หมวดข้อสอบ STRUCTURE (ตอนที่ 479)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Direction:  Choose the best answer to each question.

(จงเลือกคำตอบที่ดีที่สุดของแต่ละคำถาม)

 

1. Budget meetings are held __________________________________ in the conference room.

(การประชุมงบประมาณถูกจัดขึ้น _________________________________ ในห้องประชุม)

(a) rarely    (ไม่ใคร่จะ, แทบจะไม่)

(b) every week    (ทุกสัปดาห์)

(c) always    (เสมอ, เป็นประจำ)

(d) sometimes    (บางที, บางครั้ง, บางโอกาส)

ตอบ  -  ข้อ  (b)  สำหรับ  Adverb of frequency  ที่เป็นคำๆ เดียว  เช่น  Rarely, Always, Sometimes  เช่นเดียวกับ  Never (ไม่เคย), Usually (เป็นประจำ, เป็นปกติ), Occasionally (เป็นบางครั้ง), Often (บ่อย), Seldom (แทบจะไม่), Hardly (แทบจะไม่), Scarcely (แทบจะไม่), Generally (โดยทั่วไป), Normally (โดยทั่วไป, ตามปกติ), Never before (ไม่เคยมาก่อนเลย)  มีหลักการเรียงคำในประโยค  คือ

                         ๑. วางไว้หน้าคำกริยาทั่วไป  เช่น

  • They always come late.   (พวกเขามาสายเสมอ)
  • She usually goes shopping.   (เธอไปซื้อของเป็นประจำ)
  • He seldom drives to work.   (เขาแทบจะไม่ได้ขับรถไปทำงาน)

                         ๒. วางไว้หลัง  “Verb to be”  เช่น

  • He is often late for class.   (เขาเข้าห้องเรียนสายบ่อยๆ)
  • They are always busy with their work.   (พวกเขามักยุ่งอยู่กับงานเสมอ)
  • She is never contented with her life.   (เธอไม่เคยพอใจในชีวิตเลย)

                         ๓. ถ้ามีคำกริยา    ตัวในประโยค  ให้วางไว้ตรงกลางคำกริยานั้น  เช่น

  • They have always had lunch there.   (พวกเขากินอาหารกลางวันที่นั่นเสมอ)
  • She will never love him.   (เธอจะไม่มีวันรักเขา)
  • You should never come to class late.   (คุณไม่ควรจะมาเรียนสาย)
  • He is always asking me.   (เขาถามคำถามผมอยู่เสมอ)
  • We have never traveled to New York.   (เราไม่เคยเดินทางไปนิวยอร์ก)

                         ๔. ในกรณีของประโยค  Passive voice  ให้วางไว้ตรงกลางระหว่าง  Verb to be  และกริยาช่องที่ ๓,  สำหรับ  Passive voice   ของประโยคที่เป็น  Present perfect  หรือ  Past perfect tense  ให้วาง  Adverb of frequency  ไว้ระหว่าง  Has (Had)  และ  Been,  ส่วนในประโยค  Future tense  ให้วางไว้ระหว่าง  Will (Shall)  และ  Be  กล่าวโดยสรุปคือ  ถ้ามีกริยา ๓ ตัว  ให้วาง  Adverb of frequency  ไว้ระหว่างกริยาตัวที่ ๑ และ ๒  ดังตัวอย่าง

  • He is often punished by his teacher.

(เขาถูกลงโทษโดยครูบ่อยๆ)

  • She is always appreciated by her classmates.

(เธอได้รับการชื่นชมโดยเพื่อนร่วมชั้นอยู่เสมอ)

  • We were frequently visited by our old friends.

(เราได้รับการเยี่ยมเยือนโดยเพื่อนเก่าของเราอยู่บ่อยๆ)

  • I have always been mistaken for my brother as we are twins.

(ผมถูกเข้าใจผิดว่าเป็นน้องชายอยู่เสมอ  เพราะว่าเราเป็นฝาแฝดกัน)  (มักมีคนมาทักผมผิดตัว  โดยคิดว่าผมคือน้องชาย)

  • The same story had usually been told by that old woman.

(เรื่องเดิมถูกเล่าเป็นประจำโดยหญิงชราคนนั้น)

  • That best-seller will always be asked for.

(หนังสือที่ขายดีที่สุดจะถูกถามหาอยู่เสมอ)

  • The room must frequently be cleaned.

(ห้องจะต้องได้รับการทำความสะอาดบ่อยๆ)

                 ๕. สำหรับ  “Never”  และกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์บอกความถี่ (Adverbial phrase of frequency)  ที่โดยปกติวางไว้ข้างในประโยค  อาจจะเอามาวางไว้หน้าประโยค  เพื่อแสดงการเน้นคำนั้นๆ   คำเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความหมายปฏิเสธ  เช่น  “Never, Hardly, Seldom, Never before (ไม่เคยมาก่อนเลย), Never in my life (ไม่เคยเลยในชีวิต), No sooner, In vain (ล้มเหลว, ไม่สำเร็จ), Not often, Not only (ไม่เพียงแต่), Not even once (ไม่แม้แต่ครั้งเดียว), Not until (ไม่จนกระทั่ง)อย่างไรก็ตาม  ต้องเรียงรูปประโยคใหม่ดังนี้   คือ  {Never (No sooner, Hardly, Never in my life, Not until, etc.) + Verb (พิเศษ) (Has, Have, Had, Is, Are, Was, Were, Will, Would, Shall, Should, Can, Could, May, Might, Must, etc.) + Subject + Verb (แท้)}  เช่น

  • Never before has she seen such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่เธอได้เคยเห็นสถานที่ที่สวยงามเช่นนั้น  –  เน้นตรงคำว่า “ไม่เคยมาก่อนเลย”)

(= She has never before seen such a beautiful place.)

(= She has never seen such a beautiful place before.)

  • No sooner had he left than she arrived.

(ในทันทีที่เขาจากไป  เธอก็มาถึง –เน้นตรงคำว่า “ในทันทีที่”)

(= He had no sooner left than she arrived.)

  • Hardly have I met my old college friends.

(ผมแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย –เน้นตรงคำว่า “แทบจะไม่”)

(= I have hardly met my old college friends.)

                             ทั้งนี้  สามารถสรุปโครงสร้างประโยคที่มีการเน้นแบบนี้  คือ

  • Never before (Never) + have + I + seen + such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่ผมได้เคยเห็นสถานที่ที่สวยงามเช่นนั้น)  (= ผมไม่เคยเห็นสถานที่ที่สวยงามเช่นนั้นมาก่อนเลย) 

  • Hardly (Seldom) + has + she + met + her old college friends.

(เธอแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย)

  • Never + กริยาพิเศษ  + Subject  + กริยาแท้  + ส่วนขยาย

 

2. The ship provisions officer _____________________________ his supplies in large quantities.

(เจ้าหน้าที่เสบียงอาหารของเรือ __________________________ เสบียงของเขาในปริมาณมาก)

(a) buy

(b) buys    (ซื้อ)

(c) buying

(d) to buy

ตอบ  -  ข้อ  (b)  Provisions  =  เสบียงอาหาร,  เนื่องจากประธานของประโยคคือ  Officer (เป็นเอกพจน์)  โดยมี  Ship provisions  เป็นส่วนขยายประธาน  จึงต้องเติม  “S”  ที่กริยา  Buy   

 

3. The _____________________________ of the storm was so great that it blew our house down.

(____________________________________ ของพายุ  มากจนกระทั่งมันพัดบ้านของเราจนพัง)

(a) fierce    (ดุเดือด, รุนแรง, ดุร้าย, ป่าเถื่อน, บ้าคลั่ง)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(b) strong    (แข็งแรง, เข้มแข็ง)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) force    (กำลัง, แรง, อนุภาพ, พลัง, พลังงาน, อำนาจ, อิทธิพล)  (เป็นคำนาม)

(d) voice    (เสียง)

ตอบ  -  ข้อ  (c)  

 

4. I just have a few household _____________ to cope with and then I’ll be free to come out with you.

(ผมมี ___________ ของครัวเรือนเพียงสองสามชิ้นเท่านั้นที่จะต้องจัดการ  และต่อจากนั้น  ผมก็จะว่างที่จะออกไปกับคุณได้)

(a) errands    (เอ๊อร์-เริ่นด)  (ธุระ, ธุรกิจพิเศษ, การใช้ให้ไปส่งจดหมาย-ทำธุระ, การเดินทางไปส่งจดหมายหรือ

       ทำธุระ)

(b) assignments    (การบ้าน, งานที่ได้รับมอบหมาย)

(c) chores    (งานเล็กๆ น้อยๆ, งานบ้าน, งานประจำที่น่าเบื่อ  เช่น  งานทำความสะอาดบ้าน, งานไร่นา)

(d) charges    (ภาระ, ความรับผิดชอบ, การดูแล, การควบคุม, ค่าใช้จ่าย, ราคา, การกล่าวหา, การฟ้องร้อง, การ

       ดำเนินคดี, การโจมตีอย่างทันที)

ตอบ  -  ข้อ  (c)  

 

5. “A corner shoe store” means “________________________________________________”.

(“ร้านรองเท้าที่หัวมุมถนน” หมายถึง _________________________________________)

(a) the shoe at the corner of a store    (รองเท้าที่มุมของร้าน)

(b) one corner of a shoe store    (มุมหนึ่งของร้านรองเท้า)

(c) a store selling shoes at the corner    (ร้านขายรองเท้าอยู่ที่หัวมุมถนน)

(d) the shoe at one corner of the store    (รองเท้าที่มุมหนึ่งของร้าน)

ตอบ  –  ข้อ  (c)  เนื่องจากการแปลความหมายของคำนามขยายคำนาม  หรือ  “นามประกอบ”  (Compound noun)  ต้องแปลจากข้างหลังย้อนขึ้นมาข้างหน้า  ทั้งนี้มีข้อสังเกต  คือ  คำนามตัวหน้าจะไม่อยู่ในรูปพหูพจน์  คือไม่เติม  “s”  แต่จะแสดงรูปพหูพจน์ที่คำนามตัวหลัง  ดูเพิ่มเติม  “นามประกอบ”  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่ 

  • My son knocked this __________________________________ off the table and broke it.

(ลูกชายของผมทำ _______________________________ ใบนี้หล่นจากโต๊ะ  และทำมันแตก)

(a) tea’s cup    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(b) cup of tea    (ชา  ๑  ถ้วย)

(c) teacup    (ถ้วยชา)

(d) cup-tea    (รูปนี้ไม่มีใช้)

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “Teacup”  เป็น  “นามประกอบ” (Compound noun)   และผู้พูดเพียงแต่จะบอกว่า  “ลูกชายทำถ้วยชาหล่น  และแตกไปแล้ว”  เท่านั้น  มิได้ต้องการบอกว่า  “ทำชา  ๑  ถ้วยหล่นฯ”  เพราะตอนนี้ถ้วยแตกไปแล้ว  ไม่มีน้ำชาเหลืออยู่แล้ว

                                  ตัวอย่างที่ 

  • He is always at the bottom of the ____________________.  He can never remember dates!

(เขามักจะได้ที่โหล่ใน ______________________ (เนื่องจาก) เขาไม่เคยจดจำวันที่ต่างๆ ได้เลย)

(a) history class    (ชั้นเรียนวิชาประวัติศาสตร์, ห้องเรียน (วิชา) ประวัติศาสตร์)

(b) class history

(c) historical class    (ห้องเรียนในประวัติศาสตร์, ห้องเรียนสมัยโบราณ)

(d) historic class    (ห้องเรียนที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์)

ตอบ  -  ข้อ  (a)  เนื่องจากเป็นการใช้คำนามขยายคำนาม  หรือ  “นามประกอบ”  (Compound noun)

                                  ตัวอย่างที่ 

  • Wait a minute, I’ll look up Mary’s phone number in the ______________ and then call her.

(รอประเดี๋ยวนึงนะ  ผมจะค้นหาเบอร์โทรศัพท์ของแมรีใน ______ และ (ต่อจากนั้น) จะโทรฯ ไปที่เธอ)

(a) phone’s book

(b) phone book    (สมุดโทรศัพท์)

(c) phones book

(d) book of phone

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจากเป็นการใช้คำนามขยายคำนาม  ที่เรียกว่า  “นามประกอบ” (Compound noun)

                                  ตัวอย่างที่ 

  • I told my mom that I had bought this bulb for the _______________________________.

(ผมบอกแม่ว่า  ผมซื้อหลอดไฟดวงนี้เพื่อใช้กับ __________________________________)

(a) desk’s lamp

(b) lamp of the desk

(c) lamp on desk

(d) desk lamp    (โคมไฟตั้งโต๊ะ)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นการใช้คำนามขยายคำนาม  ที่เรียกว่า  “นามประกอบ” (Compound noun)

                                         ตัวอย่างที่ 

  • To the best of my knowledge, all of them are efficient ___________________________.

(เท่าที่ผมรู้มาอย่างดีที่สุด  พวกเขาทุกคนเป็น _______________________ ที่มีประสิทธิภาพ)

(a) language’s teachers

(b) languages teachers

(c) teaching languages

(d) language teachers    (ครูสอนภาษา)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เป็นการใช้นามขยายนาม  หรือ  “นามประกอบ” (Compound noun)

                                         ตัวอย่างที่ 

  • She broke a ______________________________________ while she was washing up.

(เธอทำ ______________________________________ แตก  ในขณะที่เธอกำลังล้างจาน)

(a) glass wine

(b) wine glass    (แก้วไวน์)

(c) glass for wine

(d) glass of wine

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจากเป็นการใช้คำนามขยายคำนาม  ซึ่งเรียกว่า  “นามประกอบ” (Compound noun)  

                                  ตัวอย่างที่ 

  • Jim bought his new shoes from the ______________________________ near his house.

(จิมซื้อรองเท้าใหม่จาก _________________________________________ ใกล้บ้านของเขา)

(a) shoes’ store

(b) shoes store

(c) shoes’s store

(d) shoe store    (ร้านรองเท้า)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นการใช้นามขยายนาม  หรือ  “นามประกอบ” (Compound noun)  โดยนามตัวหน้ามักอยู่ในรูปเอกพจน์เสมอ  และถ้าต้องการใช้คำนามประกอบในรูปพหูพจน์  จะแสดงรูปพหูพจน์ที่คำนามตัวหลัง  ตัวอย่าง  เช่น

  • service bus (es)  (รถบริการ – คือรถรับ-ส่งพนักงาน)
  • bus service (s)   (บริการรถประจำทาง)
  • flower garden (s)  (สวนดอกไม้)
  • color television (s)   (ทีวีสี)
  • room number (s)   (หมายเลขห้อง)
  • bookstore (s)   (ร้านขายหนังสือ)
  • development plan (s)   (แผนการพัฒนา)
  • population increase   (การเพิ่มประชากร)
  • table lamp (s)   (ตะเกียง-โคมไฟตั้งโต๊ะ)
  • war criminal (s)   (อาชญากรสงคราม)
  • traffic jam   (รถติด)
  • newspaper article   (บทความหนังสือพิมพ์)
  • conference room   (ห้องประชุม)
  • peace talk   (การเจรจาสันติภาพ)
  • car key   (กุญแจรถ)
  • car park   (ที่จอดรถ)
  • railway station   (สถานีรถไฟ)
  • art exhibition   (นิทรรศการศิลปะ)
  • show room   (ห้องแสดงสินค้า หรือตัวอย่างสินค้า)
  • show business   (ธุรกิจการแสดง)
  • flood victim   (เหยื่ออุทกภัย)
  • energy management   (การบริหารพลังงาน)
  • drain pipe   (ท่อระบายน้ำ)
  • wastewater disposal   (การกำจัดน้ำเสีย)
  • energy conservation   (การอนุรักษ์พลังงาน)
  • interest rate   (อัตราดอกเบี้ย)
  • premium payment   (การจ่ายเบี้ยประกัน)
  • office building   (อาคารสำนักงาน)
  • rubbish bin   (ถังขยะ)
  • community development   (การพัฒนาชุมชน)
  • road safety rally   (การรณรงค์ความปลอดภัยบนถนน)
  • flood relief center   (ศูนย์บรรเทาน้ำท่วม)
  • production method   (วิธีการผลิต)
  • goods outlet  (ตลาด-ช่องทางระบายสินค้า)
  • distribution channel   (ช่องทางการจำหน่าย)
  • contract period  (ระยะเวลาของสัญญา)
  • loan amount limit   (การจำกัดปริมาณเงินกู้)
  • debt payment   (การชำระหนี้)
  • audit procedure   (กระบวนการตรวจสอบ)
  • risk assessment   (การประเมินความเสี่ยง)
  • reforestation activity   (กิจกรรมการปลูกป่า)
  • government sector   (ภาครัฐบาล)
  • tourism sector   (ภาคการท่องเที่ยว)
  • border patrol police school   (โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน)
  • toilet construction   (การสร้างห้องน้ำ)
  • implementation plan   (แผนการดำเนินงาน)
  • duty performance   (การปฏิบัติหน้าที่)
  • business partner   (คู่ค้า, หุ้นส่วนธุรกิจ)
  • business competitor   (คู่แข่งทางธุรกิจ)
  • business growth   (การเติบโตของธุรกิจ)
  • emergency use   (การใช้กรณีฉุกเฉิน)
  • donation reception   (การรับบริจาค)
  • wood house (s)   (บ้านไม้)
  • steel table (s)   (โต๊ะเหล็ก)
  • government policy  (นโยบายรัฐบาล)
  • personnel development   (การพัฒนาบุคลากร)
  • insurance policy   (กรมธรรม์ประกันภัย)
  • growth rate   (อัตราการเติบโต)
  • oil price rise  (การขึ้นราคาน้ำมัน)
  • birthday party   (งานเลี้ยงวันเกิด)
  • dividend payment   (การจ่ายเงินปันผล)
  • debt payment  (การชำระหนี้)
  • income tax deduction   (การหักภาษีเงินได้)
  • motor insurance   (การประกันภัยรถยนต์)
  • fire insurance   (การประกันอัคคีภัย)
  • capital market   (ตลาดทุน)
  • exchange rate (s)   (อัตราการแลกเปลี่ยน)
  • traffic problem (s)  (ปัญหาจราจร)
  • greenhouse gas   (กาซเรือนกระจก)
  • tourism sector   (ภาคการท่องเที่ยว)
  • climate change   (การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ)
  • terrorism risk (s)  (การเสี่ยงภัยการก่อการร้าย)
  • commodity price (s)  (ราคาสินค้า)
  • price competition   (การแข่งขันด้านราคา)
  • household debt   (หนี้ครัวเรือน)
  • car sale (s)   (การขายรถยนต์)
  • distribution channel   (ช่องทางการจำหน่าย)
  • accident occurrence   (การเกิดอุบัติเหตุ)
  • branch office (s)   (สำนักงานสาขา)
  • insurance company   (บริษัทประกันภัย)
  • business partner (s)   (คู่ค้า)
  • leather belt   (เข็มขัดหนัง)
  • business transaction (s)   (การดำเนินธุรกิจ)
  • business mind   (จิตใจคิดแต่เรื่องธุรกิจ)
  • heart disease treatment   (การรักษาโรคหัวใจ)

 

6. We’re lucky to live in a ______________________________________________ country.

(เราโชคดีที่อาศัยอยู่ในประเทศ ___________________________________________)

(a) democracy    (ระบอบประชาธิปไตย, การปกครองแบบประชาธิปไตย)  (เป็นคำนาม)

(b) democratic    (ที่เป็นประชาธิปไตย, ในระบอบประชาธิปไตย)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) democrat    (ผู้นิยมระบอบประชาธิปไตย) (เป็นคำนาม)

(d) democracies    (ประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย) (เป็นคำนาม)

ตอบ  –  ข้อ  (b)  เนื่องจากขยายหน้าคำนาม (Country)  จึงต้องใช้คำคุณศัพท์

 

7. Tim expects to graduate from the university ______________________________ next month.

 (ทิมคาดหวังว่าจะจะการศึกษาจากมหาวิทยาลัย ____________________________ เดือนหน้า)

(a) by    (ราวๆ เวลา,  ใน)

(b) in

(c) at

(d) on

ตอบ  -  ข้อ  (a)

                      สำหรับวลีที่ใช้  “By”  ได้แก่  “By my watch”  {(เวลา  ๑๐  โมง) จากนาฬิกาของผม},  “He died by his own hands.  (เขาตายด้วยน้ำมือของตนเอง),  “by chance” (โดยบังเอิญ)  -  I met my old friend at the party by chance.  (ผมเจอเพื่อนเก่าที่งานเลี้ยงโดยบังเอิญ),   “by birth” (โดยกำเนิด)  -  She is English by birth.  (เธอเป็นคนอังกฤษโดยกำเนิด),  “by mistake”  (โดยการเข้าใจผิด) -  He took my book by mistake.  (เขาเอาหนังสือของผมไปโดยเข้าใจผิด  คือ คิดว่าเป็นของเขา), “by heart”  (โดยการท่องจำ)  -  I learn English vocabularies by heart.  (ผมเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยการท่องจำ), “by car” (= in a car) (โดยรถยนต์),  “by bus” (= in a bus) (โดยรถประจำทาง),  “by train” (= in a train) (โดยรถไฟ),  “by plane” (= in a plane) (โดยเครื่องบิน),  “by air” (โดยทางอากาศ),  “by sea” (โดยทางทะเล),  “by telephone”  (โดยทางโทรศัพท์),  “by telegram” (โดยทางโทรเลข),  “by letter” (โดยทางจดหมาย),  “by trade” (โดยทางการค้า),  “by radio” (โดยทางวิทยุ),  “by force” (โดยใช้กำลัง),  “I know him (them) by name” (ผมรู้จักเขาแต่ชื่อ  -  ไม่เคยพบตัว),  “by himself/herself” (โดยตัวเขา/เธอเอง  ตามลำพัง หรือ ไม่มีใครช่วย)  -  He did all the work by himself.  (เขาทำงานทั้งหมดด้วยตนเอง), “by machinery” (โดยเครื่องจักร),  “by hand” (= with his hands) {(ทำ) ด้วยมือ}, “The room is 20 feet by 10 feet.” (ห้องยาว ๒๐ ฟุต กว้าง ๑๐ ฟุต),  “Sugar is sold by the pound/kilogram.” (= by weight) {น้ำตาลถูกขายเป็นปอนด์/กิโลกรัม  (ขาย) เป็นน้ำหนัก},  “The road was widened by 5 meters.”  (ถนนถูกขยายออกไปอีก ๕ เมตร),   “remarks by Mr. Schmidt” (คำพูดโดยมิสเตอร์ชมิดท์),  “She was brought up by her aunt.” (เธอได้รับการอบรม-เลี้ยงดูโดยป้าของเธอ),  “new legislation announced by the government” (กฎหมายใหม่ประกาศโดยรัฐบาล),  “I was startled by his anger.”  (ผมสะดุ้งตกใจจากความโกรธของเขา),  “by and large” (= on the whole) (โดยทั่วๆ ไป, เมื่อพิจารณาทุกด้านแล้ว),  “by mistake”  (โดยการเข้าใจผิด),  “by accident” (โดยอุบัติเหตุ, โดยมิได้ตั้งใจ),“by degrees” (ทีละน้อย),  “by the way” (อ้อ, เอ้อ, อนึ่ง – ใช้พูดเกริ่นนำ ก่อนจะเข้าเรื่อง),  “by all means” (โดยแน่นอน),  “by no means” (ไม่โดยแน่นอน)  “by-pass” (= short cut) (ทางลัด), “passer-by” (ผู้ที่ผ่านไปมา),  “by-gone”  (สิ่งหรือเรื่องที่ผ่านไปแล้ว),  “by-product” (ผลพลอยได้),  “I will pay by cheque.” (ผมจะจ่ายเป็นเช็ค),  “read a book by candlelight”(อ่านหนังสือโดยใช้แสงเทียน),  “by chance” (โดยบังเอิญ) – I met her at a bank by chance.  (ฉันพบเธอที่ธนาคารแห่งหนึ่งโดยบังเอิญ)“She came in by the back door.”  (เธอเข้ามาทางประตูหลัง),  “I sat by her bed.” (ผมนั่งข้าง – หรือใกล้ – เตียงของเธอ),  “by 1960” (ราวๆ ปี ๑๙๖๐),  “By the time I went to bed, I was absolutely exhausted.” (ราวๆ เวลาที่ผมเข้านอน  ผมเหน็ดเหนื่อยโดยสิ้นเชิง),  “He is rich by Chinese standards.” (เขาร่ำรวย  โดยมาตรฐานของชาวจีน),  “She was standing by herself in a corner of the room. (เธอกำลังยืนอยู่ตามลำพัง – คนเดียว – ที่มุมห้องด้านหนึ่ง),  “I think I could manage by myself.” (ผมคิดว่าผมสามารถทำสำเร็จด้วยตัวของผมเอง – โดยไม่ต้องมีคนคอยช่วยเหลือ),  “Twelve divided by three is four.” (๑๒ หารด้วย    เหลือ  ), “Multiply the amount by three.” (จงคูณจำนวนนั้นด้วย ๓),  “Cars are now made by the million.” (รถยนต์ในปัจจุบันได้รับการผลิตเป็นล้านๆคัน),  “one by one” (ทีละคน),  “year by year”  (แต่ละปี),  “She took him by the hand.”  (เธอจับมือเขา),  “Hold it by the handle!” (จงถือมันไว้ที่ด้าม หรือมือจับ),  “Her salary went up by half.” (เงินเดือนของเธอขึ้นไปครึ่งหนึ่ง),  “The economic growth increased by 10 %.” (เศรษฐกิจเติบโต  ๑๐  เปอร์เซ็นต์),  “They are Buddhists by birth, not by practice.” (พวกเขาเป็นชาวพุทธโดยกำเนิด  มิใช่โดยการปฏิบัติ – ศาสนกิจ),  “By night, a number of animals seek their preys, while by day, they tend to sleep.” (ระหว่างกลางคืน   สัตว์จำนวนมากเสาะหาเหยื่อ  ในขณะที่ตอนกลางวัน  พวกมันมักจะนอน),  “walk side by side”  (เดินเคียงข้างกัน),  “walk hand in hand” (เดินจูงมือกัน),  “by-election” (การเลือกตั้งซ่อม),  “by comparison (= in comparison)” (โดยการเปรียบเทียบ)  -  He made me look, by comparison (= in comparison), a good, calm, reasonable person.  (เขาทำให้ผมดู (มีท่าทาง ), โดยเปรียบเทียบ, เป็นคนดี  เยือกเย็น  และมีเหตุผล) (หมายถึง  เมื่อเปรียบเทียบผมกับเขา) (เขาไม่มีลักษณะดังกล่าว),  เป็นต้น

 

8. You’d rather come today than tomorrow, _______________________________________?

(คุณอยากมาวันนี้มากกว่าพรุ่งนี้ ___________________________________________)

(a) hadn’t you

(b) wouldn’t you    (ใช่ไหม)

(c) don’t you

(d) won’t you

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เพราะ  “You’d rather”  ย่อมาจาก  “Would rather” (อยากจะ.................มากกว่า) 

ในส่วน  “Tag”  จึงต้องใช้  “Wouldn’t you

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                 

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง  e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address” wpookaotong@yahoo.com  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า “ปรับปรุงเว็บไซต์”)  เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป