หมวดข้อสอบ STRUCTURE (ตอนที่ 567)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Direction:  Choose the best answer to each item.

(จงเลือกคำตอบที่ดีที่สุดของแต่ละข้อ)

 

1. A: Isn’t it easy?

(มันไม่ง่ายดอกหรือ)  (ผู้ถามรู้ว่ามันง่าย  จึงถามออกไปเช่นนี้)

    B: __________________________________________________________________.

(a) Yes, it’s very difficult    (ใช่ครับ  มันยากมากเลย)

(b) No, it isn’t very difficult    (ไม่ใช่ครับ  มันไม่ยากมากนักหรอก)  (หมายถึง ง่าย)  

(c) Yes, it’ s very easy    (ใช่ครับ  มันง่ายมากเลย)

(d) Yes, it isn’t very easy    (ใช่ครับ  มันไม่ง่ายมากนักหรอก)  (หมายถึง ยาก)

ตอบ  -  ข้อ  (c)  การถามแบบฝรั่ง  เมื่อถามว่า  “มันไม่ง่ายดอกหรือ”  เวลาตอบ  “Yes”  หมายถึง  “ง่าย”   แต่ถ้าตอบ  “No” หมายถึง  “ไม่ง่าย  หรือยาก”  จะไม่ตอบตรงกันข้ามแบบคนไทย  เช่น  ตอบว่า  “ใช่  มันยาก”  หรือ  “ไม่ใช่   มันง่าย”  ซึ่งเป็นการตอบที่ผิดทั้ง  ๒  อย่าง,  ฝรั่งฟังแล้วงง  ดังนั้น  จึงต้องจำรูปแบบนี้  ซึ่งไม่เหมือนกับการตอบของคนไทย  ทั้งนี้  คำตอบในข้อ  (a)  และ  (d)  มีความหมายเหมือนกัน

 

2. He expects to be in Europe _______________________________________ next September.

(เขาคาดหวังว่าจะอยู่ในยุโรป _________________________________ เดือนกันยายนปีหน้า)

(a) at

(b) on

(c) by    (ใน, ประมาณ)

(d) in

isn’t very easy    (ใช่ครับ  มันไม่ง่ายมากนักหรอก)  (หมายถึง ยาก)

ตอบ  -  ข้อ  (c)    

             สำหรับวลีที่ใช้  “By”  ได้แก่  “by next month” (ในเดือนหน้า, ราวๆ เดือนหน้า) – She will have graduated from the university by next month.  (เธอจะได้เรียนจบจากมหาวิทยาลัยแล้วในเดือนหน้า),  “by my watch”  (จากนาฬิกาของผม}  -  It is ten o'clock by my watch.  (มันเป็นเวลา ๑๐ โมงจากนาฬิกาของผม),  He died by his own hands.  (เขาตายด้วยน้ำมือของตนเอง),  “by chance” (โดยบังเอิญ)  -  I met my old friend at the party by chance.  (ผมเจอเพื่อนเก่าที่งานเลี้ยงโดยบังเอิญ),  “by birth” (โดยกำเนิด)  -  She is English by birth.  (เธอเป็นคนอังกฤษโดยกำเนิด),  “by mistake” (โดยการเข้าใจผิด) -  He took my book by mistake.  (เขาเอาหนังสือของผมไปโดยเข้าใจผิด  คือ คิดว่าเป็นของเขา), “by heart”  (โดยการท่องจำ)  -  I learn English vocabularies by heart.  (ผมเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยการท่องจำ), “by car” (= in a car) (โดยรถยนต์),  “by bus” (= in a bus) (โดยรถประจำทาง),  “by train” (= in a train) (โดยรถไฟ),  “by plane” (= in a plane) (โดยเครื่องบิน),  “by air” (โดยทางอากาศ),  “by sea” (โดยทางทะเล),  “by telephone”  (โดยทางโทรศัพท์),  “by telegram” (โดยทางโทรเลข),  “by letter” (โดยทางจดหมาย),  “by trade” (โดยทางการค้า),  “by radio” (โดยทางวิทยุ),  “by force” (โดยใช้กำลัง),  “I know him (them) by name” (ผมรู้จักเขาแต่ชื่อ  -  ไม่เคยพบตัว),  “by himself/herself” (โดยตัวเขา/เธอเอง  ตามลำพัง หรือ ไม่มีใครช่วย)  -  He did all the work by himself.  (เขาทำงานทั้งหมดด้วยตนเอง), “by machinery” (โดยเครื่องจักร),  “by hand” (= with his hands) {(ทำ) ด้วยมือ}, “The room is 20 feet by 10 feet.” (ห้องยาว ๒๐ ฟุต กว้าง ๑๐ ฟุต),  “Sugar is sold by the pound/kilogram.” (= by weight) {น้ำตาลถูกขายเป็นปอนด์/กิโลกรัม  (ขาย) เป็นน้ำหนัก},  “The road was widened by 5 meters.”  (ถนนถูกขยายออกไปอีก ๕ เมตร),   “remarks by Mr. Schmidt” (คำพูดโดยมิสเตอร์ชมิดท์),  “She was brought up by her aunt.”  (เธอได้รับการอบรม-เลี้ยงดูโดยป้าของเธอ),  “new legislation announced by the government” (กฎหมายใหม่ประกาศโดยรัฐบาล),  “I was startled by his anger.”  (ผมสะดุ้งตกใจจากความโกรธของเขา),  “by and large” (= on the whole) (โดยทั่วๆ ไป, เมื่อพิจารณาทุกด้านแล้ว),  “by mistake” (โดยการเข้าใจผิด) – He sent it to the wrong address by mistake.  (เขาส่งมันไปยังที่อยู่ที่ไม่ถูกต้องโดยการเข้าใจผิด),  “by accident” (โดยบังเอิญ, โดยมิได้ตั้งใจ) – She found out the truth by accident. (เธอค้นพบความจริงโดยบังเอิญ),  “by degrees” (ทีละน้อย),  “by the way” (อ้อ, เอ้อ, อนึ่ง – ใช้พูดเกริ่นนำ ก่อนจะเข้าเรื่อง),  “by all means” (โดยแน่นอน),  “by no means” (ไม่โดยแน่นอน)  “by-pass” (= short cut) (ทางลัด), “passer-by” (ผู้ที่ผ่านไปมา),  “by-gone” (สิ่งหรือเรื่องที่ผ่านไปแล้ว),  “by-product” (ผลพลอยได้),  “I will pay by cheque.” (ผมจะจ่ายเป็นเช็ค),  “read a book by candlelight” (อ่านหนังสือโดยใช้แสงเทียน),  “by chance” (โดยบังเอิญ) – I met her at a bank by chance.  (ฉันพบเธอที่ธนาคารแห่งหนึ่งโดยบังเอิญ)“She came in by the back door.”  (เธอเข้ามาทางประตูหลัง),  “I sat by her bed.” (ผมนั่งข้าง – หรือใกล้ – เตียงของเธอ),  “by 1960” (ราวๆ ปี ๑๙๖๐),  “By the time I went to bed, I was absolutely exhausted.” (ราวๆ เวลาที่ผมเข้านอน  ผมเหน็ดเหนื่อยโดยสิ้นเชิง),  “He is rich by Chinese standards.” (เขาร่ำรวย  โดยมาตรฐานของชาวจีน),  “She was standing by herself in a corner of the room. (เธอกำลังยืนอยู่ตามลำพัง – คนเดียว – ที่มุมห้องด้านหนึ่ง),  “I think I could manage by myself.” (ผมคิดว่าผมสามารถทำสำเร็จด้วยตัวของผมเอง – โดยไม่ต้องมีคนคอยช่วยเหลือ),  “Twelve divided by three is four.” (๑๒ หารด้วย    เหลือ  ), “Multiply the amount by three.” (จงคูณจำนวนนั้นด้วย ๓),  “Cars are now made by the million.” (รถยนต์ในปัจจุบันได้รับการผลิตเป็นล้านๆคัน),  “one by one” (ทีละคน),  “year by year”  (แต่ละปี),  “She took him by the hand.”  (เธอจับมือเขา),  “Hold it by the handle!” (จงถือมันไว้ที่ด้าม หรือมือจับ),  “Her salary went up by half.” (เงินเดือนของเธอขึ้นไปครึ่งหนึ่ง),  “The economic growth increased by 10 %.” (เศรษฐกิจเติบโต  ๑๐  เปอร์เซ็นต์),  “They are Buddhists by birth, not by practice.” (พวกเขาเป็นชาวพุทธโดยกำเนิด  มิใช่โดยการปฏิบัติ – ศาสนกิจ),  “By night, a number of animals seek their preys, while by day, they tend to sleep.” (ระหว่างกลางคืน   สัตว์จำนวนมากเสาะหาเหยื่อ  ในขณะที่ตอนกลางวัน  พวกมันมักจะนอน),  “walk side by side”  (เดินเคียงข้างกัน),  “walk hand in hand” (เดินจูงมือกัน),  “by-election” (การเลือกตั้งซ่อม),  “by comparison (= in comparison)” (โดยการเปรียบเทียบ)  -  He made me look, by comparison (= in comparison), a good, calm, reasonable person.  (เขาทำให้ผมดู (มีท่าทาง ), โดยเปรียบเทียบ, เป็นคนดี  เยือกเย็น  และมีเหตุผล) (หมายถึง  เมื่อเปรียบเทียบผมกับเขา) (เขาไม่มีลักษณะดังกล่าว),  เป็นต้น

 

3. The storm prevented me _________________________________________ here last night.

(พายุขัดขวางผม _____________________________________________ ที่นี่เมื่อคืนนี้)

(a) to come

(b) in coming

(c) so I couldn’t come

(d) from coming    (จากการมา)

ตอบ  -   ข้อ  (d)  เป็นไปตามโครงสร้าง   “Subject + Prevent + Someone + From + Verb + ing + ส่วนขยาย”   (ประธานขัดขวางใครจากการทำอะไรบางอย่าง  คือ  ประธานขัดขวางใครมิให้ทำอะไร)  ดูเพิ่มเติมจากตัวอย่างข้างล่าง

                                 ตัวอย่างที่

  • What prevented you ____________________________________________________?

(อะไรขัดขวางคุณ _____________________________________________________)

(a) to come late

(b) not to come earlier

(c) from coming earlier     (จากการมาแต่เนิ่นๆ กว่านี้ - คือมาเร็วกว่านี้)

(d) that you couldn’t come earlier

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง “Subject + Prevent + Someone + From + Doing + Something” (Active voice) (ประธานฯ ขัดขวางใครจากการทำอะไร)  หรือ  “Subject + Verb to be (is, am, are, was, were) + Prevented + From + Doing + Something”  (Passive voice)  (ประธานฯ ถูกขัดขวางจากการทำอะไร)   ในกรณีของประโยคข้างบน  อยู่ในรูป  “Active voice”  (เนื่องจากประธานฯ (What)  เป็นผู้ขัดขวาง  “คุณ”  จากการมาถึงแต่เนิ่นๆ กว่านี้)

                  สำหรับการใช้ในรูป  “Passive voice”ดูจากประโยคข้างล่าง

                                 ตัวอย่างที่ ๒

  • I had meant to call on you, but was prevented ___________________________________.

(ผมต้องการแวะมาเยี่ยมคุณ  แต่ถูกขัดขวาง _____________________________________)

(a) to do so

(b) not to do so

(c) from doing so    (จากการกระทำดังกล่าว)

(d) in doing so

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Verb to be (is, am, are, was, were) + Prevented + From + Doing + Something” (Passive voice)  (ประธานฯ ถูกขัดขวางจากการทำอะไร)   ในกรณีของประโยคข้างบน   ประธานฯ (ผม)  ถูกขัดขวาง (ด้วยเหตุผลบางประการ)  มิให้แวะมาเยี่ยมคุณได้

 

4. ________________________________________________________, but also German.

(___________________________________________ แต่ (ยังเรียน) ภาษาเยอรมันด้วย)

(a) Not only Jim learns English

(b) Jim not only learns English

(c) Jim learns not only English     (จิมเรียนรู้ไม่เฉพาะแต่ภาษาอังกฤษ)

(d) Jim doesn’t learn only English

ตอบ  –  ข้อ  (c)  เป็นการใช้  “คำคู่”  สังเกตจาก  “But also”  อยู่หน้า “German”,  “Not only”  ก็ต้องอยู่หน้า  “English”  เพื่อให้สมดุลกัน  อย่างไรก็ตาม  เมื่อนำ  “Not only”  ขึ้นมาไว้หน้าประโยค  จะต้องใช้โครงสร้าง  คือ {Not only + Verb (พิเศษ)  + Subject + Verb (แท้) + But + Subject + Also + Verb (แท้)}  {Not only does Jim learn English, but (he) also (learns) German.}   เพื่อต้องการจะเน้นย้ำว่า  “ไม่เพียงแต่จะทำอย่างนี้ (หรือเป็นแบบนี้)  แต่ยังทำอย่างนั้น (หรือเป็นแบบนั้น) ด้วย)”   ดูเพิ่มเติมการใช้โครงสร้างแบบนี้จากตัวอย่างข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่ 

  • My mother doesn’t drink coffee.  _______________________________ does she drink tea.

(แม่ของผมไม่ดื่มกาแฟ  และเธอก็ __________________________________ ดื่มชาด้วยเช่นกัน) 

(a) Not

(b) So

(c) Whether

(d) Neither    (ไม่ ..................... เช่นกัน)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เป็นไปตามโครงสร้าง  “Neither (Nor) + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่  

  • Traveling by air is not cheap.  Neither _______________________________________.

(การเดินทางโดยทางอากาศมิได้ราคาถูก  _____________________________________

(a) it is enjoyable

(b) enjoyable it is

(c) is it enjoyable   (มันมิได้สนุกสนานเช่นเดียวกัน)  

(d) enjoyable is it

ตอบ  -  ข้อ  (c)  “Neither + Verb to be + Subject + Adjective”  หรือ  “Neither + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)

                                ตัวอย่างที่  

  • Never before in my life ___________________________ with such a wonderful welcome.  

(ไม่เคยมาก่อนเลยในชีวิตของผมที่ _______________________ กับการต้อนรับที่วิเศษเช่นนั้น)

(a) I have met

(b) I meet

(c) have I met   (ผมได้พบ)

(d) I met

ตอบ  -  ข้อ  (c)

                                 ตัวอย่างที่  

  • Not only __________________________________________, but he also took his wife.

(ไม่เพียงแต่  _______________ เท่านั้น  แต่เขายังพาภรรยาไปด้วย)  (=  เขาไม่เพียงแต่ไปเท่านั้น  แต่เขายัง ..................)

(a) he went

(b) did he go    (เขาไป)

(c) had he gone

(d) went he

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Not only + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)” เช่น “Not only did she go……....”  “Not only have they seen………”,  “Not only will we play……..”  สำหรับ  “Not only” (ไม่เพียงแต่..............เท่านั้น)  และกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  ที่โดยปกติวางไว้ข้างในประโยค  อาจจะเอามาวางไว้หน้าประโยค  เพื่อแสดงการเน้นคำนั้นๆ  คำเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความหมายปฏิเสธ  เช่น  “Never (ไม่เคยเลย), Hardly  (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ), Seldom  (แทบจะไม่,  ไม่ใคร่จะ),  Never before  (ไม่เคยมาก่อนเลย), Never in my life   (ไม่เคยเลยในชีวิต),  No sooner,  In vain   (ล้มเหลว, ไม่สำเร็จ),  Not often, Not only  (ไม่เพียงแต่),  Not even once  (ไม่แม้แต่ครั้งเดียว),  Not until   (ไม่จนกระทั่ง)  อย่างไรก็ตาม  จะต้องเรียงรูปประโยคใหม่  ดังนี้ คือ   {Not only (neither, never, no sooner (ในทันทีที่), hardly, never in my life, not until, etc.) + Helping verb (has, have, had, is, are, was, were, will, would, shall, should, can, could, may, might must, etc.) + Subject + Verb (แท้)}  เช่น

  • Never before has she seen such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่เธอได้เคยเห็นสถานที่ที่สวยงามเช่นนั้น – เน้นตรงคำว่า  “ไม่เคยมาก่อนเลย”)

(= She has never before seen such a beautiful place.)

(= She has never seen such a beautiful place before.)

  • No sooner had he left than she arrived.

(ในทันทีที่เขาจากไป  เธอก็มาถึง  –  เน้นตรงคำว่า  “ในทันทีที่”)

(= He had no sooner left than she arrived.)

  • Hardly have I met my old college friends.

(ผมแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย  –  เน้นตรงคำว่า  “แทบจะไม่”)

(= I have hardly met my old college friends.)

                สรุป  -  โครงสร้างประโยคที่ขึ้นต้นด้วย  Adverb of frequency  ในรูปปฏิเสธ      

      Never + กริยาพิเศษ  + Subject  + กริยาแท้  +ส่วนขยาย  เช่น

  • Never before (Never) + Have + I + Seen + Such a beautiful place.  

(ไม่เคยมาก่อนเลย  ที่ผมได้เห็นสถานที่สวยงามเช่นนั้น)

  • Hardly (Seldom) + Has + She + Met + Her old college friends.

(ผมแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย  –  เน้นตรงคำว่า  “แทบจะไม่”)

  • Never has he seen his father since he divorced his mother.

(เขาไม่เคยได้พบพ่อเลย  ตั้งแต่ที่พ่อหย่าร้างกับแม่)

 

5. Henry’s legs were so severely injured in the roller-skating accident that he didn’t become fully ambulatory (แอม-บิว-ละ-โท้-รี่) again until more than a year later.

(ขาของเฮนรี่ได้รับบาดเจ็บสาหัสมากจากอุบัติเหตุโรลเล่อร์สเก๊ต  จนกระทั่งเขาไม่   แข็งแรงพอที่จะเดินได้ (ลงจากเตียง)-ที่เดินไปมา-เหมาะสำหรับเดิน-เกี่ยวกับการเดิน   อย่างเต็มที่ (อย่างสมบูรณ์) อีกครั้ง  จนกระทั่งกว่าอีก ๑ ปีต่อมา  -  จึงสามารถเดินได้)    

(a) portentous    (พอร์-เท้น-เทิส)  (เป็นลาง, บอกเหตุล่วงหน้า, ไม่เป็นมงคล, มหัศจรรย์)  

(b) decadent    (เด๊ค-คะ-เดิ้นท)  (เสื่อมโทรม, ทรุดโทรม, เน่าเปื่อย)  

(c) capable of walking    (สามารถเดินได้)  

(d) querulous    (เคว้อ-รู-เลิส)  (ชอบบ่น, ขี้บ่น, เจ้าอารมณ์, ชอบโทษคนอื่น)  

(e) idyllic    (ไอ-ดิ๊ล-ลิค)  (มีเสน่ห์แบบชนบทหรือบ้านนอก, มีความสงบตามธรรม ชาติ, ที่งดงามอย่างเรียบๆ)  

ตอบ  -  ข้อ  (c)

 

6. The dictator was determined to threaten (เธร้ท-เทิ่น) his unruly people with imprisonment.

(เจ้าจอมเผด็จการมุ่งมั่นที่จะ  ขู่-ขู่เข็ญ-คุกคาม-เตือนภัย-เป็นลางร้าย  ประชาชนที่ไม่สามารถปกครองได้ (ควบคุมไม่อยู่) ของเขาด้วยการ (จะ) จับขังคุก)   

(a) dodge    (ด๊อจ)   (๑.  หลบ, เลี่ยง, หลีกเลี่ยง (อย่างเจ้าเล่ห์), หลอกลวง, ต้มตุ๋น  ๒. บอกปัด, หลีก,

       หักเลี้ยว, เปลี่ยนทิศอย่างฉับพลัน, เซ, เอียง) 

(b) harass    (แฮ้-เริส)  (รบกวน, ก่อกวน, รังควาญ, ราวี, ทำให้เหนื่อยอ่อน, ทำให้กลัดกลุ้ม) 

(c) belabor    (บิ-เล้-เบอะ)   (ทำ – พูด – ซ้ำๆ หรือในปริมาณที่มากเกินไปจนไร้สาระ, พูดมากเกินไปเกี่ยวกับ,

       ถกเถียง, กล่าวหา, เหยียดหยาม) 

(d) beleaguer    (บิ-ลี้-เกอะ)  (๑. รบกวน, รังควาญ, ทำให้โกรธ,  ๒. โอบล้อม, โจมตี, ล้อมรอบ, โอบตี,

       ล้อมรอบด้วยกองทหาร, เต็มไปด้วยความยุ่งเหยิง หรือความลำบาก)  

(e) intimidate    (อิน-ทิ้ม-มิ-เดท)  (ขู่ขวัญ, ขู่, ทำให้กลัว, คุกคาม)

ตอบ  -  ข้อ  (e)

 

7. The spy had inserted several forged documents among the authentic ones.

(สายลับได้สอดใส่เอกสารปลอมจำนวนมากเข้าไปในเอกสาร  แท้จริง-ของแท้-ไม่ใช่ของปลอม-น่าเชื่อถือ)

(a) perverse    (เพอร์-เวิ้ร์ซ)   (๑. ผิดปกติ, ประหลาด, วิปลาส, วิปริต, ออกนอกลู่นอกทาง,   ๒. ชั่ว, ไม่ถูก

       ทำนองคลองธรรม, ไร้ศีลธรรม, เสเพล,   ๓. ดื้อรั้น, หัว แข็ง, ดื้อดึง, พยศ, ว่ายาก, ควบคุมยาก)  

(b) fruitless    (ฟรู้ท-ลิส)  (ไร้ผล, ไม่มีประโยชน์, ไม่บังเกิดผล, เป็นหมัน) 

(c) ostensible    (ที่เห็นภายนอก, แน่ชัด, ชัดเจน, เปิดเผยแก่คนทั่วไป, แสร้ง, โอ้อวด)  

(d) penurious    (พี-นิ้ว-เรียส)  (ขี้ตระหนี่อย่างมาก, ขี้เหนียวมากที่สุด, ยากจนที่สุด, ขาดแคลนยิ่ง)

(e) genuine    (เจ๊น-ยู-อีน)  (๑.  แท้, แท้จริง, ไม่ใช่ของปลอม,   ๒.  จริงใจ, ไม่เส แสร้ง, ตรงไปตรงมา,

       ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม)  

ตอบ  -  ข้อ  (e)

 

8. Though the railways have no competition, most people see that their charges are fair and _______.

(แม้ว่ารถไฟจะไม่มีการแข่งขัน  คนส่วนมากมองว่าราคา (ค่าบริการของรถไฟ) เป็นธรรมและ _______)

(a) reason    (เหตุผล – เป็นคำนาม)

(b) reasonable    (ราคาพอสมควร, ไม่แพงเกินไป, มีเหตุผล, เหมาะสม) (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) reasonably    (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(d) reasonless     (ปราศจากเหตุผล)

ตอบ  -  ข้อ  (b)  ตามหลัง  Verb to be (Are)  ใช้คำคุณศัพท์  เช่นเดียวกับ Fair  (เป็นธรรม)  

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                 

 

            ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง  e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  Address  <wpookaotong@yahoo.com>  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)  เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป