หมวดข้อสอบ STRUCTURE (ตอนที่ 619)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Direction:  Choose the best answer to each item.

(จงเลือกคำตอบที่ดีที่สุดของแต่ละข้อ)

 

1. Have this one, __________________________________________________________?

(เอาอันนี้ไปซิ ________________________________________________________)

(a) do you

(b) don’t you

(c) will you    (ได้ไหม หรือ ตกลงไหม)

(d) haven’t you

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นประโยคคำสั่ง หรือขอร้อง  ในส่วน  “Tag”  จะใช้  “Will you”  ดูเพิ่มเติมประโยคคำสั่ง,  ขอร้อง  และเชิญชวน  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่  

  • Do it yourself, ________________________________________________________?

(จงทำมันด้วยตัวของคุณเอง ______________________________________________)

(a) shall we

(b) don’t we

(c) don’t you

(d) will you    (ได้ไหม)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็น  “ประโยคคำสั่ง  หรือ ขอร้อง

                                 ตัวอย่างที่  

  • Just see if that water is becoming hot, ______________________________________?

(ไปดูหน่อยซิว่า  น้ำกำลังร้อน (เดือด) หรือไม่, __________________________________)

(a) do you

(b) don’t you

(c) won’t you

(d) will you    (ได้ไหม)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นประโยคคำสั่ง หรือขอร้อง  ในส่วน  “Tag” จึงต้องใช้  “Will you”  สำหรับ  “If”  ในประโยคนี้  เท่ากับ  “Whether”  (หรือไม่)

                                  ตัวอย่างที่  

  • Do it at once, _________________________________________________________?

(จงทำมันโดยทันที ____________________________________________________)

(a) don’t you

(b) shall we

(c) do you

(d) will you    (ได้ไหม)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “Question tag”  ที่ตามหลังข้อความที่เป็นประโยค  “คำสั่ง, ขอร้อง, เชื้อเชิญ”  ในส่วน  “Tag”  ให้ใช้“……...… will you ?”  เช่น

  • Help me carry this box, will you?

(ช่วยผมแบกกล่องใบนี้หน่อย – ได้ไหม)

  • Open the window, will you?

(เปิดหน้าต่างหน่อย – ได้ไหม)

  • Turn off the light, will you?

(ปิดไฟหน่อย – ได้ไหม)

  • Don’t smoke in the room, will you?

(อย่าสูบบุหรี่ในห้องนะ)                                                                                                     

  • Come and see me tomorrow, will you?

(มาพบผมวันพรุ่งนี้ – ได้ไหม)

                 สำหรับในประโยคเชิญชวน  ที่ขึ้นต้น  “Let’s (Let us)”  ในส่วน  Tag  ต้องใช้  “Let’s ……...

......….., shall we?”  เช่น

  • Let’s go for a picnic tomorrow, shall we?

(เราไปปิกนิกกันวันพรุ่งนี้ – เอาไหม)

  • Let’s go for a walk in the evening, shall we?

(เราไปเดินเล่นกันตอนเย็น – เอาไหม)

  • Let’s go swimming next week, shall we?

(เราไปว่ายน้ำกันสัปดาห์หน้า – เอาไหม)

  • Let’s not make a loud noise, shall we?

(เราอย่าส่งเสียงดังกันเลย – เอาไหม)

           แต่สำหรับประโยคที่ขึ้นต้นด้วย  “Let me”,  “Let him”,  “Let her”  ต้องถือว่าเป็นประโยคขอร้อง  มิใช่เชิญชวน  คือขออนุญาตให้ตัวผู้พูด  (Let me)  หรือผู้ที่ถูกกล่าวถึง  (Let him, Let her)  ได้กระทำอะไรบางอย่าง  ดังนั้น  ในส่วน  Tag   ต้องใช้   “Will you?”  เหมือนในประโยคขอร้องทั่วไป  เช่น

  • Let me tell you something, will you?

(ให้ผมบอกอะไรคุณหน่อยได้ไหม)

  • Let me leave the room now, will you?

(ให้ผมออกจากห้องตอนนี้ได้ไหม)

  • Let him do this for me, will you?

(ให้เขาทำสิ่งนี้แทนผมได้ไหม)

  • Let her do as she likes, will you?

(ให้เธอทำตามที่เธอชอบได้ไหม)

  • Let Kim come in first, will you?

(ให้คิมเข้ามาเป็นคนแรกได้ไหม)

                  สำหรับประโยคคำสั่ง, ขอร้อง, เชื้อเชิญ  หรือแนะนำ  ที่ไม่มีส่วนต่อท้าย  ก็มีเช่นกัน  ดังตัวอย่างข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่  

  • Please __________________________________________ me any time if I can help you.

(โปรด ____________________________ ผมเวลาใดก็ตาม  ถ้าผมจะสามารถช่วยเหลือคุณได้)

(a) are calling

(b) calls

(c) call    (โทรศัพท์ถึง, โทรศัพท์หา)

(d) will call

ตอบ  -  ข้อ  (c)  ในประโยคคำสั่ง, ขอร้อง, เชื้อเชิญ  ให้ขึ้นต้นประโยคด้วยกริยาช่องที่ ๑  (Infinitive without to)  โดยอาจนำหน้าด้วย  “Please” (โปรด, กรุณา)  เมื่อต้องการแสดงความสุภาพ,  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากตัวอย่างข้างล่าง

                                 ตัวอย่างที่ 

  • If your flight is delayed, ____________________________________ me from the airport.

(ถ้าเที่ยวบินของคุณล่าช้า _____________________________________ ผมจากสนามบิน)

(a) calling

(b) will call

(c) call    (โทรฯ มาหา)

(d) called

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เมื่อเป็นประโยคคำสั่ง, ขอร้อง หรือแนะนำ  เช่นในกรณีข้างบน  แนะนำให้  “โทรฯ มาหาผม”  ให้ขึ้นต้นด้วย  Verb 1 (Infinitive without to)  เพราะเปรียบเสมือนกับอยู่ตามหลังข้อความ  You should

                                  ตัวอย่างที่ 

  • When you need supplies, __________________________ a request with the office manager.

(เมื่อคุณต้องการพัสดุ  (โปรด) ___________________________ คำร้องกับผู้จัดการสำนักงาน)

(a) fill    (บรรจุ, เติมเต็ม, ทำให้เต็ม)

(b) fell    (ตก, ร่วง, หล่น, ล้ม, ลด, ถอย, ตาย, พังลง, เสื่อม, (แสง) ส่อง)  (เป็นกริยาช่องที่ ๒ ของ  “Fall”)

(c) file    (ยื่น, ยื่นคำร้อง, จัดเข้าแฟ้ม, เก็บเอกสาร)  (ในที่นี้ความหมาย = submit)

(d) fallen    (เป็นกริยาช่องที่ ๓ ของ  “Fall”)

ตอบ  -  ข้อ  (c)  ประโยคคำสั่ง หรือขอร้อง หรือแนะนำ (ในที่นี้คือ  “ยื่นคำร้อง”)  ต้องนำหน้าด้วยกริยาช่องที่ ๑  (Verb 1  หรือ  Infinitive without to)  เพราะเปรียบเสมือนกับอยู่ตามหลังข้อความ  You should,  ในกรณีเป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  ต้องนำหน้าด้วย  “Be”  เนื่องจากมาจาก  “You should be”  ดังตัวอย่างข้างล่าง

                                ตัวอย่างที่ 

  • Always ___________________________________________ honest in whatever you do.

(____________________________________ ซื่อสัตย์สุจริตอยู่เสมอในสิ่งใดก็ตามที่คุณทำ)

(a) are

(b) being

(c) be    (จง)

(d) to be

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นประโยคคำสั่ง  และ “Honest”  เป็นคำคุณศัพท์  โดยลดรูปมาจาก  “You should always be honest   

                                  ตัวอย่างที่ 

  • ______________________________________________ patient, and you will succeed.

(_________________________________________ อดทน  และคุณจะประสบความสำเร็จ)

(a) Being

(b) Be    (จง)

(c) To be

(d) Are

ตอบ   –   ข้อ  (b)  เนื่องจากเป็นประโยคคำสั่ง หรือขอร้อง หรือแนะนำ  จึงต้องขึ้นต้นประโยคด้วย  “Infinitive without to”  (Verb 1)  แต่ในกรณีที่สิ่งที่สั่งให้ทำเป็นคำคุณศัพท์  เช่น  “Patient” (อดทน),  “Careful” (ระมัดระวัง),  จะต้องขึ้นต้นประโยคด้วย  “Be”  ทั้งนี้  ประโยคคำในตัวอย่างที่ ๓  ลดรูปมาจาก  “You should be patient

                                ตัวอย่างที่ 

  • If you need any help filling out the forms, ___________________ somebody at the front desk.

(ถ้าคุณต้องการความช่วยเหลือใดๆ ในการกรอกแบบฟอร์ม  ให้ ______ ผู้ที่ (นั่ง) อยู่ที่โต๊ะหน้าเคาเตอร์)

(a) to ask

(b) asking

(c) asks

(d) ask    (ถาม)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากในประโยคคำสั่ง หรือขอร้อง หรือแนะนำ  ในที่นี้ คือ  “ask somebody at the front desk”  เพราะเปรียบเสมือนกับอยู่ตามหลังข้อความ  You should  (แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ)  จึงต้องตามด้วยกริยาช่องที่    ที่ไม่มี   “To”  นำหน้า  (Infinitive without to)   ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น

  • Buy me a newspaper.   

(ซื้อหนังสือพิมพ์ให้ผมฉบับหนึ่งนะ)

  • Go out. 

(ออกไปห่างๆ – ออกไปให้พ้น)

  • Open the window, please. 

(กรุณาเปิดหน้าต่างหน่อยครับ)

  • (Please) come into the room. 

(โปรดเข้ามาในห้อง)

                  ในกรณีที่เป็นคำคุณศัพท์ (Adjective)  ให้ขึ้นต้นประโยคด้วย  “Be”  เสมอ  เช่น

  • Be careful.   (จงระวัง)
  • Be patient.   (อดทนหน่อยนะ)
  • Be thoughtful to other people.   (จงนึกถึงคนอื่นบ้าง)

                  อนึ่ง  ถ้าเป็นประโยคที่สั่งหรือขอร้องไม่ให้ทำ  ก็ยังถือเสมือนว่ามี  “You”  เป็นประธานนำหน้าประโยค  ดังนั้น  จึงต้องขึ้นต้น  “ประโยคคำสั่ง-ขอร้อง-แนะนำไม่ให้ทำ” ด้วย  “Don’t”  เสมอ  เช่น

  • Don’t make a loud noise.  

(จงอย่าทำเสียงดัง)

  • Don’t get up late.   

(อย่าตื่นสายนะ)

  • Don’t bother me while I’m working.

(อย่ากวนผมในขณะที่ผมกำลังทำงาน)

                 ในกรณีที่เป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  ให้ขึ้นต้นประโยคด้วย  “Don’t be” เสมอ  เช่น

  • Don’t be late for class.    

(อย่าเข้าห้องเรียนสายนะ)

  • Don’t be careless while walking across the street.

(จงอย่าประมาทขณะเดินข้ามถนน)

  • Don’t be too serious with your work.

(จงอย่าเอาจริงเอาจังกับงานมากเกินไป)

  • Don’t be thoughtless when you are with friends.

(อย่านึกถึงแต่ตัวเอง  เมื่อคุณอยู่กับเพื่อนๆ)

  • Don’t be too busy with your work.  You need some rest to keep healthy.

(อย่ายุ่งกับงานมากเกินไป  คุณต้องการการพักผ่อนเพื่อให้มีสุขภาพดีอยู่เสมอ)

 

2. Mother, please buy me _____________________________________________________.

(แม่ครับ  โปรดซื้อ ______________________________________________ ให้ผมด้วย)

(a) a scissor

(b) a scissors

(c) scissors

(d) a pair of scissors    (กรรไกรคู่  (เล่ม, ด้าม) หนึ่ง)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  “Scissors”  ต้องอยู่ในรูปพหูพจน์เสมอ  และเมื่อจะระบุจำนวน  จะใช้กับ  “สมุหนาม”  (Collective noun)  “Pairs”  ดูเพิ่มเติม  “สมุหนาม”  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่  

  • Because my scissors are dull, I’m going to buy a new _____________________________.

(เพราะว่ากรรไกรของผมทื่อ  ผมจะซื้อ (กรรไกร) ______________________________ ใหม่)

(a) one

(b) scissor

(c) pair    (ด้าม, เล่ม, คู่)

(d) ones

ตอบ  -  ข้อ  (c)  “Scissors”  (กรรไกร)  ใช้ในรูปพหูพจน์เสมอ  และเมื่อจะบอกจำนวน  ว่ากี่คู่  หรือ กี่ด้าม  หรือ กี่เล่ม  ต้องเลือกใช้สมุหนาม  (Collective noun)  ที่เหมาะสม  ในที่นี้  คือ  “Pair”

                                 ตัวอย่างที่  

  • I bought _____________________________________________________ yesterday.

(ผมซื้อ _____________________________________________________ เมื่อวานนี้)

(a) a trouser

(b) a trousers

(c) a pair of trousers    (กางเกงขายาว    ตัว)

(d) the trouser

ตอบ  –  ข้อ  (c)  เนื่องจากเครื่องแต่งกายที่มี    ขา  เช่น  กางเกงขาสั้น-ขายาว  ถ้าจะนับเป็นตัวๆ  ต้องใช้  “Pair” (คือ  คู่หนึ่ง  หมายถึง ตัว)  เสมอ  ยกเว้นไม่ระบุจำนวน  ก็ไม่ต้องใช้,  ดูเพิ่มเติมการใช้คำนามที่ถือเป็นพหูพจน์เสมอ  ประเภทเครื่องแต่งกาย,  ของใช้,  และเครื่องมือ  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                ตัวอย่างที่ 

  • In (2) addition to (2) applications of sight correction, (3) eyeglass are also (4) worn for protection.

(นอกเหนือจากการใช้แก้ไขสายตา (การมองเห็น) ให้ถูกต้องแล้ว  แว่นตายังถูกสวมใส่เพื่อการป้องกัน (ดวงตา) อีกด้วย)

ตอบ  –  ข้อ  (3)  แก้เป็น  “eyeglasses”  เนื่องจากต้องอยู่ในรูปพหูพจน์เสมอ  เมื่อหมายถึง  “แว่นตา”,  สำหรับเครื่องมือชนิดอื่นๆ ที่ต้องใช้เป็นคู่  หรือประกอบด้วย  ส่วน  ซึ่งจะต้องอยู่ในรูปพหูพจน์  และใช้กับกริยาแบบพหูพจน์  ได้แก่  Scissors  (กรรไกร), Glasses (Eyeglasses) (แว่นตา), Spectacles (แว่นตา), Tongs (ปากคีบ, คีม), Chopsticks (ตะเกียบ), Pincers (คีม), Pliers (คีมปากยาว), Dividers  (วงเวียน), Sheers (กรรไกรตัดต้นไม้), Calipers (callipers) (วงเวียนใช้วัด)  เป็นต้น

          นอกจากนั้น  เครื่องแต่งกายที่ต้องใช้ในรูปพหูพจน์เสมอ  คือ  Shorts (กางเกงขาสั้น), Trousers (กางเกงขายาว), Pants (กางเกง, กางเกงชั้นใน  –  ของผู้หญิงหรือเด็ก), Panties (กางเกงชั้นในของผู้หญิงหรือเด็ก), Clothes (เสื้อผ้า), Breeches  (กางเกงขี่ม้า), Pajamas  (Pyjamas) (เสื้อกางเกงชุดนอน)  เป็นต้น  ทั้งนี้  ถ้าต้องการระบุจำนวนของคำนามประเภทนี้  ว่ามีกี่ตัว, กี่คู่ หรือกี่อัน  มักใช้สมุหนาม  (Collective noun)  ที่เหมาะสมกับมัน  คือ  “Pair

             สมุหนาม”  (Collective noun)  คือ  นามที่เป็นชื่อของหมู่คณะ, กลุ่ม, พวก, เหล่า, ฝูง  โดยปกติจะใช้รวมกับนามทั่วไป-ไม่ชี้เฉพาะ  (Common noun) เสมอ   โดยมี  “Of”  มาคั่น  เช่น

                            Collective noun + Of + Common noun  (คำแปล)

  • A bunch of grapes    (องุ่นพวงหนึ่ง)
  • A gang of thieves    (ขโมยแก๊งหนึ่ง)
  • A clusters of stars    (ดาวกลุ่มหนึ่ง)
  • A group of students    (นักเรียนกลุ่มหนึ่ง)
  • A herd of cattle    (วัวควายฝูงหนึ่ง)
  • A bunch of flowers    (ดอกไม้ช่อหนึ่ง)
  • A tribe of citizens    (พลเมืองเผ่าหนึ่ง)
  • A flock of sheep    (แกะฝูงหนึ่ง)
  • A crowd of people    (คนกลุ่มหนึ่ง)
  • A flock of chickens    (ลูกไก่ฝูงหนึ่ง)
  • A school of porpoises    (ปลาโลมาฝูงหนึ่ง)
  • A pride of lions   (สิงโตฝูงหนึ่ง)

               สำหรับคำนามนับไม่ได้  (Uncountable noun)  ก็ต้องเลือกใช้  “สมุหนาม”  ให้เหมาะสมเช่นกัน  เช่น

  • A kind of food   (อาหารชนิดหนึ่ง)
  • A piece of paper   (กระดาษ ๑ แผ่น)
  • A piece of cake    (ขนมเค้ก ๑ ชิ้น)
  • A loaf of bread    (ขนมปัง ๑ ปอนด์ หรือก้อน)
  • A branch (field) of knowledge    (ความรู้สาขาหนึ่ง)
  • An item of news    (ข่าว ๑ หัวข้อ)
  • A kilo of fruit    (ผลไม้ ๑ กิโล)
  • A bunch of fruit   (ผลไม้ ๑ พวง)
  • A piece of luggage (baggage)   (กระเป๋าเดินทาง ๑ ใบ หรือ ชิ้น)
  • A subject of knowledge    (ความรู้ ๑ เรื่อง หรือ วิชา)

 

3. In many countries meat and fruit are sold by ______________________________________.

(ในหลายประเทศ  เนื้อสัตว์และผลไม้ถูกขายเป็น __________________________________)

(a) kilogram

(b) a kilogram

(c) kilograms

(d) the kilogram    (กิโลกรัม)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  ดูคำอธิบายจากตัวอย่างข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่ 

  • We hire out bicycles ____________________________________________________.

(เราให้เช่ารถจักรยาน __________________________________________________)

(a) by hours

(b) by an hour

(c) by the hour    (เป็น (ราย) ชั่วโมง)

(d) for hours    (เป็นเวลาหลายชั่วโมง)

ตอบ  -  ข้อ  (c)  ดูคำอธิบายจากตัวอย่างข้างล่าง

                                 ตัวอย่างที่ 

  • Some workers are paid _______________________________________________ week.

(คนงานบางคนได้รับค่าจ้าง ______________________________________ (ราย) สัปดาห์)

(a) in a

(b) by the    (เป็น)

(c) by a

(d) in the

ตอบ  -  ข้อ  (b)  หลัง  “is (are) paid by” (ได้รับค่าจ้างเป็น)  หรือหลัง  “is (are) sold by”  (ถูกขายเป็น)  มีหลัก  คือ  ถ้าคำนามที่ตามหลัง  “By”  เป็นนามนับได้  (Week, Dozen, Kilo, Pound, Meter, Yard, Foot, etc.)  หน้าคำนามนั้นต้องใช้  “The”  ขยาย  และไม่ต้องอยู่ในรูปพหูพจน์  คือ  ไม่ต้องเติม  “S”  ข้างท้าย,  แต่ถ้าเป็นนามนับไม่ได้  {Weight  (น้ำหนัก), Length  (ความยาว),  Time  (เวลา),  etc.หน้าคำนามนั้น  ไม่ต้องมี  “Article”  (A, An, The)  ใดๆ ขยายเลย  เช่น

  • In England eggs are sold by the pound.

(ในอังกฤษ  ไข่ถูกขายเป็นปอนด์)  (“Pound”  เป็นนามนับได้)

(= In England eggs are sold by weight.)

(ในอังกฤษ  ไข่ถูกขายเป็น (โดย) น้ำหนัก)  (“Weight”  เป็นนามนับไม่ได้)

  • Cloth is generally sold by the yard.

(ผ้าโดยทั่วๆ ไปถูกขายเป็นหลา)  (“Yard”  เป็นนามนับได้)

(= Cloth is generally sold by length.)

(ผ้าโดยทั่วๆ ไปถูกขายเป็นความยาว  -  ของผ้า)  (“Length”  เป็นนามนับไม่ได้)

  • Sugar is sold by the kilogram.

(น้ำตาลถูกขายเป็นกิโลกรัม)  (“Kilogram”  เป็นนามนับได้)

(= Sugar is sold by weight.)

(น้ำตาลถูกขายเป็น (โดย) น้ำหนัก – กิโลกรัม หรือปอนด์)  (“Weight”  เป็นนามนับไม่ได้)

  • Salaried people are usually paid by the month.

(มนุษย์เงินเดือนตามปกติได้รับค่าจ้างเป็นเดือน)  (“Month”  เป็นนามนับได้)

(= Salaried people are usually paid by time.)

(มนุษย์เงินเดือนตามปกติได้รับค่าจ้างเป็นเวลา –  เดือน, ปี)  (“Time”  เป็นนามนับไม่ได้)

 

4. Tea here is _____________________________________________________ than coffee.

(ชาที่นี่________________________________________________________ กาแฟ)

(a) very good, very better    (ตัวหน้าถูก, ตัวหลังผิด)

(b) much good, much better    (ตัวหน้าผิด, ตัวหลังถูก)

(c) much good, very better    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(d) very good, much better    {ดีมาก, ดีกว่า (กาแฟ) มาก}

ตอบ  -  ข้อ  (d)  ต้องใช้   “Very good”  และ   “Much better”  ดูคำอธิบาย   “Much better”  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                 ตัวอย่างที่  

  • There is ____________________________________________ demand for oil than rice.

(มีความต้องการน้ำมัน _______________________________________________ ข้าว)

(a) much

(b) much less    (น้อยกว่า........ (ข้าว)........... มาก)

(c) as much

(d) more or less the same

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  ทั้งนี้  Much less  =  น้อยกว่ามาก

                                 ตัวอย่างที่  

  • It is ______________________________ to keep down your head while they are shooting.  

(มัน ____________________________ ที่จะก้มหัวของคุณให้ต่ำ  ในขณะที่พวกเขากำลังยิงกัน)

(a) much the better

(b) much more better

(c) much better    (ดีกว่ากันอย่างมาก)

(d) more better

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เป็นการเปรียบเทียบขั้นกว่า  (Comparative degree)

                                 ตัวอย่างที่  

  • Literature played ______________ important part in the lives of the leisured class in England.

(วรรณคดี-วรรณกรรมมีส่วนสำคัญ ________ ในชีวิตของชนชั้นที่มีเวลาว่าง (ชนชั้นกลาง) ในประเทศอังกฤษ  -  เมื่อเปรียบเทียบกับชนชั้นอื่นๆ)  (หมายถึง  เมื่อคนมีเวลาว่างจากการทำงาน  ก็มีเวลามาสนใจอ่านหนังสือประเภทวรรณคดี-วรรณ กรรม)

(a) much more

(b) far more

(c) a much more    (มากกว่ากันอย่างมากมาย)

(d) much

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  ระหว่างชนชั้นที่มีเวลาว่าง  คือ  ชนชั้นกลาง  กับชนชั้นอื่นๆ ในประเทศอังกฤษ  โดยละชนชั้นอื่นๆ ไว้ในฐานที่เข้าใจ  (ไม่ได้เขียนลงไป)  และเนื่องจาก  “Important”  เป็นคำพยางค์ยาว  จึงต้องใช้  “More”  ขยาย  (สำคัญมากกว่า)  และเมื่อต้องการบอกว่า  “สำคัญมากกว่าอย่างมากมาย”  จึงต้องใช้  “Much”  หรือ  “Far”  ขยายหน้า  “Important”  นอกจากนี้  ยังต้องมี  “A”  ด้วย  เนื่องจากขยาย  “Part”  ซึ่งเป็นคำนามนับได้  เอกพจน์

                                 ตัวอย่างที่ ๔

  • Last night’s homework was hard, but this is _______________________________ difficult.

(การบ้านของเมื่อคืนนี้ยาก  แต่ (การบ้าน) นี่  ยาก  _________________________________)

(a) much more    (กว่ามากมาย)

(b) too much more

(c) too

(d) more too

ตอบ  -  ข้อ  (a)

                                  ตัวอย่างที่  

  • It’s so noisy to live near a busy street but it is worse, _______ worse to live near a railway station.

(มันเสียงดังมากที่จะอาศัยอยู่ใกล้ถนนที่มีรถสัญจรไปมา  แต่มันยิ่งแย่กว่า,  แย่กว่า ______ ที่จะอาศัยอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟ)

(a) very

(b) so

(c) much    (มาก, มากมาย)  (หรืออาจใช้  “Far”  ก็ได้)

(d) more

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)

                 ในกรณีที่ต้องการบอกว่า  “ใหญ่กว่ามาก”,  “เล็กกว่ามาก”,  “ร้อนกว่ามาก”,   “สวยกว่ามาก”  ให้ใช้  “Much”  หรือ  “Far”  ขยาย  (ห้ามใช้ “Very”)

                                 ตัวอย่างที่  

  • She looks much ______________________________________________ this morning.

(เธอมีท่าทาง ____________________________________________ อย่างมากเช้าวันนี้)

(a) happy

(b) happily

(c) happier    (มีความสุขมากขึ้น)

(d) happiness    (ความสุข)

(e) happiest    (มีความสุขที่สุด)

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  เพียงแต่ไม่มี  “Than”  ปรากฏให้เห็น  แต่จริงๆ แล้ว  เป็นการเปรียบเทียบกับอดีต  เช่น  เมื่อวานนี้ หรือ สัปดาห์ที่แล้ว  ข้อสังเกตอีกอย่างคือ  ถ้าไม่มีการเปรียบเทียบ  จะต้องใช้   “Very”  แทน  “Much”  เพื่อขยาย  “Happy”  ส่วนการจะบอกว่า  มีความสุขมากขึ้น  “อย่างมาก”  ให้ใช้  “Much”  หรือ  “Far”  เท่านั้น  สำหรับความหมาย  “อย่างมาก”,  ห้ามใช้  “Very

                                  ตัวอย่างที่  

  • At present, Thai ways of living ___________ by Western culture than they were thirty years ago.

(ในปัจจุบัน  วิถีชีวิตแบบไทยๆ __________ โดยวัฒนธรรมตะวันตก  มากกว่าที่มันเป็น (ได้รับอิทธิพล) เมื่อ ๓๐ ปีมาแล้ว)

(a) much more influence

(b) have much more influence

(c) are much influenced

(d) are much more influenced    (ได้รับ (ถูกมี) อิทธิพลมากกว่ากันมาก)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากอยู่ในรูป  “Passive voice”  (Thai ways of living are…………….influenced)  และเมื่ออยู่ในรูปการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  จึงต้องใช้  “More”  นำหน้ากริยาช่องที่  ๓  เป็น  “more influenced”  ทำให้มีความหมายว่า  “ได้รับอิทธิพลมากกว่า”  และเมื่อต้องการบอกว่า  “....................มากกว่ากันมาก  คือ  มิใช่มากกว่าธรรมดา หรือเพียงนิดหน่อย  จึงต้องใช้  “Much”  หรือ  “Far”  ขยายหน้า  “More”  อีกทีหนึ่ง  (ห้ามใช้  “Very)

                                 ตัวอย่างที่  

  • The scenery looks ____________________________________ in December than in April.

(ภูมิประเทศ – ทิวทัศน์ – มีลักษณะ ____________________ ในเดือนธันวาคม  กว่าเดือนเมษายน)

(a) far pleasant

(b) much more pleasant    (น่ารื่นรมย์มากกว่ากัน (อย่าง) มากมาย)

(c) very pleasant

(d) much more pleasantly

ตอบ  –  ข้อ  (b)  เนื่องจากการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  ถ้าต้องการบอกว่า  “มากกว่าอย่างมากมาย”  เช่น  “ใหญ่กว่ามาก”,  “เล็กกว่ามาก”,  “หนาวกว่ามาก”  ฯลฯ  สามารถใช้คำแทนคำว่า  “อย่างมากมาย”   ได้  ๒  คำ คือ  “Much”  และ  “Far”  ห้ามใช้  “Very”,  สำหรับในประโยคข้างบน  จะใช้  “Far more pleasant”  ก็ได้

                 ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น  “Much bigger” (ใหญ่กว่ามาก),  “Much older” (แก่กว่ามาก),  “Far hotter” (ร้อนกว่ามาก),  “Far colder” (หนาวกว่ามาก),  “Much more important” (สำคัญกว่ามาก),  “Much more complicated” (ยุ่งยากหรือสลับซับซ้อนกว่ามาก),  “Far smaller” (เล็กกว่ามาก),  “Far thinner” (ผอมหรือบางกว่ามาก),  “Far more beautiful”  (สวยกว่ามาก)  เป็นต้น

                  ในกรณีที่ต้องการบอกว่า  “ใหญ่กว่าเล็กน้อย”,   “หนาวกว่านิดหน่อย”,   “หนักกว่าเล็กน้อย”,   “เบากว่าเล็กน้อย”,   “แพงกว่านิดหน่อย”,   “ยากกว่านิดหน่อย”  ดูคำอธิบายจากตัวอย่างข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่  

  • I hope you will try __________________________________________ harder next time.

(ผมหวังว่าคุณจะพยายามมากขึ้น ___________________________________ ในคราวหน้า)

(a) less

(b) more

(c) some

(d) a little    (เล็กน้อย, นิดหน่อย)

(e) very

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เมื่อขยายการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  เช่น  “ ใหญ่กว่า, ร้อนกว่า, แพงกว่า”  และต้องการบอกว่าเพียง  “เล็กน้อย, นิดหน่อย”  ให้ใช้   “A little,  A bit  หรือ  A little bit”  ขยาย  เช่น  “A little bigger”  (ใหญ่กว่านิดหน่อย),  A little hotter”  (ร้อนกว่าเล็กน้อย),  “A bit colder”  (หนาวกว่านิดหน่อย),  “A little more expensive”  (แพงกว่าเล็กน้อย),  “A bit more interesting”  (น่าสนใจกว่านิดหน่อย),  “A little bit more important” (สำคัญกว่าเล็กน้อย)  เป็นต้น

 

5. It is ridiculous (ริ-ดิ๊ค-คิว-เลิส) to become angry about such an insignificant matter.

(มัน  ไร้สาระ-น่าหัวเราะ-น่าขัน-ตลกขบขัน  ที่จะโกรธเคืองเกี่ยวกับเรื่องที่ไม่มีความสำ คัญเช่นนั้น)

(a) sinful    (บาป, ชั่วร้าย, ผิดศีลธรรม)

(b) tragic    (โศกสลด, น่าเศร้า, เกี่ยวกับเรื่องโศก)

(c) absurd    (ไร้สาระ, น่าหัวเราะ, เหลวไหล, โง่เขลา)

(d) unpardonable    (ไม่อาจให้อภัยได้)

(e) complicated   (สลับซับซ้อน, ยุ่งยาก, เข้าใจยาก)

ตอบ  -  ข้อ  (c)  

 

6. In early typewriters the typists were unable to see what was being typed, but later models corrected this flaw.

(ในเครื่องพิมพ์ดีดยุคแรกๆ  นักพิมพ์ดีดไม่สามารถมองเห็นสิ่ง (ข้อความ) ที่กำลังถูกพิมพ์  แต่เครื่องพิมพ์ฯ รุ่นต่อๆ มาได้แก้ไข  ข้อบกพร่อง-จุดอ่อน  นี้)

(a) mistake    (ความผิด)

(b) situation    (สถานการณ์)

(c) fault    (ข้อบกพร่อง, ความผิดพลาด, ความคลาดเคลื่อน)

(d) advantage    (ข้อได้เปรียบ, ประโยชน์)

(e) dilemma    (ดิ-เล้ม-ม่ะ)  (สถานการณ์ที่ลำบาก, สภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก หรือ หนีเสือปะจรเข้,

       ปัญหาที่ลำบาก)

ตอบ  -  ข้อ  (c)  

 

7. Corruption is the cancer that undermines the country’s strength.

(การคอร์รัปชั่นเป็นมะเร็งซึ่ง  บ่อนทำลาย-ทำลายทีละน้อย-ทำลายอย่างลับๆ-ทำให้อ่อนลง-ขุด-เซาะ  ความเข้มแข็ง (แข็งแรง) ของประเทศ)

(a) weakens    (ทำให้อ่อนลงหรืออ่อนแอ)

(b) proves    (พิสูจน์)

(c) supports    (สนับสนุน, ค้ำจุน)

(d) stabilizes    (ทำให้มั่นคงหรือมีเสถียรภาพ)

(e) enhances    (ทำให้ดีขึ้น, เพิ่ม, ทำให้มากขึ้น)

ตอบ  -  ข้อ  (a)  

 

8. “Mr. West has two daughters who are teachers.”

(มิสเตอร์เวสต์มีลูกสาว  ๒  คน  ซึ่งเป็นครู)

The sentence above tells us that Mr. West has _______________________________________.

(ประโยคข้างบนบอกเราว่า  มิสเตอร์เวสต์มี _____________________________________)

(a) two daughters    (ลูกสาว  ๒  คน)

(b) more than two daughters    (ลูกสาวมากกว่า  ๒  คน)

(c) four daughters    (ลูกสาว  ๔  คน)

(d) at least five daughters    (ลูกสาวอย่างน้อย  ๕  คน)

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจาก  “Who are teachers”  เป็น  “Defining clause”  (สังเกตได้จากหลัง  “Daughters”  ไม่มีเครื่องหมายคอมม่า)  คือ  “Clause”  ที่มีความสำคัญ  จำเป็นต้องมี  เพราะว่ามาช่วยขยายประโยคใหญ่  คือ  “Mr. West has two daughters”  ซึ่งยังไม่มีความชัดเจน  คนฟังไม่รู้ว่า  ลูกสาว  ๒  คนไหน  ดังนั้น  “Clause” (ประโยคย่อย) นี้จึงมาช่วยแยก  “ลูกสาว  ๒  คน”  ออกจากลูกสาวคนอื่นๆ  ทำให้เรารู้ว่า  มิสเตอร์เวสต์ยังมีลูกสาวคนอื่นๆ อีก  (อย่างน้อย  ๑  คน)  ซึ่งทำอาชีพอื่น  (อาจมีลูกสาวอีกหลายคนก็ได้)  เช่น  ลูกสาวอีกคนเป็นนางพยาบาล  และอีกคนเป็นเสมียน  เป็น ต้น  (ซึ่งในกรณีนี้  ก็จะมีลูกสาวทั้งหมด  ๔  คน)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากตัวอย่างข้างล่าง

                                 ตัวอย่างที่  

“Mr. North has two daughters, who are nurses.”

(มิสเตอร์นอร์ธมีลูกสาว  ๒  คน,  ผู้ซึ่งเป็นพยาบาล)

The sentence above tells us that Mr. North has ______________________________________.

(ประโยคข้างบนบอกเราว่า  มิสเตอร์นอร์ธมี _____________________________________)

(a) three daughters    (ลูกสาว  ๓  คน)

(b) only two daughters    (ลูกสาวเพียง  ๒  คนเท่านั้น)

(c) at least three daughters    (ลูกสาวอย่างน้อย  ๓  คน)

(d) at least two daughters    (ลูกสาวอย่างน้อย  ๒  คน)

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจาก   “Who are nurses”  เป็น  “Non-defining clause”  มาขยาย  “Daughters”  โดยเพียงแต่มาบอกข้อมูลเพิ่มเติมเท่านั้น  เพราะ  “Mr. North has two daughters”  เป็นประโยคที่ชี้เฉพาะ  มีความสมบูรณ์ชัดเจนอยู่ในตัวแล้ว  คือ  บอกว่ามิสเตอร์นอร์ธมีลูกสาว  ๒  คน  (เท่านั้น)  สังเกตจากมีเครื่องหมายคอมม่าคั่นหลัง  “Daughters”  ส่วนข้อความหลังคอมม่า  ไม่มีความสำคัญแต่อย่างใด  เพียงแต่มาบอกข้อมูลเพิ่มเติมเท่านั้น  เสมือนกับว่าอยู่ในวงเล็บ  จะมีข้อความนี้หรือไม่ก็ได้  โดยข้อความที่ถูกมันขยาย  ยังคงมีใจความชัดเจนเหมือนเดิม

                                  ตัวอย่างที่  

  • The ____________________________________________________ a grateful animal.

(____________________________________________________ สัตว์ที่กตัญญูรู้คุณ)

(a) dog which is found all over the world is

(b) dog, which is found all over the world is

(c) dog which is found all over the world, is

(d) dog, which is found all over the world, is    (สุนัข  ซึ่งถูกพบอยู่ทั่วโลก  เป็น)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “สุนัข”  ในประโยคนี้  หมายถึงสัตว์ชนิดหนึ่ง  ที่แตกต่างไปจากสัตว์ประเภทอื่น  และเป็นตัวแทนของสุนัขทั้งโลก  มิได้แยกแยะว่าเป็นสุนัขตัวใด, ของใคร หรือที่ไปทำอะไร  (คือมิได้แยกสุนัขตัวนี้  ออกจากสุนัขตัวอื่นๆ)  จึงถือว่า “สุนัข” ในประโยคนี้เป็นสัตว์ชนิดหนึ่งในโลก  ที่ต่างไปจากสัตว์ประเภทอื่นๆ  และมีความชี้เฉพาะอยู่ในตัวของมันเองแล้ว  ดังนั้น  อนุประโยคที่มาขยายมัน  จึงต้องเป็นประเภท  “Non-defining Adjective Clause”  (อนุประโยคที่ไม่ได้เน้นย้ำคำนามที่มันขยาย  เนื่องจากคำนามนั้นมีความชัดเจนอยู่ในตัวแล้ว)  คือ  เพียงแต่มาบอกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ “สุนัข” เท่านั้น  มิได้มีความสำคัญแต่อย่างใด  และข้อความในอนุประโยคดังกล่าว  เมื่ออยู่กลางประโยค  จะต้องมีเครื่องหมายคอมม่า  (Comma)  กั้นหัวและท้ายเสมอ  เปรียบเสมือนกับอยู่ในวงเล็บ  โดยจะไม่ต้องมีข้อความนี้ก็ได้  เพราะผู้อ่าน-ผู้ฟัง  ก็ยังคงเข้าใจอยู่ดีว่า  มันคือ “สุนัข”  สัตว์ประเภทหนึ่งในโลกนั่นเอง   โดยขอให้เปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง  ที่ข้อความในอนุประโยคที่มาขยาย “สุนัข”  ต้องเป็น  “Defining Adjective Clause”  เนื่องจากช่วยแยกสุนัขตัวที่มัน (อนุประโยค) ขยาย  ออกจากสุนัขตัวอื่นๆ  ซึ่งมีอยู่มากมาย  ซึ่งในกรณีนี้  อนุประโยคดังกล่าว  ไม่ต้องมีเครื่องหมาย  “คอมม่า”  กั้นหน้าหลัง  เพราะข้อความของมันมีความสำคัญที่จะบอกให้ผู้อ่าน-ผู้ฟัง  รู้ได้ว่าเป็นสุนัขตัวใด, ของใคร  หรือไปทำอะไร

  • The dog which (that) was hit by a car yesterday belongs to my neighbor.

(สุนัขซึ่งถูกรถชนเมื่อวานนี้  เป็นของเพื่อนบ้านของผม) (ข้อความที่ขยาย  แยกสุนัขตัวนี้ออกจากสุนัขตัวอื่นๆ  ซึ่งถ้าไม่มีข้อความนี้  ผู้อ่าน-ผู้ฟัง  จะไม่รู้เลยว่าสุนัขตัวใดเป็นของเพื่อนบ้าน)

  • The dog which (that) she bought from the market last month has been stolen.

(สุนัขซึ่งเธอซื้อมาจากตลาดเมื่อเดือนที่แล้ว  ได้ถูกขโมยไปแล้ว)  (ข้อความที่ขยาย  แยกสุนัขตัวนี้ออกจากสุนัขตัวอื่นๆ  ซึ่งถ้าไม่มีข้อความนี้  ผู้อ่าน-ผู้ฟัง  จะไม่รู้เลยว่า  สุนัขตัวใดถูกขโมย)

              ดูเพิ่มเติมคำอธิบาย  “Non-defining adjective clause”  และ  “Defining adjective clause”  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                 ตัวอย่างที่ 

  • Bangkok, _____________________________ is the capital of Thailand, is over populated.

(กรุงเทพฯ _______________________ เป็นเมืองหลวงของประเทศไทย  มีประชากรมากเกินไป)

(a) which    (ซึ่ง)

(b) what

(c) that

(d) where

ตอบ  -  ข้อ  (a)  ดูเพิ่มเติม  Adjective clause  ขยายคำนาม  แบบเน้น (Defining   clause)  และไม่เน้น  (Non-defining clause)  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่ 

  • The merger, __________________ will be announced today, should be extremely profitable.

(การควบรวมกันของ ๒ บริษัท, ____________ จะถูกประกาศวันนี้,  จะต้องให้ผลกำไรอย่างมากมาย)

(a) when    (เมื่อ)                                                                                                                                                                                              

(b) whose    (ซึ่ง .............. ของมัน)

(c) it    (มัน)

(d) which    (ซึ่ง, ที่)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากต้องใช้  “Which”  นำหน้าอนุประโยค  หรือ  “Non-defining adjective clause”  (Which will be announced today)  ซึ่งเพียงมาบอกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ  The merger (การควบรวมฯ) เท่านั้น  ซึ่งรู้กันแล้วว่า  เป็นการควบรวมกันของบริษัทอะไรกับอะไร  มิได้มาแยกการควบรวมครั้งนี้ออกจากการควบรวมอื่นๆ  กล่าวคือ  อนุประโยคดังกล่าวมาขยายคำนามซึ่งเป็นสิ่ง (หรือคน, สัตว์) ที่รู้กันแล้วว่าเป็นสิ่งใด (คน หรือสัตว์ตัวใด)  หรือเป็นชื่อเฉพาะที่มีอยู่เพียงสิ่งเดียว (คนเดียว, ตัวเดียว, ประเทศ หรือเมืองเดียว)  ดังนั้น  อนุประโยคจึงต้องมีเครื่องหมายคอมม่ากั้นทั้งข้างหน้าและข้างหลัง (ในกรณีที่อนุประโยคนั้นอยู่กลางประโยคใหญ่  หรือ  Main clause)  หรือเพียงแต่ใช้เครื่องหมายคอมม่าอันเดียว  ซึ่งวางอยู่หลังคำนามที่มัน (อนุประโยค) ขยาย  ในกรณีที่อนุประโยควางอยู่ท้ายประโยค  หรือวางต่อจากประโยคใหญ่  (ดังเช่นประโยคในตัวอย่างที่ ๑ และ ๕)  ดูเพิ่มเติม  “Non-defining adjective clause”  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                 ตัวอย่างที่ 

  • Judy went to _________________________________________________________.

(จูดี้ไป ____________________________________________________________)

(a) London where she stayed ten days

(b) London, where she stayed ten days    (ลอนดอน  ที่ซึ่งเธอพักอยู่เป็นเวลา  ๑๐  วัน)

(c) London in which she stayed ten days

(d) London which she stayed there ten days

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจาก  “London”  เป็นชื่อเฉพาะ (มีแห่งเดียวในโลก)  อนุประโยค  (Adjective clause)  ที่ขยายมัน  จึงต้องเป็น  “Non-defining clause”  คือ  เพียงมาบอกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ  “London”  เท่านั้น

                                 ตัวอย่างที่ 

  • My _________________________________________________________ plays golf.

(_________________________________________________________ เล่นกอล์ฟ)

(a) mother who is over sixty still

(b) mother, who is over sixty still

(c) mother who is over sixty, still

(d) mother, who is over sixty, still    (แม่ของผม,  ผู้ซึ่งอายุกว่า  ๖๐, )

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากต้องใช้อนุประโยค  หรือ  “Non-defining adjective clause”  (Who is over sixty)  ขยาย  “My mother”  เนื่องจากถือเป็นชื่อเฉพาะ  คือ  "แม่ของผม"  มีอยู่เพียงคนเดียว  โดยต้องมีเครื่องหมายคอมม่ากั้นทั้งข้างหน้าและข้างหลัง  ในกรณีที่อนุประโยคนี้อยู่กลางประโยคใหญ่  หรือ  Main clause  (My mother still plays golf.)  ดังเช่นประโยคในตัวอย่างที่ ๖   

                                 ตัวอย่างที่  

  • This ________________________________________________________ very good.

(_____________________________ (นี้)__________________________ ดีมากเลย)

(a) school which we have just seen is

(b) school, which we have just seen is

(c) school which we have just seen, is

(d) school, which we have just seen, is   (โรงเรียน, (นี้) ซึ่งเราเพิ่งจะได้เห็น,)

ตอบ -  ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็น  “Non-defining Adjective Clause”  คือ  “อนุประโยคที่ขยายนาม หรือสรรพนามแบบไม่เน้นหรือชี้เฉพาะลงไป  เนื่องจากคำนาม หรือสรรพนามที่ถูกมันขยาย  มีความชัดเจนอยู่แล้ว  หรือรู้อยู่แล้วว่าเป็นสิ่งใด หรือใคร  ซึ่งมีอยู่เพียงสิ่งเดียวหรือคนเดียวเท่านั้น  โดยอาจเป็นชื่อเฉพาะที่มีอยู่แห่งเดียวในโลกก็ได้  เช่น  เมือง,  ประเทศ  หรือบุคคลผู้นั้นผู้นี้  ดังนั้น  อนุประโยคที่มาขยายนาม หรือสรรพนามนั้นๆ  จึงไม่ได้แยกมันออกจากนามหรือสรรพนามอื่นๆ  เพียงแต่มาบอกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับนามหรือสรรพนามนั้นเท่านั้น   ซึ่งถึงแม้ว่าจะไม่บอก (หรือมาขยายนาม-สรรพนามนั้น)  ผู้อ่าน-ผู้ฟังก็ยังคงเข้าใจอยู่ดีว่า  นามหรือสรรพนามนั้นหมายถึงใคร,  สิ่งใด  หรือเมืองใดประเทศใด  เราจึงเรียกอนุประโยคเหล่านี้ว่า  “Non-defining Adjective Clause”  เพราะเพียงแต่มาช่วยบอกข้อมูลเพิ่มเติมเท่านั้น  โดยจะมีหรือไม่มีก็ได้  เพราะผู้อ่าน-ผู้ฟังก็ยังสามารถเข้าใจได้ว่า  หมายถึงใคร,  สิ่งใด  หรือเมือง-ประเทศใด  ซึ่งอนุประโยคเหล่านี้จะต้องมีเครื่องหมาย  “คอมม่า”  กั้นข้างหน้าและข้างหลังมัน  เหมือนกับเป็นวงเล็บ  โดยข้อความระหว่างคอมม่า หรือในวงเล็บ  มาช่วยบอกข้อมูลเพิ่มเติมเท่านั้น  จะมีหรือไม่มีก็ได้  ไม่ได้มีความสำคัญแต่อย่างใด  ดังเช่นประโยคข้างบน  “โรงเรียนนี้ – ซึ่งเราเพิ่งได้เห็น –  ดีมากเลย”  ซึ่งเราจะเห็นว่า  “โรงเรียนนี้”  มีความชัดเจนอยู่แล้วว่าเป็นโรงเรียนแห่งใด  ดังนั้น  ข้อความ  “ซึ่งเราเพิ่งได้เห็น”  จึงเพียงมาบอกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรงเรียนนี้เท่านั้น   มิได้แยกโรงเรียนนี้ออกจากโรงเรียนอื่นๆ  เหมือนกับใน  “Defining Adjective Clause”  (ไม่ต้องมีเครื่องหมาย  “คอมม่า”  กั้นระหว่าง  “Clause”),  อนุประโยคดังกล่าวข้างต้น  จึงมิได้มีความสำคัญอย่างใด  จึงต้องมีเครื่องหมาย  “คอมม่า”  กั้นระหว่างอนุประโยคเสมอ (ในกรณีมันอยู่กลางประโยค)  ดังตัวอย่างข้างล่าง

  • Donald Trump, who was formerly an American president, is a business tycoon.

(โดนัล ทรัมพ์  - ผู้ซึ่งเป็นอดีตประธานาธิบดีอเมริกัน – เป็นนักธุรกิจผู้ร่ำรวยและมีอิทธิพลมาก)  ทั้งนี้  โดนัล ทรัมพ์  มีอยู่คนเดียวในโลกนี้  อนุประโยคที่มาขยายจึงเพียงบอกข้อมูลเพิ่มเติม  มิได้แยกตัวเขาออกจากบุคคลอื่น  จึงต้องเป็น  “Non-defining adjective clause”  ซึ่งต้องมีเครื่องหมายคอมม่ากั้นระหว่าง clause  โดยข้อความที่มาขยายมิได้มีความสำคัญแต่อย่างใด  จะไม่มีข้อความนี้ก็ได้  โดยคำนามที่ถูกอนุประโยคขยาย  ก็ยังคงมีความชัดเจนในตัวของมันเอง  ซึ่งกล่าวอย่างง่ายคือ  เมื่อคำนามชัดเจนแล้วว่าเป็นใคร, สิ่งใด, สัตว์ตัวใด-ประเภทใด, เมือง-ประเทศไหน  อนุประโยคที่มาขยายนามนั้น  ก็เพียงแต่มาบอกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับนามนั้นเท่านั้น  จึงเรียกว่าเป็นอนุประโยคที่มิได้มาชี้เฉพาะให้นามนั้นแตกต่างไปจากคนอื่น, สัตว์อื่น หรือสิ่งอื่น  (Non-defining clause – อนุประโยคที่ไม่ชี้เฉพาะดังประโยคข้างล่าง

  • Bangkok, which is the capital of Thailand, is a crowded city.

(กรุงเทพฯ – ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศไทย – เป็นเมืองที่มีประชากรหนาแน่น)

  • Mr. Collin Woods, who lives next door, is coming to see me.

(คอลลิน วูดส์ – ผู้ซึ่งอาศัยอยู่บ้านหลังถัดไป – กำลังจะมาพบผม)

  • Rome, where the tourists can visit many historic places, is one of the most ancient cities.

(กรุงโรม – ที่ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถไปเยือนสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์มากมาย – เป็นเมืองเก่าแก่มากที่สุดเมืองหนึ่ง)

  • Ramkhamhaeng University, which is an open university, enrolls thousands of students each year.

(ม. รามคำแหง – ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเปิด – ลงทะเบียนนักเรียนหลายพันคนในแต่ละปี)

  • Charles Dickens, who was a very famous writer, was poor all through his life.   

(ชาร์ลส ดิคเค่นส์ - ผู้ซึ่งเป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียง – ยากจนตลอดชีวิตของเขา)

  • Ayuthaya, which we learnt about, was our former capital.

(อยุธยา – ซึ่งเราได้เรียนรู้เกี่ยวกับมัน – เป็นเมืองหลวงเก่าของเรา)

  • My house, of which the roof is made of brick, is going to be sold. 

(บ้านของผม – ซึ่งหลังคาทำด้วยอิฐ – กำลังจะถูกขายไป)

  • Dr. John Smith, whom I met in London, is an oculist.

(ด็อกเตอร์ จอห์น สมิธ - ผู้ซึ่งผมพบในลอนดอน – เป็นจักษุแพทย์)

  • Our teacher of English, who has just returned from abroad, is getting married soon.

(ครูสอนภาษาอังกฤษของเรา – ผู้ซึ่งเพิ่งกลับมาจากต่างประเทศ – กำลังจะแต่งงานในไม่ช้า)

          จากประโยคตัวอย่างข้างต้นทั้งหมด ๙ ประโยค  จะเห็นว่าคำนามทุกคำที่อยู่หน้าประโยค  มีความชัดเจนอยู่ในตัวของมันแล้ว  ว่าเป็นเมืองใด, บุคคลใด, สถานที่ใด  ซึ่งทุกประโยคมีอนุประโยคที่เป็น  “Non-defining Clause”  (คืออนุประโยคที่ไม่ชี้เฉพาะ  เนื่องจากคำนามที่ถูกมันขยาย  มีความชัดเจน หรือชี้เฉพาะอยู่แล้ว)  ขยายประธานของประโยค  โดยต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่นอยู่ระหว่าง  “Clause”  ซึ่งอนุประโยค  (Non-defining Clause)  ไม่สู้จะมีความจำเป็นแก่ใจความในประโยคเท่าใดนัก  เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า  ประธานของประโยคเป็นใคร,  เมืองใด,  สถานที่ใด,  หรือสิ่งไหน  ดังนั้น  “Clause”  ที่เพิ่มเข้ามาในประโยค  (ขยายประธานฯ  หรือคำนามที่อยู่ข้างในประโยค)  จึงเพียงแต่บอกข้อมูลเพิ่มเติมจากสิ่งที่รู้กันดีอยู่แล้วเท่านั้น  แม้จะตัดข้อความที่เพิ่มเข้ามานี้ทิ้งไป  ก็จะไม่ทำให้ประโยคนั้นเสียใจความแต่อย่างใด  ทั้งนี้  จะต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่นหน้า-หลัง  “Clause”  เสมอ  (ในกรณีขยายประธานฯ ประโยค)  หรือคั่นเฉพาะหลังคำนามข้างหน้า  “Clause”  ในกรณีที่มันขยายคำนามที่อยู่กลางประโยค  หรือ  เป็น  “Clause”  ที่อยู่ท้ายประโยคนั่นเอง

สรุป  -  เราสามารถสรุปลักษณะของ  “Non-defining Clause”  ได้ดังนี้

               ๑. ไม่มีความจำเป็นแก่ใจความในประโยค  เพียงแต่มาบอกข้อมูลเพิ่มเติมให้ละเอียดมากขึ้นจากสิ่งที่รู้อยู่แล้วเท่านั้น

               ๒. ต้องมีเครื่องหมายคอมม่า  คั่นหน้าและหลัง  “Clause”  เสมอ  ถ้ามันอยู่กลางประโยค  หรือ  คั่นเฉพาะหน้า  Clause  เมื่อมันอยู่ท้ายประโยค

           ๓. ต้องใช้  “Relative Pronoun”  ซึ่งไม่มีลักษณะชี้เฉพาะเจาะจง  เช่น  “Who”,  “Whom”,  “Where”  หรือ  “Which”  เป็นต้น  โดยจะใช้  “That”  ไม่ได้  และต้องให้สอดคล้องกับหน้าที่  (Function)  ของมันด้วย  ว่าขยายคน, สัตว์, สิ่งของ, สถานที่ ฯลฯ  (Who, Whom, Which, Whose, Where)

                     ดูเพิ่มเติมตัวอย่าง  “Non-defining Adjective Clause”  จากประโยคข้างล่าง

  • London, which stands on the Thames River, is the capital of England.

(ลอนดอน  ซึ่งตั้งอยู่บนแม่น้ำเทมส์  เป็นเมืองหลวงของอังกฤษ)  (ลอนดอนมีความชัดเจน (ชี้เฉพาะ) อยู่แล้ว  คลอสที่มาขยายจึงไม่ต้องชี้เฉพาะอีก  คือ  “Non-defining Clause”)

  • Soontorn Poo, who wrote Pra-Apai-mani, died in B.E. 2398.

(สุนทรภู่  ผู้ซึ่งแต่งเรื่องพระอภัยมณี  ตายในปี พ.ศ. ๒๓๙๘)  (สุนทรภู่  มีความชัดเจน (ชี้เฉพาะ) อยู่แล้ว  คลอสที่มาขยายจึงไม่ต้องชี้เฉพาะอีก  คือ  “Non-defining Clause”)

  • Grace, whom you met at the party last night, is going to marry Peter next month.

(เกรซ  ซึ่งคุณพบที่งานเลี้ยงเมื่อคืนนี้  จะแต่งงานกับปีเตอร์ในเดือนหน้า)  (“เกรซ”  มีความชัดเจน (ชี้เฉพาะ) อยู่แล้ว  คลอสที่มาขยายจึงไม่ต้องชี้เฉพาะอีก  คือ  “Non-defining Clause”)

  • Americans are proud of George Washington, who was regarded their founding father.

(ชาวอเมริกันภูมิใจในจอร์ช วอชิงตัน  ผู้ซึ่งถูกถือว่าเป็นบิดาผู้ก่อตั้งประเทศของพวกเขา)  (“จอร์ช วอชิงตัน”  มีความชัดเจน (ชี้เฉพาะ) อยู่แล้ว  คลอสที่มาขยายจึงไม่ต้องชี้เฉพาะอีก  คือ  “Non-defining Clause”)

  • Daniel’s mother, who loves him very much, has made many sacrifices for his education.

(แม่ของแดเนี่ยล  ซึ่งรักเขามาก  ได้เสียสละหลายอย่างเพื่อการศึกษาของเขา)  (“แม่ของแดเนี่ยล”  มีความชัดเจน (ชี้เฉพาะ) อยู่แล้ว  คลอสที่มาขยายจึงไม่ต้องชี้เฉพาะอีก  คือ  “Non-defining Clause”)

  • All the books, which had pictures in them, were sent to the library.

(หนังสือทั้งหมด  ซึ่งมีรูปภาพประกอบในมัน  ถูกส่งไปห้องสมุด)  (หนังสือทุกเล่มถูกส่งไปห้องสมุด  และหนังสือทุกเล่มนี้มีภาพประกอบ  จะสังเกตได้ว่า  แม้ตัดข้อความ  “ซึ่งมีรูปภาพประกอบในมัน”  ทิ้งไป  ใจความของประโยคก็ยังคงชัดเจน-เข้าใจได้เหมือนเดิม  คือ  หนังสือทุกเล่มถูกส่งไปห้องสมุด)

  • The Golden Hind, in which Drake sailed around the world, was only a small ship.

(เรือโกลเด้นไฮนด์  ซึ่งกัปตันเดร้กใช้แล่นรอบโลก  เป็นเพียงเรือลำเล็กๆ เท่านั้น)  (“เรือโกลเด้นไฮนด์”  มีความชัดเจน (ชี้เฉพาะ) อยู่แล้ว  เพราะมีอยู่ลำเดียวในโลก  คลอสที่มาขยายจึงไม่ต้องชี้เฉพาะอีก  คือ  “Non-defining Clause”)

  • Oliver Twist, which is a famous novel, was written by Charles Dickens.

(หนังสือโอลิเวอร์ ทวิสต์  ซึ่งเป็นนิยายที่มีชื่อเสียง  ถูกเขียนโดยชาร์ลส ดิ๊กเค่นส์)  (“หนังสือโอลิเวอร์ ทวิสต์”  มีความชัดเจน (ชี้เฉพาะ) อยู่แล้ว  เพราะมีอยู่เรื่องเดียวในโลก  คลอสที่มาขยายจึงไม่ต้องชี้เฉพาะอีก  คือ  “Non-defining Clause”)

  • Lucy has a brother, who is a doctor.

(ลูซี่มีพี่ชาย ๑ คน  ซึ่งเป็นหมอ)  (ลูซี่มีพี่ชายเพียงคนเดียวเท่านั้น  แม้ตัดคลอสที่มาขยายออกไป  ก็ยังได้ใจความชัดเจนเหมือนเดิม  กล่าวคือ  ข้อความในประโยคใหญ่ชัดเจนอยู่แล้ว (ลูซี่มีพี่ชายเพียงคนเดียว)  คลอสที่มาขยายจึงไม่ต้องชี้เฉพาะอีก  คือเป็น  “Non-defining Clause”)

  • My father, whom you met in New York, is now back in Bangkok.

(พ่อของฉัน  ซึ่งคุณพบในนิวยอร์ก  ขณะนี้กลับมาอยู่กรุงเทพฯ แล้ว)  (“พ่อของฉัน”  มีอยู่เพียงคนเดียวเท่านั้น  ชี้เฉพาะอยู่แล้ว  คลอสที่มาขยายจึงไม่ต้องชี้เฉพาะอีก  คือเป็น  “Non-defining Clause”)

  • Brian’s new car, which was very expensive, crashed into a post last Friday.

(รถยนต์คันใหม่ของไบรอั้น  ซึ่งมีราคาแพงมาก  ชนกับเสาเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว)  (รถคันใหม่ของไบรอั้นชี้เฉพาะอยู่แล้ว  เพราะรู้แล้วว่าเป็นรถของใคร  คลอสที่มาขยายจึงไม่ต้องชี้เฉพาะอีก  คือเป็น  “Non-defining Clause”)

  • The Bangkok Bank, where she keeps her money now, is a very old and reliable bank.

(ธนาคารกรุงเทพฯ  ซึ่งเธอฝากเงินของเธอในปัจจุบัน  เป็นธนาคารเก่าแก่และน่าเชื่อถือมาก)  (“ธนาคารกรุงเทพฯ”  เป็นชื่อเฉพาะ  ชัดเจนอยู่แล้ว  คลอสที่มาขยายจึงไม่ต้องชี้เฉพาะอีก  คือเป็น  “Non-defining Clause”

  • The Provincial Waterworks Authority (PWA), which provides piped water supplies service in the region, is a well-known state enterprise.

(การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.)  ซึ่งให้บริการน้ำประปาในส่วนภูมิภาค  เป็นรัฐวิสาหกิจที่มีชื่อเสียง)  (กปภ. เป็นชื่อเฉพาะของหน่วยงาน  มีอยู่เพียงแห่งเดียว  คลอสที่มาขยายจึงไม่ต้องชี้เฉพาะอีก  คือเป็น  “Non-defining Clause”)   

  • The earth, which revolves around the sun, is called a planet.

(โลก  ซึ่งหมุนรอบดวงอาทิตย์  ถูกเรียกว่าดาวเคราะห์)  (“โลก”  เป็นดาวดวงหนึ่งในระบบสุริยะ  ถือเป็นชื่อเฉพาะ  คือ  มีอยู่เพียงดวงเดียวในระบบฯ  คลอสที่มาขยายจึงไม่ต้องชี้เฉพาะอีก  คือเป็น  “Non-defining Clause”

  • Dr. William Smith, who gave the lecture yesterday, is a famous scientist.

(ด็อกเตอร์วิลเลียมส์ สมิธ  ซึ่งบรรยายเมื่อวานนี้  เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียง)  (“ด็อกเตอร์วิลเลียมส์ สมิธ”  เป็นชื่อเฉพาะ  มีอยู่เพียงคนเดียวในโลก  คลอสที่มาขยายจึงไม่ต้องชี้เฉพาะอีก  คือเป็น  “Non-defining Clause”)

         มีข้อสังเกตว่า  “Non-defining Adjective Clause”  ส่วนใหญ่แล้ว   มักจะขยายคำนามที่อยู่ข้างหน้ามันเพียงคำเดียว  แต่บางครั้งอาจขยายข้อความที่อยู่ข้างหน้ามันทั้งหมด  หรือขยายประโยคใหญ่  (Main clause)  ทั้งประโยคนั่นเอง  ทั้งนี้  ต้องพิจารณาความหมายในประโยคเป็นกรณีไป  ซึ่งโครงสร้างนี้ต่างจาก  “Defining Adjective Clause”  (ที่จะได้อธิบายต่อไป)  ที่ขยายเฉพาะคำนามที่อยู่หน้ามันเพียงอย่างเดียวเท่านั้น  ดูเปรียบเทียบความแตกต่างนี้  จากตัวอย่างข้างล่าง

  • Kevin bought his wife a car which was very expensive.

(เควิ่นซื้อรถยนต์ให้ภรรยาของเขา  ซึ่ง (รถ) มีราคาแพงมาก)  (“Which was very expensive”  เป็น  Defining Adjective Clause  ขยาย  Car  เพียงคำเดียว  ซึ่ง  Clause   ที่มาขยาย  แยกรถยนต์คันนี้ออกจากรถยนต์คันอื่นๆ  คือ  ซื้อเฉพาะรถราคาแพง  ไม่ได้ซื้อรถยนต์ราคาถูก)

  • Kevin bought his wife a car, which was displayed in a motor show festival.

(เควิ่นซื้อรถยนต์ให้ภรรยาของเขา  ซึ่ง (รถ) ถูกแสดงในงานแสดงรถยนต์)  (“Which was displayed in a motor show festival”  เป็น  Non-defining Adjective Clause  ขยาย  Car  เพียงคำเดียว  ซึ่ง  Clause  ที่มาขยาย  มิได้มีความสำคัญแต่อย่างใด  เพียงแต่บอกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรถยนต์คันหนึ่งเท่านั้น  คือ  ซื้อรถ ๑ คัน  ซึ่งรุ่น หรือยี่ห้อนี้  นำมาแสดงในงานฯ)

  • Kevin bought his wife a car, which satisfied her very much.

(เควิ่นซื้อรถยนต์ให้ภรรยาของเขา  ซึ่ง – การที่เขาซื้อรถให้เธอนั้น - ทำให้เธอพอใจอย่างมาก)  (“Which satisfied her very much”  เป็น  Non-defining Adjective Clause  ขยายข้อความ หรือประโยคใหญ่ (Kevin bought his wife a car) ทั้งประโยค)  ทั้งนี้  Clause  ที่มาขยาย  มิได้มีความสำคัญแต่อย่างใด  เพียงแต่บอกข้อมูลเพิ่มเติมว่า  ภรรยารู้สึกอย่างไรเมื่อเควิ่นซื้อรถยนต์ให้เธอ)

               ดูเพิ่มเติมประโยคที่  Non-defining Adjective Clause  ขยายคำนามเพียงคำเดียว  และขยายประโยคใหญ่ (Main clause) ทั้งประโยค  จากตัวอย่างข้างล่าง  (ซึ่งในกรณีเช่นนี้  ไม่สามารถเกิดขึ้นได้กับประโยคที่มี  Defining Adjective Clause)

  • Dave showed me his hands, which were covered with mud.

(เดฟเอามือของเขาให้ผมดู  ซึ่ง (มือ) มีโคลนติดเต็มไปหมด)  (“Which were covered with mud”  เป็น  Non-defining Adjective Clause  ขยาย  “มือ”  เพียงคำเดียว  ซึ่ง Clause นี้ไม่ได้มีความสำคัญอย่างใด  เพียงแต่บอกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ “มือ” เท่านั้น)

  • Jason is trying to fly with his hands, which is impossible.

(เจสันพยายามจะบินด้วยมือทั้งสองของเขา  ซึ่ง (การบินด้วยมือ) เป็นไปไม่ได้)  (“Which is impossible”  เป็น  Non-defining Adjective Clause  ขยายข้อความ หรือประโยคใหญ่ (Jason is trying to fly with his hands) ทั้งประโยค  ทั้งนี้  Clause  ที่มาขยาย  มิได้มีความสำคัญแต่อย่างใด  เพียงแต่บอกข้อมูลเพิ่มเติม  เกี่ยวกับผลของการพยายามบินด้วยมือเท่านั้น)

            จงเปรียบเทียบ ๒ ประโยคที่มี  Non-defining Adjective Clause  ข้างล่าง

  • Over fifty thousand people across the world work for the United Nations, which is a global organization.

(คนกว่า ๕๐,๐๐๐ คนทั่วโลกทำงานให้กับสหประชาชาติ  ซึ่งเป็นองค์กรระดับโลก)  (“Which is a global organization”  เป็น  Non-defining Adjective Clause  ขยาย  “The United Nations”  เพียงคำเดียว  ซึ่ง Clause นี้ไม่ได้มีความสำคัญอย่างใด  เพียงแต่บอกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ  “สหประชา ชาติ”  เท่านั้น )

  • Over fifty thousand people across the world work for the United Nations, which allows it to achieve most of its urgent tasks.

(คนกว่า ๕๐,๐๐๐ คนทั่วโลกทำงานให้กับสหประชาชาติ  ซึ่งทำให้ UN สามารถบรรลุงานที่เร่งด่วนของตนได้)  (“Which allows it to achieve most of its urgent tasks”  เป็น  Non-defining Adjective Clause  ขยายข้อความ  หรือประโยคใหญ่  (Over fifty thousand people across the world work for the United Nations) ทั้งประโยค  ทั้งนี้  Clause  ที่มาขยาย  มิได้มีความสำคัญแต่อย่างใด  เพียงแต่บอกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลของการมีเจ้าหน้าที่กว่า ๕๐,๐๐๐ คนทั่วโลก  ทำงานให้กับสหประชาชาติ)

         สำหรับ  “Defining Adjective Clause”  (อนุประโยคที่ชี้เฉพาะ  เนื่องจากคำนามที่ถูกมันขยายยังไม่มีความชัดเจน  หรือไม่ชี้เฉพาะ)  ใช้ขยายนามหรือสรรพนามที่อยู่ข้างหน้ามัน  เพื่อให้ได้ใจความสมบูรณ์และชัดเจนขึ้นว่า  เป็นคนไหน,  สิ่งไหน,  อะไร,  ของใคร  เป็นต้น  ทั้งนี้  หากไม่มี   “Defining Adjective Clause”  มาขยายแล้ว  คำนามหรือสรรพนามที่กล่าวถึงนั้นก็จะไม่เจาะจง  จะเป็นเพียงการกล่าวลอยๆ  ยากที่ผู้ฟังจะเข้าใจได้ชัดเจนว่าเป็นใคร,  อะไร หรือของใคร  ทั้งนี้เพราะขาด  “Defining Adjective Clause”  มาช่วยขยายความหรือชี้เฉพาะให้เห็นเด่นชัดนั่นเอง  กล่าวคือ  มาช่วยแยกนามหรือสรรพนามตัวที่ถูกมันขยาย  ออกจากนามหรือสรรพนามทั่วๆ ไป  เพื่อให้รู้ว่า เป็นใคร, อะไร,  สิ่งไหน  ที่มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น  กล่าวอย่างง่ายคือ  เมื่อคำนามหรือสรรพนามไม่มีความชัดเจนว่าเป็นใคร, สัตว์ตัวใด, สิ่งไหน, สถานที่ไหน  ก็จำเป็นต้องมีอนุประโยค  (Defining Adjective Clause)  มาขยายเพื่อให้เกิดความชัดเจน  หรือเพื่อแยกคำนาม-สรรพนามดังกล่าวออกจากคำนามอื่นๆ  ทำให้ผู้อ่าน-ผู้ฟังสามารถเข้าใจได้ชัดเจนยิ่งขึ้น  จงพิจารณาประโยคตัวอย่างข้างล่าง  ซึ่งคำนามที่ขีดเส้นใต้ยังไม่มีความชัดเจน  จำเป็นต้องมี  Defining Adjective Clause  มาขยาย

  • The robber was arrested.

(โจรถูกจับ)

  • The car belongs to my father.

(รถยนต์เป็นของพ่อของผม)

  • The house is near the railway station

(บ้านอยู่ใกล้สถานีรถไฟ)

  • The police questioned the woman.

(ตำรวจซักถามผู้หญิง)

  • The plan was finally turned down.

(แผนในที่สุดถูกปฏิเสธ)

  • The subject is English.

(วิชาคือภาษาอังกฤษ)

  • He will take us to the town.

(เขาจะพาเราเข้าเมือง)

  • Some of the boys didn’t come to my party.

(เด็กบางคนไม่มางานเลี้ยงของผม)

             จากทุกประโยคที่ยกมาข้างบน  ผู้ฟังจะไม่รู้เลยว่า  ขโมยคนไหนถูกจับ,  รถคันไหนเป็นของพ่อผม,  บ้านหลังไหนอยู่ใกล้สถานีรถไฟ,  ตำรวจซักถามผู้หญิงคนไหน,  แผนอะไรที่ถูกปฏิเสธ,  วิชาอะไรคือภาษาอังกฤษ,  เขาจะพาเราไปเมืองไหน,  และเด็กคนไหนที่ไม่มางานเลี้ยง  อย่างไรก็ตาม  เมื่อเราเพิ่ม  “Defining Adjective Clause”  เข้าข้างหลังคำนาม  (เป็นประธานของประโยค  หรืออยู่ท้ายประโยค  โดยเป็นกรรมของกริยา  หรือ  Preposition)  ใจความก็จะสมบูรณ์ยิ่งขึ้น  เช่น

  • The robber who plundered the bank yesterday was arrested.

(โจรซึ่งปล้นธนาคารเมื่อวานนี้ถูกจับ)

  • The car which I drive to the university belongs to my father.

(รถซึ่งผมขับไปมหาวิทยาลัยเป็นของพ่อของผม)

  • The house where I live is near the railway station.

(บ้านที่ผมอาศัยอยู่ใกล้สถานีรถไฟ)

  • The police questioned the woman whose car was stolen.

(ตำรวจซักถามผู้หญิงผู้ซึ่งรถของเธอถูกขโมย)

  • The plan which I proposed to the committee was finally turned down. 

(แผนซึ่งผมเสนอต่อคณะกรรมการได้รับการปฏิเสธในที่สุด)

  • The subject in which I am interested is English.

(วิชาซึ่งผมสนใจคือภาษาอังกฤษ)

  • He will take us to the town where we can see old temples.

(เขาจะพาเราไปที่เมือง  ซึ่งเราสามารถดูวัดเก่าแก่ได้)

  • Some of the boys whom (who) I invited did not come to my party. 

(เด็กบางคนซึ่งผมเชิญไม่มางานเลี้ยงของผม)  (Whom เป็นกรรมของ Invited  จึงสามารถใช้ Who แทนได้  หรืออาจตัดทิ้งได้ทั้ง ๒ คำ,  ยกเว้นเมื่อตามหลัง Preposition  ไม่สามารถใช้ Who แทนได้  เช่น  For whom, To whom, With whom  ดังเช่นประโยคข้างล่าง)

  • The woman to whom I wrote a letter is my younger sister. 

(= The woman whom (who) I wrote a letter to is my younger sister.)

(ผู้หญิงที่ผมเขียนจดหมายถึงเป็นน้องสาวของผม)  (ในประโยคแรก  ไม่สามารถใช้ Who แทน Whom ได้  เนื่องจากตามหลัง Preposition  “To”,  แต่สำหรับประโยคในวงเล็บ  สามารถใช้   Who แทน Whom ได้  หรือสามารถตัดทั้ง ๒ คำออกไปก็ได้  แต่ต้องคง  Preposition “To” เอาไว้,  ดังประโยคข้างล่าง  ซึ่งสามารถใช้ได้ทั้ง ๕ แบบ  โดยมีความหมายเหมือนกัน)

  • The woman I wrote a letter to is my younger sister.  (เนื่องจาก Who, Whom, That เป็นกรรมของ Preposition  “To”  จึงสามารถละได้ – ไม่ต้องเขียนลงไป)
  • The woman whom I wrote a letter to is my younger sister.
  • The woman who I wrote a letter to is my younger sister.
  • The woman that I wrote a letter to is my younger sister.
  • The woman to whom I wrote a letter is my younger sister.

(ผู้หญิงซึ่งผมเขียนจดหมายไปถึง  เป็นน้องสาวของผม)

                 ทั้งนี้  ห้ามใช้ ๒ โครงสร้างข้างล่าง (ผิดหลักไวยากรณ์)

  • The woman to who I wrote a letter is my younger sister.
  • The woman to that I wrote a letter is my younger sister.

                ดูเพิ่มเติม ๔ ประโยคข้างล่าง  ซึ่งมีความหมายเหมือนกัน

  • This is the book which you should begin with.
  • This is the book with which you should begin.
  • This is the book that you should begin with.
  • This is the book you should begin with.  (เนื่องจาก Which หรือ  That เป็นกรรมของ Preposition  “With”  จึงสามารถละได้ – ไม่ต้องเขียนลงไป)  (นี้คือหนังสือซึ่งคุณควรเริ่มต้นด้วย)  (ถ้าคุณต้องการเรียนภาษาญี่ปุ่น)

สรุป  -  จากประโยคข้างบนทั้งหมดที่มี  “Defining Adjective Clause”  ขยายประธาน  หรือคำนามข้างในประโยค  เราสามารถสรุปลักษณะของ  “Defining Adjective Clause”  ได้ดังนี้

          ๑,  ทำหน้าที่ขยายนามที่อยู่ข้างหน้า  เพื่อให้ได้ใจความที่สมบูรณ์และชัดเจนยิ่งขึ้นว่า  หมายถึงใคร,  อะไร  (คือแยกนามนั้นออกจากนามตัวอื่นๆ)

         ๒.  ไม่มีเครื่องหมาย  “คอมม่า”  คั่นอยู่ระหว่างคำนาม (ประธานประโยค  หรือคำนามที่อยู่ท้ายประโยค)  กับ  “Defining Adjective Clause

         ๓. ใช้คำ  “Relative Pronoun”  ที่ขึ้นต้น (นำหน้า)  “Defining Adjective Clause”  ให้เหมาะสมกับนามที่ถูกมันขยาย  และหน้าที่ของมันด้วย  ว่าขยายคน, สัตว์, สิ่งของ, สถานที่ ฯลฯ  (Who, Whom, Which, Whose, That, Where)

                   ดูเพิ่มเติมตัวอย่าง  “Defining Adjective Clause”  จากประโยคข้างล่าง

  • Jeff gave a tip to the porter who carried his luggage.

(เจฟฟ์ให้เงินค่าทิปแก่คนขนของ  ผู้ซึ่งแบกกระเป๋าเดินทางของเขา)  (คนขนของมีอยู่มากมาย  แต่เจฟฟ์ให้เงินค่าทิปเฉพาะกับคนที่แบกกระเป๋าฯ ของเขาเท่านั้น  จึงต้องใช้  “Defining Adjective Clause”  ขยาย  เพื่อให้ชัดเจนว่าคนแบกของคนไหน)

  • Bring me the books which are on my desk.

(จงนำหนังสือที่อยู่บนโต๊ะของฉันมาให้ฉัน)  (หนังสือมีอยู่มากมาย  แต่ฉันจะเอาเฉพาะหนังสือที่อยู่บนโต๊ะของฉันเท่านั้น  หนังสือที่อื่นฉันไม่เอา  จึงต้องใช้  “Defining Adjective Clause”  ขยาย  เพื่อให้ชัดเจนว่าให้ไปเอาหนังสือเล่มไหน) 

  • The book which Mary lent me was very interesting.

(หนังสือซึ่งแมรี่ให้ผมยืมน่าสนใจมาก(หนังสือมีอยู่มากมาย  แต่เฉพาะเล่มที่แมรี่ให้ผมยืมเท่านั้นที่น่าสนใจมาก  จึงต้องใช้  “Defining Adjective Clause”  ขยาย  เพื่อบอกให้ชัดเจนว่า  หนังสือเล่มไหนที่น่าสนใจมาก)

  • The man who came here yesterday is my father.

(ผู้ชายที่มาที่นี่เมื่อวานนี้เป็นพ่อของผม)  (ผู้ชายมีมากมาย  แต่คนที่เป็นพ่อของผมคือคนที่มาที่นี่เมื่อวานนี้  จึงต้องใช้  “Defining Adjective Clause”  มาขยาย  เพื่อบอกให้รู้ว่าผู้ชายคนไหนเป็นพ่อของผม)

  • The student who answered the question was Tony.

(นักเรียนผู้ซึ่งตอบคำถามคือโทนี่)  (นักเรียนมีมากมาย  แต่คนที่ตอบคำถามคือโทนี่  จึงต้องใช้  “Defining Adjective Clause”  มาขยาย  เพื่อบอกให้รู้ว่านักเรียนคนไหนคือโทนี่) 

  • We are proud of the boy who wrote this poem.

(เราภูมิใจในเด็กซึ่งเขียนโคลงบทนี้)  (เด็กมีอยู่มากมาย  จึงต้องเอา  “Defining Adjective Clause”  มาขยาย  เพื่อบอกให้รู้ว่า  เราภูมิใจในเด็กคนไหน) 

  • Thank you for the help that you have given me.

(ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือ  ที่คุณให้กับฉัน)  (ไม่รู้ว่าความช่วยเหลืออะไร  จึงต้องมี  “Defining Adjective Clause”  มาขยาย  เพื่อบอกให้รู้ว่า  ความช่วยเหลืออะไร) 

  •    A mother who love her son should make many sacrifices for his education.

(แม่ซึ่งรักลูกชายของตน  ควรเสียสละมากมายเพื่อการศึกษาของเขา)  (แม่ที่ควรเสียสละมีมากมาย  จึงต้องมี  “Defining Adjective Clause”  มาขยาย  เพื่อบอกให้รู้ว่า  แม่คน (แบบ) ใดที่ควรทำเช่นนั้น)

  • King Naresuan was one of the greatest heroes that Thailand has ever had.

(พระนเรศวรเป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่ง  ที่ประเทศไทยเคยมีมา)  (วีรบุรุษมีมากมาย  จึงต้องมี  “Defining Adjective Clause”  มาขยาย  เพื่อบอกให้รู้ว่าวีรบุรุษคนไหน)

  • All the books which had pictures in them were sent to the library.

(หนังสือทุกเล่ม  ซึ่งมีภาพประกอบในมัน  ถูกส่งไปยังห้องสมุด)  (หนังสือมีมากมาย  แต่ที่ถูกส่งไปห้องสมุด  ต้องเฉพาะเล่มที่มีภาพประกอบเท่านั้น  เล่มที่ไม่มีภาพฯ ไม่ต้องส่ง  คือส่งไปทุกเล่ม  เฉพาะที่มีภาพ)

                     จงเปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง

  • All the books, which had pictures in them, were sent to the library.

(หนังสือทุกเล่ม  ซึ่งมีภาพประกอบในมัน  ถูกส่งไปยังห้องสมุด)  (หนังสือทุกเล่มถูกส่งไปห้องสมุด  และหนังสือทุกเล่มนั้นก็มีภาพประกอบด้วย  จะเห็นว่า  แม้ตัด  Non-defining Adjective Clause  ทิ้งไป  ประโยคที่เหลือ (Main clause)  ก็ยังคงได้ใจความสมบูรณ์-ชัดเจน  คือ  หนังสือทุกเล่มถูกส่งไปห้องสมุดหมด  ซึ่งบังเอิญว่าหนังสือเหล่านั้นมีภาพประกอบอยู่ด้วย)

  • Lucy has a brother who is a doctor.

(ลูซี่มีพี่ชาย ๑ คน  ซึ่งเป็นหมอ)  (ลูซี่มีพี่ชายหลายคน (อย่างน้อย ๒ คน)  และเป็นหมอ ๑ คน  จะเห็นว่าถ้าตัดคลอสที่ขยายพี่ชายออก  คือ  “Who is a doctor”  จะกลายเป็นว่า  ลูซี่มีพี่ชายเพียงคนเดียวเท่านั้น  แต่ไม่รู้ว่ามีอาชีพอะไร)

                  จงเปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง

  • Lucy has a brother, who is a doctor.

(ลูซี่มีพี่ชาย ๑ คน  ซึ่งเป็นหมอ)  (เนื่องจาก  Non-defining Adjective Clause (who is a doctor)  มิได้มีความสำคัญในประโยค  เพียงแต่บอกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับคำนามที่มันขยายเท่านั้น  แม้ตัดทิ้งไป  ประโยคที่เหลือก็ยังมีใจความชัดเจน  ประโยคข้างบนจึงมีความหมายว่า  ลูซี่มีพี่ชาย ๑ คนเท่านั้น  ซึ่งเป็นหมอด้วย)

  • The car which Brian bought crashed into a post last Friday.

(รถยนต์ซึ่งไบรอั้นซื้อ  ชนเสาเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา)  (รถยนต์มีมากมาย  ไม่รู้ว่าคันไหนชนเสา  จึงต้องมี  “Defining Adjective Clause”  มาขยาย  เพื่อบอกให้รู้ว่า  “รถคันที่ไบรอั้นซื้อ”  ชนเสา  จึงจะได้ใจความชัดเจน)

                 จงเปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง

  • Brian’s new car, which was very expensive, crashed into a post last Friday.

(รถยนต์คันใหม่ของไบรอั้น  ซึ่งมีราคาแพงมาก  ชนเสาเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา)  (“รถยนต์คันใหม่ของไบรอั้น”  มีความชัดเจน หรือชี้เฉพาะอยู่แล้วว่าเป็นรถคันไหน-ของใคร  ที่ชนเสาฯ  ข้อความที่มาขยายรถคันนี้  จึงเป็น  Non-defining Adjective Clause  (คลอสที่ไม่ชี้เฉพาะ  เพราะคำนามชี้เฉพาะอยู่แล้ว)  เพียงบอกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรถคันนี้เท่านั้น  ไม่ต้องมีก็ได้)

  • The house of which the windows (หรือ  the windows of which) were painted green is now on fire.

(บ้านซึ่งหน้าต่างทาสีเขียว  กำลังถูกไฟไหม้ขณะนี้)  (เนื่องจากไม่ชัดเจนว่าบ้านหลังไหนกำลังถูกไฟไหม้  จึงต้องมี  “Defining Adjective Clause”  มาขยาย  เพื่อบอกให้รู้ว่า  บ้านหลังใดกำลังถูกไฟไหม้)

                 จงเปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง

  • My house, of which the windows (หรือ the windows of which) were painted green, is on Sukhumvit Road.

(บ้านของผม  ซึ่งหน้าต่างทาสีเขียว  อยู่บนถนนสุขุมวิท)  (“บ้านของผม”  ชี้เฉพาะ หรือชัดเจนอยู่แล้วว่าเป็นบ้านหลังใด-ของใคร  ซึ่งอยู่บนถนนสุขุมวิท  ดังนั้น  ข้อความที่มาขยาย  จึงเป็น  Non-defining Adjective Clause  คือเพียงแต่บอกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบ้านของผมเท่านั้น  ซึ่งไม่ต้องมีคลอส นี้ก็ได้  ประโยคใหญ่ (Main clause)  ก็ยังคงได้ใจความชัดเจน)

  • I could remember the day when I first met my wife.

(ผมสามารถจำได้วันซึ่งผมพบกับภรรยาครั้งแรก(เนื่องจากไม่ชัดเจนว่าจำได้เกี่ยวกับวันอะไร  จึงต้องมี  “Defining Adjective Clause”  มาขยาย  เพื่อบอกให้รู้ว่าจำได้เกี่ยวกับวันอะไร)

                 จงเปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง

  • We will put off the picnic until next week, when the weather may be better.

(เราจะเลื่อนการปิกนิกออกไปจนกระทั่งสัปดาห์หน้า  เมื่ออากาศอาจจะดีขึ้น)  (“สัปดาห์หน้า”  ชัดเจน หรือชี้เฉพาะอยู่แล้วว่าเป็นเวลาใด  ข้อความที่มาขยายจึงเป็น  Non-defining Adjective Clause  คือเพียงแต่บอกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสัปดาห์หน้าเท่านั้น)

  • The bank where she keeps her money now is a very old and reliable bank.

(ธนาคารซึ่งเธอฝากเงินในปัจจุบัน  เป็นธนาคารเก่าแก่และน่าเชื่อถือมาก)  (เนื่องจากไม่ชัดเจนว่า  ธนาคารใดเก่าแก่และน่าเชื่อถือมาก  จึงต้องมี  “Defining Adjective Clause”  มาขยาย  เพื่อบอกให้รู้ว่า  คือธนาคารซึ่งเธอฝากเงินในปัจจุบัน)

                  จงเปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง

  • The Bangkok Bank, where she keeps her money now, is a very old and reliable bank.

(ธนาคารกรุงเทพฯ  ซึ่งเธอฝากเงินของเธอในปัจจุบัน  เป็นธนาคารเก่าแก่และน่าเชื่อถือมาก)  (“ธนาคารกรุงเทพฯ”  เป็นชื่อเฉพาะ  ชัดเจนอยู่แล้ว  คลอสที่มาขยายจึงไม่ต้องชี้เฉพาะอีก  คือเป็น  “Non-defining Clause”)

  • The gentlemen who gave the lecture yesterday is a famous scientist.

(สุภาพบุรุษผู้ซึ่งบรรยายเมื่อวานนี้  เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียง)  (เนื่องจากไม่ชัดเจนว่าสุภาพคนใดเป็นนักวิทยาศาสตร์มีชื่อเสียง  จึงต้องมี  “Defining Adjective Clause”  มาขยาย  เพื่อบอกให้รู้ว่า  “คนที่บรรยายเมื่อวานนี้”  ข้อความจึงชัดเจน)

                    จงเปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง

  • Dr. William Smith, who gave the lecture yesterday, is a famous scientist.

(ด็อกเตอร์วิลเลียม สมิธ  ซึ่งบรรยายเมื่อวานนี้  เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียง)  (“ด็อกเตอร์วิลเลียมส์ สมิธ”  เป็นชื่อเฉพาะ  มีอยู่เพียงคนเดียวในโลก  คลอสที่มาขยายจึงไม่ต้องชี้เฉพาะอีก  คือเป็น  “Non-defining Clause”)

  • Sandra’s father, who is very strict with his children, does not allow her to go out at night.

(พ่อของแซนดร้า  ซึ่งเข้มงวดกับลูกๆ ของตนมาก  ไม่อนุญาตให้เธอออกไปข้างนอกตอนกลางคืน)  (“พ่อของแซนดร้า”  ชี้เฉพาะ หรือชัดเจนอยู่แล้วว่าเป็นใคร  ดังนั้น  ข้อความที่มาขยาย  จึงเป็น  Non-defining Adjective Clause  คือเพียงแต่บอกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับพ่อของแซนดร้าเท่านั้น  ซึ่งไม่ต้องมีคลอสนี้ก็ได้  ประโยคใหญ่ (Main clause)  ก็ยังคงได้ใจความชัดเจน  คือ  พ่อไม่ยอมให้เธออกไปข้างนอกบ้านตอนกลางคืน)

                   จงเปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง

  • A man who is very strict with his children does not allow his daughter to go out at night.

(ชายซึ่งเข้มงวดกับลูกๆ ของตนมาก  ไม่อนุญาตให้ลูกสาวของตนออกไปข้างนอกตอนกลางคืน)  (เนื่องจากไม่ชัดเจนว่า  ชายไหนไม่อนุญาตให้ลูกสาวของตนออกไปข้างนอกตอนกลางคืน  จึงต้องมี  “Defining Adjective Clause”  มาขยาย  เพื่อบอกให้รู้ว่า  “ชายซึ่งเข้มงวดกับลูกๆ ของตนมาก”  ไม่อนุญาตให้ทำเช่นนั้น  จึงได้ใจความชัดเจน)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                 

 

             ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง  e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  Address  <wpookaotong@yahoo.com>  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า “ปรับปรุงเว็บไซต์”)  เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป