หมวดข้อสอบ STRUCTURE (ตอนที่ 578)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Direction:  Choose the best answer to each item.

(จงเลือกคำตอบที่ดีที่สุดของแต่ละข้อ)

 

1. Rich tobacco and champion race horses have _____________________________ of Kentucky.

(ยาสูบที่อุดมสมบูรณ์  และม้าแข่งที่ชนะเลิศ  ได้เป็น ___________ ของรัฐเคนตักกี้  ___________)

(a) long been symbols    (สัญลักษณ์ ........... (ของรัฐเคนตักกี้) ........... มานานแล้ว)

(b) been long symbols    (สัญลักษณ์ที่มีความยาว)

(c) symbols been long

(d) long symbols been

ตอบ  -  ข้อ  (a)  เนื่องจาก  ใช้  “Long”  ขยายหน้า  “Time, Period, Week-end, Winter, Summer, Year, etc.” จึงจะหมายถึง  “ที่ยาวนาน”  นอกนั้นแล้ว  จะหมายถึง  “ยาว”  (ตรงข้ามกับ  “สั้น”)  ซึ่งในกรณี  ข้อ  (b)  “สัญลักษณ์ที่มีความยาว”  มิได้มีความหมายแต่อย่างใด  ส่วน  “Have long been symbols” หมายถึง  “เป็นสัญลักษณ์มานานแล้ว”  ซึ่งเป็นความหมายที่ต้องการสื่อถึง  ของประโยคข้างต้น

 

2. The kidnappers said to her that ________ she gave them the money and saw her family again or she died.

(ผู้ที่ลักพาตัวพูดกับเธอว่า _________ เธอให้เงินพวกเขาและได้กลับไปเจอครอบครัว  ก็เธอตาย  อย่างใดอย่างหนึ่ง)

(a) unless

(b) neither

(c) either    (“Either............…or…......….”  =  ไม่ .............. ก็เธอตาย ............ อย่างใดอย่าง

       หนึ่ง)

(d) not only

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เป็นการใช้คำคู่   “……….. either she gave them ………...or she died”  (.................ไม่เธอให้เงิน .................ก็เธอตาย  อย่างใดอย่างหนึ่ง)  (Either she gave  คู่กับ  or she died)  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Either...........or….........”    จากประโยคข้างล่าง

  • Either excessive social obligation or just plain laziness has kept him from his work.

(หากไม่ (เป็นเพราะ) ภาระทางสังคมที่มากเกินไป  ก็ (เป็นเพราะ) เพียงแค่ความเกียจคร้านธรรมดา (อย่างใดอย่างหนึ่ง) ที่ทำให้เขาไม่ทำงาน)  (ใช้กริยา – has kept - ตามประธานฯ ตัวหลัง  คือ  “plain laziness”)

  • Either John or his sister is coming to my party.

(ไม่ จอห์น ก็ น้องสาวของเขาคนใดคนหนึ่ง (ระหว่างเขากับน้องสาว) กำลังมางานเลี้ยงของผม)  (ใช้กริยาตาม  “his sister”)

  • Either you give me your wallet or I kill you.” said the robber to Jim.

(“ไม่ คุณให้กระเป๋าสตางค์ของคุณแก่ผม  ก็  ผมฆ่าคุณ  (อย่างใดอย่างหนึ่ง)”  นักจี้กล่าวกับจิม)

 

3. I shall send her these _____________________________________________ dictionaries.

(ผมจะส่งพจนานุกรม __________________________________________ เหล่านี้ให้เธอ)

(a) two German big

(b) big German two

(c) two big German    (ภาษาเยอรมันเล่มใหญ่ ๒ เล่ม)

(d) big two German

(e) German two big

ตอบ  -  ข้อ  (c)  ดูการเรียงลำดับคำจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                 ตัวอย่างที่  ๑

  • The American colonies had a _________________________ before the Revolutionary War.

(อาณานิคมอเมริกัน (ของอังกฤษในทวีปอเมริกาเหนือ  ซึ่งต่อมากลายเป็นประเทศสหรัฐฯ) มี _______

ก่อนสงครามปฏิวัติ)  (คือ  สงครามกลางเมืองระหว่างรัฐทางเหนือและใต้  เพื่อเลิกทาส)

(a) merchant fleet was sizable

(b) merchant fleet was sizable when

(c) sizable merchant fleet    (กองเรือพาณิชย์ขนาดใหญ่มาก)

(d) sizable merchant fleet it was

ตอบ  -  ข้อ  (c)  ดูเพิ่มเติมการเรียงลำดับคำในประโยคจากตัวอย่างข้างล่าง

                                 ตัวอย่างที่  ๒

  • He bought ___________________________________________________________.

(เขาซื้อ ___________________________________________________________)

(a) a very blue pretty Italian shirt

(b) a very pretty Italian blue shirt

(c) a very Italian pretty blue shirt

(d) a very pretty blue Italian shirt    (เสื้อเชิ้ร์ตอิตาเลียนสีน้ำเงินที่สวยงามมาก)

ตอบ  –  ข้อ  (d)  เนื่องจากต้องเรียง  “ประเทศที่ผลิต”  อยู่ติดกับคำนามที่มันขยาย  ถัดไปเป็น  “สี”,  ถัดไปถ้ามี  “ขนาด” (big, small)  ก็ต่อด้วย  “ขนาด”  แล้วต่อด้วย “คุณสมบัติอื่นๆ”  เช่น  “สวย”  หรือ  “ไม่สวย”  ดังในประโยคข้างบน,  ซึ่งในการเรียงคำในภาษาไทย และอังกฤษ  จะเรียงกลับกัน  กล่าวคือ  เวลาแปลภาษาอังกฤษเป็นไทย  จะต้องแปลจากข้างหลังย้อนขึ้นไปข้างหน้า  ดังข้อความในประโยคข้างบน  คือ  “เสื้อ-อิตาเลียน-สีฟ้า-สวยงาม-มาก”  สำหรับตัวอย่างอื่นๆ  เช่น

(๑) บ้าน  (๒) ทรงไทย  (๓) สีขาว  (๔) หลังใหญ่  (๕) สวยงาม  (๖) มาก  (๗) สองหลัง  (๘) เหล่านั้น

(8) Those (7) two (6) very (5) beautiful (4) big (3) white (2) Thai-style (1) houses

                    ตัวอย่างอื่นๆ  ได้แก่

  • I want to buy those two brown wood tables.

(ผมต้องการซื้อโต๊ะไม้สีน้ำตาล ๒ ตัวเหล่านั้น)

  • She is a very sweet little old lady.

(เธอเป็นสุภาพสตรีชราตัวเล็กๆ ที่หวานมาก)

  • Have you seen this interesting English book?

(คุณได้เห็นหนังสือภาษาอังกฤษที่น่าสนใจเล่มนี้หรือยัง)

  • She wanted to buy these two old brick houses.

(เธอต้องการซื้อบ้านอิฐเก่า ๒ หลังเหล่านี้)

  • There are two small Chinese gold cups in the shop window.

(มีถ้วยทอง (ทำใน) จีนเล็กๆ ๒ ใบ ในตู้โชว์ของร้าน)

  • These old dilapidated houses are not safe.

(บ้านที่ทรุดโทรมเก่าๆ เหล่านี้ไม่ปลอดภัย)

  • She gave me a round white plastic drinking cup.

(เธอให้ถ้วย (สำหรับ) ดื่มน้ำพลาสติกสีขาวกลม ๑ ใบ แก่ผม)

  • We have bought two white electric washing machines.

(เราซื้อเครื่องซักผ้าไฟฟ้าสีขาว ๒ เครื่อง)

 

4. Bangkok, ________________________________ is the capital of Thailand, is over populated.

(กรุงเทพฯ _______________________ เป็นเมืองหลวงของประเทศไทย  มีประชากรมากเกินไป)

(a) which    (ซึ่ง)

(b) what

(c) that

(d) where

ตอบ  -  ข้อ  (a)  ดูเพิ่มเติม  Adjective clause  ขยายคำนาม  แบบเน้น (Defining   clause)  และไม่เน้น  (Non-defining clause)  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                 ตัวอย่างที่  ๑

  • The merger, ___________________ will be announced today, should be extremely profitable.

(การควบรวมกันของ ๒ บริษัท, ____________ จะถูกประกาศวันนี้,  จะต้องให้ผลกำไรอย่างมากมาย)

(a) when    (เมื่อ)                                                                                                                                                                                              

(b) whose    (ซึ่ง .................. ของมัน)

(c) it    (มัน)

(d) which    (ซึ่ง, ที่)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากต้องใช้   “Which”  นำหน้าอนุประโยค  หรือ  “Non-defining adjective clause” (Which will be announced today)  ซึ่งเพียงมาบอกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ  The merger (การควบรวมฯ) เท่านั้น  ซึ่งรู้กันแล้วว่าเป็นการควบรวมกันของบริษัทอะไรกับอะไร  มิได้มาแยกการควบรวมครั้งนี้ออกจากการควบรวมอื่นๆ  กล่าวคือ  อนุประโยคดังกล่าวมาขยายคำนามซึ่งเป็นสิ่ง (หรือคน, สัตว์) ที่รู้กันแล้วว่าเป็นสิ่งใด (คน หรือสัตว์ตัวใด)  หรือเป็นชื่อเฉพาะที่มีอยู่เพียงสิ่งเดียว (คนเดียว, ตัวเดียว, ประเทศหรือเมืองเดียว)  ดังนั้น  อนุประโยค  จึงต้องมีเครื่องหมายคอมม่ากั้นทั้งข้างหน้าและข้างหลัง (ในกรณีที่อนุประโยคนั้นอยู่กลางประโยคใหญ่ หรือ Main clause)  หรือเพียงแต่ใช้เครื่องหมายคอมม่าอันเดียว  ซึ่งวางอยู่หลังคำนามที่มัน (อนุประโยค) ขยาย  ในกรณีที่อนุประโยควางอยู่ท้ายประโยค  หรือวางต่อจากประโยคใหญ่  (ดังเช่นประโยคในตัวอย่างที่ ๑)  ดูเพิ่มเติม  “Non-defining adjective clause”  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                 ตัวอย่างที่ 

  • Judy went to _________________________________________________________.

(จูดี้ไป ____________________________________________________________)

(a) London where she stayed ten days

(b) London, where she stayed ten days    (ลอนดอน  ที่ซึ่งเธอพักอยู่เป็นเวลา  ๑๐  วัน)

(c) London in which she stayed ten days

(d) London which she stayed there ten days

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจาก  “London”  เป็นชื่อเฉพาะ (มีแห่งเดียวในโลก)  อนุประโยค  (Adjective clause)  ที่ขยายมัน  จึงต้องเป็น  “Non-defining clause”  คือ  เพียงมาบอกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ  “London”  เท่านั้น

                                 ตัวอย่างที่ 

  • My _________________________________________________________ plays golf.

(_________________________________________________________ เล่นกอล์ฟ)

(a) mother who is over sixty still

(b) mother, who is over sixty still

(c) mother who is over sixty, still

(d) mother, who is over sixty, still    (แม่ของผม,  ผู้ซึ่งอายุกว่า  ๖๐, )

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากต้องใช้อนุประโยค  หรือ  “Non-defining adjective clause” (Who is over sixty) ขยาย  “My mother”  เนื่องจากถือเป็นชื่อเฉพาะ  คือ  มีอยู่เพียงคนเดียว  โดยต้องมีเครื่องหมายคอมม่ากั้นทั้งข้างหน้าและข้างหลัง  ในกรณีที่อนุประโยคนี้อยู่กลางประโยคใหญ่ หรือ Main clause (My mother still plays golf.)  ดังเช่นประโยคในตัวอย่างที่ ๓    

                                 ตัวอย่างที่ 

  • The ____________________________________________________ a grateful animal.

(____________________________________________________ สัตว์ที่กตัญญูรู้คุณ)

(a) dog which is found all over the world is

(b) dog, which is found all over the world is

(c) dog which is found all over the world, is

(d) dog, which is found all over the world, is    (สุนัข, ซึ่งถูกพบอยู่ทั่วโลก,  เป็น)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “สุนัข”  ในประโยคนี้  หมายถึงสัตว์ชนิดหนึ่ง  ที่แตกต่างไปจากสัตว์ประเภทอื่น  และเป็นตัวแทนของสุนัขทั้งโลก  มิได้แยกแยะว่าเป็นสุนัขตัวใด, ของใคร หรือที่ไปทำอะไร  (คือมิได้แยกสุนัขตัวนี้ออกจากสุนัขตัวอื่นๆ)  จึงถือว่า “สุนัข” ในประโยคนี้เป็นสัตว์ชนิดหนึ่งในโลก  ที่ต่างไปจากสัตว์ประเภทอื่นๆ  และมีความชี้เฉพาะอยู่ในต้วของมันเองแล้ว  ดังนั้น  อนุประโยคที่มาขยายมัน  จึงต้องเป็นประเภท  “Non-defining Adjective Clause”  (อนุประโยคที่ไม่ได้เน้นย้ำคำนามที่มันขยาย)  คือ  เพียงแต่มาบอกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ  “สุนัข”  เท่านั้น  มิได้มีความสำคัญแต่อย่างใด  และข้อความในอนุประโยคดังกล่าว  จะต้องมีเครื่องหมายคอมม่า  (Comma)  กั้นหัวและท้ายเสมอ  (เหมือนกับประโยคใน ข้อ ๑  และตัวอย่างที่ ๒ - ๓)  เปรียบเสมือนกับอยู่ในวงเล็บ  โดยจะไม่ต้องมีข้อความนี้ก็ได้  เพราะผู้อ่าน-ผู้ฟัง  ก็ยังคงเข้าใจอยู่ดีว่า  มันคือ  “สุนัข”  สัตว์ประเภทหนึ่งในโลกนั่นเอง   โดยขอให้เปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง  ที่ข้อความในอนุประโยคที่มาขยาย  “สุนัข”  ต้องเป็น  “Defining Adjective Clause”  เนื่องจากช่วยแยกสุนัขตัวที่มัน (อนุประโยค) ขยาย  ออกจากสุนัขตัวอื่นๆ  ซึ่งมีอยู่มากมาย  ซึ่งในกรณีนี้  อนุประโยคดังกล่าว  ไม่ต้องมีเครื่องหมาย  “คอมม่า”  กั้นหน้าหลัง  เพราะข้อความของมันมีความสำคัญ  ที่จะบอกให้ผู้อ่าน-ผู้ฟัง  รู้ได้ว่าเป็นสุนัขตัวใด,  ของใคร  หรือไปทำอะไร

  • The dog which (that) was hit by a car yesterday belongs to my neighbor.

(สุนัขซึ่งถูกรถชนเมื่อวานนี้  เป็นของเพื่อนบ้านของผม) (ข้อความที่ขยาย  แยกสุนัขตัวนี้ออกจากสุนัขตัวอื่นๆ  ซึ่งถ้าไม่มีข้อความนี้  ผู้อ่าน-ผู้ฟัง จะไม่รู้เลยว่าสุนัขตัวใดเป็นของเพื่อนบ้าน)

  • The dog which (that) she bought from the market last month has been stolen.

(สุนัขซึ่งเธอซื้อมาจากตลาดเมื่อเดือนที่แล้ว  ได้ถูกขโมยไปแล้ว)  (ข้อความที่ขยาย  แยกสุนัขตัวนี้ออกจากสุนัขตัวอื่นๆ  ซึ่งถ้าไม่มีข้อความนี้  ผู้อ่าน-ผู้ฟัง  จะไม่รู้เลยว่า  สุนัขตัวใดถูกขโมย)

                  ดูเพิ่มเติมคำอธิบาย  “Non-defining adjective clause”  และ  “Defining adjective clause”  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                 ตัวอย่างที่  

  • This ________________________________________________________ very good.

(______________________________ (นี้)_________________________ ดีมากเลย)

(a) school which we have just seen is

(b) school, which we have just seen is

(c) school which we have just seen, is

(d) school, which we have just seen, is   (โรงเรียน, (นี้) ซึ่งเราเพิ่งจะได้เห็น,)

ตอบ -  ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็น  “Non-defining Adjective Clause”  คือ  “อนุประโยคที่ขยายนามหรือสรรพนามแบบไม่เน้นหรือชี้เฉพาะลงไป  เนื่องจากคำนามหรือสรรพนามที่ถูกมันขยาย  มีความชัดเจนอยู่แล้ว  หรือรู้อยู่แล้วว่าเป็นสิ่งใด หรือใคร  ซึ่งมีอยู่เพียงสิ่งเดียวหรือคนเดียวเท่านั้น  โดยอาจเป็นชื่อเฉพาะที่มีอยู่แห่งเดียวในโลกก็ได้  เช่น เมือง  ประเทศ  หรือบุคคลผู้นั้นผู้นี้  ดังนั้น  อนุประโยคที่มาขยายนามหรือสรรพนามนั้นๆ  จึงไม่ได้แยกมันออกจากนามหรือสรรพนามอื่นๆ  เพียงแต่มาบอกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับนาม หรือสรรพนามนั้นเท่านั้น   ซึ่งถึงแม้ว่าจะไม่บอก (หรือมาขยายนาม-สรรพนามนั้น)  ผู้อ่าน-ผู้ฟังก็ยังคงเข้าใจอยู่ดีว่า  นามหรือสรรพนามนั้นหมายถึงใคร,  สิ่งใด หรือเมืองใดประเทศใด  เราจึงเรียกอนุประโยคเหล่านี้ว่า  “Non-defining Adjective Clause”  เพราะเพียงแต่มาช่วยบอกข้อมูลเพิ่มเติมเท่านั้น  โดยจะมีหรือไม่มีก็ได้  เพราะผู้อ่าน-ผู้ฟังก็ยังสามารถเข้าใจได้ว่า  หมายถึงใคร, สิ่งใด หรือเมือง-ประเทศใด   ซึ่งอนุประโยคเหล่านี้จะต้องมีเครื่องหมาย  “คอมม่า”  กั้นข้างหน้าและข้างหลังมัน  เหมือนกับเป็นวงเล็บ  โดยข้อความระหว่างคอมม่าหรือในวงเล็บ  มาช่วยบอกข้อมูลเพิ่มเติมเท่านั้น  จะมีหรือไม่มีก็ได้  ไม่ได้มีความสำคัญแต่อย่างใด  ดังเช่นประโยคข้างบน  “โรงเรียนนี้ – ซึ่งเราเพิ่งได้เห็น –  ดีมากเลย”  ซึ่งเราจะเห็นว่า  “โรงเรียนนี้”  มีความชัดเจนอยู่แล้วว่าเป็นโรงเรียนแห่งใด  ดังนั้น  ข้อความ  “ซึ่งเราเพิ่งได้เห็น”  จึงเพียงมาบอกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรงเรียนนี้เท่านั้น   มิได้แยกโรงเรียนนี้ออกจากโรงเรียนอื่นๆ  เหมือนกับใน  “Defining Adjective Clause”  (ไม่ต้องมีเครื่องหมาย  “คอมม่า”  กั้นระหว่าง  “Clause”),  อนุประโยคดังกล่าวข้างต้น  จึงมิได้มีความสำคัญอย่างใด  จึงต้องมีเครื่องหมาย  “คอมม่า” กั้นระหว่างอนุประโยคเสมอ (ในกรณีมันอยู่กลางประโยค)  ดังตัวอย่างข้างล่าง

  • Donald Trump, who was formerly an American president, is a business tycoon.

(โดนัล ทรัมพ์  - ผู้ซึ่งเป็นอดีตประธานาธิบดีอเมริกัน – เป็นนักธุรกิจผู้ร่ำรวยและมีอิทธิพลมาก)  ทั้งนี้  โดนัลทรัมพ์  มีอยู่คนเดียวในโลกนี้  อนุประโยคที่มาขยายจึงเพียงบอกข้อมูลเพิ่มเติม  มิได้แยกตัวเขาออกจากบุคคลอื่น  จึงต้องเป็น  “Non-defining clause”  ซึ่งต้องมีเครื่องหมายคอมม่ากั้นระหว่าง clause  โดยข้อความที่มาขยายมิได้มีความสำคัญแต่อย่างใด  จะไม่มีข้อความนี้ก็ได้  โดยคำนามที่ถูกอนุประโยคขยาย  ก็ยังคงมีความชัดเจนในตัวของมันเอง  ซึ่งกล่าวอย่างง่ายคือ  เมื่อคำนามชัดเจนแล้วว่าเป็นใคร, สิ่งใด, สัตว์ตัวใด-ประเภทใด, เมือง-ประเทศไหน  อนุประโยคที่มาขยายนามนั้น  ก็เพียงแต่มาบอกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับนามนั้นเท่านั้น  จึงเรียกว่าเป็นอนุประโยคที่มิได้มาชี้เฉพาะให้นามนั้นแตกต่างไปจากคนอื่น, สัตว์อื่น หรือสิ่งอื่น (Non-defining clause – อนุประโยคที่ไม่ชี้เฉพาะดังประโยคข้างล่าง

  • Bangkok, which is the capital of Thailand, is a crowded city.

(กรุงเทพฯ – ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศไทย – เป็นเมืองที่มีประชากรหนาแน่น)

  • Mr. Collin Woods, who lives next door, is coming to see me.

(คอลลิน วูดส์ – ผู้ซึ่งอาศัยอยู่บ้านหลังถัดไป – กำลังจะมาพบผม)

  • Rome, where the tourists can visit many historic places, is one of the most ancient cities.

(กรุงโรม – ที่ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถไปเยือนสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์มากมาย – เป็นเมืองเก่าแก่มากที่สุดเมืองหนึ่ง)

  • Ramkhamhaeng University, which is an open university, enrolls thousands of students each year.

(ม. รามคำแหง – ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเปิด – ลงทะเบียนนักเรียนหลายพันคนในแต่ละปี)

  • Charles Dickens, who was a very famous writer, was poor all through his life.   

(ชาร์ลส ดิคเค่นส์ - ผู้ซึ่งเป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียง – ยากจนตลอดชีวิตของเขา)

  • Ayuthaya, which we learnt about, was our former capital.

(อยุธยา – ซึ่งเราได้เรียนรู้เกี่ยวกับมัน – เป็นเมืองหลวงเก่าของเรา)

  • My house, of which the roof is made of brick, is going to be sold. 

(บ้านของผม – ซึ่งหลังคาทำด้วยอิฐ – กำลังจะถูกขายไป)

  • Dr. John Smith, whom I met in London, is an oculist.

(ด็อกเตอร์ จอห์น สมิธ - ผู้ซึ่งผมพบในลอนดอน – เป็นจักษุแพทย์)

  • Our teacher of English, who has just returned from abroad, is getting married soon.

(ครูสอนภาษาอังกฤษของเรา – ผู้ซึ่งเพิ่งกลับมาจากต่างประเทศ – กำลังจะแต่งงานในไม่ช้า)

              จากประโยคตัวอย่างข้างต้นทั้งหมด ๙ ประโยค  จะเห็นว่าคำนามทุกคำที่อยู่หน้าประโยค  มีความชัดเจนอยู่ในตัวของมันแล้ว  ว่าเป็นเมืองใด, บุคคลใด, สถานที่ใด  ซึ่งทุกประโยคมีอนุประโยคที่เป็น  “Non-defining Clause”  (คืออนุประโยคที่ไม่ชี้เฉพาะ  เนื่องจากคำนามที่ถูกมันขยายมีความชัดเจน หรือชี้เฉพาะอยู่แล้ว)  ขยายประธานของประโยค  โดยต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่นอยู่ระหว่าง  “Clause”  ซึ่งอนุประโยค (Non-defining Clause) ไม่สู้จะมีความจำเป็นแก่ใจความในประโยคเท่าใดนัก  เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า  ประธานของประโยคเป็นใคร,  เมืองใด, สถานที่ใด,  หรือสิ่งไหน ดังนั้น  “Clause”  ที่เพิ่มเข้ามาในประโยค (ขยายประธานฯ  หรือคำนามที่อยู่ข้างในประโยค)  จึงเพียงแต่บอกข้อมูลเพิ่มเติมจากสิ่งที่รู้กันดีอยู่แล้วเท่านั้น  แม้จะตัดข้อความที่เพิ่มเข้ามานี้ทิ้งไป  ก็จะไม่ทำให้ประโยคนั้นเสียใจความแต่อย่างใด  ทั้งนี้จะต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่นหน้า-หลัง  “Clause”  เสมอ (ในกรณีขยายประธานฯ ประโยค)  หรือคั่นเฉพาะหลังคำนามข้างหน้า “Clause”  ในกรณีที่มันขยายคำนามที่อยู่กลางประโยค  หรือ  “Clause”  อยู่ท้ายประโยคนั่นเอง

สรุป  -  เราสามารถสรุปลักษณะของ  “Non-defining Clause”  ได้ดังนี้

               ๑. ไม่มีความจำเป็นแก่ใจความในประโยค  เพียงแต่มาบอกข้อมูลเพิ่มเติมให้ละเอียดมากขึ้นจากสิ่งที่รู้อยู่แล้วเท่านั้น

               ๒. ต้องมีเครื่องหมายคอมม่า  คั่นหน้าและหลัง  “Clause”  เสมอ  ถ้ามันอยู่กลางประโยค

           ๓. ต้องใช้ “Relative Pronoun”  ซึ่งไม่มีลักษณะชี้เฉพาะเจาะจง  เช่น  “Who”,  “Whom”,  “Where”  หรือ  “Which”  เป็นต้น  โดยจะใช้  “That” ไม่ได้  และต้องให้สอดคล้องกับหน้าที่  (Function)  ของมันด้วย  ว่าขยายคน, สัตว์, สิ่งของ, สถานที่ ฯลฯ  (Who, Whom, Which, Whose, Where)

                  ดูเพิ่มเติมตัวอย่าง  “Non-defining Adjective Clause”  จากประโยคข้างล่าง

  • London, which stands on the Thames River, is the capital of England.

(ลอนดอน  ซึ่งตั้งอยู่บนแม่น้ำเทมส์  เป็นเมืองหลวงของอังกฤษ)  (ลอนดอนมีความชัดเจน (ชี้เฉพาะ) อยู่แล้ว  คลอสที่มาขยายจึงไม่ต้องชี้เฉพาะอีก  คือ  “Non-defining Clause”)

  • Soontorn Poo, who wrote Pra-Apai-mani, died in B.E. 2398.

(สุนทรภู่  ผู้ซึ่งแต่งเรื่องพระอภัยมณี  ตายในปี พ.ศ. ๒๓๙๘)  (สุนทรภู่  มีความชัดเจน (ชี้เฉพาะ) อยู่แล้ว  คลอสที่มาขยายจึงไม่ต้องชี้เฉพาะอีก  คือ  “Non-defining Clause”)

  • Grace, whom you met at the party last night, is going to marry Peter next month.

(เกรซ  ซึ่งคุณพบที่งานเลี้ยงเมื่อคืนนี้  จะแต่งงานกับปีเตอร์ในเดือนหน้า)  (“เกรซ”  มีความชัดเจน (ชี้เฉพาะ) อยู่แล้ว  คลอสที่มาขยายจึงไม่ต้องชี้เฉพาะอีก  คือ  “Non-defining Clause”)

  • Americans are proud of George Washington, who was regarded their founding father.

(ชาวอเมริกันภูมิใจในจอร์ช วอชิงตัน  ผู้ซึ่งถูกถือว่าเป็นบิดาผู้ก่อตั้งประเทศของพวกเขา)  (“จอร์ช วอชิงตัน”  มีความชัดเจน (ชี้เฉพาะ) อยู่แล้ว  คลอสที่มาขยายจึงไม่ต้องชี้เฉพาะอีก  คือ  “Non-defining Clause”)

  • Daniel’s mother, who loves him very much, has made many sacrifices for his education.

(แม่ของแดเนี่ยล  ซึ่งรักเขามาก  ได้เสียสละหลายอย่างเพื่อการศึกษาของเขา)

  • All the books, which had pictures in them, were sent to the library.

(หนังสือทั้งหมด  ซึ่งมีรูปภาพประกอบในมัน  ถูกส่งไปห้องสมุด)  (หนังสือทุกเล่มถูกส่งไปห้องสมุด  และหนังสือทุกเล่มนี้มีภาพประกอบ  จะสังเกตได้ว่า  แม้ตัดข้อความ  “ซึ่งมีรูปภาพประกอบในมัน”  ทิ้งไป  ใจความของประโยคก็ยังคงชัดเจน-เข้าใจได้เหมือนเดิม  คือ  หนังสือทุกเล่มถูกส่งไปห้องสมุด)

  • The Golden Hind, in which Drake sailed around the world, was only a small ship.

(เรือโกลเด้นไฮนด์  ซึ่งกัปตันเดร้กใช้แล่นรอบโลก  เป็นเพียงเรือลำเล็กๆ เท่านั้น)  (“เรือโกลเด้นไฮนด์”  มีความชัดเจน (ชี้เฉพาะ) อยู่แล้ว  เพราะมีอยู่ลำเดียวในโลก  คลอสที่มาขยายจึงไม่ต้องชี้เฉพาะอีก  คือ  “Non-defining Clause”)

  • Oliver Twist, which is a famous novel, was written by Charles Dickens.

(หนังสือโอลิเวอร์ ทวิสต์  ซึ่งเป็นนิยายที่มีชื่อเสียง  ถูกเขียนโดยชาร์ลส ดิ๊กเค่นส์)  (“หนังสือโอลิเวอร์ ทวิสต์”  มีความชัดเจน (ชี้เฉพาะ) อยู่แล้ว  เพราะมีอยู่เรื่องเดียวในโลก  คลอสที่มาขยายจึงไม่ต้องชี้เฉพาะอีก  คือ  “Non-defining Clause”)

  • Lucy has a brother, who is a doctor.

(ลูซี่มีพี่ชาย ๑ คน  ซึ่งเป็นหมอ)  (ลูซี่มีพี่ชายเพียงคนเดียวเท่านั้น  แม้ตัดคลอสที่มาขยายออกไป  ก็ยังได้ใจความชัดเจนเหมือนเดิม  กล่าวคือ  ข้อความในประโยคใหญ่ชัดเจนอยู่แล้ว (ลูซี่มีพี่ชายเพียงคนเดียว)  คลอสที่มาขยายจึงไม่ต้องชี้เฉพาะอีก  คือเป็น  “Non-defining Clause”)

  • My father, whom you met in New York, is now back in Bangkok.

(พ่อของฉัน  ซึ่งคุณพบในนิวยอร์ก  ขณะนี้กลับมาอยู่กรุงเทพฯ แล้ว)  (“พ่อของฉัน”  มีอยู่เพียงคนเดียวเท่านั้น  ชี้เฉพาะอยู่แล้ว  คลอสที่มาขยายจึงไม่ต้องชี้เฉพาะอีก)

  • Brian’s new car, which was very expensive, crashed into a post last Friday.

(รถยนต์คันใหม่ของไบรอั้น  ซึ่งมีราคาแพงมาก  ชนกับเสาเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว)  (รถคันใหม่ของไบรอั้นชี้เฉพาะอยู่แล้ว  เพราะมีอยู่คันเดียว  คลอสที่มาขยายจึงไม่ต้องชี้เฉพาะอีก)

  • The Bangkok Bank, where she keeps her money now, is a very old and reliable bank.

(ธนาคารกรุงเทพฯ  ซึ่งเธอฝากเงินของเธอในปัจจุบัน  เป็นธนาคารเก่าแก่และน่าเชื่อถือมาก)  (“ธนาคารกรุงเทพฯ”  เป็นชื่อเฉพาะ  ชัดเจนอยู่แล้ว  คลอสที่มาขยายจึงไม่ต้องชี้เฉพาะอีก  คือเป็น  “Non-defining Clause”

  • The Provincial Waterworks Authority (PWA), which provides piped water supplies service in the region, is a well-known state enterprise.

(การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.)  ซึ่งให้บริการน้ำประปาในส่วนภูมิภาค  เป็นรัฐวิสาหกิจที่มีชื่อเสียง)  (กปภ. เป็นชื่อเฉพาะของหน่วยงาน  มีอยู่เพียงแห่งเดียว  คลอสที่มาขยายจึงไม่ต้องชี้เฉพาะอีก  คือเป็น  “Non-defining Clause”)   

  • The earth, which revolves around the sun, is called a planet.

(โลก  ซึ่งหมุนรอบดวงอาทิตย์  ถูกเรียกว่าดาวเคราะห์)  (“โลก”  เป็นดาวดวงหนึ่งในระบบสุริยะ  ถือเป็นชื่อเฉพาะ  คลอสที่มาขยายจึงไม่ต้องชี้เฉพาะอีก  คือเป็น  “Non-defining Clause”

  • Dr. William Smith, who gave the lecture yesterday, is a famous scientist.

(ด็อกเตอร์วิลเลียมส์ สมิธ  ซึ่งบรรยายเมื่อวานนี้  เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียง)  (“ด็อกเตอร์วิลเลียมส์ สมิธ”  เป็นชื่อเฉพาะ  มีอยู่เพียงคนเดียวในโลก  คลอสที่มาขยายจึงไม่ต้องชี้เฉพาะอีก  คือเป็น  “Non-defining Clause”)

               มีข้อสังเกตว่า  “Non-defining Adjective Clause”  ส่วนใหญ่แล้ว   มักจะขยายคำนามที่อยู่ข้างหน้ามันเพียงคำเดียว  แต่บางครั้งอาจขยายข้อความที่อยู่ข้างหน้ามันทั้งหมด  หรือขยายประโยคใหญ่  (Main clause)  ทั้งประโยคนั่นเอง  ทั้งนี้  ต้องพิจารณาความหมายในประโยคเป็นกรณีไป  ซึ่งโครงสร้างนี้ต่างจาก  “Defining Adjective Clause”  (ที่จะได้อธิบายต่อไป)  ที่ขยายเฉพาะคำนามที่อยู่หน้ามันเพียงอย่างเดียวเท่านั้น  ดูเปรียบเทียบความแตกต่างนี้จากตัวอย่างข้างล่าง

  • Kevin bought his wife a car which was very expensive.

(เควิ่นซื้อรถยนต์ให้ภรรยาของเขา  ซึ่ง (รถ) มีราคาแพงมาก)  (“Which was very expensive”  เป็น  Defining Adjective Clause  ขยาย  Car  เพียงคำเดียว  ซึ่ง  Clause   ที่มาขยาย  แยกรถยนต์คันนี้ออกจากรถยนต์คันอื่นๆ  คือ  ไม่ได้ซื้อรถยนต์ราคาถูก)

  • Kevin bought his wife a car, which was displayed in a motor show festival.

(เควิ่นซื้อรถยนต์ให้ภรรยาของเขา  ซึ่ง (รถ) ถูกแสดงในงานแสดงรถยนต์) (“Which was displayed in a motor show festival”  เป็น  Non-defining Adjective Clause  ขยาย  Car  เพียงคำเดียว  ซึ่ง  Clause  ที่มาขยาย  มิได้มีความสำคัญแต่อย่างใด  เพียงแต่บอกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรถยนต์คันหนึ่งเท่านั้น)

  • Kevin bought his wife a car, which satisfied her very much.

(เควิ่นซื้อรถยนต์ให้ภรรยาของเขา  ซึ่ง – การที่เขาซื้อรถให้เธอนั้น - ทำให้เธอพอใจอย่างมาก)  (“Which satisfied her very much”  เป็น  Non-defining Adjective Clause  ขยายข้อความ  หรือประโยคใหญ่ (Kevin bought his wife a car) ทั้งประโยค)  ทั้งนี้  Clause  ที่มาขยาย  มิได้มีความสำคัญแต่อย่างใด  เพียงแต่บอกข้อมูลเพิ่มเติมว่า  ภรรยารู้สึกอย่างไรเมื่อเควิ่นซื้อรถยนต์ให้เธอ)

                  ดูเพิ่มเติมประโยคที่  Non-defining Adjective Clause  ขยายคำนามเพียงคำเดียว  และขยายประโยคใหญ่ (Main clause) ทั้งประโยค  จากตัวอย่างข้างล่าง  (ซึ่งในกรณีเช่นนี้  ไม่สามารถเกิดขึ้นได้กับประโยคที่มี  Defining Adjective Clause)

  • Dave showed me his hands, which were covered with mud.

(เดฟเอามือของเขาให้ผมดู  ซึ่ง (มือ) มีโคลนติดเต็มไปหมด)  (“Which were covered with mud”  เป็น  Non-defining Adjective Clause  ขยาย  “มือ”  เพียงคำเดียว  ซึ่ง Clause นี้ไม่ได้มีความสำคัญอย่างใด  เพียงแต่บอกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ  “มือ”  เท่านั้น)

  • Jason is trying to fly with his hands, which is impossible.

(เจสันพยายามจะบินด้วยมือทั้งสองของเขา  ซึ่ง (การบินด้วยมือ) เป็นไปไม่ได้)  (“Which is impossible”  เป็น  Non-defining Adjective Clause  ขยายข้อความ หรือประโยคใหญ่ (Jason is trying to fly with his hands) ทั้งประโยค  ทั้งนี้  Clause  ที่มาขยาย  มิได้มีความสำคัญแต่อย่างใด  เพียงแต่บอกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลของการพยายามบินด้วยมือเท่านั้น)

                จงเปรียบเทียบ ๒ ประโยคที่มี  Non-defining Adjective Clause  ข้างล่าง

  • Over fifty thousand people across the world work for the United Nations, which is a global organization.

(คนกว่า ๕๐,๐๐๐ คนทั่วโลกทำงานให้กับสหประชาชาติ  ซึ่งเป็นองค์กรระดับโลก)  (“Which is a global organization”  เป็น  Non-defining Adjective Clause  ขยาย  “The United Nations”  เพียงคำเดียว  ซึ่ง Clause นี้ไม่ได้มีความสำคัญอย่างใด  เพียงแต่บอกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ  “สหประชาชาติ”  เท่านั้น )

  • Over fifty thousand people across the world work for the United Nations, which allows it to achieve most of its urgent tasks.

(คนกว่า ๕๐,๐๐๐ คนทั่วโลกทำงานให้กับสหประชาชาติ  ซึ่งทำให้ UN สามารถบรรลุงานที่เร่งด่วนของตนได้)  (“Which allows it to achieve most of its urgent tasks”  เป็น  Non-defining Adjective Clause  ขยายข้อความ หรือประโยคใหญ่ (Over fifty thousand people across the world work for the United Nations) ทั้งประโยค  ทั้งนี้  Clause  ที่มาขยาย  มิได้มีความสำคัญแต่อย่างใด  เพียงแต่บอกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลของการมีเจ้าหน้าที่กว่า ๕๐,๐๐๐ คนทั่วโลก  ทำงานให้กับสหประชาชาติ)

           สำหรับ  “Defining Adjective Clause”  (อนุประโยคที่ชี้เฉพาะ  เนื่องจากคำนามที่ถูกมันขยายยังไม่มีความชัดเจน หรือไม่ชี้เฉพาะ)  ใช้ขยายนามหรือสรรพนามที่อยู่ข้างหน้ามัน  เพื่อให้ได้ใจความสมบูรณ์และชัดเจนขึ้นว่า  เป็นคนไหน,  สิ่งไหน,  อะไร,  ของใคร  เป็นต้น  ทั้งนี้  หากไม่มี   “Defining Adjective Clause”  มาขยายแล้ว  คำนามหรือสรรพนามที่กล่าวถึงนั้นก็จะไม่เจาะจง  จะเป็นเพียงการกล่าวลอยๆ  ยากที่ผู้ฟังจะเข้าใจได้ชัดเจนว่าเป็นใคร,  อะไร  หรือของใคร  ทั้งนี้เพราะขาด  “Defining Adjective Clause”  มาช่วยขยายความหรือชี้เฉพาะให้เห็นเด่นชัดนั่นเอง  กล่าวคือ  มาช่วยแยกนามหรือสรรพนามตัวที่ถูกมันขยาย  ออกจากนามหรือสรรพนามทั่วๆ ไป  เพื่อให้รู้ว่า เป็นใคร, อะไร,  สิ่งไหน  ที่มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น  กล่าวอย่างง่ายคือ  เมื่อคำนามหรือสรรพนามไม่มีความชัดเจนว่าเป็นใคร, สัตว์ตัวใด, สิ่งไหน, สถานที่ไหน  ก็จำเป็นต้องมีอนุประโยค  (Defining Adjective Clause)  มาขยายเพื่อให้เกิดความชัดเจน  หรือเพื่อแยกคำนาม-สรรพนามดังกล่าวออกจากคำนามอื่นๆ  ทำให้ผู้อ่าน-ผู้ฟังสามารถเข้าใจได้ชัดเจนยิ่งขึ้น  จงพิจารณาประโยคตัวอย่างข้างล่าง  ซึ่งคำนามที่ขีดเส้นใต้ยังไม่มีความชัดเจน  จำเป็นต้องมี  Defining Adjective Clause  มาขยาย

  • The robber was arrested.

(โจรถูกจับ)

  • The car belongs to my father.

(รถยนต์เป็นของพ่อของผม)

  • The house is near the railway station

(บ้านอยู่ใกล้สถานีรถไฟ)

  • The police questioned the woman.

(ตำรวจซักถามผู้หญิง)

  • The plan was finally turned down.

(แผนในที่สุดถูกปฏิเสธ)

  • The subject is English.

(วิชาคือภาษาอังกฤษ)

  • He will take us to the town.

(เขาจะพาเราเข้าเมือง)

  • Some of the boys didn’t come to my party.

(เด็กบางคนไม่มางานเลี้ยงของผม)

               จากทุกประโยคที่ยกมาข้างบน  ผู้ฟังจะไม่รู้เลยว่า  ขโมยคนไหนถูกจับ,  รถคันไหนเป็นของพ่อผม,  บ้านหลังไหนอยู่ใกล้สถานีรถไฟ,  ตำรวจซักถามผู้หญิงคนไหน,  แผนอะไรที่ถูกปฏิเสธ,  วิชาอะไรคือภาษาอังกฤษ,  เขาจะพาเราไปเมืองไหน,  และเด็กคนไหนที่ไม่มางานเลี้ยง,  อย่างไรก็ตาม  เมื่อเราเพิ่ม  “Defining Adjective Clause”  เข้าข้างหลังคำนาม (เป็นประธานของประโยค  หรืออยู่ท้ายประโยค  โดยเป็นกรรมของกริยา หรือ Preposition)  ใจความก็จะสมบูรณ์ยิ่งขึ้น  เช่น

  • The robber who plundered the bank yesterday was arrested.

(โจรซึ่งปล้นธนาคารเมื่อวานนี้ถูกจับ)

  • The car which I drive to the university belongs to my father.

(รถซึ่งผมขับไปมหาวิทยาลัยเป็นของพ่อของผม)

  • The house where I live is near the railway station.

(บ้านที่ผมอาศัยอยู่ใกล้สถานีรถไฟ)

  • The police questioned the woman whose car was stolen.

(ตำรวจซักถามผู้หญิงผู้ซึ่งรถของเธอถูกขโมย)

  • The plan which I proposed to the committee was finally turned down. 

(แผนซึ่งผมเสนอต่อคณะกรรมการได้รับการปฏิเสธในที่สุด)

  • The subject in which I am interested is English.

(วิชาซึ่งผมสนใจคือภาษาอังกฤษ)

  • He will take us to the town where we can see old temples.

(เขาจะพาเราไปที่เมือง  ซึ่งเราสามารถดูวัดเก่าแก่ได้)

  • Some of the boys whom (who) I invited did not come to my party.  (เด็กบางคนซึ่งผมเชิญไม่มางานเลี้ยงของผม)  (Whom  เป็นกรรมของ  Invited  จึงสามารถใช้  Who  แทนได้  หรืออาจตัดทิ้งได้ทั้ง ๒ คำ,  ยกเว้นเมื่อตามหลัง Preposition  ไม่สามารถใช้  Who  แทนได้  เช่น  For whom, To whom, With whom  ดังเช่นประโยคข้างล่าง)
  • The woman to whom I wrote a letter is my younger sister.  (= The woman whom (who) I wrote a letter to is my younger sister.)

(ผู้หญิงที่ผมเขียนจดหมายถึงเป็นน้องสาวของผม)  (ในประโยคแรก  ไม่สามารถใช้  Who  แทน  Whom  ได้  เนื่องจากตามหลัง Preposition  “To”,  แต่สำหรับประโยคในวงเล็บ  สามารถใช้   Who  แทน  Whom  ได้  หรือสามารถตัดทั้ง ๒ คำออกไปก็ได้  แต่ต้องคง Preposition  “To” เอาไว้,  ดังประโยคข้างล่าง  ซึ่งสามารถใช้ได้ทั้ง ๕ แบบ  โดยมีความหมายเหมือนกัน)

  • The woman I wrote a letter to is my younger sister.  (เนื่องจาก Who, Whom, That เป็นกรรมของ Preposition “To”  จึงสามารถละได้ – ไม่ต้องเขียนลงไป)
  • The woman whom I wrote a letter to is my younger sister.
  • The woman who I wrote a letter to is my younger sister.
  • The woman that I wrote a letter to is my younger sister.
  • The woman to whom I wrote a letter is my younger sister.

(ผู้หญิงซึ่งผมเขียนจดหมายไปถึง  เป็นน้องสาวของผม)

               ทั้งนี้  ห้ามใช้ ๒ โครงสร้างข้างล่าง (ผิดหลักไวยากรณ์)

  • The woman to who I wrote a letter is my younger sister.
  • The woman to that I wrote a letter is my younger sister.

             ดูเพิ่มเติม ๔ ประโยคข้างล่าง  ซึ่งมีความหมายเหมือนกัน

  • This is the book which you should begin with.
  • This is the book with which you should begin.
  • This is the book that you should begin with.
  • This is the book you should begin with.  (เนื่องจาก  Which  หรือ  That  เป็นกรรมของ  Preposition “With”  จึงสามารถละได้ – ไม่ต้องเขียนลงไป)  (นี้คือหนังสือซึ่งคุณควรเริ่มต้นด้วย)  (ถ้าคุณต้องการเรียนภาษาญี่ปุ่น)

สรุป  -  จากประโยคข้างบนทั้งหมดที่มี   “Defining Adjective Clause”  ขยายประธาน  หรือคำนามข้างในประโยค  เราสามารถสรุปลักษณะของ  “Defining Adjective Clause”  ได้ดังนี้

          ๑,  ทำหน้าที่ขยายนามที่อยู่ข้างหน้า  เพื่อให้ได้ใจความที่สมบูรณ์และชัดเจนยิ่งขึ้นว่า  หมายถึงใคร,  อะไร  (คือแยกนามนั้นออกจากนามตัวอื่นๆ)

         ๒.  ไม่มีเครื่องหมาย “คอมม่า” คั่นอยู่ระหว่างคำนาม (ประธานประโยค หรือคำนามที่อยู่ท้ายประโยค)  กับ  “Defining Adjective Clause

         ๓. ใช้คำ  “Relative Pronoun”  ที่ขึ้นต้น (นำหน้า)  “Defining Adjective Clause”  ให้เหมาะสมกับนามที่ถูกมันขยาย  และหน้าที่ของมันด้วย  ว่าขยายคน, สัตว์, สิ่งของ, สถานที่ ฯลฯ  (Who, Whom, Which, Whose, That, Where)

              ดูเพิ่มเติมตัวอย่าง  “Defining Adjective Clause”  จากประโยคข้างล่าง

  • Jeff gave a tip to the porter who carried his luggage.

(เจฟฟ์ให้เงินค่าทิปแก่คนขนของ  ผู้ซึ่งแบกกระเป๋าเดินทางของเขา)  (คนขนของมีอยู่มากมาย  แต่เจฟฟ์ให้เงินค่าทิปเฉพาะกับคนที่แบกกระเป๋าฯ ของเขาเท่านั้น  จึงต้องใช้  “Defining Adjective Clause”  ขยาย  เพื่อให้ชัดเจนว่าคนแบกของคนไหน)

  • Bring me the books which are on my desk.

(จงนำหนังสือที่อยู่บนโต๊ะของฉันมาให้ฉัน)  (หนังสือมีอยู่มากมาย  แต่ฉันจะเอาเฉพาะหนังสือที่อยู่บนโต๊ะของฉันเท่านั้น  หนังสือที่อื่นฉันไม่เอา  จึงต้องใช้  “Defining Adjective Clause”  ขยาย  เพื่อให้ชัดเจนว่าให้ไปเอาหนังสือเล่มไหน) 

  • The book which Mary lent me was very interesting.

(หนังสือซึ่งแมรี่ให้ผมยืมน่าสนใจมาก(หนังสือมีอยู่มากมาย  แต่เฉพาะเล่มที่แมรี่ให้ผมยืมเท่านั้นที่น่าสนใจมาก  จึงต้องใช้  “Defining Adjective Clause”  ขยาย  เพื่อบอกให้ชัดเจนว่า  หนังสือเล่มไหนที่น่าสนใจมาก)

  • The man who came here yesterday is my father.

(ผู้ชายที่มาที่นี่เมื่อวานนี้เป็นพ่อของผม)  (ผู้ชายมีมากมาย  แต่คนที่เป็นพ่อของผมคือคนที่มาที่นี่เมื่อวานนี้  จึงต้องใช้  “Defining Adjective Clause”  มาขยาย  เพื่อบอกให้รู้ว่าผู้ชายคนไหนเป็นพ่อของผม)

  • The student who answered the question was Tony.

(นักเรียนผู้ซึ่งตอบคำถามคือโทนี่)  (นักเรียนมีมากมาย  แต่คนที่ตอบคำถามคือโทนี่  จึงต้องใช้  “Defining Adjective Clause”  มาขยาย  เพื่อบอกให้รู้ว่านักเรียนคนไหนคือโทนี่) 

  • We are proud of the boy who wrote this poem.

(เราภูมิใจในเด็กซึ่งเขียนโคลงบทนี้)  (เด็กมีอยู่มากมาย  จึงต้องเอา  “Defining Adjective Clause”  มาขยาย  เพื่อบอกให้รู้ว่า  เราภูมิใจในเด็กคนไหน) 

  • Thank you for the help that you have given me.

(ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือ  ที่คุณให้กับฉัน)  (ไม่รู้ว่าความช่วยเหลืออะไร  จึงต้องมี  “Defining Adjective Clause”  มาขยาย  เพื่อบอกให้รู้ว่า  ความช่วยเหลืออะไร) 

  •    A mother who love her son should make many sacrifices for his education.

(แม่ซึ่งรักลูกชายของตน  ควรเสียสละมากมายเพื่อการศึกษาของเขา)  (แม่ที่ควรเสียสละมีมากมาย  จึงต้องมี  “Defining Adjective Clause”  มาขยาย  เพื่อบอกให้รู้ว่า  แม่คน (แบบ) ใดที่ควรทำเช่นนั้น)

  • King Naresuan was one of the greatest heroes that Thailand has ever had.

(พระนเรศวรเป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่ง  ที่ประเทศไทยเคยมีมา)  (วีรบุรุษมีมากมาย  จึงต้องมี  “Defining Adjective Clause”  มาขยาย  เพื่อบอกให้รู้ว่าวีรบุรุษคนไหน)

  • All the books which had pictures in them were sent to the library.

(หนังสือทุกเล่ม  ซึ่งมีภาพประกอบในมัน  ถูกส่งไปยังห้องสมุด)  (หนังสือมีมากมาย  แต่ที่ถูกส่งไปห้องสมุด  ต้องเฉพาะเล่มที่มีภาพประกอบเท่านั้น  เล่มที่ไม่มีภาพฯ ไม่ต้องส่ง  คือส่งไปทุกเล่ม  เฉพาะที่มีภาพ)

                 จงเปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง

  • All the books, which had pictures in them, were sent to the library.

(หนังสือทุกเล่ม  ซึ่งมีภาพประกอบในมัน  ถูกส่งไปยังห้องสมุด)  (หนังสือทุกเล่มถูกส่งไปห้องสมุด  และหนังสือทุกเล่มนั้นก็มีภาพประกอบด้วย  จะเห็นว่า  แม้ตัด  Non-defining Adjective Clause  ทิ้งไป  ประโยคที่เหลือ (Main clause)  ก็ยังคงได้ใจความสมบูรณ์-ชัดเจน  คือ  หนังสือทุกเล่มถูกส่งไปห้องสมุดหมด  ซึ่งบังเอิญว่าหนังสือเหล่านั้นมีภาพประกอบอยู่ด้วย)

  • Lucy has a brother who is a doctor.

(ลูซี่มีพี่ชาย ๑ คน  ซึ่งเป็นหมอ)  (ลูซี่มีพี่ชายหลายคน (อย่างน้อย ๒ คน)  และเป็นหมอ ๑ คน  จะเห็นว่าถ้าตัดคลอสที่ขยายพี่ชายออก  คือ  “Who is a doctor”  จะกลายเป็นว่า  ลูซี่มีพี่ชายเพียงคนเดียวเท่านั้น  แต่ไม่รู้ว่ามีอาชีพอะไร)

                 จงเปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง

  • Lucy has a brother, who is a doctor.

(ลูซี่มีพี่ชาย ๑ คน  ซึ่งเป็นหมอ)  (เนื่องจาก  Non-defining Adjective Clause (who is a doctor)  มิได้มีความสำคัญในประโยค  เพียงแต่บอกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับคำนามที่มันขยายเท่านั้น  แม้ตัดทิ้งไป  ประโยคที่เหลือก็ยังมีใจความชัดเจน  ประโยคข้างบนจึงมีความหมายว่า  ลูซี่มีพี่ชาย ๑ คนเท่านั้น  ซึ่งเป็นหมอด้วย)

  • The car which Brian bought crashed into a post last Friday.

(รถยนต์ซึ่งไบรอั้นซื้อ  ชนเสาเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา)  (รถยนต์มีมากมาย  ไม่รู้ว่าคันไหนชนเสา  จึงต้องมี  “Defining Adjective Clause”  มาขยาย  เพื่อบอกให้รู้ว่า  “รถคันที่ไบรอั้นซื้อ”  ชนเสา  จึงจะได้ใจความชัดเจน)

                 จงเปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง

  • Brian’s new car, which was very expensive, crashed into a post last Friday.

(รถยนต์คันใหม่ของไบรอั้น  ซึ่งมีราคาแพงมาก  ชนเสาเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา)  (“รถยนต์คันใหม่ของไบรอั้น”  มีความชัดเจน หรือชี้เฉพาะอยู่แล้วว่าเป็นรถคันไหน-ของใคร  ที่ชนเสาฯ  ข้อความที่มาขยายรถคันนี้  จึงเป็น  Non-defining Adjective Clause (คลอสที่ไม่ชี้เฉพาะ  เพราะคำนามชี้เฉพาะอยู่แล้ว)  เพียงบอกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรถคันนี้เท่านั้น  ไม่ต้องมีก็ได้)

  • The house of which the windows (หรือ the windows of which) were painted green is now on fire.

(บ้านซึ่งหน้าต่างทาสีเขียว  กำลังถูกไฟไหม้ขณะนี้)  (เนื่องจากไม่ชัดเจนว่าบ้านหลังไหนกำลังถูกไฟไหม้  จึงต้องมี  “Defining Adjective Clause”  มาขยาย  เพื่อบอกให้รู้ว่า  บ้านหลังใดกำลังถูกไฟไหม้)

          จงเปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง

  • My house, of which the windows (หรือ the windows of which) were painted green, is on Sukhumvit Road.

(บ้านของผม  ซึ่งหน้าต่างทาสีเขียว  อยู่บนถนนสุขุมวิท)  (“บ้านของผม”  ชี้เฉพาะ หรือชัดเจนอยู่แล้วว่าเป็นบ้านหลังใด-ของใคร  ซึ่งอยู่บนถนนสุขุมวิท  ดังนั้น  ข้อความที่มาขยาย  จึงเป็น  Non-defining Adjective Clause  คือเพียงแต่บอกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบ้านของผมเท่านั้น  ซึ่งไม่ต้องมีคลอสนี้ก็ได้  ประโยคใหญ่ (Main clause)  ก็ยังคงได้ใจความชัดเจน)

  • I could remember the day when I first met my wife.

(ผมสามารถจำได้วันซึ่งผมพบกับภรรยาครั้งแรก(เนื่องจากไม่ชัดเจนว่าจำได้เกี่ยวกับวันอะไร  จึงต้องมี  “Defining Adjective Clause”  มาขยาย  เพื่อบอกให้รู้ว่าจำได้เกี่ยวกับวันอะไร)

                  จงเปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง

  • We will put off the picnic until next week, when the weather may be better.

(เราจะเลื่อนการปิกนิกออกไปจนกระทั่งสัปดาห์หน้า  เมื่ออากาศอาจจะดีขึ้น)  (“สัปดาห์หน้า”  ชัดเจน  หรือชี้เฉพาะอยู่แล้วว่าเป็นเวลาใด  ข้อความที่มาขยายจึงเป็น  Non-defining Adjective Clause  คือเพียงแต่บอกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสัปดาห์หน้าเท่านั้น)

  • The bank where she keeps her money now is a very old and reliable bank.

(ธนาคารซึ่งเธอฝากเงินในปัจจุบัน  เป็นธนาคารเก่าแก่และน่าเชื่อถือมาก)  (เนื่องจากไม่ชัดเจนว่า  ธนาคารใดเก่าแก่และน่าเชื่อถือมาก  จึงต้องมี  “Defining Adjective Clause”  มาขยาย  เพื่อบอกให้รู้ว่า  คือธนาคารซึ่งเธอฝากเงินในปัจจุบัน)

                 จงเปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง

  • The Bangkok Bank, where she keeps her money now, is a very old and reliable bank.

(ธนาคารกรุงเทพฯ  ซึ่งเธอฝากเงินของเธอในปัจจุบัน  เป็นธนาคารเก่าแก่และน่าเชื่อถือมาก)  (“ธนาคารกรุงเทพฯ”  เป็นชื่อเฉพาะ  ชัดเจนอยู่แล้ว  คลอสที่มาขยายจึงไม่ต้องชี้เฉพาะอีก  คือเป็น  “Non-defining Clause”)

  • The gentlemen who gave the lecture yesterday is a famous scientist.

(สุภาพบุรุษผู้ซึ่งบรรยายเมื่อวานนี้  เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียง)  (เนื่องจากไม่ชัดเจนว่าสุภาพคนใดเป็นนักวิทยาศาสตร์มีชื่อเสียง  จึงต้องมี  “Defining Adjective Clause”  มาขยาย  เพื่อบอกให้รู้ว่า  “คนที่บรรยายเมื่อวานนี้”  ข้อความจึงชัดเจน)

                 จงเปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง

  • Dr. William Smith, who gave the lecture yesterday, is a famous scientist.

(ด็อกเตอร์วิลเลียม สมิธ  ซึ่งบรรยายเมื่อวานนี้  เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียง)  (“ด็อกเตอร์วิลเลียมส์ สมิธ”  เป็นชื่อเฉพาะ  มีอยู่เพียงคนเดียวในโลก  คลอสที่มาขยายจึงไม่ต้องชี้เฉพาะอีก  คือเป็น  “Non-defining Clause”)

  • Sandra’s father, who is very strict with his children, does not allow her to go out at night.

(พ่อของแซนดร้า  ซึ่งเข้มงวดกับลูกๆ ของตนมาก  ไม่อนุญาตให้เธอออกไปข้างนอกตอนกลางคืน)  (“พ่อของแซนดร้า”  ชี้เฉพาะ หรือชัดเจนอยู่แล้วว่าเป็นใคร  ดังนั้น  ข้อความที่มาขยาย  จึงเป็น  Non-defining Adjective Clause  คือเพียงแต่บอกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับพ่อของแซนดร้าเท่านั้น  ซึ่งไม่ต้องมีคลอสนี้ก็ได้  ประโยคใหญ่ (Main clause)  ก็ยังคงได้ใจความชัดเจน  คือ  พ่อไม่ยอมให้เธออกไปข้างนอกบ้านตอนกลางคืน)

                 จงเปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง

  • A man who is very strict with his children does not allow his daughter to go out at night.

(ชายซึ่งเข้มงวดกับลูกๆ ของตนมาก  ไม่อนุญาตให้ลูกสาวของตนออกไปข้างนอกตอนกลางคืน)  (เนื่องจากไม่ชัดเจนว่า  ชายไหนไม่อนุญาตให้ลูกสาวของตนออกไปข้างนอกตอนกลางคืน  จึงต้องมี  “Defining Adjective Clause”  มาขยาย  เพื่อบอกให้รู้ว่า  “ชายซึ่งเข้มงวดกับลูกๆ ของตนมาก”  ไม่อนุญาตให้ทำเช่นนั้น  จึงได้ใจความชัดเจน)

 

5. A troupe (ทรูพ) of actors will visit our town next month. 

(คณะ-คณะนักแสดงเร่-คณะละคร-คณะละครสัตว์-คณะผู้แสดงกายกรรม  ของนักแสดงจะมาเยือนเมืองของเราในเดือนหน้า)

(a) troop    (ทรูพ)  (กองทหาร, หมู่ทหาร, กองกำลัง)

(b) display    (การแสดง, แสดง)

(c) group    (กลุ่ม, หมู่, พวก, เหล่า, ฝูง)

(d) category    (ประเภท, ชนิด)

(e) path    (แพ้ธ)  (ทางเดินเท้าเล็กๆ)

ตอบ  -  ข้อ  (c

 

6. Global migration has increased in the twentieth century as war and starvation have reached new intensity. 

(การอพยพของโลกได้เพิ่มขึ้นในศตวรรษที่ ๒๐  ในขณะที่สงครามและ  ความอดอยากขาดแคลน-ความหิวโหย-การอดอาหารตาย  ได้มาถึงความเข้มข้น-รุนแรงแบบใหม่)  (คือรุนแรงมากกว่าในอดีตอย่างมาก)

(a) devastation    (การทำลาย, การล้างผลาญ)

(b) chaos    (เค-ออส)  (การจลาจล, ความสับสนอลหม่าน, ความโกลาหล)

(c) epidemic    (โรคระบาด)

(d) famine    (ทุพภิกขภัย, ความอดอยาก, ภาวะข้าวยากหมากแพง, ความขาดแคลนอย่างรุนแรง,

       การอดตาย, ความหิวจัด)

(e) periphery    (พะ-ริ้ฟ-เฟอ-รี่)  (รอบนอก, ขอบนอก, เขตรอบนอกของเมือง, เส้นรอบวง)

ตอบ  -  ข้อ  (d

 

7. The detective accumulated (อะ-คิ้ว-มิว-เลท) evidence to catch the thief.

(นักสืบ  สะสม-เพิ่มพูน-รวบรวมจนมีจำนวนมากขึ้น  หลักฐานเพื่อจับตัวขโมย)  (หมายถึง  รวบรวมหลักฐาน)

(a) adored    (รักใคร่, บูชา, นิยม, ยกย่อง)

(b) canceled    (ยกเลิก)

(c) assembled    (อะ-เซ้ม-เบิ้ล)  (รวบรวม, ชุมนุม, นำชิ้นส่วนเข้ามาประกอบ)

(d) reproached    (ริ-โพร้ช)  (ต่อว่า, ตำหนิ)

(e) enslaved    (เอ็น-สเล้ฟ)  (ทำให้ตกเป็นทาส, ทำให้ลุ่มหลงอย่างหนัก)   

ตอบ  -  ข้อ  (c

 

8. This is the second time I ______________________________________________ this film.

(นี่เป็นครั้งที่สองที่ผม ____________________________________________ หนังเรื่องนี้)

(a) see

(b) have seen    (ได้ดู)

(c) saw

(d) am seeing

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากหลังข้อความ  This is the first (second, third, last) time  -  “นี่เป็นครั้งแรก (ครั้งที่สอง, สาม, ครั้งสุดท้าย)  จะตามด้วยอนุประโยคที่อยู่ในรูป  “Present perfect tense”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

  • This is the first time I have tried to play golf.

(นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้พยายามเล่นกอล์ฟ)

  • This is the third time she has visited New York.

(นี่เป็นครั้งที่  ๓  ที่เธอได้มาเยือนนิวยอร์ค)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                 

 

            ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง  e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  Address  <wpookaotong@yahoo.com>   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)  เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป