หมวดข้อสอบ STRUCTURE (ตอนที่ 4)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionChoose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Still water runs __________________________________________________________.

(น้ำนิ่งไหล _________________________________________________________)

(a) deep    (ลึก)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(b) deeply

(c) depth    (ความลึก)  (เป็นคำนาม)

(d) deepen    (ทำให้ลึก)  (เป็นคำกริยา)

ตอบ   -   ข้อ    (a)  ประโยคนี้เป็นสุภาษิต  กริยา   “Run”  ตามด้วยคำคุณศัพท์  (Adjective)  เช่น

  • He says he will love her till the sea runs dry.

(เขาพูดว่าเขาจะรักเธอจนน้ำทะเลเหือดแห้ง)

  • Don't make a loud noise; otherwise, those animals will run wild.

(อย่่าส่งเสียงดัง  มิฉะนั้น  สัตว์เหล่านั้นจะแตกตื่น)

 

2. __________________________________________________ her letter will come today.

(____________________________________________ จดหมายของเธอจะมาถึงวันนี้)

(a) Sometimes    (บางครั้งบางคราว)

(b) Some time    (= Sometime = ณ เวลาใดเวลาหนึ่งในอนาคต)

(c) Any time    (เวลาใดก็ตาม, เวลาใดก็ได้)

(d) Perhaps    (บางที)

 

3. In Thailand cloth is generally sold _____________________________________ the meter. 

(ในประเทศไทย  ผ้าโดยทั่วไป (ถูก) ขาย __________________________________ เมตร)

(a) in

(b) with

(c) for

(d) by    (เป็น)

(e) to

ตอบ   -   ข้อ    (d)   ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • Some workers are paid _____________________________________________ week.

(คนงานบางคนได้รับค่าจ้าง _____________________________________ (ราย) สัปดาห์)

(a) in a

(b) by the    (เป็น)

(c) by a

(d) in the

ตอบ   -   ข้อ   (b)  หลัง  “is (are) paid by” (ได้รับค่าจ้างเป็น)  หรือหลัง  “is (are) sold by”  (ถูกขายเป็น)  มีหลัก  คือ  ถ้าคำนามที่ตามหลัง  “By”  เป็นนามนับได้(Week, Dozen, Kilo, Pound, Meter, Yard, Foot, etc.)  หน้าคำนามนั้นต้องใช้   “The”  ขยาย  แต่ถ้าเป็นนามนับไม่ได้  เช่น  {Weight (น้ำหนัก),  Length  (ความยาว),  Time  (เวลา),  etc.} หน้าคำนามนั้น  ไม่ต้องมี  “Article”  (A, An, The)  ใดๆขยายเลย  เช่น

  • In England eggs are sold by the pound.

(ในอังกฤษ  ไข่ถูกขายเป็นปอนด์)  (“Pound”  เป็นนามนับได้)

(= In England eggs are sold by weight.)

(ในอังกฤษ  ไข่ถูกขายเป็น (โดย) น้ำหนัก)  (“Weight”  เป็นนามนับไม่ได้)

  • Cloth is generally sold by the yard.

(ผ้าโดยทั่วๆ ไปถูกขายเป็นหลา)  (“Yard”  เป็นนามนับได้)

(= Cloth is generally sold by length.)

(ผ้าโดยทั่วๆ ไปถูกขายเป็นความยาว  -  ของผ้า)  (“Length”  เป็นนามนับไม่ได้)

  • Sugar is sold by the kilogram.

(น้ำตาลถูกขายเป็นกิโลกรัม)  (“Kilogram”  เป็นนามนับได้)

(= Sugar is sold by weight.)

(น้ำตาลถูกขายเป็น (โดย) น้ำหนัก) (“Weight”  เป็นนามนับไม่ได้)

  • Salaried people are usually paid by the month.

(มนุษย์เงินเดือนตามปกติได้รับค่าจ้างเป็นเดือน)  (“Month”  เป็นนามนับได้)

(= Salaried people are usually paid by time.)

(มนุษย์เงินเดือนตามปกติได้รับค่าจ้างเป็นเวลา  -   การทำงาน)  (“Time”  เป็นนามนับไม่ได้)

 

4. It took an hour to ___________________________________________________ the fire.

(ผมใช้เวลา    ชั่วโมงในการ __________________________________________ ไฟ)

(a) put down    (วางลง)

(b) put on    (สวมใส่)

(c) put away    (เก็บเข้าที่, เก็บไว้ตามเดิม)

(d) put out    (ดับ)

 

5. Susan is already in bed.  She rarely stays up late, _________________________________?

(ซูซานเข้านอนบนเตียงแล้ว  เธอไม่ใคร่จะอยู่จนดึก, ______________________________)

(a) doesn’t she

(b) will she

(c) does she    (ใช่ไหม)

(d) won’t she

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Rarely, Seldom, Scarcely, Hardly, Barely”  (ทุกคำ หมายถึง  “ไม่ใคร่จะ, แทบจะไม่)  มีความหมายเป็นปฏิเสธอยู่ในตัว  ในส่วน  “Tag”  จึงต้องใช้รูปบอกเล่า  (Does she)

 

6. Please keep the children _____________________________________ until lunch is ready.

(โปรดคอยทำให้พวกเด็กๆ ___________ จนกระทั่งอาหารกลางวันมีความพร้อม)  (ที่จะรับประทาน)  (หมายถึง  คอยล่อเด็กๆ เอาไว้  จนกระทั่งอาหารกลางวันปรุงเสร็จ)

(a) amuse    

(b) amusing    (น่าสนุกสนาน, น่าขบขัน)

(c) to amuse    (ทำให้สนุกสนาน, ทำให้ขบขัน)

(d) amused    (มีความรู้สึกสนุกสนาน-ขบขัน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  ดูเพิ่มเติมการใช้กริยาพวกเดียวกับ  “Amuse”  จากตัวอย่างข้างล่าง  

                                         ตัวอย่างที่  

  • My friend ___________________________________ when his requests were refused.

(เพื่อนของผม _______________________________ เมื่อคำร้องขอของเขาได้รับการปฏิเสธ)

(a) upset    (ทำให้สับสน-ว้าวุ่น-ไม่สบายใจ)

(b) was upset    (รู้สึกสับสน-ว้าวุ่น-ไม่สบายใจ)

(c) was upsetting    (น่าสับสน, น่าว้าวุ่นใจ)

(d) had upset

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “To upset”  หมายถึง  “ทำให้สับสน-ว้าวุ่น-ไม่สบายใจ”(กริยา  ๓  ช่อง  คือ  “Upset, Upset, Upset”)  ส่วน  “To be upset”  =  “รู้สึกสับสน-ว้าวุ่น-ไม่สบายใจ”  และ  “To be upsetting”  =   “น่าสับสน-ว้าวุ่น-ไม่สบายใจ”ดูเพิ่มเติมคำกริยาประเภทเดียวกับ   “Upset”   จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่  

  • My letter is very long.  I hope you won’t find it _________________________________.

(จดหมายของผมยาวมาก  ผมหวังว่า  คุณคงจะไม่พบว่ามัน __________________________)

(a) bore

(b) bored    (รู้สึกเบื่อหน่าย)

(c) boring    (น่าเบื่อหน่าย)

(d) to bore    (ทำให้เบื่อหน่าย)

ตอบ    -    ข้อ   (c)   ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทเดียวกับ   “Bore”  จากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่  

  • The food was delicious.  That was a ____________________________________ meal.

(อาหารอร่อย  นั่นเป็นมื้ออาหารที่ ____________________________________________)

(a) satisfied    (รู้สึกพอใจ)

(b) satisfying    (น่าพึงพอใจ)

(c) satisfy    (ทำให้พอใจ)

(d) satisfaction    (ความพึงพอใจ)

ตอบ   -   ข้อ   (b)

                                         ตัวอย่างที่  

  • Bill heard that he had won a scholarship.  The news ____________________________. 

(บิลได้ยินว่าเขาได้รับทุนการศึกษา  ข่าวนี้ ______________________________________)

(a) were excited

(b) was exciting    (น่าตื่นเต้น)

(c) was excited    (รู้สึกตื่นเต้น)

(d) were exciting

ตอบ  -  ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “News”  เป็นคำนามนับไม่ได้   และถือเป็นเอกพจน์เสมอ  จึงต้องใช้กับ   “Was

                                         ตัวอย่างที่  

  • She was very ___________________________________________ to meet her friend.

(เธอ _____________________________________________ มากที่ได้พบเพื่อนของเธอ)

(a) delight    (ทำให้ยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ,  ความยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(b) delighting    (น่ายินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(c) delighted    (รู้สึกยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(d) delightful    (น่ายินดีมาก, น่าสุขใจมาก)

ตอบ   -   ข้อ  (c)

                                         ตัวอย่างที่  

  • I ______________________________________________ with the result of my exam.

(ผม_________________________________________________ กับผลสอบของผม)

(a) quite satisfy    (ทำให้พึงพอใจอย่างมาก)

(b) am quite satisfying    (น่าพึงพอใจอย่างมาก)

(c) am quite satisfied     (รู้สึกพึงพอใจอย่างมาก)

(d) am quite to satisfy

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                                          ตัวอย่างที่  

  • I am ____________________________________________ in science, not in English.

(ผม ________________________________________ ในวิทยาศาสตร์  มิใช่ภาษาอังกฤษ)

(a) interest

(b) interesting    (น่าสนใจ)

(c) interested    (มีความสนใจ)

(d) to interest   (ทำให้สนใจ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                                         ตัวอย่างที่  

  • He is _________________________________________________________ a house.

(เขา __________________________________________________________ บ้าน)

(a) interest at to rent

(b) interesting in rent

(c) interested at renting

(d) interested in renting     (มีความสนใจในการเช่า)

ตอบ   -   ข้อ   (d)

                                         ตัวอย่างที่  

  • It will take me quite some time to get him ____________________ in buying your land. 

(ผมจะต้องใช้เวลานานทีเดียวที่จะทำให้เขา ____________________ ในการซื้อที่ดินของคุณ)

(a) to interest    (ทำให้สนใจ)

(b) being interesting

(c) interested     (มีความสนใจ, รู้สึกสนใจ)

(d) interesting    (น่าสนใจ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                                         ตัวอย่างที่  ๑๐

  • The little girl was very _________________ when her father promised to buy her a doll.

(เด็กหญิงเล็กๆคนนั้น __________________ มาก  เมื่อพ่อของเธอสัญญาว่าจะซื้อตุ๊กตาให้เธอ)

(a) exciting    (น่าตื่นเต้น)

(b) excited    (รู้สึกตื่นเต้น, มีความตื่นเต้น)

(c) excite    (ทำให้ตื่นเต้น)

(d) excitable    (สามารถตื่นเต้นได้)

ตอบ    –    ข้อ   (b)   ดูเปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง

  • The results of the traveler preference survey are surprising.

(ผลลัพธ์ของการสำรวจความนิยมของนักเดินทาง – ท่องเที่ยว – น่าประหลาดใจ )

หมายเหตุ   –    ประโยคข้างบนนี้ต้องใช้   “Surprising”  เนื่องจาก   “Surprise”  เป็นคำกริยาที่มีความหมายว่า  “ทำให้ประหลาดใจ”   แต่ถ้าใช้ในรูป  “is (are, was, were) surprising”  จะมีความหมายว่า  “น่าประหลาดใจ”  ส่วนเมื่อใช้ในรูป  “is (am, are, was, were) surprised”  จะมีความหมายว่า   “มีความรู้สึกประหลาดใจ”  ดังตัวอย่างประโยค  เช่น

  • The result of the exam surprised her.

(ผลสอบทำให้เธอประหลาดใจ)

  • She was surprised at the result of the exam.

(เธอมีความรู้สึกประหลาดใจกับผลสอบ)

  • The result of the exam was surprising.

(ผลสอบน่าประหลาดใจ)

                                       คำกริยาประเภทเดียวกับ  “Surprise”  ได้แก่

satisfy –ทำให้พอใจ

excite – ทำให้ตื่นเต้น

disappoint –ทำให้ผิดหวัง

attract –ทำให้หลงใหล, ดึงดูด

interest – ทำให้สนใจ

amuse –ทำให้สนุกหรือขบขัน

please –ทำให้ยินดี-พอใจ

annoy –ทำให้รำคาญ-ขุ่นเคือง

bore – ทำให้เบื่อ

tire – ทำให้เหน็ดเหนื่อยหรือเบื่อ

frighten – ทำให้ตกใจ

confuse –ทำให้สับสนหรืองุนงง

surprise –ทำให้ประหลาดใจ

amaze – ทำให้ทึ่ง, ทำให้ตะลึง

delight – ทำให้ยินดี

exhaust –ทำให้หมดแรง

fascinate – ทำให้หลงใหล, ทำให้หลงเสน่ห์

charm – ทำให้หลง

convince – ทำให้เชื่อ

tempt – ทำให้หลงใหล, ยั่วยวน-ล่อใจ

entertain – ทำให้เพลิดเพลิน

embarrass –ทำให้ขวยเขิน-กระดากอาย

puzzle –ทำให้งง

thrill – ทำให้ตื่นเต้น

upset – ทำให้รำคาญ-ไม่สบายใจ

irritate – ทำให้โมโห, ทำให้ระคายเคือง

exasperate –ทำให้โกรธ

astonish –ทำให้ประหลาดใจ, ทำให้ตกใจ

infuriate –ทำให้โกรธ, ทำให้เดือดดาล

horrify –ทำให้กลัว, ทำให้ขนพองสยองเกล้า

 

                                                          กลุ่มคำกริยาข้างบนนี้ มีหลักการใช้คือ

                                             ๑. ถ้าใช้ในรูป  “Subject + Verb + Object”   จะมีความหมายว่า “ทำให้.........................”  คือ  ตัวประธานเป็นผู้ทำให้เกิดอาการนั้นๆ ขึ้นแก่ผู้อื่น  เช่น

  • The accident frightened the passengers a great deal.  (past tense)

(อุบัติเหตุทำให้ผู้โดยสารตกใจอย่างมาก)

  • The exam result disappointed him so much.(past tense)

(ผลสอบทำให้เขาผิดหวังมากทีเดียว)

  • The chairman’s speech confused everyone.(past tense)

(คำพูดของท่านประธานทำให้ทุกคนสับสนงุนงง)

  • The new film interests all viewers.(present tense)

(หนังเรื่องใหม่ทำให้คนดูทั้งหมดสนใจ)

  • The professor’s lecture bores all the class.(present tense)

(การบรรยายของศาสตราจารย์คนนั้นทำให้นักเรียนทั้งชั้นเบื่อ)

                                            ๒. ถ้าใช้รูป  “Verb + ing” {Subject + is (am, are, was, were) + Verb +ing}  หรือ  (Verb +ing + Noun)  มีความหมายว่า “น่า....................”  หรือ  “ซึ่งน่า.....................”  กริยาที่เติม  “ing”  พวกนี้ ถือเป็นคำคุณศัพท์  จะวางไว้หลัง  Verb to be”  หรือหน้าคำนามก็ได้   เช่น

  • His work is boring.  (present tense)

(งานของเขาน่าเบื่อหน่าย)

  • It is a very exciting football match.   (present tense)

(มันเป็นการแข่งขันฟุตบอลที่น่าตื่นเต้น)

  • The landscape was so fascinating.  (past tense)

(ภูมิประเทศ (ที่นี่) น่าหลงใหลมาก)

  • The employee’s work was disappointing.   (past tense)

(งานของลูกจ้างรายนั้นน่าผิดหวัง)

  • The children’s table manners were very embarrassing.  (อยู่ในรูป  “Past tense”)

(กิริยามารยาทบนโต๊ะอาหารของพวกเด็กๆน่าอับอายมาก)

  • The book is interesting.  (present tense)

(หนังสือน่าสนใจ)

  • Her beauty is charming.  (present tense)

(ความงามของเธอน่าหลงใหล – มีเสน่ห์)

  • It is surprising to see him at his ex-wife’s wedding.   (present tense)

(มันน่าประหลาดใจที่เห็นเขาที่งานแต่งงานของอดีตภรรยา)

{มิได้หมายความว่า  “มันกำลังประหลาดใจ  เหมือนกับประโยค  “He is walking. (เขากำลังเดิน)  –  present continuous tense}

                                           ๓. ถ้าเติม  “Ed”  ข้างหลังคำกริยากลุ่มนี้   แล้ววางตามหลัง  “Verb to be” (is, am, are, was, were)   จะมีลักษณะเป็น   “Passive voice” (Subject + is (am, are, was, were) + verb + ed)  จะมีความหมายว่า  ประธานเป็นผู้เกิดความรู้สึกนั้นๆขึ้นมา  ซึ่งถ้าแปลตรงๆก็คือ “..................ถูกทำให้รู้สึก...............ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจฯลฯ.................”   แต่ในภาษาไทยนิยมพูดว่า   “..................มีความรู้สึก..................ตื่นเต้น,  ตกใจ,  ผิดหวัง,  พอใจ.................”  เช่น

  • We are interested in German.   (present tense)

(เรามีความสนใจในภาษาเยอรมัน)

  • They are very pleased to see their old friends.   (present tense)

(พวกเขาดีใจมากที่ได้พบเพื่อนเก่า)

  • I was amazed to know of his death.   (past tense)

(ผมตะลึงที่ได้รู้ข่าวการตายของเขา)

  • He was very tired of hard work.   (past tense)

(ผมเหน็ดเหนื่อยมากกับงานหนัก)

  • She was interested in the ballet performance.   (past tense)

(เธอมีความสนใจในการแสดงบัลเล่ต์)

  • We were disappointed to lose the match.   (past tense)

(พวกเราผิดหวังที่แพ้การแข่งขัน)

  • Most people are frightened of the snakes.   (present tense)

(คนส่วนมากกลัวงู)

  • Jim is fascinated by astronomy.   (present tense)

(เขามีความหลงใหลในวิชาดาราศาสตร์)

 

7. The students ___________________________________ Spanish may come to this lecture.

(นักเรียนผู้ซึ่ง ______________________________ ภาษาสเปนอาจจะมาฟังการบรรยายนี้)

(a) who studies

(b) studied

(c) study

(d) studying    (ศึกษา)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค   “…..........….students who study…….......…”   หรือ   “…..........….students who are studying....................”  สำหรับประโยคที่มีโครงสร้างแบบนี้   เช่น

  • The people working (= people who work) in the office are my colleagues.

(ผู้คนที่ทำงานในสำนักงาน  คือเพื่อนร่วมงานของผม)

  • The woman walking (= woman who walks) across the street is my sister.

(ผู้หญิงที่เดินข้ามถนนเป็นน้องสาวของผม)

  • The man living (= man who lives) next door is a bank manager.

(ชายที่อาศัยอยู่บ้านหลังถัดไปเป็นผู้จัดการธนาคาร)

  • The children playing (= children who play) in the field are my neighbors’ kids.

(เด็กๆที่เล่นอยู่ในสนามเป็นลูกๆของเพื่อนบ้านของผม)    

 

8. We suddenly _________________________________ a party of climbers on an excursion.

(เราในทันทีทันใด ____________ (กับ) คณะของนักไต่เขา  ในระหว่างการเดินทางท่องเที่ยวของเรา)  (คือ  เราได้พบกับคณะของนักปีนเขาโดยบังเอิญ  ในขณะที่ไปเที่ยว)

(a) came to    (มาที่, มายัง)

(b) came upon    (พบโดยบังเอิญ, เจอโดยมิได้คาดฝัน)

(c) came by    (ได้รับ)

(d) came off    (เกิดขึ้น, ประสบความสำเร็จ)

(e) came on    (ก้าวหน้า, คืบหน้า, รีบๆหน่อย, เร่งมือหน่อย)

 

9. The deepest gorge in the United States is not the Grand Canyon, _____________ Hells Canyon of the Snake River.

(หุบเขา (เหว) ที่ลึกที่สุดในสหรัฐฯ มิใช่แกรนด์แคนยอน, _____________ เฮลส์แคนยอนของแม่น้ำงู)  (แม่น้ำงูเป็นแม่น้ำสายสำคัญของภาคตะวันตกเฉียงเหนือของสหรัฐฯ  มีความยาว ๑,๗๓๕  กิโลเมตร  แม่น้ำงูเป็นแควน้ำที่ใหญ่ที่สุดของแม่น้ำโคลัมเบีย  ซึ่งเป็นแม่น้ำที่ใหญ่ที่สุดของภาคเหนือของสหรัฐฯ  และไหลออกสู่มหาสมุทรแปซิฟิก)

(a) and

(b) but    (แต่เป็น)

(c) is

(d) there is

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ดูเพิ่มเติมความหมายอื่นของ  “But”  จากประโยคข้างล่าง

                                            ๑. But”   มีความหมาย  “ยกเว้น, เว้นแต่, นอกจาก”  (เป็น  “Preposition)  เมื่อตามหลังประโยคปฏิเสธ  ส่วนใหญ่ต้องตามด้วยรูป  “Infinitive without to”  (Verb 1)   

  • Professor Baker is not satisfied with your term paper, John.  You have no alternative but see him tomorrow.

(อาจารย์เบเกอร์ไม่พอใจกับรายงานประจำเทอมของคุณนะจอห์น  คุณไม่มีทางเลือก นอกจาก (หรือยกเว้น-เว้นแต่) พบอาจารย์วันพรุ่งนี้)    

  • She can do anything but stop gossiping about other people’s affairs.

(เธอสามารถทำอะไรก็ได้  ยกเว้นหยุดซุบซิบนินทาเกี่ยวกับเรื่องของคนอื่น)

  • He did nothing but complain.

(เขาไม่ทำอะไรเลยนอกจากบ่นโวยวาย)

  • There is nothing for her to do but wait.

(เธอไม่มีอะไรทำนอกจากรอคอย)

                                        สำหรับรูปแบบอื่น  เช่น

  • We saw nothing but flowers.

(เราไม่เห็นอะไรเลยนอกจากดอกไม้)

  • They want to stay nowhere but their home.

(พวกเขาไม่ต้องการพักที่ใด  นอกจากบ้านของตนเอง)

  • She couldn’t eat anything but cucumbers.

(เธอไม่สามารถกินอะไรได้นอกจากแตงกวา)

  • It hurt nobody but himself.

(มันมิได้ทำร้าย (ทำให้เสียหายแก่) ใครเลย  นอกจากตัวเขาเอง)

  • Who but a madman would administer a deadly poison.

(ใครเสียอีกนอกจากคนบ้าที่จะวางยาพิษขนาดร้ายแรงถึงตาย)

  • All but one of the thieves were caught.

(หัวขโมยทั้งหมด  ยกเว้นคนเดียวถูกจับได้)

                                            ๒.  But”   มีความหมาย   “แต่”  เป็น  “Conjunction”  เช่น

  • He is rich but his brother is poor.

(เขารวย  แต่พี่ชาย (น้องชาย) ของเขาจน)

  • They don’t need to know all the answers but they need to know how to find out the answers.

(พวกเขาไม่จำเป็นต้องรู้คำตอบทั้งหมด  แต่พวกเขาจำเป็นต้องรู้ว่าจะหาคำตอบได้อย่างไร)

  • The family does not see it as a chore but a necessity.

(ครอบครัวมิได้มองมันว่าเป็นงานบ้าน (งานจิปาถะ) แต่ว่าเป็นสิ่งจำเป็น)

  • This is not the result of unemployment but the result of the government’s inefficiency.

(นี่มิได้เป็นผลลัพธ์ของการว่างงาน  แต่ว่าเป็นผลลัพธ์ของความไม่มีประสิทธิภาพของรัฐบาล)

  • It is a cheap but incredibly effective carpet cleaner.

(มันเป็นเครื่องทำความสะอาดพรมที่ราคาถูก  แต่ว่ามีประสิทธิผลอย่างไม่น่าเชื่อ)

  • We’ll have a meeting, but not today.

(เราจะมีการประชุมกัน  แต่ไม่ใช่วันนี้)

  • It was a long walk but it was worth it.

(มันเป็นการเดินที่ยาวไกล  แต่มันก็คุ้มค่า)

  • He has promised reform but failed to deliver it.

(เขาได้สัญญาว่าจะปฏิรูป  แต่ก็ล้มเหลวที่จะทำมัน)

                                            ๓. But”   มีความหมาย   “เพียงเท่านั้น”  (Only)  เป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  เช่น

  • He left but an hour ago.

(เขาจากไปเพียง    ชั่วโมงล่วงมาแล้วเท่านั้น)

  • Low cost and high speed are but two of the advantages of

electronic data handling.

(ค่าใช้จ่ายต่ำและความเร็วสูงเป็นเพียงประโยชน์ (ข้อได้เปรียบ)  ๒  ประการของการจัดการข้อมูลด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์) 

  • When I first met her, she had but recently divorced.

(เมื่อผมพบเธอครั้งแรก  เธอเพียงแต่เพิ่งหย่าร้างมาไม่นานเท่านั้น)

  • I asked her whether she would be able to do it and she replied she could but try.

(ผมถามเธอว่าเธอจะสามารถทำมันได้หรือไม่  และเธอตอบว่าเธอสามารถเพียงแต่พยายาม (ทำ) เท่านั้น)  (หมายถึง  จะพยายามทำ  แต่ไม่รู้จะสำเร็จหรือไม่)

 

10. Bill’s uncle insists ______________________________________________ in this hotel.

(ลุงของบิลยืนกราน ___________________________________________ ในโรงแรมนี้)

(a) not staying

(b) not to stay

(c) that he not stay    {เขาไม่ (ควรจะ) พัก}

(d) staying not 

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง   “Present subjunctive”  โดยลดรูปมาจาก  “That he should not stay”  โดยพิจารณาจากกริยา  “Insist”  (ยืนกราน)  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากประโยคข้างล่าง

                                     ตัวอย่างที่ 

  • Abraham Lincoln insisted that ________ not just on mere opinion but on moral purpose.

(อับราฮัม  ลิงคอล์น  ยืนกรานว่า ___________ ไม่เพียงแต่บนความคิดเห็น (ของประชาชน) เท่านั้น  แต่บนวัตถุประสงค์ด้านศีลธรรมด้วย)

(a) to base democracy

(b) for democracy to be based

(c) democracy be based    {ประชาธิปไตย (ควรจะ) มีพื้นฐาน}

(d) whenever democracy is based

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้างแบบ   “Present subjunctive”  โดยพิจารณาจากกริยา  “Insist”  (ยืนกราน)  (ลดรูปมาจาก  “Democracy should be based”)

                                     ตัวอย่างที่ 

  • She is about half an hour late already.  It is necessary that she __________ immediately.

(เธอล่าช้าไปประมาณครึ่งชั่วโมงแล้ว  มันจำเป็นที่ว่าเธอ _________________ ในทันทีทันใด)

(a) went

(b) goes

(c) go    {(ควร) ไป}

(c) will go

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive”  โดยพิจารณาจากวลี  “It is necessary that………..…..”  ลดรูปมาจาก  “She should go

                                     ตัวอย่างที่ 

  • I’m in a hurry because the librarian said it was important that I ___________ this book.

(ผมกำลังรีบเร่ง (เอาหนังสือไปคืน) เพราะบรรณารักษ์กล่าวว่า  มันเป็นเรื่องสำคัญว่าผม ________ หนังสือเล่มนี้)

(a) returned

(b) was returning

(c) had returned

(d) return    {(ควร) นำไปคืน, ส่งคืน}

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจาก  “Clause”  ที่ตามหลัง  “It is (was) + Important  (Necessary, Essential, Imperative, etc.)”   กริยาต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to”  (Verb 1)   เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive”  คือ  เหมือนกับมี  “Should” (I should return)  นำหน้าคำกริยานั้นๆ

                                      ตัวอย่างที่ 

  • In 1978, the Soviets demanded that China ________________its forces from Vietnam.

(ในปี  ๑๙๗๘  โซเวียตเรียกร้องให้จีน _____________ กองกำลังของตนออกจากเวียดนาม)

(a) withdrew

(b) withdraws

(c) withdraw    (ถอน)

(d) withdrawing

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากกริยาใน  “Clause” (อนุประโยค)  ที่ตามหลัง  “Demand, Require, Suggest, Request, etc.”  ต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to”  (Verb 1)   เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive”  โดยลดรูปมาจาก  “China should withdraw” 

                                     ตัวอย่างที่ 

  • He suggested __________________________________________ to a holiday camp.

(เขาแนะนำ _____________________________________ ที่ค่ายพักแรมวันหยุดพักผ่อน)

(a) Mary that she should go

(b) to Mary that she should go    (แก่แมรี่ว่าเธอควรไป)

(c) for Mary that she go

(d) to Mary to go

ตอบ   -   ข้อ   (b)  หรืออาจตอบ  “…...……to Mary that she go……....…”  ก็ได้  เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ   “Present subjunctive

                                     ตัวอย่างที่ 

  • It is essential that the needle __________________________________________ first.

(มันจำเป็นว่า  เข็ม __________________________________________ เป็นประการแรก)

(a) sterilize

(b) is sterilized

(c) be sterilized    (ถูกทำให้ปราศจากเชื้อโรค)

(d) sterilizes

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากข้อความ  “It is essential that”  เป็นประโยคใหญ่  กริยาของอนุประโยคที่ตามหลังมัน  จะอยู่ในโครงสร้าง  “Present subjunctive”   คือ อยู่ในรูป  “Infinitive without to”  (Verb 1)  เสมอ  ในกรณีเป็นกริยาในแบบ  “Passive voice”   จะต้องใช้กริยารูป  “Be + Verb 3”  เสมอ  และในกรณีของกริยา  “Verb to be”   ให้ใช้  “Be”  กับประธานฯ ทุกตัว  ทั้งนี้  ถือเสมือนว่า  กริยาในอนุประโยคเหล่านี้  มี  “Should”  มานำหน้า  (เพื่อแนะว่าประธานของอนุประโยคควรทำอย่างนั้นอย่างนี้)  (Needle should be sterilized)  เพียงแต่ละเอาไว้  คือ มิได้เขียนลงไป

                                      ตัวอย่างที่ 

  • I suggest that the matter ______________________________________ reconsidered.

(ผมแนะนำว่า  เรื่องนี้ ______________________________ ได้รับการพิจารณาใหม่อีกครั้ง)

(a) is

(b) being

(c) be    (ควร)

(d) has

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากอยู่ในโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive”  โดยดูจากกริยา  “Suggest”  คือ  ลดรูปมาจาก  “Should be reconsidered

                                      ตัวอย่างที่ 

  • Prior to our conference, the executive director had requested that everyone __________ well prepared.

(ก่อนการประชุมของเรา  ผู้อำนวยการบริหารได้ขอร้องว่า  ทุกคน _________ เตรียมตัวเป็นอย่างดี)

(a) be    (ควร)

(b) is

(c) was

(d) will be

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างแบบ  “Present subjunctive” สังเกตจากกริยา  “Requested”  โดยลดรูปมาจาก “Everyone should be well prepared

                                      ตัวอย่างที่ 

  • The teacher suggested that _____________________________________________.

(ครูแนะนำว่า _______________________________________________________)

 (a) everybody studied harder

 (b) everybody studies harder

 (c) everybody study harder    {(นักเรียน) ทุกคนควรเรียนให้หนักยิ่งขึ้น}

 (d) everybody would study harder

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง  “Present subjunctive”  กล่าวคือ กริยา  “Study” เหมือนมีคำว่า  “Should” อยู่ข้างหน้า  แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ

                                     ตัวอย่างที่  ๑๐

  • The company states that it is necessary that an employee __________ his work on time.

(บริษัทกล่าวว่า  มันจำเป็นที่พนักงาน _________________________ งานของตนให้ทันเวลา)

(a) finishes

(b) finished

(c) finish    (ทำให้เสร็จ)  (คือ  ทำงานให้เสร็จทันเวลา)

(d) can finish

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากโครงสร้าง  “It + Is (Was) + Necessary + (That) + Subject + Verb 1”  เป็น  “Present subjunctive”  โดยลดรูปมาจาก  “Employee should finish

                                    ตัวอย่างที่  ๑๑

  • He recommended that I _________________________________________ there early.

(เขาแนะนำว่าผม __________________________________ ที่นั่นแต่เช้าตรู่  -  หรือแต่เนิ่นๆ)

(a) be    {(ควร) ไป}

(b) am

(c) was

(d) would be

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากอยู่ในรูป   “Present subjunctive”  คือ  คำกริยาในโครงสร้างนี้  ไม่ว่าจะใช้กับประธานตัวใด  หรืออยู่ใน  “Tense”  ใด  จะต้องเป็น   “Verb 1”  (Infinitive without to)  เสมอ  และในกรณีของกริยา  “Verb to be”  ก็ให้ใช้   “Be”  ทุกครั้งไป  คือ  เสมือนกับมี   “Should”  อยู่ข้างหน้ากริยานั้น  (I should be there)  แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ  ไม่พูดหรือเขียนเติมลงไป  (หรืออาจจะใส่   “Should  ลงไปข้างหน้าด้วยก็ได้)

                                       ตัวอย่างที่  ๑๒

  • I suggested to her that her husband ______________________________ a long rest.

(ผมแนะนำเธอว่า  สามีของเธอ ___________________________ การพักผ่อนเป็นเวลานาน)

(a) has

(b) have    (มี)

(c) would have

(d) must have

ตอบ    -    ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Suggest + (To someone) + That + Subject + Verb 1”  โดยลดรูปมาจาก  “Her husband should have

                                      ตัวอย่างที่  ๑๓

  • It was in 1934 that an official government report recommended that trade priority __________ to Southeast Asia.

(มันเป็นในปี  ๑๙๓๔  ที่รายงานของรัฐบาล (สหรัฐฯ) อย่างเป็นทางการ  แนะนำว่า ความสำคัญด้านการค้า (ควร) ____________ กับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)   (หมายถึง รายงานฯ แนะนำว่า  สหรัฐฯ ควรให้ความสำคัญด้านการค้าแก่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)

(a) is given

(b) was given

(c) were given

(d) be given    (ถูกให้)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากลดรูปมาจาก  “Should be given” (ละ “Should” ไว้ในฐานที่เข้าใจ)

                                    ตัวอย่างที่  ๑๔

  • I will recommend that the student ______________________________ to the director.

(ผมจะแนะนำว่าเด็กนักเรียนคนนั้น _________________________ กับผู้อำนวยการโรงเรียน)

(a) speak    (พูดคุย)

(b) will speak

(c) had better speak

(d) would speak

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากกริยาของอนุประโยค  (ในที่นี้ คือ  “Speak”)  ที่ตามหลังกริยา  “Recommend, Suggest, Demand, Ask, etc.”  จะต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to” (Verb 1)  ซึ่งเรียกโครงสร้างแบบนี้ว่า “Present Subjunctive”  โดยลดรูปมาจาก  “Student should speak”

                                      ตัวอย่างที่  ๑๕

  • Many customers have requested that we ________________ them notice of our sales.

(ลูกค้าจำนวนมากได้ร้องขอว่า ให้เรา ____________ โนติส (เอกสารแจ้งเหตุหรือข้อมูลล่วงหน้า)แก่พวกเขาในเรื่องการลดราคาสินค้าของเรา)   (หมายความว่า  ถ้าจะมีการลดราคาสินค้าเมื่อใด  ให้แจ้งลูกค้าทราบล่วงหน้า)

(a) send    (ส่ง)

(b) sends

(c) sent

(d) sending

หมายเหตุ   –   ตอบข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการใช้   “Present subjunctive”  คือการใช้กริยาช่องที่    ที่ไม่มี  “To” นำหน้า  (Infinitive without to)  และไม่มีการเติม  “S  หรือ  “Ed”  เข้าข้างหลังคำกริยาที่อยู่ใน  “Noun clause”   ที่เป็นอนุประโยค   (ซึ่งมักมี  “That” นำหน้า  “Clause”)  ที่ตามหลังกลุ่มคำกริยาประเภท  “Present subjunctive”  ไม่ว่าประธานของกริยาตัวนี้  จะเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์ก็ตาม  และไม่ว่ากริยาตัวข้างหน้า  (กริยาใน  “Main clause”  หรือประโยคใหญ่)  จะอยู่ใน  “Tense”  ใดก็ตาม  จะไม่มีการเติม  “S”  หรือ  “Ed” หรือเปลี่ยนรูปที่กริยาตัวนี้   (เนื่องจากเสมือนมี   “Should”  นำหน้า  (We should send)  แต่ไม่เขียนลงไป  คือละไว้ในฐานที่เข้าใจ  เป็นการแนะนำว่า   “ควรทำเช่นนั้น เช่นนี้”)  สำหรับในกรณีที่เป็น  “Verb to be”   ให้ใช้  “Be”  ตลอดไป   (เพราะเสมือนว่า มี  “Should”  นำหน้า)  อนึ่ง เราใช้รูป   “Present subjunctive”  ใน  ๒  กรณี   คือ

                                            ๑. อยู่หลัง  “กริยา + That”   ซึ่งได้แก่ คำกริยาต่อไปนี้

  • demand that   (เรียกร้อง-ต้องการว่า)
  • require that   (ขอร้อง-เรียกร้อง-ต้องการ-กำหนดว่า)
  • propose that   (เสนอว่า)
  • request that   (ขอร้องว่า)
  • recommend that   (แนะนำว่า)
  • ask that   (ขอร้องว่า)
  • order that   (สั่งว่า)
  • urge that   (เร่งเร้า-กระตุ้น-เสนอว่า)
  • suggest that   (แนะนำว่า)
  • advise that   (แนะนำว่า)
  • insist that   (ยืนกรานว่า)
  • prefer that   (เห็นสมควรว่า)

                                             ดังตัวอย่างประโยคต่อไปนี้

  • The doctor advised (that) I take a rest.

(หมอแนะนำว่าผมควรพักผ่อน)

  • He suggested (that) she not go there alone.

(เขาแนะนำว่าเธอไม่ควรไปที่นั่นตามลำพัง)

  • The father demands (that) Peter go to see a doctor at once.

(พ่อเรียกร้องให้ปีเตอร์ไปหาหมอในทันที)

  • I suggest (that) he come early.

(ผมแนะนำว่าเขาควรจะมาแต่เช้า)

  • The hostess urged (that) we all stay for dinner.

(เจ้าของบ้านรบเร้าให้อยู่กินอาหารเย็นก่อน)

  • The teacher recommended (that) every student buy a dictionary.

(ครูแนะนำให้นักเรียนทุกคนซื้อพจนานุกรม)

  • The doctor recommends (that) she take this medicine.

(หมอแนะนำว่าเธอควรกินยานี้)

  • She requested (that) he telephone her family.

(เธอขอร้องให้เขาโทรฯไปหาครอบครัวของเธอ)

  • The teacher advised (that) students not speak loudly in the class.

(ครูแนะนำว่านักเรียนไม่ควรพูดเสียงดังในชั้น)

  • I suggested (that) he be more careful.

(ผมแนะนำว่าเขาควรระวังให้มากขึ้น)

  • He suggested (that) she be punctual.

(เขาแนะนำว่าเธอควรตรงต่อเวลา)

  • Our mother suggests (that) we not be lazy.

(แม่ของเราแนะนำว่าเราไม่ควรขี้เกียจ)

  • They requested (that) the contract be signed.

(พวกเขาร้องขอว่าสัญญาควรได้รับการลงนาม)  (เป็น  Passive voice  =  สัญญาถูกลงนาม)

  • She asks (that) she be allowed to see her ailing mother.

(เธอขอร้องว่าเธอควรได้รับอนุญาตให้พบแม่ของเธอที่กำลังป่วย)  (เป็น  Passive voice  =  เธอได้รับอนุญาต)

หมายเหตุ   –   เหตุผลที่คำกริยาในอนุประโยค  ที่เป็น  “Noun clause”  อยู่ในรูป “Present Subjunctive”  คือ กริยาเหล่านี้เสมือนกับว่ามี   “Should”  นำหน้า แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ  ซึ่งจริงๆแล้วอาจจะเขียนหรือพูดเติม  “Should”  ลงไปด้วยก็ได้ เช่น

  • I suggested (that) he (should) be more careful.
  • She asks (that) she (should) be allowed to go to the party.

                                            ๒. “Noun clause”  ที่ตามหลังคำคุณศัพท์ต่อไปนี้  (มักอยู่ในรูป  “It is + Adjective + That + Subject + Verb 1  ที่ไม่มี  “To” นำหน้า)  กริยาใน “Noun clause”  นั้นจะต้องอยู่ในรูป  “Present subjunctive”  เช่นเดียวกัน  คุณศัพท์ดังกล่าวคือ  “Important” (สำคัญ),  “Necessary” (จำเป็น), “Urgent(จำเป็นด่วน),  “Imperative”  (จำเป็น),  “Essential” (จำเป็น), “Advisable”  (ควร),   “Crucial”  (สำคัญยิ่ง)  ดังตัวอย่าง   เช่น

  • It is advisable that she study harder.

(เธอควรเรียนหรือขยันให้มากขึ้น)

  • It was essential that we buy food yesterday.

(เป็นสิ่งจำเป็นที่เราต้องซื้ออาหารเมื่อวานนี้)

  • It is advisable that he take exercise every morning.

(เป็นการสมควรที่เขาออกกำลังกายทุกเช้า)

  • It is necessary that she go home at once.

(เป็นเรื่องจำเป็นที่เธอจะต้องกลับบ้านในทันที)

  • It is imperative that Jim practice driving a car.

(เป็นเรื่องจำเป็นที่จิมจะต้องฝึกหัดขับรถ)

  • It is crucial that Tom find a new job.

(เป็นเรื่องจำเป็นยิ่งที่ทอมจะต้องหางานใหม่)

  • It is important that he be brave.

(เป็นสิ่งจำเป็นที่เขาจะต้องกล้าหาญ)

  • It is urgent that everyone be on time for work.

(เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ทุกคนจะต้องมาทำงานให้ทันเวลา)

 

11. Fog has always been __________________________ hazards to car driving during winter.

(หมอกได้เป็นอันตราย _______________ ต่อการขับรถยนต์โดยเสมอมา  ในระหว่างหน้าหนาว)

(a) the greatest ones

(b) ones greatest

(c) the greatest of ones

(d) one of the greatest    (มากที่สุดอย่างหนึ่ง)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นสุด” (Superlative degree)  ในโครงสร้าง  “One of the + Adjective (ขั้นสูงสุด)  + Noun (พหูพจน์)”  (เช่น   “One of the best workers”  =  “หนึ่งในบรรดาคนงานที่ดีที่สุด”),  (“One of the most significant issues”  =  “หนึ่งในบรรดาประเด็นที่สำคัญที่สุด”)

 

12. It _________________________________________________ every day so far this week.

(ฝน _____________________________________ ทุกวันเท่าที่ผ่านมา (หมู่นี้) ในสัปดาห์นี้)

(a) has rained    (ได้ตก)

(b) rained

(c) is raining

(d) rains

ตอบ   -   ข้อ   (a)   ใช้  “Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + Verb 3}  กับ  “So far”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                     ตัวอย่างที่ 

  • I ____________________________________________ a policeman for fifteen years.

(ผม __________________________________________ ตำรวจมาเป็นเวลา  ๑๕  ปีแล้ว)

(a) have became

(b) became

(c) have been    (ได้เป็น)

(d) am

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ใช้   “Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + Verb 3  หรือ  Subject + Has (Have) + Been + Noun  หรือ  Adjective}   เนื่องจากเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นในอดีต  และดำเนินมาถึงปัจจุบัน  (คือการเป็นตำรวจนาน  ๑๕  ปี)   สำหรับข้อนี้  จะตอบ ข้อ   (a) ก็ได้  แต่ต้องแก้เป็น   “Have become”  ดูเพิ่มเติม  “Tense”  นี้จากประโยคข้างล่าง

                                     ตัวอย่างที่  

  • ____________________________________________ a lot of changes since you left.

(__________________________________ ความเปลี่ยนแปลงมากมาย  ตั้งแต่คุณจากไป)

(a) There will be    (จะมี)

(b) There are    (มี)  (ปัจจุบัน)

(c) There were    (มี)  (อดีต)

(d) There have been    (ได้มี)

(e) There is (มี)    (ปัจจุบัน)

(f) There was (มี)    (อดีต)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ใช้รูป  “Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + Verb 3}   หรือ  “There has been, There have been” (กรณีนี้  ใช้   “There have been” เพราะ  “Changes” เป็นรูปพหูพจน์)  เนื่องจากเหตุการณ์ (มีความเปลี่ยนแปลง) เกิดขึ้นต่อเนื่อง  เริ่มจากในอดีต  (ตั้งแต่คุณจากไป)  จนถึงปัจจุบัน  (ขณะที่พูดประโยคนี้)  (คือ  ปัจจุบัน  ความเปลี่ยนแปลงก็ยังคงเกิดขึ้นอยู่)

                                     ตัวอย่างที่  

  • As a mass production method, it _____________ great advances in the last few years.

(ในฐานะวิธีการผลิตสินค้าเป็นจำนวนมาก  มัน (วิธีการ) __________ ความก้าวหน้าอย่างยิ่ง   ในช่วง   ๒  ถึง  ๓  ปีที่ผ่านมา)

(a) makes

(b) is making

(c)made

(d) has made    (ได้ทำให้เกิด)

ตอบ   -   ข้อ   (dเนื่องจากข้อความ   “In the last few years”  (ในช่วง  ๒  ถึง  ๓   ปีที่ผ่านมา)  แสดงการเกิดขึ้นของเหตุการณ์  (การผลิตครั้งละมากๆ  ซึ่งก่อให้เกิดความก้าวหน้า)  ในอดีต  และต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน  (ขณะที่พูด)   จึงใช้  “Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + Verb 3}

                                     ตัวอย่างที่  

  • _____________ impressive increases in expenditure on the advertising of tobacco goods in recent years.

(_____________ การเพิ่มขึ้นอย่างน่าประทับใจ  ในค่าใช้จ่ายด้านการโฆษณาสินค้ายาสูบ  ในช่วงไม่กี่ปีที่เพิ่งผ่านมานี้)

(a) There are

(b) There were

(c) There have been    (มี, ได้มี)

(d) There has been

ตอบ   -   ข้อ  (c)   ใช้รูป  “Present perfect tense”  {Subject +has (have) + Verb 3} (ต้องใช้  “Have been” เนื่องจาก  “impressive increases” อยู่ในรูปพหูพจน์)   เนื่องจากบอกการกระทำ  หรือเหตุการณ์  ที่เกิดขึ้นในอดีต  และยังคงดำเนินหรือมีผลต่อมาจนถึงปัจจุบัน  (ขณะที่พูดประโยคนี้)  และคาดว่าเหตุการณ์นั้นยังจะปรากฏในอนาคตอีก  สังเกตจาก   “For” = เป็นเวลา  (For + ความยาวของเวลา),  “Since” = ตั้งแต่,  (Since +จุดเริ่มต้นของเวลา),  “Up to now”  (= Up to the present time = Up until now) =  จนถึงบัดนี้,  “So far”=  เท่าที่ผ่านมา, หมู่นี้,  “Lately” = Recently =   (หมู่นี้, เร็วๆ นี้),  “Over the past years”  (ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา),  “In recent years”  (ในช่วงไม่กี่ปีที่เพิ่งผ่านมา),  Since the sun set  (ตั้งแต่พระอาทิตย์ตก),  Since they were in college  (ตั้งแต่พวกเขาเรียนมหาวิทยาลัย),  Since we were young  (ตั้งแต่เรายังเป็นเด็ก),  Since she was born  (ตั้งแต่เธอเกิด),   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • She has lived here for10 years.

(เธออาศัยอยู่ที่นี่มา ๑๐ ปีแล้ว – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • He has been in Chicago since last week. (= He has gone to Chicago since last week.)

(เขาอยู่ในชิคาโกตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • We have lived in Bangkok since we were young.

(เราอาศัยอยู่ในกรุงเทพตั้งแต่เรายังเด็ก – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • So far, you have not done your best. (= You have not done your best so far.)

(เท่าที่ผ่านๆมา  คุณยังไม่ได้ทำดีที่สุดเลย)

  • I have sent him only one letter up to now.

(ผมส่งจดหมายให้เขาเพียงฉบับเดียว  จนถึงบัดนี้)

  • The climate has changed a great deal over the past years.

(ภูมิอากาศได้เปลี่ยนแปลงอย่างมากมายในช่วงหลายปีที่ผ่านมา  -  จนถึงปัจจุบัน  ขณะที่พูด)

  • Crime has significantly increased in recent years.

(อาชญากรรมได้เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา)

  • The gate has been closed since the sun set.

(ประตูได้ถูกปิดตั้งแต่พระอาทิตย์ตก)  (ขณะที่พูดประโยคนี้  ประตูก็ยังปิดอยู่)

  • I have known them since we were in college.

(ผมรู้จักกับพวกเขา  ตั้งแต่เราเรียนมหาวิทยาลัย)  (ปัจจุบันก็ยังรู้จักอยู่)

  • They have lived there since they were born.

(พวกเขาอาศัยอยู่ที่นี่ตั้งแต่เกิด)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

 

13. _________________________________________ of these children are you looking after?

(___________________________________ ของเด็กเหล่านี้  ที่คุณกำลังดูแล-เอาใจใส่อยู่)

(a) Who

(b) Whom

(c) Which    (คนไหน) 

(d) Whose

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็นการให้เลือก  (คนใด, สิ่งใด, สัตว์ตัวใด)

 

14. _______________________________ is a term for the partial or complete inability to hear.

(__________________ เป็นคำสำหรับการไร้ความสามารถได้ยิน  เพียงบางส่วนหรือโดยสมบูรณ์)

(a) Deafness that

(b) It is deafness

(c) Deafness    (การหูหนวก)

(d) There is deafness

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นประธานของประโยค

 

15. Nevada has a limited water supply __________________________________ light rainfall.

(รัฐเนวาดามีการจัดหา (มีปริมาณ) น้ำที่จำกัด _______________ ปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาเบาบาง)

(a) because its

(b) it is because

(c) is because its

(d) because of its    (เนื่องมาจาก  ....................(ปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาเบาบาง)......................  ของมัน)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจาก  “Because of, Due to, Owing to, On account of  =  เนื่องมาจาก, เพราะว่า”   ตามด้วยคำนามหรือวลี  ส่วน  “Because”  =  “เพราะว่า”  ตามด้วยประโยค  (Subject + Verb)   ดังประโยคข้างล่าง

  • We could not go out because of the heavy rain.
  • We could not go out because it rained heavily.

(เราไม่สามารถออกไปข้างนอก  เนื่องมาจากฝนตกหนัก)

  • He could not go to the concert due to his sickness.
  • He could not go to the concert because he was sick.

(เขาไม่สามารถไปฟังคอนเสิร์ต  เนื่องมาจากความเจ็บป่วย)

  • She was crowned Miss Universe because she was very beautiful.
  • She was crowned Miss Universe because of her great beauty.

(เธอได้รับการสวมมงกุฎนางงามจักรวาล  เนื่องมาจากความสวยอย่างมาก)

 

16. Through microscopes people can see objects that __________________ to the naked eye.

(ผ่านกล้องจุลทรรศน์  คนเราสามารถมองเห็นวัตถุซึ่ง _____ ด้วยตาเปล่า)  (คือ  ตาที่มิได้สวมแว่น)

(a) invisible

(b) the invisible

(c) are invisible    (ไม่สามารถมองเห็นได้)

(d) are the invisible

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจาก  “Are”  เป็นกริยาของอนุประโยคแบบ  “Adjective clause”  (That are invisible to the naked eye)  ซึ่งขยายคำนาม  “Objects

 

17. Scholars ________________________________________ about 3,000 spoken languages.

(นักวิชาการ-ผู้เชี่ยวชาญ  ______________________________ ประมาณ  ๓,๐๐๐  ภาษาพูด)

(a) were counted

(b) have counted    (นับได้,  นับจำนวนได้)

(c) counted them

(d) who counted

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากเป็นกริยาของประโยค  (Present perfect tense)  โดยมี   “Scholars”  เป็นประธาน  และเป็นผู้ทำกริยาเอง (Active voice)

 

18. It took five men to carry the tree, which was ________________ than a three-story building.

(มันใช้ผู้ชาย    คนเพื่อแบกต้นไม้นั้น ซึ่ง _________________________ อาคารสูง    ชั้น)

(a) more taller

(b) taller    (สูงกว่า)

(c) as tall

(d) the tallest

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า” (Comparative degree)

 

19. After he ________________________________________ his meal, he drank some water.

(หลังจากเขา _______________________________________ อาหารของเขา  เขาก็ดื่มน้ำ)

(a) had

(b) has had

(c) had had    (ได้รับประทาน)

(d) was having

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากใช้  “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3)  กับเหตุการณ์ที่เกิดก่อน (และจบก่อน) คือ  “กินอาหาร”  และใช้  “Past simple tense”  (Subject + Verb 2)  กับเหตุการณ์ที่เกิดทีหลัง  (ดื่มน้ำ)  ดูเพิ่มเติมเกี่ยวกับ  การใช้ ๒ “Tense”  นี้  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                      ตัวอย่างที่  

  • Margaret didn’t remember what I ___________________________ her the day before.

(มาร์กาเร็ตจำไม่ได้ว่า  ผม _______________________________ อะไรแก่เธอเมื่อวันก่อน)

(a) would tell

(b) had told    (ได้บอก)

(c) had been told

(d) told

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจากเป็นการใช้   “Past perfect tense”  (had told)  ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อน  คู่กับ   “Past simple”  (didn’t remember)  ซึ่งเกิดขึ้นทีหลัง                  

                                     ตัวอย่างที่  

  • After the ice __________________________ for about three days, we could skate on it.

(หลังจากน้ำแข็ง ______________________ เป็นเวลา  ๓  วัน  เราจึงสามารถเล่นสเก๊ตบนมันได้)

(a) was froze

(b) is froze

(c) had been froze

(d) had been frozen    (ถูกทำให้เย็นจัดจนกลายเป็นน้ำแข็ง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากเหตุการณ์   “น้ำแข็งถูกทำให้เย็นจัดฯ”  เกิดขึ้นก่อนเหตุการณ์  “เราสามารถเล่นสเก๊ตฯ”  จึงต้องใช้รูป  “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3)   และในกรณีนี้ต้องอยู่ในรูป  “Passive voice”  (Subject + Had +Been + Verb 3)  (ถูกทำให้เย็นจัดจนแข็ง)  ดูเพิ่มเติมการใช้ “Past perfect tense”  และ  “Past simple tense”  (Subject + Verb 2) จากประโยคข้างล่าง

                                     ตัวอย่างที่  

  • In his evidence the policeman said that the accused ___________ dismissed from his employment three weeks before.

(จากพยานหลักฐาน  ตำรวจกล่าวว่า  ผู้ถูกกล่าวหา ___________ ไล่ออกจากงาน  ๓  สัปดาห์ก่อนหน้านั้น  -  คือ ก่อนหน้าที่เขาจะก่ออาชญากรรม)

(a) has been

(b) had been   (ได้ถูก)

(c) was being

(d) is

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เป็นการใช้โครงสร้าง   “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3)   ในรูป  “Passive voice”  (Subject + Had + Been + Verb 3)   (สำหรับประโยคข้างบน  ผู้ถูกกล่าวหา “ถูกกระทำ” คือ ถูกไล่ออกจากงาน)

                                     ตัวอย่างที่       (จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จาก ข้อ (๑) – (๔)

  • The front porch was (1) a common feature of (2) wooden houses that (3) had built in the U.S. (4) around 1900.

(ระเบียงหน้าบ้านเป็นลักษณะธรรมดา-สามัญของบ้านไม้  ซึ่งถูกสร้างขึ้นในสหรัฐฯ  ราวๆ ปี ๑๙๐๐)  (หมายถึงในยุคนั้น  บ้านไม้ในสหรัฐฯ ส่วนใหญ่จะมีระเบียงหน้าบ้าน)

ตอบ   -    ข้อ  ๓   แก้เป็น   “had been built”  เนื่องจากต้องอยู่ในรูป   “Passive voice”  ของ  “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3) ซึ่งเมื่ออยู่ในรูปของ  “Passive voice”  จะมีโครงสร้าง  “Subject + Had + Been + Verb 3)

                                     ตัวอย่างที่ 

  • Cash awards were given to employees who ___________ suggestions to improve quality and raise production.

(รางวัลเงินสดถูกมอบให้กับพนักงาน   ผู้ซึ่ง ____________ คำแนะนำเพื่อปรับปรุงคุณภาพและยกระดับการผลิต)

(a) had offered    (ได้เสนอ)

(b) had been offered

(c) have offered

(d) are offering

ตอบ  -  ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการใช้รูป  “Past perfect tense”  (had offered)  ควบคู่กับ  “Past simple tense” (were givenในที่นี้อยู่ในรูป“Passive voice”)  กล่าวคือ   มีเหตุการณ์ในอดีตเกิดขึ้น  ๒  เหตุการณ์  (จบลงไปแล้วทั้งคู่)   เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อน และจบลงก่อน   ใช้   “Past perfect” (Subject + had + V. 3)   ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดทีหลัง  และจบทีหลัง  ใช้“Past simple” (Subject + V. 2)  ทั้งนี้   ในประโยคข้างบน   ข้อความ  “รางวัลเงินสดถูกมอบให้กับพนักงาน”   เกิดขึ้นภายหลังข้อความ  “(พนักงาน)  ผู้ซึ่งเสนอคำแนะนำเพื่อปรับปรุง ...................”  กล่าวคือ  “เสนอคำแนะนำ”   เกิดขึ้นก่อน  จึงใช้“Past perfect”  ส่วน  “มอบรางวัล  หรือรางวัลถูกมอบ”  เกิดขึ้นทีหลัง เพื่อเป็นการตอบแทน  จึงใช้   “Past simple”  ประโยคในลักษณะนี้   ส่วนใหญ่จะมีคำ  “Before” “After”  หรือ  “When”  ปรากฏอยู่ด้วย   ตัวอย่างประโยคลักษณะนี้   ได้แก่

  • Dang had learnt English before he went to England.

(แดงได้เรียนภาษาอังกฤษก่อนแล้ว  ก่อนที่เขาจะไปอังกฤษ)

(การเรียนเกิดก่อน ใช้ “Past perfect” การไปอังกฤษเกิดทีหลัง ใช้ “Past simple”)

  • When I called on Jim, his sister told me that he had left home.

(เมื่อผมไปเยี่ยมจิม  น้องสาวของเขาบอกผมว่า  เขาได้ออกจากบ้านไปแล้ว)

(“ออกจากบ้าน” เกิดก่อน จึงใช้ “Past perfect”“บอกผม” เกิดทีหลัง ใช้ “Past simple”)

  • We went out for a walk after we had eaten dinner.

(เราออกไปเดินเล่นหลังจากที่เราได้กินอาหารค่ำแล้ว)

(กินอาหารค่ำเกิดก่อน ใช้“Past perfect”ออกไปเดินเล่นเกิดทีหลัง ใช้ “Past simple”)

  • When we reached the theater, the movies had started.

(เมื่อเราไปถึงโรงหนัง  หนังได้เริ่มฉายไปแล้ว)

(ไปถึงโรงหนังเกิดทีหลัง ใช้ “Past simple”หนังฉายเกิดขึ้นก่อน ใช้ “Past perfect”)

 

20. I was robbed _________________________________________ my camera this morning.

(ผมถูกปล้น-จี้ _______________________________________ กล้องของผมไปเมื่อเช้านี้)

(a) from

(b) for

(c) of    (เอา)

(d) (No word is needed.)  (ไม่ต้องเติมคำใดเลย)

ตอบ   -   ข้อ   (c)                                  

                               สำหรับคำกริยา,  คุณศัพท์  หรือ  วลีที่ใช้กับ  “Of”  ได้แก่   “source of”  (แหล่งของ)  -  Meat is an excellent source of vitamins.  (เนื้อเป็นแหล่งที่ดีเยี่ยมของวิตามิน),  “kind of”  (ค่อนข้างจะ)  -  She is kind of an envious woman.  (เธอเป็นผู้หญิงที่ค่อนข้างจะขี้หึง),  “keep out of”  (อย่ายุ่ง, อยู่ให้ไกล, ออกห่างจาก, ไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง)  - Please keep out of my business.  (โปรดอย่าเข้ามายุ่งกับเรื่องของผม),  “in honor of”  (เพื่อเป็นเกียรติแก่)  -  The building was named in honor of the late President.”  (อาคารถูกตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ท่านประธานาธิบดีผู้ล่วงลับไปแล้ว),  “in charge of” (= take charge of)  (ดูแล, รับผิดชอบ)  -  They are in charge of organizing the meeting.  (พวกเขารับผิดชอบการจัดประชุม), “inform someone of something”  (บอกใครเกี่ยวกับเรื่องอะไร)  -  Please inform me of your decision.  (โปรดบอกผมเกี่ยวกับการตัดสินใจของคุณ),   “of age”  (โตพอที่จะทำอะไรบางอย่าง, อายุมากพอที่จะลงคะแนนเลือกตั้งหรือซื้อเหล้า-เบียร์, ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่)  -  Mary will be of driving age on her next birthday  (แมรี่จะถึงวัยที่ได้รับอนุญาตให้ขับรถได้  ในวันเกิดของเธอปีหน้า),  “of course”  (แน่นอน, ไม่ต้องสงสัยเลย, เป็นเรื่องธรรมดา, เหมือนที่คาดหวังไว้)  -  Of course you know that girl; she is in your class  (แน่นอน  คุณรู้จักเด็กผู้หญิงคนนั้น  เธอเป็นเด็กนักเรียนของคุณ  -  หรือ เธอเรียนอยู่ในชั้นเดียวกับคุณ  –  คือเป็นเพื่อนคุณ),  “remind someone of”  (เตือนใครให้นึกถึงเรื่อง.........)  -  She reminded me of her mother.  (เธอเตือนให้ผมนึกถึงแม่ของเธอ  -  ด้านรูปร่างหน้าตาหรือนิสัยใจคอ),  “approve”  (อนุมัติ, เห็นชอบ)  -  “The company doses not approve of women smoking.”  (บริษัทไม่เห็นชอบให้ผู้หญิงสูบบุหรี่),  “boast”  (คุยโม้)  -  “He often boasts of his wealth.”  (เขามักคุยอวดความร่ำรวย), “think”  (คิดถึงเรื่อง)  -  “We are thinking of buying her a present.”  (พวกเรากำลังคิดถึงเรื่องซื้อของขวัญให้เธอ),  “warn”  (เตือน)  -  “She warned me of the danger.”  (เธอเตือนผมถึงอันตราย),   “accuse someone of”  (กล่าวหาใครในเรื่อง..........)  -  They accused him of stealing their car.  (พวกเขากล่าวหาเขาว่าขโมยรถยนต์),  “suspect”  (สงสัย),  “consist”  (ประกอบด้วย),  “be composed of”  (ประกอบด้วย)  -  Our team is composed of a number of experts in several fields.   (ทีมของเราประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากจากหลายสาขา),  “dream”  (ฝัน)  -  She never dreams of traveling abroad.  (เธอไม่เคยฝันว่าจะเดินทางไปต่างประเทศ),  “hear”  (ได้ยิน)  -  “We have never heard of his plan.”  (เราไม่เคยรู้เกี่ยวกับแผนของเขาเลย)  -  “Have you heard of Lewis Baker?”  (คุณรู้จักลูอิส  เบเกอร์ ไหม),  “beware”  (ระวัง)  -  “Beware of dogs !”  (ระวังสุนัข !),  “complain”  (บ่น, ร้องทุกข์)  -  They never complain of their hardship.  (พวกเขาไม่เคยบ่นอุทธรณ์ความยากลำบากเลย),  “convince”  (ทำให้เชื่อ)  -  “These experiences served to convince me of the drug’s harmful effects.”  (ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้ผมเชื่อในผลกระทบที่เป็นอันตรายของยา),  “disapprove”  (ไม่อนุมัติ, ไม่เห็นด้วย)  -  “The other members disapproved of his methods.”  (สมาชิกคนอื่นๆ ไม่เห็นด้วยกับวิธีของเขา),  “assure”  (รับรอง, ทำให้มั่นใจ-เชื่อมั่น-  “After he had been assured of his daughter’s safety, he was relaxed.”  (หลังจากที่เขาถูกทำให้เชื่อมั่นในความปลอดภัยของลูกสาว  เขารู้สึกผ่อนคลาย)  -  “Visitors can always be assured of the best in Manhattan Hotel.”  (ผู้มาเยือน (แขก) สามารถจะมั่นใจได้เสมอ  ถึงสิ่งที่ดีที่สุดในโรงแรมแมนฮัตตัน  -  ในด้านการให้บริการ),  “cure”  (รักษา  หรือทำให้หายจากโรคหรืออาการบาง อย่าง,  การรักษาโรค),  -  “I’m interested in the cure of cancer.”  (ผมสนใจในการรักษาโรคมะเร็ง)  -  “The shock of losing my purse cured me of all my former absent-mindedness.”  (ความตกใจจากการทำกระเป๋าสตางค์หาย  ทำให้ผมหายจากอาการใจลอยเมื่อก่อนนี้ทั้งหมดทั้งสิ้น),   “smell”  (กลิ่น, ได้กลิ่น)  -  “We had a smell of fresh bread when we entered the shop.”  (เราได้กลิ่นขนมปังสดเมื่อเราเข้าไปในร้าน)  -  “The room smelled of cigars.”  (ห้องมีกลิ่นซิการ์),  “full”  (เต็มไปด้วย)  - The street was full of water.   (ถนนเจิ่งนองไปด้วยน้ำ), “fond”  (ชอบ, หลงใหล)  -  She is fond of music.  (เธอชอบดนตรี), “careful”  (ระวัง, รอบคอบ)  -  “Be careful of the floor.  I’ve just polished it.”  (ระวังพื้นลื่นนะ  ผมเพิ่งจะขัดมัน),  “frightened”  (ตกใจกลัว)  -  She is frightened of the dark.  (เธอกลัวความมืด), “confident”  (มั่นใจ)  -  You should be confident of yourselves.  (พวกคุณควรมั่นใจในตนเอง), “short”  (ขาดแคลน)  -  They were short of food and water.  (พวกเขาขาดแคลนอาหารและน้ำ),  “tired”  (เบื่อ, เหนื่อย),  “sure”  (มั่นใจ),  “aware”  (ตระหนัก, รู้ดี),  “certain” (มั่นใจ, แน่นอน),  “free”  (ยกเว้น),  “proud”  (ภูมิใจ),  “hopeful”  (มีความหวัง), “glad”  (ดีใจ),  “capable”  (สามารถ),  “ashamed”  (ละอายใจ), “suspicious”  (สงสัย, ระแว),  “tolerant”   (อดทนต่อ, ใจกว้างต่อ), “considerate”  (เกรงใจ),  “ignorant”  (ไม่รู้),  “convinced”  (เชื่อ), “ahead”  (ล่วงหน้า), “shy”  (อาย, ละอาย), “conscious”  (รู้สึกถึง), “jealous”  (อิจฉา, หึงหวง), “envious”  (อิจฉา, หึงหวง),  “a cup of tea”  (ชา ๑ ถ้วย),  “a sheet of paper”  (กระดาษ ๑ แผ่น),  “a number of dogs”  (หมาจำนวนมาก),  “the number of students”  (จำนวนนักเรียน),  “a pair of trousers”  (กางเกงขายาว ๑ ตัว), “millions of dollars”  (เงินหลายล้านดอลลาร์),  “two gallons of water”  (น้ำ ๒ แกลลอน),  “10% of the population”  (๑๐ เปอร์เซ็นต์ของประชากร),  “a town of 2,000 people”  (เมืองที่มีประชากร  ๒,๐๐๐ คน),  “Half of the boats sank.”  (เรือจำนวนครึ่งหนึ่งจมลง),  “Your letter of the 25th ”  (จดหมายของคุณซึ่งลงวันที่  ๒๕),  “a bag of gold”  (ทองถุงหนึ่ง),  “at a rate of 20 dollars a day”  (ในอัตรา ๒๐ เหรียญต่อวัน),  “a boy of sixteen”  (เด็กอายุ ๑๖ ปี),  “at the age of five”  (ตอนอายุ ๕ ขวบ),  “a baby of 6 months”  (ทารกอายุ ๖ เดือน),  “the first of a series of movies”  (ตอนแรกของภาพยนตร์ซีรี่ส์),  “one of the problems”  (หนึ่งในหลายปัญหา),  “two of the three”   ( ๒ ใน ๓),  “many of the students”  (นักเรียนหลายคน),  “a meeting of executives”  (การประชุมผู้บริหาร),  “a map of Sweden”  (แผนที่ประเทศสวีเดน),  “a picture of the refugees”  (ภาพของผู้อพยพ),  “an account of the event”  (เรื่องราวของเหตุการณ์),  “a collection of watches”  (การสะสมนาฬิกา),  “a big piece of cake”  (เค้กชิ้นใหญ่),  “Natural gas accounts for about 10% of our total energy consumption.”  (กาซธรรมชาติคิดเป็นประมาณ  ๑๐  เปอร์เซ็นต์  ของการบริโภคพลังงานทั้งหมดของเรา),  “the House of Representatives”  (สภาผู้แทน ราษฎร),  “We must do it with the approval of the trade unions.”  (เราจะต้องทำมันด้วยความเห็นชอบของสหภาพการค้า),  “We need the permission of the judge.”  (เราต้องการการอนุญาตจากผู้พิพากษา),  “the religious beliefs of the ancient people”  (ความเชื่อทางศาสนาของคนโบราณ),  “the average age of participants is over 50”  (อายุเฉลี่ยของผู้เข้าร่วม  คือ  เกินกว่า  ๕๐  ปี),  “the traditional role of women”  (บทบาทดั้งเดิมของสตรี),  “That is a book of mine.”  (นั่นเป็นหนังสือของผม),  She would like to have a house of her own.”  (เธอต้องการจะมีบ้านเป็นของตัวเอง),  “A child of hers was run over by a car.”  (ลูกคนหนึ่งของเธอถูกรถทับ),  “He is a friend of Stephen’s.”  (เขาเป็นเพื่อนของสตีเฟน),  เป็นต้น

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป