยู่นิดเดียว

                                  ตัวอย่างที่ 

  • _________________________________ I known she was ill, I would have visited her.

( _______________ ผมได้รู้ว่าเธอป่วย  ผมคงจะได้ไปเยี่ยมเธอแล้ว)  (แต่ผมไม่รู้  จึงมิได้ไปเยี่ยม)

(a) Should

(b) Were

(c) Had    (ถ้า)

(d) If

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่  ๓  โดยผันรูป  (Inversion)  มาจากโครงสร้าง  “If I had known she was ill”  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากประโยคข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่ 

  • _________________________________ I been richer, I would have bought a Rolls Royce.

(___ ผมรวยมากขึ้น  ผมคงจะได้ซื้อรถโรลส์รอยซ์ไปแล้ว)  (แต่ผมก็มิได้รวยเพิ่มขึ้น  ผมจึงไม่ได้ซื้อรถฯ)

(a) Had    (ถ้า)

(b) Have

(c) If

(d) Having

ตอบ  -  ข้อ  (a)  เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่  ๓  “Past unreal”  (ไม่เป็นจริงในอดีต)   คือ  เหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  โดยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในประโยคข้างบน  คือ  “ผมมิได้รวยเพิ่มขึ้น  ผมจึงไม่ได้ซื้อรถฯ”  นอกจากนั้น  ประโยคข้างบนยังเป็นโครงสร้างแบบ  “Inversion” (ผกผัน)  โดยแปลงมาจาก  “If I had been richer

                                 ตัวอย่างที่  ๑๐

  • ___________________________________ on time, they would have seen the entire show.

( _________________________________ ตรงเวลา  พวกเขาคงจะได้เห็นการแสดงทั้งหมด)

(a) If had they arrived

(b) Should they arrive

(c) Have they arrived

(d) Had they arrived    (ถ้าพวกเขาได้มาถึง)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เป็น  “If clause”  แบบที่  ๓  (Past unreal)  และเป็นแบบ  “ผกผัน”  (Inversion)  คือเหตุการณ์ในประโยคมิได้เกิดขึ้นจริง  แต่เกิดตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค,  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง  คือ  “พวกเขามิได้มาถึงตรงเวลา  พวกเขาจึงมิได้เห็นการแสดงทั้งหมด”    

                                 ตัวอย่างที่  ๑๑

  • ______________________ how boring this course was going to be, I wouldn’t have enrolled.

(___________________________ (ว่า) วิชานี้จะน่าเบื่ออย่างนี้  ผมคงไม่ลงทะเบียนเรียนหรอก)

(a) Had I known    (ถ้าผมได้รู้)  (ในอดีต)

(b) If had I known

(c) If I knew

(d) Did I know

ตอบ  -  ข้อ  (a)  เนื่องจากผันมาจาก  “If I had known”  ซึ่งเป็น  “If clause”  แบบที่  ๓  “Past unreal”  (ไม่เป็นจริงในอดีต)  คือ  เหตุการณ์จริงๆ เกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดจริงในประโยคข้างบน  คือ  “เพราะผมไม่รู้ว่าวิชานี้จะน่าเบื่อ  ผมเลยลงทะเบียนเรียนไปแล้ว” 

                                  ตัวอย่างที่  ๑๒

  • If the art dealer _______________________ the money, he would have bought the painting.

(ถ้าพ่อค้าศิลปะ _______________________________ เงิน  เขาก็คงจะได้ซื้อภาพวาดไปแล้ว)

(แต่ความจริงก็คือว่า  พ่อค้าไม่มีเงิน  เขาก็เลยไม่ได้ซื้อภาพวาด)

(a) has

(b) had had    (มี)

(c) had

(d) would have

ตอบ  –  ข้อ  (b)  เนื่องจากเป็น  “If clause” แบบที่  ๓  (Past unreal)  คือการสมมติเรื่องในอดีตที่มิได้เกิดขึ้นจริง  หรือเกิดตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค

                                 ตัวอย่างที่  ๑๓

  • When I had arrived at the market last night, I found that it was not open.  If I ______, I wouldn’t have bothered to drive over there.

(เมื่อผมไปถึงตลาดเมื่อคืนวาน  ผมพบว่ามันปิด  (ทั้งนี้) ถ้าผม ________ ผมคงจะไม่ยุ่ง (เดือดร้อน) กับการขับรถไปที่นั่น)

(a) know

(b) known

(c) would know

(d) had known    (ได้รู้)  (ว่าตลาดปิดเมื่อคืน)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็น   “If clause”  แบบที่  ๓  “Past unreal”  (ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต)  (เหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค)  ทั้งนี้  ข้อความในประโยค  คือ  “ถ้าผมรู้ว่าตลาดปิดเมื่อคืนวาน  ผมคงไม่ขับรถไปที่นั่น”  แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ  คือ  “เพราะผมไม่รู้ว่าตลาดปิดเมื่อคืน  ผมจึงขับรถไปที่นั่น” 

                                  ตัวอย่างที่  ๑๔

  • Nancy _____________________________________________ you if you had asked her.

(แนนซี่ ___________________________________________ คุณ  ถ้าคุณได้ขอร้องเธอ)

(a) had helped

(b) would help

(c) might help

(d) would have helped    (คงได้ช่วยเหลือ)

ตอบ  –  ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็น   “If clause”  แบบที่  ๓  “Past unreal” (ไม่เป็นจริงในอดีต)  คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ในประโยคข้างบน  คือ  “แนนซี่มิได้ช่วยเหลือคุณ  เพราะคุณไม่ได้ขอร้องเธอ

                                 ตัวอย่างที่  ๑๕

  • If we hadn’t left the house so late, we wouldn’t have missed the train.

(ถ้าเรามิได้ออกจากบ้านสายมาก  เราคงจะไม่พลาด (ตก) รถไฟ)

หมายเหตุ  –  ในความเป็นจริงคือ  “เราออกจากบ้านสาย  เราเลยตกรถไฟ”  ผู้พูดประโยคสมมติในอดีตแบบนี้  มักแสดงความเสียดายกับสิ่งที่เกิดขึ้น  เพราะเหตุการณ์ได้ผ่านไปแล้ว  แก้ไขไม่ได้แล้ว   จึงมาเสียใจในภายหลัง  การสมมติในอดีตแบบนี้  มีรูปประโยคดังนี้  คือ  อนุประโยค  “If + Subject + Had (not) + V ช่อง 3”,  ส่วนในประโยคใหญ่  (Main clause)  จะมีโครงสร้าง  “Subject + Would (should, could, might, must) + (Not) + Have + Verb ช่อง 3”  หรือเอา  “If clause”  ซึ่งเป็นอนุประโยค  ไปไว้ข้างในประโยคก็ได้  แล้วเอาประโยคใหญ่  (Main clause)   มาไว้ข้างหน้าประโยค  ความหมายจะเหมือนกันทุกประการ  แต่ถ้าเอา  “Main clause”  มาไว้ข้างหน้าประโยค   เมื่อจบ  “Main clause”  แล้ว  ให้ต่อด้วยประโยคย่อย  (If clause)  เลย  โดยไม่ต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่น

                       สำหรับตัวอย่างอื่นๆ ของ   “If clause”   แบบที่ ๓   ได้แก่

  • If he had studied hard, he would have passed the exam.

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว – แต่จริงๆ คือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

  • If you had asked me, I would have told you the truth.

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว – แต่จริงๆ คือ คุณมิได้ขอ ร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

  • If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว – แต่จริงๆ คือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

  • She would have gone to the market if she had had** something to buy.

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ – แต่จริงๆ คือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

               จะเห็นว่าในประโยคข้างบน  “If clause”  มี  Had**  2 ตัว  ตัวหน้าแสดง  “Past perfect tense”  ส่วน  Had  ตัวหลังมาจาก  Have  ที่แปลว่า  “มี”  พอมาอยู่หลัง  “Had”  จึงต้องเปลี่ยนไปเป็น  Verb ช่องที่  3  ทำให้มี  Had  2  ตัว

  • I would not have bought a car if my office had not been very far from my home.  

(ผมคงจะไม่ได้ซื้อรถยนต์ (เมื่อปีที่แล้ว)  ถ้าที่ทำงานของผมมิได้อยู่ห่างไกลจากบ้านมาก มาย– แต่จริงๆ คือ  ผมซื้อรถยนต์  เพราะที่ทำงานอยู่ห่างไกลจากบ้านมาก)

  • If he had bet on that horse, he would have lost all his money.

(ถ้าเขาเล่นพนัน (แทง) ที่ม้าตัวนั้น  เขาก็คงสูญเสียเงินไปทั้งหมดแล้ว  -  แต่ในความเป็นจริงคือ  เขามิได้เล่นพนันที่ม้าตัวนั้น  เขาก็เลยไม่ได้เสียเงิน)

  • If you had not come to my party, you would not have met your old friends at college.

(ถ้าคุณมิได้มาที่งานเลี้ยงของผม  คุณก็คงไม่ได้พบเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยของคุณ - แต่ในความเป็นจริง  คือ  คุณมางานเลี้ยง  คุณเลยได้พบเพื่อนเก่า)

               นอกจากนั้น  ในส่วนของอนุประโยค  คือ  ในส่วนที่เป็น  “If clause”  ยังสามารถทำเป็นแบบ  “Reverse” (Inversion)  (ผกผัน)  คือ  เอา  “Had”  มานำหน้า  “Clause”  แล้วตัด  “If”   ทิ้งไป  โดยที่ความหมายยังคงเหมือนเดิมทุกประการ  (ทำได้เฉพาะใน  “If clause”  แบบที่ ๓  หรือ  แบบที่ ๒  ที่ใน  “If clause”  มีกริยา  “Were”)   ดูเปรียบเทียบประโยค  “ก่อน”  และ  “หลัง”  ทำ  “Reverse” (Inversion)   จากตัวอย่างข้างล่าง

  • If he had studied hard, he would have passed the exam.

(=  Had he studied hard, he would………….exam.)

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว – แต่จริงๆ คือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

  • If you had asked me, I would have told you the truth.

(=  Had you asked me, I………………..truth.)

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว – แต่จริงๆ คือ  คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

  • If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(=  Had they not stopped smoking, they……...……..cancer.)

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว – แต่จริงๆ คือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

  • She would have gone to the market if she had had something to buy.

(=  She would have gone to the market had she had something to buy.)

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ – แต่จริงๆ คือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

        สรุป  -  ใน  “If clause” (ประโยคย่อย)  จะเป็นรูป  “Past perfect” {If + Subject + Had + (Not) + Verb 3} เสมอ  ส่วนใน  “Main clause”  (ประโยคใหญ่)  จะเป็นรูป  “Past future perfect”  {Subject + Would (should, could, might) + (Not) + Have + Verb 3}  นอกจากนั้น  ยังสามารถทำรูป  “Reverse” (Inversion) ในส่วนที่เป็น  “If clause”  ได้ด้วย

 

3. To the best of my knowledge, all of them are efficient ________________________________.

(เท่าที่ผมรู้มาอย่างดีที่สุด  พวกเขาทุกคนเป็น _________________________ ที่มีประสิทธิภาพ)

(a) language’s teachers

(b) languages teachers

(c) teaching languages

(d) language teachers    (ครูสอนภาษา)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เป็นการใช้นามขยายนาม  หรือ  “นามประกอบ”  (Compound noun)  ดูเพิ่มเติมจากตัวอย่างข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่ 

  • She broke a _______________________________________ while she was washing up.

(เธอทำ ______________________________________ แตก  ในขณะที่เธอกำลังล้างจาน)

(a) glass wine

(b) wine glass    (แก้วไวน์)

(c) glass for wine

(d) glass of wine

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจากเป็นการใช้คำนามขยายคำนาม  ซึ่งเรียกว่า  “นามประกอบ”  (Compound noun)  

                                 ตัวอย่างที่ 

  • Jim bought his new shoes from the ________________________________ near his house.

(จิมซื้อรองเท้าใหม่จาก __________________________________________ ใกล้บ้านของเขา)

(a) shoes’ store

(b) shoes store

(c) shoes’s store

(d) shoe store    (ร้านรองเท้า)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นการใช้นามขยายนาม  หรือ  “นามประกอบ”  (Compound noun)  โดยนามตัวหน้ามักอยู่ในรูปเอกพจน์เสมอ  และถ้าต้องการใช้คำนามประกอบในรูปพหูพจน์  เพื่อบอกว่ามีอยู่หลายชิ้น หรือหลายแห่ง  จะแสดงรูปพหูพจน์ที่คำนามตัวหลัง  เช่น  shoe stores (ร้านรองเท้า), wine glasses (แก้วไวน์), office supplies (เครื่องใช้สำนักงาน), show rooms (ห้องแสดงสินค้าเป็นต้น   

                                  ตัวอย่างที่ 

  • “A corner shoe store” means “_____________________________________________”.

(“ร้านรองเท้าที่หัวมุมถนน” หมายถึง _________________________________________)

(a) the shoe at the corner of a store    (รองเท้าที่มุมของร้าน)

(b) one corner of a shoe store    (มุมหนึ่งของร้านรองเท้า)

(c) a store selling shoes at the corner    (ร้านขายรองเท้าอยู่ที่หัวมุมถนน)

(d) the shoe at one corner of the store    (รองเท้าที่มุมหนึ่งของร้าน)

ตอบ  –  ข้อ  (c)  เนื่องจากการแปลความหมายของคำนามขยายคำนาม  หรือ  “นามประกอบ”  (Compound noun)  ต้องแปลจากข้างหลังย้อนขึ้นมาข้างหน้า  ทั้งนี้มีข้อสังเกต  คือ  คำนามตัวหน้าจะไม่อยู่ในรูปพหูพจน์  คือไม่เติม  “s” แต่จะแสดงรูปพหูพจน์ที่คำนามตัวหลัง  ดูเพิ่มเติม  “นามประกอบ”  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่ 

  • My son knocked this ___________________________________ off the table and broke it.

(ลูกชายของผมทำ ________________________________ ใบนี้หล่นจากโต๊ะ  และทำมันแตก)

(a) tea’s cup    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(b) cup of tea    (ชา  ๑  ถ้วย)

(c) teacup    (ถ้วยชา)

(d) cup-tea    (รูปนี้ไม่มีใช้)

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “Teacup”  เป็น  “นามประกอบ” (Compound noun)  และผู้พูดเพียงแต่จะบอกว่า  “ลูกชายทำถ้วยชาหล่น  และแตกไปแล้ว”  เท่านั้น  มิได้ต้องการบอกว่า  “ทำชา  ๑  ถ้วยหล่นฯ”  เพราะตอนนี้ถ้วยแตกไปแล้ว  ไม่มีน้ำชาเหลืออยู่แล้ว

                                  ตัวอย่างที่ 

  • He is always at the bottom of the ______________________.  He can never remember dates!

(เขามักจะได้ที่โหล่ใน _______________________ (เนื่องจาก) เขาไม่เคยจดจำวันที่ต่างๆ ได้เลย)

(a) history class    (ชั้นเรียนวิชาประวัติศาสตร์, ห้องเรียน (วิชา) ประวัติศาสตร์)

(b) class history

(c) historical class    (ห้องเรียนในประวัติศาสตร์, ห้องเรียนสมัยโบราณ)

(d) historic class    (ห้องเรียนที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์)

ตอบ  -  ข้อ  (a)  เนื่องจากเป็นการใช้คำนามขยายคำนาม  หรือ  “นามประกอบ”  (Compound noun)

                                  ตัวอย่างที่ 

  • Wait a minute, I’ll look up Mary’s phone number in the _________________ and then call her.

(รอประเดี๋ยวนึงนะ  ผมจะค้นหาเบอร์โทรศัพท์ของแมรีใน ________ และ (ต่อจากนั้น) จะโทรฯ ไปที่เธอ)

(a) phone’s book

(b) phone book    (สมุดโทรศัพท์)

(c) phones book

(d) book of phone

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจากเป็นการใช้คำนามขยายคำนาม  ที่เรียกว่า  “นามประกอบ” (Compound noun)  

                                  ตัวอย่างที่ 

  • I told my mom that I had bought this bulb for the ________________________________.

(ผมบอกแม่ว่า  ผมซื้อหลอดไฟดวงนี้เพื่อใช้กับ ___________________________________)

(a) desk’s lamp

(b) lamp of the desk

(c) lamp on desk

(d) desk lamp    (โคมไฟตั้งโต๊ะ)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นการใช้นามขยายนาม  หรือ  “นามประกอบ”  (Compound noun)  โดยนามตัวหน้ามักอยู่ในรูปเอกพจน์เสมอ  และถ้าต้องการใช้คำนามประกอบในรูปพหูพจน์  จะแสดงรูปพหูพจน์ที่คำนามตัวหลัง  ตัวอย่าง  เช่น

  • service bus (es)  (รถบริการ – คือรถรับ-ส่งพนักงาน)
  • bus service (s)   (บริการรถประจำทาง)
  • flower garden (s)  (สวนดอกไม้)
  • color television (s)   (ทีวีสี)
  • room number (s)   (หมายเลขห้อง)
  • bookstore (s)   (ร้านขายหนังสือ)
  • development plan (s)   (แผนการพัฒนา)
  • population increase   (การเพิ่มประชากร)
  • table lamp (s)   (ตะเกียง-โคมไฟตั้งโต๊ะ)
  • war criminal (s)   (อาชญากรสงคราม)
  • traffic jam   (รถติด)
  • newspaper article   (บทความหนังสือพิมพ์)
  • conference room   (ห้องประชุม)
  • peace talk   (การเจรจาสันติภาพ)
  • car key   (กุญแจรถ)
  • car park   (ที่จอดรถ)
  • railway station   (สถานีรถไฟ)
  • art exhibition   (นิทรรศการศิลปะ)
  • show room   (ห้องแสดงสินค้า หรือตัวอย่างสินค้า)
  • show business   (ธุรกิจการแสดง)
  • flood victim   (เหยื่ออุทกภัย)
  • energy management   (การบริหารพลังงาน)
  • drain pipe   (ท่อระบายน้ำ)
  • wastewater disposal   (การกำจัดน้ำเสีย)
  • energy conservation   (การอนุรักษ์พลังงาน)
  • interest rate   (อัตราดอกเบี้ย)
  • premium payment   (การจ่ายเบี้ยประกัน)
  • office building   (อาคารสำนักงาน)
  • rubbish bin   (ถังขยะ)
  • community development   (การพัฒนาชุมชน)
  • road safety rally   (การรณรงค์ความปลอดภัยบนถนน)
  • flood relief center   (ศูนย์บรรเทาน้ำท่วม)
  • production method   (วิธีการผลิต)
  • goods outlet  (ตลาด-ช่องทางระบายสินค้า)
  • distribution channel   (ช่องทางการจำหน่าย)
  • contract period  (ระยะเวลาของสัญญา)
  • loan amount limit   (การจำกัดปริมาณเงินกู้)
  • debt payment   (การชำระหนี้)
  • audit procedure   (กระบวนการตรวจสอบ)
  • risk assessment   (การประเมินความเสี่ยง)
  • reforestation activity   (กิจกรรมการปลูกป่า)
  • government sector   (ภาครัฐบาล)
  • tourism sector   (ภาคการท่องเที่ยว)
  • border patrol police school   (โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน)
  • toilet construction   (การสร้างห้องน้ำ)
  • implementation plan   (แผนการดำเนินงาน)
  • duty performance   (การปฏิบัติหน้าที่)
  • business partner   (คู่ค้า, หุ้นส่วนธุรกิจ)
  • business competitor   (คู่แข่งทางธุรกิจ)
  • business growth   (การเติบโตของธุรกิจ)
  • emergency use   (การใช้กรณีฉุกเฉิน)
  • donation reception   (การรับบริจาค)
  • wood house (s)   (บ้านไม้)
  • steel table (s)   (โต๊ะเหล็ก)
  • government policy  (นโยบายรัฐบาล)
  • personnel development   (การพัฒนาบุคลากร)
  • insurance policy   (กรมธรรม์ประกันภัย)
  • growth rate   (อัตราการเติบโต)
  • oil price rise  (การขึ้นราคาน้ำมัน)
  • birthday party   (งานเลี้ยงวันเกิด)
  • dividend payment   (การจ่ายเงินปันผล)
  • debt payment  (การชำระหนี้)
  • income tax deduction   (การหักภาษีเงินได้)
  • motor insurance   (การประกันภัยรถยนต์)
  • fire insurance   (การประกันอัคคีภัย)
  • capital market   (ตลาดทุน)
  • exchange rate (s)   (อัตราการแลกเปลี่ยน)
  • traffic problem (s)  (ปัญหาจราจร)
  • greenhouse gas   (กาซเรือนกระจก)
  • tourism sector   (ภาคการท่องเที่ยว)
  • climate change   (การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ)
  • terrorism risk (s)  (การเสี่ยงภัยการก่อการร้าย)
  • commodity price (s)  (ราคาสินค้า)
  • price competition   (การแข่งขันด้านราคา)
  • household debt   (หนี้ครัวเรือน)
  • car sale (s)   (การขายรถยนต์)
  • distribution channel   (ช่องทางการจำหน่าย)
  • accident occurrence   (การเกิดอุบัติเหตุ)
  • branch office (s)   (สำนักงานสาขา)
  • insurance company   (บริษัทประกันภัย)
  • business partner (s)   (คู่ค้า)
  • leather belt   (เข็มขัดหนัง)
  • business transaction (s)   (การดำเนินธุรกิจ)
  • business mind   (จิตใจคิดแต่เรื่องธุรกิจ)
  • heart disease treatment   (การรักษาโรคหัวใจ)

 

4. We turn to books in moments of ______________________________________________.

(เราหันไปหา (อ่าน) หนังสือ  ในช่วงเวลาของ ____________________________________)

(a) sorrow, having boredom, or solitude is with us

(b) sorrow, boredom, or solitude    (ความเศร้าโศกเสียใจ, ความเบื่อหน่าย  หรือ ความโดดเดี่ยว

       อ้างว้าง)

(c) sorrow and solitude as well as boredom

(d) sorrow that attacks us

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เป็นการใช้กรรม  ๓  ตัว  หลัง  “Preposition” (Of)  ให้สมดุลกัน  คือ  Sorrow, Boredom, Solitude”  สำหรับ  ข้อ  (c)  ก็ใช้ได้เช่นกัน  แต่ต้องแก้เป็น   “sorrow, solitude as well as boredom”  (ความเศร้าโศกเสียใจ, ความโดดเดี่ยวอ้างว้าง  และความเบื่อหน่าย)  ดูเพิ่มเติมการใช้โครงสร้างแบบสมดุล (Balance)  หรือ คู่ขนาน  (Parallel)  คือ  อยู่ใน  Format  เดียวกัน  กล่าวคือ  ใช้คำนามคู่กับคำนาม,  กริยาคู่กับกริยา  หรือ  Verb + ing  คู่กับ  Verb + ing  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่ 

  • George was remembered as a talented musician _________________________________.

(จอร์ชได้รับการจดจำในฐานะนักดนตรีที่มีพรสวรรค์ ________________________________)

(a) and a skilled painter as well    (และนักวาดภาพสี (หรือช่างเขียนภาพ-จิตรกร) ที่มีทักษะ-ความชำนาญ  เช่นเดียวกัน)

(b) plus his skill as a painter

(c) in addition to skillful painting

(d) and as painting skillfully

ตอบ  -  ข้อ  (a)  เป็นการใช้โครงสร้างให้สมดุล  (Balance)  กัน  คือ  a talented musician”  และ  a skilled painter”  ดูเพิ่มเติมการใช้โครงสร้างแบบสมดุล (ของคำนาม, กริยา หรือวลี) จากตัวอย่างข้างล่าง   

                                  ตัวอย่างที่ 

  • The silence was broken by the clash of the garden gate, a tap at the door, and ______________.

(ความเงียบถูกทำให้หมดไป  โดยเสียงปะทะกันดังโครมของประตูสวน,  เสียงเคาะเบาๆที่ประตู  และ ___)

(a) the door is opened    (ประตูถูกเปิด)

(b) is opened

(c) being opened

(d) its opening    {การเปิดออกของมัน  (ประตู)}

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เป็นการใช้  “กรรม” (คำนาม  ซึ่งในที่นี้มีส่วนขยาย  เรียกว่า “วลี”) ของ  Preposition  “By”  ให้สมดุลกัน  (Balance  หรือ  Parallel)  ทั้ง  ๓  ตัว  คือ  “the clash (มี  of the garden gate  ขยาย)”  “a tap (มี  at the door  ขยาย)”  และ  “its opening”  (ไม่มีส่วนขยาย)  โดยกรรมทั้ง  ๓  ตัวนี้  ล้วนอยู่ในรูปของวลี

                                 ตัวอย่างที่ 

  • We depend on Mr. Wong for his knowledge and _________________________________.

(เราพึ่งพาอาศัยมิสเตอร์หว่องสำหรับความรู้และ _____________________________ ของเขา)

(a) leading

(b) lead    (นำ, พา, จูง, ชักจูง, นำหน้า, พูดนำ, ก่อให้เกิดขึ้น)

(c) leader    (ผู้นำ)

(d) leadership    (ความเป็นผู้นำ, ความสามารถในการนำ, การนำ, ตำแหน่งผู้นำ)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  ตามหลัง  Preposition (For)  หรือ  Possessive adjective (His)  ต้องใช้คำนาม (Noun)  และเป็นการใช้คำให้สมดุล (Balance) กัน  คือ  “Knowledge”  และ  “Leadership 

                                 ตัวอย่างที่ 

  • Currently, the Coronavirus (COVID – 19) has caused tremendous loss of life and ______ of most countries it attacks.

(ในปัจจุบัน  เชื้อโคโรนาไวรัส (โควิด – ๑๙)  ได้ก่อให้เกิดการสูญเสียชีวิตอย่างใหญ่หลวงและ _____ กับประเทศส่วนใหญ่ที่เชื้อฯ นี้จู่โจม)

(a) irreparable damage to the economy    (ความเสียหายแก่เศรษฐกิจที่มิอาจเยียวยาได้)

       (“Damage”  ในที่นี้เป็นคำนาม)

(b) irreparably damaged the economy    (ทำความเสียหายแก่เศรษฐกิจอย่างมิอาจเยียวยาได้) 

       (“Damaged”  ในที่นี้เป็นคำกริยา)

(c) irreparably damaging the economy    (ทำความเสียหายแก่เศรษฐกิจอย่างมิอาจเยียวยาได้)

(d) irreparably damages the economy    (ทำความเสียหายแก่เศรษฐกิจอย่างมิอาจเยียวยาได้) 

       (“Damages”  ในที่นี้เป็นคำกริยา)

ตอบ  -  ข้อ  (a)  เนื่องจากต้องใช้คำในประโยคให้สมดุล (Balance) กัน  คือ  หลังกริยา  “Caused” (ก่อให้เกิด)  ต้องการกรรมตรง  ซึ่งเป็นคำนาม  โดยกรรมตัวแรก  คือ  “Loss of life) (การสูญเสียชีวิต)  และกรรมตัวที่ ๒ คือ  “Damage to the economy” (ความเสียหายแก่เศรษฐกิจ)

                                  ตัวอย่างที่ 

  • My parents always stressed the importance of honesty, fairness, and ____________________.

(พ่อแม่ของผมเน้นย้ำอยู่เสมอถึงความสำคัญของความซื่อสัตย์,  ความยุติธรรม,  และ ____________)

(a) to be punctual

(b) punctually

(c) punctuality    (การตรงต่อเวลา)  (เป็นคำนาม)

(d) punctual    (ตรงต่อเวลา)  (เป็นคำคุณศัพท์)

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากต้องใช้คำในประโยคให้สมดุลกัน  คือ  หลัง   “Of”  เป็นกรรม  ซึ่งต้องเป็นคำนาม  (ความซื่อสัตย์,  ความยุติธรรม,  การตรงต่อเวลา)  

                                 ตัวอย่างที่ 

  • Tanya Holm is a dancer, choreographer, and ___________________________________.

(ทานย่า  โฮล์ม  เป็นนักเต้นรำ, นักออกแบบท่าเต้นรำ, และ ____________________________)

(a) dance teacher    (ครูสอนเต้นรำ)

(b) teach dancing

(c) she teaches dancing

(d) teacher for dance

ตอบ  -  ข้อ  (a)  เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างในประโยคให้สมดุลกัน  คือ  ๑. นักเต้นรำ,  ๒. นักออกแบบท่าเต้นรำ,  และ  ๓. ครูสอนเต้นรำ

                                 ตัวอย่างที่ 

  • That restaurant offers _________________________________________ and the elderly.

(ภัตตาคารแห่งนั้นเสนอ (มอบ) _____________________________________ และผู้สูงอายุ)

(a) inexpensive meals and special services for children    (อาหารราคาถูกและบริการพิเศษ

       สำหรับเด็ก)

(b) meals and special services for children that are inexpensive

(c) children to inexpensive meals and special services

(d) inexpensive meals for children and special services for

ตอบ  -  ข้อ  (a)  เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างในประโยคแบบสมดุล  คือ  (.............เสนอ............ “อาหารราคาถูกและบริการพิเศษ”  และ  “สำหรับเด็กและผู้สูงอายุ”)  หรืออาจตอบ  ข้อ  (d)  แต่ต้องแก้เป็น  “Inexpensive meals for children and special services for the elderly”  (อาหารราคาถูกสำหรับเด็ก  และบริการพิเศษสำหรับผู้สูงอายุ)

                                  ตัวอย่างที่ 

  • The two most important problems facing the country today are _______________________.

(ปัญหาสำคัญที่สุด    ประการที่เผชิญหน้ากับประเทศอยู่ในปัจจุบัน  คือ ___________________)

(a) crime prevention and controlling pollution

(b) preventing crime and pollution control

(c) crime prevention and pollution control    (การป้องกันอาชญากรรมและการควบคุมมลภาวะ)

(d) preventing crime and the control of pollution

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างประโยคแบบสมดุล  คือ  “การป้องกันอาชญากรรม”  และ  “การควบคุมมลภาวะ” 

                                  ตัวอย่างที่ 

  • The technique of recording, classifying, and ___________________ is known as accounting.

(เทคนิคของการบันทึก, แยกประเภท, และ ______________ เป็นที่รู้จักกันในฐานะวิชาการทำบัญชี)

(a) an enterprise’s transactions summary

(b) the summarizing of an enterprise’s transactions

(c) transactions of an enterprise are summarized

(d) summarizing the transactions of an enterprise    {สรุปธุรกิจการค้าของกิจการ (บริษัท) แห่งหนึ่ง}

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นการทำรูปประโยคให้สมดุล  หรือมี  “Format”  เดียวกัน  โดยถือว่าตามหลัง  “Preposition” (Of)  ต้องอยู่ในรูป  “Verb + ing”  (Of recording, classifying, and summarizing ………..)

                                 ตัวอย่างที่  ๑๐

  • A lumberjack, or logger, is a worker who cuts down trees in a forest, saws them into logs, and ___

________.

(ช่างตัดไม้, หรือคนทำ (ตัด) ไม้, คือคนงานผู้ซึ่งตัด (โค่น) ต้นไม้ในป่า, เลื่อยมันเป็นท่อน, และ ______)

(a) he takes them to the mill

(b) takes them to the mill    (นำมันไปยังโรงสี)

(c) taking them to the mill

(d) to take them to the mill

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจากเป็นการใช้ข้อความในประโยคให้สมดุลกัน  คือ  ช่างตัดไม้ทำหน้าที่  (กริยา)    อย่าง  คือ  ๑. โค่นต้นไม้ในป่า,  ๒. เลื่อยมันเป็นท่อน, และ  ๓. นำมันไปยังโรงสี

                                 ตัวอย่างที่  ๑๑

  • Eddy’s classmates at the college still talk about him as an excellent writer ________________.

(เพื่อนร่วมชั้นของเอ็ดดี้ที่มหาวิทยาลัย  ยังคงพูดเกี่ยวกับตัวเขาว่าเป็นนักเขียนยอดเยี่ยม _________)

(a) and he taught at the college, too

(b) who also played football

(c) and a good football player    (และนักฟุตบอลที่เก่ง)

(d) good football player

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เป็นการใช้คำในประโยคให้สมดุลกัน  คือ  “นักเขียนยอดเยี่ยม”  และ  “นักฟุตบอลที่เก่ง” 

                                 ตัวอย่างที่  ๑๒

  • Freezing preserves meat because _________, slows down the rate of enzyme action, and lowers the speed of spoilage.

(การทำให้เย็นจนแข็งตัว (การแช่แข็ง) รักษาเนื้อไว้ได้  เพราะว่า _______, ทำให้อัตราการเอนไซม์ (การทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีในสารอื่น โดยตัวมันเองไม่เปลี่ยนแปลง) ช้าลง, และทำให้ความเร็วของการเน่าเสียลดลง)

(a) the growth of microorganisms is prevented    (การเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ถูกขัดขวาง)

(b) preventing microorganisms from growing    (ขัดขวางเชื้อจุลินทรีย์จากการเจริญเติบโต)

(c) microorganisms are prevented from growing    (เชื้อจุลินทรีย์ถูกขัดขวางจากการเจริญเติบโต)

(d) it prevents the growth of microorganisms    (มันขัดขวางการเจริญ เติบโตของเชื้อจุลินทรีย์)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากต้องทำโครงสร้างในอนุประโยค  (ขึ้นต้นด้วย  “Because”)  ให้มีความสมดุลกัน  คือ  “มัน (การทำให้เย็นจนแข็ง)  ๑. ขัดขวางการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์,  ๒. ทำให้อัตราการเอนไซม์ช้าลง,  และ  ๓. ทำให้ความเร็วของการเน่าเสียลดลง

                                 ตัวอย่างที่  ๑๓

  • Idaho’s natural resources include fertile soil, rich mineral deposits, thick forests, and ________.

(ทรัพยากรธรรมชาติของรัฐไอดาโฮประกอบด้วยดินดี, แหล่งแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์, ป่าทึบ, และ _______)

(a) water supplies are abundant

(b) abundant water supplies    (แหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์)

(c) supplies of water are abundant

(d) supplies abundant water

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจากต้องใช้รูปคำนาม (วลี)  (แหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์)  ซึ่งทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Include”  เพื่อให้สมดุล  หรืออยู่ใน  Format  เดียวกันกับคำนาม-วลี  (ทำหน้าที่กรรม)  อื่นๆ อีก  ๓  ตัว  คือ  ๑. ดินดี,  ๒. แหล่งแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์,  และ  ๓. ป่าทึบ

                                  ตัวอย่างที่  ๑๔

  • Before starting on a sea voyage, prudent navigators learn the sea charts, _______ and memorize lighthouse locations to prepare themselves for any conditions they might encounter.

(ก่อนเริ่มต้นออกเดินทางทางทะเล  นักเดินเรือที่รอบคอบจะเรียนรู้แผนภูมิของทะเล, ________ และจดจำสถานที่ตั้งของประภาคารไฟ  เพื่อเตรียมพร้อมตนเองสำหรับสภาวะใดๆ ที่พวกเขาอาจจะต้องเผชิญ)

(a) sailing directions are studied

(b) to study the sailing directions   

(c) study the sailing directions    (ศึกษาทิศทางการเดินเรือ)

(d) studies direct sailing

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากต้องใช้รูปแบบของกริยาในประโยค  ซึ่งมี    ตัว ให้สมดุลกัน  คือ  “นักเดินเรือที่รอบคอบ (จะ) () เรียนรู้แผนภูมิของทะเล,  () ศึกษาทิศทางการเดินเรือ  และ  () จดจำสถานที่ตั้งของประภาคารไฟ

                                  ตัวอย่างที่  ๑๕

  • As a physiologist, Ida Hyde showed originality, breadth of interest, and _______________.

(ในฐานะนักสรีรวิทยา, ไอดา ไฮด์  ได้แสดงความคิดริเริ่ม (ความไม่ซ้ำแบบใคร), ความกว้างขวางของความสนใจ, และ _______)

(a) scientific precision was admirable

(b) admirably scientifically precise

(c) admirable scientific precision    (ความแม่นยำทางวิทยาศาสตร์ที่น่าชมเชย)

(d) that precision was admirably scientific

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากต้องใช้โครงสร้างคำนาม (วลี)  เนื่องจากเป็นกรรมของกริยา  “Showed”  โดยมีความสมดุลกับคำนามอื่นๆ อีก  ๒  คำ ซึ่งเป็นกรรมของกริยา  “Showed”  เช่นเดียวกัน  คือ  ๑. ความคิดริเริ่ม,  ๒. ความกว้างของความสนใจ

                                 ตัวอย่างที่  ๑๖

  • Nearly all trees have seeds that fall to the earth, take root, and eventually ________________.

(ต้นไม้เกือบทั้งหมดมีเมล็ดซึ่งหล่นลงสู่พื้นดิน, งอกราก, และ ______________________ ในที่สุด)

(a) generate new seeds    (สร้างเมล็ดใหม่)

(b) new seeds generated

(c) by generating new seeds

(d) new seeds generated there

ตอบ  -  ข้อ  (a)  เนื่องจากต้องใช้คำกริยา    ตัว ในอนุประโยค  (….........that fall to earth, take root, and eventually generate new seeds)  ให้สมดุลกัน  (Balance)  คือ  “Fall to earth”,  “Take root”  และ  “Generate new seeds” 

                                 ตัวอย่างที่  ๑๗

  • Among the advantages which Mr. Barlow has given his children  are a good college education and ________.

(ในบรรดาข้อได้เปรียบต่างๆ ซึ่งมิสเตอร์บาร์โลว์ได้ให้แก่ลูกๆ ของเขา  คือ  การศึกษาอย่างดีในมหาวิทยา

ลัย  และ _______)

(a) extensive travel abroad   (การเดินทางอย่างกว้างขวางมากในต่างประเทศ)

(b) to travel extensively abroad

(c) travel extensively abroad

(d) of extensive travelling abroad

ตอบ  -  ข้อ  (a)  ต้องใช้ในรูปคำนาม (วลี) (“Travel” ในที่นี้เป็นคำนาม)  ให้สมดุลกับคำนาม (วลี)  “A good college education”  ที่อยู่ข้างหน้า  “And

                                 ตัวอย่างที่  ๑๘

  • James likes reading, hiking, and ____________________________________________. 

(เจมส์ชอบการอ่านหนังสือ,  การเดินทางไกลด้วยเท้า,  และ ___________________________)

(a) he listens to music

(b) to listen to music

(c) listen to music

(d) listening to music    (การฟังดนตรี)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากต้องให้ข้อความสมดุลกัน   คือ  “Like + Gerund (Verb + ing)”  คือ  “Like reading, hiking and listening……...….”  ทั้งนี้  กริยา  “Like”  อาจตามด้วย  “Infinitive with to”  (To + Verb 1  ก็ได้  ดังนั้น  ข้อนี้จึงอาจตอบ  “Like to read, to hike, and to listen to music”  โดยต้องให้สมดุลกัน  คือ  เป็น  “Format”  เดียวกันทั้งหมด

 

5. According to its label, that medicine should take effect in about ten minutes.

(ตามที่สลากยาบอกไว้  ยานั้นควรจะ  ให้ผล-ออกฤทธิ์-มีผลบังคับใช้  ในอีกประมาณ  ๑๐  นาที)

(a) produce results    (ให้ผล, ออกฤทธิ์)

(b) dissolve completely    (ละลายไปโดยสิ้นเชิง)

(c) lose its strength    (สูญเสียกำลังหรือความแข็งแรง)

(d) penalize    (ลงโทษ, ลงทัณฑ์, ปรับเปรียบเทียบ)

(e) penetrate    (เพ้น-นิ-เทรท)  (ผ่าน, ลอด, บุกเข้าไป, แทรกซึม, ทะลุ, เจาะทะลุ, แทง, มองทะลุ, มองผ่าน,

       มองออก)

ตอบ  -  ข้อ  (a)

 

6. Alice is always diplomatic when she deals with angry students.

(อลิซ  มีไหวพริบในการพูดหรือทำ-มีความชำนาญทางการทูต  เสมอ  เมื่อเธอต้องเกี่ยวข้อง (รับมือ) กับนักเรียนที่กำลังโกรธ)

(a) firm    (มั่นคง, เด็ดเดี่ยว, แน่วแน่)

(b) outspoken    (พูดจาโผงผาง, ขวานผ่าซาก)

(c) tactful    (มีไหวพริบดี, มีปฏิภาณดี, ฉลาด)

(d) rude    (หยาบคาย)

(e) affluent    (มั่งคั่ง, ร่ำรวย)

ตอบ  -  ข้อ  (c)

 

7. It teaches him to discriminate between right and wrong.

(มันสอนให้เขา  แยกแยะ-แบ่งแยก-วินิจฉัย-เลือกที่รักมักที่ชัง-ตัดสินโดยใช้เหตุผล   ระหว่างสิ่งที่ถูกและผิด)

(a) discuss    (ประชุมปรึกษาหารือ, ถกปัญหา)

(b) display    (แสดง)

(c) consume    (บริโภค, ใช้, กิน, ทำลาย)

(d) distinguish    (แบ่งแยก, จำแนก, วินิจฉัย, รู้ถึงข้อแตกต่าง, แสดงความแตกต่าง  ทำให้แตกต่าง,

       ทำให้เด่น, กระทำตัวดีเป็นพิเศษ)

(e) abhor    (แอ็บ-ฮ่อร์)  (เกลียด, รังเกียจ, ชิงชัง)

ตอบ  -  ข้อ  (d)

 

8. The girl you _________________________________ yesterday is waiting for you downstairs. 

(เด็กผู้หญิง (ผู้ซึ่ง) คุณ _____________________ เมื่อวานนี้  กำลังรอคอย (พบ) คุณอยู่ข้างล่าง)

(a) told me

(b) tell about

(c) told me about her

(d) told me about    (บอกผมเกี่ยวกับ  -  เธอ)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  หลัง  “About”  ไม่ต้องมี  “Her”  แต่ต้องมี  “About”  เพราะมาจากประโยค  “You told me about the girl.”  เนื่องจากในประโยคข้างบน  หลัง  “The girl”  ละ  “Who”  หรือ  “Whom”  ซึ่งทำหน้าที่เป็น  “กรรม”  ของ  “About”  และแทน  “The girl”  อยู่แล้ว   (ดูเปรียบเทียบกับประ โยคข้างล่าง)

                                 ตัวอย่างที่ 

  • Football is a game which boys like ___________________________________________.

(ฟุตบอลเป็นเกมซึ่งเด็กผู้ชายชอบ ___________________________________________)

(a) to play it too much

(b) to play very much    (เล่นอย่างมาก)

(c) to play it very much

(d) playing it very much

ตอบ  -  ข้อ  (b)  หลังกริยา  “Like”  อาจตามด้วย  “Playing” (Gerund)  คือ “Like playing very much”  หรือ  “To play”  (Infinitive with to)  คือ  “Like to play very much”  ก็ได้,  แต่หลัง  “Play”  ไม่ต้องมี  “It”  (ซึ่งแทน  A game)  เนื่องจากมี  “Which”  ซึ่งก็แทน  “A game”  อยู่แล้ว,  อย่างไรก็ดี  สามารถละ  Which  คือ  ตัดออกไปได้  เนื่องจากเป็นกรรมของกริยา  Like  (สามารถละ  Which, That, Who, Whom  ได้  เมื่อเป็นกรรมของกริยาในประโยคย่อย)  ดังประโยคข้างล่าง

  • Football is a game boys like to play very much.

(ฟุตบอลเป็นเกมซึ่งเด็กผู้ชายชอบเล่นอย่างมาก)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                 

 

             ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง  e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  Address  <wpookaotong@yahoo.com>  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า “ปรับปรุงเว็บไซต์”)  เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป