หมวดข้อสอบ STRUCTURE (ตอนที่ 615)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Direction:  Choose the best answer to each item.

(จงเลือกคำตอบที่ดีที่สุดของแต่ละข้อ)

 

1. Jim seems to be putting _______________________________________________ weight.

(จิมดูเหมือนว่ากำลังน้ำหนัก __________________________________________ มากขึ้น)

(a) by

(b) over

(c) in

(d) on    (เพิ่ม)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  “Put on weight”  =  “น้ำหนักเพิ่มขึ้น

           สำหรับวลีที่ใช้  “On”  ได้แก่  on sale  (ออกจำหน่าย, วางขาย)  -  Goods are on sale here at reduced prices.  (สินค้ามีจำหน่ายที่นี่ในแบบลดราคา),  on parade  (กำลังเดินแถว)  -  The soldiers are on parade.  (ทหารกำลังเดินแถว),  on the look-out  (กำลังค้นหา)  -  We are on the look-out for a stolen car.  (เรากำลังค้นหารถยนต์ที่หาย),  on the move  (เคลื่อนไปข้างหน้า, เคลื่อนไหว, เคลื่อนที่)  -  We must be on the move soon.  (เราจะต้องเดินหน้า – โครงการ – ต่อไปเร็วๆ นี้),  on the quiet  (อย่างเงียบๆ, อย่างลับๆ)  -  Can you let me have some cigarettes on the quiet ?  (คุณจะอนุญาตให้ผมสูบบุหรี่แบบแอบๆ ทำได้ไหม – เพราะมีข้อห้ามสูบบุหรี่),  on the cheap  (ในราคาถูก-ไม่แพง, มีความหมายในทางไม่ค่อยดี  คือ  หาวิธีซื้อในแบบที่หลีกเลี่ยงการจ่ายเงินตามราคาท้องตลาด)  -  Linda bought those curtains on the cheap.  (ลินดาซื้อม่านเหล่านี้มาในราคาถูกกว่าท้องตลาด – ด้วยวิธีการที่ไม่ค่อยจะสุจริตนัก),  Two cushions lay on the floor.  (เบาะรองนั่ง ๒ ใบวางอยู่บนพื้นห้อง),  A cow is grazing on a hill.  (วัวกำลังเล็มหญ้าบนเนินเขา),  Flora sits on the sofa.  (ฟลอร่านั่งอยู่บนโซฟา),  Jack put his letter on top of his desk.  (แจ๊ควางจดหมายลงบนโต๊ะของเขา),  Lucy threw cold water on her face.  (ลูซี่ราดน้ำเย็นบนใบหน้าของเธอ),  Mike dropped a glass on the floor.  (ไมค์ทำแก้วหล่นบนพื้น),  on page 5  (ในหน้าที่  ๕),  waste his time on  (ใช้เวลาของเขาอย่างสิ้นเปลือง-สุรุ่ยสุร่าย-กับ........)  -  Peter liked to waste his time on useless things.  (ปีเตอร์ชอบใช้เวลาสิ้นเปลืองไปกับสิ่งที่ไม่มีประโยชน์)on Sunday  (ในวันอาทิตย์), on business  (ด้วยเรื่องธุรกิจ)  –  He went to Canada on business.  (เขาไปแคนาดาด้วยเรื่องธุรกิจ),  keep on  (ดำเนินต่อไป)   They kept on reading.  (พวกเขาอ่านหนังสือต่อไป),  rely on  (ไว้วางใจ, เชื่อใจ, พึ่งพาอาศัย)   I can rely on my close friend.  (ผมสามารถไว้ใจเพื่อนสนิท),  depend on (upon) (พึ่งพาอาศัย, ขึ้นอยู่กับ, อยู่ที่)   Most children have to depend on (upon) their parents.  (เด็กๆ ส่วนใหญ่จำเป็นต้องพึ่งพาพ่อแม่ของตน),  insist on  (ยืนกราน, ยืนหยัด, เรียกร้อง)   She insisted on going out with her boyfriend.  (เธอยืนกรานจะออกไปข้างนอกกับแฟนของเธอ),  on the floor  (บนพื้น),  on a hill  (บนเนินเขา),  on the top shelf  (บนชั้นบนของหิ้ง),  bet money on  (พนันเงินกับ......)  -  He bet a lot of money on that horse.  (เขาพนันเงินจำนวนมากกับม้าตัวนั้น),  on a sofa  (บนเก้าอี้โซฟา),  to turn his back on his country  (หันหลังให้กับประเทศของตน  -  หมายถึงละทิ้งประเทศ  เช่น  หนีการเกณฑ์ทหาร  หรือไปเข้ากับฝ่ายศัตรู),  on the contrary  (ในทางตรงกันข้าม)  -  There was nothing dowdy or ugly about her dress;  on the contrary, she had a certain private elegance(ไม่มีอะไรล้าสมัย (ไม่สวยงาม) หรือน่าเกลียดเกี่ยวกับเสื้อกระโปรงชุดของเธอ  ตรงกันข้าม  เธอมีความสง่างามเป็นส่วนตัวบางอย่าง),  on the drawing board  (กำลังอยู่ในขั้นวางแผนหรือเตรียมการ  คือยังไม่ได้ลงมือทำ หรือนำมาใช้งานจริงๆ ),   on the dot (on the  button)  (ตรงเวลาเผง, ตรงเวลาพอดี)  -  Susan arrived at the party at 3:00 p.m. on the dot.  (ซูซานมาถึงที่งานเลี้ยงเวลาบ่าย โมงตรงพอดี),  get (climb, jump) on the bandwagon  (ทำตามอย่างที่คนอื่นทำ  แม้จะไม่ใช่เรื่องที่จำเป็น, เข้าร่วมในกิจกรรมที่มีคนนิยมทำกันมาก  และล่าสุด  เช่น ถีบจักรยาน หรือ เล่นฟิตเนส,  โยคะ  -  แปลตรงตัว คือ ปีนหรือกระโดดขึ้นไปบนรถดนตรีในขบวนแห่)  -  When all Jim’s friends decided to vote for Bill, Jim climbed on the bandwagon too.  (เมื่อเพื่อนทุกคนของจิมตัดสินใจลงคะแนนให้บิล  จิมก็ตัดสินใจลงคะแนนให้บิลเช่นเดียวกัน  -  คือทำตามเพื่อนๆ แบบไม่ต้องมีเหตุผล), on the (an) average   (โดยเฉลี่ย),  a dog peeing (pissing) on a tree  (หมาเยี่ยวรดต้นไม้),  on condition that  (โดยมีเงื่อนไขว่า)  -  I will lend you the money on condition that  you pay it back in one month.  (ผมจะให้คุณยืมเงินโดยมีเงื่อนไขว่า  คุณต้องใช้คืนภายใน เดือน), on the table (desk) (บนโต๊ะ), on the wall  (บนกำแพง-ฝาผนัง),  on the envelope  (บนซองจดหมาย)  –  There is a stamp on the envelope.  (มีแสตมป์บนซองจดหมาย),  on a chair  (บนเก้าอี้)   He was sitting on a chair.  (เขากำลังนั่งบนเก้าอี้)  แต่ใช้  in an armchair”  (ในเก้าอี้มีที่วางแขน),  He was hit on the head (arm, leg).  (เขาถูกตีที่หัว – แขน - ขา)  แต่ใช้  He was hit in the chest (stomach, etc.)  (เขาถูกตีที่หน้าอก-ท้อง),  She was riding on a bicycle.  (เธอกำลังขี่รถจักรยาน),  on an (the) average  (โดยเฉลี่ย),  Paul knocked on the door.  (พอลเคาะประตู),   We had lunch on the train.  (เราทานอาหารกลางวันบนรถไฟ),  He went on board the ship (airplane).  (เขาขึ้นเรือ-เครื่องบิน)  แต่ใช้  in the car (ในรถยนต์),  หรือใช้  The captain (pilot) is in his cabin.  (หัวหน้านักบิน – นักบิน – อยู่ในห้องนักบิน),  She is not strong enough to stand on her legs.  (เธอไม่แข็งแรงพอที่จะยืนบนขาของตัวเอง),  The flats are built on pillars.  (แฟล็ตถูกสร้างบนเสาหิน-ตอม่อ),  He has a house on the main road.  (เขามีบ้านบนถนนสายหลัก),  It was built on the site of an old farmhouse.  (มันถูกสร้างบนที่ตั้งของบ้านไร่-บ้านนา),  You’ll find it on the left-hand side of the road.  (คุณจะพบมันทางด้านซ้ายมือของถนน),  The army marched on London.  (กองทัพเดินแถวไปสู่ลอนดอน – เพื่อยึดครองมัน),  live on  (ดำรงชีวิต, ดำรงชีวิตด้วย)  -  He hasn’t much (money) to live on.  (เขามิได้มีเงินมากมายที่จะดำรงชีวิต)  -  Those animals live on fruit and vegetables.  (สัตว์เหล่านั้นดำรงชีวิตด้วย (การกิน) ผลไม้และผัก),  The bus runs on diesel oil.  (รถประจำทางวิ่งโดยใช้น้ำมันดีเซล),  I’ll see you on Sunday.  (ผมจะพบคุณในวันอาทิตย์),  on the 5th of August  (ในวันที่ ๕ เดือนสิงหาคม),  Helen is paid on the last day of the month.  (เฮเลนได้รับค่าจ้างในวันสุดท้ายของเดือน),  Mary gave a present to her friends only on special occasions.  (แมรี่ให้ของขวัญแก่เพื่อนๆ ของเธอ  เฉพาะในโอกาสพิเศษเท่านั้น),  He is on the committee.  (เขาเป็นสมาชิกในคณะกรรมการ),  Mr. Smith was on the company’s board of directors.  (มิสเตอร์สมิธเป็นกรรมการบริษัท – เป็นสมาชิกในคณะกรรมการของบริษัท),  แต่ใช้  He is in the army.  (เขาอยู่ในกองทัพ – ทำงานในกองทัพ),  Alice did it on the advice of her lawyer.  (อลิซทำมันตามคำแนะนำของทนายความของเธอ),  I have it on good authority that the governor will resign soon.  (ผมทราบจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ว่า  ท่านผู้ว่าฯ จะลาออกเร็วๆ นี้),  Daniel bought his car on hire-purchase.  (แดเนี่ยลซื้อรถยนต์ในแบบเช่า-ซื้อ),  Have you read his new book on the universe ?  (คุณได้อ่านหนังสือเล่มใหม่ของเขาเกี่ยวกับจักรวาลหรือยัง),  I would like to have your views on the subject.  (ผมอยากได้ความเห็นของคุณเกี่ยวกับเรื่องนี้),  Brandon is away on business.  (แบรนด้อนไม่อยู่ (บ้าน) ด้วยเรื่องธุรกิจ),  I don’t want to be bothered by that while I’m on holiday.  (ผมไม่ต้องการให้ใครรบกวนในเรื่องนั้น  ในขณะที่ผมหยุดพักผ่อน),  On arriving at the station, Steve immediately looked for a taxi.  (ในทันทีที่มาถึงสถานี  สตีฟมองหารถแท็กซี่ในทันที),  On hearing the news, Kevin shouted with joy.  (ในทันทีที่ได้ยินข่าวนั้น  เควิ่นตะโกนด้วยความดีอกดีใจ),  on deck  (อยู่บนดาดฟ้าเรือ, เตรียมพร้อมที่จะทำอะไรบางอย่าง, มาปรากฏตัว หรือมาถึงที่นัดหมาย)  –  The passengers are relaxing on deck.  (ผู้โดยสารกำลังพักผ่อนหย่อนใจอยู่บนดาดฟ้าเรือ)  -  The scout leader told the boys to be on deck at 8:00 Saturday morning for the hike.  (ผู้นำลูกเสือบอกให้ลูกเสือมาถึงที่นัดหมายเวลา ๘.๐๐ น. เช้าวันเสาร์  เพื่อออกเดินทางไกล),  on deposit  (ในธนาคาร)  -  I have $ 500 on deposit in my account.  (ผมมีเงินอยู่  ๕๐๐ ดอลลาร์ในบัญชีธนาคาร),  on duty  (อยู่ปฏิบัติหน้าที่, ขณะปฏิบัติหน้าที่)  -  There is always one teacher on duty during study hour.  (มีครูอยู่ คนเสมอ อยู่ปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างชั่วโมงเรียน  -  คือคอยให้คำแนะนำปรึกษาแก่นักเรียน),  on earth (= in the world(ใน หรือ บนโลกนี้, เกิดขึ้นได้ หรือเป็นไปได้อย่างไร  มักใช้แสดงการเน้นในประโยคคำถาม)  -  Where on earth did I put my wallet?  (ไม่รู้ว่าผมเอากระเป๋าสตางค์ไปวางไว้ตรงไหนในโลกนี้  -  คือบ่นคร่ำครวญเนื่องจากหากระเป๋าสตางค์ไม่เจอ)  -  The boys wondered how on earth the mouse got out of the cage.  (พวกเด็กๆสงสัยว่า เป็นไปได้อย่างไรที่หนูออกจากกรงไป  -  ทั้งๆ ที่ล็อคทางออกไว้อย่างแน่นหนา),  have, (keep, with) one eye on  (คอยเฝ้าดูหรือเอาใจใส่  -  บุคคลหรือสิ่งของ -  ในขณะที่กำลังทำสิ่งอื่นไปด้วย)  -  Mother had one eye on baby as she ironed.  (แม่รีดผ้าและดูแลลูกน้อยไปด้วยในเวลาเดียวกัน) - Chris tried to study with one eye on the TV set.  (คริสพยายามอ่านหนังสือ  และดูทีวีไปด้วยในในเวลาเดียวกัน),  on account of  (เนื่องมาจาก, เพราะว่า)  -  The picnic was held in the gym on account of the rain.  (ปิกนิกถูกจัดในโรงยิม  -  แทนในสนาม  -  เนื่องมาจากฝนตก),  on a shoestring  (ด้วยเงินจำนวนเล็กน้อยสำหรับใช้จ่าย, ด้วยงบประมาณที่น้อยมาก  -  แปลตรงตัว คือ ด้วยเชือกผูกรองเท้า) - The couple was seeing Europe on a shoestring.  (สามี-ภรรยาคู่นั้นกำลังเที่ยวยุโรป  ด้วยเงินจำนวนเพียงนิดเดียว - คือ  แบบประหยัดสุดๆ),  to walk on air  (รู้สึกมีความสุขและตื่นเต้น)  -  Kim has been walking on air since she won the prize.  (คิมมีความสุขและตื่นเต้นมาโดยตลอด  ตั้งแต่ที่เธอได้รับรางวัล),  to wait on (upon) (รับใช้, ให้บริ การ) - The clerk in the store waits on all customers.  (เสมียนในร้านนั้นให้บริการ (รับใช้) ลูกค้าทุกคน),  (sitting) on top of the world  (ปลาบปลื้มยินดีและมีความสุข, รู้สึกประสบความสำเร็จ)  -  John was (sitting) on top of the world when he found out that he got into college.  (จอห์นดีใจและมีความสุข  เมื่อเขาพบว่าเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้),  on behalf of  (ในนามของ),  on board  (บนเรือ)  -  A ship was leaving the harbor, and we saw the people on board waving.  (เรือลำหนึ่งกำลังออกจากท่า  และเราเห็นผู้คนบนเรือโบกไม้โบกมือ  -  เพื่ออำลาญาติพี่น้องที่มาส่ง),  off and on (= on and off)  (ไม่สม่ำเสมอ, เป็นครั้งคราว หรือบางโอกาส)  -  It rained off and on all day.  (ฝนตกๆ หยุดๆ ตลอดทั้งวัน  -  คือ ตกแล้วหยุด  แล้วก็ตกแล้วหยุดอีก  สลับกันไปแบบนี้ตลอดทั้งวัน),  the posters on the walls   (โปสเตอร์บนกำแพง),  a sticker on her car  (สติ๊กเกอร์ติดรถของเธอ),  pictures on the screen  (รูปภาพบนจอ), on the ceiling  (บนเพดาน),  on the roof  (บนหลังคา),  on all fours  (คลาน เท้า),  get on a bus  (ขึ้นรถเมล์),  on a highway  (บนทางหลวง),  on the plane  (บนเครื่องบิน),  on foot  (โดยทางเท้าหรือเดินไป),  to walk on tiptoe  (เดินบนปลายเท้าหรือเขย่งส้นเท้า),  on horseback  (บนหลังม้า),  on a bicycle  (โดยรถจักร ยาน),  on Monday  (ในวันจันทร์),  on a Sunday afternoon  (ตอนบ่ายวันอา ทิตย์),  on an occasion like this  (ในโอกาสเช่นนี้),  on April10th  (ในวันที่ ๑๐ เมษายน),  on Thursday night   (ในคืนวันพฤหัสฯ),  on the first day of term  (ในวันแรกของภาคการศึกษา),  books on art and religion  (หนังสือเกี่ยวกับศิลปะและศาสนา),  on the subject of rents  (ในเรื่องเกี่ยวกับค่าเช่า), ideas on how films should be made  (ความคิดเกี่ยวกับว่าควรจะสร้างหนังอย่างไร),  to comment on the issue  (แสดงความคิดเห็นในประเด็นนั้น),  a talk on agriculture  (การสนทนาเกี่ยวกับเกษตรกรรม),  cars running on petrol (รถยนต์ที่วิ่งด้วยน้ำมัน),  appear on TV  (ปรากฏตัวทางทีวี),  to hear it on the radio  (ได้ยินมันทางวิทยุ),  on stage  (บนเวที),  on the phone  (ทางโทรศัพท์ หรือกำลังพูดโทรศัพท์),  on and on  (ไม่รู้จักจบสิ้น, ไม่หยุดหย่อน, ไม่สิ้นสุด),  on edge  (รุ่มร้อน, กระวนกระวาย, ตื่นเต้น, ประสาทเสีย, ปวดสมอง),  on one’s own  (ด้วยตนเอง, เป็นอิสระ, หาเลี้ยงตนเอง),  on purpose  (โดยเจตนา, โดยตั้งใจทำ),  on the carpet  (ดุด่าว่ากล่าว, สวด),  on the fence  (ยังไม่แน่ใจ, ยังไม่ตัดสินใจ-ตกลงใจ),  on the hook  (อยู่ในฐานะลำบาก),  on the spot  (ที่กำลังพูดถึง-เอ่ยถึง),  to be on  (กำลังปรากฏ, กำลังฉายอยู่. กำลังแสดง),  on the go  (มีธุระ ยุ่ง, เคลื่อนไหวทำโน่นทำนี่อยู่ตลอด)   I’m usually on the go all day long.  (ผมมักมีธุระยุ่งตลอดทั้งวัน),  on the market  (มีขาย, เสนอขาย)   I had to put my car on the market.  (ผมจำเป็นต้องเอารถออกขาย) - This is the finest home computer on the market.  (นี่เป็นคอมพิวเตอร์ประจำบ้านที่ดีที่สุดที่วางขายในตลาด),  on the mend  (สบายดี, หายป่วยไข้)   My cold was terrible, but I’m on the mend now.  (ไข้หวัดของผมย่ำแย่มากเลย  แต่ตอนนี้ผมหายไข้แล้ว)    What you need is some hot chicken soup.  Then you’ll really be on the mend.  (สิ่งที่คุณต้องการ คือ ซุปไก่ร้อนๆ  แล้วคุณจะหายป่วยจริงๆ เลย),  on the tip of one’s tongue  (ติดอยู่แค่ริมฝีปาก  คือ เกือบจะพูดออกมาแล้ว หรือ เกือบจะนึกออกแล้ว)   I have his name right on the tip of my tongue.  I’ll think of it in a second  (ผมมีชื่อของเขาติดอยู่ที่ริมฝีปาก  ผมจะนึกมันออกในอีกวินาทีเดียว)  – John had the answer on the tip of his tongue, but Ann said it first  (จอห์นเกือบจะบอกคำตอบออกมาแล้ว  แต่แอนพูดออกมาเสียก่อน - คือชิงบอกคำตอบก่อน),  on the wrong track  (ไปหรือเดินผิดลู่หรือราง, ทำตามสมมติฐานที่ผิด)    You’ll never get the right answer.  You’re on the wrong track.  (คุณไม่มีวันจะได้คำตอบที่ถูกต้องหรอก คุณเดินผิดทางนี่ หรือ คุณตั้งสมมติฐานไว้ผิดนี่),  be (skate) on thin ice  (อยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงหรือมีอันตราย)   If you try that, you’ll really be on thin ice.  That’s too risky.  (ถ้าคุณลองทำสิ่งนั้น  คุณจะตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง  มันเสี่ยงเกินไป)   If you don’t want to find yourself (skating) on thin ice, you must be sure of your facts  (ถ้าคุณไม่ต้องการพบตัวเองตกอยู่ในอันตราย  คุณต้องมั่นใจในข้อเท็จจริง  - ไม่เช่นนั้นคุณอาจแพ้คดีและต้องจ่ายเงินมากมาย),  on tiptoe  (เดินเขย่างเท้า),  on vacation  (เดินทางไปเที่ยวในวันหยุดพักผ่อน)   Where are you going on vacation this year?  (คุณจะเดินทางไปพักผ่อนที่ไหนในวันหยุดปีนี้)   I’ll be away on vacation for three weeks.  (ผมจะเดินทางไปพักผ่อนวันหยุดเป็นเวลา ๓ สัปดาห์),  เป็นต้น

 

2. When I said that I wished I _______ Italian, she told me she would give me some lessons, if I liked.

(เมื่อผมพูดว่า  ผมปรารถนาว่า  ผม ______ ภาษาอิตาเลียน  เธอบอกผมว่า  เธอจะสอนบทเรียน (ภาษาฯ) ให้ผมบ้าง ถ้าผมต้องการ)

(a) know

(b) knew

(c) would have known

(d) had known    (ได้เรียนรู้)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นการปรารถนาในอดีต  ซึ่งตรงกันข้ามกับความจริง  คือ  ไม่เป็นไปตามที่ปรารถนา  (Past subjunctive)  จึงต้องใช้โครงสร้าง  “Subject + Wish (ed) + (That) + Subject + Had + Verb 3 + ส่วนขยาย”  (เนื่องจากในข้อนี้  เป็นการปรารถนาว่าได้เรียนภาษาอิตาเลียนในอดีต  แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เรียน)  ดูตัวอย่างเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่  

  • I wish I _______________________________________ her while she stayed in Bangkok.

(ฉันปรารถนาว่าฉัน _______________________________ เธอ  ในขณะที่เธอพักในกรุงเทพฯ)

(a) meet

(b) met

(c) had met    (ได้พบ)

(d) would have met

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นการปรารถนาในอดีต  และตรงข้ามกับความเป็นจริง  (คือ มิได้พบกับเธอ  ในขณะที่เธอพักในกรุงเทพฯ)  จึงต้องใช้  “Past perfect tense” (Subject + Had + Verb 3)  และในกรณีที่เป็น  “Passive voice”  ใช้  (Subject + Had + Been + Verb 3)  เช่น

  • He wishes he had been given more opportunity when he was young.

(เขาปรารถนาว่า  เขาได้รับโอกาสมากขึ้นตอนเขาเป็นเด็ก  -  คือในอดีต)  (แต่ในความเป็นจริง  คือ  ไม่ได้รับ)

                                  ตัวอย่างที่  ๒

  • I wish you ____________________________________________ there at that moment.

(ผมปรารถนาว่าคุณ _________________________________________ ที่นั่นในขณะนั้น)

(a) are

(b) were

(c) had been    (อยู่)

(d) would have been

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นการปรารถนาให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นในอดีต  (ให้คุณอยู่ที่นั่นในตอนนั้น  ซึ่งเป็นอดีตที่ผ่านมาแล้ว)  (ความเป็นจริง  คือ  คุณไม่ได้อยู่ที่นั่นในตอนนั้น)   

                                  ตัวอย่างที่  

  • I wish I _________________________________________ German when I was at school.

(ผมปรารถนาว่าผม _____________________________ ภาษาเยอรมัน  ตอนที่ผมเป็นนักเรียน)

(a) was learning

(b) learnt

(c) had learnt    (ได้เรียนรู้)

(d) have learnt

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นการปรารถนาเหตุการณ์ในอดีต  (สมัยเป็นเด็กนักเรียน)  แต่ในความเป็นจริงคือ  “มิได้เรียนภาษาเยอรมัน

                                 ตัวอย่างที่  

  • I wish today ___________________________________________________ a holiday.

(ผมปรารถนาว่าวันนี้ ______________________________________________ วันหยุด)

(a) is

(b) be

(c) being

(d) were   (เป็น)

ตอบ  –  ข้อ  (d)  เนื่องจากเมื่อใช้  “Wish”  แสดงความปรารถนาในสิ่งที่  “ตรงข้ามกับความเป็นจริง”  คือเหตุการณ์มิได้เป็นจริงตามที่ปรารถนา  -  วันนี้มิได้เป็นวันหยุด  ซึ่งเป็นการปรารถนาในปัจจุบัน  จะต้องใช้โครงสร้าง  “Subject + Wish + (That) + Subject + Verb 2  และในกรณีกริยาเป็น  Verb to be  ให้ใช้  Were  กับประธานทุกตัว,  แต่  “that”  มักจะละไว้โดยมาก  (ไม่เขียนลงในประโยค)  เราเรียกการใช้โครงสร้างแบบนี้ว่า  “Past subjunctive   

                                  ตัวอย่างที่  

  • I wish you ______________________________________________________ longer.

(ผมปรารถนาว่าคุณ _____________________________________________ นานขึ้นอีก)

(a) will stay

(b) can stay

(c) could stay    (สามารถพัก  -  อยูกับเรา)

(d) stay

ตอบ ข้อ  (c)  การใช้  “Wish”  แสดงความปรารถนาให้เป็นเช่นนั้นเช่นนี้  แต่ก็ไม่เกิดขึ้นจริง  กริยาในประโยคย่อยที่ตามหลัง  “Wish”  จะต้องอยู่ในรูป  “Past tense” (Verb 2)  (เมื่อเป็นการปรารถนาในปัจจุบัน)  และอยู่ในรูป  “Past perfect tense”  (Had + Verb 3)  (เมื่อเป็นการปรารถนาในอดีต)  ดูเพิ่มเติมจากตัวอย่างข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่ 

A: I’m not staying here. 

(ผมจะไม่พักที่นี่แล้ว)

B: I wish you _____________________________________________________________.

(ผมปรารถนาว่าคุณ ___________________________________________________)

(a) can

(b) are

(c) were    (พัก)

(d) stay

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากกริยาที่อยู่ในอนุประโยคที่ตามหลัง  “Wish”  จะต้องอยู่ในรูป  “Past simple tense” (Verb 2) (ถ้าเป็นการปรารถนาในปัจจุบัน  เช่นในประโยคข้างบน  ที่ปรารถนาให้  “คุณ”  พักอยู่ในปัจจุบัน),  และต้องอยู่ในรูป  “Past perfect tense” (Had + Verb 3) (ถ้าเป็นการปรารถนาในอดีต)  เราเรียกโครงสร้างแบบนี้ว่า  “Past subjunctive”  คือ  ทั้งใน ๒ กรณี  เป็นการปรารถนาเหตุการณ์ที่ไม่เกิดขึ้นจริง  เป็นเพียงการอยากให้เป็นเช่นนั้นเช่นนี้เท่านั้น  แต่ก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้จริงตามความปรารถนา  ฝรั่งจึงใช้รูป  “Past”  อย่างใดอย่างหนึ่งเสมอ

                                 ตัวอย่างที่ 

  • I wish I ____________________________________ enough money to buy a new car now.

(ฉันปรารถนาว่าฉัน _________________________ เงินเพียงพอที่จะซื้อรถยนต์คันใหม่ในขณะนี้)

(a) have

(b) had    (มี)

(c) will have

(d) am having

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจากเป็นการปรารถนาในปัจจุบัน  จึงใช้กริยาในอนุประโยคเป็นอดีต  คือ  Verb 2 (Had)

                                 ตัวอย่างที่ 

  • She went to the movies last night but she told me she wished she ________________ to see it.

(เธอไปดูหนังเมื่อคืนวาน  แต่เธอบอกผมว่า  เธอปรารถนาว่าเธอ ______________________ ดูมัน)

(a) hasn’t gone

(b) didn’t go

(c) hadn’t gone    (มิได้ไป)

(d) doesn’t go

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นการปรารถนาในอดีต  กริยาของประโยคที่ตามหลัง  “Wish”  จึงต้องอยู่ในรูป  “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3)

                                  ตัวอย่างที่ 

  • Why didn’t you keep your promise?  I wish you _________________________________ it.

(ทำไมคุณจึงไม่รักษาคำมั่นสัญญา  ผมปรารถนาว่าคุณ ____________________________ มัน)

(a) kept

(b) would keep

(c) would have kept

(d) had kept    (ได้รักษาฯ)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นการปรารถนาให้เกิดเหตุการณ์  (รักษาคำมั่นสัญญา)  ในอดีต  จึงใช้รูป  “Subject + Wish + (That) + Subject + Had + Verb 3”  

                                 ตัวอย่างที่  ๑๐

  • I wish I ______________________________________________________ as he does.

(ผมปรารถนา (ว่า) ผม ________________________________________ เหมือนที่เขาเล่น)

(a) can play

(b) play

(c) could play    (สามารถเล่น)

(d) will play

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากอนุประโยค  (Subordinate clause)  ที่ตามหลัง  “Wish”  จะอยู่ในรูป  “Past subjunctive”   คือ  ต้องอยู่ในรูป  “Past simple” (Could play)  เมื่อเป็นการปรารถนาในปัจจุบัน  หรือใช้รูป   “Past perfect tense”  (Had played  หรือ  Could have played)  เมื่อเป็นการปรารถนาในอดีต

                                 ตัวอย่างที่  ๑๑

  • Smith said, “I don’t speak English.”  His friend said, “I wish you ______________________.”

(สมิธพูดว่า  “ผมไม่พูดภาษาอังกฤษ”  (และ) เพื่อนของเขาพูดว่า  “ผมปรารถนาว่า  คุณ __________)

(a) speak

(b) do

(c) did    (พูด

(d) can

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “Did”  แทน  “Speak”) (ต้องอยู่ในรูป  “Past tense”  เนื่องจากเป็น  “Past subjunctive”  คือ  เป็นกริยาใน  “Clause”  ซึ่งตามหลัง  “Wish”  ที่แสดงความปรารถนาในปัจจุบัน  (โดยสังเกตจากกริยา  Don’t speak)   คือ  ปรารถนาให้สมิธพูดภาษาอังกฤษได้,  สำหรับโครงสร้าง   Past subjunctive  มีหลัก  คือ

               ๑. ถ้าตรงข้ามกับความจริงในปัจจุบัน  (ปรารถนาเหตุการณ์ปัจจุบัน  แต่เหตุการณ์มิได้เป็นไปตามที่ปรารถนา)  ให้ใช้  “Verb”  เป็น  “Past simple” (Verb 2),  สำหรับประโยคที่มี  “Verb to be”  ให้ใช้  “Were”  กับประธานทุกตัว  (He, She, It, I, You, We, They, David, Susan)  เช่น

  • I wish (that) she came to see me today.

(ผมปรารถนาว่าเธอมาเยี่ยมผมวันนี้)  (แต่จริงๆ แล้วเธอไม่ได้มา)

  • She wishes (that) today were her birthday.

(เธอปรารถนาว่า  วันนี้เป็นวันเกิดของเธอ)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่)

  • I wish (that) my uncle were here now.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่ในขณะนี้)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้อยู่)

  • He wishes (that) his father were a millionaire (now).

(เขาปรารถนาว่า  พ่อของเขาเป็นเศรษฐี)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็น)

  • I often wish (that) I were really wealthy (now).

(ผมปรารถนาบ่อยๆ ว่า  ผมร่ำรวยอย่างแท้จริง)  (จริงๆ แล้วไม่รวย)

  • My sister occasionally wishes (that) she were a boy (now).

(น้องสาวของผมปรารถนาเป็นบางครั้งว่า  เธอเป็นเด็กผู้ชาย)  (จริงๆ แล้วเป็นหญิง)

  • I wish (that) I had a bigger house (now).

(ผมปรารถนาว่าผมมีบ้านหลังใหญ่กว่านี้)  (แต่จริงๆ แล้วมีบ้านหลังเล็ก)

  • They wish (that) they could speak Japanese (now).

(พวกเขาปรารถนาว่า สามารถพูดภาษาญี่ปุ่นได้)  (แต่จริงๆ แล้วพูดไม่ได้)

               ๒. ถ้าตรงข้ามกับความจริงในอดีต  (ปรารถนาเหตุการณ์ในอดีต  แต่เหตุการณ์มิได้เป็นไปตามที่ปรารถนา)  ให้ใช้  “Verb”  เป็น  “Past perfect” (Had + Verb 3)  เช่น

  • They wish (that) they had gone to Europe last year.

(พวกเขาปรารถนาว่า  พวกเขาได้ไปยุโรปเมื่อปีที่แล้ว)  (แต่จริงๆ แล้วพวกเขาไม่ได้ไป)

  • Peter wished (that) he had studied in a university when he was young.

(ปีเตอร์ปรารถนาว่าเขาได้เรียนในมหาวิทยาลัย  เมื่อเขาเป็นเด็ก)  (แต่จริงๆ แล้วเขาไม่ได้เรียน)

  • I wish (that) yesterday had been a holiday.

(ผมปรารถนาว่า  เมื่อวานนี้เป็นวันหยุด)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็น)

  • She wishes (that) her father had been a millionaire (last year).

(เธอปรารถนาว่า  พ่อของเธอเป็นเศรษฐี  (เมื่อปีที่แล้ว)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็น)

  • He wished (that) he had been a bird (a long time ago).

(เขาปรารถนาว่า  เขาเป็นนก (เมื่อนานมาแล้ว)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็น)

  • I wish (that) my uncle had been here yesterday.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่เมื่อวานนี้)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้อยู่)

  • Lucy wishes (that) she had been given a scholarship when she was in college.

(ลูซี่ปรารถนาว่าเธอได้รับทุนการศึกษา  เมื่อเธอศึกษาในวิทยาลัย)  (แต่จริงๆ แล้วเธอไม่ได้ทุน)

             ๓. ถ้า  “Wish”  ใช้กับอนาคต  (Future)  ให้ใช้  “Verb”  เป็น  “Would”, “Should”,  “Could”,  “Might” + Verb 1  ความหมาย  คือ  ขอให้เหตุการณ์เกิดขึ้นตามที่ปรารถนา  แม้มีโอกาสเกิดขึ้นได้ยาก  หรืออาจไม่เป็นไปตามที่ปรารถนา  เช่น

  • I wish (that) my wife would be here tomorrow.

(ผมปรารถนาว่า  ภรรยาของผมอยู่ที่นี่ในวันพรุ่งนี้)  (แต่จริงๆ แล้วคงไม่ได้อยู่ หรือมีโอ กาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก)

  • She wishes (that) she could come to my party next week.

(เธอปรารถนาว่า  เธอสามารถมางานเลี้ยงของผมสัปดาห์หน้า)  (แต่จริงๆ แล้วคงไม่ได้มา  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

  • They wish (that) they would graduate from the university next semester.

(พวกเขาปรารถนาว่า  จะเรียนจบจากมหาวิทยาลัยในเทอมหน้า)  (แต่คงจะไม่จบ  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

               ๔. เมื่อใช้  “Wish”  แสดงความปรารถนาในแบบปกติธรรมดา  จะมีโครง สร้าง  “Wish + To + Verb 1”  ซึ่งความปรารถนาดังกล่าวอาจจะเป็นจริง  หรือไม่เป็นจริงก็ได้  เช่น

  • They wish to meet their friends again next year.

(พวกเขาปรารถนาจะได้พบเพื่อนอีกในปีหน้า)

  • She wishes to leave now.

(เธอปรารถนาจะจากไปในตอนนี้)

  • He wishes to visit London next month.

(เขาปรารถนาจะไปเที่ยวลอนดอนเดือนหน้า)

  • They wished to pass the exam this term.

(พวกเขาปรารถนาจะสอบผ่านเทอมนี้)

  • They are in love and wish to marry.

(เขาทั้งสองคนรักกัน  และปรารถนาจะแต่งงานกัน)

               ๕. โครงสร้าง  “Wish + กรรม + Noun”  มีความหมาย  คือ  “ขออวยพรให้”  เช่น

  • She wished them a Merry Christmas and a Happy New Year

(เธออวยพรวันคริสมาสต์และปีใหม่ให้พวกเขา)

  • He wishes his parents a long and happy life.

(เขาอวยพรให้พ่อแม่มีชีวิตยืนยาวและมีความสุข)

  • I wish you success.

(ผมขออวยพรให้คุณประสบความสำเร็จ)

  • Before their exam they wished each other luck.

(ก่อนการสอบ  พวกเขาอวยพรโชคดีให้กันและกัน)

  • It is Mary’s birthday today.  Don’t forget to wish her many happy returns.

(วันนี้เป็นวันเกิดของแมรี่  อย่าลืมอวยพรให้เธอมีความสุข)

               ๖. โครงสร้าง  “Wish + For + Something”  เป็นการปรารถนาอะไรบางอย่าง  ซึ่งมักแสดงความปรารถนาอย่างเงียบๆ กับตัวเอง  เช่น

  • She blew out the candles on her birthday cake and wished for a new doll.

(เธอเป่าให้เทียนบนเค้กวันเกิดดับลง  และปรารถนาจะได้ตุ๊กตาใหม่สักตัว)

               ๗. ใช้  “Wish”  แบบคำนาม  (Noun)  ซึ่งหมายถึง  “ความปรารถนา, ความประสงค์, ความต้องการ, คำอธิษฐาน, สิ่งที่ปรารถนา”  เช่น

  • She told me of her wish to quit her job.

(เธอบอกผมถึงความปรารถนาของเธอที่จะทิ้งงาน)  (ลาออกจากงาน)

  • He has a strong wish to see his ex-wife again.

(เขามีความปรารถนาแรงกล้าที่จะพบอดีตภรรยาอีกครั้ง)

  • Julius Cesar was an all-powerful king whose every wish was obeyed.

(จูเลียส ซีซาร์ เป็นกษัตริย์ที่มีอำนาจเต็มที่  ผู้ซึ่งความปรารถนาทุกอย่างของเขาได้รับการเชื่อฟัง)

  • We have no wish to repeat their mistakes.

(เราไม่มีความต้องการที่จะทำผิดซ้ำความผิดของพวกเขา)

  • A death wish is a conscious or unconscious desire to die or be killed.

(ความปรารถนาความตาย”  เป็นความต้องการแบบรู้ตัว (ตั้งใจ) หรือ ไม่รู้ตัว (ไม่ตั้งใจ) ที่จะตาย  หรือ  ถูกฆ่าตาย)

  • The government should reflect the wishes of the majority in the country.

(รัฐบาลควรจะสะท้อนความต้องการ (สิ่งที่ต้องการ) ของคนส่วนใหญ่ในประเทศ)

  • My last wish is for you to leave this house and never return.

(ความปรารถนาสุดท้ายของฉัน  คือ  ให้คุณออกจากบ้านหลังนี้ไป  และอย่ากลับมาอีก)

  • Her parents send their best wishes for me on my birthday.

(พ่อแม่ของเธอส่งความปรารถนาดีมายังผม  สำหรับวันเกิดของผม)

  • Please accept this gift with my sincere good wishes for the future.

(โปรดรับของขวัญนี้ไว้ด้วยความปรารถนาดีอย่างจริงใจจากผม  สำหรับอนาคต)  (เพื่อความสุข-ความสำเร็จของคุณ)

  • Have you made your wish yet?

(คุณตั้งความปรารถนาไว้แล้วหรือยัง)  (ว่าอยากได้อะไรสักอย่าง)

  • The genie then granted Sinbad three wishes.

(ผู้วิเศษ (พ่อมด-แม่มด) ให้ซินแบดตั้งความปรารถนาได้ อย่าง)  (ขออะไรก็ได้   อย่าง)

 

3. He became very deaf in his _______________________________________________ life.

(เขาหูหนวกอย่างมากในชีวิต _________________________________________ ของเขา)

(a) late    (สาย, ล่า, ช้า, ซึ่งล่วงลับไปแล้ว)

(b) later    (ต่อมา, บั้นปลาย)

(c) latest    (ล่าสุด, ทันสมัยที่สุด, เกิดทีหลังสุด)

(d) last    (สุดท้าย, ที่แล้ว, ที่ผ่านมา)

ตอบ  -  ข้อ  (b)

 

4. I was very busy ____________________ my lesson because I would have a final exam next week.

(ผมมีงานยุ่งมากกับ ___________ บทเรียนของผม  เพราะผมมีสอบไล่สัปดาห์หน้า)  (มีธุระยุ่งกับการ

เตรียมบทเรียน)

(a) prepared

(b) to prepare

(c) preparing    (การเตรียม)

(d) on preparing

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “Busy + Verb + ing”  สำหรับคำคุณศัพท์อีกตัวที่ตามด้วย  Gerund (Verb + ing)  คือ  “Worth”  (ควรค่าต่อ, คุ้มค่ากับ)  ดังประโยคข้างล่าง

  • This book is worth reading.

(หนังสือเล่มนี้ควรค่าต่อการอ่าน)

  • Those people are worth talking to.

(คนพวกโน้นคุ้มค่ากับการพูดคุยด้วย)

                  ทั้งนี้  อย่าสับสนกับโครงสร้างข้างล่าง

         Subject + Is (Was) + Too + Adjective + To + Verb 1 + ส่วนขยาย 

(ประธาน ..................... เกินไปกว่าที่จะ ....................)  เช่น  

  • Paul was too busy to prepare his lesson.

(พอลมีงานยุ่งมากเกินไปกว่าที่จะเตรียมบทเรียนของตน)  (พอลมีงานยุ่งมาก  จนเขาไม่มีเวลาเตรียมบทเรียน)

  • Mary is too busy to write to her parents.

(แมรี่มีงานยุ่งเกินไปกว่าที่จะเขียนจดหมายถึงพ่อแม่ของเธอ)  (แมรี่มีงานยุ่งมาก  จนเธอไม่มีเวลาเขียนจดหมาย)

 

5. The guide was compelled to admit he had blundered far from the intended route.

(มัคคุเทศก์ถูกบังคับให้ยอมรับว่า  เขาได้  ทำผิดพลาด-พูดออกมาอย่างโง่-เดินเซ่อ-งุ่ม ง่าม-ซุ่มซ่าม   ห่างไกลจากเส้นทางที่ได้ตั้งใจเอาไว้)  (หมายถึงใช้เส้นทางผิด  ห่างไกลจากเส้นทางที่ตั้งใจไว้ว่าจะไป)

(a) made a mistake    (ทำผิดพลาด)

(b) blended    (ผสม, คลุก, กลมกลืน, คลุกเคล้าให้เข้ากัน, ทำให้เหมาะกับ)

(c) deserted    (ละทิ้ง, ทอดทิ้ง, ละทิ้งหน้าที่, หนีทัพ)

(d) swindled    (โกง, ฉ้อโกง, หลอกต้ม, หลอกลวง)

(e) pondered    (ตรึกตรอง, ไตร่ตรอง)

ตอบ  -  ข้อ  (a)  Blunder  เมื่อเป็นคำนาม  หมายถึง  “ความผิดพลา

 

6. His extreme nervousness impeded his ability to speak in front of large groups of people. 

(ความประหม่าอย่างสุดๆ ของเขา  กีดกั้น-ขัดขวาง-เป็นอุปสรรค  (ต่อ) ความสามารถของเขาในการพูดต่อหน้าคนกลุ่มใหญ่)

(a) accelerated    (เร่งรัด, ทำให้เร็วขึ้น)

(b) terminated    (สิ้นสุดลง, จบสิ้นลง, ทำให้สิ้นสุด)

(c) hindered    (ขัดขวาง, เป็นอุปสรรค, กีดกัน, สกัดกั้น)

(d) fostered    (บ่มเพาะ, เลี้ยงดู, สนับสนุน, ให้กำลังใจ, อุปถัมภ์)

(e) deceived     (ดิ-ซี้ฟว)  (หลอกลวง, ต้มตุ๋น, โกง) 

ตอบ  -  ข้อ  (c

 

7. This new invention has an enormous sales potential.

(สิ่งประดิษฐ์ชิ้นใหม่นี้มี  ความเป็นไปได้-ศักยภาพ  (ของ) การจำหน่ายที่มหาศาล)  (เป็นไปได้ว่าจะขายดีเป็นเทน้ำเทท่า)

(a) increase    (การเพิ่มขึ้น)

(b) decrease    (การลดลง)

(c) possibility    (ความเป็นไปได้)

(d) discount    (การลดราคา)

(e) catastrophe    (คะ-แทส-ทระ-ฟี่)  (ภัยพิบัติ, ความหายนะ, เหตุการณ์ที่ร้ายกาจ, ตอนจบของละคร, จุดจบ)

ตอบ  -  ข้อ  (c

 

8. She is learning shorthand and typing _____________ to be able to get a job with a business firm.

(เธอกำลังเรียนรู้ชวเลขและพิมพ์ดีด ___________________ ได้สามารถได้งานทำกับบริษัทธุรกิจ)

(a) so that

(b) so he

(c) so as he

(d) so as    (เพื่อที่จะ)

(e) and so

ตอบ  -  ข้อ  (d) หรืออาจตอบ  “In order (to)”  (เพื่อที่จะ)  ก็ได้,  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างในแบบ  Passive voice  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                 ตัวอย่างที่ 

  • A young man is accepted in the Royal Thai Air Force _____________________ trained to fly.

(ชายหนุ่มคนหนึ่งได้รับ (เข้าทำงาน) ในกองทัพอากาศ ________ ฝึกฝนให้บิน)  (คือ ฝึกขับเครื่องบิน)

(a) in spite of being    (ทั้งๆ ที่เป็น)

(b) in case of being    (ในกรณีที่เป็น)

(c) in order that    (เพื่อที่ว่า)  (ต้องตามด้วยประโยค คือ  “Subject + Verb”  เช่น  “…………in order that

       he will be trained to fly” – เพื่อที่ว่าเขาจะได้รับการฝึกให้ทำการบิน)

(d) in order to be    (เพื่อที่จะถูก)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  ต้องใช้   “……..….to be trained”  (Passive voice)  เนื่องจาก  “ถูกกระทำ”  คือ  “ถูกฝึก”  หรืออาจใช้  “so as to be”  (เพื่อที่จะถูก)  ก็ได้

                  ตัวอย่างการใช้  In order to  หรือ  So as to  หรือ  Infinitive with to  (To + Verb 1)  ขยายหลังคำกริยา  ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  เพื่อบอกว่าทำกริยานั้นเพื่อวัตถุประสงค์อะไร  เช่น

  • All students come to school in order to (so as to, to) learn.

(นักเรียนทุกคนมาโรงเรียนเพื่อจะเรียน)

  • People should eat in order to (so as to, to) live, not live in order to (so as to, to) eat.

(คนเราควรกินเพื่ออยู่มิใช่อยู่เพื่อกิน)

  • I went there in order to (so as to, to) meet my old friends.

(ผมไปที่นั่นเพื่อพบเพื่อนเก่า)

  • She studied hard in order to (so as to, to) get a scholarship.

(เขาเรียนหนักเพื่อให้ได้รับทุนการศึกษา)

  • We stopped at the restaurant in order to (so as to, to) eat.

(เราแวะที่ภัตตาคารเพื่อกินอาหาร)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                 

 

             ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง  e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  Address  <wpookaotong@yahoo.com>  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า “ปรับปรุงเว็บไซต์”)  เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป