หมวดข้อสอบ STRUCTURE (ตอนที่ 504)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Direction:  Choose the best answer to each item.

(จงเลือกคำตอบที่ดีที่สุดของแต่ละข้อ)

 

1. _____________________________ administrative assistant keeps an office running smoothly.

(ผู้ช่วยด้านบริหาร (หรือธุรการ) ___________________ ทำให้สำนักงานดำเนินต่อไปอย่างราบรื่น)

(a) One

(b) A

(c) The

(d) An    (คนหนึ่ง)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจาก  Administrative  เป็นเสียงสระ  “ออ” (เอ, อี, ไอ, โอ, ยู)  สำหรับ  The  ใช้เมื่อมีการชี้เฉพาะว่าเป็นผู้ช่วยฯ คนไหน  หรือของสำนักงานเฉพาะแห่งใด,  สำหรับ  One  โดยปกติไม่ใช้แทน  A  แต่ใช้ในกรณีต่อไปนี้  เช่น

                          ๑. เป็นตัวเลข  ใช้กับอายุ, วัน, การวัด, เงิน, และเวลา  เช่น

  • Of these four suggestions, only one is correct.

(ในบรรดาคำแนะนำ ๔ ประการเหล่านี้  เพียงข้อเดียวเท่านั้นที่ถูกต้อง – เหมาะสม)

  • Ten minus one is nine.

(สิบลบหนึ่งเหลือเก้า)

  • It’s nearly one o’clock.

(เกือบจะบ่ายโมงแล้ว)

  • The next town is approximately one hundred miles from here.

(เมืองถัดไปอยู่ห่างจากที่นี่ออกไปประมาณ ๑๐๐ ไมล์)

                         ๒. หมายถึงสิ่งเดียว หรือบุคคลเดียว  มิใช่หลายสิ่ง-หลายคน  เช่น

  • The two friends share one job.

(เพื่อนสองคนนั่นทำงานร่วมกัน)

  • He couldn’t stay in one place.

(เขาไม่สามารถพักในที่แห่งเดียว)  (ต้องย้ายไปเรื่อย  เพราะไม่ชอบจำเจ)

  • Each restaurant waiter can service as many as 5 customers at any one time.

(บริกรแต่ละคนของภัตตาคารสามารถให้บริการลูกค้าได้มากถึง ๕ คนในเวลาเดียวกัน – ขณะเดียวกัน)

                         ๓. ใช้เน้นว่าบางสิ่ง หรือบางคนเป็นเพียงสิ่งหรือบุคคลเดียวของประเภทนั้นๆ  ในสถานการณ์เฉพาะอย่าง  เช่น

  • Their one aim in life is to go to a university.

(เป้าหมายเดียวในชีวิตของพวกเขาคือเรียนในมหาวิทยาลัย)

  • She is the one person with enough knowledge to solve the problem.

(เธอเป็นเพียงบุคคลเดียวที่มีความรู้พอที่จะแก้ปัญหานั้นได้)

                         ๔. ใช้  One  แทน  A  เพื้อเน้นคำนาม (Noun) ต่อไปนี้

  • If there was one thing Julie couldn’t do without, it was tea.

(ถ้ามีอยู่สิ่งหนึ่งที่จูลี่ไม่สามารถจะขาดได้  มันคือชา)  (จูลี่ต้องดื่มชาทุกวัน)

  • One person I would like to meet is Elvis Presley.

(บุคคลหนึ่งที่ฉันอยากพบคือเอลวิส เพรสลีย์)

                         ๕. ใช้  One  นำหน้าชื่อบุคคล  เพื่อบ่งบอกว่าเราไม่ได้รู้จักคนๆ นั้นเป็นการส่วนตัว หรือดีมากนัก

  • The big man is one John Nelson, an old dear friend of my father.

(ชายร่างใหญ่คนนั้นคือจอห์น เนลสัน  เพื่อนรักเก่าแก่ของพ่อผม)  (ผมไม่รู้จักเขาเป็นการส่วนตัว)

                         ๖. ใช้  One  เมื่อกล่าวถึงของสิ่งแรกจาก ของ ๒ สิ่งหรือมากกว่า  เมื่อเรากำลังเปรียบเทียบ  (ใช้  One  คู่กับ  The other  เมื่อพูดถึงของ ๒ สิ่ง)  เช่น

  • I’ve found one car three times more expensive than the other.

(ผมพบว่ารถยนต์คันหนึ่งมีราคาแพงมากกว่าอีกคันหนึ่ง ๓ เท่า)

  • There are four beds in the room, two on one side and two on the other.

(มีเตียง ๔ เตียงในห้อง  ๒ เตียงอยู่ทางด้านหนึ่ง  และอีก ๒ เตียงอยู่อีกทางด้านหนึ่ง)

  • She has two pens.  One is red and the other is green.

(เธอมีปากกา ๒ ด้าม  ด้ามหนึ่งสีแดง  และอีกด้ามหนึ่งสีเขียว)

                นอกจากนั้น  One  หรือ  Ones  ยังใช้ในประโยคข้างล่าง

  • I’ll take this one, thank you.

(ผมจะเอาอันนี้ละ  ขอบคุณนะ)

  • These trousers are not as tight as the other ones.

(กางเกงขายาวตัวนี้ไม่คับเหมือนกับอีกตัวหนึ่ง)  (กางเกงขายาว ๑ ตัวก็ต้องอยู่ในรูปพหูพจน์เสมอ  หรืออาจใช้  A pair of trousers  =  กางเกงขายาวตัวหนึ่ง  ก็ได้)

  • The airport is one of the best equipped in the region.

(สนามบินนี้เป็นหนึ่งในบรรดาสนามบินที่มีอุปกรณ์ดีที่สุดในภูมิภาค)

  • She is one of the most intelligent students in the class.

(เธอเป็นหนึ่งในบรรดานักเรียนที่ฉลาดที่สุดในชั้น)

  • The committee suggested buying old houses and building new ones.

(คณะกรรมการแนะนำให้ซื้อบ้านหลังเก่า  และสร้างบ้านหลังใหม่)

  • We had one case which dragged on for a couple of years.

(เรามีอยู่เคส (กรณี) หนึ่งซึ่งลากยาวมา ๒ ปี)

  • One day, she went for a swim in the ocean.

(วันหนึ่ง  เธอไปว่ายน้ำในมหาสมุทร)  (หมายถึงในอดีต  แต่ไม่ระบุเวลาที่แน่นอน)

  • I took Mary out to dinner one evening.

(ผมพาแมรี่ออกไปทานอาหารค่ำ  ค่ำวันหนึ่ง)  (ในอดีต)

  • One day when you are old enough to decide by yourself.

(วันหนึ่ง – ในอนาคต – เมื่อเธอโตพอที่จะตัดสินใจด้วยตนเอง)

  • I leave you to think about this one yourselves.

(ฉันปล่อยให้พวกคุณพิจารณาเรื่องนี้ด้วยตัวเอง)  (One  อาจแทน  “เรื่องราว, เรื่องตลก, คำพูด, ปัญหา, คำถาม, ประเด็น ฯลฯ"  ที่กำลังพูดคุยกันอยู่)

  • Oh, that’s a difficult one to answer, isn’t it ?

(โอ้  นั่นเป็นคำถามที่ตอบยาก  ใช่ไหมล่ะ)

  • Have you heard the one about the young actress and the bishop ?

(คุณได้ยินเรื่องเกี่ยวกับนักแสดงสาวและบาทหลวงแล้วหรือยัง)

  • One should do one’s best.

(บุคคลควรทำเรื่องของตนให้ดีที่สุด)

  • The law should guard one against this sort of crime.

(กฎหมายควรป้องกันบุคคลจากอาชญากรรมประเภทนี้)

  • One can live happily if he or she has a good health.

(คนเราสามารถมีชีวิตอย่างมีความสุข  ถ้าเขาหรือเธอมีสุขภาพดี)

  • One should be nice and friendly to one’s neighbors.

(คนเราควรอ่อนโยนและเป็นมิตรกับเพื่อนบ้านของตน)

 

2. The manager got his staff __________________________________________ last weekend.

(ผู้จัดการใช้ให้คณะผู้ร่วมงานของเขา __________________________ เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา)

(a) to work    (ทำงาน)

(b) work

(c) is working

(d) worked

ตอบ  -  ข้อ  (a)  ตามโครงสร้าง  Causative use  คือ  Subject + Get (Got) + Someone + To do + Something  (ประธานฯ ใช้ให้ใคร (กรรม) ทำอะไรบางอย่าง)  ดูเพิ่มเติมจากตัวอย่างข้างล่าง

  • He got the doctor to examine his eyes.

(=  He had the doctor examine his eyes.)

(เขาให้หมอตรวจตา)

  • She gets her maid to wash her car every day.

(=  She has her maid wash her car every day.)

(เธอให้สาวใช้ล้างรถทุกวัน)

  • We got our neighbors to clean our house last week.

(=  We had our neighbors clean our house last week.)

(เราให้เพื่อนบ้านทำความสะอาดบ้านของเราสัปดาห์ที่แล้ว)

  • We often get our friends to visit us on Sundays.

(=  We often have our friends visit us on Sundays.)

 (เรามีเพื่อนมาเยี่ยมวันอาทิตย์บ่อยๆ)

  • I got a frightening thing to happen to me yesterday.

(=  I had a frightening thing happen to me yesterday.)

(ฉันประสบกับสิ่งที่น่ากลัวเกิดขึ้นกับฉันเมื่อวานนี้)

  • She got me to call her last week.

(=  She had me call her last week.)

(เธอให้ผมโทรฯ ไปหาเธอสัปดาห์ที่แล้ว)

 

3. The government announced a 2% __________ in unemployment last year, due mainly to a steady decline in the manufacturing sector.

(รัฐบาลประกาศ ___________ ๒ เปอร์เซ็นต์ของการว่างงาน  ส่วนใหญ่เนื่องมาจากการลดลงอย่างต่อเนื่องในภาคการผลิต)

(a) drop    (การลดลง)

(b) up    (ขึ้น, เพิ่มขึ้น)  (เป็น  Preposition  หรือ  Adverb (กริยาวิเศษณ์) ไม่สามารถใช้  A  ขยายได้)

(c) increasing

(d) rise    (การเพิ่มขึ้น)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  หรืออาจใช้  Increase  =  การเพิ่มขึ้น  ก็ได้

 

4. ____________ a professor of physics at Massachusetts Institute of Technology, Edward Charles Pickering established the first physics laboratory in the United States.

(__________ เป็นศาสตราจารย์ทางฟิสิกส์ที่เอ็มไอที,  เอดเวิร์ด ชาร์ลส  พิคเคอริ่ง  ได้ก่อตั้งห้องปฏิบัติการด้านฟิสิกส์แห่งแรกในสหรัฐฯ)

(a) He was

(b) After

(c) While    (ในขณะที่)

(d) Because he

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  “While he was a professor of………..

 

5. Most people abhor (แอบ-ฮ่อร์) cruelty to animals.

(คนส่วนใหญ่  เกลียดชัง-ชิงชัง  การทารุณสัตว์)

(a) practice    (กระทำ, ปฏิบัติ, ฝึกหัด)

(b) oppose    (ต่อต้าน, คัดค้าน, ขัดขวาง, ขัดแย้ง, ไม่เห็นด้วย, เป็นปรปักษ์)

(c) penalize    (ลงโทษ)

(d) detest    (เกลียด, เกลียดชัง, ไม่ชอบอย่างมาก)

(e) survive    {รอดชีวิต (จากอุบัติเหตุ, แผ่นดินไหว, สงคราม), ยังคงมีชีวิตอยู่, อายุยืนกว่า, อยู่ได้นานกว่า}

ตอบ  -  ข้อ  (d)

 

6. All participants were supposed to give a candid opinion.

{ผู้เข้าร่วม (ประชุม, สัมมนา, งาน) ทุกคนได้รับการคาดหวังให้ความเห็นที่  เปิดเผย-ตรงไปตรงมา-ปราศจากอคติ-ซื่อตรง-เป็นธรรม}

(a) controversial    (ที่ยังโต้เถียงหรือขัดแย้งกันอยู่, เกี่ยวกับการโต้เถียง-ขัดแย้ง)

(b) untruthful    (ไม่เปิดเผยความจริง, ไม่พูดความจริง)

(c) favorable    (เอื้ออำนวย, เห็นด้วย, เป็นที่โปรดปราน, เป็นที่นิยมชมชอบ,

ซึ่งได้รับการสนับสนุน)

(d) frank    (เปิดเผย, ตรงไปตรงมา, ไม่แอบแฝง, ด้วยน้ำใสใจจริง, ไม่อ้อมค้อม)

(e) impudent    (อิ๊ม-พิว-เด้นท)  (หมื่นทะลึ่ง, โอหัง, อวดดี, อวดวิเศษณ์, ยโส)

ตอบ  -  ข้อ  (d)

 

7. A number of suspected terrorists have been revoked to enter the country.

(ผู้ที่ถูกสงสัยว่าเป็นผู้ก่อการร้ายจำนวนมากได้ถูก  ยกเลิก-เพิกถอน-ลบล้าง  ให้เข้าประเทศ)

(a) reminded    (เตือน, เตือนให้ระลึกถึง)

(b) renewed    (ต่ออายุ, เริ่มใหม่, ทำใหม่, เปลี่ยนใหม่, ซ่อมแซม, เสริม, เติม,

ฟื้นฟู, สร้างใหม่)

(c) repealed    (ยกเลิก, ถอน, เลิกล้ม, ลบล้าง)

(d) reconfirmed    (ยืนยันซ้ำ)

(e) dwindled      (ดวิ้น-เดิ้ล)  (ลดน้อยลง, หด, เล็กลง, ทรุดโทรม, ทำให้เล็กลงหรือหดลง)  

ตอบ  -  ข้อ  (c)

 

8. We don’t have to offer Mr. Jones a drink because he looks ____________________________.

(เราไม่จำเป็นต้องเสนอเครื่องดื่มให้แก่มิสเตอร์จอห์น  เพราะว่าเขามีท่าทาง-อาการ ____________)

(a) real comfortable

(b) comfortable    (สบายดี)

(c) comfortably

(d) so comfortably

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจาก  “Look”  เมื่อหมายถึง  “มีลักษณะท่าทาง, มีอาการ”  ต้องตามด้วย  “คำคุณศัพท์”  (Adjective)  มิใช่กริยาวิเศษณ์ (Adverb)  สำหรับข้อนี้อาจตอบ  “Really comfortable”  (สบายดีอย่างแท้จริง)  ก็ได้  ดูเพิ่มเติมคำประเภทเดียวกับ  “Look”  จากประโยคข้างล่าง

                                 ตัวอย่างที่ 

  • I don’t think she is very suitably dressed.  She looks extremely ___________________ to me.

(ผมไม่คิดว่าเธอแต่งตัวได้เหมาะสมมากนัก  เธอมีท่าทาง ________________ อย่างมากสำหรับผม)

(a) commonly

(b) common    (ธรรมดา, สามัญ)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) commonness    (ความเป็นธรรมดาสามัญ, ความพร้อมกัน-ร่วมกัน-เหมือนกัน)  (เป็นคำนาม)

(d) being common

ตอบ  -  ข้อ  (b)  หลังคำกริยา  “Look”  เมื่อหมายถึง  “มีลักษณะ, มีท่าทาง, มีอาการ”  ต้องตามด้วยคำคุณศัพท์  (Adjective)

                                 ตัวอย่างที่ 

  • The mother looked _______________________________________ at her naughty child.

(แม่มอง ______________________________________________ ที่ลูกผู้ซุกซนของเธอ)

(a) anger

(b) angry

(c) angrily    (อย่างโกรธเคือง)

(d) angered

ตอบ  -  ข้อ  (c)  ขยายกริยา  “Look at”  (จ้องมอง)  จึงต้องเป็นกริยาวิเศษณ์ (Adverb)  แต่ถ้า  “Look”  หมายความว่า  “มีอาการ, มีลักษณะ, มีท่าทาง”  จะต้องตามด้วยคำคุณศัพท์

                                 ตัวอย่างที่ 

  • Let us ____________________________________________________ for a moment.

(พวกเราจง _______________________________________________ สักชั่วครู่ชั่วยาม)

(a) keep quietly

(b) be quite

(c) keep quietness

(d) keep quiet    (ไม่ปริปาก, เงียบเข้าไว้)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “Keep + Adjective”  

                                  ตัวอย่างที่  

  • I ___________________________________________ about his ability to do the work.

(ผม _________________________________ เกี่ยวกับความสามารถของเขาในการทำงาน)

(a) feel doubt

(b) have doubtful

(c) am wondered

(d) feel doubtful    (รู้สึกไม่แน่ใจ-ไม่มั่นใจ-สงสัย)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “Feel + Adjective”  สำหรับโครงสร้างอื่นๆ ที่สามารถใช้ได้เช่นกัน  ได้แก่  “I have (a) doubt about……..…”  (ผมมีข้อสงสัย-กังขา เกี่ยวกับ............)  และ  “I wonder about……..….” (ผมรู้สึกกังขา-สงสัย เกี่ยวกับ..............)  สำหรับกริยาตัวอื่นๆ ที่ใช้แบบเดียวกับ  “Feel”  ดูจากประโยคข้างล่าง

                                 ตัวอย่างที่  

  • Everything looks ______________________________________________________.

(ทุกสิ่งทุกอย่างมีลักษณะ ________________________________________________)

(a) differently

(b) different    (แตกต่าง - ไปจากเดิม)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) difference    (ความแตกต่าง)  (เป็นคำนาม)

(d) differ    (แตกต่าง)  (เป็นคำกริยา)

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจาก  “Look”  (ในที่นี้เป็น  “Linking Verb”  มีความ หมายว่า  “มีลักษณะ, มีท่าทาง”)  ต้องตามด้วยคำคุณศัพท์ (Adjective)  มิใช่กริยาวิเศษณ์ (Adverb)

                                ตัวอย่างที่  

  • One who does good feels ________________________________________________.

(บุคคลผู้ซึ่งทำดี  รู้สึก __________________________________________________)

(a) happily    (อย่างมีความสุข)  (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(b) happy    (มีความสุข)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) happiness    (ความสุข)  (เป็นคำนาม)

(d) more happily

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจาก  “Feel + Adjective”  เช่น  Happy, Quick, Slow, Careful)   มิใช่  “Adverb”  เช่น  Happily, Quickly, Slowly, Carefully)

                                 ตัวอย่างที่  

  • The air in that spot smells ________________________________________________.

(อากาศตรงบริเวณนั้นมีกลิ่น ______________________________________________)

(a) sweetness    (ความสดชื่น, ความหวาน, ความไพเราะ, ฯลฯ)  (เป็นคำนาม)

(b) sweetly    (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(c) sweet    (สดชื่น, หวาน, มีรสหวาน, มีรสดี, สด, ไพเราะ, มีกลิ่นดี, หอม, น่าพอใจ, งดงาม)  (เป็นคำ

       คุณศัพท์)

(d) sweeten    (ทำให้หวาน-หอม-อ่อนนิ่ม-เป็นกรดน้อยลง, หวานขึ้น, หอมขึ้น, ไพเราะขึ้น, นิ่มนวลขึ้น, กลมกล่อม

       ขึ้น)  (เป็นคำกริยา)

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “Smell + Adjective

                                 ตัวอย่างที่            {จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จากข้อ  (๑) – (๔)}

  • (1) When compared with its (2) graceful manner in the water, a penguin’s progress (3) on land seems (4) awkwardness.

(เมื่อเปรียบเทียบกับกริยาท่าทางที่งามสง่าของมันในน้ำ  การก้าวเดินไปข้างหน้าของนกเพนกวินบนบก  ดูเหมือนว่าจะ  งุ่มง่าม-เชื่องช้า-เก้งก้าง)

ตอบ  -  ข้อ    แก้เป็น  “Awkward”  เนื่องจาก  “Seem + Adjective

                                  ตัวอย่างที่ 

  • I saw the coach on the field after the game, and he seemed __________________________.

(ผมเห็นผู้ฝึกสอนที่สนามหลังการแข่งขัน  และเขาดูเหมือนว่า __________________________)

(a) real angry

(b) angrily

(c) anger

(d) angry    (โกรธ)

ตอบ  –  ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “Seem + Adjective”  หรืออาจตอบ  “really angry”  (โกรธอย่างแท้จริง)  ก็ได้  เนื่องจากหลังกลุ่มคำกริยาต่อไปนี้  เช่น  Look, Feel,  Become,  Grow,  Get,  Seem,  Appear, Taste,  Prove,  Sound, Remain,  Turn  แม้จะไม่ต้องมีกรรมมารับโดยตรง  แต่ก็ต้องอาศัยคำหรือกลุ่มคำอื่นมาช่วยขยายตามหลังมัน  เพื่อให้ได้ใจความชัดเจนขึ้น  คำที่มาขยายคำกริยาเหล่านี้มิได้เป็นกรรม  (Object)  แต่มาช่วยทำให้กริยามีความหมายดีขึ้น  หรือทำให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์  คำที่ตามหลังคำกริยาประเภทนี้  จะอยู่ในรูปคำคุณศัพท์ (Adjective) เท่านั้น  มิใช่คำกริยาวิเศษณ์ (Adverb)  ทั้งนี้  เราเรียกส่วนขยายคำกริยาพวกนี้ว่า  “Subjective Complement”  หมายถึง  “ตัวขยายอกรรมกริยา  เพื่อให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์”  และเรียกกริยาประเภทนี้ว่า  “Linking Verb”   คือช่วยเชื่อมระหว่างประธานของประโยค  และส่วนที่มาขยายคำกริยา  เพื่อทำให้ประโยคมีใจความสมบูรณ์  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • She felt good after a long sleep.

 (เธอรู้สึกสบายดีหลังจากนอนหลับยาว)

  • He looked happy when his friends came to see him.

 (เขาดูท่าทีมีความสุข  เมื่อเพื่อนมาเยี่ยม)

  • The milk in that glass tasted sour.

 (นมในแก้วใบนั้นมีรสเปรี้ยว)

  • They seem tired after a hard day’s work.

(พวกเขาดูเหมือนเหนื่อย  หลังจากทำงานตรากตรำมาทั้งวัน)

สรุป   -    คำที่ตามหลังคำกริยาจำพวก  “Linking verb”  ได้แก่  Be (is, am, are, was, were)  (เป็น, อยู่, คือ),  Become,  Seem  (ดูเหมือนว่า)Appear  (มีลักษณะท่าทาง)Feel  (รู้สึก)Get,  Grow,  Keep,  Look  (มีท่าทาง)Smell  (มีกลิ่น), Sound,  Taste  (มีรสชาติ)Turn  (กลายเป็น)  จะต้องเป็นคำคุณศัพท์  (Adjective) เสมอ  เช่น

  • Tom became rich.   (ทอมร่ำรวยขึ้นมา)
  • Ann seems happy.   (แอนดูเหมือนว่าจะมีความสุข)
  • Jim felt cold.   (จิมรู้สึกหนาว)
  • He got/grew impatient.   (เขารู้สึกกระวนกระวาย)
  • The idea sounds interesting.   (ความคิดนี้ฟังดูน่าสนใจ)
  • Her name sounds familiar to me.   (ชื่อของเธอฟังดูคุ้นๆ หูผม)
  • She looked calm.   (เธอมีอาการสงบ)
  • He turned pale.   (เขาตัวซีด หรือหน้าซีด)
  • The soup tasted sweet.   (ซุปมีรสหวาน)
  • She kept calm and said nothing.   (เธอนิ่งเงียบต่อไป  และไม่พูดอะไร)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                 

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง  e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address” wpookaotong@yahoo.com  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)  เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป