หมวดข้อสอบ STRUCTURE (ตอนที่ 563)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Direction:  Choose the best answer to each item.

(จงเลือกคำตอบที่ดีที่สุดของแต่ละข้อ)

 

1. They find this English lesson _________________________________________________.

(พวกเขาพบว่าบทเรียนภาษาอังกฤษบทนี้ ______________________________________)

(a) bored    (ทำให้เบื่อ)  (ในอดีต)

(b) are boring    (น่าเบื่อ)

(c) are bored    (รู้สึกเบื่อ)

(d) boring    (น่าเบื่อ)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  ตามโครงสร้าง  “Subject + Find + กรรม + Adjective

  • We found the movies interesting.

(เราพบว่าหนังน่าสนใจ)

  • She found her exam very difficult.

(เธอพบว่าการสอบยากมาก)

  • They found the accident terrifying.

(พวกเขาพบว่าอุบัติเหตุน่ากลัว)

  • He finds Japanese people more polite than other peoples.

(เขาพบว่าคนญี่ปุ่นสุภาพมากกว่าคนเชื้อชาติอื่นๆ)

 

2. The teacher is late.  He might ________________________________________ an accident.

(ครูมาสาย  -  คือยังไม่โผล่หน้ามา  -  เขาอาจจะ _____________________________ อุบัติเหตุ)

(a) have had    (ได้รับ, ประสบ)

(b) had had

(c) had have

(d) will have

ตอบ  -  ข้อ  (a)  เนื่องจากเป็นการคาดการณ์เหตุการณ์ในอดีต  เช่น  ในข้อนี้  อาจหมายถึง  ได้รับอุบัติเหตุ เมื่อ    หรือ    ชั่วโมงที่ผ่านมา  ทำให้ครูมาไม่ทันเวลานัดหมาย   ให้ดูเปรียบเทียบ   “Might + Have + Verb 3” (อาจจะเกิดเหตุการณ์อย่างนั้นในอดีต)  กับ  “Should + Have + Verb 3”  (ควรทำอย่างนั้นในอดีต  แต่ก็มิได้ทำ),  “Should + Not + Have + Verb 3”  (ไม่ควรทำอย่างนั้นในอดีต  แต่ก็ได้ทำลงไปแล้ว),  และ  “Must + Have +  Verb 3”  (คงจะได้ทำเช่นนั้นแน่ๆ เลยในอดีต),  จากประโยคข้างล่าง

                                 ตัวอย่างที่  

A: “You were late for your appointment.”

(คุณมาสายสำหรับการนัดหมายนะ)

B: “I know.  I shouldn’t _______________________________________ so long at the library.”

(ผมทราบ  ผมไม่ควรจะ_____________________________________ นานมากที่ห้องสมุด)

(a) have been staying

(b) have stayed     (ได้อยู่, ได้หยุดอยู่)

(c) had stayed

(d) be staying

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจาก  “Shouldn’t have stayed”  =  “ไม่ควรได้อยู่  หรือ ไม่ควรได้หยุดอยู่”  แต่ในความเป็นจริง  คือ  ได้อยู่  หรือ  ได้หยุดอยู่ที่ห้องสมุดเป็นเวลานาน  ทำให้มาสายในการนัดหมาย,  สำหรับ   “Should (= Ought to) + Have + Verb 3”  “ควรได้ทำ............. ในอดีต”  แต่ก็มิได้ทำ

                                  ตัวอย่างที่  

  • I’m very sorry.  I should ________________________ him a birthday present, but I did not.

(ผมเสียใจมาก  ผมควร __________________________________ ของขวัญวันเกิดไปให้เขา)

(a) send

(b) be sending

 (c) have sent    (ได้ส่งไปแล้ว)

(d) sent

ตอบ  -  ข้อ  (c)  “Should (Ought to) + Verb 1”  =  “ควรทำ.............ในปัจจุบัน  หรืออนาคต”  ส่วน  “Should (Ought to) + Have + Verb 3” =  “ควรได้ทำ.............ไปแล้วในอดีต”  (แต่ก็ไม่ได้ทำ)  สำหรับความหมายของประโยคข้างบน  คือ   “ผมเสียใจมาก  ผมควรจะได้ส่งของขวัญวันเกิดไปให้เขาแล้ว  แต่ผมก็ไม่ได้ส่ง”  ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น

  • You should study harder next term.

(คุณควรขยันเรียนมากขึ้นเทอมหน้า)  (เป็นอนาคต)

  • He should propose to her now.

(เขาควรขอแต่งงานกับเธอในตอนนี้)  (เป็นปัจจุบัน)

  • The workers should not have made a strike last month.

(คนงานไม่ควรนัดหยุดงานเมื่อเดือนที่แล้ว)  (แต่ก็นัดหยุดงาน  และเกิดความเสียหายมากมาย)  (เป็นอดีต)

                                  ตัวอย่างที่  ๓

  • You ought _______________________________________________ for her last night.

(คุณควรจะ ____________________________________________ เธอเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a) wait

(b) to wait

(c) to have waited    (ได้รอคอย)

(d) have waited

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจาก   “Ought + To + Verb 1” (=  Should + Verb 1) (=  ควรที่จะมีความหมายเป็นปัจจุบันและอนาคต  ว่าควรทำเช่นนั้นเช่นนี้  แต่ถ้าต้องการบอกว่า  “ควรทำในอดีต”  (แต่ก็ไม่ได้ทำ)  เช่น ประโยคข้างบน  มีความหมายว่า  “คุณควรที่จะได้รอคอยเธอเมื่อคืนนี้”  (แต่ในความเป็นจริงคือ  “คุณมิได้รอเธอ”)  ซึ่งจะต้องใช้โครงสร้าง  “Ought to (= Should) + Have + Verb 3”  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • I ought to (should) have told you the truth last year.

(ผมควรที่จะได้บอกความจริงแก่คุณเมื่อปีที่แล้ว)  (แต่ก็ไม่ได้บอก)

  • She ought to (should) have applied for that highly paid job (last month).

(เธอควรที่จะได้สมัครงานเงินเดือนสูงนั้น  –  เมื่อเดือนที่แล้ว)  (แต่ก็ไม่ได้สมัคร)

  • They ought to (should) have visited their mother before she died.

(พวกเขาควรที่จะได้ไปเยี่ยมแม่ของตัวเองก่อนที่เธอตาย)  (แต่ก็มิได้ไปเยี่ยม)

                    จงเปรียบเทียบกับ  “Must + Have + Verb 3” (จะต้องได้ทำไปแล้ว,  คงได้ทำลงไปแล้ว)  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                 ตัวอย่างที่  ๔

  • What terrible coffee!  She ___________________________________ it with cold water.

(กาแฟน่ากลัว (เฮงซวย) อะไรเช่นนี้  เธอ _______________________ มัน(กาแฟ) ด้วยน้ำเย็น)

(a) had to make    (จำเป็นต้องชง)  (เป็น “Past simple tense”)

(b) must make    (จะต้องชง)

(c) had had to make    (จำเป็นต้องชง)  (เป็น “Past perfect tense”)

(d) must have made    (จะต้องได้ชง)

ตอบ   -   ข้อ  (d)   เนื่องจาก  “Must + Verb 1” =  “จะต้องทำในปัจจุบันหรืออนาคต”  ส่วน “Must + Have + Verb 3” =  “จะต้องได้ทำลงไปแล้วในอดีต”  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ได้เกิดผ่านไปแล้ว  โดยสังเกตจากข้อความที่ผู้พูดบอกว่า  “กาแฟเฮงซวยฯ”  ดังนั้น  “คนชงฯ คงจะต้องใส่น้ำเย็นลงไปแล้ว”  เป็นการคาดการณ์หรือเดา  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

  • He must work harder to pass the exam.

(เขาต้องขยันเรียนมากขึ้นเพื่อที่จะสอบผ่าน)  (เป็นเรื่องของปัจจุบัน หรืออนาคต  คือต้องขยันในตอนนี้ หรือในอนาคต)

  • He looks very excited.  He must have passed the exam.

(เขามีท่าทางตื่นเต้นมาก  เขาคงจะได้สอบผ่านแล้ว (เป็นอดีต)  -  คือ เพิ่งมีการประกาศผลสอบ  และเห็นเขามีท่าทางตื่นเต้น  เดาว่าเขาคงจะสอบผ่านแล้ว)

  • She has bought a new house.  She must have won the first prize in lottery.

(เธอได้ซื้อบ้านหลังใหม่  เธอคงจะต้องถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ ๑ไปแล้ว (เป็นอดีต)  -  เป็นการคาดการณ์เหตุการณ์ในอดีต  ว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างแน่นอน  โดยดูจากเหตุการณ์แวดล้อม)

 

3. Three pupils played ball here at 9 o’clock.  _______________________ were here at 10 o’clock. 

(นักเรียน ๓ คนเล่นฟุตบอลที่นี่ตอน  ๙.๐๐ น.  _____________________ อยู่ที่นี่ตอน  ๑๐.๐๐ น.)

(a) Others three   (ไม่ใช้รูปนี้)

(b) Three others    (นักเรียนคนอื่นๆ อีก  ๓  คน)  (วางจำนวนไว้หน้า   “Others”)  (= Three other

       pupils)

(c) Another     (ใช้นำหน้านามเอกพจน์ นับได้)

(d) Anothers    (ไม่มีรูปนี้ใช้)

ตอบ  -  ข้อ  (b)

 

4. ___________________________________ I known she was ill, I would have visited her.

(________________ ผมได้รู้ว่าเธอป่วย  ผมคงจะได้ไปเยี่ยมเธอแล้ว)  (แต่ผมไม่รู้  จึงมิได้ไปเยี่ยม)

(a) Should

(b) Were

(c) Had    (ถ้า)

(d) If

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่  ๓  โดยผันรูป  (Inversion)  มาจากโครงสร้าง  “If I had known she was ill”  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากประโยคข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่ 

  • ________________________________ I been richer, I would have bought a Rolls Royce.

(_________ ผมรวยมากขึ้น  ผมคงจะได้ซื้อรถโรลส์รอยซ์ไปแล้ว)  (แต่ผมก็มิได้รวยเพิ่มขึ้น  ผมจึงไม่ได้ซื้อรถฯ)

(a) Had    (ถ้า)

(b) Have

(c) If

(d) Having

ตอบ  -  ข้อ  (a)  เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่  ๓  “Past unreal”  (ไม่เป็นจริงในอดีต)   คือ  เหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  โดยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในประโยคข้างบน  คือ  “ผมมิได้รวยเพิ่มขึ้น  ผมจึงไม่ได้ซื้อรถฯ”  นอกจากนั้น  ประโยคข้างบนยังเป็นโครงสร้างแบบ  “Inversion” (ผกผัน)  โดยแปลงมาจาก  “If I had been richer

                                ตัวอย่างที่ 

  • __________________________________ on time, they would have seen the entire show.

( _________________________________ ตรงเวลา  พวกเขาคงจะได้เห็นการแสดงทั้งหมด)

(a) If had they arrived

(b) Should they arrive

(c) Have they arrived

(d) Had they arrived    (ถ้าพวกเขาได้มาถึง)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เป็น  “If clause”  แบบที่  ๓  (Past unreal)  และเป็นแบบ  “ผกผัน”  (Inversion)  คือเหตุการณ์ในประโยคมิได้เกิดขึ้นจริง  แต่เกิดตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค,  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง  คือ  “พวกเขามิได้มาถึงตรงเวลา  พวกเขาจึงมิได้เห็นการแสดงทั้งหมด”    

                                 ตัวอย่างที่ 

  • _____________________ how boring this course was going to be, I wouldn’t have enrolled.

( __________________________ (ว่า) วิชานี้จะน่าเบื่ออย่างนี้  ผมคงไม่ลงทะเบียนเรียนหรอก)

(a) Had I known    (ถ้าผมได้รู้)  (ในอดีต)

(b) If had I known

(c) If I knew

(d) Did I know

ตอบ  -  ข้อ  (a)  เนื่องจากผันมาจาก  “If I had known”  ซึ่งเป็น  “If clause”  แบบที่  ๓  “Past unreal”  (ไม่เป็นจริงในอดีต)  คือ  เหตุการณ์จริงๆ เกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดจริงในประโยคข้างบน  คือ  “เพราะผมไม่รู้ว่าวิชานี้จะน่าเบื่อ  ผมเลยลงทะเบียนเรียนไปแล้ว” 

                                ตัวอย่างที่ 

  • If the art dealer _______________________ the money, he would have bought the painting.

(ถ้าพ่อค้าศิลปะ _______________________________ เงิน  เขาก็คงจะได้ซื้อภาพวาดไปแล้ว)

(แต่ความจริงก็คือว่า  พ่อค้าไม่มีเงิน  เขาก็เลยไม่ได้ซื้อภาพวาด)

(a) has

(b) had had    (มี)

(c) had

(d) would have

ตอบ  –  ข้อ  (b)  เนื่องจากเป็น  “If clause” แบบที่  ๓  (Past unreal)  คือการสมมติเรื่องในอดีตที่มิได้เกิดขึ้นจริง  หรือเกิดตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค

                                 ตัวอย่างที่ 

  • When I had arrived at the market last night, I found that it was not open.  If I ___________, I wouldn’t have bothered to drive over there.

(เมื่อผมไปถึงตลาดเมื่อคืนวาน  ผมพบว่ามันปิด  (ทั้งนี้)  ถ้าผม _________ ผมคงจะไม่ยุ่ง (เดือดร้อน) กับการขับรถไปที่นั่น)

(a) know

(b) known

(c) would know

(d) had known    (ได้รู้)  (ว่าตลาดปิดเมื่อคืน)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็น   “If clause”  แบบที่  ๓  “Past unreal”  (ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต)  (เหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค)  ทั้งนี้  ข้อความในประโยค  คือ  “ถ้าผมรู้ว่าตลาดปิดเมื่อคืนวาน  ผมคงไม่ขับรถไปที่นั่น”  แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ  คือ  “เพราะผมไม่รู้ว่าตลาดปิดเมื่อคืน  ผมจึงขับรถไปที่นั่น” 

                                 ตัวอย่างที่ 

  • Nancy _____________________________________________ you if you had asked her.

(แนนซี่ ___________________________________________ คุณ  ถ้าคุณได้ขอร้องเธอ)

(a) had helped

(b) would help

(c) might help

(d) would have helped    (คงได้ช่วยเหลือ)

ตอบ  –  ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็น   “If clause”  แบบที่  ๓  “Past unreal” (ไม่เป็นจริงในอดีต)  คือ  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ  ตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ในประโยคข้างบน  คือ  “แนนซี่มิได้ช่วยเหลือคุณ  เพราะคุณไม่ได้ขอร้องเธอ”  สำหรับตัวอย่างอื่นๆ ของ  If clause” แบบที่  ๓  ได้แก่

  • If we hadn’t left the house so late, we wouldn’t have missed the train.

(ถ้าเรามิได้ออกจากบ้านสายมาก  เราคงจะไม่พลาด (ตก) รถไฟ)

หมายเหตุ   –    ในความเป็นจริงคือ   “เราออกจากบ้านสาย  เราเลยตกรถไฟ”  ผู้พูดประโยคสมมติในอดีตแบบนี้   มักแสดงความเสียดายกับสิ่งที่เกิดขึ้น  เพราะเหตุการณ์ได้ผ่านไปแล้ว  แก้ไขไม่ได้แล้ว  จึงมาเสียใจในภายหลัง  การสมมติในอดีตแบบนี้มีรูปประโยคดังนี้คือ  อนุประโยค  “If + Subject + Had (not) + V ช่อง 3”,  ส่วนในประโยคใหญ่  (Main clause)  จะมีโครงสร้าง  “Subject + Would (Should, Could, Might, Must) + (Not) + Have + Verb ช่อง  3”  หรือเอา  “If clause”  ซึ่งเป็นอนุประโยค   ไปไว้ข้างในประโยคก็ได้   แล้วเอาประโยคใหญ่  (Main clause)   มาไว้ข้างหน้าประโยค   ความหมายจะเหมือนกันทุกประการ   แต่ถ้าเอา  “Main clause”  มาไว้ข้างหน้าประโยค  เมื่อจบ  “Main clause”  แล้ว  ให้ต่อด้วยประโยคย่อย  (If clause)  เลย  ไม่ต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่น   ตัวอย่างประโยคสมมติในอดีต  เช่น

  • If he had studied hard, he would have passed the exam.

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

  • If you had asked me, I would have told you the truth.

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

  • If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

  • She would have gone to the market if she had had** something to buy.

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ)  (แต่จริงๆ คือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

                    ** จะเห็นว่าใน  “If clause”  มี  “Had” 2  ตัว  ตัวหน้าแสดง  “Past perfect tense”  ส่วน  “Had”  ตัวหลังมาจาก  “Have”  ที่แปลว่า  “มี”  พอมาอยู่หลัง  “Had”  จึงต้องเปลี่ยนไปเป็น  Verb  ช่องที่  3  ทำให้มี  “Had”  2ตัว

  • I would not have bought a car if my office had not been very far from my home.

(ผมคงจะไม่ได้ซื้อรถยนต์ (เมื่อปีที่แล้ว)  ถ้าที่ทำงานของผมมิได้อยู่ห่างไกลจากบ้านมากมาย)  (แต่จริงๆ คือ  ผมซื้อรถยนต์  เพราะที่ทำงานอยู่ห่างไกลจากบ้านมาก)

  • If he had bet on that horse, he would have lost all his money.

(ถ้าเขาเล่นพนัน (แทง) ที่ม้าตัวนั้น  เขาก็คงสูญเสียเงินไปทั้งหมดแล้ว)  (แต่ในความเป็นจริงคือ  “เขามิได้เล่นพนันที่ม้าตัวนั้น  เขาก็เลยไม่ได้เสียเงิน”)

  • If you had not come to my party, you would not have met your old friends at college.

(ถ้าคุณมิได้มาที่งานเลี้ยงของผม  คุณก็คงไม่ได้พบเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยของคุณ)  (แต่ในความเป็นจริง คือ  “คุณมางานเลี้ยง  คุณเลยได้พบเพื่อนเก่า”)

สรุป   -   ใน  “If clause”  (ประโยคย่อย)  จะเป็นรูป  “Past perfect” {Subject + Had + (Not) + Verb 3}  เสมอ  ส่วนใน  “Main clause”  (ประโยคใหญ่)   จะเป็นรูป  “Past future perfect” {Subject + Would (should, could, might) + (not) + Have + Verb 3}   จึงต้องจำโครงสร้างนี้

                นอกจากนั้น  ในส่วนของอนุประโยค คือ  ในส่วนที่เป็น  “If clause”  ยังสามารถทำเป็นแบบ “Reverse” (Inversion) (ผกผัน)  คือเอา  “Had”  มานำหน้า  “Clause”  แล้วตัด  “If”   ทิ้งไป  โดยที่ความหมายยังคงเหมือนเดิมทุกประการ  (ทำได้เฉพาะใน  “If clause”  แบบที่ ๓  หรือ แบบที่  ๒  ที่ใน  “If clause”  มีกริยา  “Were”)   ดูเปรียบเทียบประโยค  “ก่อน”  และ  “หลัง”  ทำ  “Reverse” (Inversion)   จากตัวอย่างข้างล่าง

  • If he had studied hard, he would have passed the exam.

(=  Had he studied hard, he would……….....….exam.)

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

  • If you had asked me, I would have told you the truth.

(=  Had you asked me, I………………..truth.)

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

  • If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(=  Had they not stopped smoking, they………......…..cancer.)

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

  • She would have gone to the market if she had had something to buy.

(=  She would have gone to the market had she had something to buy.)

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ)  (แต่จริงๆ คือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

  • If she were a bird, she would fly to the moon.   (เป็น  If clause  แบบที่ ๒)

(=  Were she a bird, she would fly to the moon.)

(ถ้าเธอเป็นนก (ในปัจจุบัน)  เธอจะบินไปดวงจันทร์)

  • If he were a king, he would be the most happy man in the world.   (เป็น  If clause  แบบที่ ๒)

(=  Were he a king, he would be the most happy man in the world.)

(ถ้าเขาเป็นพระราชา (ในปัจจุบัน)  เขาจะเป็นชายที่มีความสุขมากที่สุดในโลก)

          สรุป  -  ใน “If clause” (ประโยคย่อย)  จะเป็นรูป  “Past perfect” {If + Subject + Had + (Not) + Verb 3}  เสมอ  ส่วนใน  “Main clause”  (ประโยคใหญ่)  จะเป็นรูป  “Past future perfect”  {Subject + Would (should, could, might) + (Not) + Have + Verb 3}   นอกจากนั้น  ยังสามารถทำรูป  “Reverse” (Inversion)   ในส่วนที่เป็น  “If clause”   ได้ด้วย

 

5. The company has gone bankrupt and had to close itself.

(บริษัทได้  ล้มละลาย-สิ้นเนื้อประดาตัว-หมดสิ้น-(ศีลธรรม) เสื่อมเสีย   และจำเป็นต้องปิดตัวเองลง) 

(Bankrupt  เมื่อเป็นคำนาม หมายถึง  “บุคคลที่ล้มละลาย”  และเมื่อเป็นคำกริยา  หมายถึง  “ทำให้ล้มละลาย”)

(a) inexorable    (อิน-เอ๊ค-เซอะ-ระ-เบิ้ล)  (ไม่ยอมแพ้, ไม่ย่อท้อ, ไม่ยอมผ่อนปรน, ไม่ยอมอ่อนข้อ, ไม่เปลี่ยน

       แปลง, ยืนหยัด, เหนียวแน่น, ซึ่งเปลี่ยนแปลงไม่ได้, ไม่ปรานี) 

(b) negligible    (เล็กน้อย, ไม่สำคัญ, ขี้ปะติ๋ว, ไม่ต้องเอาใจใส่) 

(c) insatiable    (อิน-เซ้-เชอะ-เบิ้ล)  (ไม่รู้จักพอ, ไม่รู้จักอิ่ม, ไม่สามารถสนองความพอใจได้, โลภอยากได้

       ไม่สิ้นสุด) 

(d) insipid    (อิน-ซิ้พ-พิด)  (๑.  ไม่มีรสชาติ, (อาหาร) จืดชืด,   ๒.  ไม่น่าสนใจ, ไม่มีชีวิตชีวา, อ่อนแรง) 

(e) insolvent    (อิน-ซ้อล-เวิ่นท)  (ล้มละลาย, ไม่สามารถใช้หนี้สินได้เพียงพอ, เกี่ยวกับบุคลที่ล้ม

       ละลาย)

ตอบ  –  ข้อ  (e)

 

6. The three-year-old was resolute (เร้ซ-ซะ-ลู้ท) in his refusal to taste the broccoli.

(เจ้าเด็กน้อยอายุ  ๓  ขวบ  เด็ดเดี่ยว-แน่วแน่-ยืนหยัด-ตัดสินใจแล้ว   ในการปฏิเสธของเขาที่จะลองชิมผักบร๊อคโคลี่)

(a) recondite    (เร้ค-เคิน-ไดท  หรือ  ริ-ค้อน-ไดท)   (ลึกลับมาก, รู้จักกันน้อย, ลึกซึ้งมาก, คลุมเครือ, ซอกแซก)  

(b) audible    (อ๊อ-ดิ-เบิ้ล)  (ดังพอที่จะได้ยิน, สามารถได้ยิน, ได้ยิน, ฟังได้ยิน)  

(c) arid    (แอ๊ร์-ริด)   (๑.  แห้งมาก, แล้ง, ไม่มีความชื้น,   ๒. ไม่น่าสนใจ, ไม่มีรสชาติ, จืดชืด)  

(d) determined; firm    (มุ่งมั่น-ตั้งใจ; มั่นคง-เด็ดเดี่ยว)  

(e) bizarre    (บิ-ซาร์)  (แปลกประหลาด, พิกล, ผิดปกติ)  

ตอบ  –  ข้อ  (d)

 

7. In the desert, nomadic (โน-แม้ด-ดิค) tribes wander back and forth, enduring much privation.

(ในทะเลทราย  ชนเผ่าซึ่ง  ร่อนเร่ไปในที่ต่างๆ-ท่องเที่ยว   เร่ร่อน (ตระเวน)  ไปมา   และอดทนต่อความขาดแคลนสิ่งจำเป็นในการดำรงชีพอย่างมาก)

(a) hideous    (ฮิ้ด-เดียส)  (น่ากลัว, น่าเกลียดมาก, สยดสยอง, เขย่าขวัญ, น่าขยะแขยง, น่าตกใจ)  

(b) wandering    (ว้อน-เดอะ-ริ่ง)   (เตร็ดเตร่, พเนจร, ไปโดยไม่มีจุดหมายแน่นอน, ไม่มีถิ่นที่อยู่แน่นอน,

       เถลไถลไป, ท่องเที่ยว) 

(c) atrocious    (อะ-โทร้-เชิส)  (โหดร้าย, ทารุณ, ชั่วร้าย, น่ากลัว, ดุร้าย, เลวร้าย)  

(d) durable    (ดิ๊ว-ระ-เบิ้ล)  (ทนทาน, ใช้ทน, ยั่งยืน)  

(e) erudite    (เอ๊อร์-รู-ไดท)  (คงแก่เรียน, ซึ่งมีวิชาความรู้สูง)  

ตอบ  –  ข้อ  (b)

 

8. The silence was broken by the clash of the garden gate, a tap at the door, and ______________.

(ความเงียบถูกทำให้หมดไป  โดยเสียงปะทะกันดังโครมของประตูสวน,  เสียงเคาะเบาๆที่ประตู  และ __

___________)

(a) the door is opened    (ประตูถูกเปิด)

(b) is opened

(c) being opened

(d) its opening    {การเปิดออกของมัน  (ประตู)}

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เป็นการใช้  “กรรม” (คำนาม  ซึ่งในที่นี้มีส่วนขยาย  เรียกว่า “วลี”) ของ  Preposition  “By”  ให้สมดุลกัน  (Balance  หรือ  Parallel)  ทั้ง  ๓  ตัว  คือ  “the clash (มี  of the garden gate  ขยาย)”  “a tap (มี  at the door  ขยาย)”  และ  “its opening”  (ไม่มีส่วนขยาย)  โดยกรรมทั้ง  ๓  ตัวนี้  ล้วนอยู่ในรูปของวลี,  ดูเพิ่มเติมการใช้ข้อความในประโยคให้สมดุลกันในตัวอย่างข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่ 

  • We depend on Mr. Wong for his knowledge and _________________________________.

(เราพึ่งพาอาศัยมิสเตอร์หว่องสำหรับความรู้และ _____________________________ ของเขา)

(a) leading

(b) lead    (นำ, พา, จูง, ชักจูง, นำหน้า, พูดนำ, ก่อให้เกิดขึ้น)

(c) leader    (ผู้นำ)

(d) leadership    (ความเป็นผู้นำ, ความสามารถในการนำ, การนำ, ตำแหน่งผู้นำ)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  ตามหลัง  Preposition (For)  หรือ  Possessive adjective (His)  ต้องใช้คำนาม (Noun)  และเป็นการใช้คำให้สมดุล (Balance) กัน  คือ “Knowledge”  และ  “Leadership”  ดูเพิ่มเติมการใช้ข้อความในประโยคให้สมดุลกันในตัวอย่างข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่ 

  • Currently, the Coronavirus (COVID – 19) has caused tremendous loss of life and __________ of

most countries it attacks.

(ในปัจจุบัน  เชื้อโคโรนาไวรัส (โควิด – ๑๙)  ได้ก่อให้เกิดการสูญเสียชีวิตอย่างใหญ่หลวงและ _______

______ กับประเทศส่วนใหญ่ที่เชื้อฯ นี้จู่โจม)

(a) irreparable damage to the economy    (ความเสียหายแก่เศรษฐกิจที่มิอาจเยียวยาได้)

       (“Damage”  ในที่นี้เป็นคำนาม)

(b) irreparably damaged the economy    (ทำความเสียหายแก่เศรษฐกิจอย่างมิอาจเยียวยาได้) 

       (“Damaged”  ในที่นี้เป็นคำกริยา)

(c) irreparably damaging the economy    (ทำความเสียหายแก่เศรษฐกิจอย่างมิอาจเยียวยาได้)

(d) irreparably damages the economy    (ทำความเสียหายแก่เศรษฐกิจอย่างมิอาจเยียวยาได้) 

       (“Damages”  ในที่นี้เป็นคำกริยา)

ตอบ  -  ข้อ  (a)  เนื่องจากต้องใช้คำในประโยคให้สมดุล (Balance) กัน  คือ  หลังกริยา  “Caused” (ก่อให้เกิด)  ต้องการกรรมตรง  ซึ่งเป็นคำนาม  โดยกรรมตัวแรก  คือ  “Loss of life) (การสูญเสียชีวิต)  และกรรมตัวที่ ๒ คือ  “Damage to the economy” (ความเสียหายแก่เศรษฐกิจ)

                                   ตัวอย่างที่ 

  • My parents always stressed the importance of honesty, fairness, and ___________________.

(พ่อแม่ของผมเน้นย้ำอยู่เสมอถึงความสำคัญของความซื่อสัตย์,  ความยุติธรรม,  และ ____________)

(a) to be punctual

(b) punctually

(c) punctuality    (การตรงต่อเวลา)  (เป็นคำนาม)

(d) punctual    (ตรงต่อเวลา)  (เป็นคำคุณศัพท์)

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากต้องใช้คำในประโยคให้สมดุลกัน  คือ  หลัง   “Of”  เป็นกรรม  ซึ่งต้องเป็นคำนาม  (ความซื่อสัตย์,  ความยุติธรรม,  การตรงต่อเวลา)  

                                 ตัวอย่างที่ 

  • Tanya Holm is a dancer, choreographer, and ___________________________________.

(ทานย่า  โฮล์ม  เป็นนักเต้นรำ, นักออกแบบท่าเต้นรำ, และ ____________________________)

(a) dance teacher    (ครูสอนเต้นรำ)

(b) teach dancing

(c) she teaches dancing

(d) teacher for dance

ตอบ  -  ข้อ  (a)  เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างในประโยคให้สมดุลกัน  คือ  ๑. นักเต้นรำ,  ๒. นักออกแบบท่าเต้นรำ,  และ  ๓. ครูสอนเต้นรำ

                                 ตัวอย่างที่ 

  • That restaurant offers _________________________________________ and the elderly.

(ภัตตาคารแห่งนั้นเสนอ (มอบ) _____________________________________ และผู้สูงอายุ)

(a) inexpensive meals and special services for children    (อาหารราคาถูกและบริการพิเศษ

       สำหรับเด็ก)

(b) meals and special services for children that are inexpensive

(c) children to inexpensive meals and special services

(d) inexpensive meals for children and special services for

ตอบ  -  ข้อ  (a)  เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างในประโยคแบบสมดุล  คือ  (.............เสนอ............ “อาหารราคาถูกและบริการพิเศษ”  และ  “สำหรับเด็กและผู้สูงอายุ”)  หรืออาจตอบ  ข้อ  (d)  แต่ต้องแก้เป็น  “Inexpensive meals for children and special services for the elderly”  (อาหารราคาถูกสำหรับเด็ก  และบริการพิเศษสำหรับผู้สูงอายุ)

                                 ตัวอย่างที่ 

  • The two most important problems facing the country today are _______________________.

(ปัญหาสำคัญที่สุด    ประการที่เผชิญหน้ากับประเทศอยู่ในปัจจุบัน  คือ ___________________)

(a) crime prevention and controlling pollution

(b) preventing crime and pollution control

(c) crime prevention and pollution control    (การป้องกันอาชญากรรมและการควบคุมมลภาวะ)

(d) preventing crime and the control of pollution

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างประโยคแบบสมดุล   คือ  “การป้องกันอาชญากรรม”  และ  “การควบคุมมลภาวะ” 

                                 ตัวอย่างที่ 

  • The technique of recording, classifying, and ___________________ is known as accounting.

(เทคนิคของการบันทึก, แยกประเภท, และ ______________ เป็นที่รู้จักกันในฐานะวิชาการทำบัญชี)

(a) an enterprise’s transactions summary

(b) the summarizing of an enterprise’s transactions

(c) transactions of an enterprise are summarized

(d) summarizing the transactions of an enterprise    {สรุปธุรกิจการค้าของกิจการ (บริษัท) แห่ง

       หนึ่ง}

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นการทำรูปประโยคให้สมดุล  หรือมี  “Format”  เดียวกัน  โดยถือว่าตามหลัง  “Preposition” (Of)  ต้องอยู่ในรูป  “Verb + ing”  (Of recording, classifying, and summarizing …..……..)

                                 ตัวอย่างที่ 

  • A lumberjack, or logger, is a worker who cuts down trees in a forest, saws them into logs, and ___________.

(ช่างตัดไม้, หรือคนทำ (ตัด) ไม้, คือคนงานผู้ซึ่งตัด (โค่น) ต้นไม้ในป่า, เลื่อยมันเป็นท่อน, และ ______)

(a) he takes them to the mill

(b) takes them to the mill    (นำมันไปยังโรงสี)

(c) taking them to the mill

(d) to take them to the mill

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจากเป็นการใช้ข้อความในประโยคให้สมดุลกัน  คือ  ช่างตัดไม้ทำหน้าที่  (กริยา)    อย่าง  คือ  ๑. โค่นต้นไม้ในป่า,  ๒. เลื่อยมันเป็นท่อน, และ  ๓. นำมันไปยังโรงสี

                                  ตัวอย่างที่ 

  • Eddy’s classmates at the college still talk about him as an excellent writer _______________.

(เพื่อนร่วมชั้นของเอ็ดดี้ที่มหาวิทยาลัย  ยังคงพูดเกี่ยวกับตัวเขาว่าเป็นนักเขียนยอดเยี่ยม _________)

(a) and he taught at the college, too

(b) who also played football

(c) and a good football player    (และนักฟุตบอลที่เก่ง)

(d) good football player

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เป็นการใช้คำในประโยคให้สมดุลกัน  คือ  “นักเขียนยอดเยี่ยม”  และ  “นักฟุตบอลที่เก่ง” 

                                  ตัวอย่างที่  ๑๐

  • Freezing preserves meat because _________, slows down the rate of enzyme action, and lowers the speed of spoilage.

(การทำให้เย็นจนแข็งตัวรักษาเนื้อไว้ได้  เพราะว่า ________, ทำให้อัตราการเอนไซม์ (การทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีในสารอื่น โดยตัวมันเองไม่เปลี่ยนแปลง) ช้าลง, และทำให้ความเร็วของการเน่าเสียลดลง)

(a) the growth of microorganisms is prevented    (การเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ถูกขัดขวาง)

(b) preventing microorganisms from growing    (ขัดขวางเชื้อจุลินทรีย์จากการเจริญเติบโต)

(c) microorganisms are prevented from growing    (เชื้อจุลินทรีย์ถูกขัดขวางจากการเจริญเติบโต)

(d) it prevents the growth of microorganisms    (มันขัดขวางการเจริญ เติบโตของเชื้อจุลินทรีย์)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากต้องทำโครงสร้างในอนุประโยค  (ขึ้นต้นด้วย  “Because”) ให้มีความสมดุลกัน  คือ  “มัน (การทำให้เย็นจนแข็ง)  ๑. ขัดขวางการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์,  ๒. ทำให้อัตราการเอนไซม์ช้าลง,  และ  ๓. ทำให้ความเร็วของการเน่าเสียลดลง

                                  ตัวอย่างที่  ๑๑

  • Idaho’s natural resources include fertile soil, rich mineral deposits, thick forests, and ________.

(ทรัพยากรธรรมชาติของรัฐไอดาโฮประกอบด้วยดินดี, แหล่งแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์, ป่าทึบ, และ _______)

(a) water supplies are abundant

(b) abundant water supplies    (แหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์)

(c) supplies of water are abundant

(d) supplies abundant water

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจากต้องใช้รูปคำนาม (วลี)  (แหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์)  ซึ่งทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Include”  เพื่อให้สมดุลกับคำนาม-วลี (ทำหน้าที่กรรม) อื่นๆ อีก  ๓  ตัว  คือ  ๑. ดินดี,  ๒. แหล่งแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์,  และ  ๓. ป่าทึบ

                                ตัวอย่างที่  ๑๒

  • Before starting on a sea voyage, prudent navigators learn the sea charts, _______ and memorize lighthouse locations to prepare themselves for any conditions they might encounter.

(ก่อนเริ่มต้นออกเดินทางทางทะเล  นักเดินเรือที่รอบคอบจะเรียนรู้แผนภูมิของทะเล, __________ และจดจำสถานที่ตั้งของประภาคารไฟ  เพื่อเตรียมพร้อมตนเองสำหรับสภาวะใดๆ ที่พวกเขาอาจจะต้องเผชิญ)

(a) sailing directions are studied

(b) to study the sailing directions   

(c) study the sailing directions    (ศึกษาทิศทางการเดินเรือ)

(d) studies direct sailing

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากต้องใช้รูปแบบของกริยาในประโยค  ซึ่งมี    ตัว ให้สมดุลกัน  คือ  “นักเดินเรือที่รอบคอบ (จะ) () เรียนรู้แผนภูมิของทะเล,  () ศึกษาทิศทางการเดินเรือ  และ  () จดจำสถานที่ตั้งของประภาคารไฟ

                                ตัวอย่างที่  ๑๓

  • As a physiologist, Ida Hyde showed originality, breadth of interest, and _________________.

(ในฐานะนักสรีรวิทยา, ไอดา ไฮด์  ได้แสดงความคิดริเริ่ม (ความไม่ซ้ำแบบใคร), ความกว้างขวางของ

ความสนใจ, และ ____________)

(a) scientific precision was admirable

(b) admirably scientifically precise

(c) admirable scientific precision    (ความแม่นยำทางวิทยาศาสตร์ที่น่าชมเชย)

(d) that precision was admirably scientific

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากต้องใช้โครงสร้างคำนาม (วลี)  เนื่องจากเป็นกรรมของกริยา  “Showed”  โดยต้องมีความสมดุลกับคำนามอื่นๆ อีก  ๒  คำ ซึ่งเป็นกรรมของกริยา  “Showed”  เช่นเดียวกัน  คือ  ๑. ความคิดริเริ่ม,  ๒. ความกว้างของความสนใจ

                                  ตัวอย่างที่  ๑๔

  • We turn to books in moments of ____________________________________________.

(เราหันไปหา (อ่าน) หนังสือ  ในช่วงเวลาของ ____________________________________)

(a) sorrow, having boredom, or solitude is with us

(b) sorrow, boredom, or solitude    (ความเศร้าโศกเสียใจ,  ความเบื่อหน่าย  หรือ  ความโดดเดี่ยว

       อ้างว้าง)

(c) sorrow and solitude as well as boredom

(d) sorrow that attacks us

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เป็นการใช้กรรม    ตัว  หลัง  “Preposition” (Of)  ให้สมดุลกัน  คือ  Sorrow, Boredom, Solitude”  สำหรับ  ข้อ  (c)  ก็ใช้ได้เช่นกัน  แต่ต้องแก้เป็น  “sorrow, solitude as well as boredom”  (ความเศร้าโศกเสียใจ, ความโดดเดี่ยวอ้างว้าง  และ ความเบื่อหน่าย)

                                 ตัวอย่างที่  ๑๕

  • Nearly all trees have seeds that fall to the earth, take root, and eventually ________________.

(ต้นไม้เกือบทั้งหมดมีเมล็ดซึ่งหล่นลงสู่พื้นดิน, งอกราก, และ ______________________ ในที่สุด)

(a) generate new seeds    (สร้างเมล็ดใหม่)

(b) new seeds generated

(c) by generating new seeds

(d) new seeds generated there

ตอบ  -  ข้อ  (a)  เนื่องจากต้องใช้คำกริยา    ตัว ในอนุประโยค  (….......... that fall to earth, take root, and eventually generate new seeds) ให้สมดุลกัน  (Balance)  คือ  “Fall to earth”,  “Take root”  และ  “Generate new seeds” 

                                 ตัวอย่างที่  ๑๖

  • Among the advantages which Mr. Barlow has given his children  are a good college education and __________.

(ในบรรดาข้อได้เปรียบต่างๆ ซึ่งมิสเตอร์บาร์โลว์ได้ให้แก่ลูกๆ ของเขา  คือ  การศึกษาอย่างดีในมหาวิทยา

ลัย  และ _________)

(a) extensive travel abroad   (การเดินทางอย่างกว้างขวางมากในต่างประเทศ)

(b) to travel extensively abroad

(c) travel extensively abroad

(d) of extensive travelling abroad

ตอบ  -  ข้อ  (a)  ต้องใช้ในรูปคำนาม (วลี) (“Travel” ในที่นี้เป็นคำนาม)  ให้สมดุลกับคำนาม (วลี)  “A good college education”  ที่อยู่ข้างหน้า  “And

                                  ตัวอย่างที่  ๑๗

  • James likes reading, hiking, and ___________________________________________. 

(เจมส์ชอบการอ่านหนังสือ,  การเดินทางไกลด้วยเท้า,  และ ___________________________)

(a) he listens to music

(b) to listen to music

(c) listen to music

(d) listening to music    (การฟังดนตรี)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากต้องให้ข้อความสมดุลกัน   คือ  “Like + Gerund (Verb + ing)”  คือ  “Like reading, hiking and listening……....….”  ทั้งนี้  กริยา  “Like”  อาจตามด้วย  “Infinitive with to” (To + Verb 1  ก็ได้  ดังนั้น  ข้อนี้จึงอาจตอบ  “Like to read, to hike, and to listen to music”  โดยต้องให้สมดุลกัน  คือ  เป็น  “Format”  เดียวกัน

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                 

 

             ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง  e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  Address  <wpookaotong@yahoo.com>   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)  เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป