หมวดข้อสอบ STRUCTURE (ตอนที่ 603)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Direction:  Choose the best answer to each item.

(จงเลือกคำตอบที่ดีที่สุดของแต่ละข้อ)

 

1. I’ve lost my pen.  Have you got _____________________________________ I can borrow ?  

(ผมทำปากกาหาย  คุณมี ___________________________________ ที่ผมสามารถยืมไหม)

(a) them

(b) anyone

(c) it

(d) one    (ด้ามหนึ่ง)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากเมื่อจะกล่าวซ้ำคำนามนับได้ เอกพจน์  (Pen, Book, Car, House, Dog, Cat, Radio)  ให้ใช้  “One”  แทน,  ถ้ากล่าวซ้ำคำนามนับไม่ได้ (เอกพจน์เสมอ)  เช่น  News, Sugar, Rice, Furniture, Equipment, Information, Advice, etc.  ให้ใช้  “That”  แทน,  และถ้ากล่าวซ้ำคำนามพหูพจน์  (Cars, Books, Houses, Cities, Countries, Pens)  ให้ใช้  “Those”  แทน,  ดูเพิ่มเติมการใช้คำแทนคำนาม  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                 ตัวอย่างที่ 

  • The air of the hills is cooler than ____________________________________________.

(อากาศของเนินเขาเย็นกว่า _______________________________________________)

(a) one of the plains

(b) of the plains

(c) that of the plains    (อากาศของที่ราบ)

(d) the plains

ตอบ  –  ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “The air”  เป็นคำนามนับไม่ได้  จึงต้องแทนด้วย  “That”  และตามด้วย  “of the plains”  เพื่อให้สมดุลกันกับ  The air of the hills,  ในกรณีเป็นนามนับได้  ให้ใช้  “One”  แทน  และถ้าเป็นนามพหูพจน์  ให้ใช้  “Those”  แทน,  สำหรับเหตุผลที่ไม่เลือกข้อ  (d)  เนื่องจากจะเป็นการเปรียบเทียบระหว่าง  “อากาศ”  และ  “ที่ราบ”  มิใช่  “อากาศของเนินเขา”  และ  “อากาศของที่ราบ”  ซึ่งผิดความหมายที่ต้องการเปรียบเทียบ

                                 ตัวอย่างที่ 

  • The light from a laser differs _____ produced by other sources, such as electric bulbs, fluorescent lamps, and the sun.

(แสงจากเครื่องสร้างลำแสงเลเซอร์แตกต่าง ________ (ซึ่ง) ถูกสร้างโดยแหล่งอื่นๆ  เช่น  หลอดไฟฟ้า, หลอดไฟฟ้าที่สร้างแสงจากสารเรืองแสงที่ฉาบไว้ข้างในหลอด, และดวงอาทิตย์)

(a) the light that is

(b) from that    (จากแสง)

(c) and the light

(d) the light can be

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจากกริยา  “Differ”  ใช้กับ  “From”  โดยลดรูปมาจากอนุประโยคเต็มๆ ว่า “…...……differs from the light which (that) is produced...........…”  ทั้งนี้  ใช้  “That”  แทน  “The light”  ซึ่งเป็นคำนามนับไม่ได้,  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากตัวอย่างข้างล่าง

  • The book you gave me is more informative than the one I bought from a bookstore.

(หนังสือที่คุณให้ผมให้ข้อมูลข่าวสารมากกว่าเล่มที่ผมซื้อจากร้านขายหนังสือ)  (Book  เป็นนามเอกพจน์นับได้  จึงต้องใช้  One  แทน  เมื่อจะกล่าวซ้ำ)

  • The students in this class are more hard-working than those in that class.

(นักเรียนในห้องนี้ขยันมากกว่านักเรียนในห้องนั้น)  (Students  เป็นนามพหูพจน์  จึงต้องใช้  Those  แทน  เมื่อจะกล่าวซ้ำ)

  • The knowledge one obtains from self-study is sometimes much higher than that one derives from class.

(ความรู้ที่คนเราได้รับจากการศึกษาด้วยตนเอง  บางทีมากกว่าความรู้ที่ได้รับจากห้องเรียน  มากมายทีเดียว)  (Knowledge  เป็นนามนับไม่ได้ – เอกพจน์เสมอ – จึงต้องใช้  That  แทน  เมื่อจะกล่าวซ้ำ)

 

2. The four seasons arrive _______________________________________ schedule each year.

(ฤดูทั้งสี่มาถึง __________________________________________ ตามเวลาในแต่ละปี)

(a) in

(b) at

(c) for

(d) on    (ตรง)       

ตอบ  -  ข้อ  (d)  “On schedule”  =  “ตรงเวลา, ตามที่ได้วางแผนหรือคาดหวังไว้

           สำหรับวลีที่ใช้  “On”  ได้แก่  on sale  (ออกจำหน่าย, วางขาย)  -  Goods are on sale here at reduced prices.  (สินค้ามีจำหน่ายที่นี่ในแบบลดราคา),  on parade  (กำลังเดินแถว)  -  The soldiers are on parade.  (ทหารกำลังเดินแถว),  on the look-out  (กำลังค้นหา)  -  We are on the look-out for a stolen car.  (เรากำลังค้นหารถยนต์ที่หาย),  on the move  (เคลื่อนไปข้างหน้า, เคลื่อนไหว, เคลื่อนที่)  -  We must be on the move soon.  (เราจะต้องเดินหน้า – โครงการ – ต่อไปเร็วๆ นี้),  on the quiet  (อย่างเงียบๆ, อย่างลับๆ)  -  Can you let me have some cigarettes on the quiet ?  (คุณจะอนุญาตให้ผมสูบบุหรี่แบบแอบๆ ทำได้ไหม – เพราะมีข้อห้ามสูบบุหรี่),  on the cheap  (ในราคาถูก-ไม่แพง, มีความหมายในทางไม่ค่อยดี  คือ  หาวิธีซื้อในแบบที่หลีกเลี่ยงการจ่ายเงินตามราคาท้องตลาด)  -  Linda bought those curtains on the cheap.  (ลินดาซื้อม่านเหล่านี้มาในราคาถูกกว่าท้องตลาด – ด้วยวิธีการที่ไม่ค่อยจะสุจริตนัก),  Two cushions lay on the floor.  (เบาะรองนั่ง ๒ ใบวางอยู่บนพื้นห้อง),  A cow is grazing on a hill.  (วัวกำลังเล็มหญ้าบนเนินเขา),  Flora sits on the sofa.  (ฟลอร่านั่งอยู่บนโซฟา),  Jack put his letter on top of his desk.  (แจ๊ควางจดหมายลงบนโต๊ะของเขา),  Lucy threw cold water on her face.  (ลูซี่ราดน้ำเย็นบนใบหน้าของเธอ),  Mike dropped a glass on the floor.  (ไมค์ทำแก้วหล่นบนพื้น),  on page 5  (ในหน้าที่  ๕),  waste his time on  (ใช้เวลาของเขาอย่างสิ้นเปลือง-สุรุ่ยสุร่าย-กับ........)  -  Peter liked to waste his time on useless things.  (ปีเตอร์ชอบใช้เวลาสิ้นเปลืองไปกับสิ่งที่ไม่มีประโยชน์)on Sunday  (ในวันอาทิตย์), on business  (ด้วยเรื่องธุรกิจ)  –  He went to Canada on business.  (เขาไปแคนาดาด้วยเรื่องธุรกิจ),  keep on  (ดำเนินต่อไป)   They kept on reading.  (พวกเขาอ่านหนังสือต่อไป),  rely on  (ไว้วางใจ, เชื่อใจ, พึ่งพาอาศัย)   I can rely on my close friend.  (ผมสามารถไว้ใจเพื่อนสนิท),  depend on (upon) (พึ่งพาอาศัย, ขึ้นอยู่กับ, อยู่ที่)   Most children have to depend on (upon) their parents.  (เด็กๆ ส่วนใหญ่จำเป็นต้องพึ่งพาพ่อแม่ของตน),  insist on  (ยืนกราน, ยืนหยัด, เรียกร้อง)   She insisted on going out with her boyfriend.  (เธอยืนกรานจะออกไปข้างนอกกับแฟนของเธอ),  on the floor  (บนพื้น),  on a hill  (บนเนินเขา),  on the top shelf  (บนชั้นบนของหิ้ง),  bet money on  (พนันเงินกับ......)  -  He bet a lot of money on that horse.  (เขาพนันเงินจำนวนมากกับม้าตัวนั้น),  on a sofa  (บนเก้าอี้โซฟา),  to turn his back on his country  (หันหลังให้กับประเทศของตน  -  หมายถึงละทิ้งประเทศ  เช่น  หนีการเกณฑ์ทหาร  หรือไปเข้ากับฝ่ายศัตรู),  on the contrary  (ในทางตรงกันข้าม)  -  There was nothing dowdy or ugly about her dress;  on the contrary, she had a certain private elegance(ไม่มีอะไรล้าสมัย (ไม่สวยงาม) หรือน่าเกลียดเกี่ยวกับเสื้อกระโปรงชุดของเธอ  ตรงกันข้าม  เธอมีความสง่างามเป็นส่วนตัวบางอย่าง),  on the drawing board  (กำลังอยู่ในขั้นวางแผนหรือเตรียมการ  คือยังไม่ได้ลงมือทำ หรือนำมาใช้งานจริงๆ ),   on the dot (on the  button)  (ตรงเวลาเผง, ตรงเวลาพอดี)  -  Susan arrived at the party at 3:00 p.m. on the dot.  (ซูซานมาถึงที่งานเลี้ยงเวลาบ่าย โมงตรงพอดี),  get (climb, jump) on the bandwagon  (ทำตามอย่างที่คนอื่นทำ  แม้จะไม่ใช่เรื่องที่จำเป็น, เข้าร่วมในกิจกรรมที่มีคนนิยมทำกันมาก  และล่าสุด  เช่น ถีบจักรยาน หรือ เล่นฟิตเนส,  โยคะ  -  แปลตรงตัว คือ ปีนหรือกระโดดขึ้นไปบนรถดนตรีในขบวนแห่)  -  When all Jim’s friends decided to vote for Bill, Jim climbed on the bandwagon too.  (เมื่อเพื่อนทุกคนของจิมตัดสินใจลงคะแนนให้บิล  จิมก็ตัดสินใจลงคะแนนให้บิลเช่นเดียวกัน  -  คือทำตามเพื่อนๆ แบบไม่ต้องมีเหตุผล), on the (an) average   (โดยเฉลี่ย),  a dog peeing (pissing) on a tree  (หมาเยี่ยวรดต้นไม้),  on condition that  (โดยมีเงื่อนไขว่า)  -  I will lend you the money on condition that  you pay it back in one month.  (ผมจะให้คุณยืมเงินโดยมีเงื่อนไขว่า  คุณต้องใช้คืนภายใน เดือน), on the table (desk) (บนโต๊ะ), on the wall  (บนกำแพง-ฝาผนัง),  on the envelope  (บนซองจดหมาย)  –  There is a stamp on the envelope.  (มีแสตมป์บนซองจดหมาย),  on a chair  (บนเก้าอี้)   He was sitting on a chair.  (เขากำลังนั่งบนเก้าอี้)  แต่ใช้  in an armchair”  (ในเก้าอี้มีที่วางแขน),  He was hit on the head (arm, leg).  (เขาถูกตีที่หัว – แขน - ขา)  แต่ใช้  He was hit in the chest (stomach, etc.)  (เขาถูกตีที่หน้าอก-ท้อง),  She was riding on a bicycle.  (เธอกำลังขี่รถจักรยาน),  on an (the) average  (โดยเฉลี่ย),  Paul knocked on the door.  (พอลเคาะประตู),   We had lunch on the train.  (เราทานอาหารกลางวันบนรถไฟ),  He went on board the ship (airplane).  (เขาขึ้นเรือ-เครื่องบิน)  แต่ใช้  in the car (ในรถยนต์),  หรือใช้  The captain (pilot) is in his cabin.  (หัวหน้านักบิน – นักบิน – อยู่ในห้องนักบิน),  She is not strong enough to stand on her legs.  (เธอไม่แข็งแรงพอที่จะยืนบนขาของตัวเอง),  The flats are built on pillars.  (แฟล็ตถูกสร้างบนเสาหิน-ตอม่อ),  He has a house on the main road.  (เขามีบ้านบนถนนสายหลัก),  It was built on the site of an old farmhouse.  (มันถูกสร้างบนที่ตั้งของบ้านไร่-บ้านนา),  You’ll find it on the left-hand side of the road.  (คุณจะพบมันทางด้านซ้ายมือของถนน),  The army marched on London.  (กองทัพเดินแถวไปสู่ลอนดอน – เพื่อยึดครองมัน),  live on  (ดำรงชีวิต, ดำรงชีวิตด้วย)  -  He hasn’t much (money) to live on.  (เขามิได้มีเงินมากมายที่จะดำรงชีวิต)  -  Those animals live on fruit and vegetables.  (สัตว์เหล่านั้นดำรงชีวิตด้วย (การกิน) ผลไม้และผัก),  The bus runs on diesel oil.  (รถประจำทางวิ่งโดยใช้น้ำมันดีเซล),  I’ll see you on Sunday.  (ผมจะพบคุณในวันอาทิตย์),  on the 5th of August  (ในวันที่ ๕ เดือนสิงหาคม),  Helen is paid on the last day of the month.  (เฮเลนได้รับค่าจ้างในวันสุดท้ายของเดือน),  Mary gave a present to her friends only on special occasions.  (แมรี่ให้ของขวัญแก่เพื่อนๆ ของเธอ  เฉพาะในโอกาสพิเศษเท่านั้น),  He is on the committee.  (เขาเป็นสมาชิกในคณะกรรมการ),  Mr. Smith was on the company’s board of directors.  (มิสเตอร์สมิธเป็นกรรมการบริษัท – เป็นสมาชิกในคณะกรรมการของบริษัท),  แต่ใช้  He is in the army.  (เขาอยู่ในกองทัพ – ทำงานในกองทัพ),  Alice did it on the advice of her lawyer.  (อลิซทำมันตามคำแนะนำของทนายความของเธอ),  I have it on good authority that the governor will resign soon.  (ผมทราบจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ว่า  ท่านผู้ว่าฯ จะลาออกเร็วๆ นี้),  Daniel bought his car on hire-purchase.  (แดเนี่ยลซื้อรถยนต์ในแบบเช่า-ซื้อ),  Have you read his new book on the universe ?  (คุณได้อ่านหนังสือเล่มใหม่ของเขาเกี่ยวกับจักรวาลหรือยัง),  I would like to have your views on the subject.  (ผมอยากได้ความเห็นของคุณเกี่ยวกับเรื่องนี้),  Brandon is away on business.  (แบรนด้อนไม่อยู่ (บ้าน) ด้วยเรื่องธุรกิจ),  I don’t want to be bothered by that while I’m on holiday.  (ผมไม่ต้องการให้ใครรบกวนในเรื่องนั้น  ในขณะที่ผมหยุดพักผ่อน),  On arriving at the station, Steve immediately looked for a taxi.  (ในทันทีที่มาถึงสถานี  สตีฟมองหารถแท็กซี่ในทันที),  On hearing the news, Kevin shouted with joy.  (ในทันทีที่ได้ยินข่าวนั้น  เควิ่นตะโกนด้วยความดีอกดีใจ),  on deck  (อยู่บนดาดฟ้าเรือ, เตรียมพร้อมที่จะทำอะไรบางอย่าง, มาปรากฏตัว หรือมาถึงที่นัดหมาย)  –  The passengers are relaxing on deck.  (ผู้โดยสารกำลังพักผ่อนหย่อนใจอยู่บนดาดฟ้าเรือ)  -  The scout leader told the boys to be on deck at 8:00 Saturday morning for the hike.  (ผู้นำลูกเสือบอกให้ลูกเสือมาถึงที่นัดหมายเวลา ๘.๐๐ น. เช้าวันเสาร์  เพื่อออกเดินทางไกล),  on deposit  (ในธนาคาร)  -  I have $ 500 on deposit in my account.  (ผมมีเงินอยู่  ๕๐๐ ดอลลาร์ในบัญชีธนาคาร),  on duty  (อยู่ปฏิบัติหน้าที่, ขณะปฏิบัติหน้าที่)  -  There is always one teacher on duty during study hour.  (มีครูอยู่ คนเสมอ อยู่ปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างชั่วโมงเรียน  -  คือคอยให้คำแนะนำปรึกษาแก่นักเรียน),  on earth (= in the world(ใน หรือ บนโลกนี้, เกิดขึ้นได้ หรือเป็นไปได้อย่างไร  มักใช้แสดงการเน้นในประโยคคำถาม)  -  Where on earth did I put my wallet?  (ไม่รู้ว่าผมเอากระเป๋าสตางค์ไปวางไว้ตรงไหนในโลกนี้  -  คือบ่นคร่ำครวญเนื่องจากหากระเป๋าสตางค์ไม่เจอ)  -  The boys wondered how on earth the mouse got out of the cage.  (พวกเด็กๆสงสัยว่า เป็นไปได้อย่างไรที่หนูออกจากกรงไป  -  ทั้งๆ ที่ล็อคทางออกไว้อย่างแน่นหนา),  have, (keep, with) one eye on  (คอยเฝ้าดูหรือเอาใจใส่  -  บุคคลหรือสิ่งของ -  ในขณะที่กำลังทำสิ่งอื่นไปด้วย)  -  Mother had one eye on baby as she ironed.  (แม่รีดผ้าและดูแลลูกน้อยไปด้วยในเวลาเดียวกัน) - Chris tried to study with one eye on the TV set.  (คริสพยายามอ่านหนังสือ  และดูทีวีไปด้วยในในเวลาเดียวกัน),  on account of  (เนื่องมาจาก, เพราะว่า)  -  The picnic was held in the gym on account of the rain.  (ปิกนิกถูกจัดในโรงยิม  -  แทนในสนาม  -  เนื่องมาจากฝนตก),  on a shoestring  (ด้วยเงินจำนวนเล็กน้อยสำหรับใช้จ่าย, ด้วยงบประมาณที่น้อยมาก  -  แปลตรงตัว คือ ด้วยเชือกผูกรองเท้า) - The couple was seeing Europe on a shoestring.  (สามี-ภรรยาคู่นั้นกำลังเที่ยวยุโรป  ด้วยเงินจำนวนเพียงนิดเดียว - คือ  แบบประหยัดสุดๆ),  to walk on air  (รู้สึกมีความสุขและตื่นเต้น)  -  Kim has been walking on air since she won the prize.  (คิมมีความสุขและตื่นเต้นมาโดยตลอด  ตั้งแต่ที่เธอได้รับรางวัล),  to wait on (upon) (รับใช้, ให้บริ การ) - The clerk in the store waits on all customers.  (เสมียนในร้านนั้นให้บริการ (รับใช้) ลูกค้าทุกคน),  (sitting) on top of the world  (ปลาบปลื้มยินดีและมีความสุข, รู้สึกประสบความสำเร็จ)  -  John was (sitting) on top of the world when he found out that he got into college.  (จอห์นดีใจและมีความสุข  เมื่อเขาพบว่าเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้),  on behalf of  (ในนามของ),  on board  (บนเรือ)  -  A ship was leaving the harbor, and we saw the people on board waving.  (เรือลำหนึ่งกำลังออกจากท่า  และเราเห็นผู้คนบนเรือโบกไม้โบกมือ  -  เพื่ออำลาญาติพี่น้องที่มาส่ง),  off and on (= on and off)  (ไม่สม่ำเสมอ, เป็นครั้งคราว หรือบางโอกาส)  -  It rained off and on all day.  (ฝนตกๆ หยุดๆ ตลอดทั้งวัน  -  คือ ตกแล้วหยุด  แล้วก็ตกแล้วหยุดอีก  สลับกันไปแบบนี้ตลอดทั้งวัน),  the posters on the walls   (โปสเตอร์บนกำแพง),  a sticker on her car  (สติ๊กเกอร์ติดรถของเธอ),  pictures on the screen  (รูปภาพบนจอ), on the ceiling  (บนเพดาน),  on the roof  (บนหลังคา),  on all fours  (คลาน เท้า),  get on a bus  (ขึ้นรถเมล์),  on a highway  (บนทางหลวง),  on the plane  (บนเครื่องบิน),  on foot  (โดยทางเท้าหรือเดินไป),  to walk on tiptoe  (เดินบนปลายเท้าหรือเขย่งส้นเท้า),  on horseback  (บนหลังม้า),  on a bicycle  (โดยรถจักร ยาน),  on Monday  (ในวันจันทร์),  on a Sunday afternoon  (ตอนบ่ายวันอา ทิตย์),  on an occasion like this  (ในโอกาสเช่นนี้),  on April10th  (ในวันที่ ๑๐ เมษายน),  on Thursday night   (ในคืนวันพฤหัสฯ),  on the first day of term  (ในวันแรกของภาคการศึกษา),  books on art and religion  (หนังสือเกี่ยวกับศิลปะและศาสนา),  on the subject of rents  (ในเรื่องเกี่ยวกับค่าเช่า), ideas on how films should be made  (ความคิดเกี่ยวกับว่าควรจะสร้างหนังอย่างไร),  to comment on the issue  (แสดงความคิดเห็นในประเด็นนั้น),  a talk on agriculture  (การสนทนาเกี่ยวกับเกษตรกรรม),  cars running on petrol (รถยนต์ที่วิ่งด้วยน้ำมัน),  appear on TV  (ปรากฏตัวทางทีวี),  to hear it on the radio  (ได้ยินมันทางวิทยุ),  on stage  (บนเวที),  on the phone  (ทางโทรศัพท์ หรือกำลังพูดโทรศัพท์),  on and on  (ไม่รู้จักจบสิ้น, ไม่หยุดหย่อน, ไม่สิ้นสุด),  on edge  (รุ่มร้อน, กระวนกระวาย, ตื่นเต้น, ประสาทเสีย, ปวดสมอง),  on one’s own  (ด้วยตนเอง, เป็นอิสระ, หาเลี้ยงตนเอง),  on purpose  (โดยเจตนา, โดยตั้งใจทำ),  on the carpet  (ดุด่าว่ากล่าว, สวด),  on the fence  (ยังไม่แน่ใจ, ยังไม่ตัดสินใจ-ตกลงใจ),  on the hook  (อยู่ในฐานะลำบาก),  on the spot  (ที่กำลังพูดถึง-เอ่ยถึง),  to be on  (กำลังปรากฏ, กำลังฉายอยู่. กำลังแสดง),  on the go  (มีธุระ ยุ่ง, เคลื่อนไหวทำโน่นทำนี่อยู่ตลอด)   I’m usually on the go all day long.  (ผมมักมีธุระยุ่งตลอดทั้งวัน),  on the market  (มีขาย, เสนอขาย)   I had to put my car on the market.  (ผมจำเป็นต้องเอารถออกขาย) - This is the finest home computer on the market.  (นี่เป็นคอมพิวเตอร์ประจำบ้านที่ดีที่สุดที่วางขายในตลาด),  on the mend  (สบายดี, หายป่วยไข้)   My cold was terrible, but I’m on the mend now.  (ไข้หวัดของผมย่ำแย่มากเลย  แต่ตอนนี้ผมหายไข้แล้ว)    What you need is some hot chicken soup.  Then you’ll really be on the mend.  (สิ่งที่คุณต้องการ คือ ซุปไก่ร้อนๆ  แล้วคุณจะหายป่วยจริงๆ เลย),  on the tip of one’s tongue  (ติดอยู่แค่ริมฝีปาก  คือ เกือบจะพูดออกมาแล้ว หรือ เกือบจะนึกออกแล้ว)   I have his name right on the tip of my tongue.  I’ll think of it in a second  (ผมมีชื่อของเขาติดอยู่ที่ริมฝีปาก  ผมจะนึกมันออกในอีกวินาทีเดียว)  – John had the answer on the tip of his tongue, but Ann said it first  (จอห์นเกือบจะบอกคำตอบออกมาแล้ว  แต่แอนพูดออกมาเสียก่อน - คือชิงบอกคำตอบก่อน),  on the wrong track  (ไปหรือเดินผิดลู่หรือราง, ทำตามสมมติฐานที่ผิด)    You’ll never get the right answer.  You’re on the wrong track.  (คุณไม่มีวันจะได้คำตอบที่ถูกต้องหรอก คุณเดินผิดทางนี่ หรือ คุณตั้งสมมติฐานไว้ผิดนี่),  be (skate) on thin ice  (อยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงหรือมีอันตราย)   If you try that, you’ll really be on thin ice.  That’s too risky.  (ถ้าคุณลองทำสิ่งนั้น  คุณจะตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง  มันเสี่ยงเกินไป)   If you don’t want to find yourself (skating) on thin ice, you must be sure of your facts  (ถ้าคุณไม่ต้องการพบตัวเองตกอยู่ในอันตราย  คุณต้องมั่นใจในข้อเท็จจริง  - ไม่เช่นนั้นคุณอาจแพ้คดีและต้องจ่ายเงินมากมาย),  on tiptoe  (เดินเขย่างเท้า),  on vacation  (เดินทางไปเที่ยวในวันหยุดพักผ่อน)   Where are you going on vacation this year?  (คุณจะเดินทางไปพักผ่อนที่ไหนในวันหยุดปีนี้)   I’ll be away on vacation for three weeks.  (ผมจะเดินทางไปพักผ่อนวันหยุดเป็นเวลา ๓ สัปดาห์),  เป็นต้น

 

3. ________________________________________________________ here this morning?

(________________________________________________________ ที่นี่เมื่อเช้านี้)

(a) Who did come

(b) Who did came

(c) Did who come

(d) Who came    (ใครมา)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เมื่อประโยคคำถามขึ้นต้นด้วย  “Who”  หรือ  “What”  ซึ่งเป็นประธานของประโยค  ให้ตามด้วยคำกริยาเลย  ไม่ต้องใช้  “Verb to do” (Do, Does, Did) ช่วยสร้างคำถาม  (What made you so sad ?  -  อะไรทำให้คุณเศร้ามาก  -  What  เป็นประธานของประโยค  จึงไม่ต้องใช้  “Verb to do” (Do, Does, Did) ช่วยสร้างคำถาม),  ส่วนการใช้  Verb to do  ช่วยสร้างคำถาม  เราใช้กับ  Question word  คำอื่นๆ ที่ไม่ใช่  Who  หรือ  What  เช่น  When, Where, Why, How  หรือเมื่อ  What  เป็นกรรมของประโยค,  หรือเมื่อ  Who  เป็นกรรมของประโยค  ที่ใช้แทน  Whom  (แต่ไม่สามารถใช้  Who  แทน  Whom  ได้  เมื่อตามหลัง  Preposition  เช่น  ต้องใช้  To whom, For whom, By whom, With whom  เป็นต้น)  ดูเพิ่มเติมจากตัวอย่างข้างล่าง

  • Who took my book on the table ?

(ใครเอาหนังสือบนโต๊ะของฉันไป)

(ไม่ต้องใช้  “Verb to do”  ช่วยสร้างคำถาม  เพราะ  Who  เป็นประธานของประโยค  หรือกริยา  Took)  (ไม่สามารถใช้  Whom  แทน  Who  ได้  เนื่องจากเป็นประธานของประโยค)

  • Who (Whom) do you like most among your friends ?

(คุณชอบใครมากที่สุดในบรรดาเพื่อนของคุณ)

(Who  หรือ  Whom  เป็นกรรมของ  Love,  จึงสามารถใช้  Who  แทน  Whom  ได้  เมื่อเป็นกรรมของประโยค  และต้องใช้  Verb to do (Do)  ช่วยในการสร้างประโยคคำถาม)

  • For whom do you buy these clothes ?

(คุณซื้อเสื้อผ้าเหล่านี้สำหรับใคร – ซื้อให้ใคร)

(ต้องใช้  “Verb to do”  ช่วยสร้างคำถาม  เนื่องจาก  Whom  เป็นกรรมของ  Preposition  “For”  และไม่สามารถใช้  Who  แทน  Whom  ได้  เนื่องจากอยู่หลัง  For)

  • What made you laugh when you saw Jimmy ?

(อะไรทำให้คุณหัวเราะ  เมื่อคุณเห็นจิมมี่)

(ไม่ต้องใช้  “Verb to do”  ช่วยสร้างคำถาม  เพราะ  What  เป็นประธานของประโยค  หรือกริยา  Made)

  • What do you do during your free time ?

(คุณทำอะไรในระหว่างเวลาว่าง)

(What  เป็นกรรมของกริยา  Do (ทำ)  จึงต้องใช้  Verb to do (Do ตัวแรก)  ช่วยในการสร้างประโยคคำถาม)

  • What do you want ?

(What  เป็นกรรมของกริยา  Want  จึงต้องใช้  Verb to do (Do)  ช่วยในการสร้างประโยคคำถาม)

              สำหรับการสร้างประโยคคำถามที่ขึ้นต้นด้วย  Question word  อื่นๆ  (When, Where, Why, How)  ซึ่งถามเพื่อหาคำตอบที่เป็นกริยาวิเศษณ์  ซึ่งบอกเกี่ยวกับเวลา, สถานที่, เหตุผล-สาเหตุ  และวิธีการ  จะต้องใช้   Verb to do (Do, Does, Did)  ช่วยเสมอในการสร้างคำถาม,  ในกรณีของ  Present simple tense  (เหตุการณ์ปัจจุบัน)  ใช้  Do  หรือ  Does   ในการสร้างคำถาม  ขึ้นอยู่กับว่าประธานประโยคเป็นเอกพจน์  หรือพหูพจน์,  สำหรับเหตุการณ์ในอดีต  (Past simple tense)  ต้องใช้  Did  ในการสร้างประโยคคำถาม  ไม่ว่าประธานจะเป้นเอกพจน์  หรือพหูพจน์,  ดังตัวอย่างข้างล่าง

  • When did Bill leave this morning ?

(บิลจาก (ออก) ไปเมื่อไร  เมื่อเช้านี้)

  • When do you expect to get a new job ?

(คุณคาดหวังว่าจะได้งานใหม่เมื่อไร)

  • Where does Lucy live now ?

(แมรี่อาศัยอยู่ที่ไหนในปัจจุบัน)

  • Where did they find their stolen car ?

(พวกเขาพบรถที่ถูกขโมยไปที่ไหน)

  • Why did Jeff resign from his job ?

(ทำไมเจฟฟ์จึงลาออกจากงานของเขา)

  • Why does Paula want to sell her house ?

(ทำไมพอลล่าต้องการขายบ้านของเธอ)

  • How do you avoid a heavy traffic when you go to work ?

(คุณหลีกเลี่ยงการจราจรหนาแน่นอย่างไร  เมื่อคุณไปทำงาน)

  • How did Sarah pass her exam though she didn’t study at all ?

(ซาร่าห์สอบผ่านได้อย่างไร  แม้ว่าเธอไม่ได้เรียน (อ่าน) หนังสือเลย)

 

4. Mary is one of those girls who ________________________________ the value of spare time.

(แมรี่เป็นหนึ่งในบรรดาเด็กหญิงพวกโน้นผู้ซึ่ง _______________________ คุณค่าของเวลาว่าง)

(a) appreciates

(b) appreciate    (ชื่นชอบ, ชื่นชม, นิยมชมชอบ)

(c) are appreciated by    (ได้รับการชื่นชมโดย)

(d) is appreciated by

ตอบ  -  ข้อ  (b)  ต้องใช้กริยา  “Appreciate”  ตาม  “Girls”  และต้องอยู่ในรูป  “Active voice”,  ดูความแตกต่างกับประโยค  “One of the passengers was killed in the accident.”  (ผู้โดยสาร  ๑  คน ตายในอุบัติเหตุ)  จากประโยคข้างล่าง

                                 ตัวอย่างที่ 

  • _________________________________________ was to take down the flag at five p.m.

(_______________________________________ คือ นำธงลง (จากเสา) เวลา  ๕  โมงเย็น)

(a) One of his duty

(b) One of duties

(c) One of his duties    (หน้าที่อย่างหนึ่งของเขา)

(d) One of the duty

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “One of + His (Her, My, Our, Their, Your, Its, The) + Noun (Plural) + กริยาเอกพจน์ (is, was)  คือ  ใช้กริยาตาม  “One”  ซึ่งเป็นเอกพจน์,  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                 ตัวอย่างที่ 

  • He is _____________________________________________________ on the project.

(เขาเป็น ___________________________________________________ ในโครงการ)

(a) one of young artists

(b) one of young artist

(c) one of the young artists   (หนึ่งในบรรดาศิลปินหนุ่ม)  (ศิลปินหนุ่มคนหนึ่ง)

(d) one of the young artist

ตอบ  –  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “One of the + Noun (plural)”  (หนึ่งในบรรดา.............)  สำหรับในกรณีที่นำมาขึ้นต้นเป็นประธานของประโยค  ต้องใช้กริยาตาม  “One”  เช่น

  • One of the passengers was killed in the accident.

(ผู้โดยสารคนหนึ่งตายในอุบัติเหตุ)

  • One of the cars was stolen from the parking lot.

(รถคันหนึ่งถูกขโมยไปจากลานจอดรถ)

                  ในกรณีที่อยู่ในประโยค  แต่เป็นส่วนของอนุประโยค  ต้องใช้กริยาให้สอดคล้องกับ  “นามพหูพจน์”  เช่น

  • Jim is one of the passengers who were killed in the accident.

(จิมเป็นผู้โดยสารคนหนึ่งที่ตายในอุบัติเหตุ)

  • Tom is one of the students who are awarded a scholarship.

(ทอมเป็นนักเรียนคนหนึ่งที่ได้รับทุนการศึกษา)

  • She is one of the girls who have been admitted to the university.

(เธอเป็นเด็กหญิงคนหนึ่งที่ได้รับเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย)

(ทั้ง ๓ ประโยคข้างบน  ต้องใช้กริยาในอนุประโยค  ตามคำนามที่มันขยาย  คือ  Passengers, Students และ Girls)

 

5. The boy who had lived with wolves for fifteen years lacked even the most rudimentary social skills.

(เด็กชายผู้ซึ่งอาศัยอยู่กับหมาป่าเป็นเวลา  ๑๕  ปี  ไม่มีแม้กระทั่งทักษะทางสังคม  ขั้นต้น-ขั้นพื้นฐาน-ขั้นมูลฐาน-ขั้นต่ำ-แรกเริ่ม-ยังไม่เจริญเติบโตเต็มที่  ที่สุด)

(a) covert    (ปิดบัง, ซ่อนเร้น, ลับ)

(b) basic; crude    (พื้นฐาน;  หยาบ (มิได้ขัดเกลา), ยังไม่ผ่านกรรมวิธี)

(c) ambivalent    (ยังไม่ตัดสินใจ, สองจิตสองใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง)

(d) tranquil    (แทร้ง-ควิล)  (สงบ, ไร้ความยุ่งยาก)

(e) beneficial    (ให้ประโยชน์, ให้คุณ)

ตอบ  –  ข้อ  (b)

 

6. Most of the victims were shot in the back while trying to run away.                                       

(เหยื่อ-ผู้เคราะห์ร้าย-ผู้รับบาป-ผู้ถูกโกง-ผู้ถูกหลอก-สิ่งมีชีวิตที่ถูกบูชายัญ  ส่วนใหญ่ถูกยิงที่หลัง  ในขณะที่พยายามจะวิ่งหนี)

(a) beneficiary    (เบน-เน-ฟิ้ช-เชีย-รี่)  (๑. (คำนาม) ผู้รับผลประโยชน์, ผู้รับเงินประกัน, ผู้รับเงินช่วยเหลือ,

       ผู้มีสิทธิพิเศษ,  ๒. (คุณศัพท์) เกี่ยวกับการรับผลประโยชน์) 

(b) casualty    (แค้ช-ชวล-ที่)  (คนที่ได้รับบาดเจ็บหรือตายในอุบัติเหตุ-สงคราม-การก่อการร้าย ฯลฯ,  

       คนหรือกลุ่มคนหรือสิ่งของที่ได้รับความเสียหายมากหรือถูกทำลายในอุบัติเหตุ-สงคราม,  จำนวน

       คนตาย,  อุบัติเหตุร้ายแรง  -  โดยเฉพาะที่มีคนตาย) 

(c) cynic    (ซิ้น-นิค)  (๑. (คำนาม) คนมองโลกแง่ร้าย, บุคคลที่ระแวงสงสัยในความดี-คุณค่า-ความซื่อตรงของ

       ผู้อื่น, ผู้ที่ชอบเยาะเย้ยถากถาง, ผู้ที่เชื่อว่าพฤติกรรมของมนุษย์เกิดจากความเห็นแก่ตัว และการชอบเยาะเย้ย

       คนอื่น,  ๒. (คำคุณศัพท์) ชอบเยาะเย้ยถากถางคนอื่น, เกี่ยวกับการเกลียดสังคมมนุษย์อย่างมาก) 

(d) elite    (เอ-ลี้ท  หรือ  อิ-ลี้ท)  {(คำนาม)  คนหัวกะทิ, บุคคลที่ยอดเยี่ยม, ชนชั้นสูง, ผู้นำ, กลุ่มอิทธิพล,

       สิ่งที่ได้เลือกสรรแล้ว, (คำคุณศัพท์) ชั้นยอด, หัวกะทิ, เป็นส่วนที่ดีที่สุด}

(e) pessimist    (คนมองโลกในแง่ร้าย, คนหมดอาลัยตายอยาก)

ตอบ  –  ข้อ  (b)

 

7. The boxing champion went down to ignominious (อิก-โน-มิ้น-เนียส) defeat at the hands of the underdog.

(แชมเปี้ยนมวยนายนั้นตกต่ำลงสู่ความพ่ายแพ้ที่  น่าอับอาย-น่าอัปยศอดสู-เสียชื่อเสียง-น่ารังเกียจ-น่าดูถูก   ในกำมือของ (คู่ต่อสู้) ผู้เป็นฝ่ายเสียเปรียบ-นักมวยรองบ่อน)  (คือ  แชมเปี้ยนพ่ายแพ้อย่างน่าอับอายแก่นักมวยรองบ่อน)

(a) jubilant    (จู๊-บิ-เลิ่นท)  (ดีอกดีใจ, ปลื้มปิติยินดีร่าเริง) 

(b) disgraceful    (น่าอัปยศอดสู, น่าอับอายขายหน้า, เสียหน้า, เสื่อมเสีย)

(c) pernicious    (เพอร์-นิ้ช-เชิส)  (มีอันตราย, เป็นภัย, ถึงตาย, ร้ายแรง, ร้ายกาจ) 

(d) reprehensible    (เร-พริ-เฮ้น-ซิ-เบิ้ล)  (น่าตำหนิ, น่าประณาม, น่าถูกดุ, น่าถูกต่อว่า, น่าจับผิด) 

(e) dubious    (ดู๊-เบียส)  (๑. น่าสงสัย, น่าแคลงใจ,  ๒. คลุมเครือ, ไม่แน่นอน)

ตอบ  –  ข้อ  (b)

 

8. I will tell him as soon as he __________________________________________________.

(ผมจะบอกเขาในทันทีที่เขา _______________________________________________)

(a) is returned

(b) returns     (กลับมา)

(c) returned

(d) will return

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจากคำกริยาในอนุประโยคที่ตามหลังคำ  “As soon as, When, Until, Unless, Before, After”  ต้องอยู่ในรูป  “Simple tense”  ทั้งนี้  ต้องสอดคล้องกับ  “Tense”  ในประโยคใหญ่ด้วย  เช่น

  • I will tell him as soon as he returns.

(ผมจะบอกเขาในทันทีที่เขากลับมา)

  • I would tell him as soon as he returned.

(ผมจะบอกเขาในทันทีที่เขากลับมา)

  • He would give her this present as soon as she arrived.

(เขาจะให้ของขวัญนี้แก่เธอ  ในทันทีที่เธอมาถึง)

  • We will begin our journey as soon as my sister arrives.

(เราจะเริ่มออกเดินทาง  ในทันทีที่น้องสาวของผมมาถึง)

  • Before he leaves, he turns off the light.

(ก่อนเขาออกไป  เขาปิดไฟ)

  • Before he left, he turned off the light.

(ก่อนเขาออกไป  เขาปิดไฟ)

  • He will not come unless he has time.

(เขาจะไม่มา  ถ้าเขาไม่มีเวลา)

  • I shall not help him unless he asks me.

(ผมจะไม่ช่วยเขา  ถ้าเขาไม่ขอร้องผม)

  • Unless you work hard, you won’t succeed.

(ถ้าคุณไม่ขยัน  คุณจะไม่ประสบความสำเร็จ)

  • She said nothing unless she was spoken to.

(เธอไม่พูดอะไร  ถ้าเธอไม่ถูกพูดด้วย  -  คือ ถ้าไม่มีใครพูดกับเธอ)

  • The package was damaged when it arrived.

(หีบห่อได้รับความเสียหายเมื่อมันมาถึง)

  • He left school when he was eleven.

(เขาออกจากโรงเรียนเมื่อเขาอายุ ๑๑ ปี)

  • I will give this book to her when I see her.

(ผมจะให้หนังสือเล่มนี้แก่เธอ  เมื่อผมพบเธอ)

  • I would give this book to her when I saw her.

(ผมจะให้หนังสือเล่มนี้แก่เธอ  เมื่อผมพบเธอ)

  • There were times when I didn’t know what to do.

(มีอยู่หลายครั้งที่ (เมื่อ) ผมไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร)  (ไม่รู้จะแก้ปัญหาอย่างไร)

  • When I have free time, I always spend it fishing.

(เมื่อผมมีเวลาว่าง  ผมใช้มันในการตกปลาอยู่เสมอ)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                 

 

             ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง  e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  Address  <wpookaotong@yahoo.com>  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า “ปรับปรุงเว็บไซต์”)  เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป