หมวดข้อสอบ STRUCTURE (ตอนที่ 609)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Direction:  Choose the best answer to each item.

(จงเลือกคำตอบที่ดีที่สุดของแต่ละข้อ)

 

1. She heard her name _______________________________________________________.

(เธอได้ยินชื่อของเธอ ___________________________________________________)

(a) call

(b) to call

(c) called    (ถูกเรียก)

(d) been called

ตอบ  -  ข้อ  (c)  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Hear”  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่ 

  • We don’t hear English _____________________________________________ enough.

(เราไม่ได้ยินภาษาอังกฤษ _______________________________________ อย่างเพียงพอ)

(a) speak

(b) speaking

(c) spoken    (ถูกพูด)

(d) is spoken

(e) to speak

ตอบ  -  ข้อ  (c)  หมายถึง  “เราได้ยินคนพูดภาษาอังกฤษกันน้อย”  ทำให้ไม่เก่งอังกฤษ  เช่น  ฟังภาษาอังกฤษแล้วไม่เข้าใจ  เป็นต้น  สำหรับโครงสร้างการใช้  “Hear”  มีดังนี้  คือ

               ๑. Hear + กรรม + Verb 1  =  ได้ยินกรรมทำกริยา

  • We heard her sing in a bar.

(เราได้ยินเธอร้องเพลงในบาร์)

               ๒. Hear + กรรม + Verb + ing  =   ได้ยินกรรมกำลังทำกริยา

  • They heard people screaming in the old house.

(พวกเขาได้ยินคนกำลังกรีดร้องในบ้านหลังเก่านั้น)

               ๓. Hear + กรรม + Verb 3  =  ได้ยินกรรมถูกกระทำ

  • I hear that song sung several times.

(ผมได้ยินเพลงนั้น (ถูก) ร้องหลายครั้งหลายหน)

  • We heard the bad news announced on the radio.

(เราได้ยินข่าวร้าย (ถูก) ประกาศทางวิทยุ)

(สำหรับประโยคใน ข้อ   เข้าตามหลักเกณฑ์ ข้อ  ๓)

 

2. He spends most of his money _______________________________________ amusements.

(เขาใช้เงินส่วนใหญ่ของเขา ____________________________ ความสนุกสนาน-ความบันเทิง)

(a) for

(b) in

(c) on    (กับ, ไปกับ, บน)

(d) to

ตอบ  -  ข้อ  (c)  Spend + Money + On + กรรม  =  ใช้จ่ายเงินไปกับ .................

           สำหรับวลีที่ใช้  “On”  ได้แก่  on sale  (ออกจำหน่าย, วางขาย)  -  Goods are on sale here at reduced prices.  (สินค้ามีจำหน่ายที่นี่ในแบบลดราคา),  on parade  (กำลังเดินแถว)  -  The soldiers are on parade.  (ทหารกำลังเดินแถว),  on the look-out  (กำลังค้นหา)  -  We are on the look-out for a stolen car.  (เรากำลังค้นหารถยนต์ที่หาย),  on the move  (เคลื่อนไปข้างหน้า, เคลื่อนไหว, เคลื่อนที่)  -  We must be on the move soon.  (เราจะต้องเดินหน้า – โครงการ – ต่อไปเร็วๆ นี้),  on the quiet  (อย่างเงียบๆ, อย่างลับๆ)  -  Can you let me have some cigarettes on the quiet ?  (คุณจะอนุญาตให้ผมสูบบุหรี่แบบแอบๆ ทำได้ไหม – เพราะมีข้อห้ามสูบบุหรี่),  on the cheap  (ในราคาถูก-ไม่แพง, มีความหมายในทางไม่ค่อยดี  คือ  หาวิธีซื้อในแบบที่หลีกเลี่ยงการจ่ายเงินตามราคาท้องตลาด)  -  Linda bought those curtains on the cheap.  (ลินดาซื้อม่านเหล่านี้มาในราคาถูกกว่าท้องตลาด – ด้วยวิธีการที่ไม่ค่อยจะสุจริตนัก),  Two cushions lay on the floor.  (เบาะรองนั่ง ๒ ใบวางอยู่บนพื้นห้อง),  A cow is grazing on a hill.  (วัวกำลังเล็มหญ้าบนเนินเขา),  Flora sits on the sofa.  (ฟลอร่านั่งอยู่บนโซฟา),  Jack put his letter on top of his desk.  (แจ๊ควางจดหมายลงบนโต๊ะของเขา),  Lucy threw cold water on her face.  (ลูซี่ราดน้ำเย็นบนใบหน้าของเธอ),  Mike dropped a glass on the floor.  (ไมค์ทำแก้วหล่นบนพื้น),  on page 5  (ในหน้าที่  ๕),  waste his time on  (ใช้เวลาของเขาอย่างสิ้นเปลือง-สุรุ่ยสุร่าย-กับ........)  -  Peter liked to waste his time on useless things.  (ปีเตอร์ชอบใช้เวลาสิ้นเปลืองไปกับสิ่งที่ไม่มีประโยชน์)on Sunday  (ในวันอาทิตย์), on business  (ด้วยเรื่องธุรกิจ)  –  He went to Canada on business.  (เขาไปแคนาดาด้วยเรื่องธุรกิจ),  keep on  (ดำเนินต่อไป)   They kept on reading.  (พวกเขาอ่านหนังสือต่อไป),  rely on  (ไว้วางใจ, เชื่อใจ, พึ่งพาอาศัย)   I can rely on my close friend.  (ผมสามารถไว้ใจเพื่อนสนิท),  depend on (upon) (พึ่งพาอาศัย, ขึ้นอยู่กับ, อยู่ที่)   Most children have to depend on (upon) their parents.  (เด็กๆ ส่วนใหญ่จำเป็นต้องพึ่งพาพ่อแม่ของตน),  insist on  (ยืนกราน, ยืนหยัด, เรียกร้อง)   She insisted on going out with her boyfriend.  (เธอยืนกรานจะออกไปข้างนอกกับแฟนของเธอ),  on the floor  (บนพื้น),  on a hill  (บนเนินเขา),  on the top shelf  (บนชั้นบนของหิ้ง),  bet money on  (พนันเงินกับ......)  -  He bet a lot of money on that horse.  (เขาพนันเงินจำนวนมากกับม้าตัวนั้น),  on a sofa  (บนเก้าอี้โซฟา),  to turn his back on his country  (หันหลังให้กับประเทศของตน  -  หมายถึงละทิ้งประเทศ  เช่น  หนีการเกณฑ์ทหาร  หรือไปเข้ากับฝ่ายศัตรู),  on the contrary  (ในทางตรงกันข้าม)  -  There was nothing dowdy or ugly about her dress;  on the contrary, she had a certain private elegance(ไม่มีอะไรล้าสมัย (ไม่สวยงาม) หรือน่าเกลียดเกี่ยวกับเสื้อกระโปรงชุดของเธอ  ตรงกันข้าม  เธอมีความสง่างามเป็นส่วนตัวบางอย่าง),  on the drawing board  (กำลังอยู่ในขั้นวางแผนหรือเตรียมการ  คือยังไม่ได้ลงมือทำ หรือนำมาใช้งานจริงๆ ),   on the dot (on the  button)  (ตรงเวลาเผง, ตรงเวลาพอดี)  -  Susan arrived at the party at 3:00 p.m. on the dot.  (ซูซานมาถึงที่งานเลี้ยงเวลาบ่าย โมงตรงพอดี),  get (climb, jump) on the bandwagon  (ทำตามอย่างที่คนอื่นทำ  แม้จะไม่ใช่เรื่องที่จำเป็น, เข้าร่วมในกิจกรรมที่มีคนนิยมทำกันมาก  และล่าสุด  เช่น ถีบจักรยาน หรือ เล่นฟิตเนส,  โยคะ  -  แปลตรงตัว คือ ปีนหรือกระโดดขึ้นไปบนรถดนตรีในขบวนแห่)  -  When all Jim’s friends decided to vote for Bill, Jim climbed on the bandwagon too.  (เมื่อเพื่อนทุกคนของจิมตัดสินใจลงคะแนนให้บิล  จิมก็ตัดสินใจลงคะแนนให้บิลเช่นเดียวกัน  -  คือทำตามเพื่อนๆ แบบไม่ต้องมีเหตุผล), on the (an) average   (โดยเฉลี่ย),  a dog peeing (pissing) on a tree  (หมาเยี่ยวรดต้นไม้),  on condition that  (โดยมีเงื่อนไขว่า)  -  I will lend you the money on condition that  you pay it back in one month.  (ผมจะให้คุณยืมเงินโดยมีเงื่อนไขว่า  คุณต้องใช้คืนภายใน เดือน), on the table (desk) (บนโต๊ะ), on the wall  (บนกำแพง-ฝาผนัง),  on the envelope  (บนซองจดหมาย)  –  There is a stamp on the envelope.  (มีแสตมป์บนซองจดหมาย),  on a chair  (บนเก้าอี้)   He was sitting on a chair.  (เขากำลังนั่งบนเก้าอี้)  แต่ใช้  in an armchair”  (ในเก้าอี้มีที่วางแขน),  He was hit on the head (arm, leg).  (เขาถูกตีที่หัว – แขน - ขา)  แต่ใช้  He was hit in the chest (stomach, etc.)  (เขาถูกตีที่หน้าอก-ท้อง),  She was riding on a bicycle.  (เธอกำลังขี่รถจักรยาน),  on an (the) average  (โดยเฉลี่ย),  Paul knocked on the door.  (พอลเคาะประตู),   We had lunch on the train.  (เราทานอาหารกลางวันบนรถไฟ),  He went on board the ship (airplane).  (เขาขึ้นเรือ-เครื่องบิน)  แต่ใช้  in the car (ในรถยนต์),  หรือใช้  The captain (pilot) is in his cabin.  (หัวหน้านักบิน – นักบิน – อยู่ในห้องนักบิน),  She is not strong enough to stand on her legs.  (เธอไม่แข็งแรงพอที่จะยืนบนขาของตัวเอง),  The flats are built on pillars.  (แฟล็ตถูกสร้างบนเสาหิน-ตอม่อ),  He has a house on the main road.  (เขามีบ้านบนถนนสายหลัก),  It was built on the site of an old farmhouse.  (มันถูกสร้างบนที่ตั้งของบ้านไร่-บ้านนา),  You’ll find it on the left-hand side of the road.  (คุณจะพบมันทางด้านซ้ายมือของถนน),  The army marched on London.  (กองทัพเดินแถวไปสู่ลอนดอน – เพื่อยึดครองมัน),  live on  (ดำรงชีวิต, ดำรงชีวิตด้วย)  -  He hasn’t much (money) to live on.  (เขามิได้มีเงินมากมายที่จะดำรงชีวิต)  -  Those animals live on fruit and vegetables.  (สัตว์เหล่านั้นดำรงชีวิตด้วย (การกิน) ผลไม้และผัก),  The bus runs on diesel oil.  (รถประจำทางวิ่งโดยใช้น้ำมันดีเซล),  I’ll see you on Sunday.  (ผมจะพบคุณในวันอาทิตย์),  on the 5th of August  (ในวันที่ ๕ เดือนสิงหาคม),  Helen is paid on the last day of the month.  (เฮเลนได้รับค่าจ้างในวันสุดท้ายของเดือน),  Mary gave a present to her friends only on special occasions.  (แมรี่ให้ของขวัญแก่เพื่อนๆ ของเธอ  เฉพาะในโอกาสพิเศษเท่านั้น),  He is on the committee.  (เขาเป็นสมาชิกในคณะกรรมการ),  Mr. Smith was on the company’s board of directors.  (มิสเตอร์สมิธเป็นกรรมการบริษัท – เป็นสมาชิกในคณะกรรมการของบริษัท),  แต่ใช้  He is in the army.  (เขาอยู่ในกองทัพ – ทำงานในกองทัพ),  Alice did it on the advice of her lawyer.  (อลิซทำมันตามคำแนะนำของทนายความของเธอ),  I have it on good authority that the governor will resign soon.  (ผมทราบจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ว่า  ท่านผู้ว่าฯ จะลาออกเร็วๆ นี้),  Daniel bought his car on hire-purchase.  (แดเนี่ยลซื้อรถยนต์ในแบบเช่า-ซื้อ),  Have you read his new book on the universe ?  (คุณได้อ่านหนังสือเล่มใหม่ของเขาเกี่ยวกับจักรวาลหรือยัง),  I would like to have your views on the subject.  (ผมอยากได้ความเห็นของคุณเกี่ยวกับเรื่องนี้),  Brandon is away on business.  (แบรนด้อนไม่อยู่ (บ้าน) ด้วยเรื่องธุรกิจ),  I don’t want to be bothered by that while I’m on holiday.  (ผมไม่ต้องการให้ใครรบกวนในเรื่องนั้น  ในขณะที่ผมหยุดพักผ่อน),  On arriving at the station, Steve immediately looked for a taxi.  (ในทันทีที่มาถึงสถานี  สตีฟมองหารถแท็กซี่ในทันที),  On hearing the news, Kevin shouted with joy.  (ในทันทีที่ได้ยินข่าวนั้น  เควิ่นตะโกนด้วยความดีอกดีใจ),  on deck  (อยู่บนดาดฟ้าเรือ, เตรียมพร้อมที่จะทำอะไรบางอย่าง, มาปรากฏตัว หรือมาถึงที่นัดหมาย)  –  The passengers are relaxing on deck.  (ผู้โดยสารกำลังพักผ่อนหย่อนใจอยู่บนดาดฟ้าเรือ)  -  The scout leader told the boys to be on deck at 8:00 Saturday morning for the hike.  (ผู้นำลูกเสือบอกให้ลูกเสือมาถึงที่นัดหมายเวลา ๘.๐๐ น. เช้าวันเสาร์  เพื่อออกเดินทางไกล),  on deposit  (ในธนาคาร)  -  I have $ 500 on deposit in my account.  (ผมมีเงินอยู่  ๕๐๐ ดอลลาร์ในบัญชีธนาคาร),  on duty  (อยู่ปฏิบัติหน้าที่, ขณะปฏิบัติหน้าที่)  -  There is always one teacher on duty during study hour.  (มีครูอยู่ คนเสมอ อยู่ปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างชั่วโมงเรียน  -  คือคอยให้คำแนะนำปรึกษาแก่นักเรียน),  on earth (= in the world(ใน หรือ บนโลกนี้, เกิดขึ้นได้ หรือเป็นไปได้อย่างไร  มักใช้แสดงการเน้นในประโยคคำถาม)  -  Where on earth did I put my wallet?  (ไม่รู้ว่าผมเอากระเป๋าสตางค์ไปวางไว้ตรงไหนในโลกนี้  -  คือบ่นคร่ำครวญเนื่องจากหากระเป๋าสตางค์ไม่เจอ)  -  The boys wondered how on earth the mouse got out of the cage.  (พวกเด็กๆสงสัยว่า เป็นไปได้อย่างไรที่หนูออกจากกรงไป  -  ทั้งๆ ที่ล็อคทางออกไว้อย่างแน่นหนา),  have, (keep, with) one eye on  (คอยเฝ้าดูหรือเอาใจใส่  -  บุคคลหรือสิ่งของ -  ในขณะที่กำลังทำสิ่งอื่นไปด้วย)  -  Mother had one eye on baby as she ironed.  (แม่รีดผ้าและดูแลลูกน้อยไปด้วยในเวลาเดียวกัน) - Chris tried to study with one eye on the TV set.  (คริสพยายามอ่านหนังสือ  และดูทีวีไปด้วยในในเวลาเดียวกัน),  on account of  (เนื่องมาจาก, เพราะว่า)  -  The picnic was held in the gym on account of the rain.  (ปิกนิกถูกจัดในโรงยิม  -  แทนในสนาม  -  เนื่องมาจากฝนตก),  on a shoestring  (ด้วยเงินจำนวนเล็กน้อยสำหรับใช้จ่าย, ด้วยงบประมาณที่น้อยมาก  -  แปลตรงตัว คือ ด้วยเชือกผูกรองเท้า) - The couple was seeing Europe on a shoestring.  (สามี-ภรรยาคู่นั้นกำลังเที่ยวยุโรป  ด้วยเงินจำนวนเพียงนิดเดียว - คือ  แบบประหยัดสุดๆ),  to walk on air  (รู้สึกมีความสุขและตื่นเต้น)  -  Kim has been walking on air since she won the prize.  (คิมมีความสุขและตื่นเต้นมาโดยตลอด  ตั้งแต่ที่เธอได้รับรางวัล),  to wait on (upon) (รับใช้, ให้บริ การ) - The clerk in the store waits on all customers.  (เสมียนในร้านนั้นให้บริการ (รับใช้) ลูกค้าทุกคน),  (sitting) on top of the world  (ปลาบปลื้มยินดีและมีความสุข, รู้สึกประสบความสำเร็จ)  -  John was (sitting) on top of the world when he found out that he got into college.  (จอห์นดีใจและมีความสุข  เมื่อเขาพบว่าเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้),  on behalf of  (ในนามของ),  on board  (บนเรือ)  -  A ship was leaving the harbor, and we saw the people on board waving.  (เรือลำหนึ่งกำลังออกจากท่า  และเราเห็นผู้คนบนเรือโบกไม้โบกมือ  -  เพื่ออำลาญาติพี่น้องที่มาส่ง),  off and on (= on and off)  (ไม่สม่ำเสมอ, เป็นครั้งคราว หรือบางโอกาส)  -  It rained off and on all day.  (ฝนตกๆ หยุดๆ ตลอดทั้งวัน  -  คือ ตกแล้วหยุด  แล้วก็ตกแล้วหยุดอีก  สลับกันไปแบบนี้ตลอดทั้งวัน),  the posters on the walls   (โปสเตอร์บนกำแพง),  a sticker on her car  (สติ๊กเกอร์ติดรถของเธอ),  pictures on the screen  (รูปภาพบนจอ), on the ceiling  (บนเพดาน),  on the roof  (บนหลังคา),  on all fours  (คลาน เท้า),  get on a bus  (ขึ้นรถเมล์),  on a highway  (บนทางหลวง),  on the plane  (บนเครื่องบิน),  on foot  (โดยทางเท้าหรือเดินไป),  to walk on tiptoe  (เดินบนปลายเท้าหรือเขย่งส้นเท้า),  on horseback  (บนหลังม้า),  on a bicycle  (โดยรถจักร ยาน),  on Monday  (ในวันจันทร์),  on a Sunday afternoon  (ตอนบ่ายวันอา ทิตย์),  on an occasion like this  (ในโอกาสเช่นนี้),  on April10th  (ในวันที่ ๑๐ เมษายน),  on Thursday night   (ในคืนวันพฤหัสฯ),  on the first day of term  (ในวันแรกของภาคการศึกษา),  books on art and religion  (หนังสือเกี่ยวกับศิลปะและศาสนา),  on the subject of rents  (ในเรื่องเกี่ยวกับค่าเช่า), ideas on how films should be made  (ความคิดเกี่ยวกับว่าควรจะสร้างหนังอย่างไร),  to comment on the issue  (แสดงความคิดเห็นในประเด็นนั้น),  a talk on agriculture  (การสนทนาเกี่ยวกับเกษตรกรรม),  cars running on petrol (รถยนต์ที่วิ่งด้วยน้ำมัน),  appear on TV  (ปรากฏตัวทางทีวี),  to hear it on the radio  (ได้ยินมันทางวิทยุ),  on stage  (บนเวที),  on the phone  (ทางโทรศัพท์ หรือกำลังพูดโทรศัพท์),  on and on  (ไม่รู้จักจบสิ้น, ไม่หยุดหย่อน, ไม่สิ้นสุด),  on edge  (รุ่มร้อน, กระวนกระวาย, ตื่นเต้น, ประสาทเสีย, ปวดสมอง),  on one’s own  (ด้วยตนเอง, เป็นอิสระ, หาเลี้ยงตนเอง),  on purpose  (โดยเจตนา, โดยตั้งใจทำ),  on the carpet  (ดุด่าว่ากล่าว, สวด),  on the fence  (ยังไม่แน่ใจ, ยังไม่ตัดสินใจ-ตกลงใจ),  on the hook  (อยู่ในฐานะลำบาก),  on the spot  (ที่กำลังพูดถึง-เอ่ยถึง),  to be on  (กำลังปรากฏ, กำลังฉายอยู่. กำลังแสดง),  on the go  (มีธุระ ยุ่ง, เคลื่อนไหวทำโน่นทำนี่อยู่ตลอด)   I’m usually on the go all day long.  (ผมมักมีธุระยุ่งตลอดทั้งวัน),  on the market  (มีขาย, เสนอขาย)   I had to put my car on the market.  (ผมจำเป็นต้องเอารถออกขาย) - This is the finest home computer on the market.  (นี่เป็นคอมพิวเตอร์ประจำบ้านที่ดีที่สุดที่วางขายในตลาด),  on the mend  (สบายดี, หายป่วยไข้)   My cold was terrible, but I’m on the mend now.  (ไข้หวัดของผมย่ำแย่มากเลย  แต่ตอนนี้ผมหายไข้แล้ว)    What you need is some hot chicken soup.  Then you’ll really be on the mend.  (สิ่งที่คุณต้องการ คือ ซุปไก่ร้อนๆ  แล้วคุณจะหายป่วยจริงๆ เลย),  on the tip of one’s tongue  (ติดอยู่แค่ริมฝีปาก  คือ เกือบจะพูดออกมาแล้ว หรือ เกือบจะนึกออกแล้ว)   I have his name right on the tip of my tongue.  I’ll think of it in a second  (ผมมีชื่อของเขาติดอยู่ที่ริมฝีปาก  ผมจะนึกมันออกในอีกวินาทีเดียว)  – John had the answer on the tip of his tongue, but Ann said it first  (จอห์นเกือบจะบอกคำตอบออกมาแล้ว  แต่แอนพูดออกมาเสียก่อน - คือชิงบอกคำตอบก่อน),  on the wrong track  (ไปหรือเดินผิดลู่หรือราง, ทำตามสมมติฐานที่ผิด)    You’ll never get the right answer.  You’re on the wrong track.  (คุณไม่มีวันจะได้คำตอบที่ถูกต้องหรอก คุณเดินผิดทางนี่ หรือ คุณตั้งสมมติฐานไว้ผิดนี่),  be (skate) on thin ice  (อยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงหรือมีอันตราย)   If you try that, you’ll really be on thin ice.  That’s too risky.  (ถ้าคุณลองทำสิ่งนั้น  คุณจะตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง  มันเสี่ยงเกินไป)   If you don’t want to find yourself (skating) on thin ice, you must be sure of your facts  (ถ้าคุณไม่ต้องการพบตัวเองตกอยู่ในอันตราย  คุณต้องมั่นใจในข้อเท็จจริง  - ไม่เช่นนั้นคุณอาจแพ้คดีและต้องจ่ายเงินมากมาย),  on tiptoe  (เดินเขย่างเท้า),  on vacation  (เดินทางไปเที่ยวในวันหยุดพักผ่อน)   Where are you going on vacation this year?  (คุณจะเดินทางไปพักผ่อนที่ไหนในวันหยุดปีนี้)   I’ll be away on vacation for three weeks.  (ผมจะเดินทางไปพักผ่อนวันหยุดเป็นเวลา ๓ สัปดาห์),  เป็นต้น

 

3. ______________________________________________ is better, my drawing or Helen’s?

(____________________________________ ดีกว่ากัน,  ภาพเขียนของผม หรือของเฮเลน)

(a) Do you think which    (คุณคิดว่าอันไหน)

(b) Which do you think    (อันไหนที่คุณคิดว่า)

(c) You think which

(d) Which you think

ตอบ  -  ข้อ  (b)  ต้องเอา  “Question word”  (What, When, Where, Why, How, Which)  ขึ้นต้นประโยคก่อน  “Verb”  (To do, To have, To be)  เสมอ  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                 ตัวอย่างที่  

  • ___________________________________________________ will win the first prize?

(_____________________________________________________ จะชนะรางวัลที่ ๑)

(a) Do you think who

(b) Whom do you think

(c) Who do you think    (ใครที่คุณคิดว่า  หรือ คุณคิดว่าใคร)

(d) Who you think

ตอบ  -  ข้อ  (c)   

                                 ตัวอย่างที่  

  • _________________________________________ is better, my mobile phone or Jim’s?

(___________________________________ ดีกว่ากัน,  โทรศัพท์มือถือของผมหรือของจิม)

(a) Do you think which

(b) Which do you think   (อันไหนที่คุณคิดว่า)

(c) You think which

(d) Which you think

ตอบ  –  ข้อ  (b)  ต้องเอา  “Question words” (what, when, where, why, how, how much, how many, how often)  ขึ้นหน้า  “Verb to do” (do, does, did) เสมอ  เมื่อทำเป็นประโยคคำถาม  เนื่องจาก  “Question words”  เหล่านั้น   ทำหน้าที่เป็นกรรมของประโยค  (ของกริยา)  (คือเป็น  “Object”)  หรือกรรมของ  “Preposition”  หรือเป็นส่วนขยายคำกริยา  คือเป็นกริยาวิเศษณ์  “Adverb”  (ในกรณีของประโยคข้างบน  “Which” เป็นกรรมของ  “think”)  เช่น

  • How often do you go shopping each month?

(คุณไปช้อปปิ้งบ่อยเพียงใดในแต่ละเดือน)  (“How often”  เป็นส่วนขยายของ  “go shopping”  คือ  เป็นกริยาวิเศษณ์  ถามความถี่  “Adverb of frequency”)

  • How much does he get paid in a year?

(เขาได้รับค่าจ้างเท่าใดใน ๑ ปี)  (“How much”  เป็นกรรมของกริยา  “get paid”)

  • Where do you live in Bangkok?

(คุณอาศัยอยู่ที่ไหนในกรุงเทพฯ)  (“Where”  เป็นส่วนขยายกริยา  “live”  คือ  เป็นคำถามเพื่อหาคำตอบเกี่ยวกับสถานที่  “Adverb of place”)

  • Why did she come to class so late?

  (ทำไมเธอมาเข้าเรียนสายจังเลย)  (“Why”  เป็นส่วนขยายกริยา  “come”  คือ  เป็นคำถามเพื่อหาคำตอบเกี่ยวกับเหตุผล  “Adverb of reason”)

  • When did they finish their work last night?

(พวกเขาทำงานเสร็จเมื่อใดเมื่อคืนนี้)   (“When”  เป็นส่วนขยายกริยา  “finish”  คือเป็นคำถามเพื่อหาคำตอบเกี่ยวกับเวลา  “Adverb of time”)

  • Which do you prefer, this car or that car?

(คุณชอบคันไหน  รถคันนี้หรือคันนั้น)   (“Which”  เป็นกรรมของกริยา  “prefer”)

                  แต่ในกรณีที่  “Question words”  เป็นประธานของประโยคคำถาม  (คือ  เป็นประธานของกริยาในประโยค)  ไม่ต้องใช้  “Verb to do” (Do, Does, Did)  มาช่วยสร้างประโยค  ให้ต่อด้วยคำกริยาเลย  เช่น

  • Who contributed most to your success?

(ใครมีส่วนช่วยเหลือมากที่สุดในความสำเร็จของคุณ)

(Who”  เป็นประธานของประโยค  หรือของกริยา  “Contributed)

(อย่าใช้  Who did contribute most to……………?”)

  • What made you feel so angry?

(อะไรทำให้คุณโมโหจัด)

(What”  เป็นประธานของประโยค  หรือของกริยา  “Made)

(อย่าใช้  What did make you feel so angry?”)

  • Which impresses you more, London or New York?

(เมืองไหนทำให้คุณประทับใจมากกว่า,  ลอนดอนหรือนิวยอร์ก)

(Which”  เป็นประธานของประโยค  หรือของกริยา  “Impresses)

(อย่าใช้  Which does impress you more, ………………?” )

แต่ใช้  Which do you like more, London or New York?

(คุณชอบเมืองไหนมากกว่ากัน – ลอนดอนหรือนิวยอร์ก)

(ต้องใช้  “Verb to do”  ช่วยสร้างประโยคคำถาม  เนื่องจาก  “Which”  เป็นกรรมของกริยา  “Like)

                  ดูเพิ่มเติมการใช้  Question word  (Who, Whom, What, When, Where, Why, How)  สร้างประโยคคำถาม  แบบทั้งต้องใช้  และไม่ต้องใช้  Verb to do  (Do, Does, Did)  ช่วย  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่  

  • ______________________________________________________ here this morning?

(________________________________________________________ ที่นี่เมื่อเช้านี้)

(a) Who did come

(b) Who did came

(c) Did who come

(d) Who came    (ใครมา)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เมื่อประโยคคำถามขึ้นต้นด้วย  “Who”  หรือ  “What”  ซึ่งเป็นประธานของประโยค  ให้ตามด้วยคำกริยาเลย  ไม่ต้องใช้  “Verb to do” (Do, Does, Did) ช่วยสร้างคำถาม (What made you so sad ?  -  What  เป็นประธานของประโยค  ไม่ต้องใช้  “Verb to do” (Do, Does, Did) ช่วยสร้างคำ ถาม),  ส่วนการใช้  Verb to do  ช่วยสร้างคำถาม  เราใช้กับ  Question word  คำอื่นๆ ที่ไม่ใช่  Who หรือ  What  เช่น  When, Where, Why, How  หรือเมื่อ  What  เป็นกรรมของประโยค,   หรือเมื่อ  Who  เป็นกรรมของประโยค  ที่ใช้แทน  Whom  (แต่ไม่สามารถใช้  Who  แทน  Whom  ได้  เมื่อตามหลัง  Preposition  เช่น  ต้องใช้  To whom, For whom, By whom, With whom  เป็นต้น)  ดูเพิ่มเติมจากตัวอย่างข้างล่าง

  • Who took my book on the table ?

(ใครเอาหนังสือบนโต๊ะของฉันไป)

(ไม่ต้องใช้  “Verb to do”  ช่วยสร้างคำถาม  เพราะ Who เป็นประธานของประโยค  หรือกริยา Took)  (ไม่สามารถใช้ Whom แทน Who ได้  เนื่องจากเป็นประธานของประโยค)

  • Who (Whom) do you like most among your friends ?

(คุณชอบใครมากที่สุดในบรรดาเพื่อนของคุณ)

(Who หรือ Whom เป็นกรรมของ Love,  จึงสามารถใช้ Who แทน Whom ได้  เมื่อเป็นกรรมของประโยค  และต้องใช้ Verb to do (Do) ช่วยในการสร้างประโยคคำถาม)

  • For whom do you buy these clothes ?

(คุณซื้อเสื้อผ้าเหล่านี้สำหรับใคร – ซื้อให้ใคร)

(ต้องใช้  “Verb to do”  ช่วยสร้างคำถาม  เนื่องจาก Whom เป็นกรรมของ Preposition “For”  และไม่สามารถใช้ Who แทน Whom ได้  เนื่องจากอยู่หลัง For)

  • What made you laugh when you saw Jimmy ?

(อะไรทำให้คุณหัวเราะ  เมื่อคุณเห็นจิมมี่)

(ไม่ต้องใช้  “Verb to do”  ช่วยสร้างคำถาม  เพราะ What เป็นประธานของประโยค  หรือกริยา Made)

  • What do you do during your free time ?

(คุณทำอะไรในระหว่างเวลาว่าง)

(What เป็นกรรมของกริยา Do (ทำ) จึงต้องใช้ Verb to do (Do ตัวแรก) ช่วยในการสร้างประโยคคำถาม)

             สำหรับการสร้างประโยคคำถามที่ขึ้นต้นด้วย  Question word  อื่นๆ  (When, Where, Why, How)  ซึ่งถามเพื่อหาคำตอบที่เป็นกริยาวิเศษณ์  ซึ่งบอกเกี่ยวกับเวลา, สถานที่, เหตุผล  และวิธีการ  จะต้องใช้  Verb to do (Do, Does, Did)   ช่วยเสมอ  ในการสร้างคำถาม,  ในกรณีของ  Present simple tense  ใช้  Do  และ  Does  ส่วนในกรณีของ  Past simple tense  ใช้  Did  อย่างเดียว  ดังตัวอย่างข้างล่าง

  • When did Bill leave this morning ?

(บิลจาก (ออก) ไปเมื่อไร  เมื่อเช้านี้)  (เป็นอดีต)

  • When do you expect to get a new job ?

(คุณคาดหวังว่าจะได้งานใหม่เมื่อไร)  (เป็นปัจจุบัน)

  • Where does Lucy live now ?

(แมรี่อาศัยอยู่ที่ไหนในปัจจุบัน)

  • Where did they find their stolen car ?

(พวกเขาพบรถที่ถูกขโมยไปที่ไหน)  (เป็นอดีต)

  • Why did Jeff resign from his job ?

(ทำไมเจฟฟ์จึงลาออกจากงานของเขา)  (เป็นอดีต)

  • Why does Paula want to sell her house ?

(ทำไมพอลล่าต้องการขายบ้านของเธอ)  (เป็นปัจจุบัน)

  • How do you avoid a heavy traffic when you go to work ?

(คุณหลีกเลี่ยงการจราจรหนาแน่นอย่างไร  เมื่อคุณไปทำงาน)  (เป็นปัจจุบัน)

  • How did Sarah pass her exam though she didn’t study at all ?

(ซาร่าห์สอบผ่านได้อย่างไร  แม้ว่าเธอไม่ได้เรียน (อ่าน) หนังสือเลย)  (เป็นอดีต)

 

4. The victims in the road accident _____________ to the emergency room of the nearest hospital.

(ผู้เคราะห์ร้ายในอุบัติเหตุทางรถยนต์ ___________ ยังห้องฉุกเฉิน  ของโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้ที่สุด)

(a) have taken

(b) had taken

(c) were taking

(d) were taken    (ถูกนำไป)

ตอบ  –  ข้อ  (d)  เนื่องจากต้องอยู่ในรูป  “Passive voice” {Subject + Is (Am, Are, Was, Were) + Verb 3}  เพราะ  ผู้เคราะห์ร้าย ................ ถูกนำไป(ถูกกระทำ)  สำหรับข้ออื่นๆ อยู่ในรูป  “Active voice

 

5. I was so annoyed that I felt impelled to write a letter to the paper.

(ผมรำคาญ – หรือถูกรบกวน – มากจนกระทั่งผมรู้สึกถูก  กระตุ้น-ผลักดัน-โน้มน้าว  ให้เขียนจดหมายถึงหนังสือพิมพ์)  (เพื่อร้องเรียน)

(a) free    (มีอิสระ)

(b) satisfied    (พึงพอใจ)

(c) guilty    (สำนึกผิด, รู้สึกผิด)

(d) forced    (บังคับ)  (เป็นเพียงความหมายใกล้เคียงกับ  “impelled”)

(e) wary    (แว้-รี่)  (ระวังตัว, ระมัดระวัง, คอยเฝ้าดู, รอบคอบ)

ตอบ  –  ข้อ  (d)

 

6. The property on which money has been lent is redeemed when the loan is paid back.

(ทรัพย์สิน-ที่ดิน  ซึ่งค้ำประกันเงินที่ถูกให้ยืมไป  จะถูก  ไถ่ถอน-ไถ่-เอากลับคืนมา-ใช้คืน-ได้คืนมา-ปลดเปลื้องหนี้-ชำระหนี้-ชดเชย-ชดใช้-ปฏิบัติตามสัญญา-ไถ่บาป   เมื่อเงินกู้ได้รับการชำระคืน)

(a) purchased    (ซื้อ)

(b) confiscated    (ยึด, ริบ)

(c) regained; retrieved    (ได้กลับคืนมา; เอากลับคืนมา, ทำให้คืนสู่สภาพเดิม, ซ่อมแซม, กู้, ช่วยชีวิต,

       กอบกู้, (สุนัขล่าเนื้อ) เอาเหยื่อกลับมา)

(d) auctioned    (อ๊อค-ชั่น)  (ขายทอดตลาด)

(e) heeded    (ตั้งใจฟัง, เอาใจใส่, แยแส, ให้ความสนใจแก่)

ตอบ  –  ข้อ  (c)

 

7. Many people who want warm coats can buy fake furs.

(ผู้คนจำนวนมากที่ต้องการเสื้อคลุม (เสื้อนอก) ที่อบอุ่น  สามารถซื้อเสื้อผ้าที่ทำด้วยหนังขนสัตว์อ่อนนุ่มที่  ปลอม-เทียม-ซึ่งเป็นเรื่องที่กุขึ้น)

(a) costly    (มีราคาแพง)

(b) heavy    (หนา, หนัก)

(c) inexpensive    (ไม่แพง)

(d) imitation    (ของปลอม, ของเทียม, การเลียนแบบ, การลอกเลียน, การเอาอย่าง, ของเลียนแบบ) 

       (หรืออาจตอบ  “imitated”  =  “ที่ถูกเลียนแบบ, ทำเทียม, ปลอม)

(e) authentic    (แท้, จริง)

ตอบ  –  ข้อ  (d)  Fake  เมื่อเป็นคำนาม  หมายถึง  “ของปลอม, ของเทียม, เรื่องที่กุขึ้น, ผู้ปลอมแปลง, ผู้เสแสร้ง”  และเมื่อเป็นคำกริยา  หมายถึง  “ปลอมแปลง, ทำเทียม, กุขึ้น, เสแสร้ง, แกล้ง

 

8. It was such good news that no one believed _______________________________________.

(มันเป็นข่าวที่ดีมาก  จนกระทั่งไม่มีใครเชื่อ ______________________________________)

(a) them

(b) it    (มัน)

(c) him

(d) (No word is needed.)    (ไม่ต้องเติมคำใด)

ตอบ  -  ข้อ  (b)  “News”  เป็นคำนามนับไม่ได้  และเป็นเอกพจน์เสมอ  ใช้แทนด้วย  “It”  สำหรับคำนามนับไม่ได้อื่นๆ  ได้แก่  Fun   (ความสนุกสนาน),  Music  (ดนตรี),  Money  (เงิน),  Freedom  (เสรีภาพ),  Leisure  (เวลาว่าง),  Courage  (ความกล้าหาญ),  Patience  (ความอดทน),  Wealth  (ความมั่งคั่งร่ำรวย, ทรัพย์สมบัติ),  Illness  (ความเจ็บป่วย),  Sickness  (ความเจ็บป่วย),  Happiness  (ความสุข),  Kindness  (ความกรุณา, ความใจดี),  Deafness  (การหูหนวก),  Dumbness  (การเป็นใบ้),  Blindness  (การตาบอด),  Pleasure  (ความยินดี-พอใจ, ความเพลิดเพลิน),  Bravery (= Braveness)  (ความกล้าหาญ),  Prevention  (การป้องกัน),  Livelihood  (การดำรงชีวิต),  Childhood  (ความเป็นเด็ก, วัยเด็ก),  Monkhood  (ความเป็นพระ),  Friendship  (มิตรภาพ, ความเป็นเพื่อน),  Slavery  (ความเป็นทาส),  Drinking  (การดื่ม),  Swimming  (การว่ายน้ำ),  Fishing  (การตกปลา),  Hunting  (การล่าสัตว์),  Death  (ความตาย),  Honesty  (ความซื่อสัตย์),  Poverty  (ความยากจน),  Goodness  (ความดี),  Wisdom   (ความฉลาด),  Anger  (ความโกรธ),  Innocence  (ความบริสุทธิ์, ความไร้เดียงสา),  Strength  (ความแข็งแรง, พลัง),  Height  (ความสูง),  Ability  (ความสามารถ),  Truth  (ความจริง),  Falsehood  (ความไม่จริง),  Vacancy  (ความว่างเปล่า),  Rapidity  (ความเร็ว),  Success  (ความสำเร็จ),  Help  (ความช่วยเหลือ),  Assistance  (ความช่วยเหลือ),  Thought  (ความคิด),  Imagination  (จินตนาการ, มโนภาพ, การนึกเอาเอง),  Excellence  (ความเป็นเลิศ, ความยอดเยี่ยม),  Intelligence  (เชาว์, ปัญญา, การสืบราชการลับ),  Thunder  (ฟ้าร้อง),  Lightning  (สายฟ้าแลบ),  Lighting  (การส่องสว่าง, การตามไฟ),  เป็นต้น

           สำหรับ  “วัตถุนาม” (Material noun)  หรืออาจเรียก  “นามมวลสาร” (Mass noun)  ได้แก่  คำนามที่เป็นชื่อของวัตถุ หรือมวลสาร  ซึ่งมักเป็นวัตถุ  และอยู่เป็นกลุ่มก้อน  และแสดงความมากน้อยด้วยปริมาณ (Quantity)  มิใช่ด้วยจำนวน (Number)  และคำพวกนี้ไม่ใช้  A, An, The  นำหน้า  ยกเว้นในกรณีกล่าวคำซ้ำ  หรือเน้นย้ำว่าเป็นวัตถุอันใด-ชิ้นใด  จึงขยายด้วย  “The”  ได้แก่  Alcohol  (เหล้า),  Gold  (ทอง),  Iron  (เหล็ก),  Silver  (เงิน),  Tin  (ดีบุก),  Lead  (ตะกั่ว),  Copper  (ทองแดง),  Hydrogen  (ไฮโดรเจน),  Oxygen  (ออกซิเจน),  Aluminium  (อลูมิเนียม),  Uranium  (ยูเรเนียม),  Glass  (กระจก, แก้ว),  Sand  (ทราย),  Wood  (ไม้),  Stone  (หิน),  Cotton  (ฝ้าย),  Nylon  (ไนลอน),  Earth  (ดิน),  Metal  (โลหะ),  Cloth  (ผ้า),  Clothing  (เสื้อผ้า),  Paper  (กระดาษ),  Brick  (อิฐ),  Cement  (ซีเมนต์),  Wool  (ขนสัตว์),  Timber  (ไม้ท่อน),  Wire  (ลวด),  Water  (น้ำ),  Ice  (น้ำแข็ง),  Tea  (ชา),  Coffee  (กาแฟ),  Milk  (นม),  Cocoa  (โกโก้),  Dew  (น้ำค้าง),  Wine  (เหล้าองุ่น),  Beer  (เบียร์),  Ink  (หมึก),  Whisky  (วิสกี้),  Liquor  (เหล้า),  Oil  (น้ำมัน),  Gas  (ก๊าซ),  Rice  (ข้าว),  Wheat  (ข้าวสาลี),  Bread  (ขนมปัง),  Flour  (แป้ง),  Silk  (ไหม),  Soap  (สบู่),  Sugar  (น้ำตาล),  Salt  (เกลือ),  Curry  (แกง),  Cheese  (เนยแข็ง),  Butter  (เนยเหลว),  Magarine  (เนยเทียม),  Pork  (เนื้อหมู),  Beef  (เนื้อวัว),  Meat  (เนื้อทั่วไป),  Fish  (เนื้อปลา),  Chicken  (เนื้อไก่),  Fruit  (ผลไม้),  Salad  (สลัด),  เป็นต้น                                 

          สำหรับคำนามนับไม่ได้อื่นๆ  เช่น  News  (ข่าว),  Air  (อากาศ), Information  (ข้อมูล, ข่าวสาร),  Equipment  (อุปกรณ์, เครื่องมือ),  Furniture  (เครื่องเรือน),  Scenery  (ทิวทัศน์),  Damage  (ความเสียหาย),  Advice   (คำแนะนำ),  Traffic  (การจราจร, ยวดยาน),  Machinery  (เครื่องยนต์กลไก, เครื่องจักร),  Evidence  (หลักฐาน),  Work  (งาน),  Luggage  (กระเป๋าเดินทาง),  Baggage  (กระเป๋าเดินทาง),  Knowledge  (ความรู้),  Education  (การศึกษา),  Progress  (ความก้าวหน้า),  Power  (อำนาจ),  Behavior  (พฤติกรรม)  เป็นต้น  ซึ่งคำนามทุกคำข้างต้น  ใช้สรรพนามแทนด้วย  “It”  และไม่ต้องนำหน้าด้วย  “Article”  (A, An, The)  ยกเว้นในกรณีเป็นการเน้นย้ำว่าเป็นของใคร  หรืออันไหน  หรือกล่าวซ้ำอีกครั้งหนึ่ง  ให้ใช้  “The”  นำหน้า  เช่น

  • The baggage of Mr. Frank will be sent to his hotel today.

(กระเป๋าเดินทางของมิสเตอร์แฟรงค์จะถูกส่งไปยังโรงแรมของเขาวันนี้)

  • The advice you gave me is very useful.

(คำแนะนำที่คุณให้ผมมีประโยชน์อย่างมาก)

  • The furniture in this room is very expensive.

(เฟอร์นิเจอร์ในห้องนี้ราคาแพงมาก)

  • Helen would never have the courage to defy her husband’s will.

(เฮเลนไม่มีวันที่จะมีความกล้าหาญที่จะท้าทายความตั้งใจของสามีของเธอ)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                 

 

             ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง  e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  Address  <wpookaotong@yahoo.com>  (ปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า “ปรับปรุงเว็บไซต์)  เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป