หมวดข้อสอบ STRUCTURE (ตอนที่ 605)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Direction:  Choose the best answer to each item.

(จงเลือกคำตอบที่ดีที่สุดของแต่ละข้อ)

 

1. The match took place as ____________________________________________________.

(การแข่งขันเกิดขึ้นตามที่ (ดังที่) ____________________________________________)

(a) arranging

(b) be arranged

(c) be arranging

(d) arranged    (ได้ถูกเตรียมการ-กำหนด)  (เอาไว้)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากลดรูปมาจาก  “………...As it was arranged”  (ตามที่มันได้ถูกเตรียมการเอาไว้)

 

2. I wonder ____________________________________________ we can arrive there in time.

(ผมประหลาดใจว่า  เราสามารถไปถึงที่นั่นทันเวลา _________________________________)

(a) that

(b) why

(c) whether    (หรือไม่)

(d) when

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากมาจากประโยค  “Direct speech” (ถามตรง) ที่ว่า  “Can we arrive there in time?”  และเมื่อขึ้นต้นประโยคคำถามด้วยกริยาพิเศษ (Is, Am, Are, Was, Were, Do, Does, Did, Has, Have, Had, Will, Would, Shall, Should, Can, Could, May, Might, Must)  เมื่อจะเปลี่ยนเป็นประโยค  “Indirect speech” (ถามอ้อม)  จะต้องใช้  “Whether” (หรือไม่)  หรือ  “If” (หรือไม่)  เชื่อมระหว่างประโยคใหญ่  (ประโยคกล่าวรายงาน  -  Reporting speech) (ในข้อนี้  คือ  “I wonder”)  และประโยคย่อย  (ประโยคถูกกล่าวรายงาน  -  Reported speech)  (ในข้อนี้  คือ  “we can arrive there in time”)  เสมอ  และไม่ต้องใช้  That  อีก  เช่น

  • I wonder whether (if) Jenny will come to my party.

(ผมสงสัยว่าเจนนี่จะมางานเลี้ยงของผมหรือเปล่า)

  • David asked me if (whether) I could help him.

(เดวิดถามฉันว่าฉันสามารถช่วยเหลือเขาได้หรือไม่)

                  ดูเพิ่มเติมการเปลี่ยนประโยคจาก  Direct speech  เป็น  Indirect speech  แบบต่างๆ จากตัวอย่างข้างล่าง

                                 ตัวอย่างที่  

  • Mary does not know ____________________________________________ for a living.

(แมรี่ไม่รู้ว่า______________________________________________ เพื่อการดำรงชีพ)

(a) what will she do

(b) how will she do

(c) what she will do    (เธอจะทำงานอะไร)

(d) that she will do

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นการเปลี่ยนประโยค  “Direct speech”  (What will she do for a living?)  ให้เป็นประโยค  “Indirect speech”  (Mary does not know what she will do for a living.)  ดูเพิ่มเติมเรื่องนี้จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                 ตัวอย่างที่  

  • He asked me ________________________________________________ I was hungry.

(เขาถามผมว่าผมหิว ___________________________________________________)

(a) that

(b) why

(c) how

(d) if     (หรือไม่)

(e) weather    (อากาศ)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากมาจากประโยค  “Direct speech”  คือ  “Are you hungry?”  เมื่อจะเปลี่ยนเป็นประโยค  “Indirect speech”  จะต้องเชื่อมด้วย  “If”  หรือ  “Whether”  (He asked me if (whether) I was hungry.)  ซึ่งทั้ง ๒ คำมีความหมายเหมือนกัน  คือ  “หรือไม่, หรือเปล่า”  กล่าวโดยสรุป  คือ  ถ้าประโยค  “Direct speech”  ซึ่งเป็นประโยคคำถาม  ขึ้นต้นด้วยกริยาพิเศษ  (Verb to be, to have, to do)  หรือ  “Modal verb” (Will, Would, Shall, Should, Can, Could, May, Might, Must)  เมื่อเปลี่ยนเป็นประโยค  “Indirect speech”  จะต้องเชื่อมข้อความระหว่าง  “Reporting speech  -  ประโยคกล่าวรายงาน”  (He asked me)  และ  “Reported speech  -  ประโยคถูกกล่าวรายงาน”  (I was hungry)  ด้วย  “If”  หรือ  “Whether”  เสมอ  ห้ามใช้  “That”  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • Are you a student? 

(คุณเป็นนักเรียนใช่ไหม)  (แมรี่ถามจอห์น)  (บุคคลที่ ๓ นำมากล่าวอีกครั้ง  ดังประโยคข้างล่าง)

(She wants to know if (whether) he is a student.)

(เธอต้องการรู้ว่าเขาเป็นนักเรียนหรือไม่)

  • Do you like to play tennis? 

(คุณชอบเล่นเทนนิสไหม)  (แดงถามผม)  (ผมเล่าให้สมศรีฟัง  ดังประโยคข้างล่าง)

(He asked me if (whether) I liked to play tennis.)

(เขาถามผมว่าผมชอบเล่นเทนนิสหรือไม่)

  • Will you go to my party?

(คุณจะไปงานเลี้ยงของผมไหม)  (ผมถามชมพู่่)  (ผมเล่าให้หน่อยฟัง  ดังประโยคข้างล่าง)

(I ask her if (whether) she will come to my party.)

(ผมถามเธอว่าจะไปงานเลี้ยงของผมหรือไม่)

  • Can you play the piano?

(คุณเล่นเปียโนเป็นไหม)  (พวกเขาถามผม)  (ผมเล่าให้อ๊อดฟัง  ดังประโยคข้างล่าง)

(They asked me if (whether) I could play the piano.

(พวกเขาถามผมว่าเล่นเปียโนเป็นหรือไม่)

                ในกรณีที่ประโยค  “Indirect speech”  เป็นประโยคบอกเล่า  ให้ใช้  “That”  เชื่อม  หรืออาจละไว้ก็ได้  (ไม่ต้องเขียนลงไป)  เช่น

  • I go for a walk every morning.

(ผมออกเดินทุกเช้า)  (ผมบอกสมชาย)  (ผมเล่าให้สมศักดิ์ฟัง  ดังประโยคข้างล่าง)

(I tell him (that) I go for a walk every morning.)

(ผมบอกเขาว่าผมออกเดินทุกเช้า)  หรือ

(I told him (that) I went for a walk every morning.)

  • I have been to London several times.

(ฉันเคยไปลอนดอนหลายครั้ง)  (อรทัยบอกผม)  (ผมเล่าให้ชูเกียรติ์ฟัง  ดังประโยคข้างล่าง)

(She said (that) she had been to London several times.)

(เธอพูดว่าเธอเคยไปลอนดอนหลายครั้ง)

               สำหรับในกรณีที่ประโยค  “Direct speech”  เป็นประโยคคำถามที่ขึ้นต้นด้วย  “Question word” (What, When, Where, Why, How, etc.)  เมื่อเปลี่ยนเป็นประโยค  “Indirect speech”  ให้เอา  “Question word”  นั้นๆ มาเป็นตัวเชื่อม  โดย  “ไม่ต้องใช้”  “That”  เช่น  ในประโยคข้างล่าง  ห้ามใช้  “…........….to find that where it is hiding

                                 ตัวอย่างที่                 {จงหาที่ผิดหลักไวยากรณ์จากข้อ (๑) – (๔)}

  • Are you waiting (1) for success (2) to arrive or are you going (3) to find where (4) is it hiding?

(คุณกำลังรอคอยให้ความสำเร็จมาหา  หรือคุณจะไปหาว่ามันกำลังหลบซ่อนอยู่ที่ไหน)  (ข้อนี้เหมือนเป็นคำสอนคน  อย่าให้มัวแต่รอคอยความสำเร็จ  แต่ให้ขยันทำงาน  เพื่อจะ ได้พบกับความสำเร็จ  คือ  สอนให้เป็นฝ่ายรุก  มิใช่ตั้งรับ)

ตอบ  –  ข้อ  (4)  แก้เป็น  “it is”  เนื่องจากอยู่ในรูป  “Indirect speech”  หรือ  “Reported speech”  คือ  “คำพูดที่ถูกกล่าวรายงาน”  เป็นการเปลี่ยนจากประโยค   “Direct speech”  (Where is it hiding?)  มาเป็นประโยค  “Indirect speech”   ที่ขึ้นต้นด้วย  “are you going to find ……...….”  จึงต้องเอาประธานมาไว้หน้าคำกริยา  เป็น  “where it is…......…..”  ซึ่งเป็นการเรียงคำแบบประโยคบอกเล่า  มิใช่เอาคำกริยาไว้หน้าประธาน  (where is it)  เหมือนในประโยคคำถาม  ดังตัวอย่างข้างล่าง

  • How old are you(Direct speech)

(คุณอายุเท่าใด)

  • I want to know how old you are(Indirect speech)

(ผมอยากทราบว่าคุณอายุเท่าใด)

  • Where is she going(Direct speech)

(เธอกำลังจะไปที่ไหน)

  • He asks her where she is going.  (Indirect speech)

(เขาถามเธอว่า  เธอกำลังจะไปที่ไหน)

  • When will you retire from your work?  (Direct speech)

(คุณจะเกษียณจากงานเมื่อใด)

  • I asked him when he would retire from his work.  (Indirect speech)

(ผมถามเขาว่าเขาจะเกษียณจากงานเมื่อใด)

 

3. What _________________________________________________ splendid piece of news!

(ช่างเป็น __________________________________________ ชิ้นข่าวที่วิเศษอะไรเช่นนี้ !)

(a) the

(b) an

(c) a

(d) (No article is needed.)

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “Piece”  เป็นคำนามนับได้  เอกพจน์,  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างประโยคอุทาน  (Exclamation)  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                 ตัวอย่างที่ 

  • ________________________________________ a lot of foreigners there are in London!

(มีชาวต่างชาติมากมาย __________________________________________ ในลอนดอน)

(a) How

(b) Why

(c) What    (อะไรเช่นนี้)

(d) (No word is needed.)

ตอบ  -  ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็นประโยคอุทาน  {What + a lot of + Noun +Subject (There is, There are)  + Verb}  เช่น

  • What a lot of people there are in Bangkok ! 

(มีคนมากมายเสียนี่กระไรในกรุงเทพฯ)

                  หรือ  What + A + Adjective + Noun + Subject + Verb  เช่น

  • What a good boy (he is) !  (ข้อความในวงเล็บ  จะมีหรือไม่ก็ได้)

(เขาช่างเป็นเด็กดีเสียนี่กระไร)

  • What a heavy stone (it is) !

(มันช่างเป็นหินที่หนักเสียนี่กระไร)

  • What a beautiful house (it is) !

(มันช่างเป็นบ้านที่สวยงามเหลือเกิน)

  • What an expensive car (it is) !

(มันช่างเป็นรถยนต์ที่ราคาแพงเสียจัง)

  • What large buildings (they are) !

(มันช่างเป็นตึกที่ใหญ่อะไรเช่นนี้)

  • What high mountains (they are) !

(มันช่างเป็นภูเขาสูงอะไรเช่นนี้)

                  ดูเพิ่มเติมประโยคอุทาน (Exclamation) จากตัวอย่างข้างล่าง

                                ตัวอย่างที่  

  • What long hair you’ve ___________________________________________________!

(เธอช่าง ____________________________ ผมยาวเสียจริง)  (ผมของเธอช่างยาวอะไรเช่นนั้น)

(a) cut

(b) got   (มี)

(c) been

(d) made

ตอบ  -  ข้อ  (b)  ข้อนี้เป็นประโยคอุทาน  “Have got” =  “มี”,  และ  “Hair”  เป็นคำนามนับไม่ได้  จึงไม่ใช้  “What a long hair

                                 ตัวอย่างที่  

  • How tall ____________________________________________________________!

(______________________________________ และสูงอะไรเช่นนั้น)  (คุณช่างสูงเสียจริง) 

(a) you are grown

(b) are you grown

(c) you’ve grown    (คุณช่างโต)

(d) have you grown

ตอบ  -  ข้อ  (c)  ประโยคอุทาน  ต้องเรียงประโยคแบบบอกเล่า  คือ  ประธานอยู่หน้ากริยา  และเมื่อ  “Grow”  หมายถึง  “เติบโต”  ต้องใช้ในรูป  “Active voice”  (ในข้อนี้  อยู่ในรูป  “Present perfect tense”)  (จึงไม่เลือก ข้อ  ซึ่งเป็น “Passive voice”)  

                                ตัวอย่างที่  

  • __________________________________________________________ strong he is!

(เขาช่างแข็งแรง _____________________________________________________)

(a) What

(b) How    (เสียจริง, เสียนี่กระไร, เหลือเกิน)

(c) Very

(d) So

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจากเป็นประโยคอุทาน {How + Adjective (Adverb) + Subject + Verb !}

                                 ตัวอย่างที่  

  • What _____________________________________________________ that man has !

(ชายคนนั้นช่างมี ____________________ เสียจริง)  (เป็นประโยคอุทาน  แสดงความประหลาดใจ)

(a) long beard

(b) long beards

(c) a long beard    (เครายาว)

(d) the long beard

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “Beard”  (เบี๊ยด) (เครา)  เป็นคำนามนับได้  จึงต้องใช้  “A” นำหน้า

                                 ตัวอย่างที่  

  • ___________________________________________________ grand ideas you have!

(คุณช่างมีความคิดที่วิเศษ ____________________________________________ เช่นนี้)

(a) How

(b) What a

(c) What    (อะไร)

(d) Very

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นประโยคอุทาน  และ  “Ideas”  อยู่ในรูปพหูพจน์  จึงไม่ใช้  “What a”  ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น

  • What a fool he is ! (= What a foolish man he is!) (= How foolish he is !

(เขาช่างเป็นคนโง่เสียจริง – โง่เสียนี่กระไร)

  • What a poor girl she is !

(เธอเป็นเด็กหญิงที่น่าสงสารเสียนี่กระไร)

  • What an amusing movie (s) it is !

(มันช่างเป็นหนังที่สนุกอะไรอย่างนี้)

  • What beautiful houses they are !

(มันเป็นบ้านที่สวยอะไรเช่นนั้น)

  • What beautiful houses they have !

(พวกเขามีบ้านที่สวยอะไรเช่นนั้น)  

  • What stubborn boys those students are !

(เจ้าเด็กนักเรียนเหล่านั้นช่างดื้อเสียนี่กระไร)

  • How lovely that little girl is !

(เธอเป็นเด็กหญิงตัวน้อยๆ ที่น่ารักอะไรเช่นนั้น)

  • How clever they are !

(พวกเขาช่างฉลาดเสียจริง)

  • How heavy the storm was !

(พายุช่างจัด (รุนแรง) เสียจัง)

  • How smart our teacher is !

(ครูของเราฉลาดอะไรอย่างนี้)

  • How slowly they walked !

(พวกเขาช่างเดินช้ากันเสียจริง)

  • How efficiently his new secretary did her job !

(เลขาฯ คนใหม่ของเขาช่างทำงานมีประสิทธิภาพอะไรเช่นนั้น)

  • How beautifully she sings !

(เธอช่างร้องเพลงเพราะเสียจริง)

  • How gracefully those young people danced !

(พวกคนหนุ่มสาวเหล่านั้นช่างเต้นรำได้สง่างามเสียจริง)

  • What long hair you’ve got !

(เธอช่างมีผมยาวเสียจริง)  (ผมของเธอช่างยาวอะไรเช่นนั้น)

                               สรุป     

  • What + A (An) + Adjective + Noun (Singular) + Subject + Verb

(What a beautiful girl she is !)

(เธอเป็นเด็กหญิงที่สวยจัง)

(What an expensive house it is !)

(มันเป็นบ้านที่ราคาแพงจัง)

  • What + Adjective + Noun (Plural) + Subject + Verb

(What old houses those people have !)

(คนเหล่าโน้นมีบ้านที่เก่าจัง)

  • How + Adjective + Subject + Verb to be (Is, Are, Was)

(How generous his father was !)

(พ่อของเขาช่างมีใจเอื้อเฟื้อเสียจริง)

(How cruel the war is !)

(สงครามช่างโหดร้างเสียจริง)

(How beautiful the picture is !)

(ภาพนั้นช่างสวยงามเสียนี่กระไร)

  • How + Adverb +Subject +Verb

(How slowly they walk !)

(พวกเขาเดินช้าอะไรเช่นนั้น)

(How efficiently those machines work !)

(เครื่องจักรเหล่านั้นช่างทำงานมีประสิทธิภาพเสียจริง)

(How carefully they planned for their wedding !)

(พวกเขาช่างวางแผนงานแต่งงานรอบคอบเสียจริง)

 

4. At present, Thai ways of living _____________ by Western culture than they were thirty years ago.

(ในปัจจุบัน  วิถีชีวิตแบบไทยๆ __________ โดยวัฒนธรรมตะวันตก  มากกว่าที่มันเป็น (ได้รับอิทธิพล) เมื่อ ๓๐ ปีมาแล้ว)

(a) much more influence

(b) have much more influence

(c) are much influenced

(d) are much more influenced    (ได้รับ (ถูกมี) อิทธิพลมากกว่ากันมาก)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากอยู่ในรูป  “Passive voice” (Thai ways of living are…….influenced)  และเมื่ออยู่ในรูปการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  จึงต้องใช้  “More”  นำหน้ากริยาช่องที่  ๓  เป็น  “more influenced”  ทำให้มีความหมายว่า  “ได้รับอิทธิพลมากกว่า”  และเมื่อต้องการบอกว่า  “..............มากกว่ากันมาก  คือ  มิใช่มากกว่าธรรมดา หรือเพียงนิดหน่อย  จึงต้องใช้  “Much”  หรือ  “Far”  ขยายหน้า  “More”  อีกทีหนึ่ง  (ห้ามใช้  “Very)  ดูเพิ่มเติมเรื่องนี้จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                 ตัวอย่างที่  

  • She looks much ______________________________________________ this morning.

(เธอมีท่าทาง ____________________________________________ อย่างมากเช้าวันนี้)

(a) happy

(b) happily

(c) happier    (มีความสุขมากขึ้น)

(d) happiness    (ความสุข)

(e) happiest    (มีความสุขที่สุด)

ตอบ  -  ข้อ  (c)  หรืออาจตอบ  “……...... looks far happier”  ก็ได้  เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า” (Comparative degree)  เพียงแต่ไม่มี  “Than”  ปรากฏให้เห็น  แต่จริงๆ แล้วเป็นการเปรียบเทียบกับอดีต  เช่น  เมื่อวานนี้  หรือ  สัปดาห์ที่แล้ว,  ข้อสังเกตอีกอย่างคือ  ถ้าไม่มีการเปรียบเทียบ  จะต้องใช้  “Very”  แทน  “Much”  เพื่อขยาย  “Happy”  ส่วนการจะบอกว่า  มีความสุขมากขึ้น  “อย่างมาก”   ให้ใช้  “Much”  หรือ  “Far”  เท่านั้น  (สำหรับความหมาย   “อย่างมาก”)  ห้ามใช้  “Very

                                 ตัวอย่างที่  

  • The scenery looks ____________________________________ in December than in April.

(ภูมิประเทศ – ทิวทัศน์ – มีลักษณะ ______________ ในเดือนธันวาคม (เมื่อเทียบกับ) เดือนเมษายน)

(a) far pleasant

(b) much more pleasant    (น่ารื่นรมย์มากกว่ากัน (อย่าง) มากมาย)

(c) very pleasant

(d) much more pleasantly

ตอบ  –  ข้อ  (b)  เนื่องจากการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  ถ้าต้องการบอกว่า  “มากกว่าอย่างมากมาย”  เช่น  “ใหญ่กว่ามาก”,  “เล็กกว่ามาก”,  “หนาวกว่ามาก”  ฯลฯ  สามารถใช้คำแทนคำว่า  “อย่างมากมาย”  ได้ ๒ คำ  คือ  “Much”  และ  “Far”  ห้ามใช้  “Very”,  สำหรับในประโยคข้างบน  จะใช้  “Far more pleasant”  ก็ได้

           ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น  “Much bigger” (ใหญ่กว่ามาก),  “Much older” (แก่กว่ามาก),  “Far hotter” (ร้อนกว่ามาก),  “Far colder” (หนาวกว่ามาก), “Much more important” (สำคัญกว่ามาก),  “Much more complicated” (ยุ่งยากหรือสลับซับซ้อนกว่ามาก),  “Far smaller”  (เล็กกว่ามาก),  “Far thinner” (ผอมหรือบางกว่ามาก),  “Far more beautiful”  (สวยกว่ามาก)  เป็นต้น

             สำหรับในกรณีที่ต้องการบอกว่า  “ใหญ่กว่าเล็กน้อย”,  “หนาวกว่านิดหน่อย”, “สูงกว่าหรือต่ำกว่าเล็กน้อย”,  “ยากกว่านิดหน่อย”   ให้ดูคำอธิบายจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                 ตัวอย่างที่ 

  • I hope you will try _________________________________________ harder next time.

(ผมหวังว่าคุณจะพยายามมากขึ้น ___________________________________ ในคราวหน้า)

(a) less

(b) more

(c) some

(d) a little    (เล็กน้อย, นิดหน่อย)

(e) very

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เมื่อขยายการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  เช่น   “ใหญ่กว่า, ร้อนกว่า, แพงกว่า”  และต้องการบอกว่าเพียงแค่   “เล็กน้อย, นิดหน่อย”  ให้ใช้   “A little,  A bit  หรือ  A little bit”  ขยาย  เช่น  “A little bigger”  (ใหญ่กว่านิดหน่อย),  A little hotter”  (ร้อนกว่าเล็กน้อย),  “A bit colder”  (หนาวกว่านิดหน่อย),  “A little bit smaller”  (เล็กกว่านิดหน่อย),  “A little more expensive”  (แพงกว่าเล็กน้อย),  “A bit more interesting”  (น่าสนใจกว่านิดหน่อย),  “A little bit more important” (สำคัญกว่าเล็กน้อย)  เป็นต้น

 

5. Even though many years have passed since Einstein formulated his theory of relativity, few people are able to grasp (แกรสพ) it fully.

(ถึงแม้ว่าหลายปีได้ผ่านไปแล้วตั้งแต่ไอน์สไตน์สร้างทฤษฎีสัมพัทธ์ของเขา  มีผู้คนน้อยคนสามารถ  เข้า

จ-รู้ซึ้ง-ยึด-จับ-กำแน่น-คว้า-พยายามยึดหรือจับ  มัน (ทฤษฎี) อย่างเต็มที่)  (มีคนเข้าใจทฤษฎีนี้จริงๆ

น้อยมาก)

(a) apply    (ประยุกต์ใช้, ใช้, สมัครงาน)

(b) revise    (แก้ไข, ทบทวน)

(c) comprehend    (เข้าใจ)

(d) project    (คาดการณ์, ประมาณการ, โครงการ)

(e) forebode    (ฟอร์-โบ้ด)  (บอกข่าวร้ายล่วงหน้า, เป็นลางสังหรณ์ว่าจะมี, มีลางสังหรณ์)

ตอบ  –  ข้อ  (c)  เมื่อเป็นคำนาม  Grasp  หมายถึง  “การเข้าใจ, การรู้ซึ้ง, ความสามารถในการเข้าใจ, การยึด, การจับ, การกำแน่น, การคว้า

 

6. The cat’s independent personality, grace, cleanliness, and subtle displays of affection have wide appeal. 

(บุคลิกที่เป็นอิสระ,  ความสง่างาม,  ความสะอาด  และการแสดง  ความรัก-ความชอบ  ที่ลึกลับ (เข้าใจยาก) ของแมว (ที่มีต่อเจ้าของของมัน)  มีเสน่ห์หรือแรงดึงดูดใจอย่างกว้างขวาง)  (หมายถึง  เนื่องมาจากคุณสมบัติเหล่านี้ของแมว  ทำให้มันมีเสน่ห์)

(a) devotion    (การอุทิศตัว)

(b) fondness    (ความรัก, ความชอบ, ความติดอกติดใจ, ความโง่งมงาย)

(c) instinct    (สัญชาตญาณ)

(d) passion    (อารมณ์, ความรู้สึกเร่าร้อน, ความกระตือรือร้น, ความใคร่, กิเลส, ตัณหา)

(e) malice    (แม้-ลิซ)  (การมุ่งร้าย, การผูกพยาบาท)

ตอบ  –  ข้อ  (b)

 

7. The clerk had been insolent to his superior too often; now he was without a job. 

(เจ้าเสมียนคนนั้น  ทะลึ่ง-ไร้มารยาท-อวดดี  กับผู้บังคับบัญชาของเขาบ่อยครั้งเกินไป,  ตอนนี้เขาตกงานแล้ว)  (เพราะโดนไล่ออก)

(a) dishonest   (ไม่ซื่อสัตย์, ไม่สุจริต, ไม่ตรงไปตรงมา, ไม่น่าไว้วางใจ)

(b) affectionate   (เมตตา, ชอบ, รัก)

(c) rude   (หยาบคาย, ไม่สุภาพ, ไม่ละเอียด, ไม่ประณีต, ไม่ไพเราะ)

(d) malevolent    (มุ่งร้าย, ประสงค์ร้าย)

(e) proficient    (พรอ-ฟิ-เชิ่นท)  (ชำนิชำนาญ, คล่องแคล่ว)

ตอบ  –  ข้อ  (c)

 

8. She is a spoiled and ___________________________________________________ girl.

(เธอเป็นเด็กหญิงที่ถูกเอาใจจนเสียเด็กและ ____________________________________)

(a) demanded

(b) demanding    (เรียกร้องต้องการ)  (จะเอาโน่นเอานี่)

(c) demands

(d) to demand

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจากเด็กหญิงเป็นผู้  “Demand”  แสดงถึงการเป็นผู้กระทำ  (Active voice)  ดังนั้น  เมื่อนำมาขยายหน้า  “Girl”  จึงต้องอยู่ในรูป  Present participle”  (Verb + ing)  

             สำหรับ  “Present participle”  (Verb + ing)  ถือเป็นคำคุณศัพท์ประเภทหนึ่ง  จึงสามารถใช้ขยายคำนามได้เหมือนกับคำคุณศัพท์ทั่วๆไป  โดยอาจอยู่หน้าหรือหลังคำนามที่มันขยาย  พื่อที่จะบอกว่า  คำนามนั้นเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ  (แสดง  “Active voice”)  เช่น

  • Working men are constructing a bridge.

(คนทำงานกำลังก่อสร้างสะพาน)  (คนเป็นผู้ทำงาน)

  • Drinking horses were seen near the bank of the river.

(ม้าที่ดื่มน้ำถูกมองเห็นใกล้ตลิ่งของแม่น้ำ)  (ม้าเป็นผู้ดื่มน้ำ)

  • The mother took good care of her sleeping baby.

(แม่ดูแลทารกที่นอนหลับเป็นอย่างดี)  (ทารกเป็นผู้หลับ)

  • The audience appreciated the good works of the producing team.

(ผู้ชมยกย่อง-ชื่นชมผลงานที่ดีของทีมผู้สร้าง – ภาพยนตร์)  (ทีมเป็นผู้สร้าง)

  • The people working in the office are my colleagues.

(ผู้คนที่ทำงานในสำนักงาน  คือเพื่อนร่วมงานของผม)  (คนเป็นผู้ทำงาน)

  • The woman walking across the street is my sister.

(ผู้หญิงที่เดินข้ามถนนเป็นน้องสาวของผม)  (ผู้หญิงเป็นผู้เดิน)

  • The man living next door is a bank manager.

(ชายที่อาศัยอยู่บ้านหลังถัดไปเป็นผู้จัดการธนาคาร)  (ชายเป็นผู้อาศัย)

  • The children playing in the field are my neighbors’ kids.

(เด็กๆที่เล่นอยู่ในสนามเป็นลูกของเพื่อนบ้านของผม)  (เด็กๆเป็นผู้เล่น)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                 

 

             ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง  e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  Address  <wpookaotong@yahoo.com>  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า “ปรับปรุงเว็บไซต์”)  เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป