หมวดข้อสอบ STRUCTURE (ตอนที่ 613)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Direction:  Choose the best answer to each item.

(จงเลือกคำตอบที่ดีที่สุดของแต่ละข้อ)

 

1. We don’t allow _______________________________________________________ here.

(เราไม่อนุญาต ____________________________________________________ ที่นี่)

(a) swim

(b) to swim

(c) swimming    (การว่ายน้ำ)

(d) to swimming

ตอบ  -  ข้อ  (c)  “Subject + Allow + Verb + ing”  =  “อนุญาตการทำบางสิ่ง..............”  ส่วน  “Subject + Allow + Someone + To + Verb 1 + ส่วนขยาย  “อนุญาตให้ใครทำบางสิ่ง............”  ดูเพิ่มเติมรูป  “Passive voice”  ของโครงสร้างทั้ง  ๒  จากประโยคข้างล่าง

                                 ตัวอย่างที่  

  • He said to his friend, “ __________________________________________________”

(เขากล่าวกับเพื่อนของเขาว่า “ ____________________________________________”)

(a) Are we allowed to smoking here?

(b) Is smoking allowed here?     (การสูบบุหรี่ได้รับอนุญาตที่นี่หรือเปล่า)  (หมายถึง  สูบบุหรี่ที่นี่ได้หรือไม่)

(c) Do they allow anyone smoking here?

(d) Are we allowed smoking here?

ตอบ  -  ข้อ   (b)  หรืออาจใช้โครงสร้างอื่นที่มีความหมายเหมือนกัน  เช่น

  • Do they allow smoking here ?

(พวกเขาอนุญาตการสูบ (อนุญาตให้สูบ) บุหรี่ที่นี่หรือเปล่า)

  • Are we allowed to smoke here ?

(เราได้รับอนุญาตให้สูบบุหรี่ที่นี่หรือเปล่า)  (เราสูบบุหรี่ที่นี่ได้ไหม)

                         ทั้งนี้  “Allow”  มีการใช้  ๔  รูปแบบ  คือ

               ๑. Subject + Allow + Doing + Something  (Active voice)

  • They allow smoking here.

(พวกเขาอนุญาตการสูบบุหรี่ (ให้สูบบุหรี่ได้) ที่นี่)

  • She allowed taking shelter in her home.

(เธออนุญาตให้พักในบ้านของเธอได้)

  • They don’t allow swimming in this river.

(พวกเขาไม่อนุญาตให้ว่ายน้ำในแม่น้ำนี้)

               ๒. Verb + ing + Is (Was) + (Not) + Allowed  (Passive voice)

  • Smoking is allowed here.

(การสูบบุหรี่ได้รับอนุญาตที่นี่)  (สูบบุหรี่ได้ที่นี่)

  • Swimming is not allowed in this river.

(การว่ายน้ำไม่ได้รับอนุญาตในแม่น้ำนี้)

               . Subject + Allow + Someone + To + Verb 1 + Something  (Active voice)

  • They allow me to smoke in this room.

(เขาอนุญาตให้ผมสูบบุหรี่ในห้องนี้)

  • Her parents allowed her to go to the party.

(พ่อแม่ของเธออนุญาตให้เธอไปงานเลี้ยง)

               ๔. Subject + Is (Was, Are, Were) + Allowed + To + Verb 1 + Something  (Passive voice)

  • I am allowed to smoke in this room.

(ผมได้รับอนุญาตให้สูบบุหรี่ในห้องนี้)

  • She was allowed to go to the party (by her parents).

(เธอได้รับอนุญาตให้ไปงานเลี้ยง  -  โดยพ่อแม่ของเธอ)

  • They were allowed to eat as much food as they wanted.

(พวกเขาได้รับอนุญาตให้กินอาหารมากเท่าที่พวกเขาต้องการ)

 

2. At the sales things can often be bought ___________________________________ half price.

(ที่การขายลดราคา  สิ่งต่างๆ สามารถซื้อได้ __________________________ ครึ่งราคาบ่อยครั้ง)

(a) for

(b) at    (ที่)

(c) in

(d) with

ตอบ  -  ข้อ  (b)  “Price”  ใช้กับ  “At

           สำหรับวลีอื่นๆ ที่ใช้  Preposition  “At”  ได้แก่  “At full speed”  (ที่ความเร็วเต็มเหยียด)  -  When the accident took place, the car was going at full speed.  (เมื่ออุบัติเหตุเกิดขึ้น  รถกำลังวิ่งที่ความเร็วเต็มเหยียด),  “He left school at (the age of) 18.”  (เขาออกจากโรงเรียนเมื่ออายุ ๑๘ ปี),  “He passed his driving test at the second attempt.”  (เขาสอบขับรถผ่าน – ได้ใบขับขี่ – ในความพยายามครั้งที่สอง)  (หมายถึง  ครั้งแรกสอบตก),  “At times (sometimes) he used to go for long walks.”  (บางครั้ง – บางโอกาส – เขาเคยไปเดินเล่นไกลๆ),  “Buses pass the end of the road at regular intervals.”  (รถเมล์วิ่งผ่านปลายถนนเป็นครั้งคราว – เป็นช่วงๆ – ตามเวลาที่กำหนด),  “What is he at ?  He should have been back long ago.”  (เขากำลังทำอะไรอยู่นะ  เขาควรจะกลับมา – ถึงบ้าน – ตั้งนานแล้ว),  “Be at it”  (ยุ่งเกี่ยวกับกิจกรรมบางอย่าง)  -  They’re always at it, arguing night and day.  (พวกเขาทำสิ่งนี้อยู่เสมอ,  โต้เถียง-ทะเลาะกันทั้งคืนทั้งวัน),  “She is shouting at the top of her voice.”  (เธอกำลังตะโกนสุดเสียง),  “They sat at a table near the back.”  (เขานั่งที่โต๊ะใกล้หลังห้อง),  “We landed at a small airport.”  (เราร่อนลงจอดที่สนามบินเล็กๆ),  “He tightened the screw at both ends.”  (เขาขันสกรูให้แน่นที่ปลายทั้ง ๒ ข้าง),  “at a high speed”  (ด้วยความเร็วสูง)  -  It is not safe to go round a bend at a high speed.  (มันไม่ปลอดภัยที่จะขับรถตรงทางโค้งด้วยความเร็วสูง),  “at a good price”  (ในราคาที่ดี หรือสูง)  -  She sold her house at a good price.  (เธอขายบ้านได้ราคาดี),  “at interest”  (โดยคิดดอกเบี้ย),  “at pains”  (ใช้ความพยายามเป็นพิเศษ)  -  At pains to make a good impression, she was prompt for her appointment.  (โดยใช้ความพยายามเป็นพิเศษที่จะสร้างความประทับใจ  เธอรวดเร็วสำหรับการนัดหมาย  -  คือมาถึงที่นัดหมายตรงเวลา),  “at stake”  (ไม่แน่นอน, อยู่ในภาวะที่เสี่ยง)  -  The team played hard because the championship of the state was at stake.  (ทีมเล่นอย่างสุดฝีมือ  เพราะตำแหน่งแชมเปี้ยนของรัฐไม่แน่นอน  หรืออยู่ในภาวะเสี่ยง  -  คือ  ขึ้นอยู่กับผลลัพธ์ของการแข่งขัน  ไม่รู้ว่าจะแพ้หรือชนะ  และจะได้เป็นแชมป์หรือไม่),  “at the same time”   (ในเวลาเดียวกัน),  “at the corner of the street”  (ที่หัวมุมถนน),  “We got off the bus at Oxford Street.”  (เราลงรถเมล์ที่ถนนอ็อกซ์ฟอร์ด)  (หมายถึงที่ป้ายรถเมล์บนถนนนี้),  แต่ใช้  "They live in Oxford Street.”  (เขาอาศัยอยู่บนถนนอ็อกซ์ฟอร์ด),  “He threw stones at other children.”  (เขาขว้างหินไปที่เด็กคนอื่นๆ),  “He pointed the gun at me.”  (เขาเล็งปืนมาที่ผม - ขู่ว่าจะยิงผม),  “I had to make a guess at the meaning of the word.”  (ผมจำเป็นต้องเดาความหมายของคำ),  “Hold it at arm’s length”  (ถือมันไว้ให้ห่างตัวหนึ่งช่วงแขน),  “at the mercy of”  (= at one’s mercy)  (อยู่ในอำนาจของ, ขึ้นอยู่กับความเมตตากรุณาของ)   -  The picnic was at the mercy of the weather.  (การปิกนิกขึ้นอยู่กับความเมตตาของดินฟ้าอากาศ  -  คือจะต้องเลื่อนไปถ้าเกิดฝนตก),  There is no need at all to buy a new car.  (ไม่มีความจำเป็นเลยสักนิดที่จะซื้อรถคันใหม่),  “good at”  (เก่ง)  -  She is good at playing tennis.  (เธอเล่นเทนนิสเก่ง),  “at a high speed” = {(บินหรือวิ่ง)  ด้วยความเร็วสูง},  “sit at a table”  (นั่งที่โต๊ะ)  -  They sat at a table near the back.  (พวกเขานั่งที่โต๊ะใกล้หลังห้อง),  “land at a small airport” (ร่อนลงที่สนามบินเล็กๆ),  “at both ends”  (ที่ปลายทั้ง ๒ ข้าง)  -  Please tighten the screws at both ends.  (กรุณาขันสกรูให้แน่นทั้ง ๒ ปลาย – ของขั้วแบตเตอรี่),  “a knock at the door”  (การเคาะที่ประตู)  -  There was a knock at the door and then she walked in.  (มีเสียงเคาะที่ประตู  และจากนั้นเธอก็เดินเข้ามา),  “at a beach club”  (ที่สโมสร ณ ชายหาด)  -  The whole play takes place at a beach club.  (การแสดงทั้งหมดเกิดขึ้นที่สโมสร ณ ชายหาด)Only one hospital, at Angal, is functioning.  (โรงพยาบาลเพียงแห่งเดียวเท่านั้น, ที่ (ตำบล) แองกัล, กำลังทำงานอยู่),   “at a funeral”  (ที่งานศพ)  -  The whole village were out at a funeral.  (คนทั้งหมู่บ้านออกมาเพื่อร่วมพิธีศพ),  “at a press conference”  (ที่การให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์)  -  George made his remarks at a press conference.  (จอร์ชพูดที่การให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์),  “at a high school dance”  (ที่งานเต้นรำของโรงเรียน)  -  James had a fight at a high school dance.  (เจมส์ทะเลาะวิวาทที่งานเต้นรำของโรงเรียน)“at the office”  (ณ ที่ทำงาน,  เดินทางไปทำงาน)  -  He is at his office.  (เขาอยู่ที่ที่ทำงาน)  -  Mary was 25 years at that office.  (แมรี่เดินทางไปทำงานที่สำนักงานแห่งนั้นเป็นเวลา ๒๕ ปี),  “at a boarding school”  (ที่โรงเรียนประจำ – โรงเรียนกินนอน)  -  They have been away from home at a boarding school.  (พวกเขาออกจากบ้านเพื่อมาเรียนที่โรงเรียนประจำ),  “at a small town or village”  (ที่เมืองหรือหมู่บ้านเล็กๆ)  -  Darwin lived at Downe, a small village in Kent.  (ดาร์วินอาศัยอยู่ที่ดาวเน่ – หมู่บ้านเล็กๆ ในเมืองเคนท์),  แต่ใช้  I’m so glad you have come to live in our village.  (ผมดีใจมากที่คุณมาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านของเรา),  และใช้  “in the city or country”  (ในเมืองหรือประเทศ)  -  She lives in Chiang Mai, a province in northern Thailand.  (เธออาศัยอยู่ในเชียงใหม่  จังหวัดทางภาคเหนือของประเทศไทย),  “at breakfast”  (เมื่อเวลาอาหารเช้า หรือกินอาหารเช้า)  Jeff is still home at breakfast.  (เจฟฟ์ยังคงอยู่ที่บ้านและทานอาหารเช้า),  “to stare at a garage roof”  (จ้องมองไปที่หลังคาโรงรถ),  “to wave down at him”  (โบกมือให้เขา),  “John grinned at Sarah.”  (จอห์นยิ้มกว้างให้ซาร่าห์),  ““to throw petals at his car”  (โยน – โปรย – กลีบดอกไม้ที่รถของเขา),  “at a distance”  (ในระยะไกล)  -  We could see the approaching train at a distance.  (เราสามารถมองเห็นรถไฟที่กำลังใกล้เข้ามาอยู่ในระยะไกล),  “at a standstill”  (หยุดชะงัก, หยุดนิ่งอยู่กับที่),  “at risk”  (เสี่ยง),  “at 10:00 a.m.”  (ตอน ๑๐ โมงเช้า)  -  I will see you at 2 o’clock.  (ฉันจะมาพบคุณตอนบ่ายสองโมง),  “at dawn” (ตอนรุ่งอรุณ),  “at once”  (โดยทันทีทันใด),  “at his wit’s end”  (เขาหมดปัญญา, จนปัญญา, ไม่รู้จะทำอย่างไรดี),   “at loose ends”  (ไม่มีอะไรทำ, ไม่มีงานทำ, ไม่รู้จะทำอะไร ดี, ยังไม่แน่ใจว่าจะทำอะไรต่อไป, ยังไม่ตัดสินใจ),  “at a later stage”  (ในระยะหรือขั้นตอนต่อไป),   “to speak at great length”  (พูดเสียอย่างยืดยาว), “at a time of high unemployment”  (ณ ช่วงเวลาที่มีการว่างงานสูง),  “to start work at sixteen”  (เริ่มทำงานตอนอายุ ๑๖),  “to die at eighty-three”  (ตายเมื่ออายุ ๘๓),  “to grow at an astonishing rate”  (เติบโตในอัตราที่น่าพิศวง),  “Planes were taking off at ninety-second intervals.”  (เครื่องบินกำลังบินขึ้น – จากสนามบิน – ทุกๆ ช่วงเวลา ๙๐ วินาที) (คือ ๙๐ วินาทีบินขึ้น ๑ ลำ),  “to buy or sell it at $ 100”  (ซื้อหรือขายที่ราคา ๑๐๐ เหรียญ),  “at 100 miles an hour” (ที่ ๑๐๐  ไมล์ต่อชั่วโมง)  -  He was driving at 100 miles an hour.  (เขากำลังขับรถด้วยความเร็ว ๑๐๐  ไมล์ต่อชั่วโมง),  “Petrol is sold at 30 Baht a liter.”  (น้ำมันขายในราคา ๓๐ บาทต่อลิตร),   “the radio playing at full volume”  (วิทยุเปิดสุดเสียง),  “to set a pass mark at 60 percent”  (ตั้งคะแนนผ่านที่ ๖๐ เปอร์เซ็นต์),  “to work harder at his thesis”  (ขยันมากขึ้นกับวิทยานิพนธ์),  “The government policy was aimed at bringing down the inflation rate” (นโยบายของรัฐบาลมีเป้าหมายเพื่อลดอัตราเงินเฟ้อ),  “to go at the invitation of his neighbors”  (ไปเพราะการเชื้อเชิญของเพื่อนบ้าน),  “to leave at the director’s command”  (จากไปเพราะคำสั่งของผู้อำนวยการ),  “at liberty”  (มีอิสรเสรีที่จะทำอะไร, มิได้ถูกขัดขวางหรือหยุดยั้ง),  “to be at war”  (ทำสงคราม),  “to put his life at risk” (ทำให้เขาต้องเสี่ยงชีวิต),  “to read at random”  (อ่านแบบสุ่มๆ – คือไม่เฉพาะเจาะจง),  “at gun point”  (โดยเอาปืนจี้หัว),  “to fly at their expense”  (บินไปโดยค่าใช้จ่ายของพวกเขา),  “to be at her best”  (อยู่ในช่วงที่ดีที่สุดของเธอ),  “at a guess”  (โดยการเดาหรือทาย),  “at a rough estimate”  (โดยประมาณการอย่างคร่าวๆ),  “good at swimming”  (ว่ายน้ำเก่ง),  “clever at mathematics” (เก่งคณิตศาสตร์),  “bad at cooking”  (ปรุงอาหารไม่เก่ง),  “an expert at shooting”  (เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการยิงปืน),  “be delighted at the success” (ปลาบปลื้ม-ยินดี กับความสำเร็จ),  “feel sorry at his dismissal” (รู้สึกเสียใจกับการถูกไล่ออกของเขา),  “feel glad at a new job”  (รู้สึกดีใจกับงานใหม่),  “at first”  (ในตอนแรก),  “at last”  (ในที่สุด),   “at least”  (อย่างน้อยที่สุด),  “at leisure”  (มีเวลาว่าง, ไม่ได้ทำงาน, ไม่ได้มีงานยุ่ง),   “at length”  (อย่างละเอียด, อย่างเต็มที่, ในที่สุด),  “at most, at the most”  (อย่างมากที่สุด),  “at loggerheads”  (ทะเลาะกัน, ต่อสู้กัน, เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน),  “at present”  (ในปัจจุบัน),  “at the same address”  (ณ ที่อยู่เดิม),   “at 33 Albert Street”  (บ้านเลขที่  ๓๓  ถนนอัลเบิร์ต),  “at the hairdresser’s”  (ที่ร้านทำผม),  “at church”  (ที่โบสถ์ – ไปทำพิธี),  “at home”  (ที่บ้าน),  “to be at work”  (กำลังทำงานหรือยุ่งอยู่กับกิจกรรมอะไรบางอย่าง,  สถานการณ์หรือกระบวนการที่กำลังมีผลกระทบหรืออิทธิพล),  “at school”  (ที่โรงเรียน),  “at college”  (ที่มหาวิทยาลัย),   “arrive at the airport”  (มาถึงที่สนามบิน),  “at night” (ตอนกลางคืน)  -  It is very noisy at night because there are so many planes passing overhead.  (มันหนวกหูมากในตอนกลางคืน  เพราะว่ามีเครื่องบินจำนวนมากบินผ่านเหนือศีรษะ),  แต่ใช้  “in หรือ during the night”  (ในตอนกลางคืน)  -  I woke up in the night.  I thought I heard a noise.  (ฉันตื่นนอนตอนกลางคืน  ฉันคิดว่าฉันได้ยินเสียงอะไรสักอย่าง),  “at Easter”  (ช่วงเทศกาลอีสเตอร์),  “at Christmas”  (ช่วงเทศกาลคริสต์มาส),  แต่ใช้  “in August, in 1960”  (ในเดือนสิงหาคม, ในปี ๑๙๖๐)  และใช้  “on the 5th of September”  (วันที่ ๕ เดือนกันยายน),  “at breakfast”  (เมื่อตอนอาหารเช้า  หรือกินอาหารเช้า)  -  Lucia was still home at lunch.  (ลูเซียยังคงอยู่ที่บ้าน  และทานอาหารกลางวัน),  แต่ใช้  “in the morning”  (ในตอนเช้า),  “at the weekend”  (ตอนสุดสัปดาห์),  “I don’t understand it at all.”  (ผมไม่เข้าใจมันเลย),  “I can hardly hear you at all.”  (ผมแทบจะไม่ได้ยินเสียงคุณเลย  –  เสียงคุณแผ่วเบามาก),  “It is not at all likely he will come.”  (แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะมา  -  คือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก),  “Can it be done at all?”   (มันจะสามารถทำได้ไหมนี่),  “She will walk with a limp, if she walks at all.”  (เธอจะต้องเดินขากระเผลก-ขาเป๋  ถ้าเธอยังเดินได้  -  หมายถึงเธออาจจะเดินไม่ได้อีกเลย),  “at all costs”  (ไม่ว่าจะต้องเสียเงิน, เวลา หรือความพยายามเพียงใด)  Carl is determined to succeed in his new job at all costs.  (คาร์ลมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จในงานใหม่ของเขา  โดยไม่สนใจว่าจะต้องทำงานหนักเพียงใด)  -  Regardless of the results, Mr. Jackson intended to save his son’s eyesight at all costs.  (โดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์  มิสเตอร์แจ๊คสันตั้งใจที่จะรักษาสายตาของลูกชายตน  ไม่ว่าจะต้องใช้เวลาหรือเงินมากมายเพียงใด),  “at a loss”  (ในสภาพที่ไม่แน่นอน, ไม่รู้อะไรเลย,  งุนงงสับสนไปหมดจนทำอะไรไม่ถูก,  จนปัญญา)  -  A good salesman is never at a loss for words.  (นักขายที่ดีไม่เคยจนปัญญาที่จะพูดเพื่อขายสินค้า  -  คือมีเรื่องพูดมากมายเพื่อโฆษณาสินค้าของตน),  -  When Don missed the last bus, he was at a loss to know what to do.  (เมื่อดอนตกรถเมล์เที่ยวสุดท้าย  เขางุนงงสับสนจนไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร  -   คือไม่รู้ว่าจะหาทางกลับบ้านอย่างไร),  “at anchor”  (แอ๊ง-เคอะ  -  จอดลอยลำทอดสมออยู่),  “at any rate”  (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี),  “keep him at arm’s length”  (ไม่คบค้าสมาคมกับเขา, ไม่ทำตัวสนิทสนมกับเขา),  “at a snail’s pace”  (อย่างเชื่องช้าอืดอาด, คืบหน้าไปทีละหน่อยเหมือนหอยทาก)  -  The construction project moved on at a snail’s pace.  (โครงการก่อสร้างดำเนินต่อไปอย่างเชื่องช้า)“one at a time”  {(เข้ามาในห้อง, ขึ้นรถเมล์)  ทีละคน},  “run up the steps two at a time”  (ขึ้นบันไดทีละ ๒ ขั้น),  “at best, at the best”  (อย่างดีที่สุด),  “at ease”  (สบาย, ไม่มีความเจ็บปวดหรือสิ่งรบกวน),  “at every turn”  (ทุกครั้ง, ตลอดเวลา),   “at fault”  (ถูกตำหนิ, รับผิดชอบต่อความผิดพลาดหรือความล้มเหลว),  “at first glance, at first sight”  (เมื่อแรกเห็น, หลังจากมองครั้งแรกอย่างรวดเร็ว),  “at hand, at close hand”  (อยู่ใกล้ตัว, เอื้อมถึงได้ง่าย, กำลังจะมาถึงเร็วๆนี้),  “at large” {(คนร้าย) ยังลอยนวล, ยังจับตัวไม่ได้}  -  The bank robbers were still at large.  (โจรปล้นธนาคารยังคงลอยนวล – ตำรวจยังจับไม่ได้)  เป็นต้น

 

3. She finished typing these five letters during _______________________________________.

(เธอพิมพ์จดหมาย  ๕  ฉบับเหล่านี้เสร็จสิ้นในระหว่าง _______________________________)

(a) I was absent    (ผมไม่อยู่)

(b) my absent

(c) my absence    (การไม่อยู่ของผม)

(d) I was absence

(e) when I was absent

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “During”  เป็น  “Preposition”  จึงต้องตามด้วยคำนามหรือวลี  (My absence)  หรืออาจตอบ   “……….five letters while I was absent”  (“Absent”  เป็นคำคุณศัพท์)  ก็ได้  ซึ่งมีความหมายเหมือนกัน  ดูเพิ่มเติมการใช้  During  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                 ตัวอย่างที่ 

  • ____________________ the heavy storm, a number of houses were severely devastated by it.

(______________________________ พายุจัด  บ้านจำนวนมากถูกทำลายอย่างรุนแรงโดยมัน)

(a) During    (ในระหว่าง)  (เป็น  “Preposition”  ต้องตามด้วยคำนาม หรือ วลี)

(b) While    (ในขณะที่)  (ตามด้วยประโยค คือ “Subject + Verb”)

(c) Since    (ตั้งแต่, เพราะว่า)  (เมื่อหมายถึง “ตั้งแต่”  อาจตามด้วยวลี หรือ ประโยค ก็ได้  แต่ถ้าหมายถึง 

       “เพราะว่า”  ต้องตามด้วยประโยคเพียงอย่างเดียว)

(d) Instead of   (แทนที่จะ)  (เป็น  “Preposition”  ต้องตามด้วยคำนาม หรือ วลี)

(e) When    (เมื่อ)  (ตามด้วยประโยค คือ  “Subject + Verb”) 

ตอบ  -  ข้อ  (a)  เพราะถูกหลักไวยากรณ์  และได้ความหมาย  ดูตัวอย่างการใช้คำจากประโยคข้างล่าง

               ๑. During  =  ในระหว่าง  ตามด้วยคำนาม หรือวลี  เช่น    

  • She had to work in the evening during the course of her study in the university.

(เธอต้องทำงานในตอนกลางคืนในระหว่างช่วงเวลาการเรียนในมหาวิทยาลัย)

  • No credible generation of artists has emerged during the 1970s.

(ไม่มีรุ่นของศิลปินที่เชื่อถือได้ปรากฏออกมาในระหว่างทศวรรษ ๑๙๗๐)

  • She left London during the late spring of 1998.

(เธอออกจากลอนดอนในระหว่างปลายฤดูใบไม้ผลิของปี ๑๙๙๘)

  • I finished typing these three letters during your absence.

(ฉันพิมพ์จดหมาย ๓ ฉบับเหล่านี้แล้วเสร็จ  ในระหว่างการไม่อยู่ของคุณ)

  • During his visit he did a lot of sightseeing.

(ในระหว่างการมาเยือนของเขา  เขาได้ทัศนาจรมากมายหลายแห่ง)

  • She worked in London during the summer holiday last year.

(เธอทำงานในลอนดอนในระหว่างวันหยุดหน้าร้อนปีที่แล้ว)

  • Lots of people lost their lives and properties during the war.

(คนจำนวนมากสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินในระหว่างสงคราม)

  • She heated the place during the winter with a huge wood furnace.

(เธอให้ความร้อนกับสถานที่ในระหว่างฤดูหนาว  ด้วยเตาที่ใช้ไม้เป็นเชื้อเพลิง)

  • I take mild tranquilizers every night during the week.

(ฉันทานยาระงับประสาทอย่างอ่อนทุกคืนในระหว่างสัปดาห์)

  • Disease broke out during the journey.

(โรคเกิดขึ้นในระหว่างการเดินทาง)

  • He had died during the night.  (= He had died at night)

(เขาตายในระหว่างเวลากลางคืน)

  • During my fast I had lost fifteen pounds in weight.

(ในระหว่างการอดอาหาร (การกินเจ) ของฉัน  ฉันน้ำหนักลด ๑๕ ปอนด์)     

               ๒. While  =  ในขณะที่, ระยะเวลาหนึ่ง,  ตามด้วยประโยค หรือวลี  หรือ  Verb + ing

  • While I was overseas, she was in London studying.

(ในขณะที่ผมอยู่ต่างประเทศ  เธออยู่ในลอนดอนเรียนหนังสือ)

  • Bill stayed with Mom and me while Dad sat with Dr. Smith in the living-room.

(บิลอยู่กับแม่และฉัน  ในขณะที่พ่อนั่งอยู่กับหมอสมิธในห้องรับแขก)

  • They decided to seek a less expensive place to stay while in Paris.

(พวกเขาตัดสินใจเสาะหาสถานที่ซึ่งมีราคาแพงน้อยกว่าเพื่อพักอาศัย  ในขณะที่อยู่ในปารีส)

  • John talked to me about this while eating our dinner.

(จอห์นพูดกับฉันเกี่ยวกับเรื่องนี้  ในขณะที่เรากำลังทานอาหารค่ำ)

  • Tom had taken out his handkerchief several times while talking to Jenny and blown his nose.

(ทอมล้วงผ้าเช็ดหน้าของเขาออกมาหลายครั้งในขณะที่คุยกับเจนนี่  และสั่งน้ำมูก)

  • One group of children was fairly stable while the second group was severely disturbed.

(เด็กกลุ่มหนึ่งค่อนข้างใจนิ่ง  ในขณะที่กลุ่มที่สองรู้สึกถูกรบกวน (ปั่นป่วน) อย่างรุนแรง)

  • Fred gambled his money away while Julia spent her all on dresses and bric-a-brac.

(เฟร็ดเล่นพนันเงินของเขาจนเกลี้ยง  ในขณะที่จูเลียใช้จ่ายเงินของเธอหมดไปกับเสื้อผ้าอาภรณ์และสิ่งของที่สะสม-ของเก่าของโบราณ)

  • Mary’s essay, while complete in content, had many grammatical errors.

(เรียงความของแมรี่,  ในขณะที่สมบูรณ์ในเนื้อหาสาระ,  มีที่ผิดไวยากรณ์หลายแห่ง)

  • They talked for a short while and then went home together.

(พวกเขาคุยกันช่วงเวลาสั้นๆ  และจากนั้นก็กลับบ้านด้วยกัน)

  • She asked me about the book that I read a little while ago.

(เธอถามผมเกี่ยวกับหนังสือที่ผมอ่านเมื่อชั่วครู่ที่ผ่านมา)

  • Peter is allowed to sleep a while longer.

(ปีเตอร์ได้รับอนุญาตให้นอนหลับต่อไปอีกครู่หนึ่ง)

  • It took quite a while to sort out all our luggage.

(มันใช้เวลาชั่วครู่หนึ่งในการจัดกระเป๋าเดินทางทั้งหมดของเราให้เป็นระเบียบ)

               ๓. Since  =  Because  =  As  =  เพราะว่า,  ตามด้วยประโยค  คือ  Subject + Verb  หรือ  วลี)  เช่น

  • Since (Because, As) it rained all night, there was a flood the following day.

(เพราะว่าฝนตกตลอดทั้งคืน  มีน้ำท่วมในวันต่อมา)

  • She missed the plane since (because, as) she left home very late.

(เธอตกเครื่องบิน  เพราะว่าเธอออกจากบ้านสายมาก)

  • Since (Because, As) it was Mr. Peterson’s birthday, his staff took him to lunch.

(เพราะว่ามันเป็นวันเกิดของมิสเตอร์ปีเตอร์สัน  คณะผู้ร่วมงานของเขาพาเขาไปทานอาหารกลางวัน)

  • Since (Because, As) none of us were familiar with the city.  Mr. Gustav drove us to the meeting.

(เพราะว่าพวกเราไม่คุ้นเคยกับเมือง  มิสเตอร์กุสตาฟขับรถพาเราไปประชุม)

                 เมื่อ  Since  หมายถึง  “ตั้งแต่”  ตามด้วยประโยค, คำนาม, วลี หรือ  Verb + ing เช่น

  • It is two weeks now since I wrote to you.

(มันเป็นเวลา ๒ สัปดาห์แล้วขณะนี้  ตั้งแต่ฉันเขียนจดหมายถึงคุณ)

  • I’ve been wearing glasses since I was three.

(ผมสวมแว่นตาตั้งแต่อายุ ๓ ขวบ)  (ปัจจุบันก็ยังสวมอยู่)

  • Ever since you arrived here, you’ve been causing trouble.

(ตั้งแต่คุณมาถึงที่นี่  คุณสร้างแต่ปัญหา)  (ปัจจุบันก็ยังสร้างอยู่)

  • For the first time since leaving home she is without a boyfriend.

(เป็นครั้งแรกตั้งแต่ออกจากบ้าน  เธอไม่มีแฟน)  (หลังออกจากบ้านแล้ว  เธอเคยมีแฟนมาตลอด)

  • We haven’t seen each other since New York.

(เราไม่ได้พบกันตั้งแต่อาศัยอยู่ – หรือทำงาน – ในนิวยอร์ก)  (ปัจจุบันก็ยังไม่ได้พบ)

  • It rose very rapidly in 2015-16 but since then the price has risen very little.

(มัน – ราคา – เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในปี ๒๐๑๕-๑๖  แต่ว่าตั้งแต่นั้นมา  ราคาเพิ่มขึ้นน้อยมาก)

  • I came here in 1972 and I have lived here ever since.

(ฉันมาที่นี่ในปี ๑๙๗๒  และฉันได้อาศัยอยู่ที่นี่ตั้งแต่นั้นมา)

  • We met ten years ago and we have been friends ever since.

(เราพบกันเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว  และเราเป็นเพื่อนกันตั้งแต่นั้นมา)

  • I’ve stayed in this town since I was young.

(ฉันพักอยู่ในเมืองนี้ตั้งแต่ฉันเป็นเด็ก)  (ปัจจุบันก็ยังพักอยู่)

  • Her parents have divorced since she was three years old

(พ่อแม่ของเธอหย่าร้างกันตั้งแต่เธออายุ ๓ ขวบ)  (ปัจจุบันก็ยังหย่าร้างกันอยู่)

  • They’ve become close friends since they were at university.

(พวกเขาเป็นเพื่อนสนิทกัน  ตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย)  (ปัจจุบันก็ยังสนิทกันอยู่)

  • He’s studied in the library since the morning.

(เขาอ่านหนังสือในห้องสมุดตั้งแต่เช้า)  (ขณะนี้ก็ยังอ่านอยู่)

  • We had been up since 4 a.m.

(เราลุกขึ้นตั้งแต่ตีสี่)

  • She’s stayed in New York since last September.

(เธอพักอยู่ในนิวยอร์กตั้งแต่กันยายนปีที่แล้ว)  (ปัจจุบันก็ยังพักอยู่)

  • They’ve had a meeting since nine o’clock.

(พวกเขาประชุมกันตั้งแต่ ๙ โมง)  (ขณะนี้ก็ยังประชุมกันอยู่)

                ๔. Instead of  =  In place of  =  In lieu (ลู) of  =  แทนที่, แทน

  • This year we went by car instead of (in place of, in lieu of) going by air.

(ปีนี้เราไปโดยรถยนต์  แทนที่จะไปทางอากาศ)

  • Do you mind having tea instead of (in place of, in lieu of) coffee?

(คุณรังเกียจดื่มชาแทนกาแฟไหม)

  • You ought to do some work, instead of (in place of, in lieu of) sitting there reading the paper.

(คุณควรทำงานเสียบ้าง,  แทนที่จะนั่งที่นั่นและอ่านหนังสือพิมพ์)

  • The boys went fishing instead of (in place of) going to school.

(พวกเด็กผู้ชายไปตกปลาแทนที่จะไปโรงเรียน)

  • I am here in place of (instead of) Mr. Smith, who is not well.

(ผมมาที่นี่แทนคุณสมิธ, ผู้ซึ่งไม่ค่อยสบาย)

  • The grown-up had coffee but the children wanted milk in place of (instead of) coffee.

(ผู้ใหญ่ดื่มกาแฟ  แต่เด็กๆ ต้องการนมมากกว่ากาแฟ)

  • In pantomime actors use gestures (เจส-เช่อะ) instead of (in place of) words to convey ideas.

{ในละครใบ้  นักแสดงใช้อากัปกิริยาที่แสดงออก (การชี้มือชี้ไม้) แทนคำพูด  เพื่อสื่อ (ถ่ายทอด) ความคิด}             

  • Instead of (in place of) going home to his wife, he took his secretary to the cinema.

(แทนที่จะกลับบ้านไปหาภรรยา  เขาพาเลขาฯ ของเขาไปดูหนัง)

  • I wore mittens instead of (in place of, in lieu (ลู) of) gloves.

(ผมสวมถุงมือแบบปล่อยให้นิ้วโผล่ออกมา  แทนถุงมือแบบคลุมนิ้ว)

  • The Vice-President talked at the meeting instead of (in place of, in lieu of) the President, because the President was sick.

(รองประธานาธิบดีกล่าวในที่ประชุมแทนท่านประธานาธิบดี  เพราะว่าท่านประธานาธิบดีป่วย)

  • The magician appeared on the program instead of (in place of, in lieu of) a singer.

(นักมายากลปรากฏตัวในรายการแทนนักร้อง)  (เนื่องจากนักร้องป่วยหรือติดภารกิจ)

               When  =  เมื่อ,  ตามด้วยประโยค

  • The package was damaged when it arrived.

(หีบห่อได้รับความเสียหายเมื่อมันมาถึง)

  • They won’t be very happy when they see what a mess we’ve made.

(พวกเขาคงไม่มีความสุขนัก  เมื่อพวกเขาเห็นว่าเราได้ทำเละเทะ (สกปรกและไม่เป็นระ เบียบ) เพียงใด)  (อาจหมายถึงในห้องพัก  หรือสถานที่แห่งใดแห่งหนึ่ง)

  • When was the last time you cleaned the garage ?

(คุณทำความสะอาดโรงรถครั้งสุดท้ายเมื่อไร)

  • When are you getting married ?

(คุณจะแต่งงานเมื่อไร)

  • He didn’t know when he was coming back.

(เขาไม่รู้ว่าตัวเองจะกลับมาเมื่อไร)

  • I can’t remember when I last wrote to her.

(ผมจำไม่ได้ว่าผมเขียนจดหมายถึงเธอครั้งสุดท้ายเมื่อไร)

  • He left school when he was eleven.

(เขาออกจากโรงเรียนเมื่อเขาอายุ ๑๑ ปี)

  • When the weather was warm, all the children played in the park.

(เมื่ออากาศอบอุ่น  นักเรียนทั้งหมดเล่นในสวนสาธารณะ)

  • She was fatter than when he had last seen her.

(เธออ้วนกว่าเมื่อเขาเห็นเธอครั้งสุดท้าย)

  • There were times when I didn’t know what to do.

(มีอยู่หลายครั้งที่ (เมื่อ) ผมไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร)  (ไม่รู้จะแก้ปัญหาอย่างไร)

  • When I have free time, I always spend it fishing.

(เมื่อผมมีเวลาว่าง  ผมใช้มันในการตกปลาอยู่เสมอ)

  • Join us next week, when we shall be talking about solar energy.

(มาร่วมกับเราสัปดาห์หน้า  เมื่อเราจะสนทนากันเรื่องพลังงานแสงอาทิตย์)

  • I was about to go to bed when I heard cars purr in the distance.

(ผมจวนจะเข้านอน  เมื่อผมได้ยินรถยนต์ทำเสียงเครื่องยนต์สั่นสะเทือนในระยะไกล)

  • We hadn’t gone ten miles when Sam decided he wanted to go home.

(เรายังไปได้ไม่ถึง ๑๐ ไมล์  เมื่อแซมตัดสินใจว่าเขาต้องการกลับบ้าน)

  • I will give this book to her when I see her.

(ผมจะให้หนังสือเล่มนี้แก่เธอ  เมื่อผมพบเธอ)

  • I would give this book to her when I saw her.

(ผมจะให้หนังสือเล่มนี้แก่เธอ  เมื่อผมพบเธอ)

 

4. In order for information to be easily communicated, _____ must be organized in an understandable way.

(เพื่อที่จะให้ข้อมูล-ข่าวสารถูกสื่อสาร (ไปสู่ผู้คน) โดยง่าย ________ จะต้องได้รับการจัดระเบียบในรูปแบบที่สามารถเข้าใจได้)

(a) there

(b) and

(c) it    (มัน)

(d) how

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจาก  It  แทน  “Information”  ซึ่งเป็นคำนามนับไม่ได้  (เป็นเอกพจน์เสมอ)  สำหรับคำนามนับไม่ได้อื่นๆ  ซึ่งต้องแทนด้วยสรรพนาม  “It”  ดูจากตัวอย่างข้างล่าง

                                 ตัวอย่างที่ 

  • It was such good news that no one believed _____________________________________.

(มันเป็นข่าวที่ดีมาก  จนกระทั่งไม่มีใครเชื่อ ______________________________________)

(a) them

(b) it    (มัน)

(c) him

(d) (No word is needed.)

ตอบ  -  ข้อ  (b)  “News”  เป็นคำนามนับไม่ได้  และเป็นเอกพจน์เสมอ  ใช้แทนด้วย   “It

                                  ตัวอย่างที่ 

  • Is there _________________________________ sickness in Thailand in the rainy season?

(มีความเจ็บไข้ได้ป่วย _________________________________ ไหมในประเทศไทยในฤดูฝน)

(a) many

(b) none

(c) much    (มาก)

(d) few

ตอบ  ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “Sickness”  เป็นคำนามนับไม่ได้  จึงต้องใช้กับ  “Much”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมคำนามนับไม่ได้ (Uncountable noun)  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่

  • Please give me some _______________________________________ about rice exports.

(โปรดให้ ___________________________ บางประการกับผม  เกี่ยวกับสินค้าออกจำพวกข้าว)

(a) inform    (บอก, แจ้ง, รายงาน, ให้ความรู้, ฟ้องร้อง)

(b) informant    (ผู้บอก, ผู้แจ้ง, ผู้ให้ความรู้)

(c) information    (ข้อมูลข่าวสาร)

(d) informations    (เป็นนามนับไม่ได้  จึงไม่สามารถเติม“S”  ได้)

ตอบ  -  ข้อ  (c)  “Information”  เป็นคำนามนับไม่ได้   (เป็นเอกพจน์เสมอ)

                                   ตัวอย่างที่

  • That is _____________________________________________________________.

(นั่นเป็น ________________________________________________________________)

(a) a useful information

(b) a useful piece of informations

(c) useful informations

(d) a piece of useful information    (ข้อมูลที่มีประโยชน์  ๑  ชิ้น)

ตอบ  –  ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “Information”  เป็นคำนามนับไม่ได้  จึงไม่สามารถใช้   “A”  หรือ  “An”  นำหน้าได้  ดังในข้อ  (a)  และไม่สามารถเติม  “S”  เข้าข้างท้าย  ดังในข้อ  (b)  และ  (c)  ดังนั้น   เมื่อจะนับ  “ข่าวสาร”  จึงต้องนับเป็น  “ชิ้น”   ดังในข้อ  (d)  หรือนับเป็น  “หัวข้อ” (Item)  เช่น  An item of information  หรือ  An information item  อย่างไรก็ตาม  สามารถตอบข้อ  (b)  ได้เช่นเดียวกัน  แต่ต้องแก้เป็น  “a useful piece of information”  คำนามนับไม่ได้ประเภทนี้  ถ้าจะนับเป็นหน่วย  จะต้องใช้สมุหนาม (Collective noun)  คือนามที่แสดงความเป็นกลุ่มก้อน  ที่เหมาะสมกับคำนาม นั้นๆ  เช่น

  • a piece of paper   (กระดาษ แผ่น)
  • a loaf of bread   (ขนมปัง ปอนด์ หรือก้อน)
  • a branch (field) of knowledge   (ความรู้สาขาหนึ่ง)
  • an item of news   (ข่าว หัวข้อ)
  • a kilo of fruit   (ผลไม้ กิโล)
  • a bunch of fruit   (ผลไม้ พวง)
  • a piece of luggage  (baggage)  (กระเป๋าเดินทาง ใบ หรือ ชิ้น)
  • a subject of knowledge   (ความรู้ เรื่อง หรือ วิชา)

                                  ตัวอย่างที่

  • _______________________________ is a term for the partial or complete inability to hear.

(_______________ คือคำจำกัดความ (คำศัพท์) สำหรับการไม่สามารถได้ยินบางส่วน  หรือทั้งหมด)

(a) Deafness that

(b) It is deafness

(c) Deafness    (การหูหนวก)

(d) There is deafness

ตอบ  -  ข้อ  (c)  Deafness  เป็นคำนามนับไม่ได้ (เป็นเอกพจน์เสมอ)  ดูเพิ่มเติมคำนามนับไม่ได้  จากตัวอย่างข้างล่าง    

                                 ตัวอย่างที่ 

  • __________________________________________ is an important quality in a teacher.

(______________________________________________ เป็นคุณสมบัติสำคัญในตัวครู)

(a) The patience

(b) Patiences

(c) A patience

(d) Patience    (ความอดทน)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  “Patience”  เป็นคำนามนับไม่ได้  และไม่ต้องนำหน้าด้วย  “Article” (A, The)

                                  ตัวอย่างที่ 

  • Mathematics _______________________________________________ me very much.

(วิชาคณิตศาสตร์ _______________________ (แก่) ผมมากนัก)  (มิได้ทำให้ผมสนใจมากนัก)

(a) do not interest

(b) are not interesting

(c) is not interested    (ไม่รู้สึกสนใจ)

(d) does not interest    (มิได้ทำให้สนใจ)

(e) are not interested

ตอบ  -  ข้อ  (d)  “Mathematics”  ถือเป็นคำนามเอกพจน์  ดังนั้น  จึงต้องใช้กับกริยา  “Does, Is, Was”  ดูเพิ่มเติมคำนามประเภทวิชา  ซึ่งถือเป็นเอกพจน์  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่ 

  • _____________________________________________________ a childhood disease.

( _______________________________________________________ โรคในวัยเด็ก)

(a) Measle is

(b) Measles are

(c) Measles is    (โรคหัด – อีสุกอีใส – เป็น)

(d) Measle are

ตอบ  -  ข้อ  (c)  “Measles”  (โรคหัด)  ต้องเติม  “S”  ข้างท้ายเสมอ  และถือเป็นคำนามเอกพจน์  จึงต้องใช้กับกริยาเอกพจน์ด้วย  (ในที่นี้  คือ  “Is”)  ดูเพิ่มเติมคำนามเอกพจน์ที่ลงท้ายด้วย  “S”  และต้องใช้กับกริยาเอกพจน์  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่               จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์ จากข้อ (๑) – (๔)

  • (1) Basic knowledge of (2) mathematic and electronics was (3) used to develop the high-speed (4) electronic computer.

(ความรู้พื้นฐานของคณิตศาสตร์และอิเล็คทรอนิคส์  ถูกใช้เพื่อพัฒนาคอมพิวเตอร์อิเล็คทรอนิคส์ความเร็วสูง)

ตอบ  -  ข้อ  ๒  แก้เป็น  “mathematics”  เนื่องจาก  (คณิตศาสตร์)  ต้องเติม  “S”  เสมอ  แต่ถือเป็นเอกพจน์

                                   ตัวอย่างที่  ๑๐

  • Physics ________ taught in most American universities and said to be much more difficult than social science.

(วิชาฟิสิกส์ _______ สอนในมหาวิทยาลัยอเมริกันส่วนใหญ่  และถูกกล่าวว่ายากกว่าสังคมศาสตร์อย่างมาก)

(a) are

(b) have been

(c) is    (ถูก)

(d) will be

ตอบ  –  ข้อ  (c)  เนื่องจากชื่อวิชา  ที่แม้จะมีรูปพหูพจน์  แต่ถือเป็นคำนามเอกพจน์  และต้องใช้กับกริยาเอกพจน์  เช่น  “Economics  (เศรษฐศาสตร์),  Phonetics  (วิชาการออกเสียง),  Statics  (สถิตศาสตร์),  Dynamics  (พลศาสตร์),  Statistics  (วิชาสถิติ),  Psychics  (จิตศาสตร์),  Aeronautics  (วิชาการบิน),  Astrophysics  (วิชาว่าด้วยส่วนประกอบของดวงดาว),  Aesthetics  (วิชาว่าด้วยหลักความงาม),  Mathematics  (คณิตศาสตร์),  Politics (การเมือง), รวมทั้ง  News  (ข่าว),  Mumps  (โรคคางทูม),  Measles  (โรคหัด),  Means  (วิธี),  Ashes  (เถ้าถ่านศพ),  Alms  (ทาน),  Billiards  (กีฬาบิลเลียด),  Cross-roads  (จุดที่ถนน ๒ สายมาตัดกัน)  เช่น

  • A cross-roads is a place where two roads cross.

(๔ แยก – หรือทางแยก – คือที่ซึ่งถนน ๒ สายมาตัดกัน)

  • Politics is the subject he is very interested in.

(การเมืองเป็นหัวเรื่องที่เขาสนใจเป็นอย่างมาก)

  • Mathematics is a required subject.

(คณิตศาสตร์เป็นวิชาที่จำเป็น)

  • Statistics is too difficult for me to understand.

(วิชาสถิติยากเกินไปสำหรับผมที่จะเข้าใจ)

                                  ตัวอย่างที่  ๑๑

  • We had plenty of ________________________________________________ last night.

(เราได้รับ __________________________________________ มากมายเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a) funny    (สนุก, ตลก, น่าขบขัน, น่าหัวเราะ)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(b) funnies

(c) fun    (ความสนุกสนาน)  (เป็นคำนาม)

(d) funs

ตอบ  -  ข้อ  (c)  “Fun”  เป็นคำนามนับไม่ได้  สำหรับคำนามนับไม่ได้อื่นๆ  และต้องอยู่ในรูปเอกพจน์เสมอ  ได้แก่   Music  (ดนตรี),  Money  (เงิน),  Freedom  (เสรีภาพ),  Leisure  (เวลาว่าง),  Courage  (ความกล้าหาญ),  Patience  (ความอดทน),  Wealth  (ความมั่งคั่งร่ำรวย, ทรัพย์สมบัติ),  Illness  (ความเจ็บป่วย),  Sickness  (ความเจ็บป่วย),  Happiness  (ความสุข),  Kindness  (ความกรุณา, ความใจดี),  Deafness  (การหูหนวก),  Dumbness  (การเป็นใบ้),  Blindness  (การตาบอด),  Pleasure  (ความยินดี-พอใจ, ความเพลิดเพลิน),  Bravery (= Braveness)  (ความกล้าหาญ),  Prevention  (การป้องกัน),  Livelihood  (การดำรงชีวิต),  Childhood  (ความเป็นเด็ก, วัยเด็ก),  Monkhood  (ความเป็นพระ),  Friendship  (มิตรภาพ, ความเป็นเพื่อน),  Slavery  (ความเป็นทาส),  Drinking  (การดื่ม),  Swimming  (การว่ายน้ำ),  Fishing  (การตกปลา),  Hunting  (การล่าสัตว์),  Death  (ความตาย),  Honesty  (ความซื่อสัตย์),  Poverty  (ความยากจน),  Goodness  (ความดี),  Wisdom   (ความฉลาด),  Anger  (ความโกรธ),  Innocence  (ความบริสุทธิ์, ความไร้เดียงสา),  Strength  (ความแข็งแรง, พลัง),  Height  (ความสูง),  Ability  (ความสามารถ),  Truth  (ความจริง),  Falsehood  (ความไม่จริง),  Vacancy  (ความว่างเปล่า),  Rapidity  (ความเร็ว),  Success  (ความสำเร็จ),  Help  (ความช่วยเหลือ),  Assistance  (ความช่วยเหลือ),  Thought  (ความคิด),  Imagination  (จินตนาการ, มโนภาพ, การนึกเอาเอง),  Excellence  (ความเป็นเลิศ, ความยอดเยี่ยม),  Intelligence  (เชาว์, ปัญญา, การสืบราชการลับ),  Thunder  (ฟ้าร้อง),  Lightning  (สายฟ้าแลบ),  Lighting  (การส่องสว่าง, การตามไฟ),  เป็นต้น

           สำหรับ  “วัตถุนาม” (Material noun)  หรืออาจเรียก  “นามมวลสาร”  (Mass noun)  ได้แก่คำนามที่เป็นชื่อของวัตถุ หรือมวลสาร  ซึ่งมักเป็นวัตถุ  และอยู่เป็นกลุ่มก้อน  และแสดงความมากน้อยด้วยปริมาณ (Quantity)  มิใช่ด้วยจำนวน (Number)  และคำพวกนี้ไม่ใช้  A, An, The  นำหน้า  ยกเว้นในกรณีกล่าวคำซ้ำ  หรือเน้นย้ำว่าเป็นวัตถุอันใด-ชิ้นใด  จึงขยายด้วย  “The”  ได้แก่  Alcohol  (เหล้า),  Gold  (ทอง),  Iron  (เหล็ก),  Silver  (เงิน),  Tin  (ดีบุก),  Lead  (ตะกั่ว),  Copper  (ทองแดง),  Hydrogen  (ไฮโดรเจน),  Oxygen  (ออกซิเจน),  Aluminium  (อลูมิเนียม),  Uranium  (ยูเรเนียม),  Glass  (กระจก, แก้ว),  Sand  (ทราย),  Wood  (ไม้),  Stone  (หิน),  Cotton  (ฝ้าย),  Nylon  (ไนลอน),  Earth  (ดิน),  Metal  (โลหะ),  Cloth  (ผ้า),  Clothing  (เสื้อผ้า),  Paper  (กระดาษ),  Brick  (อิฐ),  Cement  (ซีเมนต์),  Wool  (ขนสัตว์),  Timber  (ไม้ท่อน),  Wire  (ลวด),  Water  (น้ำ),  Ice  (น้ำแข็ง),  Tea  (ชา),  Coffee  (กาแฟ),  Milk  (นม),  Cocoa  (โกโก้),  Dew  (น้ำค้าง),  Wine  (เหล้าองุ่น),  Beer  (เบียร์),  Ink  (หมึก),  Whisky  (วิสกี้),  Liquor  (เหล้า),  Oil  (น้ำมัน),  Gas  (ก๊าซ),  Rice  (ข้าว),  Wheat  (ข้าวสาลี),  Bread  (ขนมปัง),  Flour  (แป้ง),  Silk  (ไหม),  Soap  (สบู่),  Sugar  (น้ำตาล),  Salt  (เกลือ),  Curry  (แกง),  Cheese  (เนยแข็ง),  Butter  (เนยเหลว),  Magarine  (เนยเทียม),  Pork  (เนื้อหมู),  Beef  (เนื้อวัว),  Meat  (เนื้อทั่วไป),  Fish  (เนื้อปลา),  Chicken  (เนื้อไก่),  Fruit  (ผลไม้),  Salad  (สลัด),  เป็นต้น                                 

          สำหรับคำนามนับไม่ได้อื่นๆ  เช่น  News  (ข่าว),  Air  (อากาศ), Information  (ข้อมูล, ข่าวสาร),  Equipment  (อุปกรณ์, เครื่องมือ),  Furniture  (เครื่องเรือน),  Scenery  (ทิวทัศน์),  Damage  (ความเสียหาย),  Advice   (คำแนะนำ),  Traffic  (การจราจร, ยวดยาน),  Machinery  (เครื่องยนต์กลไก, เครื่องจักร),  Evidence  (หลักฐาน),  Work  (งาน),  Luggage  (กระเป๋าเดินทาง),  Baggage  (กระเป๋าเดินทาง),  Knowledge  (ความรู้),  Education  (การศึกษา),  Progress  (ความก้าวหน้า),  Power  (อำนาจ),  Behavior  (พฤติกรรม)  เป็นต้น  ซึ่งคำนามทุกคำข้างต้น  ใช้สรรพนามแทนด้วย  “It”  และไม่ต้องนำหน้าด้วย  “Article”  (A, An, The)  ยกเว้นในกรณีเป็นการเน้นย้ำว่าเป็นของใคร  หรืออันไหน  หรือกล่าวซ้ำอีกครั้งหนึ่ง  ให้ใช้  “The”  นำหน้า  เช่น

  • The baggage of Mr. Frank will be sent to his hotel today.

(กระเป๋าเดินทางของมิสเตอร์แฟรงค์จะถูกส่งไปยังโรงแรมของเขาวันนี้)

  • The advice you gave me is very useful.

(คำแนะนำที่คุณให้ผมมีประโยชน์อย่างมาก)

  • The furniture in this room is very expensive.

(เฟอร์นิเจอร์ในห้องนี้ราคาแพงมาก)

  • Helen would never have the courage to defy her husband’s will.

(เฮเลนไม่มีวันที่จะมีความกล้าหาญที่จะท้าทายความตั้งใจของสามีของเธอ)

 

5. Because the crocodile is accustomed to a tropical climate, it becomes lethargic (ลิ-ธาร์-จิค) at temperatures below 60 degrees Fahrenheit.

(เพราะว่าจระเข้คุ้นเคยกับภูมิอากาศแบบเขตร้อน  มันจะ  เฉื่อยชา-เซื่องซึม-ซึม-ง่วง  ที่อุณหภูมิต่ำกว่า  ๖๐  องศาฟาเรนไฮต์)  (เนื่องจากมันรู้สึกเย็น)

(a) sluggish    (เงื่องหงอย, ซบเซา, เฉื่อยชา, เกียจคร้าน)

(b) chilly    (เย็นเยือก)

(c) sickly    (อ่อนแอ, ไม่แข็งแรง, ขี้โรค, อมโรค, เป็นโรคมาก, ชวนให้คลื่นไส้-สะอิดสะเอียน)

(d) snappish    (หุนหันพลันแล่น, ฉุนเฉียว, อารมณ์ร้อน)

(e) taciturn    (แทซ-ซิ-เทิน)  (ขรึม, พูดน้อย, ไม่ค่อยพูด)

ตอบ  -  ข้อ  (a

 

6. A miserly person cannot comprehend the joy of sharing.

(บุคคลที่ตระหนี่-ขี้เหนียว  ไม่สามารถ  เข้าใจ-หยั่งรู้-กินความกว้าง-ครอบคลุม  ความปลื้มปิติของการแบ่งปัน)

(a) reject    (ปฏิเสธ)

(b) banish    (แบ๊น-นิช)  (เนรเทศ)

(c) allot    (อะ-ล้อท)  (แจก, แบ่งปัน, จัดแบ่ง, จัดสรร)

(d) understand    (เข้าใจ)

(e) acknowledge    (ยอมรับ, รับรอง, แจ้งว่าได้รับ, เห็นคุณค่า)

ตอบ  -  ข้อ  (d

 

7. When a film is restricted to mature audiences, it usually means that only those over eighteen are allowed to watch.

(เมื่อภาพยนตร์ถูกจำกัดไว้สำหรับผู้ชม  ที่เป็นผู้ใหญ่-เจริญเติบโตเต็มที่-สุก-สมบูรณ์   มันปกติหมายความว่า  เฉพาะคนที่อายุมากกว่า  ๑๘ ปี  เท่านั้น ที่ได้รับอนุญาตให้ชมได้)

(a) senior    (อาวุโสกว่า, แก่กว่า)

(b) responsible    (รับผิดชอบ)

(c) prudent    (รอบคอบ, สุขุม, ระมัดระวัง, ฉลาด, ประหยัด, มัธยัสถ์, มองการณ์ไกล)

(d) adult    (เป็นผู้ใหญ่, โตแล้ว, เป็นรูปเป็นร่าง)  (เมื่อเป็นคำนาม  Adult  หมายถึง  “คนที่เป็นผู้ใหญ่แล้ว, พืชหรือสัตว์ที่โตเต็มที่”)

(e) perilous    (เป็นภัย, มีอันตราย)

ตอบ  -  ข้อ  (d)

 

8. _________ her remarkable achievements, Nancy Ward, a Cherokee leader of the 1700’s, became a legendary figure in Tennessee folklore.

(________ ความสำเร็จที่น่าทึ่ง (ยอดเยี่ยม) ของเธอ  แนนซี่ วอร์ด, หัวหน้า (อินเดียนแดง) เผ่าเชอโรกี  แห่งทศวรรษที่  ๑๗๐๐ (๑๗๐๐ – ๑๗๐๙),  เป็นบุคคลในตำนาน  ในนิยายพื้นบ้านของรัฐเทนเนสซี)

(a) That

(b) Through    (ด้วย)

(c) However

(d) Whenever

ตอบ  -  ข้อ  (b)  ข้อความ  “Through her remarkable achievements”  เป็นวลีที่เป็นกริยาวิเศษณ์บอกกริยาอาการ-ลักษณะท่าทาง  (Adverbial phrase of manner)  ทำหน้าที่ขยายข้อความ (ประโยค) ที่ว่า  “แนนซี่  วอร์ด  เป็นบุคคลในตำนานฯ  ได้อย่างไร

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                 

 

             ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง  e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  Address  <wpookaotong@yahoo.com>  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า “ปรับปรุงเว็บไซต์”)  เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป