หมวดข้อสอบ STRUCTURE (ตอนที่ 489)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Direction:  Choose the best answer to each question.

(จงเลือกคำตอบที่ดีที่สุดของแต่ละคำถาม)

 

1. The trainers for the seminar had the crew ___________ their equipment to the conference center.

(ผู้ฝึกอบรมสำหรับการสัมมนาใช้ให้บรรดาเพื่อนร่วมงาน _____ อุปกรณ์ของตนไปยังศูนย์การประชุม)

(a) move    (ย้าย, เคลื่อนที่, เคลื่อนไหว, เดิน, ก้าวหน้า, กระตุ้น, ดลใจ, เร้าใจ)

(b) moved

(c) moving

(d) mover    (ผู้เคลื่อนย้าย, ผู้เคลื่อนไหว, ผู้เดิน, ผู้ก้าวหน้า)  (เป็นคำนาม)

ตอบ  -  ข้อ  (a)  เนื่องจากเป็นโครงสร้าง  Causative use  ในแบบ  Active voice  {Subject + Has (Have) + Someone + Do + Something}  (ประธานประโยคใช้ให้ใครทำอะไร)  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากตัวอย่างข้างล่าง

                                 ตัวอย่างที่  

  • Today if I finish my shopping early enough, I may go and ___________________________.

(วันนี้  ถ้าผมไปช้อปปิ้งเสร็จแต่เนิ่นๆ พอ  ผมอาจจะไป  และ ____________________________)

(a) to have my hair done

(b) have my hair do

(c) have my hair done    (ทำผม)  (ให้ช่างทำผม)

(d) will have my hair done

ตอบ  -  ข้อ  (c)  ต้องใช้  “Have”  เพราะถือว่าอยู่หลัง  “May”  เหมือนกับ  “Go”  และเป็นโครงสร้าง  Causative use  ในแบบ  Passive voice  {Subject + Has (Have) + Something + Done + By someone}  (ประธานประโยคให้อะไรถูกกระทำโดยใคร)

                                 ตัวอย่างที่  

  • He had the cook _________________________________________________ some tea.

(เขาใช้ให้พ่อครัว _________________________________________________ น้ำชา)

(a) make    (ชง)

(b) making

(c) made

(d) did

ตอบ  -  ข้อ  (a)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  Causative use  ในแบบ  Active voice  “Subject + Have (Has) + Someone + Do + Something”  คือ  ประธานฯ ใช้ให้ใครทำอะไร

                                  ตัวอย่างที่  

  • Please have the porter ________________________________ these boxes up to my room.

(โปรดให้พนักงานแบกของ _________________________ ลังเหล่านี้ขึ้นไปบนห้องของผมด้วย)

(a) to carry

(b) carrying

(c) carried

(d) carry     (ยก, แบก, ถือ)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง  Causative use  ในแบบ  Active voice  {Subject + Have (Has) + Someone + Do + Something คือ  ประธานฯ ใช้ให้ใครทำอะไร

                                  ตัวอย่างที่  

  • I am going to have my garage ______________________________________ tomorrow.

(ผมจะให้โรงเก็บรถของผม ___________________ วันพรุ่งนี้)  (แต่นิยมพูดว่า  ผมจะทาสีโรงรถฯ)

(a) painting

(b) paint

(c) paints

(d) painted    (ถูกทาสี)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เป็นโครงสร้าง  Causative use  ในแบบ  Passive voice  คือ  ประธานฯ ใช้ให้อะไร (กรรม) ถูกกระทำ (โดยใครบางคน)  ซึ่งอาจหมายถึง  ผมทาสีเอง  หรือให้ผู้อื่นทาฯ ให้ก็ได้    

                                  ตัวอย่างที่ 

  • I had this photograph _____________________________________________ in Paris.

(ผมให้ภาพนี้ _______________ ในปารีส)  (อาจหมายถึงผมถ่ายฯ เอง  หรือให้ผู้อื่นถ่ายให้ก็ได้)

(a) take

(b) taking

(c) taken    (ถูกถ่าย)

(d) to take

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  Causative Use  ในแบบ  Passive voice  {Subject + Has (Have, Had) + กรรม + Verb 3 + (By someone)}  คือ  ประธานฯ ให้  “กรรม”  ถูกกระทำ (โดยใครบางคน)

                                  ตัวอย่างที่  

  • What would you _____________________________________________ me do for you?

(คุณจะ _____________________________________________ ผมทำอะไรให้คุณครับ)

(a) want

(b) hope

(c) wish

(d) have    (ใช้)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็น  “Causative use”  ในแบบ  Active voice  (ประธานฯ ใช้ให้ใครทำอะไร)  {Subject + Have (Has) + Someone + Do + Something}  สำหรับ  “Want”  และ “Wish”  จะต้องใช้โครงสร้างเป็น  “What would you want (wish) me to do ?

                                  ตัวอย่างที่  

  • What would you have me _________________________________________________?

(คุณจะให้ผม __________________________________________________ อะไรครับ)

(a) mend    (ซ่อม)

(b) mending

(c) mended

(d) to mend

ตอบ  -  ข้อ  (a)  เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้าง  Causative use  ในแบบ  Active voice  {Subject + Has (Have) + Someone + Do (Verb 1) + Something} (ประธานใช้ให้ใครทำอะไรบางอย่าง)  ทั้งนี้  Causative use  แบ่งออกเป็นโครงสร้างแบบ  Active voice  และ Passive voice  ดังคำอธิบายข้างล่าง

                  สำหรับการใช้โครงสร้าง  “Causative use”  ในแบบ  “Active voice”  คือ  “Subject + Have + Someone + Do  (กริยาอะไรก็ได้ช่องที่  ) + Something”  หรือ  (=  Subject + Get +  Someone + To do  (กริยาอะไรก็ได้  แต่ต้องมี  “To”  นำหน้า) + Something) (ประธานใช้ให้ใครทำอะไรบางอย่าง,  แต่ในบางกรณีอาจมีความหมายว่า  ประธานมีใครมาทำอะไรให้  หรือประธานประสบกับเหตุการณ์บางอย่าง)  มีดังนี้  คือ

                         ๑. Subject + Have + Someone + Do + Something  (กรรมของ  Verb  “do”)

                         ๒. Subject + Get + Someone + To do + Something  (กรรมของ  Verb  “do”)

                            (ประธาน  +  ใช้ให้  +  ใครบางคน  +  ทำ (กริยาอะไรก็ได้)  +  บางสิ่งบางอย่าง)

                  ทั้ง    โครงสร้างข้างบน   ถือว่าอยู่ในรูปของ  “Active voice”  เนื่องจากประธานเป็นผู้ใช้ให้ใครบางคนไปทำอะไรบางอย่าง  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • He had the doctor examine his eyes.

(เขาให้หมอตรวจตา)

  • He got the doctor to examine his eyes.

(เขาให้หมอตรวจตา)

  • She has her maid wash her car every day.

(เธอให้สาวใช้ล้างรถทุกวัน)

  • She gets her maid to wash her car every day.

(เธอให้สาวใช้ล้างรถทุกวัน)

  • We had our neighbors clean our house last week.

(เราให้เพื่อนบ้านทำความสะอาดบ้านของเราสัปดาห์ที่แล้ว)

  • We got our neighbors to clean our house last week.

(เราให้เพื่อนบ้านทำความสะอาดบ้านของเราสัปดาห์ที่แล้ว)

  • We often have our friends visit us on Sundays.
  • We often get our friends to visit us on Sundays.

(เรามีเพื่อนมาเยี่ยมวันอาทิตย์บ่อยๆ)

  • I had a frightening thing happen to me yesterday.
  • I got a frightening thing to happen to me yesterday.

(ฉันประสบกับสิ่งที่น่ากลัวเกิดขึ้นกับฉันเมื่อวานนี้)

  • She had me call her last week.
  • She got me to call her last week.

(เธอให้ผมโทรฯ ไปหาเธอสัปดาห์ที่แล้ว)

             อย่างไรก็ตาม  ถ้าต้องการใช้ในรูป  “Passive voice”  คือ {Subject + Have (Get) + Something + Done + (By someone)} {(ประธาน  + ใช้ให้ + บางสิ่ง + ถูกกระทำ  (กริยาอะไรก็ได้ อยู่ในช่องที่ ๓) + (โดยบางคน)}  ในกรณีนี้  ทั้ง  “Have”  และ  “Get”  ในโครงสร้างแบบนี้  จะใช้ในรูปประโยคที่เหมือนกันทุกประการ  ดังตัวอย่าง

  • He had his eyes examined (by the doctor).

(ถ้าแปลตรงตัว  คือ  “เขาให้ตาถูกตรวจโดยหมอ”  แต่ในภาษาไทยไม่นิยมพูดแบบนี้  โดยนิยมพูดแต่เพียงว่า “เขาไปตรวจตา”)  (ในกรณีนี้ต้องให้หมอตรวจเท่านั้น  เขาจะตรวจเองไม่ได้)

  • He got his eyes examined (by the doctor).

(เขาไปตรวจตา)  (ในกรณีนี้ต้องให้หมอตรวจเท่านั้น  เขาจะตรวจเองไม่ได้)

  • She has her car washed (by her maid) every day.

(เธอล้างรถทุกวัน)  (ในกรณีนี้  อาจหมายถึงเธอล้างเอง  ถ้าไม่มี “by her maid”,  หรือให้สาวใช้ล้างให้ก็ได้)

  • She gets her car washed (by her maid) every day.

(เธอล้างรถทุกวัน)  (ในกรณีนี้  อาจหมายถึงเธอล้างเอง  ถ้าไม่มี “by her maid”,  หรือให้สาวใช้ล้างให้ก็ได้) 

  • We had our house cleaned (by our neighbors) last week.

(เราทำความสะอาดบ้านสัปดาห์ที่แล้ว)  (ในกรณีนี้  เราอาจทำเอง  ถ้าไม่มี “by our neighbors”,  หรือให้เพื่อนบ้านทำให้ก็ได้)

  • We got our house cleaned (by our neighbors) last week.

(เราทำความสะอาดบ้านสัปดาห์ที่แล้ว)  (ในกรณีนี้  เราอาจทำเอง  ถ้าไม่มี “by our neighbors”,  หรือให้เพื่อนบ้านทำให้ก็ได้)

  • He has his hair cut once a month.

(=  He gets his hair cut one a month.)

(เขาตัดผมเดือนละ ๑ ครั้ง – คือไปให้ช่างตัดให้)  (อาจหมายถึงเขาตัดเองก็ได้  แต่เป็นเรื่องไม่ปกติ)

  • She has her room cleaned every day.

(=  She gets her room cleaned every day.)

(เธอทำความสะอาดห้องทุกวัน – คือให้คนรับใช้ทำให้)  (อาจหมายถึงเธอทำเองก็ได้)

  • We had our car washed once a week last year.

(=  We got our car washed once a week last year.)

(เราล้างรถอาทิตย์ละ    ครั้ง เมื่อปีที่แล้ว – คือให้อู่ล้างให้)  (อาจหมายถึงเราล้างเองก็ได้)

  • Can we have the program changed ?

(=  Can we get the program changed ?)

(เราสามารถเปลี่ยนโปรแกรมได้ไหม)  (หมายถึง  เราเปลี่ยนเอง  หรือเจ้าหน้าที่เป็นผู้เปลี่ยนก็ได้)

  • Please have these letters translated into English.

(=  Please get these letters translated into English.)

(กรุณาแปลจดหมายเหล่านี้เป็นภาษาอังกฤษ)  (อาจหมายถึง  คุณแปลเอง  หรือให้คนอื่นแปลก็ได้)

  • King Charles had his enemies’ heads cut off.

(=  King Charles got his enemies’ heads cut off.)

(กษัตริย์ชาร์ลสตัดศีรษะของศัตรูของตน)  (อาจหมายถึง  ชาร์ลสตัดเอง  หรือให้คนอื่นตัดก็ได้)

  • I’ve recently had my appendix removed.

(=  I’ve recently got my appendix removed.)

(ผมตัดไส้ติ่งออกเมื่อเร็วๆ นี้)  (หมายถึง  หมอตัดให้เท่านั้น  ผมไม่ได้ตัดเอง)

  • They scarcely have any money saved for their old age.

(=  They scarcely get any money saved for their old age.)

(พวกเขาแทบจะไม่มีเงินเก็บออมไว้สำหรับวัยชรา)  (หมายถึง  พวกเขาเก็บออมเองเท่านั้น  มิใช่คนอื่นออมให้)

 

2. The price of gasoline increased for the sixth _________________ month fueling fears of inflation.

(ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่หก ________________ กระพือความหวาดกลัวในเรื่องภาวะเงินเฟ้อ)

(a) during    (ในระหว่าง)

(b) for    (เป็นเวลา, สำหรับ, เพื่อ)

(c) consecutive    (ติดต่อกัน, ต่อเนื่องกัน, ซึ่งตามกันมา, เป็นลำดับ)

(d) next    (ต่อไป, ถัดไป)

ตอบ  -  ข้อ  (c)  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Consecutive”  จากตัวอย่างข้างล่าง                         

  • It was his seventeenth consecutive month in this country.

(มันเป็นเดือนที่ ๑๗ ติดต่อกันของเขาในประเทศนี้)  (เขาอยู่ในประเทศนี้ติดต่อกัน ๑๗ เดือนแล้ว)

  • Our football team experienced five consecutive victories.

(ทีมฟุตบอลของเราได้รับ (ประสบ) ชัยชนะ ๕ ครั้งติดต่อกัน)

  • For three years consecutively, workers had accepted these lower wages.  (=  For three consecutive years, workers…………..wages.)

(เป็นเวลา ๓ ปีติดต่อกัน  คนงานได้ยอมรับค่าจ้างที่ต่ำกว่าเหล่านี้)

 

3. __________ mineral content in the bones of very young children is low compared to that of adults.

(__________ ปริมาณแร่ธาตุในกระดูกของเด็กอายุน้อยมากๆ มีน้อย (ระดับต่ำ)  เมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณฯ ของผู้ใหญ่)

(a) If the

(b) That is

(c) It is the

(d) The   

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “The mineral content”  เป็นประธานของประโยค  โดยมี  “In the bones of very young children”  เป็นส่วนขยายประธาน  และมี  Is”  เป็นกริยา  และ  “Low compared to that of adults”  เป็น  “Complement”  (ส่วนที่มาเติมให้สมบูรณ์)  ของกริยา  Is”    

 

4. Do you believe she _______________________________________ here for 25 years today ?

(คุณเชื่อไหมว่าเธอ ___________________________________ ที่นี่เป็นเวลา ๒๕ ปีแล้ววันนี้)

(a) have worked  

(b) has been worked    (ผิด  เนื่องจากอยู่ในรูป  Passive voice)

(c) has been working    (ได้กำลังทำงาน)

(d) has working    (รูปนี้ไม่มีใช้)

ตอบ  -  ข้อ  (c)  ใช้โครงสร้าง  Present perfect continuous tense  {Subject + Has (Have) +Been + Verb + ing}  เพื่อแสดงความต่อเนื่องของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต  และต่อเนื่องอย่างยาวนานมาถึงปัจจุบัน  และมีแนวโน้มจะเกิดต่อไปในอนาคตด้วย  (เธอทำงานที่นี่ครบ ๒๕ ปีในวันนี้  และมีแนวโน้มจะทำต่อไปอีก)  ทั้งนี้  อาจใช้  Present perfect tense  {Subject + Has (Have) + Verb 3} ก็ได้  (……...she has worked here….…..)  แต่มีความหมายเพียงว่า  ทำในอดีตจนถึงปัจจุบันเท่านั้น  อาจไม่ทำต่อไปในอนาคต  ดูเพิ่มเติม  Present perfect continuous tense  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่              

  • Recently, I __________________________________________________ rather badly.

(หมู่นี้  (เร็วๆ มานี้)  ผม _________________________________________ ไม่ค่อยจะหลับ)

(a) sleep

(b) am sleeping

(c) was sleeping

(d) have been sleeping    (ได้กำลังนอน)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  “Recently” (หมู่นี้, เร็วๆ มานี้)  ใช้กับ  “Present perfect continuous tense”  {Subject + Has (Have) + Been + Verb + ing}  หรือ  “Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + Verb 3} (…..…I have slept……..)  เพื่อบอกว่าเหตุการณ์หนึ่ง (นอนไม่หลับ)  เกิดขึ้นในอดีต  และดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

                                  ตัวอย่างที่            

  • It __________________________________________________ ever since last Sunday.

(ฝน _______________________________________________ ตั้งแต่วันอาทิตย์ที่แล้ว)

(a) rained

(b) had rained

(c) has rained

(d) has been raining    (ได้ตก)  (หมายถึง  ตกบ่อยๆ ตั้งแต่วันอาทิตย์ที่แล้ว  จนถึงปัจจุบัน  แต่ใน

       ขณะที่กำลังพูดประโยคนี้  ฝนอาจจะกำลังตกอยู่  หรือไม่ได้ตกก็ได้)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  ใช้รูป  “Present perfect continuous tense”  {Subject + Has (Have) + Been + Verb + ing}  เนื่องจากแสดงทั้งความต่อเนื่อง  และยาวนานของเหตุการณ์ (ฝนตก)  ที่เกิดตั้งแต่ในอดีต (วันอาทิตย์ที่แล้ว)  จนถึงปัจจุบัน (ขณะที่พูด)  และมีแนวโน้มที่จะเกิดต่อไปในอนาคตด้วย (อย่างไรก็ตาม  ขณะพูดประโยคในตัวอย่างที่ ๒  ฝนอาจจะกำลังตกอยู่  หรือไม่ได้ตกก็ได้  เนื่องจาก  Present perfect continuous tense  มิได้เน้นว่า  เหตุการณ์ (ฝนตก) กำลังดำเนินอยู่ในขณะที่พูด  เพียงแต่ต้องการบอกว่า  เหตุการณ์เกิดต่อเนื่องและยาวนานจากอดีต  จนถึงปัจจุบันเท่านั้น)  ซึ่งดีกว่าการใช้  ข้อ  (c) (Present perfect tense)  เพราะแสดงเพียงความต่อเนื่องของเหตุการณ์ (ฝนตก)  ที่เกิดในอดีตมาจนถึงปัจจุบันเท่านั้น  มิได้แสดงความยาวนานของเหตุการณ์  หรือบ่งชี้ว่าจะเกิดต่อไปในอนาคตด้วยเหมือนกับ  “Present perfect continuous tense”  

                                 ตัวอย่างที่ 

  • In the last few years our town _____________________________________ a great deal.

(ในช่วงสอง-สามปีที่ผ่านมา  เมืองของเรา ____________________________ อย่างมากมาย)

(a) grew

(b) had grown

(c) is growing

(d) has been growing    (ได้กำลังเติบโต)

ตอบ  -  ข้อ  (c)  ใช้โครงสร้าง  “Present perfect continuous tense”  {Subject + Has (Have) + Been + Verb + ing}  เพื่อบอกถึงเหตุการณ์ที่เกิดในอดีต  และดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน (ขณะที่พูด)  คือ  เมืองของเราเริ่มเติบโตเมื่อสอง-สามปีที่แล้ว  ปัจจุบันก็ยังคงเติบโตอยู่  และมีแนวโน้มจะเติบโตต่อไปในอนาคตด้วย  อีกนัยหนึ่ง  คือ  เน้นการเติบโตแบบต่อเนื่อง  หรือติดต่อกันเป็นเวลาสอง-สามปี                     

                                  ตัวอย่างที่ 

  • He looks so exhausted because he __________________________ around the town all day.

(เขามีท่าทางเหน็ดเหนื่อย-อ่อนล้ามาก  เพราะว่าเขา __________________ รอบเมืองตลอดทั้งวัน)

(a) ran

(b) had run

(c) had been running

(d) has been running    (ได้วิ่ง)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  ใช้รูป  “Present perfect continuous tense”  {Subject + Has (Have) + Been + Verb + ing}  เพื่อแสดงความต่อเนื่องของเหตุการณ์จากอดีตมาจนถึงปัจจุบันขณะที่พูด  (คือ  การวิ่งรอบเมือง)  และมีแนวโน้มว่าจะกระทำ (วิ่ง) ต่อไปในอนาคตด้วย  (คือ  ภายหลังจากที่พูดประโยคนี้)   ส่วนอีกนัยหนึ่ง  ต้องการแสดงความต่อเนื่องยาวนานของการทำกริยาวิ่ง  ว่าได้กระทำมาแล้วหลายๆ ชั่วโมงติดต่อกัน  (สำหรับนัยยะหลัง  อาจต่อเนื่องแบบหลายๆ ชั่วโมง,  วัน,  เดือน,  ปี  ก็ได้)

                                  ตัวอย่างที่ 

  • Mother __________________________________ very badly for the last few months.

(แม่ _____________________________________ ไม่หลับเลยในช่วง ๒ – ๓ เดือนที่แล้วมา)

(a) sleeps

(b) slept

(c) has been sleeping    (นอน)

(d) had slept

ตอบ    ข้อ  (c)  เนื่องจากอยู่ในรูป  “Present perfect continuous tense”  คือบอกถึงเหตุการณ์ที่เกิดในอดีต  และดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน  และแสดงความยาวนานของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วย   “แม่นอนไม่หลับเลยในช่วง ๒ – ๓ เดือนที่ผ่านมา”  

                                  ตัวอย่างที่ 

  • I ____________________ of changing my job for some time, but I haven’t made up my mind.

(ผม ______________ ถึงการเปลี่ยนงานมาเป็นเวลาหนึ่งแล้ว  แต่ผมยังมิได้ตัดสินใจ  -  ที่จะเปลี่ยน)

(a) am thinking

(b) thought

(c) have been thinking    (ได้คิด)

(d) think

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากอยู่ในรูป   “Present perfect continuous tense”  {Subject + Has (Have) + Been + Verb + ingคือ  กล่าวถึงเหตุการณ์หนึ่งซึ่งเกิดในอดีต  และต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน (คือ  คิดจะเปลี่ยนงานมาตั้งแต่ในอดีต  จนถึงปัจจุบัน)

                                 ตัวอย่างที่ 

  • She ________________________________________________ in London for 20 years.

(เธอ _________________________________________ ในลอนดอนเป็นเวลา  ๒๐  ปีแล้ว)

(a) has come to live

(b) has been living    (ได้กำลังอาศัย)

(c) comes to live

(d) is living

ตอบ  -  ข้อ  (b)  ใช้รูป  “Present perfect continuous tense”  {Subject + Has (Have) + Been + Verb + ing}  เพื่อแสดงความต่อเนื่องของเหตุการณ์หนึ่ง   (เธออาศัยอยู่ในลอนดอน)  ซึ่งเกิดขึ้นในอดีต  และดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน  (ขณะที่พูดประโยคนี้)  และมีแนวโน้มจะอาศัยอยู่ต่อไปในอนาคตด้วย

                                 ตัวอย่างที่ 

  • Although Mark _________________ for years, he ________________ has not graduated. 

(แม้ว่ามาร์ค _________________ เป็นเวลาหลายปี  เขา ________________ ไม่จบการศึกษา)

(a) has been studying …….. already   (ได้กำลังศึกษา.................แล้ว)

(b) has been studied ………still

(c) has been studying ……..still    (ได้กำลังศึกษา.................ยังคง)

(d) has been studied……….already

ตอบ  -  ข้อ  (c)  ใช้โครงสร้าง   “Present perfect continuous tense” {Subject + Has (Have) + Been + Verb + ing}  ในแบบ  “Active voice”  {ข้อ  (b)  และ  (d)  เป็น  “Present perfect tense”  ในรูป  “Passive voice”}  เนื่องจากมาร์คเป็นผู้กระทำ (ศึกษา)  สำหรับข้อนี้หมายความว่า  “มาร์คเรียนหนังสือมาหลายปี  แต่ยังคงไม่จบการศึกษา”  (แสดงการศึกษาต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายปี)

                                 ตัวอย่างที่ 

  • Miss Kim _________________________________________ with us since last October.

(มิสคิม ______________________________________ กับเราตั้งแต่เดือนตุลาคม  ปีที่แล้ว)

(a) works

(b) worked

(c) has been working      (ได้ทำงาน)

(d) is working

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็น  “Present perfect continuous tense”  {Subject + Have (Has) + Been + Verb + ing}  โดยสังเกตจาก  Since last October”  ทั้งนี้  “Present perfect continuous”  ใช้บอกเหตุการณ์ในอดีตที่ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน  และเน้นความยาวของช่วงเวลา  ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันด้วย  ซึ่งอาจจะเป็นหลายๆวัน, เดือน, ปี, หลายๆ ปี  หรือเพียง ๒ – ๓ ชั่วโมงก็ได้   ซึ่งประโยคข้างบนมีความหมายว่า  “มิสคิมทำงานกับเราตั้งแต่ตุลาฯ ปีที่แล้ว”  คือปัจจุบันก็ยังคงทำอยู่  และเน้นความต่อเนื่องของการทำงาน  ว่าทำมานานหลายเดือนแล้ว  อนึ่ง  สามารถใช้รูป  “Present perfect”  {Subject + Have (Has) + Verb 3} Miss Kim has worked……  แทนก็ได้  โดย   “Present perfect tense”  ก็บอกถึงเหตุการณ์ที่เกิดในอดีต  และต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันเช่นกัน  แต่ไม่เน้นความต่อเนื่อง  หรือยาวนาน (รวมทั้งไม่เน้นว่าจะทำต่อเนื่องไปในอนาคตด้วย)  ซึ่งต่างจาก  “Present perfect continuous”  นอกจากนั้น  “Present perfect”  ยังบอกถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งจะจบสิ้นลงไปแล้ว  หรือเหตุการณ์ที่เกิดในอดีต  แต่ไม่ระบุเวลาที่แน่ชัด  หรือใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดซ้ำๆ ในอดีตด้วย  ซึ่งในกรณีนี้  ไม่สามารถใช้  “Present perfect continuous”  แทนได้                         

                  รูปแบบของ  “Tense”  ทั้ง ๒ ที่กล่าวมาข้างต้น  มักจะมีคำจำพวกนี้อยู่ในประโยค ได้แก่  since (ตั้งแต่),  for (เป็นเวลา),  recently (หมู่นี้),  lately (เมื่อเร็วๆ นี้),  so far (เท่าที่ผ่านมาหรือเป็นมา),  up to now (จนกระทั่งถึงบัดนี้),  up till now  (จนถึงบัดนี้),  up to the present (จนถึงปัจจุบัน),  already (แล้ว),  yet (ใช้ในประโยคคำถาม),  not yet (ใช้ในประโยคปฏิเสธ),  ever (เคย),  never (ไม่เคย),  just  (เพิ่งจะ),  this is the first (second) time (นี่เป็นครั้งแรก – ครั้งที่สอง),  หรืออาจตามด้วยประโยคที่เป็น  “Past tense  เช่น  “since we were born” (ตั้งแต่เราเกิด),  “since they were at college” (ตั้งแต่พวกเขาเรียนมหา วิทยาลัย),  “since I was young” (ตั้งแต่ผมยังเป็นเด็ก),  “since she left the country” (ตั้งแต่ที่เธอจากประเทศไป),  ตัวอย่างประโยค  เช่น

  • I have already eaten my breakfast.

(ผมกินอาหารเช้าแล้ว)  (เน้นว่ากินแล้ว และยังไม่นานนัก)

  • She has not eaten her dinner yet.

(เธอยังมิได้กินอาหารเย็นเลย)  (เน้นว่ายังไม่ได้กิน)

  • He has just gone out.

(เขาเพิ่งจะออกไป)  (เน้นว่าเพิ่งจะจบสิ้น)

  • I have seen her on TV several times.

(ผมได้เห็นเธอทางทีวีหลายครั้ง)  (เน้นว่าทำซ้ำๆ)

  • They have lived here for ten years.

(พวกเขาอยู่ที่นี่มา  ๑๐  ปีแล้ว)  (เน้นว่าต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน)

  • We have not seen each other since 2010.

(เราไม่ได้เจอกันตั้งแต่ปี  ๒๐๑๐)  (เน้นว่าต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน)

  • They have been playing since the morning.

(พวกเขาเล่นกันมาตั้งแต่เช้าแล้ว)  (เน้นว่าต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน  และความยาวของเวลาว่าหลายชั่วโมง)

  • They have been waiting here for two hours.

(พวกเขารอคอยอยู่ที่นี่มา ๒ ชั่วโมงแล้ว)  (เน้นความต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน  และความนานของเวลาคือ ๒ ชั่วโมง)

  • We have been living here since we were born.

(เราอาศัยอยู่ที่นี่ตั้งแต่เราเกิด)  (เน้นความต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน  และความยาวนานของการอาศัยที่นี่  คือหลายสิบปีแล้ว)

 

5. The scientist thought he had solved a huge riddle of the universe.   

(นักวิทยาศาสตร์คนนั้นคิดว่าเขาได้คลี่คลาย  ปริศนา-สิ่งที่ทำให้ฉงน-คำปริศนา-บุคคลที่เป็นปริศนา-ปัญ

หา-คำถามที่ทำให้งง  มหึมาของจักรวาล)

(a) peril    (อันตราย, ภัย)

(b) generosity    (ความเอื้อเฟื้อ, ความใจกว้าง)

(c) mystery    (ความลึกลับ, ความลี้ลับ, สิ่งที่ไม่สามารถอธิบายได้, ความลับ)

(d) recklessness    (ความสะเพร่า, ความประมาท)

(e) phobia    (โฟ้-เบีย)  (ความกลัว, โรคกลัว)

ตอบ  -  ข้อ  (c)

 

6. The couple’s wedding ceremony at the ballroom was __________.  It was worth all the efforts put in the planning.

(พิธีแต่งงานของชายหญิงคู่นั้นที่ห้องบอลรูม (ห้องเต้นรำ) ___________  มันคุ้มค่ากับความพยายามทั้งหมดในการวางแผนจัดงาน)

(a) impressive    (น่าประทับใจ)

(b) mundane    (มัน-เดน)  (ปกติ, ธรรมดาๆ, ธรรมดาโลก, เกี่ยวกับโลก, ทางโลก)

(c) traumatic    (ทร้อ-มะ-ทิค)  (ซึ่งทรมานใจ, ซึ่งทำให้ชอกช้ำใจ, ซึ่งทำให้บาดเจ็บ)

(d) ingenious    (อิน-เจ๊น-เยิส)  (ฉลาด, รอบรู้, แก้ปัญหาได้รอบด้าน, เจ้าความคิด, คล่องแคล่ว, ปราดเปรียว,

       ช่างประดิษฐ์) 

(e) loquacious    (โล-เคว้-เชิส)  (พูดมาก, ช่างพูด, โว) 

ตอบ  -  ข้อ  (a)

 

7. The chick becomes independent as soon as it emerges from its shell.  

(ลูกเจี๊ยบเป็นอิสระ (ไม่ต้องให้แม่ไก่ช่วยเหลือ)  ในทันทีที่มัน  โผล่ออกมา-ปรากฏขึ้น  จากเปลือกไข่)

(a) erupts    (ระเบิด, แตกออก, ปะทุ, พุ่งออกมา, ทำให้แตกออก-ระเบิดออก-ปะทุ)

(b) overthrows    (โค่น, ล้มล้าง, ล้มคว่ำ, ขว้างลูกได้ไกลกว่า)

(c) appears    (ปรากฏ, เกิดขึ้น, ดูเหมือน, แสดงตัว, ประจักษ์)

(d) tolerates    (อดทน, ทนทาน, อดกลั้น, ทนต่อ, ต้านฤทธิ์ยา)

(e) evinces    (แสดง, เผยให้เห็น)

ตอบ  -  ข้อ  (c)

 

8. She left him standing at the railway station for over an hour because she didn’t have time ______

_____ with him.

(เธอทิ้งให้เขายืน (รอ) อยู่ที่สถานีรถไฟกว่า ชั่วโมง  เพราะว่าเธอไม่มีเวลา __________ อยู่กับเขา)

(a) waiting

(b) waited

(c) to wait    (ที่จะรอคอย)

(d) to be waiting

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากมาจากโครงสร้างข้างล่าง

  • Subject + Have (Has) + Noun + To + Verb 1

(ประธานฯ  +  มี  +  กรรม  +  ที่จะ ..................)

  • She has a lot of money to buy clothes.

(เธอมีเงินมากมายที่จะซื้อเสื้อผ้า)

  • He did not have time to visit his parents abroad.

(เขาไม่มีเวลาที่จะไปเยี่ยมพ่อแม่ที่ต่างประเทศ)

  • They had enough time to finish their term paper.

(พวกเขามีเวลาพอที่จะทำรายงานประจำเทอมได้เสร็จ)

  • We have a lot of books to read this semester.

(เรามีหนังสือต้องอ่านมากมายภาคเรียนนี้)

  • I have some letters to write tomorrow.

(ผมมีจดหมายต้องเขียนวันพรุ่งนี้)

  • They had something to buy at the supermarket.

(พวกเขามีบางสิ่งบางอย่างที่จะซื้อที่ซุปเปอร์มาร์เก็ต)

  • She had many things to tell her husband when he came back from abroad.

(เธอมีหลายสิ่งที่จะเล่าให้สามีฟัง  เมื่อเขากลับมาจากต่างประเทศ)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                 

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง  e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address” wpookaotong@yahoo.com  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)  เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป