หมวดข้อสอบ STRUCTURE (ตอนที่ 517)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Direction:  Choose the best answer to each item.

(จงเลือกคำตอบที่ดีที่สุดของแต่ละข้อ)

 

1. If the delivery is late, we _____________________________________ the shipping charges.

(ถ้าการขนส่งล่าช้า  เรา _____________________________________ ค่าใช้จ่ายการขนส่ง)

(a) paid    (เป็นกริยาช่องที่ ๒ และ ๓ ของ  Pay)

(b) will pay    (จะจ่าย)

(c) have paid    (ได้จ่ายแล้ว)

(d) are paying    (กำลังจ่าย)

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เป็น  “If clause”  แบบที่    คือ  ถ้าข้อความใน  “If clause”  (ประโยคย่อย) เกิดขึ้นจริง  ข้อความในประโยคใหญ่ก็จะเกิดขึ้นตามไปด้วย  กล่าวคือ  “ถ้าการขนส่งล่าช้า  เราจะจ่ายค่าขนส่ง”  ดูเพิ่มเติม  “If clause”  แบบที่  ๑  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่ 

  • __________________________________ he doesn’t succeed, I shall be very disappointed.

(____________________________________ เขาไม่ประสบความสำเร็จ  ผมจะผิดหวังมาก)

(a) Because    (เพราะว่า)

(b) Although    (แม้ว่า)

(c) As    (เพราะว่า, ในขณะที่)

(d) If    (ถ้า)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เป็น  “If clause”  แบบที่    คือ  ถ้าข้อความใน  “If clause”  (ประโยคย่อย) เกิดขึ้นจริง  ข้อความในประโยคใหญ่ก็จะเกิดขึ้นตามไปด้วย  กล่าวคือ   “ถ้าเขาทำไม่สำเร็จ   ผมก็จะผิดหวังมาก

                                  ตัวอย่างที่  ๒

  • ___________________________, some of the Earth’s interior heat escapes to the surface.

(____________ บางส่วนของความร้อนที่อยู่ภายใน (ใต้พื้น) โลก  หลุดรอดขึ้นมาบนพื้นผิวหน้าโลก)

(a) A volcano erupts    (ภูเขาไฟปะทุ)

(b) Although a volcano erupts    (แม้ว่าภูเขาไฟปะทุ)

(c) When a volcano does not erupt    (เมื่อภูเขาไฟมิได้ปะทุ)

(d) If a volcano erupts    (ถ้าภูเขาไฟปะทุ)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่    กล่าวคือ ใน  “If clause”  ใช้รูป  “Present simple tense”  (If + Subject + Verb 1 + ส่วนขยาย)  ส่วนใน  “Main clause”  ใช้รูป  “Future tense” (Subject + Will + Verb 1 + ส่วนขยาย)  หรืออาจใช้  “Present simple tense” (Subject + Verb 1 + ส่วนขยาย)  ก็ได้  (ดังประโยคในตัวอย่างที่ ๒  ซึ่งถือเป็นเรื่องข้อเท็จจริงในปัจจุบัน)  เพราะหลักไวยากรณ์มิได้ระบุไว้ตายตัว  อย่างไรก็ตาม  อาจใช้  “…..….. heat will escape to the …...…”  ใน  “Main clause”  ก็ได้  (สามารถใช้ได้ทั้ง  Future tense  หรือ Present simple tense)  

                                  ตัวอย่างที่  ๓

  • If ______________ enough interest, the proposed flexible work schedule will be implemented.

(ถ้า __________ ความสนใจพอ  กำหนดเวลาทำงานแบบยืดหยุ่นที่ถูกเสนอ  จะได้รับการปฏิบัติ)  (คือ  เอามาใช้จริงๆ)

(a) there be

(b) there will be

(c) there are

(d) there is    (มี)

ตอบ  –  ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่    กล่าวคือ ใน  “If clause” ใช้รูป  “Present simple tense”  (If + Subject + Verb 1 + ส่วนขยาย)  ส่วนใน  “Main clause”  ใช้รูป  “Future tense” (Subject + Will + Verb 1 + ส่วนขยาย)    

                                  ตัวอย่างที่  ๔

  • If this report is sent by overnight delivery, it __________________ Milan by noon tomorrow.

(ถ้ารายงานนี้ถูกส่งโดยการส่งเวลากลางคืน  มัน ____________________ มิลานตอนบ่ายวันพรุ่งนี้)

(a) reaches    (ไปถึง)

(b) will reach    (จะไปถึง)

(c) is reaching    (กำลังไปถึง)

(d) has reached    (ได้ไปถึงแล้ว)

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่ ๑  (If + Subject + Verb 1 + ส่วนขยาย,  Subject + Will (Shall) + Verb 1 + ส่วนขยาย)  คือ  ผู้พูดมีความมั่นใจว่า  ถ้าเหตุการณ์ในประโยคย่อย (If clause) เกิดขึ้นจริง  เหตุการณ์ในประโยคใหญ่ (Main clause) ก็จะเกิดขึ้นตามไปด้วย  (ถ้ารายงานนี้ถูกส่งโดยการส่งเวลากลางคืน  มันจะไปถึงมิลานตอนบ่ายวันพรุ่งนี้)  ทั้งนี้  กริยาในประโยคใหญ่มักเป็น  “Will (Shall) + Verb 1”  แต่อย่างไรก็ตาม  อาจใช้  “Present simple tense” (Subject + Verb 1 + ส่วนขยาย)  ก็ได้  คือ  สามารถใช้  “Reaches”  (ดังประโยคในตัวอย่างที่ ๒  ซึ่งถือเป็นเรื่องข้อเท็จจริงในปัจจุบัน),  ดูเพิ่มเติม  “If clause”  แบบนี้จากตัวอย่างข้างล่าง

  • If the waiter cannot handle your request, the captain will assist you.

(ถ้าพนักงานบริการไม่สามารถจัดการกับคำร้องขอของคุณได้  กัปตันเรือจะช่วยเหลือคุณ)

  • If the customer is not satisfied, please have him call the manager.

(ถ้าลูกค้าไม่พอใจ  กรุณาให้เขาโทรศัพท์ไปที่ผู้จัดการ)

(ในกรณีประโยคใหญ่เป็นคำสั่งหรือขอร้องให้ทำเช่นนั้นเช่นนี้  ดังเช่นประโยคข้างบน  ให้ขึ้นต้นประโยคใหญ่ด้วยคำกริยาช่องที่ ๑ (Verb 1)  โดยอาจมี  “Please” นำหน้า)

  • If Ms. Sylvia leaves at 2:00, she will arrive at the station on time.

(ถ้านางสาวซิลเวียออกเดินทางเวลาบ่ายสองโมง  เธอจะมาถึงที่สถานีทันเวลา)

  • If you agree, I will take the car now.

(ถ้าคุณเห็นด้วย  ผมจะซื้อรถยนต์ตอนนี้เลย)

  • If you submit your application tomorrow, you will still be eligible for the job.

(ถ้าคุณส่งใบสมัครของคุณวันพรุ่งนี้  คุณจะยังคงมีสิทธิ์สำหรับงานนี้อยู่)

  • They may have a cold if they stay outside too long at night.

(พวกเขาอาจเป็นหวัด  ถ้าพวกเขาอยู่นอกบ้านนานเกินไปตอนกลางคืน)

  • She will be (หรือ is) angry if we make fun of her.

(เธอจะโกรธ - หรือโกรธ -  ถ้าเราล้อเลียนเธอ)

  • If the sun sets, animals will go (หรือ go ) to sleep.

(ถ้าดวงอาทิตย์ตกดิน  สัตว์จะเข้า – หรือเข้า – นอน)  (อาจใช้  “Go”  ก็ได้  เนื่องจากถือเป็นเรื่องข้อเท็จจริง)

  • He will qualify (หรือ qualifies) this year if he gets through his exams.

(เขาจะมีคุณสมบัติครบถ้วนปีนี้  ถ้าเขาสอบผ่าน)

  • If you can thread a needle, you can mend a fuse.

(ถ้าคุณสามารถสนเข็มได้  คุณก็สามารถซ่อมฟิวส์ – สายชนวน – ได้)

  • If all goes well, Voyager 2 will head on to Uranus.

(ถ้าทุกอย่างดำเนินไปด้วยดี  ยานโวเยเจอร์ ๒ จะมุ่งหน้าไปยังดาวยูเรนัส)

  • I’d like to book a table for tomorrow night if (it is) possible.

(ผมอยากจะจองโต๊ะสำหรับคืนวันพรุ่งนี้  ถ้าเป็นไปได้)

 

2. We cannot process the order _______________________ we get a copy of the purchase order.

(เราไม่สามารถดำเนินเรื่องการสั่งซื้อสินค้าได้ ________________________ เราได้รับใบสั่งซื้อ)

(a) because    (เพราะว่า)

(b) that    (ซึ่ง, ที่)

(c) until    (จนกว่า, จนกระทั่ง)

(d) when    (เมื่อ)

ตอบ  -  ข้อ  (c)  ดูเพิ่มเติมการใช้  Until  และ  When  จากตัวอย่างข้างล่าง

  • We went on duty at six in the evening and worked until 2 a.m.

(เราเข้าเวร – ปฏิบัติหน้าที่ – ตอน ๖ โมงเย็น  และทำงานจนกระทั่งตี ๒)

  • You can’t get a driver’s license until you are 18.

(คุณไม่สามารถได้ใบขับขี่  จนกว่า (จนกระทั่ง) คุณอายุ ๑๘)

  • She waited until he had gone.

(เธอรอจนกระทั่งเขาออกไป)  (...... จนกว่าเขาจะออกไป)

  • The class won’t meet again until next month.

(ชั้นเรียนไม่มีเรียนอีกจนกว่าจะเดือนหน้า)  (จนกระทั่งเดือนหน้า)

  • They were here until quite recently.

(พวกเขาอยู่ที่นี่จนกระทั่งเมื่อเร็วๆ มานี้เอง)  (เพิ่งจะจากไปไม่กี่วันนี้)

  • We’ve been given until the end of next year to come up with a solution.

(เขาให้เวลาเราจนกระทั่งปลายปีหน้าเพื่อหาวิธีแก้ปัญหา)  (จนกว่าจะปลายปีหน้า)

  • She will wait for him until he returns.

(เธอจะรอเขาจนกระทั่งเขากลับมา)  (จนกว่าเขาจะกลับมา)

  • She would wait for him until he returned.

(เธอจะรอเขาจนกระทั่งเขากลับมา)

  • I have nothing to say until I see my lawyer.

(ผมไม่มีอะไรจะพูด  จนกระทั่งผมได้พบทนายความของผม)  (จนกว่าผมจะได้พบ...........)

  • They didn’t find her until the next day.

(พวกเขาหาเธอไม่พบ  จนกระทั่ง (จนกว่าจะ) วันต่อมา)

  • Women did not gain the vote until after the First World War.

(ผู้หญิงไม่ได้รับสิทธิลงคะแนนเลือกตั้ง  จนกระทั่ง (จนกว่าจะ) หลังสงครามโลกครั้งที่ ๑)

  • Don’t turn the gas on until the gasman tells you.  It’s safe to do so.

(อย่าเปิดก๊าซ  จนกว่าช่างซ่อมท่อก๊าซบอกคุณ (ให้เปิด)  มันปลอดภัยที่จะทำเช่นนั้น)

  • They won’t be very happy when they see what a mess we’ve made.

(พวกเขาคงไม่มีความสุขนัก  เมื่อพวกเขาเห็นว่าเราได้ทำเละเทะ (สกปรกและไม่เป็นระ เบียบ) เพียงใด)  (อาจหมายถึงในห้องพัก  หรือสถานที่แห่งใดแห่งหนึ่ง)

  • When was the last time you cleaned the garage ?

(คุณทำความสะอาดโรงรถครั้งสุดท้ายเมื่อไร)

  • When are you getting married ?

(คุณจะแต่งงานเมื่อไร)

  • He didn’t know when he was coming back.

(เขาไม่รู้ว่าตัวเองจะกลับมาเมื่อไร)

  • I can’t remember when I last wrote to her.

(ผมจำไม่ได้ว่าผมเขียนจดหมายถึงเธอครั้งสุดท้ายเมื่อไร)

  • He left school when he was eleven.

(เขาออกจากโรงเรียนเมื่อเขาอายุ ๑๑ ปี)

  • When the weather was warm, all the children played in the park.

(เมื่ออากาศอบอุ่น  นักเรียนทั้งหมดเล่นในสวนสาธารณะ)

  • She was fatter than when he had last seen her.

(เธออ้วนกว่าเมื่อเขาเห็นเธอครั้งสุดท้าย)

  • There were times when I didn’t know what to do.

(มีอยู่หลายครั้งที่ (เมื่อ) ผมไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร)  (ไม่รู้จะแก้ปัญหาอย่างไร)

  • When I have free time, I always spend it fishing.

(เมื่อผมมีเวลาว่าง  ผมใช้มันในการตกปลาอยู่เสมอ)

  • Join us next week, when we shall be talking about solar energy.

(มาร่วมกับเราสัปดาห์หน้า  เมื่อเราจะสนทนากันเรื่องพลังงานแสงอาทิตย์)

  • I was about to go to bed when I heard cars purr in the distance.

(ผมจวนจะเข้านอน  เมื่อผมได้ยินรถยนต์ทำเสียงเครื่องยนต์สั่นสะเทือนในระยะไกล)

  • We hadn’t gone ten miles when Sam decided he wanted to go home.

(เรายังไปได้ไม่ถึง ๑๐ ไมล์  เมื่อแซมตัดสินใจว่าเขาต้องการกลับบ้าน)

  • I will give this book to her when I see her.

(ผมจะให้หนังสือเล่มนี้แก่เธอ  เมื่อผมพบเธอ)

  • I would give this book to her when I saw her.

(ผมจะให้หนังสือเล่มนี้แก่เธอ  เมื่อผมพบเธอ)

 

3. The amount of steel __________________________ last year showed a considerable increase.

(ปริมาณของเหล็กกล้าซึ่ง ____________ ปีที่แล้ว  แสดงให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย – ของเหล็กกล้า)

(a) producing

(b) produced    (ถูกผลิต, ได้รับการผลิต)

(c) was produced

(d) was producing

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค (Adjective clause)  “which (that) was produced last year

 

4. Provided that she had heard her flight was boarding, she _______________________ the plane.

(ถ้าเธอได้ยินว่าเที่ยวบินของเธอกำลังเรียกผู้โดยสารขึ้นเครื่อง  เธอ _________________ เครื่องบิน)

(a) wouldn’t miss

(b) wouldn’t have missed    (คงจะไม่ตก)

(c) won’t miss

(d) may not miss

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่    (คือ ไม่เป็นจริงในอดีต)  หรือ เหตุการณ์เกิดขึ้นตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง  คือ  “เธอไม่ได้ยินว่าเที่ยวบินของเธอเรียกผู้โดยสารขึ้นเครื่อง  ดังนั้น  เธอจึงตกเครื่องฯ”  ดูเพิ่มเติม  “If clause”  แบบที่    จากตัวอย่างข้างล่าง

                                 ตัวอย่างที่ 

  • We _________________________________ in time if we had started half an hour earlier.

(เรา ___________ ทันเวลา (รถไฟ, เครื่องบิน)  ถ้าเราได้เริ่มต้น (ออกเดินทาง) ครึ่งชั่วโมงก่อนหน้า)  (คือ  ออกเดินทางเร็วขึ้นครึ่งชั่วโมง)

(a) were

(b) would be

(c) would have been    (คงจะไป)

(d) had been

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่    กล่าวคือ  เป็นการสมมติเหตุการณ์ที่ไม่เกิดขึ้นจริง  หรือเกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดจริง  คือ  “เราไปไม่ทันเวลา  เพราะเราออกเดินทางช้าไปครึ่งชั่วโมง”  ใน  “If clause”  แบบนี้  ในประโยคใหญ่  (Main clause)  ใช้  “Past future perfect tense”  {Subject + Would (Should, Could, Might, Must) + Have + Verb 3}  ส่วนในอนุประโยค  (If clause)  ใช้  “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3)

                                  ตัวอย่างที่ 

  • He helped me, otherwise I ________________________________________________.

(เขาช่วยเหลือผม  มิฉะนั้น  ผม _____________________________________________)

(a) would be arrested

(b) would have been arrested     (คงจะได้ถูกจับกุมไปแล้ว)

(c) shall be arrested

(d) shall have been arrested

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจากเป็นการพูดถึงเหตุการณ์ในอดีต  ในแบบ  “ถูกกระทำ”  (Passive voice) (Subject + Would + Have + Been + Verb 3  -  I would have been arrested)  =  “คงจะได้ถูกกระทำเช่นนั้นไปแล้ว”  ในที่นี้คือ  “ถูกจับกุม”  แต่ในความเป็นจริง  คือ  มิได้ถูกจับกุม  เพราะว่า  “เขามาช่วยผมไว้”  ความจริงประโยคข้างบนนี้แปลงมาจาก  “If clause”  แบบที่  ๓  (Past unreal)  คือ  เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  คือ  มิได้ถูกจับกุม  ทั้งนี้  “If clause”  ดังกล่าว  คือ  “If he had not helped me, I would have been arrested.”  (ถ้าเขาไม่ได้ช่วยผม  ผมคงจะได้ถูกจับกุมไปแล้ว)  แต่ในความเป็นจริง  คือ  “เขาช่วยเหลือผม  ผมจึงไม่ถูกจับกุม)  ซึ่งมีความหมายเดียวกับใจความของประโยคในตัวอย่างที่ ๒  (เขาช่วยเหลือผม  มิฉะนั้น  ผมคงได้ถูกจับกุมไปแล้ว)

                                   ตัวอย่างที่  

  • _____________________ about the tragedy, we would never have come without first calling.

(__________ เกี่ยวกับเรื่องโศกเศร้า (หรือภัยพิบัติ, อุบัติเหตุ)  เราก็คงจะไม่มา (เยี่ยมเยือน หรือ พบปะพูดคุย ฯลฯ) โดยมิได้โทรศัพท์มาบอกคนเหล่านั้นก่อน)  (หมายถึง  คนที่ประสบกับความโศกเศร้า หรือภัยพิบัติ)

(a) If we hear

(b) If we heard

(c) Did we hear

(d) Had we heard    (ถ้าเราได้ยิน-ได้ทราบ)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่  ๓  (Past unreal)   คือ  ไม่เป็นจริงในอดีต   หรือเหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  ทั้งนี้  ประโยคข้างบนมีความหมาย  คือ  “เรา”  ไม่รู้มาก่อนว่าคนที่เราได้ไปเยี่ยม  พบกับเรื่องทุกข์โศก-อุบัติเหตุก่อนหน้านั้น   เราจึงเดินทางมาโดยมิได้โทรศัพท์มาบอกคนเหล่านั้นก่อน  เมื่อมารู้ทีหลัง  จึงเสียใจที่มิได้ทำเช่นนั้น  -  คือ โทรศัพท์มา  ก่อนจะเดินทางมาพบ)

                     นอกจากนั้นประโยคข้างบน  ยังมีโครงสร้างแบบ  “ผกผัน”  (Reverse  หรือ  Inversion)  คือมาจาก  “If we had heard  =  Had we heard)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมเรื่อง  “If clause”  แบบที่ ๓   และโครงสร้างแบบ  “ผกผัน” (Reverse  หรือ  Inversion)  จากประโยคข้างล่าง

                                   ตัวอย่างที่  

  • Jack would have gone to Chicago __________________________ to get a plane reservation.

(แจ๊คคงจะได้ไปชิคาโกแล้ว ________________________________ จองที่นั่งบนเครื่องบินได้)

(a) was he able

(b) would he be able

(c) if he is able

(d) if he had been able    (ถ้าเขาสามารถ)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่  ๓  “Unreal past”  (ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  หรือ  เกิดตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค)  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ คือ   “แจ๊คมิได้ไปชิคาโก  เนื่องจากไม่สามารถจองตั๋วเครื่องบินได้” 

                                  ตัวอย่างที่  

  • If you had returned the library book on time, you ________________________________.

(ถ้าคุณได้นำหนังสือห้องสมุดไปคืนตรงเวลา  คุณ _________________________________)

(a) will not be fined

(b) would have not been fined

(c) would not be fined

(d) would not have been fined     (คงไม่ถูกปรับ,  คงไม่ต้องเสียค่าปรับ)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นการสมมติ  “If clause”  ในแบบที่  ๓  (Past unreal)   คือ  เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  แต่เกิดตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ คือ  “คุณนำหนังสือไปคืนห้องสมุดไม่ตรงเวลา  คุณเลยถูกปรับ – เสียค่าปรับ” 

                                  ตัวอย่างที่  

  • If you had gone with us to the mountains, you _____________________ very heavy clothing.

(ถ้าคุณได้ไปกับเราที่ภูเขา (เมื่อเดือนหรือปีที่แล้ว)  คุณ ________ เสื้อผ้าที่หนาอย่างมาก)  (เนื่องจากอากาศหนาวมาก)

(a) had to wear   (จำเป็นต้องสวม)

(b) would have to wear

(c) would have had to wear     (คงจำเป็นจะต้องสวม)

(d) had had to wear

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่ ๓  “Past unreal” (ไม่เป็นจริงในอดีต)   คือเหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  ทั้งนี้  ประโยคข้างบนมีความหมายว่า   “เพราะคุณไม่ได้ไปที่ภูเขากับเรา  คุณก็เลยไม่จำเป็นต้องสวมเสื้อผ้าที่หนา

                                  ตัวอย่างที่  

  • Tom __________________________________ more photographs if he had had more film.

(ทอม ______________________________________ รูปมากขึ้น   ถ้าเขามีฟิล์มมากกว่าที่เป็นอยู่)

(a) would take

(b) would have taken    (คงจะได้ถ่าย)

(c) would be taking

(d) will have taken

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่ ๓  “Past unreal”  (ไม่เป็นจริงในอดีต)  ความหมายของประโยคข้างบน  คือ  “ทอมมิได้ถ่ายรูปเพิ่มขึ้น  เพราะเขามีฟิล์มอยู่นิดเดียว

                                  ตัวอย่างที่  

  • Nancy ____________________________________________ you if you had asked her.

(แนนซี่ ___________________________________________ คุณ  ถ้าคุณได้ขอร้องเธอ)

(a) had helped

(b) would help

(c) might help

(d) would have helped    (คงจะได้ช่วยเหลือ)

ตอบ  –  ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็น  “If clause” แบบที่ ๓  “Past unreal” (ไม่เป็นจริงในอดีต)  คือ  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ในประโยคข้างบน  คือ  “แนนซี่มิได้ช่วยเหลือคุณ  เพราะคุณไม่ได้ขอร้องเธอ

                                  ตัวอย่างที่  

  • If we hadn’t left the house so late, we wouldn’t have missed the train.

(ถ้าเรามิได้ออกจากบ้านสายมาก  เราคงจะไม่พลาด (ตก) รถไฟ)

****หมายเหตุ   –    ในความเป็นจริง  คือ  “เราออกจากบ้านสาย  เราเลยตกรถไฟ”  ผู้พูดประโยคสมมติในอดีตแบบนี้  มักแสดงความเสียดายกับสิ่งที่เกิดขึ้น   เพราะเหตุการณ์ได้ผ่านไปแล้ว  แก้ไขไม่ได้แล้ว  จึงมาเสียใจในภายหลัง,  การสมมติในอดีตแบบนี้  มีรูปประโยคดังนี้คือ  อนุประโยค (If clause) มีโครงสร้าง  “If + Subject + Had (Not) + V ช่อง 3”,  ส่วนในประโยคใหญ่  (Main clause)  จะมีโครงสร้าง  “Subject + Would (Should, Could, Might, Must) + (Not) + Have + Verb ช่อง 3”  ซึ่งในกรณีนี้  ต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่นระหว่าง Clause ทั้งสองหรือเอา  “If clause”  ซึ่งเป็นอนุประ โยค  ไปไว้ข้างในประโยคก็ได้  แล้วเอาประโยคใหญ่ (Main clause) มาไว้ข้างหน้าประโยค   ความหมายจะเหมือนกันทุกประการ  แต่ถ้าเอา  “Main clause”  มาไว้ข้างหน้าประโยค  เมื่อจบ  “Main clause”  แล้ว  ให้ต่อด้วยประโยคย่อย (If clause) เลย   โดยไม่ต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่น

                        สำหรับตัวอย่างอื่นๆ ของ  “If clause”  แบบที่ ๓  ได้แก่

  • If he had studied hard, he would have passed the exam.

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

  • If you had asked me, I would have told you the truth.

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

  • If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

  • She would have gone to the market if she had had** something to buy.

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ)  (แต่จริงๆ คือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

               **จะเห็นว่าในประโยคข้างบน  “If clause”  มี “Had” 2 ตัว  ตัวหน้าแสดง  “Past perfect tense”  ส่วน  “Had”  ตัวหลังมาจาก  “Have”  ที่แปลว่า  “มี”  พอมาอยู่หลัง  “Had”  จึงต้องเปลี่ยนไปเป็น  Verb ช่องที่  3  ทำให้มี “Had”  2 ตัว

  • I would not have bought a car if my office had not been very far from my home.  

(ผมคงจะไม่ได้ซื้อรถยนต์ (เมื่อปีที่แล้ว)  ถ้าที่ทำงานของผมมิได้อยู่ห่างไกลจากบ้านมาก มาย)  (แต่จริงๆ คือ  ผมซื้อรถยนต์  เพราะที่ทำงานอยู่ห่างไกลจากบ้านมาก)

  • If he had bet on that horse, he would have lost all his money.

(ถ้าเขาเล่นพนัน (แทง) ที่ม้าตัวนั้น  เขาก็คงสูญเสียเงินไปทั้งหมดแล้ว)  (แต่ในความเป็นจริง  คือ  “เขามิได้เล่นพนันที่ม้าตัวนั้น  เขาก็เลยไม่ได้เสียเงิน”)

  • If you had not come to my party, you would not have met your old friends at college.

(ถ้าคุณมิได้มาที่งานเลี้ยงของผม  คุณก็คงไม่ได้พบเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยของคุณ)  (แต่ในความเป็นจริง  คือ  “คุณมางานเลี้ยง  คุณเลยได้พบเพื่อนเก่า”)

              นอกจากนั้น  ในส่วนของอนุประโยค  คือ  ในส่วนที่เป็น  “If clause”  ยังสามารถทำเป็นแบบ  “Reverse” (Inversion) (ผกผัน)  คือ  เอา  “Had”  มานำหน้า  “Clause”  แล้วตัด  “If”   ทิ้งไป  โดยที่ความหมายยังคงเหมือนเดิมทุกประการ  (ทำได้เฉพาะใน  “If clause”  แบบที่ ๓  หรือ  “If clause”  แบบที่  ๒  ที่ใน  “If clause”  มีกริยา “Were”)  ดูเปรียบเทียบประโยค  “ก่อน”  และ  “หลัง”  ทำ  “Reverse” (Inversion)  จากตัวอย่างข้างล่าง

  • If he had studied hard, he would have passed the exam.

(=  Had he studied hard, he would………..….….exam.)

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

  • If you had asked me, I would have told you the truth.

(=  Had you asked me, I………………..truth.)

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

  • If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(=  Had they not stopped smoking, they……..…...…..cancer.)

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

  • She would have gone to the market if she had had something to buy.

(=  She would have gone to the market had she had something to buy.)

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ – แต่จริงๆ คือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

            สรุป  -  ใน  “If clause” (ประโยคย่อย)  จะเป็นรูป  “Past perfect tense{If + Subject + Had + (Not) + Verb 3}  เสมอ  ส่วนใน  “Main clause”  (ประโยคใหญ่)  จะเป็นรูป  “Past future perfect tense”  {Subject + Would (Should, Could, Might, Must) + (Not) + Have + Verb 3}  นอกจากนั้น  ยังสามารถทำรูปผกผัน  “Reverse” (Inversion)   ในส่วนที่เป็น  “If clause”  ได้ด้วย  ดังตัวอย่างข้างบน

 

5. Living in the vicinity of New York, we were near many museums.

(อาศัยอยู่ใน  บริเวณใกล้เคียง-ความใกล้เคียง-จำนวนใกล้เคียง   เมืองนิวยอร์ก  พวกเราอยู่ใกล้กับพิพิธ

ภัณฑ์จำนวนมาก)  (คือ มีพิพิธภัณฑ์จำนวนมากในนิวยอร์ก)

(a) suburb    (ซับ-เบิร์บ)  (ชานเมือง, รอบนอกเมือง, ส่วนที่อยู่รอบนอก)

(b) outskirt    (ชานเมือง, เขตรอบนอก, ขอบ, ริม)

(c) neighborhood; region near a place    (ละแวกบ้าน, บริเวณข้างเคียง, ย่าน, บริเวณ, ถิ่น;  บริเวณ

       ใกล้เคียงสถานที่แห่งใดแห่งหนึ่ง)

(d) heart    (ใจกลาง, ศูนย์กลาง)

(e) landscape    (ภาพภูมิประเทศ, ภาพทิวทัศน์, ทิวทัศน์, ลักษณะภูมิประเทศ)

ตอบ  -  ข้อ  (c)

 

6. Auto accidents maim many persons each year.

(อุบัติเหตุรถยนต์  ทำให้พิการ-ทำให้เสียแขนขา-ทำให้ส่วนของร่างกายขาดไป  แก่บุคคลจำนวนมากในแต่ละปี)

(a) commence    (เริ่มต้น)

(b) cripple    (ทำให้พิการ, ทำให้เป็นง่อย, ทำให้หยุดชงัก, เดินขาเป๋)  (เมื่อเป็นคำนาม  หมายถึง  คน

       หรือสัตว์ที่พิการ, คนขาเป๋, คนง่อย)

(c) supersede    (แทนที่)

(d) muster    (รวบรวม, ชุมนุม, รวมแถว, การชุมนุม-รวมพล-รวบรวม-รวมแถว, กลุ่มคนดังกล่าว)

(e) quell    (ปราบปราม, ระงับ)

ตอบ  -  ข้อ  (b)

 

7. It is vital to keep an accurate record of every business transaction.

(มัน  สำคัญ-จำเป็น-จะขาดเสียมิได้  ที่จะเก็บประวัติที่ถูกต้องของการดำเนินธุรกิจ (ธุรกรรม) ทุกครั้ง)

(a) official   (เป็นทางการ)

(b) indispensable   (จำเป็นอย่างยิ่ง, จะขาดเสียมิได้)

(c) complicated   (สลับซับซ้อน, ยุ่งยาก, เข้าใจยาก)

(d) inadvertent    (ไม่ได้เจตนา, ไม่รอบคอบ, สะเพร่า)

(e) robust    (แข็งแรง, เข้มแข็ง, มีกำลังมาก, กำยำ, (เศรษฐกิจ) แข็งแกร่ง, ซึ่งใช้กำลังมาก, อุดมสมบูรณ์,

       เอางานเอาการ)

ตอบ  -  ข้อ  (b)

 

8. Microscopes make small things appear larger than _________________________________.

(กล้องจุลทรรศน์ทำให้สิ่งเล็กๆ ดูเหมือนใหญ่กว่า (ที่) _______________________________)

(a) really are

(b) are really

(c) are they really

(d) they really are    (มันเป็นอยู่จริงๆ)

ตอบ  -  ข้อ  (d)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                 

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง  e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  <wpookaotong@yahoo.com>  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)  เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป