หมวดข้อสอบ STRUCTURE (ตอนที่ 552)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Direction:  Choose the best answer to each item.

(จงเลือกคำตอบที่ดีที่สุดของแต่ละข้อ)

 

1. Reductions in the budget require us ______________________ our costs for international travel.

(การลดลงในด้านงบประมาณ  กำหนดให้เราต้อง __________ ค่าใช้จ่ายของเราสำหรับการเดินทางไปต่างประเทศ)

(a) limits

(b) to limit    (จำกัด)

(c) limiting

(d) limit

ตอบ  -  ข้อ  (b)  Require + กรรม + To + Verb 1 + ส่วนขยาย,  ดูเพิ่มเติมกลุ่มคำกริยาที่ใช้แบบเดียวกันจากตัวอย่างข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่ 

  • The travel agent persuaded us __________________________________ an evening flight.

(ตัวแทนท่องเที่ยวชักชวนให้เรา ____________________________ ด้วยเที่ยวบินเวลากลางคืน)

(a) taking

(b) to take    (เดินทาง)

(c) took    (กริยาช่องที่ ๒ ของ Take) 

(d) taken    (กริยาช่องที่ ๓ ของ Take)

ตอบ  -  ข้อ  (b)  ตามโครงสร้าง  Persuade + กรรม + To + Verb 1 + ส่วนขยาย  (ชวนใครให้ทำอะไร)  ดูเพิ่มเติมคำกริยาที่ใช้แบบเดียวกับ  Persuade  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่ 

  • The newspaper expects circulation ____________________________________ next year.

(หนังสือพิมพ์คาดหวังว่าการจำหน่าย (จำนวนพิมพ์-ขาย) จะ _______________________ ปีหน้า)

(a) to ascend    (ขึ้น, ประสบความสำเร็จสำเร็จ, เฟื่องฟู, ครองตำแหน่ง, มีอำนาจ)  (มีกรรมมารับหรือไม่ก็ได้)

(b) to increase    (เพิ่มขึ้น, ทำให้เพิ่มขึ้น, เพิ่มพูน)  (มีกรรมมารับหรือไม่ก็ได้)

(c) to escalate    (ขยายตัว, ทำให้ขยายตัว, ลุกลาม, แผ่ขยาย)  (มีกรรมมารับหรือไม่ก็ได้)

(d) to raise    (ยก, ยกขึ้น, ชูขึ้น, ทำให้สูงขึ้น, ยกระดับ, สร้าง, ตั้งเสา, ส่งเสริม, เลื่อนขั้น, เลี้ยง (สัตว์, เด็ก),

       เพาะปลูก, ระดมพล, ปลุก, ยั่วยุ)  (ต้องมีกรรมมารับ)

ตอบ  -  ข้อ  (b)  ตามโครงสร้าง  Expect + กรรม + To + Verb 1 + ส่วนขยาย                      

                                 ตัวอย่างที่ 

  • Ask the accounts receivable clerk ____________________________________ the invoice.

(จงขอให้เสมียนบัญชีค้างรับ _________ ใบส่งของ (ใบแจ้งรายการสินค้าที่ลูกค้าสั่งซื้อ) - ไปให้ลูกค้า)

(a) sending

(b) to send    (ส่ง)

(c) will send

(d) sends

ตอบ  -  ข้อ  (b)  ตามโครงสร้าง  “Subject + Ask + กรรม + (Not) + To + Verb 1 + ส่วนขยาย

                                  ตัวอย่างที่ 

  • The apartment manager reminded all tenants not ______________ to turn off the lights before leaving the room.

(ผู้จัดการอพาร์ตเมนต์เตือนผู้เช่าทุกคนมิให้ _________________ ปิดไฟทุกดวงก่อนออกจากห้อง)

(a) forgetting

(b) to forget    (ลืม)

(c) forget

(d) forgets

ตอบ  -  ข้อ  (b)  ตามโครงสร้าง  Subject + Remind + Someone (+ Not) + To do + Something  (ประธานฯ เตือนใคร (มิ) ให้ทำอะไร)

                                  ตัวอย่างที่ 

  • The tour guide advised us ___________ drivers to stop at pedestrian crossing in Rio de Janeiro.

(มัคคุเทศก์ท่องเที่ยวแนะนำเรา __________ ผู้ขับรถหยุดรถ (ให้คนข้าม) ที่ทางข้ามถนน (ทางม้าลาย) ในกรุงริโอเดจาเนโร)

(a) to expect not

(b) to not expect

(c) not to expect    (มิให้คาดหวัง)

(d) do not expect

ตอบ  -  ข้อ  (c)  ตามโครงสร้าง  “Subject + Advise + กรรม + (Not) + To + Verb 1 + ส่วนขยาย

                                 ตัวอย่างที่ 

  • Last night, in a radio address, the President urged us __________________ to the Red Cross.

(เมื่อคืนที่ผ่านมา  ในคำกล่าวทางวิทยุ  ท่านประธานาธิบดีกระตุ้นให้พวกเรา _________ ให้กับกาชาด)

(a) subscribe

(b) subscribing

(c) that we subscribe

(d) to subscribe    (บริจาค, ช่วยเหลือ, บอกรับเป็นสมาชิก)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจาก  Urge + กรรม + (Not) + To + Verb 1 + ส่วนขยาย                             

                                  ตัวอย่างที่ 

  • I told my daughter __________________________ good care of herself while she was away.

(ผมบอกลูกสาวของผม (ให้) ________________ ตนเองเป็นอย่างดี  ในขณะที่เธอออกไปข้างนอก)

(a) taking

(b) to take    (“Take care”  =  ดูแล)

(c) she will take

(d) that she take

ตอบ  -  ข้อ  (b)  “Subject + Tell + กรรม + (Not) + To + Verb 1 + ส่วนขยาย  (I told my daughter to take………)                            

                                  ตัวอย่างที่ 

  • The teacher permitted him ________________________________________ by himself.

(ครูอนุญาตให้เขา ____________________________ ด้วยตัวของเขาเอง)  (คือ  คิดตามลำพัง)

(a) to thinking

(b) to think    (คิด)

(c) think

(d) thinking

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจาก  “Subject + Permit + กรรม + (Not) + To + Verb 1 + ส่วนขยาย

                                  ตัวอย่างที่ 

  • The workers are all gone.  Because of the bad weather, the boss permitted them _______ early.

(คนงานไปกันหมดแล้ว,  เนื่องจากอากาศเลว  เจ้านาย (หัวหน้า) อนุญาตให้พวกเขา ______ แต่เนิ่นๆ)

(a) leave

(b) to leaving

(c) to be going

(d) to leave    (ออกจากที่ทำงาน)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  ตามโครงสร้าง  “Subject + Permit + กรรม + (Not) + To + Verb 1 + ส่วนขยาย

                                  ตัวอย่างที่  ๑๐

  • I want you ______________________________________ on an errand for me tomorrow.

(ผมต้องการให้คุณ _______________________________________ ทำธุระให้ผมวันพรุ่งนี้)

(a) go

(b) to do

(c) to go    (ไป)

(d) going

ตอบ  -  ข้อ  (c)  “Want + กรรม + To + Verb 1 + ส่วนขยาย  และ  “Go on an errand”  =  ไปทำธุระ

                                  ตัวอย่างที่  ๑๑

  • We don’t allow anyone __________________________________________ in this pond.

(เราไม่อนุญาตให้ใครก็ตาม ________________________________________ ในสระน้ำนี้)

(a) swim

(b) swimming

(c) to swim   (ว่ายน้ำ)

(d) for swimming

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “Allow + กรรม + (Not) + To + Verb 1 + ส่วนขยาย

                                 ตัวอย่างที่  ๑๒

  • He told one of the men ______________________________ with his back against the wall. 

(เขาบอกชายคนหนึ่งให้ ____________________________ โดยเอาหลังชิด (หรือพิง) กำแพง)

(a) turn and sit

(b) to turn and sit    (หันมาและนั่ง)

(c) turned and sat

(d) turning and sitting

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจาก  “Subject + Tell + กรรม  + (Not) + To + Verb 1 + ส่วนขยาย”  กล่าวคือ  กริยาที่อยู่หลังกรรมรอง (บุคคลหรือสิ่งของ) ของคำกริยาต่อไปนี้  จะต้องเป็นรูป  “Infinitive with to”  (To + Verb 1)  เสมอ  ได้แก่  “Expect (คาดหวัง),  Want,  Cause (เป็นเหตุให้),  Force (บังคับ),  Compel (บังคับ),  Invite,  Advise (แนะนำ),  Instruct (แนะนำ, สอน),  Persuade (ชักชวน),  Allow,  Permit,  Encourage (กระตุ้น),  Press (บังคับ),  Warn (เตือน),  Order (สั่ง),  Request (ร้องขอ),  Tempt (ยั่วยวน, ล่อใจ),  Teach,  Tell,  Oblige (บีบบังคับ)”   ตัวอย่างประโยค   เช่น

  • We ordered him to leave.

(เราสั่งให้เขาไปซะ)

  • She forced her servant to finish the work by noon.

(เธอบังคับให้สาวใช้ทำงานให้เสร็จในตอนบ่าย)

  • They invited her to go to their party.

(พวกเขาเชิญเธอไปร่วมงานเลี้ยง)

  • The teacher instructed him to study hard.

(ครูแนะนำเขาให้ขยันเรียน)

  • I told him to play outside.

(ผมบอกให้เขาไปเล่นข้างนอก)

  • She taught him (how) to cook.

(หล่อนสอนเขา (วิธี) ปรุงอาหาร)

  • We encouraged her to fight against cancer.

(พวกเราให้กำลังใจเธอต่อสู้กับมะเร็ง)

  • The flood caused the train to move slowly.

(น้ำท่วมเป็นเหตุให้รถไฟเคลื่อนไปอย่างช้าๆ)

  • She requested him to buy her a new dress.

(เธอขอร้องเขาให้ซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ให้เธอ)

  • The manager advised his staff to work harder.

(ผู้จัดการแนะให้สตาฟของเขาทำงานให้หนักขึ้น)

                  ในกรณีเป็นประโยคปฏิเสธ  ให้ใส่  “Not”  ไว้หน้า  “To + Verb 1”  (Not + To + Verb 1)  เช่น

  • She asked me not to arrive late.

(เธอขอร้องผมมิให้มาสาย)

  • He told her not to go out at night.

(เขาบอกเธอมิให้ออกไปข้างนอกเวลากลางคืน)

  • We forced him not to resign from his work.

(เราบังคับเขามิให้ลาออกจากงาน)

  • She expects him not to fail again.

(เธอคาดหวังเขาว่าจะไม่ล้มเหลวอีกหน)

  • I allowed her not to take the book if she didn’t want it.

(ผมอนุญาตให้เธอมิต้องเอาหนังสือเล่มนั้นไป  ถ้าเธอไม่ต้องการมัน)

                  สำหรับคำกริยาบางตัว  เช่น  Refuse, Offer, Expect, etc.  ตามด้วย To + Verb 1  เช่น  They + Refuse + To + Move out.  –  พวกเขาปฏิเสธที่จะย้ายออกไป  หรืออาจตามด้วย  “กรรม + Verb 1”  ก็ได้  (เปรียบเทียบระหว่าง ๒ ประโยค)  เช่น  We expect to pass our exam. – เราคาดหวังที่จะสอบได้  (เราเป็นผู้สอบได้)  หรือ  She expected me to buy her a newspaper.  –  เธอคาดหวังให้ผมซื้อหนังสือพิมพ์ให้เธอ  (ผมเป็นผู้ซื้อฯ)  ดูรายละเอียดจากตัวอย่างข้างล่าง

                                   ตัวอย่างที่  ๑๓

  • You can learn _____________________________________ the word from the dictionary.

(คุณสามารถเรียนรู้ ________________________________________ คำจากพจนานุกรม)

(a) pronunciation    (การออกเสียง, วิธีการออกเสียง)

(b) pronouncing

(c) to pronounce    (ที่จะออกเสียง)

(d) pronounce

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “Learn + To + Verb 1 + ส่วนขยาย

                                  ตัวอย่างที่ ๑๔

  • I’ll try ________________________________________________________ my best.

(ผมจะพยายาม __________________________________________________ ดีที่สุด)

(a) to make

(b) to work

(c) to show

(d) to do   (ทำ)

ตอบ  –  ข้อ  (d)  “Do one’s best”  =  “ทำดีที่สุด”  และหลังกริยา  “Try”  ต้องตามด้วย  “Infinitive with to” (To + Verb 1)  สำหรับกลุ่มคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Infinitive with to” (To + Verb 1)  ได้แก่  “promise (สัญญา),  offer (เสนอ),   want (ต้องการ),  hope (หวัง),  plan (วางแผน),  hesitate (รีรอ, ลังเลใจ),  fail  (ล้มเหลว)learn  (เรียนรู้),  expect  (คาดหวัง),  refuse (ปฏิเสธ),  need (ต้องการ),  dare (กล้า),  claim (อ้าง),  agree  (ตกลง),   demand (เรียกร้อง),  wish (ปรารถนา),   intend (ตั้งใจ),  seem (ดูเหมือนว่า),  resolve (ตกลงใจ),  determine (ตัดสินใจ),  decide (ตัดสินใจ),  pretend (แสร้งทำ),  afford (มีฐานะพอ, สามารถหามาได้),  happen (บังเอิญ),  appear (ดูเหมือนว่า),  prove (พิสูจน์),  ask (ขอร้อง)beg  (ขอร้อง),  choose (เลือก),  manage (ประสบความสำเร็จ),  hurry (เร่งรีบ),  tend  (มักจะชอบ),  arrange (จัดแจง, เตรียมการ),  care (สนใจ),  come (มา)  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • They want to take a rest.

(พวกเขาต้องการพักผ่อน)  (พวกเขาเป็นผู้พักผ่อน)

                   จงเปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง

  • She wanted Jim to visit her at least once a month.

(เธอต้องการให้จิมมาเยี่ยมเธออย่างน้อยเดือนละครั้ง)  (จิมเป็นผู้มาเยี่ยม)

  • She expects to arrive there in time.

(เธอคาดหวังว่าจะไปถึงที่นั่นทันเวลา)

  • He pretended not to see me.

(เขาแสร้งทำเป็นไม่เห็นผม)

  • We decided to buy a new home.

(เราตัดสินใจซื้อบ้านใหม่)

  • He came to see me late at night.

(เขามาพบผมเวลากลางคืนตอนดึก)

  • We must learn to work hard and to save money.

(เราจะต้องเรียนรู้เรื่องการทำงานหนักและออมเงิน)

  • She refused to go out with him.

(เธอปฏิเสธที่จะออกไปข้างนอกกับเขา

  • She affords to buy an expensive car.

(เธอมีฐานะพอที่จะซื้อรถยนต์ราคาแพง)

  • They agreed to take a vacation this summer.

(พวกเขาตกลงที่จะเดินทางวันหยุดพักผ่อนหน้าร้อนนี้)

  • We wish to graduate in a few months and to get a job.

(เราปรารถนาที่จะเรียนจบในอีก ๒ – ๓ เดือนข้างหน้าและได้งานทำ)

  • He asked to play a role in the school play.

(เขาขอร้องที่จะแสดงในบทในละครของโรงเรียน)

  • They promised to come and they did come.

(พวกเขาสัญญาว่าจะมา และก็มาจริงๆ)

  • The team failed to win a place in the finals.

(ทีมนั้นไม่สามารถที่จะได้เข้ารอบสุดท้าย)

  • They hoped to meet their parents after separating with them for years.

(พวกเขาหวังจะได้พบกับพ่อแม่  หลังจากแยกกับพ่อแม่เป็นเวลาหลายปี)

  • Did you manage to get anything to eat before you came?

(คุณประสบความสำเร็จ (สามารถ) หาอะไรกินก่อนมาที่นี่หรือเปล่า)

 

2. It seemed to Mrs. Simpson that the butter smelled somewhat __________ and she could not serve it to her guests.

(สำหรับมิสซิสซิมสัน  มันดูเหมือนว่าเนยเหลวนั้นมีกลิ่นค่อนข้าง __________ และเธอไม่สามารถเสิร์ฟมันให้กับแขกของเธอ)

(a) badly

(b) bad    (ไม่ดี, เลว, ร้าย, ผิดศีลธรรม, ไม่เหมาะสม)

(c) worse    (เลวกว่า, แย่กว่า)  (ไม่เลือกข้อนี้เพราะไม่ใช่การเปรียบเทียบ)

(d) worsely    (รูปนี้ไม่มีใช้)

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจากหลังกริยา  “Smell”  (เมื่อมีความหมาย  “มีกลิ่น”)  ต้องตามด้วยคำคุณศัพท์ (Adjective)  มิใช่กริยาวิเศษณ์ (Adverb)  แต่ถ้าหมายถึง  "ดม"  ต้องตามด้วยกริยาวิเศษณ์  เช่น  She smelled the roses happily.  (เธอดมดอกุหลาบอย่างมีความสุข)  ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทนี้จากตัวอย่างข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่ 

  • I don’t think she is very suitably dressed.  She looks extremely ___________________ to me.

(ผมไม่คิดว่าเธอแต่งตัวได้เหมาะสมมากนัก  เธอมีท่าทาง ________________ อย่างมากสำหรับผม)

(a) commonly

(b) common    (ธรรมดา, สามัญ)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) commonness    (ความเป็นธรรมดาสามัญ, ความพร้อมกัน-ร่วมกัน-เหมือนกัน)  (เป็นคำนาม)

(d) being common

ตอบ  -  ข้อ  (b)  หลังคำกริยา  “Look”  เมื่อหมายถึง  “มีลักษณะ, มีท่าทาง, มีอาการ”  ต้องตามด้วยคำคุณศัพท์  (Adjective)

                                  ตัวอย่างที่ 

  • The mother looked _______________________________________ at her naughty child.

(แม่จ้องมอง ___________________________________________ ที่ลูกผู้ซุกซนของเธอ)

(a) anger

(b) angry

(c) angrily    (อย่างโกรธเคือง)

(d) angered

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากขยายกริยา  “Look at”  ในความหมาย  “จ้องมอง”  จึงต้องเป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  แต่ถ้า  “Look”  หมายถึง  “มีอาการ, มีลักษณะ, มีท่าทาง”  จะต้องตามด้วยคำคุณศัพท์  เช่น  She looked sad after her father's death.  (เธอมีท่าทางเศร้า  หลังความตายของพ่อ)

                                  ตัวอย่างที่ 

  • Let us ____________________________________________________ for a moment.

(พวกเราจง _______________________________________________ สักชั่วครู่ชั่วยาม)

(a) keep quietly

(b) be quite

(c) keep quietness

(d) keep quiet    (ไม่ปริปาก, เงียบเข้าไว้)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “Keep + Adjective”  ดูเพิ่มเติมคำกริยาประเภทเดียวกับ  “Keep”  ในประโยคข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่  

  • I ____________________________________________ about his ability to do the work.

(ผม __________________________________ เกี่ยวกับความสามารถของเขาในการทำงาน)

(a) feel doubt

(b) have doubtful

(c) am wondered

(d) feel doubtful    (รู้สึกไม่แน่ใจ-ไม่มั่นใจ-สงสัย)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจาก   “Feel + Adjective”  สำหรับโครงสร้างอื่นๆ ที่สามารถใช้ได้เช่นกัน  ได้แก่   “I have (a) doubt about…….......…”  (ผมมีข้อสงสัย-กังขา เกี่ยวกับ...............)  และ  “I wonder about……..……” (ผมรู้สึกกังขา-สงสัย เกี่ยวกับ ……...…..)

                                  ตัวอย่างที่  

  • Everything looks _______________________________________________________.

(ทุกสิ่งทุกอย่างมีลักษณะ ________________________________________________)

(a) differently

(b) different    (แตกต่าง  -  ไปจากเดิม)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) difference    (ความแตกต่าง)  (เป็นคำนาม)

(d) differ    (แตกต่าง)  (เป็นคำกริยา)

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจาก  “Look”  ในที่นี้เป็น  “Linking Verb”  มีความหมายว่า  “มีลักษณะ, มีท่าทาง”  ต้องตามด้วยคำคุณศัพท์  (Adjective)  มิใช่กริยาวิเศษณ์ (Adverb)

                                  ตัวอย่างที่  

  • One who does good feels _________________________________________________.

(บุคคลผู้ซึ่งทำดี  รู้สึก __________________________________________________)

(a) happily    (อย่างมีความสุข)  (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(b) happy    (มีความสุข)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) happiness    (ความสุข)  (เป็นคำนาม)

(d) more happily

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจาก  “Feel + Adjective”  เช่น  Happy, Quick, Slow, Careful   มิใช่  “Adverb”  เช่น  Happily, Quickly, Slowly, Carefully

                                  ตัวอย่างที่  

  • The air in that spot smells ________________________________________________.

(อากาศตรงบริเวณนั้นมีกลิ่น ______________________________________________)

(a) sweetness    (ความสดชื่น, ความหวาน, ความไพเราะ, ฯลฯ)  (เป็นคำนาม)

(b) sweetly    (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(c) sweet     (สดชื่น, หวาน, มีรสหวาน, มีรสดี, สด, ไพเราะ, มีกลิ่นดี, หอม, น่าพอใจ, งดงาม) 

       (เป็นคำคุณศัพท์)

(d) sweeten     (ทำให้หวาน-หอม-อ่อนนิ่ม-เป็นกรดน้อยลง, หวานขึ้น, หอมขึ้น, ไพเราะขึ้น, นิ่มนวลขึ้น,

       กลมกล่อมขึ้น)  (เป็นคำกริยา)

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “Smell + Adjective

                                  ตัวอย่างที่                 {จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จากข้อ  (๑) – (๔)}

  • (1) When compared with its (2) graceful manner in the water, a penguin’s progress (3) on land seems (4) awkwardness.

(เมื่อเปรียบเทียบกับกริยาท่าทางที่งามสง่าของมันในน้ำ  การก้าวเดินไปข้างหน้าของนกเพนกวินบนบก  ดูเหมือนว่าจะ  งุ่มง่าม-เชื่องช้า-เก้งก้าง)

ตอบ  -  ข้อ    แก้เป็น  “Awkward”  เนื่องจาก  “Seem + Adjective

                                  ตัวอย่างที่ 

  • I saw the coach on the field after the game, and he seemed _________________________.

(ผมเห็นผู้ฝึกสอนที่สนามหลังการแข่งขัน  และเขาดูเหมือนว่า _________________________)

(a) real angry

(b) angrily

(c) anger

(d) angry    (โกรธ)

ตอบ  –  ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “Seem + Adjective”  หรืออาจตอบ  “really angry”  (โกรธอย่างแท้จริง)  ก็ได้  เนื่องจากหลังกลุ่มคำกริยาต่อไปนี้  (Look, Feel,  Become,  Grow,  Get,  Seem,  Appear, Taste,  Prove,  Sound, Remain,  Turn)  แม้จะไม่ต้องมีกรรมมารับโดยตรง  แต่ก็ต้องอาศัยคำหรือกลุ่มคำอื่นมาช่วยขยายตามหลังมัน  เพื่อให้ได้ใจความชัดเจนขึ้น  คำที่มาขยายคำกริยาเหล่านี้มิได้เป็นกรรม  (Object)  แต่มาช่วยทำให้กริยามีความหมายดีขึ้น  หรือทำให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์  คำที่ตามหลังคำกริยาประเภทนี้  จะอยู่ในรูปคำคุณศัพท์  (Adjective)  เท่านั้น    มิใช่คำกริยาวิเศษณ์ (Adverb)  ทั้งนี้  เราเรียกส่วนขยายคำกริยาพวกนี้ว่า   “Subjective Complement”  หมายถึง  “ตัวขยายอกรรมกริยา  เพื่อให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์”  และเรียกกริยาประเภทนี้ว่า  “Linking Verb”   คือช่วยเชื่อมระหว่างประธานของประโยค  และ ส่วนที่มาขยายคำกริยา  เพื่อทำให้ประโยคมีใจความสมบูรณ์  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • She felt good after a long sleep.

 (เธอรู้สึกสบายดีหลังจากนอนหลับยาว)

  • He looked happy when his friends came to see him.

 (เขาดูท่าทีมีความสุข  เมื่อเพื่อนมาเยี่ยม)

  • The milk in that glass tasted sour.

 (นมในแก้วใบนั้นมีรสเปรี้ยว)

  • They seem tired after a hard day’s work.

(พวกเขาดูเหมือนเหนื่อย  หลังจากทำงานตรากตรำมาทั้งวัน)

สรุป  -  คำที่ตามหลังคำกริยาจำพวก  “Linking verb”  ได้แก่  Be (is, am, are, was, were)  (เป็น, อยู่, คือ),  Become,  Seem (ดูเหมือนว่า)Appear (มีลักษณะท่าทาง)Feel (รู้สึก)Get,  Grow,  Keep,  Look (มีท่าทาง)Smell (มีกลิ่น), Sound (มีเสียง, ฟังดู),  Taste (มีรสชาติ)Turn (กลายเป็น)   จะต้องเป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  เสมอ  เช่น

  • Tom became rich.   (ทอมร่ำรวยขึ้นมา)
  • Ann seems happy.   (แอนดูเหมือนว่าจะมีความสุข)
  • Jim felt cold.   (จิมรู้สึกหนาว)
  • He got/grew impatient.   (เขารู้สึกกระวนกระวาย)
  • The idea sounds interesting.   (ความคิดนี้ดูน่าสนใจ)
  • Her name sounds familiar to me.   (ชื่อของเธอฟังดูคุ้นๆหูผม)
  • She looked calm.   (เธอมีอาการสงบ)
  • He turned pale.   (เขาตัวซีด หรือหน้าซีด)
  • The soup tasted sweet.   (ซุปมีรสหวาน)
  • She kept calm and said nothing.   (เธอนิ่งเงียบและไม่พูดอะไร)

 

3. She thinks we should leave now because it is wiser ___________ before    the traffic goes too heavy.

(เธอคิดว่าเราควรออกเดินทางตอนนี้  เพราะว่ามันฉลาดกว่ากัน ___ ก่อนที่การจราจรจะคับคั่งมากเกินไป)

(a) than leaving    (ไม่เลือกข้อนี้เพราะไม่ใช่การเปรียบเทียบ)

(b) to leave    (ที่จะออกเดินทาง)

(c) when leaving

(d) leave

ตอบ  ข้อ  (b)  เนื่องจากเป็นตามโครงสร้าง  “It is (was) + Adjective (ขั้นธรรมดา-ขั้นกว่า-ขั้นสุด) + To + Verb 1 + ส่วนขยาย  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • It is difficult to pass the exam.

(มันยากที่จะสอบผ่าน)

  • It is important to finish the work today.

(มันสำคัญที่จะทำงานให้เสร็จในวันนี้)

  • It is better to consult your parents.

(มันดีกว่าที่จะปรึกษาพ่อแม่ของคุณ)

  • It is worse to go there alone when you’re not familiar with the place.

(มันแย่กว่าที่จะไปที่นั่นตามลำพัง  เมื่อคุณไม่คุ้นเคยกับสถานที่)

  • It is best to be honest in whatever you do.

(มันดีทีสุดที่จะซื่อสัตย์สุจริตในสิ่งใดก็ตามที่คุณทำ)

 

4. Can you give us a rough estimate on _________________________ we’ll pay for the damages?

(คุณจะบอก (ให้) ราคาที่ประเมิน (หรือ การประเมิน) อย่างคร่าวๆ แก่เรา ว่าเราจะต้องจ่ายสำหรับค่าเสียหาย ____________ ได้หรือไม่)

(a) how often    (บ่อยเท่าใด)

(b) how many    (มากเท่าใด)  (ใช้กับคำนามนับได้  พหูพจน์)

(c) how much    (มากเท่าใด)  (ใช้ถามเกี่ยวกับราคา-ค่าใช้จ่าย  หรือกับคำนามนับไม่ได้)  (จะถือว่า

       ลดรูปมาจาก  “How much money”  ก็ได้)

(d) how long    (นานเท่าใด)

ตอบ  ข้อ  (c)  

 

5. Once or twice she acted in a very peculiar (พี-คิ้ว-เลีย) manner.

(ครั้งหรือ  ๒  ครั้ง  เธอแสดงกริยาอาการที่  ประหลาด-แปลกพิกล-ไม่เคยปรากฏมาก่อน-เป็นพิเศษ-ลักษณะเฉพาะ-ความประหลาด  อย่างมาก)

(a) strange; unusual; uncommon    (ประหลาด-แปลก;  พิเศษ-ไม่ธรรมดา-ผิดปกติ;  ไม่ธรรมดา-

       ไม่ใช่ทั่วๆไป)

(b) gratuitous    (กระ-ทู้-อิ-ทัส)  (ไม่คิดมูลค่า, ฟรี, ให้เปล่า, ไม่สำคัญ)

(c) officious   (อะ-ฟิ้ช-เชิส)  (เสือก, ชอบยุ่งเรื่องของคนอื่น, ซึ่งเอาอกเอาใจเกินไป)

(d) inexorable   (อิน-เอ๊ค-เซอะ-ระ-เบิ้ล)  (ไม่ยอมแพ้, ไม่ย่อท้อ, ไม่หยุดยั้ง, ไม่ผ่อนปรน, ไม่เปลี่ยนแปลง,

       ยืนหยัด, เหนียวแน่น)

(e) fractious   (แฟร้ค-ชัส)   (ชอบทะเลาะวิวาท, ขี้โมโห, ดื้อรั้น, หัวดื้อ)

ตอบ  ข้อ  (a)  Peculiar  เมื่อเป็น “คำนาม” หมายถึง  “ลักษณะเฉพาะ, ความประหลาด

 

6. The speaker enlightened the audience on how to succeed in college.  

(ผู้พูด  ให้ความรู้ความสว่าง-บอกแจ้ง-สอน  กลุ่มผู้ชม-ผู้ฟัง  ในเรื่องจะประสบความสำเร็จใน (การเรียน) มหาวิทยาลัยได้อย่างไร)

(a) apologized    (ขอโทษ)

(b) informed; taught    (บอก-แจ้ง;  สอน)

(c) acknowledged     (ยอมรับ, รับรอง, เห็นคุณค่า, แจ้งว่าได้รับ)

(d) precipitated    (เร่งรัดให้เกิดขึ้น)

(e) invalidated    (อิน-แว้ล-ลิ-เดท)  (ทำให้เป็นโมฆะ, ทำให้ไร้ผล, ทำให้ใช้การไม่ได้)

(f) bombarded    (ระดมยิง, ทิ้งระเบิด)

ตอบ  ข้อ  (b)

 

7. Her overt (โอ๊-เวิร์ท หรือ โอ-เวิ้ร์ท) attempt to dominate the discussion was met with strong resistance.      

(ความพยายามแบบ  เปิดเผย-ไม่ปิดบัง-โจ่งแจ้ง-ชัดเจน  ของเธอที่จะครอบงำการประชุมปรึกษาหารือ  ต้องพบกับการต่อต้าน (ต้านทาน) อย่างรุนแรง)

(a) rampant    {(แร้ม-เพิ่นท)  (หญ้า) ขึ้นอยู่ทั่วไป, มีแพร่หลาย, อาละวาด, วิ่งพล่าน, แผลงฤทธิ์, รุนแรง, ตึงตัง,

      ยืนบนขาหลัง}

(b) auspicious    (ออส-พิ้ช-เชิส)  (ได้ฤกษ์, เป็นมงคล, รุ่งเรือง, เป็นลางดี)

(c) apparent; obvious; manifest; unconcealed    (ชัดเจน-เห็นได้ชัด; เห็นได้ชัด-แจ่มแจ้ง; ชัดแจ้ง-

       ประจักษ์-เป็นที่เข้าใจดี; เปิดเผย-ไม่ได้ปิดบังหรือซ่อนเร้น)

(d) surreptitious    (เซอะ-เรพ-ทิ้ช-เชิส)  (ซ่อนเร้น, ลับๆล่อๆ, แอบทำ, ลอบทำ, มีเลศนัย)

(e) arduous    (อ๊าร์-ดิว-เอิส)  (ยากลำบาก, ตรากตรำอย่างมาก, ต้องใช้เรี่ยวแรงมาก)

ตอบ  ข้อ  (c)  

 

8. Nobody has come to see us since we _______________________________ to our new home.

(ไม่มีใครมาเยี่ยมเยียนเรา  ตั้งแต่เรา _____________________________ ไปอยู่บ้านหลังใหม่)

(a) moved    (ย้าย)

(b) move

(c) have moved

(d) had moved

ตอบ  -  ข้อ  (a)  กริยาที่อยู่ในอนุประโยคที่นำหน้าด้วย  “Since”  (ตั้งแต่) จะอยู่ในรูปอดีต  “Past tense” (Verb 2) เสมอ,  สำหรับ “Since”  ถ้าหมายถึง  “เพราะว่า” จะใช้เหมือนกับ  “Because  หรือ  As”  คือ  ตามด้วยประโยค  แต่ถ้าหมายถึง  “ตั้งแต่”   อาจตามด้วยคำนาม  หรือวลี  หรือตามด้วยประ โยค (Subject + Verb)  ก็ได้  (ดูรายละเอียดในหมวดข้อสอบ  STRUCTURE  ตอนที่  ๕๕๐  ข้อ ๑)  และมักใช้กับ   “Present perfect tense”  คือ  Subject + Has (Have) + Verb 3  หรือ  “Present perfect continuous tense”  คือ  Subject + Has (Have) + Been + Verb + ing  ซึ่งบอกถึงเหตุการณ์ที่เกิดในอดีต  และดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันขณะที่พูด  เช่น

  • He has read since the morning.  (since + วลี)

(เขาอ่านหนังสือมาตั้งแต่เช้าแล้ว – ขณะที่พูดประโยคนี้ก็ยังอ่านอยู่)

  • She has been cooking since 6:00 p.m(since + วลี)

(เธอปรุงอาหารมาตั้งแต่ ๖.๐๐ น. (ตอนเย็น) แล้ว – ขณะที่พูดประโยคนี้ก็ยังปรุงอยู่)

  • They have worked in the factory since last June.   (since + วลี)

(พวกเขาทำงานในโรงงานตั้งแต่เดือนมิถุนายนปีที่แล้ว – ปัจจุบันก็ยังทำอยู่)

  • We have lived here since we were young.   (since + ประโยค)

(เราอาศัยอยู่ที่นี่ตั้งแต่ยังเด็ก – ปัจจุบันก็ยังอาศัยอยู่)

  • Since 10:00 a.m., they have been reading in the library.  (since +วลี)

(ตั้งแต่ ๑๐ โมงเช้าแล้ว  ที่พวกเขาอ่านหนังสืออยู่ในห้องสมุด – ขณะที่พูดประโยคนี้ก็ยังอ่านอยู่)

  • He has been in Chicago since last week. (=  He has gone to Chicago since last week.)  (since + วลี)

(เขาอยู่ในชิคาโกตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • We have lived in Bangkok since we were born.  (since + ประโยค)

(เราอาศัยอยู่ในกรุงเทพตั้งแต่เราเกิด – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • We have played football since we were in college(since + ประโยค)

(เราเล่นฟุตบอลตั้งแต่เราเรียนมหาวิทยาลัย  –  ปัจจุบันก็ยังเล่นอยู่)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                 

 

             ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง  e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  Address  <wpookaotong@yahoo.com>  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)  เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป