หมวดข้อสอบ STRUCTURE (ตอนที่ 555)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Direction:  Choose the best answer to each item.

(จงเลือกคำตอบที่ดีที่สุดของแต่ละข้อ)

 

1. Marketing costs are _____________________________________ the department predicted.

(ค่าใช้จ่ายการตลาด ___________________ ฝ่าย (การตลาด, บุคคล) ได้ทำนาย – คาดการ – ไว้)

(a) high as    (ต้องใช้  as high as  =  สูงเท่ากับที่)

(b) higher than    (สูงกว่า)

(c) highest    (สูงที่สุด)

(d) highest than  (สูงที่สุดกว่า)  (รูปนี้ไม่มีใช้)

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  ส่วนถ้าต้องการใช้การเปรียบเทียบ  “ขั้นสุด”  (Superlative degree)  จะต้องใช้ดังตัวอย่างข้างล่าง

  • Marketing costs are the highest of all costs.

(ค่าใช้จ่ายการตลาดสูงสุดในบรรดาค่าใช้จ่ายทั้งหมด)

 

2. What ____________________________________________________ when he saw you?

(__________________________________________________ อะไร  เมื่อเขาพบคุณ)

(a) does he say

(b) did he say    (เขาพูด)

(c) he said

(d) he had said

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจากเป็นการใช้  “Verb to do” (Do, Does, Did) สร้างประ โยคคำถามที่ขึ้นต้นด้วย  “Question word”  (What, When, Where, Why, How) จากกริยา  ในที่นี้  คือ  “Say”  และต้องใช้  Tense  ให้สอดคล้องกับ  Tense  ของกริยาในประโยคย่อย  คือ  Saw  (จึงไม่เลือก  ข้อ A)  ตัวอย่างอื่นๆ  ได้แก่

  • Why do you look so tired?

(ทำไมคุณจึงมีท่าทางเหน็ดเหนื่อย)

  • When did you arrive at the meeting this morning?

(คุณมาถึงที่ประชุมเมื่อใดเช้านี้)

  • Where did she stay when she was in London?

(เธอพักที่ไหนเมื่อเธออยู่ในลอนดอน)

  • What does he do for a living?

(เขาทำงานอะไรเพื่อการดำรงชีพ)

  • How did they get back their lost dog?

(พวกเขาได้หมาที่หายไปคืนมาได้อย่างไร)

 

3. Mary does not know _______________________________________________ for a living.

(แมรี่ไม่รู้ว่า______________________________________________ เพื่อการดำรงชีพ)

(a) what will she do

(b) how will she do

(c) what she will do    (เธอจะทำงานอะไร)

(d) that she will do

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นการเปลี่ยนประโยค  “Direct speech” (What will she do for a living?)  ให้เป็นประโยค  “Indirect speech” (Mary does not know what she will do for a living.)  ดูเพิ่มเติมเรื่องนี้จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                 ตัวอย่างที่  

  • He asked me ________________________________________________ I was hungry.

(เขาถามผมว่าผมหิว ___________________________________________________)

(a) that

(b) why

(c) how

(d) if     (หรือไม่)

(e) weather    (อากาศ)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากมาจากประโยค  “Direct speech”  คือ  “Are you hungry?”  เมื่อจะเปลี่ยนเป็นประโยค  “Indirect speech”  จะต้องเชื่อมด้วย  “If”  หรือ  “Whether”  (He asked me if (whether) I was hungry.)  ซึ่งทั้ง ๒ คำมีความหมายเหมือนกัน  คือ  “หรือไม่, หรือเปล่า”  กล่าวโดยสรุป  คือ  ถ้าประโยค  “Direct speech”  ซึ่งเป็นประโยคคำถาม  ขึ้นต้นด้วยกริยาพิเศษ  (Verb to be, to have, to do)  หรือ  “Modal verb” (Will, Would, Shall, Should, Can, Could, May, Might, Must)  เมื่อเปลี่ยนเป็นประโยค  “Indirect speech”  จะต้องเชื่อมข้อความระหว่าง  “Reporting speech” (He asked me)  และ  “Reported speech” (I was hungry)  ด้วย  “If”  หรือ  “Whether”  เสมอ  ห้ามใช้  “That”  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • Are you a student? 

(คุณเป็นนักเรียนใช่ไหม)

(She wants to know if (whether) he is a student.)

(เธอต้องการรู้ว่าคุณเป็นนักเรียนหรือไม่)

  • Do you like to play tennis? 

(คุณชอบเล่นเทนนิสไหม)

(He asked me if (whether) I liked to play tennis.)

(เขาถามผมว่าผมชอบเล่นเทนนิสหรือไม่)

  • Will you go to my party?

(คุณจะไปงานเลี้ยงของผมไหม)

(I ask her if (whether) she will come to my party.)

(ผมถามเธอว่าจะไปงานเลี้ยงของผมหรือไม่)

  • Can you play the piano?

(คุณเล่นเปียโนเป็นไหม)

(They asked me if (whether) I could play the piano.

(พวกเขาถามผมว่าเล่นเปียโนเป็นหรือไม่)

                  ในกรณีที่ประโยค  “Indirect speech”  เป็นประโยคบอกเล่า  ให้ใช้  “That”  เชื่อม  หรืออาจละไว้ก็ได้  (ไม่ต้องเขียนลงไป)  เช่น

  • I go for a walk every morning.

(ผมออกเดินทุกเช้า)

(I tell him (that) I go for a walk every morning.)

(ผมบอกเขาว่าผมออกเดินทุกเช้า)  หรือ

(I told him (that) I went for a walk every morning.)

  • I have been to London several times.

(ผมเคยไปลอนดอนหลายครั้ง)

(She said (that) she had been to London several times.)

(เธอพูดว่าเธอเคยไปลอนดอนหลายครั้ง)

              สำหรับในกรณีที่ประโยค  “Direct speech”  เป็นประโยคคำถามที่ขึ้นต้นด้วย  “Question word” (What, When, Where, Why, How, etc.)  เมื่อเปลี่ยนเป็นประโยค  “Indirect speech”  ให้เอา  “Question word”  นั้นๆ มาเป็นตัวเชื่อม  โดย “ไม่ต้องใช้” “That”  เช่น  ในประโยคข้างล่าง  ห้ามใช้  “….....….to find that where it is hiding

                                  ตัวอย่างที่                {จงหาที่ผิดหลักไวยากรณ์จากข้อ (๑) – (๔)}

  • Are you waiting (1) for success (2) to arrive or are you going (3) to find where (4) is it hiding?

(คุณกำลังรอคอยให้ความสำเร็จมาหา  หรือคุณจะไปหาว่ามันกำลังหลบซ่อนอยู่ที่ไหน)  (ข้อนี้เหมือนเป็นคำสอนคน  อย่าให้มัวแต่รอคอยความสำเร็จ  แต่ให้ขยันทำงาน  เพื่อจะได้พบกับความสำเร็จ  คือ  สอนให้เป็นฝ่ายรุก มิใช่ตั้งรับ)

ตอบ  –   ข้อ  (4)  แก้เป็น  “it is”  เนื่องจากอยู่ในรูป  “Indirect speech”  หรือ  “Reported speech”  คือ   “คำพูดที่ถูกกล่าวรายงาน”   เป็นการเปลี่ยนจากประโยค   “Direct speech” (Where is it hiding?) มาเป็นประโยค  “Indirect speech”   ที่ขึ้นต้นด้วย  “are you going to find …..….….”  จึงต้องเอาประธานมาไว้หน้าคำกริยา  “where it is…....…..”  ซึ่งเป็นการเรียงคำแบบประโยคบอกเล่า  มิใช่เอาคำกริยาไว้หน้าประธาน  (where is it)  เหมือนในประโยคคำถาม  ดังตัวอย่างข้างล่าง

  • How old are you?  (Direct speech)

(คุณอายุเท่าใด)

  • I want to know how old you are.  (Indirect speech)

(ผมอยากทราบว่าคุณอายุเท่าใด)

  • Where is she going(Direct speech)

(เธอกำลังจะไปที่ไหน)

  • He asks her where she is going.  (Indirect speech)

(เขาถามเธอว่า  เธอกำลังจะไปที่ไหน)

  • When will you retire from your work?  (Direct speech)

(คุณจะเกษียณจากงานเมื่อใด)

  • I asked him when he would retire from his work.  (Indirect speech)

(ผมถามเขาว่าเขาจะเกษียณจากงานเมื่อใด)

 

4. “Please remember _______________________________ to the post office.” Mary asked Tom.

(“โปรดจำได้ __________ ที่ทำการไปรษณีย์”  แมรี่ขอร้องทอม)  (เพื่อส่งพัสดุให้ฉัน)  (คืออย่าลืมไป)

(a) go

(b) will go

(c) going

(d) to go    (ที่จะไป)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจาก  Remember + To + Verb 1  หมายถึง  “จำได้ที่จะทำสิ่งนั้น”  หรือ  “ไม่ลืมที่จะทำสิ่งนั้น”   ส่วน  Remember + Verb + ing  หมายถึง  “จำได้ถึงการทำสิ่งนั้น”  คือ  ได้ทำสิ่งนั้นนานมาแล้ว  และยังคงจำมันได้ (ไม่ลืมการกระทำนั้น)  ดูเพิ่มเติมกริยาที่ใช้แบบเดียวกับ  Remember  ที่เมื่อตามด้วย  Infinitive with to  (To + Verb 1)  หรือ  Gerund (Verb + ing)  แล้วมีความหมายต่างกัน  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                 ตัวอย่างที่                

  • Don’t forget __________________ your mobile phone on vibration mode before entering the conference room.

(อย่าลืมที่จะ __________________ โทรศัพท์มือถือของคุณให้อยู่ในระบบสั่น  ก่อนเข้าห้องประชุม)

(a) put

(b) putting

(c) to put    (ปรับ)

(d) in putting

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจาก  Forget to put  หมายถึง  “ลืมที่จะปรับ”  ส่วน  Forget putting  หมายถึง  “ลืมการปรับ”  คือ  ได้ปรับฯ ไปแล้ว  แต่ว่าลืมการกระทำสิ่งนั้นไปเสีย  ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทเดียวกับ  “Forget”  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                 ตัวอย่างที่ 

  • Whenever we meet, we stop ______________________________________________.

(เมื่อใดก็ตามที่เราพบกัน  เราจะหยุด _________________________________________)

(a) talking

(b) talk

(c) to talk    (เพื่อที่จะคุยกัน)

(d) to talking

ตอบ  –  ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “Stop + To + Verb 1”   หมายถึง  “หยุดเพื่อที่จะทำกริยานั้นๆ”  ส่วน  “Stop + Verb + ing”  หมายถึง  “หยุดการกระทำกริยานั้นๆ”  เช่น

  • We stop to have lunch at 11.30 a.m. every day.

(เราหยุด (ทำงาน) เพื่อกินอาหารเที่ยงตอน  ๑๑.๓๐  น. ทุกๆวัน)

  • We stopped having lunch when the fire broke out.

(เราหยุดการกินอาหารเที่ยง  เมื่อเกิดไฟไหม้ขึ้น)

  • They stopped to work until late at night.

(พวกเขาหยุด (กิน, เล่น, พูดคุย) เพื่อทำงานจนกระทั่งดึก)

  • They stopped working and went to a restaurant.

(พวกเขาหยุดการทำงาน   และไปภัตตาคารเพื่อกินอาหาร)

                                 ตัวอย่างที่ 

  • If you badly need him to support you, ______________ him you are a good friend of his son’s.

(ถ้าคุณต้องการให้เขาสนับสนุนคุณจริงๆ ละก็ _________ เขาว่าคุณเป็นเพื่อนที่ดีของลูกชายของเขา)

(a) need not forget to tell

(b) why you forget to tell

(c) don’t forget to tell    (อย่าลืมบอก)

(d) don’t forget telling    (อย่าลืมการบอก)  (คือ บอกไปแล้ว  แต่ลืมว่าเคยบอก)

ตอบ  -  ข้อ  (c)

                                 ตัวอย่างที่ 

  • I sent him two cards because I forgot _________________________________ one already.

(ผมส่งการ์ด (แต่งงาน ฯ) ให้เขา  ๒  ใบ  เพราะว่าผมลืม __________ ไปแล้ว  ๑  ใบ)  (คือ  ส่งซ้ำไปอีกใบ  รวมเป็นสองใบ)

(a) to send    (ที่จะส่ง)  (คือ  มิได้ส่งเพราะลืม)

(b) to have sent    (รูปนี้ไม่มีใช้กับ กริยา “Forget”)

(c) having sent    (การได้ส่ง  -  ไปแล้ว)

(d) being sent    (การถูกส่ง)

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากต้องการบอกว่า  “ลืมการได้เคยส่งการ์ดไปให้แล้ว  ๑  ใบ  จึงส่งไปให้ซ้ำอีกใบหนึ่ง”  โดยเรียกโครงสร้างแบบนี้ว่า  “Perfect participle”  คือ  ต้องการเน้นว่า  “ลืมการได้เคยทำสิ่งนั้นไปแล้ว”  (สำหรับข้อนี้  อาจตอบ  “Forget sending” ก็ได้)  ทั้งนี้  “Forget to send”  (ลืมที่จะส่ง  คือ  มิได้ส่ง)  ส่วน  “Forget sending”  (ลืมการส่ง  -  คือส่งไปแล้ว  แต่ลืมไปว่าเคยได้ส่ง)  หรือ  “Forget having sent”  (ลืมการได้ส่งไปแล้ว)  (ความหมายเหมือนกับ  “Forget sending”  แต่ต้องการเน้นว่า  “ลืมการได้เคยทำสิ่งนั้นไปแล้ว”)  ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทที่ตามด้วย  “To + Verb 1”  หรือ  “Verb + ing”  แล้วมีความหมายต่างกัน  จากประโยคข้างล่าง  อย่างไรก็ตาม  โครงสร้าง  “Perfect participle”  สามารถใช้ได้เฉพาะกับกริยา  “Forget”  และ “Remember”  เท่านั้น  ไม่สามารถใช้กับกริยา  “Stop”  และ  “Try”  ได้

                                  ตัวอย่างที่ 

  • I clearly remember _____________ the clock last night, so I have no idea why the alarm failed ____________ off.

(ผมจำได้ชัดเจน ___________ นาฬิกาปลุกเมื่อคืนที่แล้ว  ดังนั้น  ผมไม่รู้เลยว่าทำไมสัญญาณปลุกจึงล้มเหลวที่จะ (ไม่สามารถ) _________)  (ตั้งนาฬิกาปลุกไว้แล้ว  แต่สัญญาณไม่ดัง  -  ไม่ปลุก)

(a) to set ___________ to go

(b) having set ___________ going

(c) setting ___________ to go    (การตั้ง ......................... ดังขึ้น)

(d) setting ___________ going

ตอบ  -  ข้อ  (c)  “Remember + Verb + ing”  =  “จำได้ถึงการทำสิ่งนั้น”  ส่วน  Remember + To + Verb 1  =  จำได้  หรือ ไม่ลืมที่จะทำสิ่งนั้น  สำหรับ  “Fail”  =   “ล้มเหลว, ไม่สามารถ”  +  “To + Verb 1”  ดูเพิ่มเติมการใช้กริยา  “Remember, Forget, Stop, Try”  จากประโยคข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่ 

  • We never forget ___________________________________ our English books to school.

(เราไม่เคยลืม _____________________________ หนังสือภาษาอังกฤษของเรามาที่โรงเรียน)

(a) bring

(b) bringing    (การนำ)

(c) to bring    (ที่จะนำ)

(d) to be brought

ตอบ  -  ข้อ  (c)  

                                 ตัวอย่างที่ 

  • Bill is very thoughtful to his mother.  He always remembers _____________ to her every week.

(บิลเอาอกเอาใจ (หรือ คิดถึง-นึกถึง) แม่ของตนเป็นอย่างมาก  เขาจำได้เสมอ __________ (จดหมาย) ถึงเธอทุกสัปดาห์)

(a) he writes

(b) to write    (ที่จะเขียน)

(c) writing

(d) written

ตอบ  -  ข้อ  (b)  “Remember to write”  =  “จำได้ที่จะเขียน”  คือ  “ไม่ลืมที่จะเขียน”  ส่วน  “Remember writing”  =   “จำการเขียนได้”   คือเขียนเมื่อนานมากมาแล้วในอดีต  และยังคงจำได้ว่าเคยเขียน,  ในกรณีของประโยคข้างบน  ต้องการหมายความว่า  “จำได้ที่จะเขียน  หรือ  ไม่ลืมที่จะเขียน”  (Remember to write)  เนื่องจาก  บิลคิดถึงแม่  หรือ  เอาอกเอาใจแม่มาก  ดูคำกริยาที่ใช้โครงสร้างต่างกัน  แล้วมีความหมายต่างกัน  จากประโยคข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่ 

  • Have you ever tried ________________________________________________ snails?

(คุณเคยลอง ____________________________________________ หอยทากหรือเปล่า)

(a) to eat

(b) eating    (กิน)

(c) of eating

(d) eaten

ตอบ  -  ข้อ  (b)  “Try + Verb + ing” =  “ลอง ...............”   ส่วน  “Try + to + Verb 1” =  “พยายาม...............”  

                                  ตัวอย่างที่  

  • Thai people always _______________________________ on their elders on Songkran Day.

(คนไทย _________________________________ ผู้อาวุโส-ผู้มีอายุมากกว่า  ในวันสงกรานต์)

(a) remember calling

(b) remember to call    (จำได้, ระลึกได้ (เสมอ) ที่จะไปเยี่ยมเยียน)

(c) remembered calling

(d) remembered to call

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจากข้อนี้เป็นข้อเท็จจริง (Fact)  จึงถือเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน  จึงใช้ในรูป  “Present simple tense”  (Subject + Verb 1)  ดังนั้น  จึงตัดข้อ  (c) และ  (d) ทิ้งไป,  สำหรับข้อ  (b)  หมายถึง  “จำได้-ระลึกได้  ที่จะไปเยี่ยมผู้อาวุโส  ในวันสงกรานต์ ทุกๆ ปี”  มิได้ต้องการหมายถึงใน ข้อ  (a)  ที่ว่า   “ระลึกได้ถึงการไปเยี่ยม ฯ”  คือ  ไปเยี่ยมมาแล้ว  และยังคงจำเหตุการณ์นั้นได้

                                  ตัวอย่างที่  ๑๐

  • Seeing the teacher, ________________________________________________ at once.

(เห็นครู ______________________________________________________ ในทันที)

(a) the game was stopped    (เกมถูกหยุด)

(b) they stopped playing the game    (พวกเขาหยุดการเล่นเกม)

(c) the game stopped    (เกมหยุด)

(d) they stopped to play the game    (พวกเขาหยุดเพื่อจะเล่นเกม)

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจากประธานของประโยค  ที่อยู่หลังเครื่องหมายคอมม่า (หลังคำ  “teacher”)  เป็นผู้ทำกริยาที่ขึ้นต้นประโยค (Seeing)  คือ  “เห็น”  ดังนั้น  จึงต้องเป็นสิ่งมีชีวิต  ซึ่งในที่นี้  คือ  “They”  จึงตัดข้อ  (a, c)  ทิ้งไป  และต้องเลือกข้อ  (b)  เนื่องจากต้องใช้  “Stop playing”  (นักเรียนหยุดการเล่นเกม)  มิใช่ข้อ  (d)  “นักเรียนหยุดเพื่อจะเล่นเกม”  ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทเดียวกับ  “Stop”  จากประโยคข้างล่าง

                                 ตัวอย่างที่  ๑๑

  • Try __________________________________________________ water to your drink.

(ทดลอง _________________________________________ น้ำเข้ากับเครื่องดื่มของคุณ)

(a) to add

(b) adding    (ผสม)

(c) added

(d) addition    (การผสม-เติม-เพิ่ม-บวก)

ตอบ  -  ข้อ  (b)  “Try”  ในประโยคนี้หมายถึง  “ทดลอง,  ลอง”  จึงต้องตามด้วย  “Gerund”  (Verb + ing)  แต่ถ้าหมายถึง  “พยายาม”  ต้องตามด้วย  “Infinitive with to” (To + Verb 1)  ทั้งนี้  การผสมน้ำเข้ากับเครื่องดื่ม  ไม่ต้องใช้ความพยายามแต่อย่างใด

                                  ตัวอย่างที่  ๑๒

  • Don’t forget ___________________________________________________ my letter !

(จงอย่าลืม _______________________________________________ จดหมายของผม)

(a) post

(b) posting    (การส่ง)

(c) to post    (ที่จะส่ง)

(d) posted

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากต้องการบอกว่า  “อย่าลืมส่ง” (คือ ขณะที่พูดยังมิได้ส่ง)  มิใช่  “ลืมการส่ง”   (คือส่งไปแล้ว  และนานมากแล้ว  จนลืมว่าเคยทำเช่นนั้น)  ซึ่งในกรณีหลังนี้  ต้องใช้  “Posting

                                 ตัวอย่างที่  ๑๓

  • Have you ever tried _________________________________________ this kind of food?

(คุณเคยลอง _____________________________________________ อาหารชนิดนี้ไหม)

(a) to eat

(b) eating    (กิน)

(c) of

(d) with

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เมื่อ  “Try”  หมายถึง  “ลอง, ลองทำดู”  ในที่นี้  คือ  “ลองกิน”  ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  ส่วนอีกความหมาย  คือ  “พยายาม”  ต้องตามด้วย  “To + Verb 1”  ในประโยคข้างบน  การกินอาหารไม่ต้องใช้ความพยายาม,  “Try”  จึงควรมีความหมายว่า  “ทดลอง, ลองทำดู”)

                                 ตัวอย่างที่  ๑๔

  • Please don’t forget __________________________________________ me your address.

(โปรดอย่าลืม _________________________________________ ที่อยู่ของคุณให้ผมด้วย)

(a) send

(b) to send    (ส่ง)

(c) sending

(d) sent

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจาก  “Forget + To + Verb 1”  =  “ลืมที่จะ ...............”  คือไม่ได้ทำ  เพราะลืม  ส่วน  “Forget + Verb + ing” =  “ลืมการ ................”  หมายถึง  ได้กระทำสิ่งหนึ่งลงไปแล้ว  แต่ลืมว่าได้กระทำสิ่งนั้น  ด้วยเหตุผลใดเหตุผลหนึ่ง

                                 ตัวอย่างที่  ๑๕

  • As soon as it stops __________________________________________, I shall go home.

(ในทันทีที่หยุด _____________________________________________ ผมจะกลับบ้าน)

(a) rain

(b) the rain

(c) to rain

(d) raining    (ฝนตก)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจาก   “It stops raining.”  หมายถึง  “ฝนหยุดการตก”  กล่าวคือ  “Stop + Verb + ing”  =  “หยุดการกระทำสิ่งนั้น”  ส่วน  “Stop + To + Verb 1”  =  “หยุดเพื่อที่จะทำสิ่งนั้น”  

                                  ตัวอย่างที่  ๑๖

  • While we were walking in the park, she often stopped ___________________ at the flowers.

(ขณะที่เรากำลังเดินไปในสวนสาธารณะ  เธอมักจะหยุด __________________ที่ดอกไม้อยู่บ่อยๆ)

(a) to look    (เพื่อที่จะมองดู)

(b) looking    (การมองดู)

(c) looked

(d) for looking

ตอบ  -  ข้อ  (a)  เนื่องจาก  Stop + To + Verb 1  =  “หยุดเพื่อที่จะทำสิ่งนั้นๆ”  ส่วน  Stop + Verb + ing =  “หยุดการกระทำสิ่งนั้นๆ

                                 ตัวอย่างที่  ๑๗

  • I remember that restaurant; we stopped there ____________________ on our way to Korat. 

(ผมจำภัตตาคารนั้นได้  เราหยุด (แวะ) ที่นั่น______________________ ในระหว่างทางไปโคราช)

(a) eating    (การกินอาหาร)

(b) ate

(c) to eat    (เพื่อกินอาหาร)

(d) eaten

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “หยุดหรือแวะเพื่อที่จะกินอาหาร  (Stop to eat)

                                  ตัวอย่างที่  ๑๘

  • How did the cat get into the house?  I remember ______________________ it out last night.

(แมวเข้ามาในบ้านได้อย่างไร  ผมจำได้ถึง _________________ มันไปไว้ข้างนอกเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a) put

(b) to put

(c) putting    (การจับ)

(d) putting away

ตอบ  -  ข้อ  (c)  Remember + Verb + ing  =  “จำได้ถึงการกระทำสิ่งนั้นๆ”  คือ  ทำไปแล้วในอดีต  และยังจำได้ว่าทำ  ในข้อนี้  คือ  จำได้ว่าเอาแมวออกไปไว้ข้างนอกแล้ว  เมื่อคืนก่อน  ส่วน  “Remember + To + Verb 1” =  “จำได้ (ไม่ลืม) ที่จะทำสิ่งนั้นๆ

สรุป   -   มีหลักไวยากรณ์ดังนี้   คือ  เราใช้  “Infinitive with to” (To + Verb 1)  และ  “Gerund” (Verb + ing)  ตามหลังคำกริยา  “Remember, Forget, Try Stop”  แต่มีความหมายต่างกัน  เช่น

  • I remembered to buy him a newspaper.

(ผมจำได้ที่จะซื้อ (ไม่ลืมซื้อ) หนังสือพิมพ์ให้เขา)

  • I remembered buying (= having bought) him a newspaper.

(ผมจำได้ถึงการซื้อหนังสือพิมพ์ให้เขา  –  คือซื้อเมื่อเดือนที่แล้ว  และยังจำได้ว่าซื้อ)

  • She forgot meeting (= having met) me in New York ten years ago.

(เธอลืมการได้พบกับผมในนิวยอร์คเมื่อ  ๑๐  ปีมาแล้ว  –  คือเคยพบกันเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว  แต่เธอจำไม่ได้แล้วว่าเคยพบ)

  • She forgot to meet me at my office yesterday.

(เธอลืมที่จะมาพบผมที่สำนักงานเมื่อวานนี้ – สรุปคือไม่ได้มาพบเพราะลืม)

  • He tried to swim across the dangerous river.

(เขาพยายามว่ายข้ามแม่น้ำที่มีอันตราย)

  • He tried eating the food his girlfriend cooked for him.

(เขาทดลองกินอาหารที่แฟนปรุงให้เขากิน)

  • They stopped working and went back home.

(พวกเขาหยุดการทำงาน  และกลับบ้าน)

  • They stopped to work until the report was finished.

(พวกเขาหยุด (กิน, เล่น, พูดคุย, ฯลฯ) เพื่อที่จะทำงาน  จนกระทั่งรายงานเสร็จสิ้น)

 

5. It is imperative that we get you to a doctor straight away.

(มันเป็นสิ่ง  จำเป็น-เชิงบังคับ-เลี่ยงไม่ได้   ที่ว่าเราจะพาคุณไปหาหมอโดยทันทีทันใด)

(a) spectacular    (น่าตื่นเต้น, น่าประทับใจ, เกี่ยวกับการแสดงต่อหน้าสาธารณชน, เกี่ยวกับภาพที่น่าตื่นเต้น)

(b) miraculous    (อัศจรรย์, ปาฏิหาริย์, อภินิหาร, อาเพศ)

(c) vital; very important; essential   (จำเป็น, สำคัญ, จะขาดเสียมิได้; สำคัญมาก; จำเป็นที่สุด,

       จะขาดเสียมิได้)

(d) panoramic    (แพน-โน-แร้ม-มิค)  (เกี่ยวกับทัศนียภาพทั้งหมด, เป็นภาพกว้างๆ เช่น ที่มองลงมาจากที่สูง

       หรือบนฟ้า, เป็นภาพหรือเหตุการณ์ที่ต่อเนื่องกัน, ซึ่งเป็นการสำรวจอย่างละเอียด)

(e) luxurious   (ลัค-ชุ้-เริส)  (ฟุ่มเฟือย, หรูหรา, โอ่อ่า, บำรุงความสุข)

(f) modest   (ม้อด-ดิสท)  (ถ่อมตัว, ไม่รุนแรง, พอประมาณ, เรียบๆ, สุภาพ, สงบเสงี่ยม)

ตอบ  -  ข้อ  (c

 

6. The police were baffled as to who was responsible for the homicide (ฮ้อม-มิ-ไซด).  

(ตำรวจรู้สึกสับสน-งุนงง  เกี่ยวกับว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบ  การฆาตกรรม-การฆ่าคน-ฆาตกร)  (คือสับสนว่า  ใครเป็นคนลงมือฆ่า)

(a) bankruptcy    (การล้มละลาย)

(b) felony    (เฟ้ล-โล-นี่)  (ความผิดอาญาร้ายแรง เช่น ฆาตกรรม  วางเพลิง  ข่มขืน)

(c) murder    (การฆาตกรรม, สิ่งที่ยากมากหรืออันตรายมาก(Murder  เมื่อเป็นคำกริยา  หมายถึง 

       “ฆ่, ฆ่าอย่างป่าเถื่อน, ทำลาย, ทำให้เสียหรือเสื่อม”)

(d) fiasco    (ฟี-แอส-โค)  (การล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง)   

(e) altercation    (การวิวาท, การทะเลาะเบาะแว้ง)

ตอบ  -  ข้อ  (c

 

7. Jim’s spontaneous resentment at the mention of his sister was noted by some of his colleagues.  

(ความไม่พอใจ (ขุ่นเคืองใจ) ของจิมที่  เป็นไปเองโดยอัตโนมัติ-เป็นไปเอง-โดยสัญชาติ ญาณ-เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ  เมื่อมีการกล่าวถึงน้องสาวของเขา  ได้ถูกสังเกตเห็นโดยเพื่อนร่วมงานของเขาบางคน)

(a) not planned or arranged; natural    (ไม่ได้มีการวางแผนหรือเตรียมการ; เป็นธรรมชาติ)

(b) malignant    (มะ-ลิก-เนิ่นท)  (มีเจตนาร้าย, ร้าย, มีภัย, อันตรายมาก, ถึงตาย, มักทำให้ตายได้)

(c) lackluster    (ไม่มีชีวิตชีวา, ไม่สดใส, ไม่สง่าผ่าเผย, มัว, ไม่วาว)

(d) quarrelsome    (คว้อ  หรือ  คว้า-เริล-เซิ่ม)  (ชอบทะเลาะวิวาท, ชอบหาเรื่อง, ขี้ทะเลาะ, พาล)

(e) ambiguous    (คลุมเครือ, ไม่ชัดเจน)

ตอบ  -  ข้อ  (a

 

8. I can’t cut this material.  It’s too thick.  Nevertheless, Jimmy advises me to try __________ bigger scissors. 

(ผมไม่สามารถตัดวัสดุชิ้นนี้ได้  มันหนาเกินไป,  อย่างไรก็ตาม  จิมมี่แนะนำผมให้ลอง _________ กรร

ไกรตัวใหญ่ขึ้น)

(a) use

(b) used

(c) to use

(d) using    (ใช้)

(e) to using

ตอบ  -  ข้อ  (d)  “Try using”  =  “ลองใช้”  ส่วน  “Try to use”  =  “พยายามที่จะใช้”  (ข้อนี้ต้องการหมายถึง  ให้ลองใช้กรรไกรตัวใหญ่ขึ้น  เนื่องจากกรรไกรตัวเล็ก  ไม่สามารถตัดได้)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมใน  ข้อ    ของข้อสอบชุดนี้

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                 

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง  e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  Address  <wpookaotong@yahoo.com>  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)  เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป