หมวดข้อสอบ STRUCTURE (ตอนที่ 575)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Direction:  Choose the best answer to each item.

(จงเลือกคำตอบที่ดีที่สุดของแต่ละข้อ)

 

1. Homemaking in preindustrial America required ______________________________ and skill.

(งานบ้าน (งานดูแลบ้าน) ในอเมริกายุคก่อนอุตสาหกรรม  ต้องการ ________ และทักษะความชำนาญ)

(a) and strength

(b) both strength    (ทั้งพละกำลัง-ความแข็งแรง)

(c) in addition to strength

(d) strength besides

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจากเป็นการใช้คำคู่  (Both……….and……….)  หรืออาจใช้  “……..required strength besides (หรือ  “in addition to”  หรือ  “beside”) skill”  (................. ต้องการพละกำลัง  นอกเหนือจากทักษะความชำนาญ)  ดูเพิ่มเติมการใช้คำคู่จากตัวอย่างข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่ 

  • The company’s staff displayed ___________ happiness nor excitement when the bid was won.

(พนักงานของบริษัท ______________ แสดงทั้งความสุขหรือความตื่นเต้นยินดี  เมื่อชนะการประมูล)

(a) either    (คน หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง)

(b) both    (ทั้ง ๒ คน-สิ่ง, ทั้งคู่)

(c) neither    (ไม่, ไม่ทั้งสองคน-สิ่ง)

(d) whether    (หรือไม่)

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นการใช้ “คำคู่”  (Neither ……. Nor ……..  =  ไม่ทั้ง ............ หรือ .........)

ดูเพิ่มเติมการใช้คำคู่จากตัวอย่างข้างล่าง

                                 ตัวอย่างที่ 

  • We often put tramps in _____________ beggars, but sometimes we feel a little envious of their simple way of life. 

(เรามักจัดคนจรจัดให้อยู่ใน ______________ ขอทาน  แต่บางครั้งเรารู้สึกอิจฉานิดๆ กับวิถีการดำรงชีวิตแบบเรียบง่ายของพวกเขา)

(a) the same class to

(b) the same class with

(c) the same classes to

(d) the same class as    (ชั้นหรือกลุ่มเดียวกันกับ)

ตอบ  -   ข้อ  (d) เป็นการใช้คำคู่  “The same………….as”  ดูเพิ่มเติมการใช้คำคู่จากตัวอย่างข้างล่าง

                                 ตัวอย่างที่

  • The company couldn’t decide whether to buy new computers ______________ to update its old hardware.

(บริษัทไม่สามารถตัดสินใจว่าจะซื้อคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่ _______ อัพเดทฮาร์ดแวร์ตัวเก่าของบริษัท)

(a) either    (อย่างใดอย่างหนึ่ง, คนใดคนหนึ่ง)

(b) or    (หรือ)

(c) and    (และ)

(d) not only    (ไม่เพียงแต่)

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เป็นการใช้คำคู่  “Whether…...or……” (ว่า.........หรือ.........)  สำหรับคำคู่อื่นๆ  เช่น  “Between…….and”  (ระหว่าง ........ และ.......),  “Both……and…....” (ทั้ง.........และ.........),  “Either ……or…....” (....... หรือ....... คนใดคนหนึ่ง),  “Neither……nor…..” (ไม่ทั้ง.......และ..........),  “Not only…… but also……” (ไม่เพียงแต่........... แต่...........ด้วย)  ดูเพิ่มเติมจากตัวอย่างข้างล่าง

  • Passengers can check in for the charter flight between 8:00 and 12.00 tomorrow.

(ผู้โดยสารสามารถเช็คอิน (แสดงตั๋วและยื่นสัมภาระที่จะนำขึ้นเครื่อง) สำหรับเที่ยวบินเช่าเหมาลำ  ระหว่าง ๘ โมงและเที่ยงวันวันพรุ่งนี้)

  • There has been a rise in trade between China and Indonesia at present.

(มีการเพิ่มขึ้นด้านการค้าระหว่างจีนและอินโดนีเซียในปัจจุบัน)

  • I have spent a lifetime commuting between Britain and the United States.

(ฉันได้ใช้เวลาตลอดทั้งชีวิตเดินทางไปมาระหว่างอังกฤษและสหรัฐฯ)

  • The Supreme Court is an arbiter between the States and the federal government.

(ศาลสูงสุดเป็นผู้ชี้ขาด – อนุญาโตตุลาการ – ระหว่างรัฐต่างๆ และรัฐบาลกลาง)

  • Either John or his sister will come to my party.

(จอห์นหรือน้องสาวของเขา  คนใดคนหนึ่ง – ระหว่างเขากับน้องสาว –จะมางานเลี้ยงของผม)

  • Neither you nor I can achieve the goals.

(ไม่ทั้งคุณและผมสามารถบรรลุจุดหมาย  –  คือทั้งคุณและผมไม่สามารถบรรลุจุดหมาย)

  • Not only Peter but also Frank passes the test.

(ไม่เพียงแต่ปีเตอร์  แต่ยังแฟร้งค์อีกด้วย  ที่ผ่านการสอบ  –  คือสอบผ่านทั้ง ๒ คน)

  • The fruit delivered directly from the orchard was not only ripe but also delicious.

(ผลไม้ซึ่งส่งโดยตรงมาจากสวนผลไม้  ไม่เพียงแต่สุกเท่านั้น  แต่ยังอร่อยอีกด้วย)

  • Both Mary and her sister have divorced their husbands.

(ทั้งแมรี่และพี่สาวของเธอได้หย่าร้างกับสามี)

  • The training session has been changed from 8:30 to 9:00.

(การประชุมฝึกอบรมถูกเปลี่ยนจาก ๘.๓๐ น. เป็น ๙.๐๐ น.)

  • Both breakfast and lunch are served in the company cafeteria.

(ทั้งอาหารเช้าและอาหารกลางวันได้รับการเสิร์ฟในโรงอาหารของบริษัท)

 

2. She is never ___________________.  She always comes to work _____________________.

(เธอไม่เคย ______________________  เธอมาทำงาน ______________________ เสมอ)

(a) punctual ___________ lately

(b) punctually ___________ lately

(c) punctual ___________ late    (ตรงต่อเวลา ……………… สาย)

(d) punctually ___________ late

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “Punctual”  เป็นคำคุณศัพท์  ใช้กับ  “Verb to be” (Is)  ส่วน  “Late”  เป็นได้ทั้งคำคุณศัพท์และกริยาวิเศษณ์  ซึ่งในที่นี้ใช้เป็นกริยาวิ เศษณ์  (Adverb of manner  -  หมายถึง “สาย”)  ส่วน  “Lately”  เป็น  “Adverb of time”  หมายถึง  “เมื่อเร็วๆ นี้, เมื่อไม่นานมานี้

 

3. You ___________ come to the party last week.  I’m sure you’d have liked it if you ___________.

(คุณ ___________ มางานเลี้ยงสัปดาห์ที่แล้ว  ผมมั่นใจว่าคุณคงจะชอบมัน  ถ้าคุณ __________

(a) did ___________ had

(b) could ___________ did

(c) didn’t ___________ had    (มิได้ ........................... ได้มา)

(d) couldn’t ____________ did

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากใช้  “Past tense”  ในรูปปฏิเสธ  (Didn’t come)  กับ  “Adverb of time”  (Last week)   ส่วนประโยคหลังเป็น  “If clause”  แบบที่  ๓  (Past unreal)  คือ  เหตุการณ์มิได้เกิดขึ้นจริง  หรือเกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  คือ  “คุณคงจะชอบมัน  ถ้าคุณได้มาที่งานเลี้ยง”  แต่ในความเป็นจริง  คือ  “คุณมิได้มางานเลี้ยง”  โดย  “If clause”  แบบที่  ๓  นี้  ในประโยคใหญ่  (Main clause)  ใช้โครงสร้าง  “Subject + Would (Should, Could, Might) + Have + Verb 3”  (You would have liked)  ส่วนในอนุประโยค  (If clause)  ใช้  “Subject + Had + Verb 3”  (If you had come)  แต่ในที่นี้ใช้เพียง  “If you had”  เพื่อหลีกเลี่ยงการกล่าวคำซ้ำ  คือ  “If you had come”  เนื่องจากได้กล่าว  "Come"  ไปแล้วในประโยคแรก,  ดูเพิ่มเติม  “If clause”  แบบที่  ๓  จากประโยคข้างล่าง

                                 ตัวอย่างที่ 

  • If the art dealer _______________________ the money, he would have bought the painting.

(ถ้าพ่อค้าศิลปะ _______________________________ เงิน  เขาก็คงจะได้ซื้อภาพวาดไปแล้ว)

(แต่ความจริงก็คือว่า  พ่อค้าไม่มีเงิน  เขาก็เลยไม่ได้ซื้อภาพวาด)

(a) has

(b) had had    (มี)

(c) had

(d) would have

ตอบ  –  ข้อ  (b)  เนื่องจากเป็น  “If clause” แบบที่  ๓  (Past unreal)  คือการสมมติเรื่องในอดีตที่มิได้เกิดขึ้นจริง  หรือเกิดตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค

                                 ตัวอย่างที่ 

  • When I had arrived at the market last night, I found that it was not open.  If I ___________, I wouldn’t have bothered to drive over there.

(เมื่อผมไปถึงตลาดเมื่อคืนวาน  ผมพบว่ามันปิด  (ทั้งนี้)  ถ้าผม _________ ผมคงจะไม่ยุ่ง (เดือดร้อน) กับการขับรถไปที่นั่น)

(a) know

(b) known

(c) would know

(d) had known    (ได้รู้)  (ว่าตลาดปิดเมื่อคืน)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็น   “If clause”  แบบที่  ๓  “Past unreal”  (ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต)  (เหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค)  ทั้งนี้  ข้อความในประโยค  คือ  “ถ้าผมรู้ว่าตลาดปิดเมื่อคืนวาน  ผมคงไม่ขับรถไปที่นั่น”  แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ  คือ  “เพราะผมไม่รู้ว่าตลาดปิดเมื่อคืน  ผมจึงขับรถไปที่นั่น” 

                                 ตัวอย่างที่ 

  • Nancy _____________________________________________ you if you had asked her.

(แนนซี่ ___________________________________________ คุณ  ถ้าคุณได้ขอร้องเธอ)

(a) had helped

(b) would help

(c) might help

(d) would have helped    (คงได้ช่วยเหลือ)

ตอบ  –  ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่  ๓  “Past unreal” (ไม่เป็นจริงในอดีต)  คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ  ตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ในประโยคข้างบน  คือ  “แนนซี่มิได้ช่วยเหลือคุณ  เพราะคุณไม่ได้ขอร้องเธอ”  สำหรับตัวอย่างอื่นๆ ของ  If clause”  แบบที่  ๓  ได้แก่

  • If we hadn’t left the house so late, we wouldn’t have missed the train.

(ถ้าเรามิได้ออกจากบ้านสายมาก  เราคงจะไม่พลาด (ตก) รถไฟ)

หมายเหตุ   –    ในความเป็นจริงคือ  “เราออกจากบ้านสาย  เราเลยตกรถไฟ”  ผู้พูดประโยคสมมติในอดีตแบบนี้  มักแสดงความเสียดายกับสิ่งที่เกิดขึ้น  เพราะเหตุการณ์ได้ผ่านไปแล้ว  แก้ไขไม่ได้แล้ว  จึงมาเสียใจในภายหลัง  การสมมติในอดีตแบบนี้  มีรูปประโยคดังนี้คือ  อนุประโยค  “If + Subject + Had (not) + V ช่อง 3”,  ส่วนในประโยคใหญ่  (Main clause)  จะมีโครงสร้าง  “Subject + Would (Should, Could, Might, Must) + (Not) + Have + Verb  ช่อง  3”  หรือเอา  “If clause”  ซึ่งเป็นอนุประโยค   ไปไว้ข้างในประโยคก็ได้   แล้วเอาประโยคใหญ่  (Main clause)  มาไว้ข้างหน้าประโยค   ความหมายจะเหมือนกันทุกประการ   แต่ถ้าเอา  “Main clause”   มาไว้ข้างหน้าประโยค  เมื่อจบ  “Main clause”  แล้ว  ให้ต่อด้วยประโยคย่อย  (If clause)  เลย  ไม่ต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่น  ตัวอย่างประโยคสมมติในอดีต  เช่น

  • If he had studied hard, he would have passed the exam.

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

  • If you had asked me, I would have told you the truth.

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

  • If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

  • She would have gone to the market if she had had** something to buy.

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ)  (แต่จริงๆ คือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

                  **จะเห็นว่าใน  “If clause”  มี  “Had” 2  ตัว  ตัวหน้าแสดง  “Past perfect tense”  ส่วน  “Had”  ตัวหลังมาจาก  “Have”  ที่แปลว่า  “มี”  พอมาอยู่หลัง  “Had”  จึงต้องเปลี่ยนไปเป็น  Verb  ช่องที่  3  ทำให้มี  “Had”  2 ตัว

  • I would not have bought a car if my office had not been very far from my home.

(ผมคงจะไม่ได้ซื้อรถยนต์ (เมื่อปีที่แล้ว)  ถ้าที่ทำงานของผมมิได้อยู่ห่างไกลจากบ้านมากมาย)  (แต่จริงๆ คือ  ผมซื้อรถยนต์  เพราะที่ทำงานอยู่ห่างไกลจากบ้านมาก)

  • If he had bet on that horse, he would have lost all his money.

(ถ้าเขาเล่นพนัน (แทง) ที่ม้าตัวนั้น  เขาก็คงสูญเสียเงินไปทั้งหมดแล้ว)  (แต่ในความเป็นจริงคือ   “เขามิได้เล่นพนันที่ม้าตัวนั้น  เขาก็เลยไม่ได้เสียเงิน”)

  • If you had not come to my party, you would not have met your old friends at college.

(ถ้าคุณมิได้มาที่งานเลี้ยงของผม  คุณก็คงไม่ได้พบเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยของคุณ)  (แต่ในความเป็นจริง  คือ  “คุณมางานเลี้ยง  คุณเลยได้พบเพื่อนเก่า”)

สรุป   -   ใน  “If clause”  (ประโยคย่อย)  จะใช้รูป  “Past perfect” {Subject + Had + (Not) + Verb 3}  เสมอ  ส่วนใน  “Main clause”  (ประโยคใหญ่)  จะใช้รูป  “Past future perfect” {Subject + Would (Should, Could, Might) + (Not) + Have + Verb 3}   

 

4. If I ____________________________________ in this uniform, I won’t feel so conspicuous.

(ถ้าผม ________ เครื่องแบบชุดนี้  ผมคงจะไม่รู้สึกเป็นที่สนใจอย่างมาก)  (เพราะสวมเครื่องแบบนี้  เลยรู้สึกเป็นที่เตะตาแก่ผู้อื่น)

(a) am not dressed

(b) don’t dress    (มิได้สวม)

(c) wasn’t dressed

(d) didn’t dress

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่   ทั้งนี้  ใช้  “Dress”  (สวมใส่, แต่งตัว, แต่งตัวให้, สวมเสื้อผ้าให้, แต่งหน้าสลัด, ทำ (ความสะอาด) แผล, ทำความสะอาดเนื้อเพื่อปรุงอาหาร)  ในรูป  “Active voice”  ดูตัวอย่างจากประโยคข้างล่าง

  • When he had shaved and dressed, he went down to the kitchen.

(เมื่อเขาได้โกนหนวดและแต่งตัวแล้ว  เขาก็ลงมาที่ครัว)

  • He still dressed like the bank manager he had been.

(เขายังคงสวมชุดเหมือนกับผู้จัดการธนาคารที่เขาเคยเป็น)

  • I really must try to make him change the way he dresses.

(ผมต้องพยายามอย่างมากที่จะให้เขาเปลี่ยนวิธีการแต่งตัว)  (คือ  เปลี่ยนสไตล์ในการแต่งตัว)

  • He helped her dress the children.

(เขาช่วยเธอแต่งตัวลูกๆ)

  • They always dressed for dinner.

(พวกเขาใส่ชุดสำหรับอาหารค่ำเสมอ)  (แต่งตัวเสมอเมื่อกินอาหารค่ำ)

  • Don’t dress the salad until we are ready to eat.

(อย่าเพิ่งแต่งหน้าสลัด  จนกว่าเราพร้อมที่จะกิน)

  • She carried him to her house, where his wounds were dressed.

(เธออุ้มเขาไปที่บ้านของเธอ  ที่ซึ่งบาดแผลของเขาได้รับการทำความสะอาด)

  • We bought dressed crab in a supermarket yesterday.

(เราซื้อปูที่ทำความสะอาดแล้ว (พร้อมนำมาปรุงอาหาร) ที่ซูเปอร์มาเก็ตเมื่อวานนี้)

 

5. The promise of a bonus acted as an incentive to greater effort.

(คำมั่นสัญญาจะจ่ายโบนัส  กระทำเป็นเหมือนกับ  สิ่งจูงใจ-สิ่งกระตุ้น-เครื่องกระตุ้น-เครื่องส่งเสริม  ให้มีความพยายามมากยิ่งขึ้น)

(a) hindrance    (อุปสรรค, สิ่งกีดขวาง)

(b) remuneration    (ค่าตอบแทน, การตอบแทน, การจ่ายเงิน, การให้รางวัล, การชดเชย)

(c) encouragement    (การให้กำลังใจ, การส่งเสริม, การกระตุ้น)

(d) panic    (การตกใจกลัว, ความหวาดกลัว, ความอกสั่นขวัญหาย, ตกใจกลัว, อกสั่นขวัญหาย)

(e) riddle    (ปริศนา, สิ่งที่เข้าใจยาก)

ตอบ  -  ข้อ  (c)

 

6. In the 1970’s, many governments’ efforts to curb (เคิ้ร์บ) inflation were unsuccessful.  

(ในช่วงทศวรรษ  ๑๙๗๐  ความพยายามของรัฐบาลของหลายประเทศที่จะ  ควบคุม-ระงับ-เหนี่ยวรั้ง  ภาวะเงินเฟ้อ  ไม่ประสบความสำเร็จ)

(a) resist    (ต้านทาน, ต่อต้าน, แข็งข้อ)

(b) induce    (ชักจูง, ชักนำ, ชักชวน, เหนี่ยวนำ, ทำให้เกิดขึ้น, พิสูจน์หาความจริงด้วยการสังเกตข้อเท็จจริง)

(c) nurture    (เน้อร์-เชอะ)  (สนับสนุน, เลี้ยง, บำรุง, ถนอม, ทะนุถนอม, ฝึกฝน, ให้การศึกษา)  (เมื่อเป็นคำนาม

       หมายถึง  “อาหาร, เครื่องบำรุง, การบำรุง”)

(d) control    (ควบคุม, ยับยั้ง, บังคับ, มีอำนาจเหนือ)

(e) crave    (อยากได้มาก, ต้องการ, ปรารถนา, กระหาย, อ้อนวอน)

ตอบ  -  ข้อ  (d)

 

7. Automobile pollution, which causes acid rain and lung-damaging smog by emitting nitrogen dioxide, is a menace to human health.

(มลภาวะทางรถยนต์,  ซึ่งก่อให้เกิดฝนกรดและควันหมอกที่ทำอันตรายปอด  โดยการปล่อยไนโตรเจนออกมา,  เป็น  ภัย-อันตราย  ต่อสุขภาพของมนุษย์)

(a) curse    (การสาปแช่ง, การด่าว่า, คำสาปแช่ง, คำแช่งด่า, คำสบถ, ความหายนะ, ความอัปมงคล, สิ่งระยำ,

       คนระยำ, สิ่งที่ร้าย, สิ่งที่ถูกสาปแช่ง)

(b) hindrance    (อุปสรรค, การขัดขวาง-หยุดยั้ง-กีดกัน-ป้องกัน, ภาวะที่ถูกขัดขวาง, วิธีการขัดขวาง)

(c) threat    (เธร้ท)  (ภัย, ภัยคุกคาม, ลางเตือนภัย, ลางร้าย, การคุกคาม, การขู่เข็ญ, อาการน่ากลัว) 

       (เมื่อเป็นคำกริยา  หมายถึง  “คุกคาม, ขู่เข็ญ, เตือนภัย, เป็นลางร้าย”)

(d) misfortune    (โชคร้าย, เคราะห์ร้าย)

(e) vestige    (เวส-ทิจ)  (ร่องรอย, ของที่เหลืออยู่)

ตอบ  -  ข้อ  (c)

 

8. He is always boasting about _________________________________________________.

(เขากำลังคุยโม้โอ้อวดอยู่เสมอเกี่ยวกับ _______________________________________)

(a) how a beautiful wife he has

(b) how a figure his beautiful wife has

(c) what his wife has a beautiful figure

(d) what a beautiful figure his wife has    (ภรรยาของเขามีรูปร่าง-ทรวดทรงที่สวยงามอะไรเช่นนั้น)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมของ  “Preposition” (About)  จึงต้องเรียงในรูปบอกเล่า  “…………his wife has”  อย่างไรก็ตาม  สามารถตอบในโครงสร้างอื่นๆ ได้  เช่น

  • He is always boasting about how beautiful his wife is.
  • He is always boasting about what a beautiful wife he has.

                   ดูเพิ่มเติม  “Noun clause”  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่ 

  • _____________________ he thinks sensible turns out to be ridiculous in other people’s eyes.

(____________ เขาคิดว่าฉลาด (มีเหตุผล-มีไหวพริบ) กลายเป็นน่าหัว เราะเยาะ (น่าขัน-ไร้สาระ) ในสายตาของผู้อื่น)

(a) That

(b) Which

(c) What    (สิ่งที่, อะไรที่)

(d) When

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นคำนำหน้า  “Noun clause”  (What he thinks sensible)  ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค  หรือของกริยา  “Turns out”  

                                  ตัวอย่างที่ 

  • I wonder what ________________________________.  I feel that we have been a bit late.

ผมสงสัยว่า (ขณะนี้) _______________________ อะไร  ผมรู้สึกว่าเราล่าช้าไปนิดหน่อยแล้วนะ)

(a) it is time

(b) time is it

(c) time it is    (เป็นเวลา)

(d) is it time

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากข้อความ  “What time it is”  เป็น  “Noun clause” ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Wonder”  โดยต้องเรียงประโยคในรูปบอกเล่า  คือ  ประธานอยู่หน้ากริยา  (What time it is)

                                 ตัวอย่างที่ 

  • If I had the money, I would pay ________________________________________ I owe.

(ถ้าผมมีเงิน (ในขณะนี้)  ผมจะใช้คืน _________________________________ ผมเป็นหนี้)

(a) that

(b) which

(c) what    (ในสิ่งที่)

(d) you

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นคำนำหน้า  “Noun clause”  (What I owe)  ซึ่งทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Pay

                                 ตัวอย่างที่ 

  • _____________ astrology and alchemy may be regarded as fundamental aspects of thought is indicated by their apparent universality.

(__________ วิชาโหราศาสตร์และอัลเคมี (การเล่นแร่แปรธาตุ)  อาจจะถูกถือว่าเป็นแง่มุมพื้นฐานของความคิด  ได้รับการบ่งชี้โดยความเป็นสากลที่เห็นได้ชัดเจนของมัน)  (คือ  ของทั้ง ๒ วิชา)

(a) Both are

(b) What both

(c) Both

(d) That both    (ที่ว่าทั้ง)  (คือ  ทั้ง  ๒  วิชา)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นคำนำหน้า  “Noun clause”  (That both astrology and alchemy may be regarded as fundamental aspects of thought)  ซึ่งทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค  โดยมี  “Is indicated”  เป็นกริยา

                                 ตัวอย่างที่ 

  • I hadn’t realized ______________________________________________________.

(ฉันมิได้ตะหนักว่า ____________________________________________________)

(a) what a pretty girl she is

(b) what a pretty girl was she

(c) what a pretty girl she was    (เธอช่างเป็นเด็กสาวที่สวยเสียนี่กระไร)

(d) what she was a pretty girl

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นอนุประโยคในแบบ  Noun clause  ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  Realized  จึงต้องเรียงคำในอนุประโยคในรูปบอกเล่า  คือ  “What a pretty girl + She + Was”  โดยประโยคนี้มาจากประโยคอุทาน  “What a pretty girl she is !”  (เธอช่างเป็นเด็กสาวที่สวยเสียนี่กระไร) แต่ต้องเปลี่ยน  Is  เป็น  Was  เพื่อให้  Tense  สอดคล้องกับกริยาในประโยคใหญ่  คือ  “Hadn’t realized”  ทั้งนี้  ผู้พูดประโยคข้างต้นแสดงความความประหลาดใจว่า  เธอมิได้ตระหนัก (สังเกตเห็นมาก่อน) ว่าเด็กสาวคนนี้สวยงามมาก

                                  ตัวอย่างที่ 

  • A computer can only do _____________________________ you have programmed it to do.

(คอมพิวเตอร์สามารถทำได้เฉพาะ _______________________ คุณตั้งโปรแกรมให้มันทำเท่านั้น)

(a) when    (เมื่อ)

(b) which    (ซึ่ง, ที่)

(c) if    (ถ้า)

(d) what    (สิ่งที่,  อะไร)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากข้อความ  “What you have programmed it to do”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Do

                                 ตัวอย่างที่  

  • Please describe _________________________________________________ you saw.

(โปรดบรรยาย-พรรณนา ___________________________________________คุณเห็น)

(a) which

(b) that

(c) what    (สิ่งที่)

(d) whether

ตอบ  -  ข้อ  (c)  “What you saw”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Describe

                                 ตัวอย่างที่  

A : I can write and read German.

(ผมสามารถเขียนและอ่านภาษาเยอรมันได้)

B : I would like to ask you ________________________________________ to study German.

(ผมอยากจะถามคุณ (ว่า) ___________________________________ ศึกษาภาษาเยอรมัน)

(a) when did you begin

(b) began

(c) when you began    (เมื่อใดคุณเริ่ม)  (= คุณเริ่ม  -  ศึกษาภาษาเยอรมัน  -  เมื่อใด)

(d) when you will begin

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากข้อความ  “When you began to study German”  เป็น   “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของกริยา  “Ask”  (กรรมรอง  คือ  “You”)  โดยต้องเรียงคำในแบบประโยคบอกเล่า  คือ  “When + Subject + Verb + ส่วนขยาย  Verb”  ตัวอย่างอื่นๆ ของ  “Noun clause”  ได้แก่

                                  ตัวอย่างที่  

  • My friend would not tell me ____________________________________ for his new car.

(เพื่อนของผมจะไม่บอกผม (ว่า) ________________________ สำหรับรถยนต์คันใหม่ของเขา)

(a) how much did he pay

(b) how much he paid    (เขาได้จ่ายเงินไปมากเท่าใด)

(c) how he paid much

(d) how he would pay very much

ตอบ  -  ข้อ  (b)  “How much he paid”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของกริยา  “Tell”  (กรรมรอง  คือ “Me

                                  ตัวอย่างที่  ๑๐

  • I can’t do exactly ________________________________________________ you want.

(ผมไม่สามารถทำได้ตรงเป๊ะ (หรือได้ตรงเผง) ___________________________ คุณต้องการ)

(a) like

(b) while

(c) what   (สิ่งที่  หรือในสิ่งที่)

(d) that

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “What you want”  (ในสิ่งที่คุณต้องการ)  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Do”,  สำหรับประโยคข้างบน  อาจใช้   “As you want”  (ดังที่ หรือ ตามที่คุณต้องการ)  ก็ได้

                                 ตัวอย่างที่  ๑๑

  • The fact _________ money orders can usually be easily cashed has made them a popular form of payment.

(ข้อเท็จจริง ____________ ธนาณัติโดยปกติแล้วสามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้อย่างง่ายดาย  ทำให้มัน (ธนาณัติ) เป็นรูปแบบของการชำระเงินที่เป็นที่นิยมกัน)

(a) of

(b) that    (ที่ว่า)

(c) is that

(d) which is

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจากข้อความ   “The fact that money orders can usually be easily cashed”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค  โดยมี  “Has made”  เป็นกริยา

                                 ตัวอย่างที่  ๑๒

  • ________ dog was the first animal to be domesticated is generally agreed upon by authorities in the field.

(______ สุนัขเป็นสัตว์ชนิดแรกที่ถูกทำให้เชื่อง  ได้รับการเห็นด้วยโดยทั่วไปโดยผู้เชี่ยวชาญในสาขานี้)

(a) Until the

(b) It was the

(c) The

(d) That the    (ที่ว่า)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากข้อความ  “That the dog was the first animal to be domesticated”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค  โดยมีข้อความส่วนที่เหลือเป็นกริยาและส่วนขยายกริยา

                                  ตัวอย่างที่  ๑๓

  • Did you hear ____________________________________________ he said to his wife?

(คุณได้ยิน _____________________________________ เขาพูดกับภรรยาของเขาหรือไม่)

(a) that

(b) what    (สิ่งที่, เรื่องที่)

(c) when

(d) (No word is needed.)   (ไม่ต้องการคำมาเติม)

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจาก  “What he said to his wife”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น  “กรรม”  ของกริยา  “Hear

                                  ตัวอย่างที่  ๑๔

  • She was unable to tell us ________________________ house she had gone into by mistake.

(เธอไม่สามารถบอกเราว่า  บ้านหลังใด ________________________ เธอเข้าไปโดยเข้าใจผิด)

(a) what    (อะไร)

(b) where    (ที่ไหน)

(c) that

(d) which    (ที่, ซึ่ง)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เพราะได้ใจความดีที่สุด  และไม่สามารถใช้ข้อ  (c)  ได้  เนื่องจากข้อความ  “which house she had gone into by mistake”  เป็น  “Noun clause” ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของกริยา  “Tell”  ส่วนกรรมรอง  คือ  “Us”  จึงต้องขึ้นต้นด้วย  “Question word”  (What, When, Where, Why, How, Which, etc.)

                                  ตัวอย่างที่  ๑๕

  • I don’t think I’ll buy this dress; it is not ______________________________ I really want.   

(ผมไม่คิดว่าผมจะซื้อเสื้อผ้าชุดนี้  มันไม่ใช่ ______________________ ผมต้องการอย่างแท้จริง)

(a) what    (สิ่งที่)

(b) whatever    (อะไรก็ตาม)

(c) that    (ที่, ซึ่ง)

(d) which    (ที่, ซึ่ง)

(e) whom    (ผู้ซึ่ง, ผู้ที่)  (ใช้เป็นกรรม)

ตอบ  -  ข้อ  (a)  เนื่องจาก   “What I really want” เป็น “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น  “Complement”  (สิ่งที่มาช่วยทำให้สมบูรณ์)  ของ “Verb to be” (Is)  

                                 ตัวอย่างที่  ๑๖

  • Tell me _____________________________________________________________.

(บอกผมซิว่า ________________________________________________________)

(a) what do you want?

(b) you want what

(c) what you want   (คุณต้องการอะไร)

(d) that what you want

ตอบ  –  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น  “กรรมตรง”  ของกริยา  “Tell”  ทั้งนี้  “Noun clause”  มักขึ้นต้น (นำหน้า) ด้วย  “Question words” (what, when, where, why, how, how much, how many, how often, who, whom, that, whether, if – หรือไม่(โดยไม่ต้องมี  “That”  อยู่ข้างหน้าคำเหล่านี้)  ทั้งนี้ โครงสร้างของ  “Noun clause”  คือ  “Question word + Subject + Verb”  (และต้องเรียงคำแบบประโยคบอกเล่า)  สำหรับ  “Noun clause”  ทำหน้าที่ดังนี้  คือ

                   ๑  เป็นประธานของ  “Verb”  หรือประโยค  เช่น

  • What Ralph wants is a new house.

(สิ่งที่เขาต้องการคือบ้านหลังใหม่)

  • When Daniel came is not known.

(แดเนียลมาเมื่อไรไม่มีใครทราบ)

  • How he did it surprised everyone.

(วิธีการที่เขาทำมัน – หรือ เขาทำมันอย่างไร – ทำให้ทุกคนประหลาดใจ)

  • Where he lives is not known.

(ที่ที่เขาอาศัยอยู่ – หรือ เขาอาศัยอยู่ที่ไหน – ไม่มีใครรู้)

  • Why he killed his wife is a mysterious thing.

(เหตุผลที่ว่าทำไมเขาฆ่าภรรยา  - หรือ ทำไมเขาฆ่าภรรยา – เป็นเรื่องลึกลับ)

  • That he is a smart person is certain.

(ที่ว่าเขาเป็นคนฉลาดเป็นเรื่องแน่นอน)

  • That coffee grows in Brazil is well-known.

(ที่ว่ากาแฟงอกงาม – ถูกปลูก – ในบราซิล  เป็นที่รู้กันดี)

  • That Thomson would commit suicide frightened everybody.

(ที่ว่าทอมสันจะฆ่าตัวตายทำให้ทุกคนตกใจ)

  • Whether or not Jane divorced her husband doesn’t concern me.

(ไม่ว่าเจนหย่าร้างกับสามีของเธอหรือไม่  ไม่ได้ทำให้ผมกังวล)

  • Whether Tiffany will come or not is not my business.

(ไม่ว่าทิฟฟานี่จะมาหรือไม่ก็ตาม  ไม่ใช่ธุระของผม)

                  ๒. เป็นกรรมของ  “Verb”  หรือประโยค  เช่น

  • I don’t know when he left.

(ผมไม่ทราบว่าเขาจากไปเมื่อใด)

  • No one knows how George came.

(ไม่มีใครรู้ว่าจอร์ชมาอย่างไร – ด้วยวิธีใด)

  • Amanda asked me where I lived.

(อแมนด้าถามผมว่า  ผมอาศัยอยู่ที่ไหน)

  • They did what they had promised.

(พวกเขาทำในสิ่งที่ได้ให้สัญญาไว้)

  • I wonder whether Susan will arrive on time.

(ผมสงสัยว่าซูซานจะมาถึงตรงเวลาหรือไม่)

  • Do you know if (whether) Peter will pass his exam ?

(คุณรู้ไหมว่าปีเตอร์จะสอบผ่านหรือเปล่า)

  • We believe (that) Joey is innocent.

(เราเชื่อว่าโจอี้บริสุทธิ์)

  • Jeff says (that) coffee grows in Brazil.

(เจฟฟ์กล่าวว่ากาแฟงอกงาม – เติบโตได้ดี - ในบราชิล)

  • Mike told me (that) he was going to get married soon.

(ไมค์บอกฉันว่าเขาจะแต่งงานเร็วๆ นี้)

  • Jennifer believes (that) all men are born equal.

(เจนนิเฟอร์เชื่อว่า  มนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน)

  • The doctor suggested (that) James go to hospital.

(หมอแนะนำว่าเจมส์ควรไปโรงพยาบาล)

  • Paul wished (that) he had a new car.

(พอลปรารถนาว่า  เขามีรถยนต์คันใหม่)

  • She did not believe what Mario told her.

(เธอไม่เชื่อในสิ่งที่มาริโอ้บอกเธอ)

  • The police investigated how the bank was robbed.

(ตำรวจสืบสวนวิธีการที่ธนาคารถูกปล้น – หรือ ธนาคารถูกปล้นอย่างไร)

  • I don’t know whether (if) she is happy with her new workplace.

(ผมไม่รู้ว่าเธอมีความสุขกับสถานที่ทำงานแห่งใหม่ของเธอหรือไม่)

                   ๓. เป็นกรรมของ  “Preposition”  เช่น

  • She is interested in what he says.

(เธอสนใจในสิ่งที่เขาพูด)

  • They believed in what the minister preached.

(พวกเขาศรัทธาในสิ่งที่บาทหลวงเทศน์)

  • We talked about how pretty Linda was.

(เราคุยกันเกี่ยวกับว่าลินดาสวยงามเพียงใด)

  • I’m doubtful about how David will get the money.

(ฉันสงสัย – ข้องใจ – เกี่ยวกับว่าเดวิดจะได้เงินมาอย่างไร – ด้วยวิธีใด)

  • We are surprised at how Anthony could do it.

(เราประหลาดใจว่าแอนโธนี่สามารถทำมันได้อย่างไร)

  • They were satisfied with what Nicole had provided to them.

(พวกเขาพอใจในสิ่งที่นิโคลได้จัดหาให้กับพวกเขา)

                  ๔. เป็น  “Complement”  (สิ่งที่มาช่วยเติมให้สมบูรณ์)  ของ “Verb to be”  เช่น

  • This is what I want.

(นี่คือสิ่งที่ผมต้องการ)

  • That was why he did it.

(นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเขาจึงทำมัน)

  • Ten o’clock was when we started our trip.

(๑๐  โมงเป็นเวลาที่เราเริ่มการเดินทางของเรา)

  • Killing somebody may be what Eric wants.

(การฆ่าใครสักคนอาจเป็นสิ่งที่เอริคต้องการ)

  • Terry’s belief is that the company will go bankrupt soon.

(ความเชื่อของเทอร์รี่คือว่า  บริษัทจะล้มละลายเร็วๆ นี้)

  • The sad scene was that Bob lay dead in the street.

(เหตุการณ์ – ภาพ – ที่น่าเศร้าคือว่า  บ๊อบนอนตายอยู่ในถนน)

             ๕. วางไว้ข้างหลังคำคุณศัพท์ (Adjective) ที่แสดงความรู้สึก  ได้แก่  Sure, True, Imperative, Confident, Happy, Sorry, Grateful, Doubtful, Suspicious, Certain, Delighted, Delightful, Anxious, Worried, etc.  เช่น

  • I am sure that he will arrive here on time.

(ผมมั่นใจว่า  เขาจะมาถึงที่นี่ตรงเวลา)

  • It is essential that Laura see her dentist at once.

(มันจำเป็นยิ่งว่าลอร่าไปพบหมอฟันในทันที)

  • It is true that durians grow in tropical countries.

(มันเป็นความจริงว่าทุเรียนงอกงาม – เติบโตได้ดี – ในประเทศในเขตร้อน)

  • It is imperative that Cindy go home at once.

(มันจำเป็นว่าซินดี้ต้องกลับบ้านในทันที)

  • It was sad that Mary died before her time.

(มันน่าเศร้าว่าแมรี่ตายก่อนเวลาอันควร)

  • Randy is sorry that he could not keep his words.

(แรนดี้เสียใจว่าเขาไม่สามารถรักษาคำพูดได้)

  • They are confident that they will get the job.

(พวกเขามั่นใจว่าพวกเขาจะได้งานทำ)

  • We are anxious that the plane will be delayed for a few hours.

(เราวิตกกังวลว่าเครื่องบินจะล่าช้าไป ๒ - ๓ ชั่วโมง)

                  ๖. ใช้แทนคำนาม  (Noun) ที่มาข้างหน้ามัน  เช่น

  • The news that Tony came made us uneasy.

(ข่าวที่ว่าโทนี่มาทำให้เราไม่สบายใจ)

  • Paula’s belief that John does not love her is correct.

(ความเชื่อของพอลล่าที่ว่าจอห์นไม่ได้รักเธอ  ถูกต้องแล้ว)  (จอห์นไม่ได้รักเธอจริงๆ)

  • The news that Sarah had committed suicide frightened everybody.

(ข่าวที่ว่าซาร่าห์ฆ่าตัวตายทำให้ทุกคนตกใจ)

  • The fact that he graduated with first-class honor is known to all.

 (ข้อเท็จจริงที่ว่าเขาจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับ ๑ เป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)

คำอธิบาย  -  “The fact”  คือ  “that he graduated with first-class honor”  ดังนั้น  “that he graduated with first-class honor”  จึงเป็น  “Noun clause”  อย่างไรก็ตาม  ในประโยค  “The fact that (which) he told me is known to all.”  (ข้อเท็จจริงซึ่งเขาบอกผม  เป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  “The fact”  ไม่ใช่  “that (หรือ which) he told me”  แต่เป็นสิ่งอื่นต่างหาก  ดังนั้น  “that (which) he told me”  จึงเป็น  “Adjective clause”  มาขยาย  “the fact

  • The belief that all men are born equal is not held by everyone.

(ความเชื่อที่ว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน  มิได้ยึดถือ (ยอมรับ) กันโดยทุกคน)  

คำอธิบาย  -  ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause”  เนื่องจาก  “The belief”  คือ  “that all men are born equal”  ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกัน

  • The notion that wealthy men are always happy is rejected by many people. 

(ความคิดที่ว่าคนที่ร่ำรวยมีความสุขเสมอ  ถูกปฏิเสธโดยคนจำนวนมาก) 

คำอธิบาย  -  ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause”  เนื่องจาก  “The notion”  คือสิ่งเดียวกับ  “that wealthy men are always happy

****หมายเหตุ  –  จากตัวอย่างข้างบน  ถ้าเป็น  “Noun clause”  จะใช้  “that”  (ที่ว่า) นำหน้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น  (ไม่ใช้  “which”)  และ  “that”  จะไม่ทำหน้าที่ประธาน หรือกรรม  แต่ถ้าเป็น  “Adjective clause”  จะใช้  “that”  หรือ  “which”  ก็ได้  (และแปลว่า  “ที่” หรือ “ซึ่ง”)  และมันจะทำหน้าที่ประธาน  หรือกรรมของอนุประโยค (Adjective clause) อย่างใดอย่างหนึ่ง  เช่น

  • The book which (that) is on the table is mine.

(หนังสือซึ่งอยู่บนโต๊ะเป็นของผม) 

(ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Adjective clause”  ขยาย  “The book” โดย  “which (that)” ทำหน้าที่เป็นประธานของ Clause

  • The book which (that) you gave me is very interesting.

(หนังสือซึ่งคุณให้ผมน่าสนใจอย่างมาก) 

(ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Adjective clause”  ขยาย  “The book”  โดย  “which (that)”  ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของ  “Clause”  ส่วน  “me”  เป็นกรรมรอง)

  • The news that Smith was dead was not true.

(ข่าวที่ว่าสมิธตายไม่เป็นความจริง

(ข้อความที่ขีดเส้นใต้  คือ  “that Smith was dead”  เป็น  “Noun clause”  เนื่องจาก  “แทน”  “The news”  โดย  The news   เป็นสิ่งเดียวกับ  that Smith was dead  ทั้งนี้  อาจถือว่าข้อความ  The news that Smith was dead (ทั้งหมด) เป็น  “Noun clause”)

  • The news that (which) Sam brought was not true.

(ข่าวซึ่งแซมนำมา  ไม่เป็นความจริง

(ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Adjective clause”  เนื่องจาก  “ขยาย”  คำนามข้างหน้ามัน  คือ “ข่าว,”  โดย  “ข้อความ”  และ  “ข่าว” ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                 

 

            ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง  e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  Address  <wpookaotong@yahoo.com>   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า “ปรับปรุงเว็บไซต์”)  เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป