หมวดข้อสอบ STRUCTURE (ตอนที่ 550)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Direction:  Choose the best answer to each item.

(จงเลือกคำตอบที่ดีที่สุดของแต่ละข้อ)

 

1. _____________________________ the seminar, the audience had trouble hearing the speaker.

(___________________________________ การสัมมนา  ผู้ฟังมีปัญหาการได้ยินเสียงผู้พูด)

(a) Since    (เพราะว่า, ตั้งแต่)  (ตามด้วยประโยค  คือ  Subject + Verb  หรือวลี  หรือ  Verb + ing)

(b) Although    (แม้ว่า, ถึงแม้ว่า)  (ตามด้วยประโยค  คือ  Subject + Verb)

(c) During    (ในระหว่าง)  (ตามด้วยคำนาม หรือวลี)

(d) While    (ในขณะที่, ระยะเวลาหนึ่ง)  (ตามด้วยประโยค  คือ  Subject + Verb  หรือวลี  หรือ  Verb + ing)

ตอบ  -  ข้อ  (c)  ดูเพิ่มเติมการใช้คำอื่นๆ จากตัวอย่างข้างล่าง

                  ๑. Since  =  Because  =  As  =  เพราะว่า, ตั้งแต่  ตามด้วยประโยค  คือ  Subject + Verb  หรือ  วลี)  เช่น

  • Since (Because, As) it rained all night, there was a flood the following day.

(เพราะว่าฝนตกตลอดทั้งคืน  มีน้ำท่วมในวันต่อมา)

  • She missed the plane since (because, as) she left home very late.

(เธอตกเครื่องบิน  เพราะว่าเธอออกจากบ้านสายมาก)

  • Since (Because, As) it was Mr. Peterson’s birthday, his staff took him to lunch.

(เพราะว่ามันเป็นวันเกิดของมิสเตอร์ปีเตอร์สัน  คณะผู้ร่วมงานของเขาพาเขาไปทานอาหารกลางวัน)

  • Since (Because, As) none of us were familiar with the city.  Mr. Gustav drove us to the meeting.

(เพราะว่าพวกเราไม่คุ้นเคยกับเมือง  มิสเตอร์กุสตาฟขับรถพาเราไปประชุม)

                  เมื่อ  Since  หมายถึง  “ตั้งแต่”  ตามด้วยประโยค, คำนาม, วลี  หรือ  Verb + ing  เช่น

  • It is two weeks now since I wrote to you.

(มันเป็นเวลา ๒ สัปดาห์แล้วขณะนี้  ตั้งแต่ฉันเขียนจดหมายถึงคุณ)

  • I’ve been wearing glasses since I was three.

(ผมสวมแว่นตาตั้งแต่อายุ ๓ ขวบ)  (ปัจจุบันก็ยังสวมอยู่)

  • Ever since you arrived here, you’ve been causing trouble.

(ตั้งแต่คุณมาถึงที่นี่  คุณสร้างแต่ปัญหา)  (ปัจจุบันก็ยังสร้างอยู่)

  • For the first time since leaving home she is without a boyfriend.

(เป็นครั้งแรกตั้งแต่ออกจากบ้าน  เธอไม่มีแฟน)  (หลังออกจากบ้านแล้ว  เธอเคยมีแฟนมาตลอด)

  • We haven’t seen each other since New York.

(เราไม่ได้พบกันตั้งแต่อาศัยอยู่ – หรือทำงาน – ในนิวยอร์ก)  (ปัจจุบันก็ยังไม่ได้พบ)

  • It rose very rapidly in 2015-16 but since then the price has risen very little.

(มัน – ราคา – เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในปี ๒๐๑๕-๑๖  แต่ว่าตั้งแต่นั้นมา  ราคาเพิ่มขึ้นน้อยมาก)

  • I came here in 1972 and I have lived here ever since.

(ฉันมาที่นี่ในปี ๑๙๗๒  และฉันได้อาศัยอยู่ที่นี่ตั้งแต่นั้นมา)

  • We met ten years ago and we have been friends ever since.

(เราพบกันเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว  และเราเป็นเพื่อนกันตั้งแต่นั้นมา)

  • I’ve stayed in this town since I was young.

(ฉันพักอยู่ในเมืองนี้ตั้งแต่ฉันเป็นเด็ก)  (ปัจจุบันก็ยังพักอยู่)

  • Her parents have divorced since she was three years old

(พ่อแม่ของเธอหย่าร้างกันตั้งแต่เธออายุ ๓ ขวบ)  (ปัจจุบันก็ยังหย่าร้างกันอยู่)

  • They’ve become close friends since they were at university.

(พวกเขาเป็นเพื่อนสนิทกัน  ตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย)  (ปัจจุบันก็ยังสนิทกันอยู่)

  • He’s studied in the library since the morning.

(เขาอ่านหนังสือในห้องสมุดตั้งแต่เช้า)  (ขณะนี้ก็ยังอ่านอยู่)

  • We had been up since 4 a.m.

(เราลุกขึ้นตั้งแต่ตีสี่)

  • She’s stayed in New York since last September.

(เธอพักอยู่ในนิวยอร์กตั้งแต่กันยายนปีที่แล้ว)  (ปัจจุบันก็ยังพักอยู่)

  • They’ve had a meeting since nine o’clock.

(พวกเขาประชุมกันตั้งแต่ ๙ โมง)  (ขณะนี้ก็ยังประชุมกันอยู่)

               ๒. Although  =  Though  =  Even if  =  Even though  =  แม้ว่า, ถึงแม้ว่า,  ตามด้วยประโยค  คือ  Subject + Verb  เช่น

  • Although (Though, Even if, Even though) it was late, Ms. Glaser stayed to finish her work.

(แม้ว่ามันล่วงเลยเวลามานานแล้ว  มิสเกลเซอร์ยังอยู่ (ในสำนักงาน) เพื่อทำงานของเธอให้เสร็จ)

  • Although (Though, Even if, Even though) they were ordered, the brochures and business cards were never printed.

(แม้ว่ามันได้รับการสั่งซื้อ  โบรชัวร์และนามบัตรไม่เคยได้รับการพิมพ์)

  • Although (Though, Even if, Even though) Kim was wealthy, she was certainly not happy.

(แม้ว่าคิมมั่งคั่งร่ำรวย  เธอไม่ได้มีความสุขอย่างแน่นอน)

  • Although (Though, Even if, Even though) he studied hard, he failed.

(แม้ว่าเขาขยันเรียน  เขาสอบตก)

  • They went out although (though, even if, even though) it rained heavily.

(พวกเขาออกไปข้างนอก  แม้ว่าฝนตกหนัก)

  • Although (Though) he was late, he stopped to buy a sandwich.

(แม้ว่าเขาสาย  เขายังแวะซื้อแซนด์วิช)

  • Helen kept her coat on although (though) it was warm in the room.

(เฮเลยยังสวมเสื้อคลุมต่อไป  แม้ว่ามันจะอากาศร้อนในห้อง)

  • Although (Though) I advise the children about money, I never actually pay their debts.

(แม้ว่าฉันแนะนำลูกๆ เกี่ยวกับเรื่องเงินๆ ทองๆ  ฉันไม่เคยใช้หนี้ให้พวกเขาเลย)

  • I have a lot of my grandfather’s features although (though) I’m not so tall as he was.

(ผมมีลักษณะต่างๆ (หน้าตา-ท่าทาง) ของคุณปู่ของผมอยู่มากมาย  แม้ว่าผมจะไม่สูงเท่ากับท่าน)

                  ๓. During  =  ในระหว่าง  ตามด้วยคำนาม หรือวลี  เช่น    

  • She had to work in the evening during the course of her study in the university.

(เธอต้องทำงานในตอนกลางคืนในระหว่างช่วงเวลาการเรียนในมหาวิทยาลัย)

  • No credible generation of artists has emerged during the 1970s.

(ไม่มีรุ่นของศิลปินที่เชื่อถือได้ปรากฏออกมาในระหว่างทศวรรษ ๑๙๗๐)

  • She left London during the late spring of 1998.

(เธอออกจากลอนดอนในระหว่างปลายฤดูใบไม้ผลิของปี ๑๙๙๘)

  • I finished typing these three letters during your absence.

(ฉันพิมพ์จดหมาย ๓ ฉบับเหล่านี้แล้วเสร็จ  ในระหว่างการไม่อยู่ของคุณ)

  • During his visit he did a lot of sightseeing.

(ในระหว่างการมาเยือนของเขา  เขาได้ทัศนาจรมากมายหลายแห่ง)

  • She worked in London during the summer holiday last year.

(เธอทำงานในลอนดอนในระหว่างวันหยุดหน้าร้อนปีที่แล้ว)

  • Lots of people lost their lives and properties during the war.

(คนจำนวนมากสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินในระหว่างสงคราม)

  • She heated the place during the winter with a huge wood furnace.

(เธอให้ความร้อนกับสถานที่ในระหว่างฤดูหนาว  ด้วยเตาที่ใช้ไม้เป็นเชื้อเพลิง)

  • I take mild tranquilizers every night during the week.

(ฉันทานยาระงับประสาทอย่างอ่อนทุกคืนในระหว่างสัปดาห์)

  • Disease broke out during the journey.

(โรคเกิดขึ้นในระหว่างการเดินทาง)

  • He had died during the night.  (= He had died at night)

(เขาตายในระหว่างเวลากลางคืน)

  • During my fast I had lost fifteen pounds in weight.

(ในระหว่างการอดอาหาร (การกินเจ) ของฉัน  ฉันน้ำหนักลด ๑๕ ปอนด์)     

                  ๔. While  =  ในขณะที่, ระยะเวลาหนึ่ง,  ตามด้วยประโยค  หรือวลี  หรือ  Verb + ing

  • While I was overseas, she was in London studying.

(ในขณะที่ผมอยู่ต่างประเทศ  เธออยู่ในลอนดอนเรียนหนังสือ)

  • Bill stayed with Mom and me while Dad sat with Dr. Smith in the living-room.

(บิลอยู่กับแม่และฉัน  ในขณะที่พ่อนั่งอยู่กับหมอสมิธในห้องรับแขก)

  • They decided to seek a less expensive place to stay while in Paris.

(พวกเขาตัดสินใจเสาะหาสถานที่ซึ่งมีราคาแพงน้อยกว่าเพื่อพักอาศัย  ในขณะที่อยู่ในปารีส)

  • John talked to me about this while eating our dinner.

(จอห์นพูดกับฉันเกี่ยวกับเรื่องนี้  ในขณะที่เรากำลังทานอาหารค่ำ)

  • Tom had taken out his handkerchief several times while talking to Jenny and blown his nose.

(ทอมล้วงผ้าเช็ดหน้าของเขาออกมาหลายครั้งในขณะที่คุยกับเจนนี่  และสั่งน้ำมูก)

  • One group of children was fairly stable while the second group was severely disturbed.

(เด็กกลุ่มหนึ่งค่อนข้างใจนิ่ง  ในขณะที่กลุ่มที่สองรู้สึกถูกรบกวน (ปั่นป่วน) อย่างรุนแรง)

  • Fred gambled his money away while Julia spent her all on dresses and bric-a-brac.

(เฟร็ดเล่นพนันเงินของเขาจนเกลี้ยง  ในขณะที่จูเลียใช้จ่ายเงินของเธอหมดไปกับเสื้อผ้าอาภรณ์และสิ่งของที่สะสม-ของเก่าของโบราณ)

  • Mary’s essay, while complete in content, had many grammatical errors.

(เรียงความของแมรี่,  ในขณะที่สมบูรณ์ในเนื้อหาสาระ,  มีที่ผิดไวยากรณ์หลายแห่ง)

  • They talked for a short while and then went home together.

(พวกเขาคุยกันช่วงเวลาสั้นๆ  และจากนั้นก็กลับบ้านด้วยกัน)

  • She asked me about the book that I read a little while ago.

(เธอถามผมเกี่ยวกับหนังสือที่ผมอ่านเมื่อชั่วครู่ที่ผ่านมา)

  • Peter is allowed to sleep a while longer.

(ปีเตอร์ได้รับอนุญาตให้นอนหลับต่อไปอีกครู่หนึ่ง)

  • It took quite a while to sort out all our luggage.

(มันใช้เวลาชั่วครู่หนึ่งในการจัดกระเป๋าเดินทางทั้งหมดของเราให้เป็นระเบียบ)

 

2. By the way, Jack, _________________________________ to go bowling with me tomorrow?

(เอ้อ  แจ๊ค ______________________________________ ไปเล่นโบลิ่งกับผมวันพรุ่งนี้ไหม)

(a) will you like

(b) won’t you like

(c) do you like    (คุณอยากจะ)

(d) shouldn’t you like

ตอบ  -  ข้อ  (c)

 

3. If I had lived in Columbus’s time, I _____________________________ the Atlantic with him. 

(ถ้าผมได้มีชีวิตอยู่ในยุคของโคลัมบัส  ผม ___________ มหาสมุทรแอตลันติคไปกับเขา)  (เพื่อไปค้นพบทวีปอเมริกา)  

(a) could cross

(b) might have crossed    (อาจจะได้ข้าม) 

(c) should cross

(d) shall have crossed

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจากเป็น  “If clause” แบบที่ ๓  (Past unreal)  คือ  เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริง  หรือ  เกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  ทั้งนี้  ในความเป็นจริง  “ผมมิได้เกิดในยุคของโคลัมบัส  ผมจึงมิได้ข้ามมหาสมุทรแอตลันติคไปกับเขา”  โดยกริยาในประโยคใหญ่  (Main clause) จะต้องเป็น  {Would (Should, Could, Might) + Have + Verb 3 (Might have crossed)}  ดูเพิ่มเติม  “If clause” แบบที่ ๓ จากตัวอย่างข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่ 

  • Provided that she had heard her flight was boarding, she _____________________ the plane.

(ถ้าเธอได้ยินว่าเที่ยวบินของเธอกำลังเรียกผู้โดยสารขึ้นเครื่อง  เธอ _________________ เครื่องบิน)

(a) wouldn’t miss

(b) wouldn’t have missed    (คงจะไม่ตก)

(c) won’t miss

(d) may not miss

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่    (คือ ไม่เป็นจริงในอดีต)  หรือ เหตุการณ์เกิดขึ้นตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง  คือ  “เธอไม่ได้ยินว่าเที่ยวบินของเธอเรียกผู้โดยสารขึ้นเครื่อง  ดังนั้น  เธอจึงตกเครื่องฯ” 

                                  ตัวอย่างที่ 

  • We _________________________________ in time if we had started half an hour earlier.

(เรา ____________ ทันเวลา (รถไฟ, เครื่องบิน)  ถ้าเราได้เริ่มต้น (ออกเดินทาง) ครึ่งชั่วโมงก่อนหน้า)  (คือ  ออกเดินทางเร็วขึ้นครึ่งชั่วโมง)

(a) were

(b) would be

(c) would have been    (คงจะไป)

(d) had been

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่    กล่าวคือ  เป็นการสมมติเหตุการณ์ที่ไม่เกิดขึ้นจริง  หรือเกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดจริง  คือ  “เราไปไม่ทันเวลา  เพราะเราออกเดินทางช้าไปครึ่งชั่วโมง”  ใน  “If clause”  แบบนี้  ในประโยคใหญ่  (Main clause)  ใช้  “Past future perfect tense”  {Subject + Would (Should, Could, Might, Must) + Have + Verb 3}  ส่วนในอนุประโยค  (If clause)  ใช้  “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3)

                                  ตัวอย่างที่ 

  • He helped me, otherwise I ________________________________________________.

(เขาช่วยเหลือผม  มิฉะนั้น  ผม _____________________________________________)

(a) would be arrested

(b) would have been arrested     (คงจะได้ถูกจับกุมไปแล้ว)

(c) shall be arrested

(d) shall have been arrested

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจากเป็นการพูดถึงเหตุการณ์ในอดีต  ในแบบ  “ถูกกระทำ”  (Passive voice) (Subject + Would + Have + Been + Verb 3  -  I would have been arrested)  =  “คงจะได้ถูกกระทำเช่นนั้นไปแล้ว”  ในที่นี้คือ  “ถูกจับกุม”  แต่ในความเป็นจริง  คือ  มิได้ถูกจับกุม  เพราะว่า  “เขามาช่วยผมไว้”  ความจริงประโยคข้างบนนี้แปลงมาจาก  “If clause”  แบบที่  ๓  (Past unreal)  คือ  เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  คือ  มิได้ถูกจับกุม  ทั้งนี้  “If clause”  ดังกล่าว  คือ  “If he had not helped me, I would have been arrested.”  (ถ้าเขาไม่ได้ช่วยผม  ผมคงจะได้ถูกจับกุมไปแล้ว)  แต่ในความเป็นจริง  คือ  “เขาช่วยเหลือผม  ผมจึงไม่ถูกจับกุม)  ซึ่งมีความหมายเดียวกับใจความของประโยคในตัวอย่างที่ ๓  (เขาช่วยเหลือผม  มิฉะนั้น  ผมคงได้ถูกจับกุมไปแล้ว)

                                  ตัวอย่างที่  

  • _____________________ about the tragedy, we would never have come without first calling.

(__________ เกี่ยวกับเรื่องโศกเศร้า (หรือภัยพิบัติ, อุบัติเหตุ)  เราก็คงจะไม่มา (เยี่ยมเยือน หรือ พบปะพูดคุย  ฯลฯ)  โดยมิได้โทรศัพท์มาบอกคนเหล่านั้นก่อน)  (หมายถึง  คนที่ประสบกับความโศกเศร้า หรือภัยพิบัติ)

(a) If we hear

(b) If we heard

(c) Did we hear

(d) Had we heard    (ถ้าเราได้ยิน-ได้ทราบ)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่  ๓  (Past unreal)   คือ  ไม่เป็นจริงในอดีต   หรือเหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  ทั้งนี้  ประโยคข้างบนมีความหมาย  คือ  “เรา”  ไม่รู้มาก่อนว่าคนที่เราได้ไปเยี่ยม  พบกับเรื่องทุกข์โศก-อุบัติเหตุก่อนหน้านั้น  เราจึงเดินทางมาโดยมิได้โทรศัพท์มาบอกคนเหล่านั้นก่อน  เมื่อมารู้ทีหลัง  จึงเสียใจที่มิได้ทำเช่นนั้น  -  คือ โทรศัพท์มา  ก่อนจะเดินทางมาพบ

                  นอกจากนั้นประโยคข้างบน  ยังมีโครงสร้างแบบ  “ผกผัน”  (Reverse  หรือ  Inversion)  คือมาจาก  “If we had heard  =  Had we heard)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมเรื่อง  “If clause”  แบบที่ ๓   และโครงสร้างแบบ  “ผกผัน” (Reverse  หรือInversion)  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่  

  • Jack would have gone to Chicago _________________________ to get a plane reservation.

(แจ๊คคงจะได้ไปชิคาโกแล้ว _______________________________ จองที่นั่งบนเครื่องบินได้)

(a) was he able

(b) would he be able

(c) if he is able

(d) if he had been able    (ถ้าเขาสามารถ)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่  ๓  “Unreal past”  (ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  หรือ  เกิดตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค)  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ คือ   “แจ๊คมิได้ไปชิคาโก  เนื่องจากไม่สามารถจองตั๋วเครื่องบินได้” 

                                  ตัวอย่างที่  

  • If you had returned the library book on time, you ________________________________.

(ถ้าคุณได้นำหนังสือห้องสมุดไปคืนตรงเวลา  คุณ _________________________________)

(a) will not be fined

(b) would have not been fined

(c) would not be fined

(d) would not have been fined     (คงไม่ถูกปรับ, คงไม่ต้องเสียค่าปรับ)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นการสมมติ  “If clause”  ในแบบที่  ๓  (Past unreal)   คือ  เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  แต่เกิดตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ คือ  “คุณนำหนังสือไปคืนห้องสมุดไม่ตรงเวลา  คุณเลยถูกปรับ – เสียค่าปรับ” 

                                  ตัวอย่างที่  

  • If you had gone with us to the mountains, you _____________________ very heavy clothing.

(ถ้าคุณได้ไปกับเราที่ภูเขา (เมื่อเดือนหรือปีที่แล้ว)  คุณ ___________________ เสื้อผ้าที่หนาอย่างมาก)  (เนื่องจากอากาศหนาวมาก)

(a) had to wear   (จำเป็นต้องสวม)

(b) would have to wear

(c) would have had to wear     (คงจำเป็นจะต้องสวม)

(d) had had to wear

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่ ๓  “Past unreal” (ไม่เป็นจริงในอดีต)   คือเหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  ทั้งนี้  ประโยคข้างบนมีความหมายว่า   “เพราะคุณไม่ได้ไปที่ภูเขากับเรา  คุณก็เลยไม่จำเป็นต้องสวมเสื้อผ้าที่หนา

                                  ตัวอย่างที่  

  • Tom __________________________________ more photographs if he had had more film.

(ทอม ______________________________________ รูปมากขึ้น  ถ้าเขามีฟิล์มมากกว่าที่เป็นอยู่)

(a) would take

(b) would have taken    (คงจะได้ถ่าย)

(c) would be taking

(d) will have taken

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่ ๓  “Past unreal”  (ไม่เป็นจริงในอดีต)  ความหมายของประโยคข้างบน  คือ  “ทอมมิได้ถ่ายรูปเพิ่มขึ้น  เพราะเขามีฟิล์มอยู่นิดเดียว

                                  ตัวอย่างที่  

  • Nancy ____________________________________________ you if you had asked her.

(แนนซี่ ___________________________________________ คุณ  ถ้าคุณได้ขอร้องเธอ)

(a) had helped

(b) would help

(c) might help

(d) would have helped    (คงจะได้ช่วยเหลือ)

ตอบ  –  ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็น  “If clause” แบบที่ ๓  “Past unreal” (ไม่เป็นจริงในอดีต)  คือ  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ในประโยคข้างบน  คือ  “แนนซี่มิได้ช่วยเหลือคุณ  เพราะคุณไม่ได้ขอร้องเธอ

                                  ตัวอย่างที่  ๑๐

  • If we hadn’t left the house so late, we wouldn’t have missed the train.

(ถ้าเรามิได้ออกจากบ้านสายมาก  เราคงจะไม่พลาด (ตก) รถไฟ)

****หมายเหตุ   –    ในความเป็นจริงคือ  “เราออกจากบ้านสาย  เราเลยตกรถไฟ”  ผู้พูดประโยคสมมติในอดีตแบบนี้  มักแสดงความเสียดายกับสิ่งที่เกิดขึ้น  เพราะเหตุการณ์ได้ผ่านไปแล้ว  แก้ไขไม่ได้แล้ว  จึงมาเสียใจในภายหลัง,  การสมมติในอดีตแบบนี้  มีรูปประโยคดังนี้คือ  อนุประโยค (If clause) มีโครงสร้าง  “If + Subject + Had (Not) + V ช่อง 3”,  ส่วนในประโยคใหญ่  (Main clause)  จะมีโครงสร้าง  “Subject + Would (Should, Could, Might, Must) + (Not) + Have + Verb ช่อง 3”  ซึ่งในกรณีนี้  ต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่นระหว่าง Clause ทั้งสองหรืออีกกรณีคือ  เอา  “If clause”  ซึ่งเป็นอนุประโยค  ไปไว้ข้างในประโยคก็ได้  แล้วเอาประโยคใหญ่ (Main clause) มาไว้ข้างหน้าประโยค   ความหมายจะเหมือนกันทุกประการ  แต่ถ้าเอา  “Main clause”  มาไว้ข้างหน้าประโยค   เมื่อจบ  “Main clause” แล้ว  ให้ต่อด้วยประโยคย่อย (If clause) เลย   โดยไม่ต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่น

                  สำหรับตัวอย่างอื่นๆ ของ  “If clause”  แบบที่ ๓  ได้แก่

  • If he had studied hard, he would have passed the exam.

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

  • If you had asked me, I would have told you the truth.

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

  • If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

  • She would have gone to the market if she had had** something to buy.

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ)  (แต่จริงๆ คือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

                 **จะเห็นว่าในประโยคข้างบน  “If clause”  มี “Had” 2 ตัว   ตัวหน้าแสดง  “Past perfect tense”  ส่วน  “Had”  ตัวหลังมาจาก  “Have”  ที่แปลว่า  “มี”  พอมาอยู่หลัง  “Had”  จึงต้องเปลี่ยนไปเป็น  Verb ช่องที่  3  ทำให้มี  “Had”  2 ตัว

  • I would not have bought a car if my office had not been very far from my home.  

(ผมคงจะไม่ได้ซื้อรถยนต์ (เมื่อปีที่แล้ว)  ถ้าที่ทำงานของผมมิได้อยู่ห่างไกลจากบ้านมากมาย)  (แต่จริงๆ คือ  ผมซื้อรถยนต์  เพราะที่ทำงานอยู่ห่างไกลจากบ้านมาก)

  • If he had bet on that horse, he would have lost all his money.

(ถ้าเขาเล่นพนัน (แทง) ที่ม้าตัวนั้น  เขาก็คงสูญเสียเงินไปทั้งหมดแล้ว)  (แต่ในความเป็นจริง  คือ  “เขามิได้เล่นพนันที่ม้าตัวนั้น  เขาก็เลยไม่ได้เสียเงิน”)

  • If you had not come to my party, you would not have met your old friends at college.

(ถ้าคุณมิได้มาที่งานเลี้ยงของผม  คุณก็คงไม่ได้พบเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยของคุณ)  (แต่ในความเป็นจริง  คือ  “คุณมางานเลี้ยง  คุณเลยได้พบเพื่อนเก่า”)

                  นอกจากนั้น  ในส่วนของอนุประโยค  คือ  ในส่วนที่เป็น  “If clause”  ยังสามารถทำเป็นแบบ  “Reverse” (Inversion) (ผกผัน)  คือ  เอา  “Had”  มานำหน้า  “Clause”  แล้วตัด  “If”  ทิ้งไป  โดยที่ความหมายยังคงเหมือนเดิมทุกประการ  (ทำได้เฉพาะใน  “If clause”  แบบที่ ๓  หรือ  “If clause”  แบบที่  ๒  ที่ใน  “If clause”  มีกริยา  “Were”)  ดูเปรียบเทียบประโยค  “ก่อน”  และ  “หลัง”  ทำ “Reverse” (Inversion)  จากตัวอย่างข้างล่าง

  • If he had studied hard, he would have passed the exam.

(=  Had he studied hard, he would………….….exam.)

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

  • If you had asked me, I would have told you the truth.

(=  Had you asked me, I………………..truth.)

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

  • If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(=  Had they not stopped smoking, they……..……..cancer.)

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

  • She would have gone to the market if she had had something to buy.

(=  She would have gone to the market had she had something to buy.)

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ – แต่จริงๆ คือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

        สรุป  -  ใน  “If clause” (ประโยคย่อย)  จะเป็นรูป  “Past perfect tense{If + Subject + Had + (Not) + Verb 3}  เสมอ  ส่วนใน  “Main clause”  (ประโยคใหญ่)  จะเป็นรูป  “Past future perfect tense”  {Subject + Would (Should, Could, Might, Must) + (Not) + Have + Verb 3}  นอกจากนั้น  ยังสามารถทำรูปผกผัน  “Reverse” (Inversion)  ในส่วนที่เป็น  “If clause”  ได้ด้วย  ดังตัวอย่างข้างบน

 

4. I have typed ten letters _____________________________________________________.

(ผมได้พิมพ์จดหมาย  ๑๐  ฉบับแล้ว __________________________________________)

(a) yesterday    (ต้องใช้  “typed”  เพราะเป็นอดีต)

(b) today    (วันนี้)

(c) tomorrow    (ต้องใช้  “will type”  เพราะเป็นอนาคต)

(d) every day    (ต้องใช้  “type”  เพราะเป็นปัจจุบัน)

ตอบ  -  ข้อ  (b)

 

5. The invention of the telephone was a magnificent (แม็ก-นิฟ-ฟิ-เซิ่นท) achievement for mankind. 

(การประดิษฐ์โทรศัพท์เป็นความสำเร็จที่  ดีเลิศ-ดีมาก-น่าประทับใจมาก-โอ่อ่า-งดงาม-สง่า-สวยมาก  สำหรับมนุษยชาติ)

(a) frugal    (ประหยัด)

(b) grand; excellent   (ดีเยี่ยม-สำคัญมาก-ชั้นหนึ่ง; ดีเยี่ยม-ดีเลิศ)

(c) altruistic    (ไม่เห็นแก่ตัว, ชอบช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์)

(d) sedentary    {(งาน) ที่นั่งทำอยู่กับโต๊ะ, นั่งติดอยู่กับที่, (ชีวิต) ที่ไม่กระฉับกระเฉง}

(e) introspective    (พิจารณาตนเอง, มองตนเอง)

ตอบ  -  ข้อ  (b)

 

6. The prehistoric art of inscribing figures and designs on rock surfaces seems to have slowly disappeared with the advent of agriculture, which required a large amount of time and energy.

(ศิลปะยุคก่อนประวัติศาสตร์ในการแกะสลักรูปทรงและแบบต่างๆ บนพื้นผิวหน้าของหิน  ดูเหมือนว่าค่อยๆ หายไปอย่างช้าๆ  พร้อมกับ  การมาถึง-การปรากฏขึ้น-การกำเนิด  ของเกษตรกรรม  ซึ่งต้องใช้เวลาและพลังงานอย่างมากมาย)

(a) financing    (การสนับสนุนทางการเงิน)

(b) adventure    (การผจญภัย, การเสี่ยงภัย, อันตรายที่คาดไม่ถึง, ความตื่นเต้น, ประสบการณ์ที่ตื่นเต้น)

(c) turmoil    (ความปั่นป่วน, ความวุ่นวาย, ความโกลาหล, ความไม่สงบ, การจลาจล)

(d) bounty    (เบ๊าน-ที่)  (รางวัล, ของขวัญ, เงินสงเคราะห์, สิ่งที่มอบให้, ความใจบุญ, ความอารี)

(e) coming; appearance    (การมาถึง-การเกิดขึ้น; การปรากฏขึ้น)

ตอบ  -  ข้อ  (e)

 

7. The governor made a controversial (คัน-โทร-เว้อ-เซิ่ล) decision to raise taxes.  

(ผู้ว่าการรัฐทำการตัดสินใจ  ที่โต้เถียงกัน-ที่ขัดแย้งกัน-ที่ทะเลาะวิวาทกัน-เกี่ยวกับการโต้เถียง, ขัดแย้ง, ทะเลาะ   ที่จะขึ้นภาษี)   (คือการตัดสินใจ  ที่ยังโต้เถียง-ขัดแย้ง-ทะเลาะ กันยังไม่จบ  ไม่สามารถหาข้อสรุปหรือข้อยุติได้)                                                                                                                       

(คำนาม (Noun) คือ  “Controversy” (ค้อน-โทร-เวอ-ซี่)  =  การโต้เถียง, การทะเลาะวิวาท, การโต้ความ-โต้แย้ง)

(a) despicable    (น่าดูถูก, น่าดูหมิ่น, น่าเหยียดหยาม, น่ารังเกียจ, เลวทราม) 

(b) impious    (อิ๊ม-เพียส)  (ไม่เลื่อมใส, ไม่ศรัทธา, ไม่เคารพนับถือ, ไม่นับถือศาสนา, หยาบคาย, ดูหมิ่น)

(c) meretricious   (แม-รี-ทริ้ช-เชิส)  (หลอกลวง, ไม่จริงใจ, ชั่วช้า, แพศยา, บาดตา, ฉูดฉาดและหรูหราแต่ไม่มีราคา)

(d) disputatious; debatable; arguable   (ซึ่งถกเถียง-โต้เถียง-ทะเลาะ-วิวาทกัน;  ซึ่งอาจโต้เถียง-อภิ

       ปรายได้; สามารถโต้แย้ง-ถกเถียงกันได้)

(e) notorious   (โน-ท้อ-เรียส)  (มีชื่อเสียงในทางไม่ดี, ดังกระฉ่อน, รู้จักกันทั่วไป)

ตอบ  -  ข้อ  (d)

 

8. This is the reason _________________________________________________ I hate her.

(นี่เป็นเหตุผล (ที่ว่า) ________________________________________ ผมจึงเกลียดเธอ) 

(a) which

(b) that

(c) why    (ทำไม)   

(d) because

(e) for

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจาก  The reason why + ประโยค  ส่วน  The reason for + Verb + ing  หรือคำนาม  หรือวลี,  ดูเพิ่มเติมพร้อมกับโครงสร้างแบบอื่นๆ  จากตัวอย่างข้างล่าง,  (สำหรับประโยคข้างบน  อาจเปลี่ยนไปใช้โครงสร้างข้างล่าง  โดยมีความหมายเหมือนกัน)

  • This is the reason for my hating her.

(นี่เป็นเหตุผลสำหรับความเกลียดชัง (ไม่ชอบ) เธอของผม)  

  • This is the reason why she came here.

(นี่เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเธอจึงมาที่นี่)

  • There are several reasons why we can’t do that.

(มีเหตุผลหลายอย่างที่ว่าทำไมเราจึงไม่สามารถทำสิ่งนั้น)

  • If I have been a negative critic, I have good reason for being so.

(ถ้าผมเป็นนักวิจารณ์ในทางลบแล้วละก็  ผมมีเหตุผลที่ดีที่จะเป็นเช่นนั้น)

  • This is the reason for her absence.

(นี่เป็นเหตุผลสำหรับการขาดหาย (หายหน้าหายตา) ไปของเธอ)

  • This is the reason for his decision.

(นี่เป็นเหตุผลสำหรับการตัดสินใจของเขา)

  • One of the reasons for coming to England is to make money.

(เหตุผลประการหนึ่งที่มาที่อังกฤษ  คือเพื่อหาเงิน)

  • For some reason we talked about death.

(ด้วยเหตุผลบางอย่าง (ซึ่งผมก็ไม่ทราบว่าอะไร)  เราคุยกันเกี่ยวกับความตาย)

  • I’m getting annoyed, and with reason.

(ผมกำลังโมโห (เคือง)  และมีเหตุผล (สมควร) นะ)

  • People want more street lighting.  The reason is that they feel safer in well-lit streets.

(ผู้คนต้องการแสงสว่างในถนนเพิ่มขึ้น  เหตุผลก็คือว่า  พวกเขารู้สึกปลอดภัยมากขึ้นในถนนที่มีไฟสว่างดี)

  • For reasons of space, I have missed out some of the details.

(ด้วยเหตุผลด้านเนื้อที่ (ซึ่งมีอยัูจำกัด)  ผมเลยไม่ได้ใส่รายละเอียดบางอย่างลงไป)

  • There is reason to disbelieve him.

(มีเหตุผลที่จะไม่เชื่อเขา)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                 

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง  e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  Address  <wpookaotong@yahoo.com>  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)  เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป