หมวดข้อสอบ STRUCTURE (ตอนที่ 6)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionChoose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. As you treat me, _______________________________________________ will I treat you.

(ตามที่ -  หรือ เหมือนกับที่ -  คุณปฏิบัติต่อผม  ผมก็จะปฏิบัติต่อคุณ ______________________)

(a) as

(b) like
(c) so    (ในแบบเดียวกัน  หรือ เช่นเดียวกัน)

(d) the same

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “So + Verb พิเศษ  (is, am, are, was, were, will, would, shall, should, can, could, may, might, must) + Subject + Verb แท้  (go, walk, play, eat, swim, run, finish, develop, etc.)”

 

2. She is fond of people who think _______________________________________ she does.

(เธอชอบผู้คนซึ่งคิด _______________________________________________ เธอคิด)

(a) about   (เกี่ยวกับ)

(b) like   (เหมือน, คล้าย, เป็นเหมือน)  (เป็น  “Preposition” ตามด้วยคำนาม หรือวลี)

(c) just like   (ความหมายเหมือน  “Like”)

(d) as   (เหมือนกับที่, ดังที่, ตามที่)  (เป็น  “Conjunction”  ตามด้วยประโยค คือ  Subject + Verb)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับ  “As”  และ  “Like”  ในหมวดข้อสอบ  “STRUCTURE”  ตอนที่  ๕  ข้อ  ๑๘

 

3. He said that neither of the applicants ____________________________________ suitable.

(เขากล่าวว่าผู้สมัครทั้ง  ๒  คน ไม่ _____________________________________ เหมาะสม)

(a) is

(b) are

(c) was    (มีความ)

(d) were

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  ซึ่งแยกเป็น  ๒  แบบ  คือ

                                    ๑. Neither (ไม่ทั้ง ๒) + Noun เอกพจน์  และใช้ Verb เอกพจน์  เช่น

  • Neither bus goes to Chiang Mai.

(รถทั้ง  ๒  คัน ไม่ได้วิ่งไปเชียงใหม่)

                                   ๒. Neither of + Noun พหูพจน์  แต่ใช้  Verb เอกพจน์  เช่น

  • Neither of the buses goes to Chiang Mai.

(รถทั้ง  ๒  คัน ไม่ได้วิ่งไปเชียงใหม่)

                                   สำหรับ  “Neither……….nor………..”  =   “ไม่ทั้ง..............และ..............”  ใช้ Verb  ตามประธานตัวหลัง  เช่น

  • Neither he nor I am responsible for the mistake.

(ทั้งเขาและผม  ไม่ต้องรับผิดชอบต่อความผิด)

  • Neither his parents nor Jim was happy with the trip.

(ทั้งพ่อแม่ของเขาและจิม  ไม่มีความสุขกับการเดินทาง)

 

4. ___________________________________________________ stamps, he collects coins.

(________________________________________ แสตมป์  เขาสะสมเหรียญกษาปณ์ด้วย)

(a) Except   (ยกเว้น)

(b) Beside   (ข้างๆ)

(c) There are no

(d) In addition to   (นอกเหนือจาก)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  นอกจากนั้นยังอาจใช้   “Apart from  หรือ  Besides” =  “นอกเหนือจาก”  ก็ได้

 

5. Searching in the library, I came _________________________ an old forgotten manuscript.

(ค้นคว้าในห้องสมุด  ผม ____________________________ ต้นฉบับเก่าแก่ที่ถูกลืมไปแล้ว)

(a) off

(b) without

(c) over

(d) across   (Come across  =  พบหรือเจอโดยบังเอิญ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   และดูโครงสร้างกริยา   “Verb + ing”  (Present participle)   ขึ้นต้นวลีและอยู่หน้าประโยค  โดยขยายประธานฯ ที่อยู่ในประโยค  (หลังเครื่องหมายคอมม่า)  เพื่อบอกว่า  ประธานฯเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ  คือ  แสดงการเป็นผู้กระทำ  (Active voice)  จากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ ๑

  • While traveling through the Rocky Mountains, ________________________________.

(ในขณะเดินทางผ่านเทือกเขาร็อกกี้  ________________________________________)

(a) the breath-taking scenes attracted the travelers    (ทัศนียภาพที่น่ากลัวมาก  ทำให้นักเดินทางหลงเสน่ห์)

(b) the scenes attracted the travelers deeply    (ทัศนียภาพทำให้นักเดินทางหลงเสน่ห์อย่างลึกล้ำ)

(c) the travelers attracted the scenes    (นักเดินทางทำให้ทัศนียภาพหลงเสน่ห์)

(d) the travelers were awed by the breath-taking scenes    (นักเดิน ทางรู้สึกกลัว-เกรงขาม-หวาดเสียว  จากภาพภูมิประเทศ (ทัศนียภาพ)  ที่น่ากลัวมาก-น่าตื่นเต้นยินดีมาก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   การใช้วลี   “While traveling” หรือ  “Traveling” (Present participle)  ขึ้นต้นประโยค  โดยมีประธานฯ อยู่ข้างในประโยค (หลังเครื่องหมายคอมม่า)  เพื่อต้องการแสดงว่า  ประธานฯ เป็นผู้ทำกริยาที่อยู่ข้างหน้าประโยคนั้น   ซึ่งในประโยคข้างบน  คือ  “Traveling” (เดินทาง)  ซึ่งประธานฯ จะต้องเป็นสิ่งมีชีวิต  (คนหรือสัตว์)  เท่านั้น  จึงจะทำกริยานี้ได้  ดังนั้น  จึงต้องตัด ข้อ (a) และ (b) ทิ้งไป  เนื่องจากมีประธานฯ  คือ  “Scenes” (ทัศนียภาพ) ซึ่งไม่สามารถทำกริยา  “เดินทาง”  ได้  สำหรับข้อ  (c)  ผิดความหมาย   เพราะกล่าวว่า  “นักเดินทางทำให้ทัศนียภาพหลงเสน่ห์”  ซึ่งความจริงกลับกัน  คือ  “นักเดินทางหลงเสน่ห์ในทัศนียภาพ”  (the travelers were attracted by the scenes) 

                                       ตัวอย่างที่ ๒

  • ___________ how the engine worked, Peter began to study books that told about the techniques used.

(___________ ว่าเครื่องจักรทำงานอย่างไร  ปีเตอร์เริ่มศึกษาหนังสือ  ซึ่งบอกเกี่ยวกับเทคนิคต่างๆ ที่ถูกใช้  –  ในเครื่องจักร)

(a) Wonder

(b) Wondered

(c) To wonder

(d) Wondering    (รู้สึกประหลาดใจ-สงสัย)  

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากประธานของประโยค  (Peter)  เป็นผู้ทำกริยา  “รู้สึกประหลาดใจ-สงสัย”  คำกริยาที่นำหน้าวลี  ขยายความ  “ปีเตอร์”  จึงต้องอยู่ในรูป  “Verb + ing” (Present participle)  แสดง  “Active voice”  ว่าปีเตอร์เป็นผู้ทำกริยา

                                           ทั้งนี้  เมื่อประธานซึ่งอยู่ข้างในประโยค (หลังคอมม่า)   เป็นผู้กระทำกริยา (Active voice)  จะต้องนำหน้าประโยคด้วย “Verb + ing” (Present participle)  ดังตัวอย่าง เช่น

  • Walking along the road, he met his old friend.

(เดินไปตามถนน  เขาพบเพื่อนเก่าของเขา) (เขาเป็นผู้ทำกริยา “เดิน”)

  • Seeing her teacher, Jane went to greet him.

(เห็นครูของเธอ  เจนเข้าไปทักทายเขา) (เจนเป็นผู้ทำกริยา “เห็น”)

  • Looking out of the window, we could see beautiful scenery.

(มองออกไปนอกหน้าต่าง  เราสามารถเห็นทัศนียภาพที่สวยงาม) (เราเป็นผู้ทำกริยา  “มอง”)

  • Hoping to be there in time, Kim started early in the morning.

(หวังว่าจะไปที่นั่นให้ทันเวลา  คิมเริ่มออกเดินทางแต่เช้าตรู่)  (คิมเป็นผู้ทำกริยา  “หวัง”)

                                          สำหรับ  “Present participle” (Verb + ing)  ถือเป็นคำคุณศัพท์ประเภทหนึ่ง  จึงสามารถใช้ขยายคำนามได้เหมือนกับคำคุณศัพท์ทั่วๆไป  (โดยอาจอยู่หน้าหรือหลังคำนามที่มันขยาย)  เพื่อที่จะบอกว่า  คำนามนั้นเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ   (แสดง  “Active voice”)   เช่น

  • Working men are constructing a bridge.

(คนทำงานกำลังก่อสร้างสะพาน)

  • Drinking horses were seen near the bank of the river.

(ม้าที่ดื่มน้ำถูกมองเห็นใกล้ตลิ่งของแม่น้ำ)

  • The mother took good care of her sleeping baby.

(แม่ดูแลทารกที่นอนหลับเป็นอย่างดี)

  • The audience appreciated the good works of the producing team.

(ผู้ชมยกย่อง-ชื่นชมผลงานที่ดีของทีมผู้สร้าง – ภาพยนตร์)

  • The people working in the office are my colleagues.

(ผู้คนที่ทำงานในสำนักงาน  คือเพื่อนร่วมงานของผม)

  • The woman walking across the street is my sister.

(ผู้หญิงที่เดินข้ามถนนเป็นน้องสาวของผม)

  • The man living next door is a bank manager.

(ชายที่อาศัยอยู่บ้านหลังถัดไปเป็นผู้จัดการธนาคาร)

  • The children playing in the field are my neighbors’ kids.

(เด็กๆที่เล่นอยู่ในสนามเป็นลูกของเพื่อนบ้านของผม)

                                            สำหรับในกรณีที่ประธานที่อยู่ข้างในประโยค  เป็นผู้ถูกกระทำ (Passive Voice)   กริยาที่นำหน้าวลี  และอยู่หน้าประโยค  (ทำหน้าที่ขยายประธาน)  จะต้องอยู่ในรูป กริยาช่องที่ ๓  (Past Participle)  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                      ตัวอย่างที่ ๓

  • _________________________________________________ by the tiger, he ran away.

(__________________________________________________ โดยเสือ   เขาวิ่งหนีไป)

(a) Seeing   (เห็น)

(b) To see

(c) Seen   (ถูกเห็น)

(d) Having seen

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค (He)  เป็นผู้ถูกเห็นโดยเสือ  กริยาข้างหน้าประโยคจึงต้องเป็นกริยาช่อง  ๓  (Past participle)  เพื่อแสดงการถูกกระทำ (Passive voice)

                                       ตัวอย่างที่ ๔

  • ____________________ in wine, snails are a great luxury in various parts of the world. 

(___________________ ในไวน์  หอยทากเป็นอาหารราคาแพงอย่างมากในหลายๆส่วนของโลก)

(a) To cook

(b) Cooking    (ปรุง)

(c) Cooked    (ถูกปรุง)

(d) Cook

ตอบ  -   ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค คือ  “Snails”  ซึ่งถูกปรุงในไวน์  (Cooked)  หรือเป็นผู้   “ถูกกระทำ”   จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่  ๓  (แสดง “Passive voice”)

 

6. You should read _________________________________________ one book every month.

(คุณควรอ่านหนังสือ ________________________________________ ๑ เล่ม ทุกๆ เดือน)

(a) least    (น้อยที่สุด)

(b) at least    (อย่างน้อยที่สุด)

(c) at the least

(d) at a least

ตอบ   -   ข้อ  (b)  นอกจากนี้  ยังมีวลี   “In the least”  ซึ่งใช้เน้นข้อความปฏิเสธ  เช่น  “I don’t mind in the least, I really don’t.  (ผมมิได้รังเกียจแม้แต่นิดเดียว   มิได้รังเกียจจริงๆ),  She wasn’t in the least jealous.  (เธอมิได้มีความหึงหวง  (หรืออิจฉา)  แม้แต่นิดเดียว),  It was changing me in a way that I had not in the least expected.  (มันกำลังเปลี่ยนแปลงผม  ในแบบที่ว่า  ผมมิได้เคยคาดฝันไว้แม้แต่นิดเดียว),  เป็นต้น

                                            สำหรับ  “At least”  หรือ  “At the least”  มี ๒ ความหมาย  คือ

                                   ๑. อย่างน้อยที่สุด  เช่น

  • You should brush your teeth at least twice a day.

(คุณควรแปรงฟันอย่างน้อยที่สุดวันละ ๒ ครั้ง)

  • At least three students fail in mathematics.

(อย่างน้อยที่สุด  นักเรียน ๓ คนสอบคณิตศาสตร์ตก)

  • Mr. Johnson must weigh 200 pounds, at least.

(มิสเตอร์จอห์นสันจะต้องหนักอย่างน้อยที่สุด ๒๐๐ ปอนด์)

                                  ๒. อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี, ไม่ว่าคุณจะพูดอย่างไรก็ตาม

  • It was a clumsy move, but at least it saved her from getting hit.

(มันเป็นการกระทำที่ซุ่มซ่าม-เงอะงะ  แต่อย่างไรก็ตาม  มันช่วยเธอมิให้ถูกรถชน)

  • She broke her arm, but at least it wasn’t the arm she writes with.

(เธอแขนหัก  แต่อย่างไรก็ดี  มันไม่ใช่แขนข้างที่เธอใช้เขียนหนังสือ)

  • The Mortons had fun at their picnic yesterday – at least the children did – they played while their parents cooked the food.

(ครอบครัวมอร์ตันสนุกสนานกับการไปปิกนิกเมื่อวานนี้  - อย่างน้อยที่สุด  พวกเด็กๆ (ลูกๆ) ก็สนุก – พวกเขาเล่นกันในขณะที่พ่อแม่ปรุงอาหาร)  (ความหมาย  คือ  บางที  พ่อแม่อาจไม่สนุกก็ได้    แต่ลูกๆ สนุก)

  • He’s not coming – at least – that’s what he said.

(เขาจะไม่มา – อย่างไรก็ตามที – นั่นคือสิ่งที่เขาพูด)  (เขาอาจจะมาก็ได้  แต่เขาพูดว่าเขาจะไม่มา)

 

7. Most of the London policemen are tall and __________________________________ men.

(ตำรวจลอนดอนส่วนใหญ่  เป็นชายร่างสูงและ __________________________________

(a) well-looked

(b) well-looking

(c) good-looked

(d) good-looking    (หล่อ, มีหน้าตาดี, สวยงาม)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากมาจาก   “The men look good.” (ชายเหล่านั้นมีหน้าตา  หรือท่าทางดี)   โดย   “Good”  เป็นคำคุณศัพท์  ดังนั้น  เมื่อจะทำเป็นวลีขยายคำนามจึงต้องเอารูปเดิม  (Good) มาใช้  และมีขีดคั่น (-) ตรงกลาง  เช่น  “Good-looking people  (คนหน้าตาดี หรือสวย),  Sweet-smelling flowers  (ดอกไม้มีกลิ่นหอม), Happy-looking girls  (เด็กหญิงหน้าตา-ท่าทางมีความสุข), Sour-tasting food  (อาหารมีรสเปรี้ยว), etc.

                                    ในกรณีที่มาจากกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ซึ่งขยายคำกริยา  เมื่อจะนำมาทำเป็นวลีคุณศัพท์  (Adjective phrase) ขยายนาม  ก็จะต้องนำกริยาวิเศษณ์นั้นมาใช้  เช่น  “A well-written report” (รายงานซึ่งเขียนประณีต)  มาจาก  “The report was well written.”  (รายงานถูกเขียนอย่างประณีต),  “A carefully-done job”  (งานที่ทำอย่างรอบคอบ)  มาจาก  “The job was carefully done.”  (งานถูกทำอย่างรอบคอบ),  “A well-known politician” (นักการเมืองมีชื่อเสียง-รู้จักกันดี)    มาจาก  “The politician is well known.  (นักการเมืองเป็นที่รู้จักกันดี),  “A slowly-walking man”  (ชายที่เดินช้ามาจาก  “The man walks slowly.”  (ชายคนนั้นเดินช้า), เป็นต้น

 

8. The reason why we didn’t see her at the railway station was that she took a plane ____________.

(เหตุผลที่ว่าทำไมเราจึงไม่พบเธอที่สถานีรถไฟก็คือว่า  เธอเดินทางโดยเครื่องบิน _____________)

(a) besides    (นอกเหนือจาก)

(b) sometimes    (บางที,  บางโอกาส, บางครั้ง, บางคราว)

(c) soon    (โดยเร็ว, ในไม่ช้า)

(d) instead    (แทน, แทนที่)

 

9. It is so sad to consider the number of people who _____________________ in car accidents.

(มันน่าเศร้ามากเมื่อพิจารณาถึงจำนวนผู้คน  ผู้ซึ่ง _________________ ในอุบัติเหตุทางรถยนต์)

(a) dead    (ตาย)  (เป็นคำคุณศัพท์)     

(b) death    (ความตาย)  (เป็นคำนาม)

(c) are killed    (ตาย, ถูกฆ่าตาย)

(d) are died     (“Die” =  ตาย  เป็นคำกริยา)

ตอบ   -   ข้อ  (c)  หรืออาจตอบ  “Die”  หรือ  “Are dead”  ก็ได้  แต่นิยมใช้ ๒ แบบแรก  คือ  “Are killed”  และ  “Die

 

10. This is the ___________________________________________ fashion news from Paris.

(นี่เป็นแฟชั่น __________________________________________________ จากปารีส)

(a) late    (สาย, ช้า, ล่า, ล่วงเลยมานาน, ดึก, ค่ำ)

(b) later    (สายกว่า, ช้ากว่า, ต่อมา)

(c) latest    (ล่าสุด, ทันสมัยที่สุด, เกิดขึ้นหลังสุด)

(d) last    (สุดท้าย, ที่ผ่านมา)

ตอบ   -   ข้อ  (c)

 

11. I want a box __________________________________________________________.

(ผมต้องการกล่อง  ๑ ใบ _________________________________________________)

(a) as large as this twice

(b) as large twice as this

(c) twice as large as this    (ใหญ่เป็น  ๒  เท่าของกล่องใบนี้)

(d) as twice large as this

ตอบ   -   ข้อ  (c)

                                       ดูเพิ่มเติมการใช้  “Twice”  จากตัวอย่างข้างล่าง

  • I knocked on the door twice.

(ผมเคาะที่ประตู ๒ ครั้ง)

  • The committee meets twice a year.

(คณะกรรมการประชุมกันปีละ ๒ ครั้ง)

  • We played tennis twice daily.

(เราเล่นเทนนิส ๒ ครั้งในแต่ละวัน)

  • This is twice as common in France as in England.

(นี่เป็นเรื่องปกติธรรมดาในฝรั่งเศสเป็น ๒ เท่าของในอังกฤษ)  (ในฝรั่งเศส  เรื่องนี้ถือว่าเป็นปกติธรรมดามาก  เมื่อเทียบกับในอังกฤษ)

  • They use twice as much electricity as compressor machines.

(มันใช้ไฟฟ้ามากเป็น ๒ เท่าของเครื่องคอมเพรสเซอร์)

  • The jet can fly at twice the speed of sound.

(เครื่องบินเจ๊ตสามารถบินด้วยความเร็วเป็น ๒ เท่าของเสียง)

  • He is twice my size.

(เขาตัวใหญ่เป็น ๒ เท่าของผม)

  • In my opinion, it is worth more than twice that figure.

(ในความเห็นของผม  มันมีค่ามากกว่า ๒ เท่าของตัวเลขนั้น)

 

12. He got __________________________________________ bed and went to the bathroom. 

(เขาลุก _____________________________________________ เตียง  และไปยังห้องน้ำ)

(a) out of    (ออกจาก)

(b) out of a

(c) out of the

(d) out off the

ตอบ   -   ข้อ   (a)  ใช้   “Out of bed”  โดยไม่ต้องมี  “Article” (A, The)

 

13. Wait ________________________________________________; I’m finishing the letter.

(รอ ______________________________________ นะ  ผมกำลังจะเขียนจดหมายให้เสร็จ)

(a) one minute

(b) the minute

(c)  a minute  {ประเดี๋ยวหนึ่ง (๑  นาที)}

(d) minute

ตอบ   -   ข้อ  (c)  ไม่ใช้  “One”  หรือ  “The

 

14. You didn’t tell me how much _______________________________________________.

(คุณมิได้บอกผมว่า _______________________________________________ เท่าใด)

(a) did this cost

(b) this cost    (สิ่งนี้มีราคา)

(c) money this costs

(d) this costed

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Cost”  เมื่อเป็นคำกริยา  หมายถึง  “มีราคา”  กริยา  ๓  ช่อง  คือ   “Cost,  Cost,  Cost”  ดังนั้น  จึงไม่เลือก ข้อ (d)  และเนื่องจากประโยคข้างบนเป็นเหตุการณ์ในอดีต  โดยสังเกตจากกริยาในประโยคใหญ่  (didn’t tell)  จึงต้องใช้กริยา  “Cost”  ในประโยคย่อย  ที่อยู่ในแบบ  “Noun clause”  (how much this cost)  ในรูปของ  “Past tense”  เพื่อให้สอดคล้องกับกริยาในประโยคใหญ่  ดังนั้น  จึงไม่เลือก  ข้อ   (c)  และเลือกตอบข้อ  (b)  หรืออาจตอบ  “Money this cost”  ก็ได้  (ให้อยู่ในรูป  Past tense) และเนื่องจากเป็นข้อความใน  “Noun clause”  ต้องเรียงในรูปประโยคบอกเล่า  จึงไม่เลือก ข้อ   (a)

 

15. Although he was so rich, he spent less than the ____________________ beggar in the city.

(ถึงแม้ว่าเขาจะร่ำรวยมาก  เขาใช้จ่ายเงินน้อยกว่าขอทานที่ ___________________ ในเมือง)

(a) poor

(b) poorer

(c) poorest    (จนที่สุด)

(d) very poor

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นสุด”  (Superlative degree)  สังเกตว่ามี  Article  “The”  ขยายข้างหน้า

 

16. There are ___________________________________ pages in this book than in that one.

(มีหน้าหนังสือในหนังสือเล่มนี้ _________________________________ ในหนังสือเล่มนั้น)

(a) many

(b) much

(c) less    (น้อยกว่า)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้  -  เป็นเอกพจน์เสมอ)

(d) fewer    (น้อยกว่า)  (ใช้กับคำนามนับได้  พหูพจน์)

(e) a lot of

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)   โดยสังเกตจาก   “Than”  และใช้  “Fewer”  กับ  “Pages

 

17. ___________ the head-mistress, our final examination will begin on the first of next month. 

(__________________ อาจารย์ใหญ่หญิง,  การสอบไล่ของเราจะเริ่มต้นในวันที่  ๑  เดือนหน้า)

(a) Owing to    (เนื่องมาจาก)

(b) According to    (สอดคล้องกับ, ตามที่ (อาจารย์ใหญ่) กล่าวไว้)

(c) Following    (ภายหลังจาก)

(d) In case of    (ในกรณีของ)

ตอบ   -   ข้อ   (b)

 

18. I don’t think you are telling me the truth.  The window wasn’t broken by __________.  You broke it !

(ผมไม่คิดว่าคุณกำลังบอกความจริงแก่ผม  หน้าต่าง (กระจก) มิได้ถูกทำแตกโดย _________ คุณนั่นแหละทำมันแตก)

(a) nobody else

(b) somebody

(c) anybody

(d) anybody else    (ใครๆ อื่นอีก, คนใดๆ อื่นอีก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ส่วนข้อ  (a)  ใช้ไม่ได้  เนื่องจากจะกลายเป็นปฏิเสธซ้อนระหว่าง  “Wasn’t broken”  กับ  “Nobody else”และใช้  “Anybody”  กับประโยคปฏิเสธ (Wasn’t broken)  และต้องมี  “Else”  ด้วย  เพราะว่า  “ไม่มีใครใดอื่นอีกแล้ว  ที่ทำหน้าต่างกระจกแตก  นอกจากคุณ

 

19. ___________________________________________ did your father go out of the house?

(พ่อของคุณออกไปนอกบ้าน ______________________________________________)

(a) Where

(b) How long

(c) When    (เมื่อไร)

(d) Since when

ตอบ   -   ข้อ  (c)  ส่วนถ้าเลือก ข้อ  (a)  ต้องถามว่า  “Where did your father go?”  (พ่อของคุณไปที่ไหน),  ถ้าเลือก ข้อ  (b)  ต้องถามว่า  “How long ago did your father go out of the house?”  (นานเท่าใดมาแล้ว  ที่พ่อของคุณออกไปนอกบ้านซึ่งความหมายเหมือนข้อ  (c)  นั่นเอง  (How long ago = When)  และในกรณีเลือก ข้อ (d)  ต้องแก้เป็น  “Since when has your father gone out of the house?”  (พ่อของคุณได้ออกไปนอกบ้านตั้งแต่เมื่อใดคือ  ต้องใช้รูป  “Present perfect tense”  (……..……has your father gone……...…)  เนื่องจากแสดงความต่อเนื่องของเหตุการณ์   คือ  “พ่อของคุณออกไปนอกบ้าน  อาจเป็น  ๒ – ๓ ชั่วโมง ที่แล้ว  และขณะที่ถามคำถามประโยคนี้  พ่อฯ ก็ยังไม่กลับเข้าบ้าน”  ถือเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต  และดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน (ขณะที่พูด)  จึงต้องใช้   “Present perfect tense”  ดังกล่าว

 

20. It’s a pity children can’t choose their parents, __________________________________?

(มันน่าเสียดายที่ลูกๆ ไม่สามารถเลือกพ่อแม่ของตนเองได้, __________________________)

(a) can they

(b) can’t they

(c) is it

(d) isn’t it    (ใช่หรือไม่)

ตอบ   -   ข้อ  (d)   เนื่องจากต้องใช้กริยาในส่วน  “Tag”  ตามกริยาในประโยคใหญ่  มิใช่ตามกริยาในประโยคย่อย  (Can’t)  และเมื่อกริยาในประโยคใหญ่อยู่ในรูปบอกเล่า  (Is)  กริยาในส่วน “Tag”  จึงต้องอยู่ในรูปปฏิเสธ

 

21. Customs are social and habits are ___________________________________________.

(ขนบธรรมเนียมประเพณีเป็นเรื่องทางสังคม   และอุปนิสัยใจคอ  (เป็นเรื่อง) ________________)

(a) persons    (บุคคล)

(b) personalities    (บุคลิกภาพ)

(c) personal    (ส่วนตัว)

(d) personally

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด  และเป็นการใช้คำคุณศัพท์คู่กัน  คือ  “Social”  และ  “Personal

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป