หมวดข้อสอบ STRUCTURE (ตอนที่ 33)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Direction:  Choose the most appropriate answer.

(จงเลือกคำตอบที่เหมาะสมที่สุด)

 

1. After 1945, Australia became __________________________ in the Southeast Asian market.

(หลังปี  ๑๙๔๕  ออสเตรเลียเริ่ม _______________________ ในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)

(a) interesting    (น่าสนใจ)

(b) interested    (มีความสนใจ, รู้สึกสนใจ)

(c) interest    (ทำให้สนใจ)

(d) to interest

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ดูเพิ่มเติมคำกริยาประเภทเดียวกับ  “Interest”  เช่น  “Excite, Surprise, Attract, Disappoint, etc.”  จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่

  • The lecturer used so many long and difficult words that I felt very ________________.

(ผู้บรรยายใช้คำที่ยืดยาวและยากจำนวนมาก  จนกระทั่งผมรู้สึก _______________ อย่างมาก)

(a) confuse    (ทำให้งุนงง-สับสน)

(b) confusing    (น่างุนงง-สับสน)

(c) confused    (งุนงง-สับสน)

(d) confusion    (ความงุนงง-สับสน)

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                                          ตัวอย่างที่

  • The food was delicious.  That was a ______________________________________ meal.

(อาหารอร่อย  นั่นเป็นมื้ออาหารที่ ____________________________________________)

(a) satisfied    (รู้สึกพอใจ)

(b) satisfying    (น่าพึงพอใจ)

(c) satisfy    (ทำให้พอใจ)

(d) satisfaction    (ความพึงพอใจ)

ตอบ   -   ข้อ  (b)

                                          ตัวอย่างที่

  • Bill heard that he had won a scholarship.  The news ___________________________. 

(บิลได้ยินว่าเขาได้รับทุนการศึกษา  ข่าวนี้ _____________________________________)

(a) were excited

(b) was exciting    (น่าตื่นเต้น)

(c) was excited    (รู้สึกตื่นเต้น)

(d) were exciting

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “News”  เป็นคำนามนับไม่ได้   และถือเป็นเอกพจน์เสมอ   จึงต้องใช้กับ  “Was

                                        ตัวอย่างที่

  • My friend __________________________________ when his requests were refused.

(เพื่อนของผม _______________________________ เมื่อคำร้องขอของเขาได้รับการปฏิเสธ)

(a) upset

(b) was upset    (รู้สึกสับสน-ว้าวุ่น-ไม่สบายใจ)

(c) was upsetting

(d) had upset

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “To upset”  หมายถึง  “ทำให้สับสน-ว้าวุ่น-ไม่สบายใจ”  (กริยา  ๓  ช่อง  คือ  “Upset, Upset, Upset”)  ส่วน  “To be upset”  =  “รู้สึกสับสน-ว้าวุ่น-ไม่สบายใจ”  และ  “To be upsetting”  =   “น่าสับสน-ว้าวุ่น-ไม่สบายใจ”   ดูเพิ่มเติมคำกริยาประเภทเดียวกับ   “Upset”   จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่  

  • My letter is very long.  I hope you won’t find it ________________________________.

(จดหมายของผมยาวมาก  ผมหวังว่า  คุณคงจะไม่พบว่ามัน ___________________________)

(a) bore

(b) bored    (รู้สึกเบื่อหน่าย)

(c) boring    (น่าเบื่อหน่าย)

(d) to bore    (ทำให้เบื่อหน่าย)

ตอบ    -    ข้อ   (c)   ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทเดียวกับ   “Bore”  จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่  

  • She was very ___________________________________________ to meet her friend.

(เธอ ____________________________________________ มากที่ได้พบเพื่อนของเธอ)

(a) delight    (ทำให้ยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ,  ความยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(b) delighting    (น่ายินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(c) delighted    (รู้สึกยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(d) delightful    (น่ายินดีมาก, น่าสุขใจมาก)

ตอบ   -   ข้อ  (c)

                                          ตัวอย่างที่  

  • I ______________________________________________ with the result of my exam.

(ผม__________________________________________________ กับผลสอบของผม)

(a) quite satisfy    (ทำให้พึงพอใจอย่างมาก)

(b) am quite satisfying    (น่าพึงพอใจอย่างมาก)

(c) am quite satisfied     (รู้สึกพึงพอใจอย่างมาก)

(d) am quite to satisfy

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                                          ตัวอย่างที่  

  • I am ____________________________________________ in science, not in English.

(ผม _______________________________________ ในวิทยาศาสตร์  มิใช่ภาษาอังกฤษ)

(a) interest

(b) interesting    (น่าสนใจ)

(c) interested    (มีความสนใจ)

(d) to interest   (ทำให้สนใจ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                                          ตัวอย่างที่  

  • He is ________________________________________________________ a house.

(เขา _________________________________________________________ บ้าน)

(a) interest at to rent

(b) interesting in rent

(c) interested at renting

(d) interested in renting     (มีความสนใจในการเช่า)

ตอบ   -   ข้อ   (d)

                                          ตัวอย่างที่  ๑๐

  • It will take me quite some time to get him ____________________ in buying your land. 

(ผมจะต้องใช้เวลานานทีเดียวที่จะทำให้เขา _____________________ ในการซื้อที่ดินของคุณ)

(a) to interest    (ทำให้สนใจ)

(b) being interesting

(c) interested     (มีความสนใจ, รู้สึกสนใจ)

(d) interesting    (น่าสนใจ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                                         ตัวอย่างที่  ๑๑

  • The little girl was very _________________ when her father promised to buy her a doll.

(เด็กหญิงเล็กๆ คนนั้น __________________ มาก  เมื่อพ่อของเธอสัญญาว่าจะซื้อตุ๊กตาให้เธอ)

(a) exciting    (น่าตื่นเต้น)

(b) excited    (รู้สึกตื่นเต้น, มีความตื่นเต้น)

(c) excite    (ทำให้ตื่นเต้น)

(d) excitable    (สามารถตื่นเต้นได้)

ตอบ    –    ข้อ   (b)   ดูเปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง

  • The results of the traveler preference survey are surprising.

(ผลลัพธ์ของการสำรวจความนิยมของนักเดินทาง – ท่องเที่ยว – น่าประหลาดใจ )

หมายเหตุ   –    ประโยคข้างบนนี้ต้องใช้   “Surprising”  เนื่องจาก  “Surprise”  เป็นคำกริยาที่มีความหมายว่า  “ทำให้ประหลาดใจ”  แต่ถ้าใช้ในรูป  “is (are, was, were) surprising”  จะมีความหมายว่า  “น่าประหลาดใจ”  ส่วนเมื่อใช้ในรูป  “is (am, are, was, were) surprised”  จะมีความหมายว่า   “มีความรู้สึกประหลาดใจ”  ดังตัวอย่างประโยค  เช่น

  • The result of the exam surprised her.

(ผลสอบทำให้เธอประหลาดใจ)

  • She was surprised at the result of the exam.

(เธอมีความรู้สึกประหลาดใจกับผลสอบ)

  • The result of the exam was surprising.

(ผลสอบน่าประหลาดใจ)

                                          คำกริยาประเภทเดียวกับ  “Surprise”  ได้แก่

satisfy –ทำให้พอใจ

excite – ทำให้ตื่นเต้น

disappoint –ทำให้ผิดหวัง

attract –ทำให้หลงใหล, ดึงดูด

interest – ทำให้สนใจ

amuse –ทำให้สนุกหรือขบขัน

please –ทำให้ยินดี-พอใจ

annoy –ทำให้รำคาญ-ขุ่นเคือง

bore – ทำให้เบื่อ

tire – ทำให้เหน็ดเหนื่อยหรือเบื่อ

frighten – ทำให้ตกใจ

confuse –ทำให้สับสนหรืองุนงง

surprise –ทำให้ประหลาดใจ

amaze – ทำให้ทึ่ง, ทำให้ตะลึง

delight – ทำให้ยินดี

exhaust –ทำให้หมดแรง

fascinate – ทำให้หลงใหล, ทำให้หลงเสน่ห์

charm – ทำให้หลง

convince – ทำให้เชื่อ

tempt – ทำให้หลงใหล, ยั่วยวน-ล่อใจ

entertain – ทำให้เพลิดเพลิน

embarrass –ทำให้ขวยเขิน-กระดากอาย

puzzle –ทำให้งง

thrill – ทำให้ตื่นเต้น

upset – ทำให้รำคาญ-ไม่สบายใจ

irritate – ทำให้โมโห, ทำให้ระคายเคือง

exasperate –ทำให้โกรธ

astonish –ทำให้ประหลาดใจ, ทำให้ตกใจ

infuriate –ทำให้โกรธ, ทำให้เดือดดาล

horrify –ทำให้กลัว, ทำให้ขนพองสยองเกล้า

 

                                               กลุ่มคำกริยาข้างบนนี้มีหลักการใช้ คือ

                                        ๑. ถ้าใช้ในรูป  “Subject + Verb + Object”   จะมีความหมายว่า  “ทำให้”  คือตัวประธานเป็นผู้ทำให้เกิดอาการนั้นๆ ขึ้นแก่ผู้อื่น  เช่น

  • The accident frightened the passengers a great deal.  (past tense)

(อุบัติเหตุทำให้ผู้โดยสารตกใจอย่างมาก)

  • The exam result disappointed him so much.(past tense)

(ผลสอบทำให้เขาผิดหวังมากทีเดียว)

  • The chairman’s speech confused everyone.(past tense)

(คำพูดของท่านประธานทำให้ทุกคนสับสนงุนงง)

  • The new film interests all viewers.(present tense)

(หนังเรื่องใหม่ทำให้คนดูทั้งหมดสนใจ)

  • The professor’s lecture bores all the class.(present tense)

(การบรรยายของศาสตราจารย์คนนั้นทำให้นักเรียนทั้งชั้นเบื่อ)

                                     ๒. ถ้าใช้รูป  “Verb + ing” {Subject + is (am, are, was, were) + Verb +ing}  หรือ  (Verb +ing + Noun)  มีความหมายว่า “น่า................”  หรือ  “ซึ่งน่า................”  กริยาที่เติม  “ing”  พวกนี้  ถือเป็นคำคุณศัพท์  จะวางไว้หลัง  Verb to be”  หรือหน้าคำนามก็ได้   เช่น

  • His work is boring.  (present tense)

(งานของเขาน่าเบื่อหน่าย)

  • It is a very exciting football match.   (present tense)

(มันเป็นการแข่งขันฟุตบอลที่น่าตื่นเต้น)

  • The landscape was so fascinating.  (past tense)

(ภูมิประเทศ (ที่นี่) น่าหลงใหลมาก)

  • The employee’s work was disappointing.   (past tense)

(งานของลูกจ้างรายนั้นน่าผิดหวัง)

  • The children’s table manners were very embarrassing.  (past tense)

(กิริยามารยาทบนโต๊ะอาหารของพวกเด็กๆน่าอับอายมาก)

  • The book is interesting.  (present tense)

(หนังสือน่าสนใจ)

  • Her beauty is charming.  (present tense)

(ความงามของเธอน่าหลงใหล – มีเสน่ห์)

  • It is surprising to see him at his ex-wife’s wedding.   (present tense)

(มันน่าประหลาดใจที่เห็นเขาที่งานแต่งงานของอดีตภรรยา)

{มิได้หมายความว่า  “มันกำลังประหลาดใจ  เหมือนกับประโยค  “He is walking." (เขากำลังเดิน)  –  present continuous tense}

                           ๓. ถ้าเติม  “Ed”  ข้างหลังคำกริยากลุ่มนี้   แล้ววางตามหลัง  “Verb to be” (is, am, are, was, were)   จะมีลักษณะเป็น  “Passive voice” (Subject + is (am, are, was, were) + verb + ed)  จะมีความหมายว่า  ประธานเป็นผู้เกิดความรู้สึกนั้นๆขึ้นมา  ซึ่งถ้าแปลตรงๆก็คือ “.................ถูกทำ ให้รู้สึก............ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจฯลฯ..................”   แต่ในภาษาไทยนิยมพูดว่า   “.................มีความรู้สึก...............ตื่นเต้น,  ตกใจ,  ผิดหวัง,  พอใจ..............”  เช่น

  • We are interested in German.   (present tense)

(เรามีความสนใจในภาษาเยอรมัน)

  • They are very pleased to see their old friends.   (present tense)

(พวกเขาดีใจมากที่ได้พบเพื่อนเก่า)

  • I was amazed to know of his death.   (past tense)

(ผมตะลึงที่ได้รู้ข่าวการตายของเขา)

  • He was very tired of hard work.   (past tense)

(ผมเหน็ดเหนื่อยมากกับงานหนัก)

  • She was interested in the ballet performance.   (past tense)

(เธอมีความสนใจในการแสดงบัลเล่ต์)

  • We were disappointed to lose the match.   (past tense)

(พวกเราผิดหวังที่แพ้การแข่งขัน)

  • Most people are frightened of the snakes.   (present tense)

(คนส่วนมากกลัวงู)

  • Jim is fascinated by astronomy.   (present tense)

(เขามีความหลงใหลในวิชาดาราศาสตร์)

 

2. Experienced drivers have _______________________________ accidents than beginners.

(นักขับรถที่มีประสบการณ์  ประสบอุบัติเหตุ _________________ ผู้เริ่มขับรถ หรือมือใหม่หัดขับ)

(a) lesser    (น้อยกว่า, เล็กน้อย)

(b) fewer    (น้อยกว่า)  (ขยายคำนามพหูพจน์)

(c) not many    (ไม่มาก)  (ขยายคำนามพหูพจน์)

(d) very few    (น้อยมาก)  (ขยายคำนามพหูพจน์)

ตอบ  -   ข้อ   (b)  เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  และ  “Accidents”  เป็นคำนามพหูพจน์  จึงต้องใช้   “Fewer

 

3. In 34 years, Dickens wrote 15 books plus ___________ of ___________ and ___________, and every one became a best-seller.

(ในช่วงเวลา  ๓๔  ปี,  ดิ๊กเค่น  เขียนหนังสือ  ๑๕  เล่ม  กับ ___________ และ __________ จำนวน __________ เรื่อง  และทุกๆ เล่ม (เรื่อง) ได้กลายเป็นหนังสือที่ขายดีที่สุด)

(a) hundred _________ stories __________ article

(b) hundreds _________ stories __________articles   (นิยาย _________ บทความ _________ หลายร้อย)

(c) hundreds _________ stories __________ article

(d) hundred _________ story _________ articles

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ต้องเติม  “S”  ข้างท้าย  “Hundred, Story, Article”  ทั้ง   คำ  เนื่องจากอยู่ในรูปพหูพจน์

 

4. His doctor has forbidden him _______________________________________________.

(หมอของเขาได้ห้ามเขา  _________________________________________________)

(a) not to drink    (ไม่ให้ดื่ม)   

(b) to drink    (ดื่ม)

(c) don’t drink

(d) to not drink

ตอบ  -  ข้อ   (b)   เนื่องจากมาจากโครงสร้าง  “Subject + Forbid + Someone + To + Verb + กรรม”  {ประธาน + ห้าม + ใคร + ทำกริยา (อะไรก็ได้) + (กรรม)}  ทั้งนี้  ในภาษาอังกฤษ   จะใช้ว่า  “ห้ามเขาดื่ม”   ไม่ใช้   “ห้ามไม่ให้เขาดื่ม”  เหมือนกับในภาษาไทย  ตัวอย่างอื่นๆ   เช่น

  • The teacher forbids his students to talk in class.

(ครูห้ามนักเรียนคุยกันในห้องเรียน)  (ไม่ใช้  “not to talk”)

  • The company forbade workers to come to work late.

(บริษัทห้ามคนงานมาทำงานสาย)  (ไม่ใช้  “not to come”)

  • Most agencies forbid their staff to have conflicts of interest.

(องค์กร –  หน่วยงาน  -  ส่วนใหญ่ห้ามพนักงานมีความขัดแย้งด้านผลประโยชน์)  (หรือผลประโยชน์ทับซ้อน)  (ไม่ใช้  “not to have”)

 

5. ______________________ any questions, please contact the secretary office of the faculty.

(______________________________ คำถามใดๆ,  โปรดติดต่อสำนักงานเลขานุการของคณะ)

(a) Are you having

(b) Should you have    (ถ้าคุณบังเอิญมี)

(c) Supposed you to have

(d) Will you have

ตอบ  -  ข้อ   (b)   “Should you have”  =  “If you happen to have”  =  “ถ้าคุณบังเอิญมี”,  สำหรับ  ข้อ  (a)  และ  (d)  ใช้ไม่ได้  เนื่องจากเป็นประโยคคำถาม,  หรือ  อาจตอบ  ข้อ  (c)  แต่ต้องแก้เป็น  “Suppose (that) you have”  หรือ  “Supposing (that) you have”  หรือ  “Provided (that) you have”  ซึ่งทั้ง  ๓  วลี  มีความหมายว่า  “ถ้าคุณมี

 

6. ___________ concise, we left out some unimportant details in our summary of the progress report.

(__________ สั้นกะทัดรัด,  เราตัดทิ้งรายละเอียดที่ไม่สำคัญบางอย่าง  ในการสรุปรายงานความก้าวหน้า (ของโครงการ) ของเรา)

(a) By being

(b) Having been

(c) For us to be

(d) To be    (เพื่อที่จะ)

ตอบ  -  ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการใช้  “Infinitive with to”  (To + Verb 1 + ส่วนขยาย)  ขึ้นต้นวลีที่นำหน้าประโยค  ซึ่งวลีนี้จะขยายประธานของประโยค (อยู่หลังเครื่องหมายคอมมา)  เพื่อบอกว่าประธานฯ ทำกริยาในประโยค  เพื่อวัตถุประสงค์ใด  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • ________________________________________, you must fill in the application form.

(_______________________________________________,  คุณจะต้องกรอกใบสมัคร) 

(a) To apply for this job    (เพื่อจะสมัครงานนี้)

(b) In order to get this job

(c) Making application for this job

(d) You want to apply for this job

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เป็นการใช้  “To + Verb 1”  นำหน้าวลีที่ขึ้นต้นประโยค  เพื่อแสดงวัตถุประสงค์ของประธานฯ  (You)  (ว่ากรอกใบสมัคร  เพื่อวัตถุประสงค์ใด  ซึ่งก็คือ  เพื่อสมัครงานนี้)  ดูเพิ่มเติมจากตัวอย่างข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • ___________________________________________ there in time, we must start now.

(_____________________________________ ที่นั่นให้ทันเวลา,  เราต้องเริ่มต้นเดี๋ยวนี้เลย)

(a) Be

(b) Being

(c) To be    (เพื่อจะไป)

(d) Is

ตอบ    -    ข้อ   (c)   ใช้  “To + Verb 1”  นำหน้าวลี  มีความหมายว่า  “เพื่อที่จะทำกริยานั้นๆ”   เป็นการแสดงวัตถุประสงค์ของประธานประโยค  (We)  ว่าทำกริยาในประโยค  (เริ่มต้นเดี๋ยวนี้)  เพื่อวัตถุประสงค์ใด  (เพื่อไปที่นั่นให้ทันเวลา)

                                         ตัวอย่างที่ 

A: “Why did they go up the mountain?”

(ทำไมพวกเขาจึงขึ้นไปบนเขา)

B: “___________________________________________________ the eclipse of the moon.”

(________________________________________________________ จันทรคราส)

(a) Watched

(b) Watching

(c) Had watched

(d) To watch    (เพื่อจะดู)

ตอบ   -   ข้อ  (d)   ใช้  “Infinitive with to”  (To + Verb 1) นำหน้าประโยค (หรือ  ไว้ข้างในประโยคก็ได้)  เพื่อแสดงวัตถุประสงค์  ว่าทำกริยานั้นๆ เพื่ออะไร  ในกรณีของประโยคข้างบน  “ขึ้นไปบนเขา  เพื่อดูจันทรคราส” 

                                         ตัวอย่างที่ 

  • ______________________________, you should make an appointment with him first.

(__________________________________________, คุณควรจะทำการนัดหมายกับเขาก่อน)

(a) To see the doctor    (เพื่อที่จะพบแพทย์)

(b) Seeing the doctor

(c) To have seen the doctor

(d) For you to see the doctor

ตอบ   -   ข้อ  (a)   เป็นการใช้  “To + Verb 1”  นำหน้าวลีที่ขึ้นต้นประโยค  เพื่อแสดงวัตถุประสงค์ของประธานฯ  (You)  ว่านัดหมายกับแพทย์ด้วยวัตถุประสงค์ใด  (เพื่อพบแพทย์)

 

7. Another explosion occurred seconds after the first.

(การระเบิดอีกครั้งหนึ่งเกิดขึ้นไม่กี่วินาทีหลังจาก (การระเบิด) ครั้งแรก) 

(a) There were three explosions.    (มีการระเบิด  ๓  ครั้ง)

(b) The first explosion was louder than the second.    (การระเบิดครั้งแรกมีเสียงดังมากกว่าครั้งที่  ๒)

(c) Two explosions happened in rapid succession.    (การระเบิด    ครั้งเกิดขึ้นติดต่อกันไปอย่างรวดเร็ว)

(d) There was one explosion.    (มีการระเบิด  ๑  ครั้ง)

ตอบ   -   ข้อ  (c)  

 

8. Jim is leaving London for good.

(จิมจะจากลอนดอนไปอย่างถาวร  หรือตลอดกาล)

(a) Jim is leaving London permanently.    (จิมจะจากลอนดอนไปอย่างถาวร)

(b) Jim is leaving London for the good of his family.    (จิมจะจากลอนดอนไป  เพื่อประโยชน์ของครอบครัวของเขา)

(c) Jim is leaving London for a good reason.    (จิมจะจากลอนดอนไป  ด้วยเหตุผลที่ดี)

(d) Jim is leaving London for his own good.    (จิมจะจากลอนดอนไป  เพื่อประโยชน์ของตัวเขาเอง)

ตอบ   -   ข้อ   (a)  “For good”  =  “Forever”  =  “ตลอดไป, ตลอดกาล, อย่างถาวร, ชั่วนิรันดร, ต่อเนื่อง, ไม่สิ้นสุด

 

9. “I’m afraid that John’s firm is in the red again.”

(“ผมเกรงว่าบริษัทของจอห์นขาดทุนอีกแล้ว)  (คือ  ตัวเลขในบัญชีเป็นสีแดง)

(a) John’s company no longer exists.    (บริษัทของจอห์นไม่มีอยู่ต่อไปอีกแล้ว)  (คือ  ปิดกิจการไปแล้ว)

(b) John’s company has just started operation.    (บริษัทของจอห์นเพิ่งเริ่มดำเนินการ)

(c) John’s company is making a profit.    (บริษัทของจอห์นกำลังทำกำไร)

(d) John’s company is operating at a loss.    (บริษัทของจอห์นกำลังดำเนินการขาดทุน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “In the red”  =  “ขาดทุน”  มีที่มาจากในอดีต  ที่พ่อค้าฝรั่งนิยมบันทึกรายการทางธุรกิจด้วยตัวเลขสีแดง  (ใช้หมึกแดง)  เพื่อบอกว่าธุรกิจขาดทุนไปเท่าใด  และจะบันทึกตัวเลขเป็นสีดำ  (In the black)  โดยใช้หมึกสีดำ  เพื่อบอกว่าธุรกิจทำเงินได้เท่าใด  (กำไรเท่าใด)  ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น

  • A large number of American radio stations operate in the red.

(สถานีวิทยุอเมริกันจำนวนมาก  ดำเนินการในแบบขาดทุน)

  • In America a rich man who has a farm or ranch often runs it in the red, but makes his money with his factory or business.

(ในอเมริกา  ชายผู้ร่ำรวยที่มีฟาร์มหรือปศุสัตว์  มักบริหารมันในแบบขาดทุน  แต่หาเงิน (ทำกำไร)  จากโรงงานหรือธุรกิจของเขา)  (คือ  ทำฟาร์มหรือปศุสัตว์เพื่อความเพลิด เพลินเท่านั้น  จึงขาดทุน,  แต่ทำกำไรทดแทนจากโรงงานหรือธุรกิจอื่นของตน)

 

10. Unless you have something sensible to say, you ________________________ keep quiet.

(ถ้าคุณไม่มีอะไรที่ฉลาด (มีเหตุผล) ที่จะพูดคุย,  คุณ________________________ เงียบไว้)

(a) have better    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(b) had better    (ควรจะ)

(c) would better    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(d) should better    (รูปนี้ไม่มีใช้)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ส่วน   “Would rather”  =  “อยากที่จะ, ใคร่ที่จะ

 

11. Who ________________________________________________________________?

(_____________________________________________________________ ใคร)

(a) is this pen belonged

(b) is owned by this pen

(c) is this pen belong to

(d) does this pen belong to    (ปากกานี้เป็นของ)

ตอบ    -    ข้อ   (d)  “Belong”  =   “เป็นของ”  ไม่มีการใช้ในรูป  “Passive voice”  และต้องใช้กับ  “To”  เสมอ   ข้อ  (a)  จึงผิด  (เพราะเป็น  “Passive voice”)  และเมื่อจะทำเป็นประโยคปฏิเสธ   หรือคำถาม  จะต้องใช้   “Verb to do” (Do, Does, Did)  ช่วยเสมอ  ดังนั้น  ข้อ  (c)  จึงผิดสำหรับ   “Own”  =   “เป็นเจ้าของ”  จะ ต้องใช้ในโครงสร้าง  “Who owns this pen?”  (ใครเป็นเจ้าของปากกาด้ามนี้)

 

12. A: Do you have much work to do this week-end?

(A: คุณมีงานทำเยอะใช่ไหมปลายสัปดาห์นี้)

      B: Yes, I have to write a ____________________________________________ paper.

(B: ใช่แล้วครับ  ผมจำเป็นต้องเขียนรายงาน (ยาว) ______________________________)

(a) two-thousand-words

(b) two-thousand-word    (๒,๐๐๐ คำ)

(c) two-thousands-word

(d) two-thousands-words

ตอบ   -   ข้อ  (b)   เมื่อใช้เป็นคุณศัพท์  ขยายคำนาม  “Thousand”  และ  “Word”  ไม่ต้องเติม  “S”  ลงข้างท้าย,  แต่ต้องมีเครื่องหมาย  “Hyphen” (-) ขีดคั่นระหว่างคำคุณศัพท์เหล่านั้น  ดังตัวอย่างข้างล่าง

  • She gave me two hundred-dollar bills.

(เธอให้ธนบัตรใบละ  ๑๐๐  ดอลลาร์  แก่ผม    ใบ)

  • It is a fifty-mile journey.

(มันเป็นการเดินทางระยะ  ๕๐  ไมล์)

(สำหรับเรื่องระยะทาง  สามารถเขียนได้อีกแบบ  คือ   “It is a 50 miles’ journey.”  =  “การเดินทางของ  ๕๐  ไมล์”)

 

13. The mountain was a __________________________________________ from the village.

(ภูเขานั้นเป็น ________________________________________________ จากหมู่บ้าน)

(a) day’s journey    (การเดินทาง (ระยะ)    วัน)

(b) journey of a day

(c) journey for a day

(d) journey in a day

ตอบ   -   ข้อ  (a)   เป็นการใช้ในแบบ  “Apostrophe S”  คือ  แสดงความเป็นเจ้าของ  “การเดินทางของ    วัน”  หรือ  อาจเขียนได้อีกแบบ  คือ  “a one-day journey from….....……..”  ดูเพิ่มเติมจากตัวอย่างข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่       

  • I’m looking forward to ___________________________________________________.

(ผมกำลังตั้งตารอคอย  __________________________________________________)

(a) a vacation’s week

(b) a week’s vacation    (การไปเที่ยววันหยุด    สัปดาห์)

(c) a vacation of the week

(d) a week of the vacation

ตอบ   -   ข้อ   (b)

                                         ตัวอย่างที่ 

  • The bus station is ten _______________________________________ walk from here.

(สถานีรถประจำทาง  เดินสิบ __________________________ จากที่นี่)  (คือ  อยู่ห่างออกไปโดยเดิน  ๑๐  นาที)

(a) minutes

(b) minutes’    (นาที)

(c) minute

(d) minutes by

ตอบ   -   ข้อ   (b)

                                          ตัวอย่างที่ 

  • The landlord said that the tenant owed several _______________________________.

(เจ้าของบ้านกล่าวว่า  ผู้เช่าบ้านเป็นหนี้ ______________________________________)

(a) rent weeks

(b) weeks rent

(c) week rent

(d) weeks’ rent    (ค่าเช่าหลายสัปดาห์)

ตอบ   -   ข้อ   (d)

                                         ตัวอย่างที่ 

  • They understood the problem after half an _________________________ explanation.

(พวกเขาเข้าใจปัญหา  หลังจากการอธิบายครึ่ง _________________________________)

(a) hours

(b) day’s

(c) hour’s    (ชั่วโมง)

(d) our

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ดูตัวอย่างเพิ่มเติมจากข้างล่าง

  • A moment’s pause (การหยุดชั่วครู่หนึ่ง)
  • A month’s rent (ค่าเช่า   เดือน)
  • A week’s holiday (วันหยุด    สัปดาห์)
  • Two months’ notice (การแจ้งให้ทราบล่วงหน้า    เดือน)
  • Three weeks’ journey (การเดินทางนาน    สัปดาห์)
  • Four years’ time (ระยะเวลา    ปี)

 

14. Do you know which part of the country ____________________________________ rain?

(คุณรู้ไหมว่าส่วนไหนของประเทศ ________________________________________ ฝน)

(a) is lacking of

(b) lacks of

(c) is in lack of    (ขาดแคลน)

(d) is lacked of

ตอบ   -   ข้อ   (c)   สำหรับโครงสร้างอื่นๆ ของ   “Lack”  ดูจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • He made that mistake because he _______________________________ experience.

(เขาทำความผิดนั้น  เพราะว่าเขา ________________________________ ประสบการณ์)

(a) was lack of

(b) was in lacked of

(c) lacked of

(d) lacked    (ขาด, ขาดแคลน, ปราศจาก, ไม่มี)  ("Lack"  เมื่อเป็นคำนาม  หมายถึง  "การขาดแคลน, ความไม่มี, ความไม่เพียงพอ")

ตอบ   -   ข้อ  (d)  หรืออาจใช้  “was in lack of”  ก็ได้  เนื่องจาก  “Lack”  เป็นทั้งคำกริยาและคำนาม,  เมื่อเป็นคำกริยา  ตามด้วยกรรมเลย   ไม่ต้องมี “Of”,  แต่เมื่อใช้เป็นคำนาม  ต้องตามด้วย  “Of”  และต่อด้วยกรรม  ดังประโยคตัวอย่าง

  • They lacked confidence to go on with the project.

(พวกเขาขาดความเชื่อมั่นที่จะดำเนินโครงการต่อไป)

  • The contract lacks a signature of both parties.

(สัญญาขาดลายเซ็นของทั้ง    ฝ่าย)

  • Many poor nations lack raw materials for the production of their goods. 

(ประเทศยากจนจำนวนมากขาดแคลนวัตถุดิบสำหรับการผลิตสินค้าของตน)

  • I hated the lack of privacy in the dormitory.

(ผมเกลียดการขาดความเป็นส่วนตัวในหอพัก)

  • He was not a stern man at all, in spite of his lack of humor.

(เขามิใช่คนที่เข้มงวด-เคร่งครัด หรือไม่ยอมผ่อนผัน  ทั้งๆที่ขาดอารมณ์ขัน)

  • Lack of proper funding is making our job more difficult.

(การขาดแคลนการอุดหนุนเงินที่เหมาะสม  กำลังทำให้งานของเรายากลำบากยิ่งขึ้น)

  • His department was shut down for lack of funds.

(แผนกของเขาถูกปิดลงเนื่องจากขาดแคลนเงินทุน)

 

15. ________________ everyone knows, Jennifer is one of the smartest students in the class.

(_____________________ ทุกคนทราบ, เจนนิเฟอร์เป็นนักเรียนที่ฉลาดที่สุดคนหนึ่งในชั้น)

(a) As soon as    (ในทันทีที่)

(b) As well as    (เช่นเดียวกับ, และ)

(c) As far as    (เท่าที่, ในส่วนที่)

(d) As much as    (มากเท่ากับ)

ตอบ    -    ข้อ   (c)

 

16. Some people feel homesick when they are away ___________________________ home.

(บางคนรู้สึกคิดถึงบ้าน  เมื่อพวกเขาอยู่ห่างไกล ____________________________ บ้าน)

(a) out of

(b) from    (จาก)

(c) with

(d) at

ตอบ   -   ข้อ   (b)  สำหรับวลีที่ใช้กับ  “From”  ดูจากพารากราฟข้างล่าง

                             สำหรับคำคุณศัพท์  (Adjective)   ที่ใช้กับ  “From”   ได้แก่  “Different”  (แตกต่าง)  -  She is very different from her twin sister.  (เธอแตกต่างอย่างมากมาย  จากน้องสาวฝาแฝด),  “Far”  (ไกล)  -  My house is very far from the office.  (บ้านของผมอยู่ไกลจากที่ทำงานมาก),  “Free”  (เป็นอิสระ),  “Safe”  (ปลอดภัย),  “Immune”  (ปลอดภัยจาก, ได้รับความคุ้มกันจาก),  “Absent”  (ไม่อยู่, ขาดหายไป)  -   Some students are frequently absent from school.  (นักเรียนบางคนขาดเรียนบ่อย),  “Away”  (อยู่ห่าง)  -  Most people don’t like to be away from home for a long time.  (คนส่วนใหญ่ไม่ชอบอยู่ห่างจากบ้านเป็นเวลานานๆ),  “Evident”  (เห็นได้ชัดจาก),  เป็นต้น

                          สำหรับคำกริยา  (Verb)  ที่ใช้กับ  “From”  ได้แก่  “Differ”  (แตกต่าง)  -  Modern cars differ from the early ones in many major ways.  (รถยนต์สมัยใหม่แตกต่างจากรถยุคแรกๆ  ในลักษณะสำคัญๆ หลายประการ),  “Borrow”  (ขอยืม)  -  She borrowed some money from her friend.  (เธอยืมเงินจากเพื่อน),  “Abstain”  (ละเว้น),  “Prevent”  (ขัดขวาง),  “Suffer”  (ป่วยเป็น หรือ เดือดร้อนเพราะ)  -  Seventy-five percent of its population suffers from malnutrition.  (๗๕  เปอร์เซ็นต์ของพลเมืองของมัน (หมู่บ้าน, ตำบล) ได้รับความเดือดร้อน-ทุกข์ยาก  จากการขาดสารอาหาร)  -  A lot of people suffer from cancer today.  (ผู้คนจำนวนมากป่วยเป็นมะเร็งในปัจจุบัน),  “Refrain”  (ละเว้น, หลีกเลี่ยง),  “Stop”  (หยุด, ขัดขวาง),  “Separate”  (แยก, แยกออก, สกัด)  -  Rosa had separated from us, asking for a room by herself.  (โรซ่าได้แยกตัวจากเรา, โดยขอห้องอยู่ตามลำพัง – ส่วนตัว),  “Protect”  (ปกป้อง, คุ้มครอง)  -  Her umbrella helped protect her from the rain.  (ร่มช่วยปกป้องเธอจากฝน),  “Prohibit”  (ห้ามไม่ให้)  -  The country has a law prohibiting employees from striking.  (ประเทศมีกฎหมายห้ามพนักงาน (ลูกจ้าง) มิให้นัดหยุดงาน),  “Hinder”  (ขัดขวางไม่ให้)  -  Floods and landslides hindered the enemy from invading the city.  (น้ำท่วมและแผ่นดินถล่มขัดขวางศัตรูมิให้รุกรานเมือง)  (ขัดขวางมิให้บุกเข้ามาในเมือง),  “Defend”  (ป้องกัน),  “Draw”  (ดึงหรือลากออกมา),  “Recover”  (ฟื้นจากไข้, หายจากประสบการณ์เลวร้าย)  -  It was weeks before she fully recovered from malaria.  (มันเป็นเวลาหลายสัปดาห์  ก่อนที่เธอจะหายขาดจากโรคไข้จับสั่น)  -  They took a long time to recover from this shock.  (พวกเขาใช้เวลานาน  ในการหายจากอาการตื่นตะลึง (ความสะดุ้งตกใจ) นี้)เป็นต้น

                          ส่วนวลีอื่นๆ  ที่ใช้   “From”  ได้แก่  “From now on” = “นับจากนี้เป็นต้นไป”  - You will have to study harder from now on.  (คุณจำ เป็นจะต้องขยันเรียนให้มากขึ้น  นับจากนี้เป็นต้นไป),  “From time to time”  (เป็นครั้งคราว, เป็นบางโอกาส)  (ความถี่ประมาณ  ๔๐  เปอร์เซ็นต์)  -  We go to the movies from time to time.  (เราไปดูหนังเป็นครั้งคราว),  “Live from hand to mouth”  (ดำรงชีวิตแบบหาเช้ากินค่ำ)  -  Johnny got very little pay, and the family lived from hand to mouth when he had no job.  (จอห์นนี่ได้ค่าจ้างน้อยมาก  และครอบครัวต้องดำรงชีวิตแบบหาเช้ากินค่ำ  เมื่อเขาตกงาน),  “From the beginning”  (จากเริ่มต้น, จากเริ่มแรก),  “From place to place”  (จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง),  “From one place to another place”  (จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง),  “From the bottom of one’s heart”  (จากก้นบึ้งหัวใจของคนๆนั้น,  ด้วยความจริงใจ),  “From 2 to 4 p.m.”  (จาก    โมง  ถึง    โมงเย็น),  “From January to April”  (จากเดือนมกราคม  ถึงเมษายน),  “Go from bad to worse”  (เลวร้ายหรือแย่ยิ่งกว่าเดิมที่แย่อยู่แล้ว)  - Jack’s conduct in school has gone from bad to worse.  (ความประพฤติของแจ๊คในโรงเรียนเลวหนักยิ่งกว่าเดิม  ซึ่งก็เลวอยู่แล้ว)  -  Dick’s typing went from bad to  worse when has was tired.  (การพิมพ์ของดิ๊กซึ่งแย่อยู่แล้ว  กลับแย่มากขึ้นไปอีก   เมื่อตอนเขามีอาการเหนื่อยล้า),  “From hand to hand”  (จากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งและอีกคนหนึ่ง)  -  The box of candy was passed from hand to hand.  (กล่องลูกอมถูกส่งจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง  และอีกคนหนึ่งจนทั่วถึง),  “Fall from grace”  (กลับไปมีนิสัยเลวเหมือนเดิมอีก, ทำสิ่งเลวๆอีกครั้ง)  -  The boy fell from grace when he lied.   (เด็กคนนั้นทำในสิ่งที่ไม่ดี  เมื่อเขาโกหก),   “From pillar to post”  (จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง  หลายๆครั้ง  แบบระเหเร่ร่อน  -  เปรียบเหมือนนกเกาะเสาต้นหนึ่ง  แล้วโผไปอีกต้นหนึ่ง)  -  Jim’s father changed jobs several times a year, and the family was moved from pillar to post  (พ่อของจิมเปลี่ยนงานหลายครั้งในแต่ละปี  และครอบครัวต้องย้ายบ้านหลายครั้งหลายหน),  “From scratch”  (จากศูนย์, จากไม่มีอะไรเลย, จากมือเปล่า)  -  Tom started his business from scratch.  (ทอมเริ่มต้นธุรกิจของเขาจากที่ไม่มีอะไรเลย  -  หรือจากศูนย์),  “From across the world”  (จากทั่วโลก),  “From door to door”  (จากบ้านหนึ่งไปยังอีกบ้านหนึ่ง)  -  She sells face cream from door to door.  (เธอขายครีมทาหน้าจากบ้านหลังหนึ่ง  สู่บ้านอีกหลังหนึ่ง  และอีกหลังหนึ่ง),  “From head to foot”  (จากหัวถึงเท้า,  อย่างพินิจพิเคราะห์, อย่างรอบคอบ)  -  The stranger looked the boy over from head to foot.  (คนแปลกหน้ามองเด็กคนนั้นอย่างรอบคอบ-ระมัดระวัง),  “From end to end”  (ทั่วทั้งบริเวณ)  -  The dog sniffed the yard from end to end in search of a bone  (หมาสูดดมสนามทั่วทั้งบริเวณ  เพื่อค้นหากระดูก),   “From top to bottom”  (จากบนถึงล่าง, ทั่วทั้งหมด)  -  This new car has been redesigned from top to bottom.  (รถใหม่คันนี้ถูกเปลี่ยนแปลงตลอดทั้งคัน), เป็นต้น

 

17. According to the guide, it may take over 3 hours ____________________ the ancient temple.

(ตามที่มัคคุเทศก์บอก,  มันอาจใช้เวลากว่า  ๓  ชั่วโมง _______________________ วัดโบราณ)

(a) to arrive in

(b) arriving in

(c) to arrive at    (ที่จะมาถึง)

(d) arriving at

ตอบ    -    ข้อ   (c)   ตามโครงสร้าง  “It + Take + (John, him, her, me) +Time + To + Verb 1”   และ  “Arrive at”  =  “มาถึงสถานที่เล็กๆ  เช่น  วัด, โรงเรียน, โรงพยาบาล, ธนาคาร  ฯลฯ”  ส่วน  “Arrive in”  =   “มาถึงเมือง, ประเทศ

                           สำหรับวลีที่ใช้กับ  “At”  ได้แก่  “at a high speed”  =  ด้วยความ เร็วสูง)  -  “The car is moving at a high speed.”  (รถยนต์กำลังเคลื่อนที่ด้วยความ เร็วสูง),   “good at”  (เก่ง)  -  She is good at drawing map.  (เธอเก่งการวาดแผนที่),  “sit at a table”  (นั่งที่โต๊ะ),  “land at a small airport”  (ร่อนลงที่สนามบินเล็กๆ),  “at both ends”  (ที่ปลายทั้ง ๒ ข้าง),  “a knock at the door”  (การเคาะที่ประตู)  -  “We heard a knock at the door at late night.”  (เราได้ยินเสียงเคาะที่ประตูตอนดึกมากแล้ว),  “I don’t like this movie at all.”  (ผมไม่ชอบหนังเรื่องนี้สักนิดเดียว),  “at a beach club”  (ที่สโมสร ณ ชายหาด), “at a funeral”  (ที่งานศพ),  “at a press conference”  (ที่การให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์),  “at a high school dance”  (ที่งานเต้นรำของโรงเรียน),  “at the office”  (ณ ที่ทำงาน),  “at breakfast”  (เมื่อเวลาอาหารเช้า),  “to stare at a garage roof”  (จ้องมองไปที่หลังคาโรงรถ),  “to wave down at him”  (โบกมือให้เขา),  “to throw petals at his car”  (โยน – โปรย – กลีบดอกไม้ที่รถของเขา),   “at a distance”  (ในระยะไกล),   “at a standstill”  (หยุดชะงัก, หยุดนิ่งอยู่กับที่),  “at 10:00 a.m.”  (ตอน ๑๐ โมงเช้า),  “at dawn”  (ตอนรุ่งอรุณ),  “at once”  (โดยทันทีทันใด),  “at his wit’s end”  (เขาหมดปัญญา, จนปัญญา, ไม่รู้จะทำอย่างไรดี),   “at loose ends”  (ไม่มีอะไรทำ, ไม่มีงานทำ, ไม่รู้จะทำอะไร ดี, ยังไม่แน่ใจว่าจะทำอะไรต่อไป, ยังไม่ตัดสินใจ),  “at a later stage”  (ในระยะหรือขั้น ตอนต่อไป),   “at a time of high unemployment”  (ณ ช่วงเวลาที่มีการว่างงานสูง),  “to start work at sixteen”  (เริ่มทำงานตอนอายุ ๑๖),  “to die at eighty-three”  (ตายเมื่ออายุ ๘๓),  “to grow at an astonishing rate”  (เติบโตในอัตราที่น่าพิศวง),  “to buy or sell it at $ 100”  (ซื้อหรือขายที่ราคา ๑๐๐ เหรียญ),  “at 100 miles per hour”  (ที่ ๑๐๐ ไมล์ต่อชั่วโมง),  “the radio playing at full volume”  (วิทยุเปิดสุดเสียง),  “to set a pass mark at 60 percent”  (ตั้งคะ แนนผ่านที่ ๖๐ เปอร์เซ็นต์),  “to work harder at his thesis”  (ขยันมากขึ้นกับวิทยานิพนธ์),  “to aim at bringing down the inflation rate”  (มีเป้าหมายเพื่อลดอัตราเงินเฟ้อ),  “to go at the invitation of his neighbors”  (ไปเพราะการเชื้อเชิญของเพื่อนบ้าน),  “to leave at the director’s command”  (จากไปเพราะคำสั่งของผู้อำนวยการ),  “at liberty”  (มีอิสรเสรีที่จะทำอะไร, มิได้ถูกขัดขวางหรือหยุดยั้ง),  “to be at war”  (ทำสงคราม),  “to put his life at risk”  (ทำให้เขาต้องเสี่ยงชีวิต),  “to read at random”  (อ่านแบบสุ่มๆ – คือไม่เฉพาะเจาะ จง),  “at gun point”  (โดยเอาปืนจี้หัว),  “to fly at their expense”  (บินไปโดยค่าใช้จ่ายของพวกเขา),  “to be at her best”  (อยู่ในช่วงที่ดีที่สุดของเธอ),  “at a guess”  (โดยการเดาหรือทาย),  “at a rough estimate”  (โดยประมาณการอย่างคร่าวๆ),  “good at swimming”  (ว่ายน้ำเก่ง),  “clever at mathematics”  (เก่งคณิตศาสตร์),  “bad at cooking”  (ปรุงอาหารไม่เก่ง),  “an expert at shooting”  (เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการยิงปืน),  “be delighted at the success” (ปลาบปลื้ม-ยินดี กับความสำเร็จ),  “feel sorry at his dismissal”  (รู้สึกเสียใจกับการถูกไล่ออกของเขา),  “feel glad at a new job”  (รู้สึกดีใจกับงานใหม่)“at first”  (ในตอนแรก),  “at last”  (ในที่สุด),  “at least”  (อย่างน้อยที่สุด),  “at leisure”  (มีเวลาว่าง, ไม่ได้ทำงาน, ไม่ได้มีงานยุ่ง),  “at length”  (อย่างละเอียด, อย่างเต็มที่, ในที่สุด),  “at most, at the most”  (อย่างมากที่สุด),  “at loggerheads”  (ทะเลาะกัน, ต่อสู้กัน, เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน)“at present”  (ในปัจจุบัน),  “at the same address” (ณ ที่อยู่เดิม),  “at 33 Albert Street” (บ้านเลขที่  ๓๓  ถนนอัลเบิร์ต),  “at the hairdresser’s”  (ที่ร้านทำผม),  “at church”  (ที่โบสถ์ – ไปทำพิธี),  “at home”  (ที่บ้าน),  “to be at work”  (กำลังทำงานหรือยุ่งอยู่กับกิจกรรมอะไรบางอย่าง, สถานการณ์หรือกระบวนการที่กำลังมีผล กระทบหรืออิทธิพล),  “at school”  (ที่โรงเรียน),  “at college”  (ที่มหาวิทยาลัย),  “arrive at the airport”  (มาถึงที่สนามบิน),  “at night”  (ตอนกลางคืน),  “at Easter”  (ช่วงเทศกาลอีสเตอร์),  “at the weekend”  (ตอนสุดสัปดาห์),  “I don’t understand it at all.”  (ผมไม่เข้าใจมันเลย),  “I can hardly hear you at all.”  (ผมแทบจะไม่ได้ยินเสียงคุณเลย  –  เสียงคุณแผ่วเบามาก),  “It is not at all likely he will come.”  (แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะมา  -  คือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก),  “Can it be done at all?”  (มันจะสามารถทำได้ไหมนี่),  “She will walk with a limp, if she walks at all.”  (เธอจะต้องเดินขากระเผลก-ขาเป๋  ถ้าเธอยังเดินได้  -  หมายถึงเธออาจจะเดินไม่ได้อีกเลย),  “at all costs”  (ไม่ว่าจะต้องเสียเงิน เวลา หรือความพยายามเพียงใด)  -  Carl is determined to succeed in his new job at all costs.”  (คาร์ลมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จในงานใหม่ของเขา  โดยไม่สน ใจว่าจะต้องทำงานหนักเพียงใด),  “Regardless of the results, Mr. Jackson intended to save his son’s eyesight at all costs.”  (โดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์  มิสเตอร์แจ๊คสันตั้งใจที่จะรักษาสายตาของลูกชายตน  ไม่ว่าจะต้องใช้เวลาหรือเงินมาก มายเพียงใด),  “at a loss”  (ในสภาพที่ไม่แน่นอน, ไม่รู้อะไรเลย, งุนงงสับสนไปหมดจนทำอะไรไม่ถูก, จนปัญญา),  “A good salesman is never at a loss for words.”  (นักขายที่ดีไม่เคยจนปัญญาที่จะพูดเพื่อขายสินค้า),  “When Don missed the last bus, he was at a loss to know what to do.”  (เมื่อดอนตกรถเมล์เที่ยวสุดท้าย  เขางุนงงสับสนจนไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร  -  คือไม่รู้ว่าจะหาทางกลับบ้านอย่างไร)“at anchor”  (แอ๊ง-เคอะ  -  จอดลอยลำทอดสมออยู่),  “at any rate”  (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี),  “keep him at arms length”  (ไม่คบค้าสมาคมกับเขา, ไม่ทำตัวสนิทสนมกับเขา),  “at a snail’s pace”  (อย่างเชื่องช้าอืดอาด, คืบหน้าไปทีละหน่อยเหมือนหอยทาก),  “one at a time”  {(เข้ามาในห้อง, ขึ้นรถ เมล์) ทีละคน},  “run up the steps two at a time”  (ขึ้นบันไดทีละ ขั้น),  “at best, at the best”  (อย่างดีที่สุด),  “at ease”  (สบาย, ไม่มีความเจ็บปวดหรือสิ่งรบกวน),  “at every turn”  (ทุกครั้ง, ตลอดเวลา),  “at fault”  (ถูกตำหนิ, รับ ผิดชอบต่อความผิดพลาดหรือความล้มเหลว),  “at first glance, at first sight”  (เมื่อแรกเห็น, หลังจากมองครั้งแรกอย่างรวดเร็ว),  “at hand, at close hand”  (อยู่ใกล้ตัว, เอื้อมถึงได้ง่าย, กำลังจะมาถึงเร็วๆนี้),  “at large”  {(คนร้าย) ยังลอยนวล, ยังจับตัวไม่ได้}, เป็นต้น

 

18. During Christmas Frank didn’t go anywhere because he had planned to spend most of his time ___________ his sick mother.

(ระหว่างช่วงคริสต์มาส  แฟรงค์มิได้ไปที่ไหน  เพราะว่าเขาได้วางแผนที่จะใช้เวลาส่วนใหญ่ของเขา ___________ แม่ที่ป่วย)

(a) take good care of

(b) to take good care of

(c) taking good care with

(d) taking good care of    (ดูแลเป็นอย่างดี)   

ตอบ    -    ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “Subject + Spend + Time + Verb + ing”  =  “ประธานฯ ใช้เวลา ....................(๑ ชั่วโมง, ๒ วัน, ๓ เดือน) ..................... ทำกริยานั้นๆ”  ดังตัวอย่างข้างล่าง

  • She spent most of her time studying in the library.

(เธอใช้เวลาส่วนใหญ่อ่านหนังสือในห้องสมุด)

  • He spends most nights watching TV.

(เขาใช้เวลากลางคืนส่วนมากดูทีวี)

  • I spent all day writing.

(ผมใช้เวลาทั้งวันเขียนหนังสือ)

                               สำหรับการใช้  “Spend”  ในโครงสร้างแบบอื่นๆ  ดูจากตัวอย่างข้างล่าง

  • We always spend a lot of money on parties.

(เราใช้จ่ายเงินมากมายเป็นประจำในเรื่องจัดงานเลี้ยง)

  • Whenever she goes to a shopping mall, she gets the urge to spend.

(เมื่อใดก็ตามที่เธอไปห้าง  เธอมีแรงกระตุ้นที่จะใช้เงิน)

  • The buildings need a lot of money spent on them.

(อาคารพวกนั้นต้องการเงินจำนวนมากเพื่อใช้จ่ายกับมัน)  (หมายถึง  ในการบำรุงรักษา-บูรณะซ่อมแซม)

  • He spent most of his time in the office.

(เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ในที่ทำงาน)

  • She woke early, meaning to spend all day cleaning her home.

(เธอตื่นแต่เช้าตรู่  ตั้งใจจะใช้เวลาทั้งวันทำความสะอาดบ้าน)

  • What a way to spend a weekend!

(มันช่างเป็นวิธีการที่ยอดเยี่ยมในการใช้เวลาในวันสุดสัปดาห์)  (เป็นประโยคอุทาน  อาจใช้พูดหลังการวางแผนที่จะใช้เวลาในวันสุดสัปดาห์  หรือการไปพักผ่อนสุดสัปดาห์ได้ผ่านไปแล้ว)

  • We found a hotel where we could spend the night.

(เราพบโรงแรมที่ซึ่งเราสามารถพักค้างคืนได้)

  • I have spent all my life in this town.

(ผมได้ใช้เวลาตลอดชีวิตในเมืองนี้)

  • He spent a lot of effort organizing that trip.

(เขาได้ใช้ความพยายามมากมายในการจัดการเดินทางท่องเที่ยวคราวนั้น)

 

19. Have you a book about _____________________________________________ English?

(คุณมีหนังสือเกี่ยวกับภาษาอังกฤษ ___________________________________ หรือเปล่า)

(a) every day    (ทุกวัน)  (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(b) everyday    (ประจำวัน, ทุกวัน)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) everydays    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(d) every days    (รูปนี้ไม่มีใช้)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากขยายหน้าคำนาม  “English”   หมายถึง  ภาษาอังกฤษที่ใช้พูดคุยประจำวัน  จึงต้องใช้คำคุณศัพท์,  สำหรับ  “Every day”  เป็น “Adverb of frequency”   ใช้ขยายคำกริยา  เช่น

  • They go to school every day.
  • We clean our rooms every day.

 

20. You must do according _______________________________________ you are ordered.

(คุณจะต้องทำตาม ________________________________________ คุณถูกสั่ง – ให้ทำ)

(a) to

(b) from

(c) as    (ที่)

(d) with

ตอบ    –    ข้อ   (c)   เนื่องจาก   “According as”  (ตามที่)  เป็น  “Conjunction”  จึงต้องตามด้วยประโยค  {Subject + Verb +   (ส่วนขยาย)}   ส่วน  “According to” (ตามที่)  เป็น  “Preposition”  ต้องตามด้วยคำนามหรือวลี  ดังตัวอย่าง

  • Everything went according as we have planned.

(= Everything went as we have planned.)

(ทุกสิ่งเป็นไปตามที่เราได้วางแผนไว้)

  • You must tell the story according as it really happened.

(= You must tell the story as it really happened.)

(คุณจะต้องเล่าเรื่องตามที่มันเกิดขึ้นจริงๆ)

  • I like the freedom to organize my day according as I want to.

(= I like the freedom to organize my day as I want to.)

(ผมชอบเสรีภาพ (หรือความไม่มีพิธีรีตอง) ที่จะจัดระเบียบ (หรือจัดตารางทำงาน) ในแต่ละวัน  ตามที่ผมต้องการจะจัด)  (คือ  ไม่ต้องการให้ใครมาสั่ง)

  • According to Dr. Allen, the cause of death was drowning.

(ตามที่คุณหมอแอลเลนบอก  สาเหตุการตายคือการจมน้ำ)

  • The road was some forty miles long according to my map.

(ถนนยาวประมาณ ๔๐ ไมล์  ตาม (ข้อมูล) แผนที่ของผม)

  • The employees were given tasks according to their skills.

(พนักงานได้รับมอบหมายงานสอดคล้องกับทักษะของพวกเขา)

  • There are 6 classes organized according to age.

(มี    ชั้นเรียน  ซึ่งถูกจัดตามอายุ)

  • Everything went according to plan.

(ทุกสิ่งเป็นไปตามแผน)

(= Everything went according as we have planned.)

  • According to the teacher, there will be an exam next week.

(ตามที่อาจารย์บอก  จะมีการสอบสัปดาห์หน้า)

  • According to the weather forecast, there will be a heavy storm this weekend.

(ตามการพยากรณ์อากาศ  จะมีพายุจัดปลายสัปดาห์นี้)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”                

 

               ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป