หมวดข้อสอบ STRUCTURE (ตอนที่ 35)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Direction:  Choose the most appropriate answer.

(จงเลือกคำตอบที่เหมาะสมที่สุด)

 

1. In many areas the slope and topography of the land ______________ excess rainfall to run off into a natural outlet.

(ในหลายๆพื้นที่  ความลาดเอียงและลักษณะภูมิประเทศของพื้นแผ่นดิน ___________ ปริมาณน้ำฝนที่มากมาย  ไหลลงไปสู่ทางระบายน้ำ (ปากน้ำ) ตามธรรมชาติ)

(a) neither permit

(b) without permitting

(c) not permitting

(d) do not permit    (ไม่ยอมให้)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นกริยาของประโยคในรูปปฏิเสธ  (Do not permit)  ส่วนประธานของประโยค  คือ  “The slope and topography of the land”  (เป็นพหูพจน์)  โดยมี  “In many areas”  เป็น  “Adverb of place”  ในขณะที่  “Excess rainfall”  เป็นกรรมของกริยา  “Permit”  และ  “To run off into a natural outlet”  เป็นส่วนขยายกริยา  เพื่อบอกว่า  “ไม่ยอมให้ปริมาณน้ำฝนที่มากมาย  ทำอะไร”,  สำหรับข้อนี้  หมายความว่า  “ความลาดเอียงและลักษณะภูมิประเทศของแผ่นดิน  กีดขวางน้ำฝนที่ตกลงมาอย่างมาก มาย  มิให้ไหลลงสู่ทางระบายน้ำตามธรรมชาติ  ทำให้แม่น้ำมีน้ำน้อยกว่าที่ควรจะเป็น  ก่อให้เกิดความแห้งแล้งเป็นเวลานานในแต่ละปี” 

 

2. At thirteen _________ at a district school near her home, and when she was fifteen, she saw her first article in print.

(เมื่ออายุ  ๑๓  ปี _________ ที่โรงเรียนประจำตำบลใกล้บ้านของเธอ  และเมื่อเธออายุ  ๑๕  ปี  เธอได้เห็นบทความชิ้นแรกของเธอได้รับการตีพิมพ์)

(a) the first teaching position that Mary Jane Hawes had

(b) Mary Jane Hawes had her first teaching position    (แมรี เจน ฮาเวส  มีตำแหน่งสอนหนังสือครั้งแรกของเธอ)

(c) the teaching position was Mary Jane Hawes’s first

(d) when Mary Jane Hawes had her first teaching position  

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Mary Jane Hawes”  เป็นประธานของประโยค  โดยมี  “Had”  เป็นกริยา  และ  “Her first teaching position”  เป็นกรรม (ของกริยา  “Had”  หรือ ของประโยค)  ส่วน  “At a district school near her home”  เป็น  “Adverb of place”  บอกว่า  “แมรี่มีตำแหน่งฯ ที่ไหน”  ในขณะที่  “At thirteen”  เป็น  “Adverb of time”  บอกว่า  “แมรี่มีตำแหน่งฯ เมื่อใ    

 

3. ____________ hydras and jellyfish, corals are not equipped with stinging cells in their tentacles.

(_____________ ตัวไฮดรา (สัตว์น้ำจืด) และแมงกะพรุน,  ตัวปะการังไม่มีเซลที่ทำให้เจ็บปวด (ระคายเคือง, แสบ, คัน) ในหนวด (ที่ใช้สัมผัส) ของมัน)

(a) Not alike

(b) Unlike    (ไม่เหมือนกับ)

(c) They are not like

(d) The unlikely

ตอบ   -   ข้อ   (b)

 

4. Who ruled ___________________________________________ your country at that time?

(ใคร ____________________________________________ ประเทศของคุณในเวลานั้น)

(a) above

(b) over    (“Rule over”  =  ปกครอง)

(c) for

(d) in

ตอบ   -   ข้อ   (b)

 

5. ________________________________________________ money, we cannot stay here. 

(___________________________________________ เงิน  เราไม่สามารถพักอยู่ที่นี่ได้)

(a) No

(b) With

(c) Without    (ปราศจาก)

(d) Because of

ตอบ   -   ข้อ   (c)

 

6. We’re lucky to live in a ______________________________________________ country.

(เราโชคดีที่อาศัยอยู่ในประเทศ ___________________________________________)

(a) democracy    (ระบอบประชาธิปไตย, การปกครองแบบประชาธิปไตย)  (เป็นคำนาม)

(b) democratic    (ที่เป็นประชาธิปไตย, ในระบอบประชาธิปไตย)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) democrat    (ผู้นิยมระบอบประชาธิปไตย)  (เป็นคำนาม)

(d) democracies    (ประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย)  (เป็นคำนาม  พหูพจน์)

ตอบ    –    ข้อ   (b)  เนื่องจากขยายหน้าคำนาม (Country)  จึงต้องใช้คำคุณศัพท์

 

7. I object _____________________________________________________ your proposal.

(ผมคัดค้าน (ไม่เห็นด้วย) ______________________________________ ข้อเสนอของคุณ)

(a) to    (กับ)

(b) against

(c) in

(d) at

(e) on

ตอบ   –   ข้อ   (a)   “Object to”  หมายถึง  “คัดค้าน, ไม่ชอบ, ไม่เห็นด้วย”  ต้องตาม ด้วย  “To + Verb + ing”  หรือคำนาม  เช่น 

  • We object to the selection of Tom as our team leader.

(พวกเราไม่เห็นด้วยกับการเลือกทอม  เป็นหัวหน้าทีมของพวกเรา)                   

                                        ดูเพิ่มเติมคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “To + Verb + ing”  จากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • I object __________________________________________ my lunch because of him.

(ผมไม่เห็นด้วย ________________ อาหารกลางวันของผม  เพราะว่าเขา)  (หมายความว่า  ไม่เห็นด้วยกับการอดกินอาหารกลางวันเพราะเขา  เช่น  ต้องไปรับหรือพบเขา)

(a) to miss

(b) miss

(c) to missing    (กับการพลาด)

(d) missing

ตอบ   -   ข้อ    (c)   “Object”  (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วย)  ต้องตามด้วย  “To + Verb + ing

                                         ตัวอย่างที่ 

  • He devoted himself to ___________________________________________ the poor.

(เขาอุทิศตนเองให้กับ _________________________________________ คนยากคนจน)

(a) help

(b) helping    (การช่วยเหลือ)

(c) being helped

(d) be helping

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากในวลี  “Devote himself to”  “To”  เป็น  “Preposition”  จึงต้องตามด้วย  “Verb + ing”  ดูเพิ่มเติมวลีประเภทนี้จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • I am looking forward to _________________________________________ your letter.

(ผมกำลังตั้งตารอคอย _______________________________________ จดหมายของคุณ)

(a) receive

(b) be received

(c) receiving    (การได้รับ)

(d) have received

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจาก  “Look forward to + Verb + ing

                                         ตัวอย่างที่ 

  • His daughter wrote to him that she was looking forward to ________________ home soon.

(ลูกสาวของเขาเขียนจดหมายถึงเขา  บอกว่าเธอกำลังตั้งหน้าตั้งตารอคอย __________ บ้านเร็วๆ นี้)

(a) come

(b) coming    (การกลับมา)

(c) be coming

(d) have come

ตอบ  -  ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Look  forward to + Verb + ing” 

                                         ตัวอย่างที่ 

  • I shall look forward _________________________________________ from you soon.

(ผมจะตั้งตารอ ____________________________________________ จากคุณโดยเร็ว)

(a) to hear

(b) for hear

(c) to hearing     (ที่จะได้ยินข่าว – คือได้รับจดหมายหรือการติดต่อด้วยวิธีอื่นๆ)

(d) for hearing

ตอบ  -  ข้อ   (c)

                                         ตัวอย่างที่  

  • I wish you and your wife many years of happiness together and look forward ________ you both.

(ผมขออวยพรให้คุณและภรรยามีความสุขด้วยกันตลอดไป  และหวังอย่างยิ่งกับ (หรือ “ตั้งตารอ”) _________ คุณทั้ง  ๒  คน)  (หมายถึงในวันข้างหน้า) 

(a) to see

(b) to seeing    (การได้พบ)

(c) for seeing

(d) to be seeing

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจาก  “To”  ที่ตามหลังคำกริยาต่อไปนี้  ถือเป็น  “Preposition”  จึงต้องตามด้วยคำนามหรือ  “Gerund” (Verb + ing)   ได้แก่  “Look forward to” (ตั้งตารอคอย, หวังอย่างยิ่ง),  “Be opposed to”  (คัดค้านหรือไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง), “Object to” (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วย),  “Admit” (ยอมรับ),  “Devote….............to”  (อุทิศ..............ให้กับ), “Dedicate……....…to” (อุทิศ................ให้กับ), “Apply…........…to”  (ประยุกต์................เข้ากับ)    ดังประโยคตัวอย่าง

  • She looks forward to buying a new home next year.

(เธอตั้งตาคอยซื้อรถคันใหม่ปีหน้า)

  • He looks forward to his birthday party next week.

(เขาตั้งตารอคอยงานเลี้ยงวันเกิดของเขาในสัปดาห์หน้า)       

  • We object to going to bed late tonight as we will have to start our trip early tomorrow.

(เราไม่เห็นด้วยกับการนอนดึกคืนนี้  เพราะเราจะต้องออกเดินทางแต่เช้าวันพรุ่งนี้)

  • She objected to his plan to move to London after their marriage.

(เธอคัดค้านแผนการของเขาที่จะย้ายไปลอนดอนหลังการแต่งงาน)

  • He admitted to having an extramarital affair that ended in a pregnancy.

(เขายอมรับว่ามีความสัมพันธ์ทางเพศกับคนอื่นที่มิใช่ภรรยา  ซึ่งจบลงด้วยการตั้งครรภ์)

  • He devotes most of his time to studying in the library.

(เขาอุทิศเวลาส่วนใหญ่ให้กับการศึกษาในห้องสมุด)

  • We were opposed to paying a lot of money for luxurious goods.

(เราไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการจ่ายเงินจำนวนมากกับสินค้าฟุ่มเฟือย)

  • The President was opposed to the development of nuclear weapons.  (หรือ  “was opposed to developing nuclear weapons”)

(ท่านประธานาธิบดีไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์)        

  • They applied their knowledge gained from training overseas to performing their daily work. 

(พวกเขาประยุกต์ความรู้ที่ได้จากการอบรมในต่างประเทศ  เข้ากับการทำงานประจำวัน)

 

8. I will give you __________________________________________________ details later.

(ผมจะให้รายละเอียด ______________________________________ แก่คุณ  ในภายหลัง)

(a) farer    (คำนี้ไม่มีใช้)

(b) farther    (ไกลกว่า)

(c) further    (เพิ่มเติม, มากขึ้น, ขยายออกไปอีก)  (เป็นคำคุณศัพท์) (เมื่อเป็นกริยาวิเศษณ์  หมายถึง  “ต่อไป, ไกลออกไป, นานออกไป”)

(d) longer    (ยาวกว่า, นานกว่า)

ตอบ  -  ข้อ   (c)

 

9. “A corner shoe store” means “_______________________________________________”.

(“ร้านรองเท้าที่หัวมุมถนน”   หมายถึง ________________________________________)

(a) the shoe at the corner of a store    (รองเท้าที่มุมของร้าน)

(b) one corner of a shoe store    (มุมหนึ่งของร้านรองเท้า)

(c) a store selling shoes at the corner    (ร้านขายรองเท้าอยู่ที่หัวมุมถนน)

(d) the shoe at one corner of the store    (รองเท้าที่มุมหนึ่งของร้าน)

ตอบ    –    ข้อ   (c)  เนื่องจากการแปลความหมายของคำนามขยายคำนาม  หรือ “นามประกอบ” (Compound noun)  ต้องแปลจากข้างหลังย้อนขึ้นมาข้างหน้า (ทั้งนี้  มีข้อสังเกต  คือ  คำนามตัวหน้าจะไม่อยู่ในรูปพหูพจน์   คือไม่เติม “s”  แต่จะแสดงรูปพหูพจน์ที่คำนามตัวหลัง)  ดูเพิ่มเติม “นามประกอบ” จากคำต่อไปนี้

  • service bus (es)  (รถบริการ – คือรถรับ-ส่งพนักงาน)
  • bus service (s)   (บริการรถประจำทาง)
  • flower garden (s)  (สวนดอกไม้)
  • color television (s)   (ทีวีสี)
  • room number (s)   (หมายเลขห้อง)
  • bookstore (s)   (ร้านขายหนังสือ)
  • development plan (s)   (แผนการพัฒนา)
  • population increase   (การเพิ่มประชากร)
  • table lamp (s)   (ตะเกียง-โคมไฟตั้งโต๊ะ)
  • war criminal (s)   (อาชญากรสงคราม)
  • traffic jam   (รถติด)
  • newspaper article   (บทความหนังสือพิมพ์)
  • conference room   (ห้องประชุม)
  • peace talk   (การเจรจาสันติภาพ)
  • car key   (กุญแจรถ)
  • car park   (ที่จอดรถ)
  • railway station   (สถานีรถไฟ)
  • art exhibition   (นิทรรศการศิลปะ)
  • show room   (ห้องแสดงสินค้า หรือตัวอย่างสินค้า)
  • show business   (ธุรกิจการแสดง)
  • flood victim   (เหยื่ออุทกภัย)
  • energy management   (การบริหารพลังงาน)
  • drain pipe   (ท่อระบายน้ำ)
  • wastewater disposal   (การกำจัดน้ำเสีย)
  • energy conservation   (การอนุรักษ์พลังงาน)
  • interest rate   (อัตราดอกเบี้ย)
  • premium payment   (การจ่ายเบี้ยประกัน)
  • office building   (อาคารสำนักงาน)
  • rubbish bin   (ถังขยะ)
  • community development   (การพัฒนาชุมชน)
  • road safety rally   (การรณรงค์ความปลอดภัยบนถนน)
  • flood relief center   (ศูนย์บรรเทาน้ำท่วม)
  • production method   (วิธีการผลิต)
  • goods outlet  (ตลาด-ช่องทางระบายสินค้า)
  • distribution channel   (ช่องทางการจำหน่าย)
  • contract period  (ระยะเวลาของสัญญา)
  • loan amount limit   (การจำกัดปริมาณเงินกู้)
  • debt payment   (การชำระหนี้)
  • audit procedure   (กระบวนการตรวจสอบ)
  • risk assessment   (การประเมินความเสี่ยง)
  • reforestation activity   (กิจกรรมการปลูกป่า)
  • government sector   (ภาครัฐบาล)
  • tourism sector   (ภาคการท่องเที่ยว)
  • border patrol police school   (โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน)
  • toilet construction   (การสร้างห้องน้ำ)
  • implementation plan   (แผนการดำเนินงาน)
  • duty performance   (การปฏิบัติหน้าที่)
  • business partner   (คู่ค้า, หุ้นส่วนธุรกิจ)
  • business competitor   (คู่แข่งทางธุรกิจ)
  • business growth   (การเติบโตของธุรกิจ)
  • emergency use   (การใช้กรณีฉุกเฉิน)
  • donation reception   (การรับบริจาค)
  • wood house (s)   (บ้านไม้)
  • steel table (s)   (โต๊ะเหล็ก)
  • government policy  (นโยบายรัฐบาล)
  • personnel development   (การพัฒนาบุคลากร)
  • insurance policy   (กรมธรรม์ประกันภัย)
  • growth rate   (อัตราการเติบโต)
  • oil price rise  (การขึ้นราคาน้ำมัน)
  • birthday party   (งานเลี้ยงวันเกิด)
  • dividend payment   (การจ่ายเงินปันผล)
  • debt payment  (การชำระหนี้)
  • income tax deduction   (การหักภาษีเงินได้)
  • motor insurance   (การประกันภัยรถยนต์)
  • fire insurance   (การประกันอัคคีภัย)
  • capital market   (ตลาดทุน)
  • exchange rate (s)   (อัตราการแลกเปลี่ยน)
  • traffic problem (s)  (ปัญหาจราจร)
  • greenhouse gas   (กาซเรือนกระจก)
  • tourism sector   (ภาคการท่องเที่ยว)
  • climate change   (การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ)
  • terrorism risk (s)  (การเสี่ยงภัยการก่อการร้าย)
  • commodity price (s)  (ราคาสินค้า)
  • price competition   (การแข่งขันด้านราคา)
  • household debt   (หนี้ครัวเรือน)
  • car sale (s)   (การขายรถยนต์)
  • distribution channel   (ช่องทางการจำหน่าย)
  • accident occurrence   (การเกิดอุบัติเหตุ)
  • branch office (s)   (สำนักงานสาขา)
  • insurance company   (บริษัทประกันภัย)
  • business partner (s)   (คู่ค้า)
  • leather belt   (เข็มขัดหนัง)
  • business transaction (s)   (การดำเนินธุรกิจ)
  • business mind   (จิตใจคิดแต่เรื่องธุรกิจ)
  • heart disease treatment   (การรักษาโรคหัวใจ)

 

10. That is _______________________________________________________________.

(นั่นเป็น ___________________________________________________________)

(a) a useful information

(b) a useful piece of informations

(c) useful informations

(d) a piece of useful information    (ข้อมูลที่มีประโยชน์    ชิ้น)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   เนื่องจาก   “Information”  เป็นคำนามนับไม่ได้   จึงไม่สามารถใช้   “A”  หรือ   “An”  นำหน้าได้  ดังในข้อ  (a),  และไม่สามารถเติม  “S” เข้าข้างท้าย   ดังในข้อ  (b)  และ  (c),  ดังนั้น  เมื่อจะนับ  “ข่าวสาร”  จึงต้องนับเป็น “ชิ้น”  ดังในข้อ  (d)  หรือนับเป็น  “หัวข้อ (Item)  (An item of informationหรือ  an information item)   อย่างไรก็ตาม   สามารถตอบข้อ  (b)  ได้เช่นเดียวกัน   แต่ต้องแก้เป็น   “a useful piece of information

                      สำหรับคำนามนับไม่ได้และเป็นเอกพจน์เสมอ  ที่ใช้ในลักษณะเดียวกับ  “Information”  ได้แก่paper  (กระดาษ), equipment  (อุปกรณ์, เครื่องมือ), furniture, scenery (ทิวทัศน์), damage  (ความเสียหาย), advice  (คำแนะนำ), traffic, machinery  (เครื่องยนต์กลไก), evidence  (หลักฐาน), bread  (ขนมปัง), clothing  (เสื้อผ้า), work  (งาน), luggage  (กระเป๋าเดินทาง), baggage  (กระเป๋าเดินทาง), knowledge, progress, power, news, fruit, behavior  (พฤติกรรม) เป็นต้น  คำนามเหล่านี้  ถ้าจะนับเป็นหน่วย  จะต้องใช้  สมุหนาม (Collective noun)  คือ  นามที่แสดงความเป็น กลุ่มก้อน   ที่เหมาะสมกับคำนามนั้นๆ   เช่น

  • a piece of paper   (กระดาษ ๑ แผ่น)
  • a loaf of bread   (ขนมปัง ๑ ปอนด์ หรือก้อน)
  • a branch (field) of knowledge   (ความรู้สาขาหนึ่ง)
  • an item of news   (ข่าว ๑ หัวข้อ)
  • a kilo of fruit   (ผลไม้ ๑ กิโล)

 

11. This new law will not be popular with the man in the street.

(กฎหมายใหม่นี้จะไม่เป็นที่นิยมชมชอบแก่คนธรรมดาสามัญทั่วไป)  (คือ  ชาวบ้านทั่วไปจะไม่ชอบมัน)

(a) Poor men will not like the law.    (คนยากจนจะไม่ชอบกฎหมายนี้)

(b) Traders will not like the law.    (พ่อค้าจะไม่ชอบกฎหมายนี้)

(c) Pedestrians will not like the law.    (ผู้เดินเท้า (คนเดินถนน) จะไม่ชอบกฎหมายนี้)

(d) Ordinary men will not like the law.    (คนธรรมดาสามัญ-ชาวบ้านทั่วไป  จะไม่ชอบกฎหมายนี้)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Man in the street”  =   “คนซึ่งเหมือนกับคนอื่นๆ ส่วนใหญ่, คนโดยเฉลี่ย, คนธรรมดา-สามัญ”  (แปลตรงๆ คือ  “คนใน หรือ บนถนน”)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

  • The newspaper took a poll of the man in the street.

(หนังสือพิมพ์สอบถามผู้คนธรรมดาสามัญ (คนรากหญ้า) จำนวนมาก  ว่าพวกเขาคิดอย่างไรเกี่ยวกับปัญหาใดปัญหาหนึ่ง)

 

12. The sun ___________________________________________________ rises in the east.

(ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก ___________________________________________)

(a) usually    (โดยปกติ)  (ความถี่  70 %)

(b) never    (ไม่เคย)

(c) always    (เสมอ, ตลอดไป, เป็นประจำ, ตลอดเวลา, ตายตัว, เด็ดขาด, โดยไม่มีการยกเว้น)  (ความถี่  ๑๐๐  %)

(d) sometimes    (บางที, บางโอกาส)  (ความถี่  40 %) 

ตอบ    –    ข้อ   (c)

 

13. ____________________________________ his vocabulary is limited, he speaks fluently.

(___________________________________ คำศัพท์ของเขาจำกัด  เขาพูดได้คล่องมาก)

(a) Even    แม้กระทั่ง)

(b) If    (ถ้า)

(c) Even if    (= Even though  =  Though  =  Although  =  ถึงแม้ว่า)

(d) As if    (= As though  =  ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า)

ตอบ    –    ข้อ   (c)

 

14. I wish today _____________________________________________________ a holiday.

(ผมปรารถนาว่าวันนี้ ______________________________________________ วันหยุด)

(a) is

(b) be

(c) being

(d) were     (เป็น)

ตอบ    –    ข้อ  (d)  เนื่องจากเมื่อใช้   “Wish”  แสดงความปรารถนา  “ตรงข้ามกับความเป็นจริง”  จะต้องใช้รูป  “Subject + Wish + That + Subject + Verb)  แต่  That” มักจะละไว้เสมอ  (ไม่เขียนลงในประโยค)  (เรียกการใช้โครงสร้างแบบนี้ว่า  “Past subjunctive”)   โดยมีหลัก คือ

                                 ๑. ถ้าตรงข้ามกับความจริงในปัจจุบัน  ให้ใช้  “Verb  เป็น  “Past simple” (Verb 2)  (สำหรับ  “Verb to be”  ใช้ “Were”  กับประธานทุกตัว

  • She wishes today were her birthday.

(เธอปรารถนาว่า  วันนี้เป็นวันเกิดของเธอ)  (แต่จริงๆแล้วไม่ใช่)

  • I wish my uncle were here now.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่ในขณะนี้)  (แต่จริงๆแล้วไม่ได้อยู่)

  • He wishes his father were a millionaire (now).

(เขาปรารถนาว่า  พ่อของเขาเป็นเศรษฐี)  (แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

  • I wish I had a bigger house (now).

(ผมปรารถนาว่าผมมีบ้านหลังใหญ่กว่านี้)  (แต่จริงๆแล้วมีบ้านหลังเล็ก)

  • They wish they could speak Japanese (now).

(พวกเขาปรารถนาว่า สามารถพูดภาษาญี่ปุ่นได้)  (แต่จริงๆแล้วพูดไม่ได้)

                                  ๒. ถ้าตรงข้ามกับความจริงในอดีต  ให้ใช้  “Verb”  เป็น  “Past perfect” (Had + Verb 3)  เช่น

  • I wish yesterday had been a holiday.

(ผมปรารถนาว่า  เมื่อวานนี้เป็นวันหยุด)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็น)

  • She wishes her father had been a millionaire (last year).

(เธอปรารถนาว่า  พ่อของเธอเป็นเศรษฐี  (เมื่อปีที่แล้ว) – แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็น)

  • He wished he had been a bird (a long time ago).

(เขาปรารถนาว่า  เขาเป็นนก (เมื่อนานมาแล้ว) – แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็น)

  •  I wish my uncle had been here yesterday.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่เมื่อวานนี้ – แต่จริงๆ แล้วไม่ได้อยู่)

                               ๓. ถ้า  “Wish”  ใช้กับอนาคต  (Future)  ให้ใช้  “Verb”  เป็น  “Would,  “Should,”  “Could,”  “Might”  ความหมาย  คือ  คงไม่เกิดเหตุการณ์ตามที่ปรารถนา  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้ยาก  เช่น

  • I wish my wife would be here tomorrow.

(ผมปรารถนาว่า  ภรรยาของผมอยู่ที่นี่ในวันพรุ่งนี้– แต่จริงๆ แล้วคงไม่ได้อยู่ หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก)

  • She wishes she could come to my party next week.

(เธอปรารถนาว่า  เธอสามารถมางานเลี้ยงของผมสัปดาห็หน้า – แต่จริงๆ แล้วคงไม่ได้มา  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

  • They wish they would graduate from the university next semester.

(พวกเขาปรารถนาว่า  จะเรียนจบจากมหาวิทยาลัยในเทอมหน้า – แต่คงจะไม่จบ หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

                               ๔. อย่างไรก็ตาม  เมื่อใช้  “Wish”  แสดงความปรารถนาในแบบปกติธรรมดา  จะมีโครงสร้าง  “Wish + To + verb 1”  ซึ่งความปรารถนาดังกล่าวอาจจะเป็นจริงหรือไม่เป็นจริงก็ได้   เช่น

  • They wish to meet their friends again next year.

(พวกเขาปรารถนาจะได้พบเพื่อนอีกในปีหน้า)

  • She wishes to leave now.

(เธอปรารถนาจะจากไปในตอนนี้)

  • He wishes to visit London next month.

(เขาปรารถนาจะไปเที่ยวลอนดอนเดือนหน้า)

  • They wished to pass the exam this term.

(พวกเขาปรารถนาจะสอบผ่านเทอมนี้)

                                 ๕. สำหรับอีกโครงสร้างหนึ่ง  คือ  “Wish +กรรม+ Noun”  มีความหมาย  คือ  “ขออวยพรให้................”   เช่น

  • She wished them a Merry Christmas and a Happy New Year.

(เธออวยพรวันคริสมาสต์และปีใหม่ให้พวกเขา)

  • He wishes his parents a long and happy life.

(เขาอวยพรให้พ่อแม่มีชีวิตยืนยาวและมีความสุข)

  • I wish you success.

(ผมขออวยพรให้คุณประสบความสำเร็จ)

 

15. I ______________________________________________ a policeman for fifteen years.

(ผม __________________________________________ ตำรวจมาเป็นเวลา  ๑๕  ปีแล้ว)

(a) have became

(b) became

(c) have been    (ได้เป็น)

(d) am

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ใช้   “Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + Verb 3  หรือ  Subject + Has (Have) + Been + Noun  หรือ  Adjective}   เนื่องจากเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นในอดีต  และดำเนินมาถึงปัจจุบัน  (คือ  การเป็นตำรวจนาน  ๑๕  ปี)   สำหรับข้อนี้  จะตอบ ข้อ   (a) ก็ได้  แต่ต้องแก้เป็น   “Have become”  ดูเพิ่มเติม  “Tense”  นี้จากประโยคข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่  

  • ___________________________________________ a lot of changes since you left.

(__________________________________ ความเปลี่ยนแปลงมากมาย  ตั้งแต่คุณจากไป)

(a) There will be    (จะมี)

(b) There are    (มี)  (ปัจจุบัน)

(c) There were    (มี)  (อดีต)

(d) There have been    (ได้มี)

(e) There is(มี)    (ปัจจุบัน)

(f) There was(มี)    (อดีต)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ใช้รูป  “Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + Verb 3}  หรือ “There has been, There have been”  (กรณีนี้  ใช้   “There have been”  เพราะ  “Changes”  เป็นรูปพหูพจน์)  เนื่องจากเหตุการณ์ (มีความเปลี่ยนแปลง) เกิดขึ้นต่อเนื่อง   เริ่มจากในอดีต  (ตั้งแต่คุณจากไป)  จนถึงปัจจุบัน (ขณะที่พูดประโยคนี้)  (คือ  ปัจจุบัน  ความเปลี่ยนแปลงก็ยังคงเกิดขึ้นอยู่)

                                         ตัวอย่างที่  

  • As a mass production method, it ________________ great advances in the last few years.

(ในฐานะวิธีการผลิตสินค้าเป็นจำนวนมาก  มัน (วิธีการ) _________ ความก้าวหน้า อย่างยิ่ง  ในช่วง   ๒  ถึง  ๓  ปีที่ผ่านมา)

(a) makes

(b) is making

(c)made

(d) has made    (ได้ทำให้เกิด)

ตอบ   -   ข้อ   (dเนื่องจากข้อความ   “In the last few years”  (ในช่วง  ๒  ถึง  ๓   ปีที่ผ่านมา)   แสดงการเกิดขึ้นของเหตุการณ์  (การผลิตครั้งละมากๆ  ซึ่งก่อให้เกิดความก้าวหน้า) ในอดีต  และต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน  (ขณะที่พูด)   จึงใช้  “Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + Verb 3}

                                          ตัวอย่างที่  

  • __________ impressive increases in expenditure on the advertising of tobacco goods in recent years.

(___________ การเพิ่มขึ้นอย่างน่าประทับใจ  ในค่าใช้จ่ายด้านการโฆษณาสินค้ายาสูบ  ในช่วงไม่กี่ปีที่เพิ่งผ่านมานี้)

(a) There are

(b) There were

(c) There have been    (มี, ได้มี)

(d) There has been

ตอบ   -   ข้อ  (c)   ใช้รูป  “Present perfect tense”  {Subject +Has (Have) + Verb 3} (ต้องใช้  “Have been”  เนื่องจาก  “impressive increases”  อยู่ในรูปพหูพจน์)   เนื่องจากบอกการกระทำ  หรือเหตุการณ์  ที่เกิดขึ้นในอดีต  และยังคงดำเนินหรือมีผลต่อมาจนถึงปัจจุบัน  (ขณะที่พูดประโยคนี้)  และคาดว่าเหตุการณ์นั้นยังจะปรากฏในอนาคตอีก  สังเกตจาก   “For”  =  เป็นเวลา  (For + ความยาวของเวลา),  “Since”  =  ตั้งแต่,  (Since + จุดเริ่มต้นของเวลา),  “Up to now” (= Up to the present time = Up until now)  =   จนถึงบัดนี้,  “So far”  =  เท่าที่ผ่านมา, หมู่นี้),  “Lately” (= Recently)  =  หมู่นี้, เร็วๆ นี้,  “Over the past years”  = ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา,  “In recent years”  =  ในช่วงไม่กี่ปีที่เพิ่งผ่านมา,  “Since the sun set”  =  ตั้งแต่พระอาทิตย์ตก,  “Since they were in college”  =  ตั้งแต่พวกเขาเรียนมหาวิทยาลัย,  “Since we were young”  =  ตั้งแต่เรายังเป็นเด็ก,  “Since she was born”  =  ตั้งแต่เธอเกิด,  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • She has lived here for10 years.

(เธออาศัยอยู่ที่นี่มา ๑๐ ปีแล้ว – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • He has been in Chicago since last week. (= He has gone to Chicago since last week.)

(เขาอยู่ในชิคาโกตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • We have lived in Bangkok since we were young.

(เราอาศัยอยู่ในกรุงเทพตั้งแต่เรายังเด็ก – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • So far, you have not done your best. (= You have not done your best so far.)

(เท่าที่ผ่านๆมา  คุณยังไม่ได้ทำดีที่สุดเลย)

  • I have sent him only one letter up to now.

(ผมส่งจดหมายให้เขาเพียงฉบับเดียว  จนถึงบัดนี้)

  • The climate has changed a great deal over the past years.

(ภูมิอากาศได้เปลี่ยนแปลงอย่างมากมายในช่วงหลายปีที่ผ่านมา  -  จนถึงปัจจุบัน  ขณะที่พูด)

  • Crime has significantly increased in recent years.

(อาชญากรรมได้เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา)

  • The gate has been closed since the sun set.

(ประตูได้ถูกปิดตั้งแต่พระอาทิตย์ตก)  (ขณะที่พูดประโยคนี้  ประตูก็ยังปิดอยู่)

  • I have known them since we were in college.

(ผมรู้จักกับพวกเขา  ตั้งแต่เราเรียนมหาวิทยาลัย)  (ปัจจุบันก็ยังรู้จักอยู่)

  • They have lived there since they were born.

(พวกเขาอาศัยอยู่ที่นี่ตั้งแต่เกิด)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

 

16. I think he will join us, ____________________________________________________?

(ผมคิดว่า  เขาจะมาร่วมกับพวกเรา __________________________________________)

(a) don’t I

(b) doesn’t he

(c) won’t he    (ใช่ไหม)

(d) will he

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ตามปกติ  กริยาในส่วน   “Tag”  จะใช้ตามกริยาในประโยคใหญ่  ซึ่งในที่นี้ คือ  “Think”  แต่มีข้อยกเว้นว่า   ถ้าประธานในประโยคใหญ่ขึ้นต้นด้วย  “I think, I believe, I hope, I expect, I feel, I am sure, etc.”  ให้ใช้กริยาในส่วน  “Tag”  ตามกริยาในประโยคย่อย  (ในที่นี้  คือ  “Will join”)  แทน  เพราะต้องเข้าใจว่า   ไม่มีใครย้อนถามตนเองว่า  “ผมคิด, เชื่อ, หวัง, คาดหวัง, รู้สึก, มั่นใจ, ฯลฯ  อย่างนั้น  (ในประโยคข้างบน  คือ เขาจะมาร่วมกับพวกเรา)  ใช่หรือไม่”  ซึ่งรูปแบบนี้  ถือเป็นกรณียกเว้น  จึงต้องจำ

 

17. ______________________________________________________ a childhood disease.

( _______________________________________________________ โรคในวัยเด็ก)

(a) Measle is

(b) Measles are

(c) Measles is    (โรคหัด – อีสุกอีใส – เป็น)

(d) Measle are

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Measles” (โรคหัด)  ต้องเติม  “S”  ข้างท้ายเสมอ  และถือเป็นคำนามเอกพจน์  จึงต้องใช้กับกริยาเอกพจน์ด้วย  (ในที่นี้  คือ  “Is”)  ดูเพิ่มเติมคำนามเอกพจน์ที่ลงท้ายด้วย  “s”  และต้องใช้กับกริยาเอกพจน์  จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่       จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์ จากข้อ (๑) – (๔)

  • Basic knowledge of (2) mathematic and electronics was (3) used to develop the high-speed (d) electronic computer.

(ความรู้พื้นฐานของคณิตศาสตร์และอิเล็กทรอนิกส์  ถูกใช้เพื่อพัฒนาคอมพิวเตอร์อิเล็ก ทรอนิกส์ความเร็วสูง)

ตอบ  -  ข้อ    แก้เป็น  “mathematics”  เนื่องจาก  (คณิตศาสตร์)  ต้องเติม  “S”  เสมอ  แต่ถือเป็นเอกพจน์

                                         ตัวอย่างที่ 

  • Physics __________ taught in most American universities and said to be much more difficult than social science.

(วิชาฟิสิกส์ ___________ สอนในมหาวิทยาลัยอเมริกันส่วนใหญ่  และถูกกล่าวว่ายากกว่าสังคมศาสตร์อย่างมาก)

(a) are

(b) have been

(c) is    (ถูก)

(d) will be

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากชื่อวิชา  ที่แม้จะมีรูปพหูพจน์  แต่ต้องใช้กริยาเอกพจน์  เช่น  “Economics (เศรษฐศาสตร์),  Phonetics (วิชาการออกเสียง),  Statics (สถิตศาสตร์),  Dynamics (พลศาสตร์),  Statistics (วิชาสถิติ),  Psychics (จิตศาสตร์),  Aeronautics (วิชาการบิน),  Astrophysics (วิชาว่าด้วยส่วนประกอบของดวงดาว),  Aesthetics (วิชาว่าด้วยหลักความงาม),  Mathematics (คณิตศาสตร์),  Politics (การเมือง),  รวมทั้ง  News (ข่าว),  Mumps (โรคคางทูม),  Measles (โรคหัด),  Means (วิธี),  Ashes (เถ้าถ่านศพ),  Alms (ทาน),  Billiards (กีฬาบิลเลียด),  Cross-roads (จุดที่ถนน สายมาตัดกัน)  เช่น

  • A cross-roads is a place where two roads cross.

( แยก – หรือทางแยก – คือที่ซึ่งถนน สายมาตัดกัน)

  • Politics is the subject he is very interested in.

(การเมืองเป็นหัวเรื่องที่เขาสนใจเป็นอย่างมาก)

  • Mathematics is a required subject.

(คณิตศาสตร์เป็นวิชาที่จำเป็น)

  • Statistics is too difficult for me to understand.

(วิชาสถิติยากเกินไปสำหรับผมที่จะเข้าใจ)

 

18. The criminal _______________________________________________ two weeks later.

(อาชญากร _____________________________________________ สองสัปดาห์ต่อมา)

(a) is hanged

(b) was hung    (ถูกแขวน  -  เช่น  เสื้อผ้า, หมวก)

(c) will be hung    (จะถูกแขวน)

(d) was hanged    (ถูกแขวนคอ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Hang,  Hanged,  Hanged  =  “แขวนคอ”  (ในประโยคข้างบน  ต้องใช้รูป  “Passive voice”  เนื่องจากอาชญากร  “ถูกแขวนคอ”)  ส่วน  “Hang,  Hung,  Hung”  =  “แขวน”  เช่น  แขวนเสื้อผ้า, หมวก ฯลฯ

 

19. We were pleased ________________________________ that the work had been started.

(เรายินดี-พอใจ_____________________________________ ว่า  งานได้ถูกเริ่มต้นแล้ว)

(a) we see

(b) seeing

(c) to see    (ที่ได้เห็น-พบ-ทราบ)

(d) when saw

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากมาจากโครงสร้าง  “Subject + Is (Am, Are, Was, Were) + Adjective + To + Verb 1 + ส่วนขยายเช่น

  • I am happy to see my old friends.

(ผมดีใจที่ได้พบเพื่อนเก่า)

  •  They were glad to know that we would go to visit them next month.

(พวกเขาดีใจที่รู้ว่า  เราจะไปเยี่ยมพวกเขาเดือนหน้า)

  • She is interested to apply for a job as a model.

(เธอสนใจที่จะสมัครงานเป็นนางแบบ)

  • We are afraid to think that the third word war may take place soon.

(เราหวั่นกลัวที่จะคิดว่า  สงครามโลกครั้งที่    อาจจะเกิดขึ้นเร็วๆนี้)

  • He was excited to meet a famous star he appreciated.

(เขาตื่นเต้นที่ได้พบดารามีชื่อเสียงที่เขาชื่นชอบ)

 

20. You have to pay an ________________________________________ amount of money.

(คุณจำเป็นต้องจ่ายเงินจำนวน ____________________________________________)

(a) extreme large

(b) extreme largeness

(c) extremely large    (มากมายอย่างยิ่ง)

(d) large extremely

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจากใช้คำคุณศัพท์  (Large)  ขยายหน้าคำนาม  (Amount)  และใช้กริยาวิเศษณ์  (Extremely)  ขยายหน้าคำคุณศัพท์  (Large)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”                

 

               ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป