หมวดข้อสอบ STRUCTURE (ตอนที่ 31)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Direction:  Choose the most appropriate answer.

(จงเลือกคำตอบที่เหมาะสมที่สุด)

 

1. A: “Jim was late for two classes this morning.” 

(จิมเข้าห้องเรียนสาย  ๒  วิชา  เมื่อเช้านี้)

    B: “He said that he forgot both of the ___________________________________________.”

(เขาพูดว่า  เขาลืม _________________________________________ ทั้ง    หมายเลข)

(a) rooms number

(b) room number

(c) room’s numbers

(d) room numbers    (หมายเลขห้องเรียน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นนามประกอบ (นามขยายนาม)  (Compound noun)  มักแสดงรูปพหูพจน์ที่คำนามตัวหลัง  ดูเพิ่มเติม  “นามขยายนาม”  จากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่  

  • My father is working on a _______________________ plan for Northeastern Thailand.  

(พ่อของผมกำลังทำงานในเรื่องแผน _____________ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย)

(a) develop

(b) developed    (ที่พัฒนาแล้ว)

(c) developing    (กำลังพัฒนา)

(d) development    (การพัฒนา)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   สำหรับข้อ  (b) และ  (c)  มักใช้ขยาย  “ประเทศ, เมือง, พื้นที่”  เช่น   “Developed countries”  (ประเทศที่พัฒนาแล้ว)   หรือ  “Developing countries”  (ประเทศที่กำลังพัฒนา)   ส่วน  “Development plan”  (แผนการพัฒนา)  เป็นการใช้คำนามขยายคำนาม  หรือ  “นามประกอบ”  (Compound noun)

                                         ตัวอย่างที่ 

  • Thailand’s population ____________________ is an average of 0.8 percent each year.

(______________________ ของประชากรประเทศไทย  คือ  โดยเฉลี่ย ๐.๘ เปอร์เซ็นต์ ทุกปี)

(a) increases

(b) increase    (การเพิ่มขึ้น)

(c) to increase

(d) increased

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นการใช้คำนามขยายคำนาม  (Compound noun)  หรือ  “นามประกอบ” (Population increase  =  การเพิ่มขึ้นของประชากร

                                        ตัวอย่างที่      

  • That is a hat shop.  There are some hats in ___________________________________.

(นั่นเป็นร้านขายหมวก  มีหมวกอยู่ใน _________________________________________)

(a) the shop’s window

(b) the shop window    (ตู้โชว์กระจกหน้าร้าน)

(c) the window shop    (ร้านขายหน้าต่าง)

(d) the window’s shop

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ใช้แบบนามขยายนาม  หรือ นามประกอบ  (Compound noun)

                                         ตัวอย่างที่ 

  • Wait a minute, I’ll look up Mary’s phone number in the ______________ and then call her.

(รอประเดี๋ยวนึงนะ  ผมจะค้นหาเบอร์โทรศัพท์ของแมรี่ใน _______ และ (ต่อจากนั้น) จะโทรฯไปที่เธอ)

(a) phone’s book

(b) phone book    (สมุดโทรศัพท์)

(c) phones book

(d) book of phone

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากเป็นการใช้คำนามขยายคำนาม  ที่เรียกว่า  “นามประกอบ”    (Compound noun)  ดูเพิ่มเติมนามขยายนามจากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • I told my mom that I had bought this bulb for the ______________________________.

(ผมบอกแม่ว่า  ผมซื้อหลอดไฟดวงนี้เพื่อใช้กับ __________________________________)

(a) desk’s lamp

(b) lamp of the desk

(c) lamp on desk

(d) desk lamp    (โคมไฟตั้งโต๊ะ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็นการใช้คำนามขยายคำนาม  ที่เรียกว่า  “นามประกอบ”  (Compound noun)

                                        ตัวอย่างที่ 

  • To the best of my knowledge, all of them are efficient __________________________.

(เท่าที่ผมรู้มาอย่างดีที่สุด  พวกเขาทุกคนเป็น _______________________ ที่มีประสิทธิภาพ)

(a) language’s teachers

(b) languages teachers

(c) teaching languages

(d) language teachers    (ครูสอนภาษา)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เป็นการใช้นามขยายนาม  หรือ  “นามประกอบ”  (Compound noun)

                                        ตัวอย่างที่ 

  • She broke a _____________________________________ while she was washing up.

(เธอทำ ______________________________________ แตก  ในขณะที่เธอกำลังล้างจาน)

(a) glass wine

(b) wine glass    (แก้วไวน์)

(c) glass for wine

(d) glass of wine

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นการใช้คำนามขยายคำนาม

                                         ตัวอย่างที่ 

  • Jim bought his new shoes from the ____________________________ near his house.

(จิมซื้อรองเท้าใหม่จาก ________________________________________ ใกล้บ้านของเขา)

(a) shoes’ store

(b) shoes store

(c) shoes’s store

(d) shoe store    (ร้านรองเท้า)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการใช้นามขยายนาม  หรือ  “นามประกอบ”  (Compound noun)  โดยนามตัวหน้ามักอยู่ในรูปเอกพจน์เสมอ  และถ้าต้องการใช้คำนามประกอบในรูปพหูพจน์  จะแสดงรูปพหูพจน์ที่คำนามตัวหลัง  ตัวอย่าง  เช่น

  • service bus (es)  (รถบริการ – คือรถรับ-ส่งพนักงาน)
  • bus service (s)   (บริการรถประจำทาง)
  • flower garden (s)  (สวนดอกไม้)
  • color television (s)   (ทีวีสี)
  • room number (s)   (หมายเลขห้อง)
  • bookstore (s)   (ร้านขายหนังสือ)
  • development plan (s)   (แผนการพัฒนา)
  • population increase   (การเพิ่มประชากร)
  • table lamp (s)   (ตะเกียง-โคมไฟตั้งโต๊ะ)
  • war criminal (s)   (อาชญากรสงคราม)
  • traffic jam   (รถติด)
  • newspaper article   (บทความหนังสือพิมพ์)
  • conference room   (ห้องประชุม)
  • peace talk   (การเจรจาสันติภาพ)
  • car key   (กุญแจรถ)
  • car park   (ที่จอดรถ)
  • railway station   (สถานีรถไฟ)
  • art exhibition   (นิทรรศการศิลปะ)
  • show room   (ห้องแสดงสินค้า หรือตัวอย่างสินค้า)
  • show business   (ธุรกิจการแสดง)
  • flood victim   (เหยื่ออุทกภัย)
  • energy management   (การบริหารพลังงาน)
  • drain pipe   (ท่อระบายน้ำ)
  • wastewater disposal   (การกำจัดน้ำเสีย)
  • energy conservation   (การอนุรักษ์พลังงาน)
  • interest rate   (อัตราดอกเบี้ย)
  • premium payment   (การจ่ายเบี้ยประกัน)
  • office building   (อาคารสำนักงาน)
  • rubbish bin   (ถังขยะ)
  • community development   (การพัฒนาชุมชน)
  • road safety rally   (การรณรงค์ความปลอดภัยบนถนน)
  • flood relief center   (ศูนย์บรรเทาน้ำท่วม)
  • production method   (วิธีการผลิต)
  • goods outlet  (ตลาด-ช่องทางระบายสินค้า)
  • distribution channel   (ช่องทางการจำหน่าย)
  • contract period  (ระยะเวลาของสัญญา)
  • loan amount limit   (การจำกัดปริมาณเงินกู้)
  • debt payment   (การชำระหนี้)
  • audit procedure   (กระบวนการตรวจสอบ)
  • risk assessment   (การประเมินความเสี่ยง)
  • reforestation activity   (กิจกรรมการปลูกป่า)
  • government sector   (ภาครัฐบาล)
  • tourism sector   (ภาคการท่องเที่ยว)
  • border patrol police school   (โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน)
  • toilet construction   (การสร้างห้องน้ำ)
  • implementation plan   (แผนการดำเนินงาน)
  • duty performance   (การปฏิบัติหน้าที่)
  • business partner   (คู่ค้า, หุ้นส่วนธุรกิจ)
  • business competitor   (คู่แข่งทางธุรกิจ)
  • business growth   (การเติบโตของธุรกิจ)
  • emergency use   (การใช้กรณีฉุกเฉิน)
  • donation reception   (การรับบริจาค)
  • wood house (s)   (บ้านไม้)
  • steel table (s)   (โต๊ะเหล็ก)
  • government policy  (นโยบายรัฐบาล)
  • personnel development   (การพัฒนาบุคลากร)
  • insurance policy   (กรมธรรม์ประกันภัย)
  • growth rate   (อัตราการเติบโต)
  • oil price rise  (การขึ้นราคาน้ำมัน)
  • birthday party   (งานเลี้ยงวันเกิด)
  • dividend payment   (การจ่ายเงินปันผล)
  • income tax deduction   (การหักภาษีเงินได้)
  • motor insurance   (การประกันภัยรถยนต์)
  • fire insurance   (การประกันอัคคีภัย)
  • capital market   (ตลาดทุน)
  • exchange rate (s)   (อัตราการแลกเปลี่ยน)
  • traffic problem (s)  (ปัญหาจราจร)
  • greenhouse gas   (กาซเรือนกระจก)
  • tourism sector   (ภาคการท่องเที่ยว)
  • climate change   (การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ)
  • terrorism risk (s)  (การเสี่ยงภัยการก่อการร้าย)
  • commodity price (s)  (ราคาสินค้า)
  • price competition   (การแข่งขันด้านราคา)
  • household debt   (หนี้ครัวเรือน)
  • car sale (s)   (การขายรถยนต์)
  • distribution channel   (ช่องทางการจำหน่าย)
  • accident occurrence   (การเกิดอุบัติเหตุ)
  • branch office (s)   (สำนักงานสาขา)
  • insurance company   (บริษัทประกันภัย)
  • business partner (s)   (คู่ค้า)
  • leather belt   (เข็มขัดหนัง)
  • business transaction (s)   (การดำเนินธุรกิจ)
  • business mind   (จิตใจคิดแต่เรื่องธุรกิจ)
  • heart disease treatment   (การรักษาโรคหัวใจ)

 

2. You should __________________ with your boss before committing yourself to  that project.

(คุณควร _______________________ กับเจ้านายของคุณก่อนการผูกมัดตัวเองกับโครงการนั้น)

(a) speak   (พูด)

(b) will speak

(c) speaking

(d) spoken

ตอบ   -   ข้อ  (a)   เพราะกริยาที่ตามหลังกริยาประเภท  Modal Verb   จะต้องอยู่ในรูป   Infinitive without to  คือ  Verb ช่องที่ 1  ที่ไม่มี  To   นำหน้าเสมอ,  กริยาประเภท  Modal Verb  เช่น  will,  would,  shall,  should,  can,  could,  may,  might,  must  เช่น  will hear (ได้ยิน),  would  see  (เห็น),  can  notice (สังเกตเห็น),  may observe (สังเกต),  must watch (ดู),  should  listen to (ฟัง),   smell (ได้กลิ่น),  let (ปล่อยให้, ยอมให้),  make  (ทำให้)   ตัวอย่างประโยค  เช่น

  • He will come to my party next week. 

(เขาจะมางานเลี้ยงของผมสัปดาห์หน้า)

  • They would not believe what you told them. 

(พวกเขาจะไม่เชื่อในสิ่งที่คุณบอกพวกเขา)

  • You should pay a visit to your dentist.

(คุณควรไปพบหมอฟันของคุณนะ)

  • The children may watch TV tonight.

(เด็กๆ อาจจะดูหรือได้รับอนุญาตให้ดูทีวีได้คืนนี้)

  • You must study harder to pass the exam.

(คุณจะต้องเรียนให้หนักยิ่งขึ้นเพื่อสอบผ่าน)

  • May I go into the room?

(ผมขออนุญาตเข้าไปในห้องได้ไหมครับ)

  • You can not smoke in this room.

(คุณไม่ได้รับอนุญาตให้สูบบุหรี่ในห้องนี้)

  • They may be late tomorrow.

(พวกเขาอาจจะมาสายวันพรุ่งนี้)

  • We saw him take the money.

(เราเห็นเขาเอาเงินไป)

  • I heard her play the piano.

(ผมได้ยินเธอเล่นเปียโน)

  • He makes me laugh all the time.

(เขาทำให้ผมหัวเราะตลอดเวลา)

  • She watched him go with another woman.

(เธอเห็นเขาไปกับผู้หญิงอีกคนหนึ่ง)

  • Their boss let them leave before the office hour was over.

(เจ้านายยอมให้พวกเขาออกไปก่อนเวลางานเลิก)

 

3. We will need to think ___________________ in order to find a good solution to this problem.

(เราจำเป็นจะต้องคิด ____________________________ เพื่อจะหาทางแก้ปัญหาที่ดีต่อปัญหานี้)

(a) creative    (ซึ่งสร้างสรรค์)

(b) creatively    (อย่างสร้างสรรค์)

(c) created    (สร้าง)

(d) creator    (ผู้สร้าง)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากขยายกริยา  “Think”  จึงต้องเป็นกริยาวิเศษณ์  “Adverb

 

4. Only recently _________ possible to separate the components of fragrant substances and to determine their chemical composition.

(เพิ่งเร็วๆ มานี้เองที่ _________ เป็นไปได้ที่จะแยกองค์ประกอบของสารที่หอม  และกำหนดส่วนประกอบทางเคมีของมัน)

(a) it becomes

(b) it has become

(c) has it become    (มันได้)

(d) which becomes

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Only recently + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้) + ส่วนขยาย  ซึ่งโครงสร้างในประโยคข้างบน  ผกผันมาจากโครงสร้างธรรมดา  คือ  “It has only recently become possible to ……...…….”  แต่เมื่อนำ  “Only recently”  มาขึ้นต้นประ โยค  เพื่อต้องการเน้นย้ำว่า  “เพิ่งเร็วๆ มานี้เอง”   จึงต้องเปลี่ยนโครงสร้างเป็นดังข้างบน  ดูเพิ่มเติมการใช้โครงสร้างประโยคแบบนี้จากตัวอย่างข้างล่าง   

                                        ตัวอย่างที่

  •  _____________ was the Panama Canal an engineering triumph, it quickly proved a financial success as well.

(____________ คลองปานามาจะเป็นชัยชนะทางด้านวิศวกรรม  มันได้พิสูจน์อย่างรวดเร็วว่าเป็นความสำเร็จทางการเงินด้วยเช่นกัน)

(a) Only    (เพียง......................เท่านั้น)   

(b) Not only    (ไม่เพียงแต่ ............ (คลองปานามา.........วิศวกรรม) .............. เท่านั้น)

(c) It

(d) Neither    (ไม่ทั้ง  ๒  คนหรือสิ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ใช้โครงสร้างแบบนี้เนื่องจากต้องการเน้นย้ำคำว่า  “Not only”  (ไม่เพียงแต่....................เท่านั้น)  หรืออาจตอบ  “Not only was the……… triumph, but it also quickly proved a financial success”  โดยมาจากโครงสร้างปกติ  คือ  “The Panama Canal was not only an engineering triumph, but it also quickly proved a financial success.”  ก็ได้

                                         ตัวอย่างที่

  • Hardly ____________________________________ speaking when the door opened.

(ยังไม่ทันที่ _______ การพูด  เมื่อประตูเปิดออก)  (หมายถึง  ผมพูดยังไม่ทันจบ  เมื่อประตูเปิดออก)

(a) I finished

(b) I had finished

(c) would I finish

(d) had I finished    (ผมได้เสร็จ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  ตามโครงสร้าง  “Hardly (Never, Scarcely) + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)”  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • Seldom _____________________________________________________________.

(_____________________________ ไม่ใคร่จะ ____________________________)

(a) he arrives on time

(b) arrives he on time

(c) does he arrive on time    (เขา  ................. (ไม่ใคร่จะ) ...................  มาถึงตรงเวลา)

(d) arrive does he on time

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างแบบต้องการเน้นคำว่า  “Seldom” (ไม่ใคร่จะ)  (โครงสร้างปกติ  คือ  “He seldom arrives on time.”)  จึงต้องเรียงประโยคดังนี้   คือ

  • Seldom + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้) + ส่วนขยาย  
  • Seldom did I receive news from her.

(= I seldom received news from her.)

(ผมแทบจะไม่ได้รับข่าวจากเธอเลย)

  • Seldom does he talk to her.

(= He seldom talks to her.)

(เขาไม่ใคร่จะพูดคุยกับเธอ)

                                        ตัวอย่างที่ 

  • My mother doesn’t drink coffee.  ___________________________ does she drink tea.

(แม่ของผมไม่ดื่มกาแฟ  และเธอก็ _____________________________ ดื่มชาด้วยเช่นกัน) 

(a) Not

(b) So

(c) Whether

(d) Neither    (ไม่ ................................... เช่นกัน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เป็นไปตามโครงสร้าง  “Neither (Nor) + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)

                                         ตัวอย่างที่ 

  • Traveling by air is not cheap.  Neither _____________________________________.

(การเดินทางโดยทางอากาศมิได้ราคาถูก  ____________________________________

(a) it is enjoyable

(b) enjoyable it is

(c) is it enjoyable   (มันมิได้สนุกสนานเช่นเดียวกัน  -  Neither is it enjoyable.)  

(d) enjoyable is it

ตอบ   -   ข้อ  (c)   “Neither + Verb to be + Subject + Adjective”  หรือ “Neither + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)

                                         ตัวอย่างที่  

  • Never before in my life ________________________ with such a wonderful welcome.  

(ไม่เคยมาก่อนเลยในชีวิตของผมที่ _____________________ กับการต้อนรับที่วิเศษเช่นนั้น)

(a) I have met

(b) I meet

(c) have I met   (ผมได้พบ)

(d) I met

ตอบ   -   ข้อ  (c)

                                         ตัวอย่างที่  

  • Not only _________________________________________, but he also took his wife.

(ไม่เพียงแต่  ____________________________ เท่านั้น  แต่เขายังพาภรรยาไปด้วย)  (= เขาไม่เพียงแต่ไปเท่านั้น  แต่เขายัง .......................)

(a) he went

(b) did he go    (เขาไป)

(c) had he gone

(d) went he

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Not only + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้) เช่น “Not only did she go…..”  “Not only have they seen……...…”  “Not only will we play……….....”  สำหรับ  “Not only” (ไม่เพียงแต่.....................เท่านั้น)   และกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  ที่โดยปกติวางไว้ข้างในประโยค   อาจจะเอามาวางไว้หน้าประโยค  เพื่อแสดงการเน้นคำนั้นๆ   คำเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความหมายปฏิเสธ  เช่น  “Never (ไม่เคยเลย), Hardly  (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ), Seldom  (แทบจะไม่,  ไม่ใคร่จะ),  Never before  (ไม่เคยมาก่อนเลย), Never in my life   (ไม่เคยเลยในชีวิต),  No sooner,  In vain   (ล้มเหลว, ไม่สำเร็จ),  Not often, Not only  (ไม่เพียงแต่),  Not even once  (ไม่แม้แต่ครั้งเดียว),  Not until   (ไม่จนกระทั่ง)  อย่างไรก็ตาม  จะต้องเรียงรูปประโยคใหม่  ดังนี้ คือ   {Not only (neither, never, no sooner (ในทันทีที่), hardly, never in my life, not until, etc.) + helping verb  (has, have, had, is, are, was, were, will, would, shall, should, can, could, may, might must, etc.) + subject + verb (แท้)}  เช่น

  • Never before has she seen such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่เธอได้เคยเห็นสถานที่ที่สวยงามเช่นนั้น – เน้นตรงคำว่า  “ไม่เคยมาก่อนเลย”)

(= She has never before seen such a beautiful place.)

(= She has never seen such a beautiful place before.)

  • No sooner had he left than she arrived.

(ในทันทีที่เขาจากไป  เธอก็มาถึง  –  เน้นตรงคำว่า  “ในทันทีที่”)

(= He had no sooner left than she arrived.)

  • Hardly have I met my old college friends.

(ผมแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย  –  เน้นตรงคำว่า  “แทบจะไม่”)

(= I have hardly met my old college friends.)

                                    ทั้งนี้  สามารถสรุปโครงสร้างประโยคที่มีการเน้นแบบนี้  คือ

  • Never before (Never) + have + I + seen + such a beautiful place.  

(ไม่เคยมาก่อนเลย  ที่ผมได้เห็นสถานที่สวยงามเช่นนั้น)

  • Hardly (Seldom) + has + she + met + her old college friends.

(เธอแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย)

  • Never + กริยาพิเศษ  + Subject  + กริยาแท้  + ส่วนขยาย
  • Never has he seen his father since he divorced his mother.

(เขาไม่เคยได้พบพ่อเลย  ตั้งแต่ที่พ่อหย่าร้างกับแม่)

 

5. The workers were loading the truck when the boxes _______________________________.

(คนงานกำลังขนของขึ้นรถบรรทุกเมื่อกล่องต่างๆ ___________________________________)

(a) fall

(b) are falling

(c) have fallen

(d) fell    (หล่น, ตกลงมา)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการใช้  “Past simple tense”  คือกริยาช่องที่   (Fell)  ในประโยคย่อย (อนุประโยค)  คู่กับ  “Past continuous tense” (Were loading)  ในประโยคใหญ่  กล่าวคือ  มีเหตุการณ์ในอดีต    เหตุการณ์  เหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นก่อนและกำลังดำเนินอยู่ {ใช้ “Past continuous tense” (Subject + Was หรือ  Were + V. ing)}  แล้วมีอีกเหตุการณ์หนึ่งเกิดแทรกขึ้นมาในระหว่างที่เหตุการณ์แรกกำลังดำเนินอยู่  เหตุการณ์ที่เกิดแทรกนี้ใช้  “Past simple” (Subject + Verb 2)  เช่

  • We were watching TV when the light went out .

(เรากำลังดูทีวีอยู่เมื่อตอนไฟฟ้าดับ)

  • She was cooking when her husband arrived home.

(เธอกำลังปรุงอาหารอยู่เมื่อสามีมาถึงบ้าน)

 

6. Of all our tour buses, this one is our ___________________________________________.

(ในบรรดารถบัสท่องเที่ยวทั้งหมดของเรา  คันนี้เป็นคันที่ _________________________ ของเรา)

(a) big

(b) bigger    (ใหญ่กว่า)

(c) more bigger

(d) biggest    (ใหญ่ที่สุด)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นสุด”  (Superlative)  คือเปรียบเทียบคนหรือสิ่งของที่มีจำนวนมากกว่า ขึ้นไป  ซึ่งสังเกตได้จาก  “Of all our tour buses”  ส่วนการเปรียบเทียบรถ    คัน จะใช้  “Of our two tour buses”  สำหรับ ข้อ  (c)  ใช้ผิด  เนื่องจาก  “Big”  เป็นคำพยางค์สั้น จึงต้องใช้เป็น  “Bigger”  เพียงอย่างเดียว  ไม่ต้องใช้  “More”  นำหน้า,  เราจะใช้  “More”  นำหน้าคำคุณศัพท์พยางค์ยาวเท่านั้นในการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  เช่น

  • This issue is more important than that one.

(ประเด็นนี้สำคัญกว่าประเด็นนั้น)

  • The red car is more expensive than the black one.

(รถคันสีแดงแพงกว่ารถคันสีดำ)

  • She is more economical than her sister.

(เธอประหยัดมากกว่าน้องสาวของเธอ)

 

7. Don’t forget to sign the application form ______________________________ you submit it.

(อย่าลืมเซ็นชื่อในใบสมัคร ____________________________________________ คุณส่งมัน)

(a) while    (ในขณะที่)

(b) after    (ภายหลัง)

(c) before    (ก่อน)

(d) as soon as    (ในทันทีที่)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เพราะหมายถึง  “เซ็นชื่อในใบสมัครก่อนส่ง

 

8. If you need any help filling out the forms, ___________________ somebody at the front desk.

(ถ้าคุณต้องการความช่วยเหลือใดๆ ในการกรอกแบบฟอร์ม  ให้ _________ ผู้ที่ (นั่ง) อยู่ที่โต๊ะหน้าเคาเตอร์)

(a) to ask

(b) asking

(c) asks

(d) ask    (ถาม)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากในประโยคคำสั่งหรือขอร้อง  (ในที่นี้  คือ  “Ask somebody at the front desk”)  ให้ถือเสมือนว่ามีประธาน  “You”  อยู่หน้าประโยค  (แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ)  จึงต้องตามด้วยกริยาช่องที่    ที่ไม่มี  “To”  นำหน้า  (Infinitive without to)  ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น

  • Buy me a newspaper.  (ซื้อหนังสือพิมพ์ให้ผมฉบับหนึ่งนะ)
  • Go out.  (ออกไปห่างๆ – ออกไปให้พ้น)
  • Open the window, please.  (กรุณาเปิดหน้าต่างหน่อยครับ)
  • (Please) come into the room.  (โปรดเข้ามาในห้อง)

                                    ในกรณีที่เป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)   ให้ขึ้นต้นประโยคด้วย  “Be”  เสมอ  เช่น

  • Be careful(จงระวัง)
  • Be patient(อดทนหน่อยนะ)
  • Be thoughtful to other people.  (จงนึกถึงคนอื่นบ้าง)

                                  อนึ่ง  ถ้าเป็นประโยคที่สั่งหรือขอร้องไม่ให้ทำ  ก็ยังถือเสมือนว่ามี  “You”  เป็นประธานนำหน้าประโยค  ดังนั้น  จึงต้องขึ้นต้น  “ประโยคคำสั่ง-ขอร้องไม่ให้ทำ”  ด้วย  “Don’t”  เสมอ  เช่น

  • Don’t make a loud noise.  (จงอย่าทำเสียงดัง)
  • Don’t get up late.  (อย่าตื่นสายนะ)
  • Don’t bother me while I’m working.  (อย่ากวนผมในขณะที่ผมกำลังทำงาน)

                                 ในกรณีที่เป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  ให้ขึ้นต้นประโยคด้วย  “Don’t be” เสมอ  เช่น

  • Don’t be late for class. 

(อย่าเข้าห้องเรียนสายนะ)

  • Don’t be careless while walking across the street. 

(จงอย่าประมาทขณะเดินข้ามถนน)

  • Don’t be too serious with your work. 

(จงอย่าเอาจริงเอาจังกับงานมากเกินไป)

 

9. All marble is composed of crystals of the minerals calcite or dolomite, _________, are perfectly white.

(หินอ่อนทั้งหมดประกอบด้วยผลึกของแร่แคลไซต์  หรือโดโลไมท์, _________ , มีสีขาวอย่างสมบูรณ์ – ไร้มลทิน)

(a) when, which pure

(b) when, pure which

(c) which, pure when

(d) which, when pure    (ซึ่ง, เมื่อบริสุทธิ์)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   โดยลดรูปมาจากอนุประโยค  “which, when they are pure”  

 

10. Plants react markedly to ___________________________________________________.

(พืชมีปฏิกิริยาอย่างเห็นได้ชัดต่อ _______________________________________________)

(a) illumination is changing

(b) changes that illumination

(c) changing illumination    (การส่องสว่าง (แสงสว่าง) ที่เปลี่ยนไป)

(d) illumination that changing

ตอบ   -   ข้อ   (c)   หรืออาจตอบ  “illumination that is changing”  (การส่องสว่างซึ่งกำลังเปลี่ยนแปลง)  ก็ได้,  “Changing”   ในที่นี้เป็น  “Present participle”  เนื่องจาก  “Illumination”  เป็นผู้ทำกริยา  “Changing”  (เปลี่ยนแปลง) ได้เอง,  ในกรณีที่คำนามซึ่งมี  “Verb + ing”  ขยาย  ไม่สามารถทำกริยานั้นๆ ได้  แต่มีไว้เพื่อทำกริยานั้นๆ  เราเรียกกริยานี้ว่า  “Gerund”  ดูเพิ่มเติมกริยาทั้ง ๒ แบบนี้  (Present participle  และ  Gerund) จากตัวอย่างข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่

  • The temperature went below the ________________________________ point last night.

(อุณหภูมิลดลงต่ำกว่าจุด ______________________________________ เมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a) frozen    (กริยาช่องที่  ๓  ของ “Freeze”)   

(b) freezing    (เยือกแข็ง, เย็นจนเป็นน้ำแข็ง)

(c) froze    (กริยาช่องที่  ๒  ของ “Freeze”)

(d) freeze    (แข็งตัว, กลายเป็นน้ำแข็ง, เย็นจนแข็ง)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เป็น  “Gerund”  (Verb + ing)   ขยายคำนาม  “Point”  เพื่อบอกว่า  เป็นจุดที่ (สำหรับ) น้ำเย็นจนแข็ง หรือ จุดเยือกแข็ง  กล่าวคือ  หน้าที่อย่างหนึ่งของ   “Gerund”   คือใช้ประกอบหน้าคำนาม  คล้ายกับเป็นคำคุณศัพท์  เพื่อบอกว่าคำนามนั้นมีไว้สำหรับทำกริยานั้นๆ  (คือ กริยาที่อยู่หน้าคำนาม)  และมักนิยมใช้เครื่องหมาย “hyphen” (-) มาคั่นไว้ระหว่างคำ  แต่ก็ไม่จำเป็นเสมอไป  (ไม่ต้องมีเครื่อง หมาย (-) มาคั่นกลางก็ได้)   เช่น

  • a sleeping-room (ห้องนอน)  (แต่ถ้า “a sleeping dog” หมายถึง 

“หมาที่นอนอยู่”)  (ไม่ต้องมีเครื่องหมาย “hyphen” (-) คั่นกลาง)

  • a dancing-hall (ห้องเต้นรำ)  (แต่ถ้า “a dancing girl” หมายถึง

  “เด็กผู้หญิงที่ (กำลัง) เต้นรำ”)

  • a dancing-teacher (ครูสอนเต้นรำ)  (แต่ถ้า  “a dancing teacher”

  ที่ไม่ต้องมีเครื่องหมาย (-) หมายถึง  “ครูที่ (กำลัง) เต้นรำ”

  • a reading-room (ห้องอ่านหนังสือ)  (แต่ถ้า  “a reading boy”

  หมายถึง  “เด็กที่อ่านหนังสือ”)

  • a swimming-pool (สระว่ายน้ำ)  (แต่ถ้า  “a swimming girl”

  หมายถึง “เด็กหญิงที่ว่ายน้ำ”)

  • a walking-stick (ไม้เท้า -ไม้สำหรับเดิน)  (แต่ถ้า “a walking boy”

  หมายถึง  “เด็กที่ (กำลัง) เดิน”)

  • drinking-water (น้ำสำหรับดื่ม)  (แต่ถ้า  “a drinking horse”

  หมายถึง “ม้าที่ดื่มน้ำ”)

  • a knitting-needle (เข็มถัก)  (แต่ถ้า  “a knitting woman” หมายถึง

  “ผู้หญิงที่ (กำลัง) ถัก”)

  • a cooking-utensil (เครื่องมือสำหรับทำครัว)  ( แต่ “a cooking

  woman” หมายถึง  “ผู้หญิงที่ปรุงอาหาร”)

  • a killing-field (ทุ่งสำหรับสังหาร)  (แต่  “a killing man” หมายถึง 

 “ผู้ฆ่า, มือสังหาร”)

  • looking-glasses (แว่นตา)  (แต่ถ้า “a looking boy” หมายถึง  “เด็กที่

  (กำลัง) มอง”)

  • a sewing machine (จักรเย็บผ้า)  (แต่ถ้า “a sewing woman”

หมายถึง  “ผู้หญิงที่ (กำลัง) เย็บผ้า”)

  • freezing point (จุดเยือกแข็ง)   (“freezing water”  =  น้ำที่เย็นจนแข็ง)  (“frozen food”  =  อาหารแช่แข็ง  คือ อาหารที่ถูกทำให้เย็นจนแข็ง)

หมายเหตุ   –   Verb + ing” (Gerund)  ขยายหน้าคำนาม  มีความหมายว่า  คำนามนั้นมีไว้เพื่อทำกริยานั้นๆ  เช่น  “a swimming-pool” (สระว่ายน้ำ)  แต่สำหรับ  “Verb + ing”  ในวงเล็บข้างหลัง  ที่ขยายหน้าคำนาม  มีความหมายว่า  คำนามนั้นเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ,   ในกรณีนี้  เราเรียก  “Verb + ing”   นั้นว่า   “Present participle”  เช่น  “a drinking horse”   (ม้าที่ดื่มน้ำ) (ไม่ต้องมีเครื่องหมาย (-)  คั่นกลาง)

 

11. Have you finished your homework ___________________________________________?

(คุณทำการบ้านเสร็จแล้ว ________________________________________________)

(a) still    (ยังคง)

(b) ready    (พร้อม, เตรียมพร้อม, เสร็จ, ฉับพลัน, ทันที)

(c) yet    (หรือยัง)  (ใช้กับประโยคคำถาม  และปฏิเสธ)

(d) all ready    (ทุกอย่างพร้อม-พร้อมแล้ว)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  หรืออาจตอบ   “Already”  (แล้ว, เรียบร้อยแล้ว)  (ใช้กับประโยคบอกเล่า  และคำถาม)  ก็ได้

 

12. _____________________________, Thomas Paine aroused both admiration and hatred.

(_____________, โทมัส เพน  ปลุกเร้าทั้งการยกย่องชื่นชม  และความเกลียดชัง)  (ในตัวของเขา)

(โทมัส เพน  เป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมือง, นักปรัชญา, และนักปฏิวัติชาวอเมริกัน  เชื้อสายอังกฤษในศตวรรษที่  ๑๘,  เขาเป็นหนึ่งในบรรดาผู้ก่อตั้งประเทศสหรัฐฯ  และผู้นำในการประกาศเอกราชจากอังกฤษ)

(a) The most widely read author being of his day

(b) Of his day was the most widely read author

(c) The most widely read author of his day    (เป็นนักเขียนซึ่งมีผู้อ่านมากที่สุดในยุคของเขา)

(d) He was the most widely read author of his day

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เป็นการใช้วลีขึ้นต้นประโยค  เพื่อขยายประธานฯ ซึ่งอยู่หลังเครื่องหมายคอมม่า  (Thomas Paine)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

  • The son of a carpenter, Jim worked very hard since he was young.

(เป็นลูกชายของช่างไม้, จิมทำงานหนักมากตั้งแต่ยังเป็นเด็ก)

  • A famous movie star, Peter hopes to win an Oscar Award in the future.

(เป็นดาราภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียง, ปีเตอร์หวังว่าเขาจะได้รางวัลออสการ์ในอนาคต)

  • The best student in her class, Susan got a scholarship to study abroad.

(เป็นนักเรียนที่ดีที่สุดในชั้น, ซูซานได้รับทุนไปเรียนต่างประเทศ)

 

13. After 1945, Australia became ________________________ in the Southeast Asian market.

(หลังปี  ๑๙๔๕  ออสเตรเลียเริ่ม ______________________ ในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)

(a) interesting    (น่าสนใจ)

(b) interested    (มีความสนใจ, รู้สึกสนใจ)

(c) interest    (ทำให้สนใจ)

(d) to interest

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ดูเพิ่มเติมคำกริยาประเภทเดียวกับ  “Interest”  เช่น  “Excite, Surprise, Attract, Disappoint, etc.”  จากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่

  • The lecturer used so many long and difficult words that I felt very _______________.

(ผู้บรรยายใช้คำที่ยืดยาวและยากจำนวนมาก  จนกระทั่งผมรู้สึก ______________ อย่างมาก)

(a) confuse    (ทำให้งุนงง-สับสน)

(b) confusing    (น่างุนงง-สับสน)

(c) confused    (งุนงง-สับสน)

(d) confusion    (ความงุนงง-สับสน)

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                                        ตัวอย่างที่

  • The food was delicious.  That was a ___________________________________ meal.

(อาหารอร่อย  นั่นเป็นมื้ออาหารที่ __________________________________________)

(a) satisfied    (รู้สึกพอใจ)

(b) satisfying    (น่าพึงพอใจ)

(c) satisfy    (ทำให้พอใจ)

(d) satisfaction    (ความพึงพอใจ)

ตอบ   -   ข้อ  (b)

                                         ตัวอย่างที่

  • Bill heard that he had won a scholarship.  The news __________________________. 

(บิลได้ยินว่าเขาได้รับทุนการศึกษา  ข่าวนี้ ___________________________________)

(a) were excited

(b) was exciting    (น่าตื่นเต้น)

(c) was excited    (รู้สึกตื่นเต้น)

(d) were exciting

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “News”  เป็นคำนามนับไม่ได้  และถือเป็นเอกพจน์เสมอ  จึงต้องใช้กับ  “Was

                                         ตัวอย่างที่

  • My friend __________________________________ when his requests were refused.

(เพื่อนของผม ______________________________ เมื่อคำร้องขอของเขาได้รับการปฏิเสธ)

(a) upset

(b) was upset    (รู้สึกสับสน-ว้าวุ่น-ไม่สบายใจ)

(c) was upsetting

(d) had upset

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “To upset”  หมายถึง  “ทำให้สับสน-ว้าวุ่น-ไม่สบายใจ”  (กริยา  ๓  ช่อง  คือ  “Upset, Upset, Upset”)  ส่วน  “To be upset”  =  “รู้สึกสับสน-ว้าวุ่น-ไม่สบายใจ”  และ  “To be upsetting”  =   “น่าสับสน-ว้าวุ่น-ไม่สบายใจ”   ดูเพิ่มเติมคำกริยาประเภทเดียวกับ   “Upset”   จากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่  

  • My letter is very long.  I hope you won’t find it ________________________________.

(จดหมายของผมยาวมาก  ผมหวังว่า  คุณคงจะไม่พบว่ามัน __________________________)

(a) bore

(b) bored    (รู้สึกเบื่อหน่าย)

(c) boring    (น่าเบื่อหน่าย)

(d) to bore    (ทำให้เบื่อหน่าย)

ตอบ    -    ข้อ   (c)    ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทเดียวกับ   “Bore”  จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่  

  • She was very __________________________________________ to meet her friend.

(เธอ ___________________________________________ มากที่ได้พบเพื่อนของเธอ)

(a) delight    (ทำให้ยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ,  ความยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(b) delighting    (น่ายินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(c) delighted    (รู้สึกยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(d) delightful    (น่ายินดีมาก, น่าสุขใจมาก)

ตอบ   -   ข้อ  (c)

                                        ตัวอย่างที่  

  • I ______________________________________________ with the result of my exam.

(ผม__________________________________________________ กับผลสอบของผม)

(a) quite satisfy    (ทำให้พึงพอใจอย่างมาก)

(b) am quite satisfying    (น่าพึงพอใจอย่างมาก)

(c) am quite satisfied     (รู้สึกพึงพอใจอย่างมาก)

(d) am quite to satisfy

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                                         ตัวอย่างที่  

  • I am ____________________________________________ in science, not in English.

(ผม _______________________________________ ในวิทยาศาสตร์  มิใช่ภาษาอังกฤษ)

(a) interest

(b) interesting    (น่าสนใจ)

(c) interested    (มีความสนใจ)

(d) to interest   (ทำให้สนใจ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                                        ตัวอย่างที่  

  • He is ________________________________________________________ a house.

(เขา _________________________________________________________ บ้าน)

(a) interest at to rent

(b) interesting in rent

(c) interested at renting

(d) interested in renting     (มีความสนใจในการเช่า)

ตอบ   -   ข้อ   (d)

                                        ตัวอย่างที่  ๑๐

  • It will take me quite some time to get him ___________________ in buying your land. 

(ผมจะต้องใช้เวลานานทีเดียวที่จะทำให้เขา ___________________ ในการซื้อที่ดินของคุณ)

(a) to interest    (ทำให้สนใจ)

(b) being interesting

(c) interested     (มีความสนใจ, รู้สึกสนใจ)

(d) interesting    (น่าสนใจ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                                        ตัวอย่างที่  ๑๑

  • The little girl was very ________________ when her father promised to buy her a doll.

(เด็กหญิงเล็กๆคนนั้น ________________ มาก  เมื่อพ่อของเธอสัญญาว่าจะซื้อตุ๊กตาให้เธอ)

(a) exciting    (น่าตื่นเต้น)

(b) excited    (รู้สึกตื่นเต้น, มีความตื่นเต้น)

(c) excite    (ทำให้ตื่นเต้น)

(d) excitable    (สามารถตื่นเต้นได้)

ตอบ    –    ข้อ   (b)   ดูเปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง

  • The results of the traveler preference survey are surprising.

(ผลลัพธ์ของการสำรวจความนิยมของนักเดินทาง – ท่องเที่ยว – น่าประหลาดใจ )

หมายเหตุ   –    ประโยคข้างบนนี้ต้องใช้   “Surprising”  เนื่องจาก  “Surprise”  เป็นคำกริยาที่มีความหมายว่า  “ทำให้ประหลาดใจ”   แต่ถ้าใช้ในรูป  “is (are, was, were) surprising”  จะมีความหมายว่า   “น่าประหลาดใจ”,  ส่วนเมื่อใช้ในรูป  “is (am, are, was, were) surprised”  จะมีความหมายว่า   “มีความรู้สึกประหลาดใจ”  ดังตัวอย่างประโยค  เช่น

  • The result of the exam surprised her.

(ผลสอบทำให้เธอประหลาดใจ)

  • She was surprised at the result of the exam.

(เธอมีความรู้สึกประหลาดใจกับผลสอบ)

  • The result of the exam was surprising.

(ผลสอบน่าประหลาดใจ)

                                          คำกริยาประเภทเดียวกับ  “Surprise”  ได้แก่

satisfy –ทำให้พอใจ

excite – ทำให้ตื่นเต้น

disappoint –ทำให้ผิดหวัง

attract –ทำให้หลงใหล, ดึงดูด

interest – ทำให้สนใจ

amuse –ทำให้สนุกหรือขบขัน

please –ทำให้ยินดี-พอใจ

annoy –ทำให้รำคาญ-ขุ่นเคือง

bore – ทำให้เบื่อ

tire – ทำให้เหน็ดเหนื่อยหรือเบื่อ

frighten – ทำให้ตกใจ

confuse –ทำให้สับสนหรืองุนงง

surprise –ทำให้ประหลาดใจ

amaze – ทำให้ทึ่ง, ทำให้ตะลึง

delight – ทำให้ยินดี

exhaust –ทำให้หมดแรง

fascinate – ทำให้หลงใหล, ทำให้หลงเสน่ห์

charm – ทำให้หลง

convince – ทำให้เชื่อ

tempt – ทำให้หลงใหล, ยั่วยวน-ล่อใจ

entertain – ทำให้เพลิดเพลิน

embarrass –ทำให้ขวยเขิน-กระดากอาย

puzzle –ทำให้งง

thrill – ทำให้ตื่นเต้น

upset – ทำให้รำคาญ-ไม่สบายใจ

irritate – ทำให้โมโห, ทำให้ระคายเคือง

exasperate –ทำให้โกรธ

astonish –ทำให้ประหลาดใจ, ทำให้ตกใจ

infuriate –ทำให้โกรธ, ทำให้เดือดดาล

horrify –ทำให้กลัว, ทำให้ขนพองสยองเกล้า

 

                                               กลุ่มคำกริยาข้างบนนี้ มีหลักการใช้  คือ

                                ๑. ถ้าใช้ในรูป  “Subject + Verb + Object”   จะมีความหมายว่า  “ทำให้...................”  คือ  ตัวประธานเป็นผู้ทำให้เกิดอาการนั้นๆ ขึ้นแก่ผู้อื่น  เช่น

  • The accident frightened the passengers a great deal.  (past tense)

(อุบัติเหตุทำให้ผู้โดยสารตกใจอย่างมาก)

  • The exam result disappointed him so much.(past tense)

(ผลสอบทำให้เขาผิดหวังมากทีเดียว)

  • The chairman’s speech confused everyone.(past tense)

(คำพูดของท่านประธานทำให้ทุกคนสับสนงุนงง)

  • The new film interests all viewers.(present tense)

(หนังเรื่องใหม่ทำให้คนดูทั้งหมดสนใจ)

  • The professor’s lecture bores all the class.(present tense)

(การบรรยายของศาสตราจารย์คนนั้นทำให้นักเรียนทั้งชั้นเบื่อ)

                                     ๒. ถ้าใช้รูป  “Verb + ing” {Subject + is (am, are, was, were) + Verb +ing}  หรือ  (Verb +ing + Noun)  มีความหมายว่า  “น่า....................”  หรือ  “ซึ่งน่า...................”  กริยาที่เติม  “ing”  พวกนี้ถือเป็นคำคุณศัพท์  จะวางไว้หลัง  Verb to be”  หรือ  หน้าคำนามก็ได้   เช่น

  • His work is boring.  (present tense)

(งานของเขาน่าเบื่อหน่าย)

  • It is a very exciting football match.   (present tense)

(มันเป็นการแข่งขันฟุตบอลที่น่าตื่นเต้น)

  • The landscape was so fascinating.  (past tense)

(ภูมิประเทศ (ที่นี่) น่าหลงใหลมาก)

  • The employee’s work was disappointing.   (past tense)

(งานของลูกจ้างรายนั้นน่าผิดหวัง)

  • The children’s table manners were very embarrassing.  (past tense)

(กิริยามารยาทบนโต๊ะอาหารของพวกเด็กๆน่าอับอายมาก)

  • The book is interesting.  (present tense)

(หนังสือน่าสนใจ)

  • Her beauty is charming.  (present tense)

(ความงามของเธอน่าหลงใหล – มีเสน่ห์)

  • It is surprising to see him at his ex-wife’s wedding.   (present tense)

(มันน่าประหลาดใจที่เห็นเขาที่งานแต่งงานของอดีตภรรยา)

{มิได้หมายความว่า  “มันกำลังประหลาดใจ  เหมือนกับประโยค  “He is walking. (เขากำลังเดิน)  –  present continuous tense}

                             ๓. ถ้าเติม  “Ed”  ข้างหลังคำกริยากลุ่มนี้   แล้ววางตามหลัง  “Verb to be” (is, am, are, was, were)   จะมีลักษณะเป็น  “Passive voice” (Subject + is (am, are, was, were) + verb + ed)  จะมีความหมายว่า  ประธานเป็นผู้เกิดความรู้สึกนั้นๆขึ้นมา  ซึ่งถ้าแปลตรงๆ  ก็คือ “...................ถูกทำให้รู้สึก.................ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจฯลฯ...................”   แต่ในภาษาไทยนิยมพูดว่า   “..................มีความรู้สึก..............ตื่นเต้น,  ตกใจ,  ผิดหวัง,  พอใจ...............”  เช่น

  • We are interested in German.   (present tense)

(เรามีความสนใจในภาษาเยอรมัน)

  • They are very pleased to see their old friends.   (present tense)

(พวกเขาดีใจมากที่ได้พบเพื่อนเก่า)

  • I was amazed to know of his death.   (past tense)

(ผมตะลึงที่ได้รู้ข่าวการตายของเขา)

  • He was very tired of hard work.   (past tense)

(ผมเหน็ดเหนื่อยมากกับงานหนัก)

  • She was interested in the ballet performance.   (past tense)

(เธอมีความสนใจในการแสดงบัลเล่ต์)

  • We were disappointed to lose the match.   (past tense)

(พวกเราผิดหวังที่แพ้การแข่งขัน)

  • Most people are frightened of the snakes.   (present tense)

(คนส่วนมากกลัวงู)

  • Jim is fascinated by astronomy.   (present tense)

(เขามีความหลงใหลในวิชาดาราศาสตร์)

 

14. The teacher is drinking ____________________________________________________.

(คุณครูกำลังดื่ม ______________________________________________________)

(a) a coffee    (ไม่ใช้รูปนี้)  (“Coffee”  เป็นนามนับไม่ได้)

(b) a cup of some coffee    (ไม่ใช้รูปนี้)

(c) a cup of coffee    (กาแฟ  ๑  ถ้วย)

(d) a coffee-cup    (ถ้วยกาแฟ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   หรืออาจตอบ  “Coffee”  (นามนับไม่ได้)  ก็ได้

 

15. I shall expect you every day; ________________________________________________.

(ผมจะรอคอยที่จะพบคุณทุกๆวัน; ___________________________________________)

(a) don’t disappoint

(b) do not be disappointing

(c) don’t disappoint me    (อย่าทำให้ผมผิดหวังนะ)

(d) disappoint not

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ดูคำอธิบายกริยา  “Disappoint”  และกริยาในกลุ่มเดียวกัน  (Interest, Excite, Satisfy, Surprise, Frighten, etc.)   ในข้อ  ๑๓  ของข้อสอบชุดนี้

 

16. Searching in the library, I came _______________________ an old forgotten manuscript.

(ค้นคว้าในห้องสมุด  ผม ____________________________ ต้นฉบับเก่าแก่ที่ถูกลืมไปแล้ว)

(a) off

(b) without

(c) over

(d) across   (Come across  =  พบหรือเจอโดยบังเอิญ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   

 

17. When Mr. Woods gets here, we ____________________________________ the meeting.

(เมื่อมิสเตอร์วูดส์มาถึงที่นี่  เรา ________________________________________ การประชุม)

(a) start

(b) will start   (จะเริ่มต้น)

(c) have started    (ได้เริ่มต้นแล้ว)

(d) are starting    (กำลังเริ่มต้น)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เพราะเป็นเรื่องอนาคต  คือ  “เมื่อมิสเตอร์วูดส์มาถึง  พวกเราจึงจะเริ่มประชุม”  เป็นการใช้รูป  “Present simple tense” (When Mr. Woods gets here)  คู่กับ  “Future simple tense” (We will start the meeting)  ตัวอย่างประโยคแบบนี้  ได้แก่

  • When he has enough money, he will buy a new car.

(เมื่อเขามีเงินพอ  เขาจะซื้อรถคันใหม่)

  • When you finish your work, we will go out for dinner.

(เมื่อคุณทำงานเสร็จ  เราจะออกไปกินอาหารเย็นกัน)

  • She will leave the room before we finish the meeting.

(เธอจะออกจากห้อง  ก่อนเราประชุมเสร็จ)

  • We will start our work after we discuss with our boss.

(เราจะลงมือทำงานหลังจากเราปรึกษากับหัวหน้าของเรา)

 

18. He should try _________________________________ his best to make his family proud.

(เขาควรจะพยายาม _____________________________ ดีที่สุด  เพื่อให้ครอบครัวภาคภูมิใจ)

(a) to make

(b) to work

(c) to show

(d) to do    (ทำ)

ตอบ   –   ข้อ   (d)  “Do one’s best”  =  “ทำดีที่สุด” และหลังกริยา  “Try”  ต้องตามด้วย   “Infinitive with to” (To + Verb 1) สำหรับกลุ่มคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Infinitive with to” (To + Verb 1)   ได้แก่  promise (สัญญา), offer (เสนอ), want (ต้องการ), hope (หวัง), plan (วางแผน), hesitate (รีรอ, ลังเลใจ), fail (ล้มเหลว), learn (เรียนรู้), expect (คาดหวัง), refuse (ปฏิเสธ), need (ต้องการ), dare (กล้า), claim (อ้าง), agree (ตกลง), demand (เรียกร้อง), wish (ปรารถนา), intend (ตั้งใจ), seem (ดูเหมือนว่า), resolve (ตกลงใจ), determine (ตัดสินใจ), decide (ตัดสินใจ), pretend (แสร้งทำ), afford (มีฐานะพอ, สามารถหามาได้), happen (บังเอิญ), appear (ดูเหมือนว่า), prove (พิสูจน์ว่า), ask (ขอร้อง), beg (ขอร้อง), choose (เลือก), manage (ประสบความสำเร็จ), hurry (เร่งรีบ), tend (มักจะชอบ), arrange (จัดแจง, เตรียมการ), care (สนใจ), come (มา),  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • They want to take a rest.

(พวกเขาต้องการพักผ่อน)

  • She expects to arrive there in time.

(เธอคาดหวังว่าจะไปถึงที่นั่นทันเวลา)

  • He pretended not to see me.

(เขาแสร้งทำเป็นไม่เห็นผม)

  • We decided to buy a new home.

(เราตัดสินใจซื้อบ้านใหม่)

  • He came to see me late at night.

(เขามาพบผมเวลากลางคืนตอนดึก)

  • We must learn to work hard and to save money.

(เราจะต้องเรียนรู้เรื่องการทำงานหนักและออมเงิน)

  • She refused to go out with him.

(เธอปฏิเสธที่จะออกไปข้างนอกกับเขา)

  • She affords to buy an expensive car.

(เธอมีฐานะพอที่จะซื้อรถยนต์ราคาแพง)

  • They agreed to take a vacation this summer.

(พวกเขาตกลงที่จะเดินทางวันหยุดพักผ่อนหน้าร้อนนี้)

  • We wish to graduate in a few months and to get a job.

(เราปรารถนาที่จะเรียนจบในอีก ๒ – ๓ เดือนข้างหน้าและได้งานทำ)

  • He asked to play a role in the school play.

(เขาขอร้องที่จะแสดงในบทในละครของโรงเรียน)

  • They promised to come and they did come.

(พวกเขาสัญญาว่าจะมา และก็มาจริงๆ)

  • The team failed to win a place in the finals.

(ทีมนั้นไม่สามารถที่จะได้เข้ารอบสุดท้าย)

  • They hoped to meet their parents after separating with them for years.

(พวกเขาหวังจะได้พบกับพ่อแม่หลังจากแยกกับพ่อแม่เป็นเวลาหลายปี)

  • Did you manage to get anything to eat before you came?

(คุณประสบความสำเร็จ (สามารถ) หาอะไรกินก่อนมาที่นี่หรือเปล่า)

                                       สำหรับวลีที่ใช้   “Do”  และ  “Make”  ได้แก่

                                                           Do

  • do one’s best  (do his/her best)  (ทำดีที่สุด)
  • do one’s duty   (ทำหน้าที่ของตน)
  • do good   (ทำดี)
  • do bad   (ทำชั่ว)
  • do harm   (ทำอันตราย)
  • do someone a favor   (ช่วยเหลือคนอื่น)
  • do someone good   (ทำให้รู้สึกดีขึ้น, ทำประโยชน์ให้)
  • do the right   (wrong)  thing   (ทำในสิ่งที่ถูก-ผิด)
  • do duty   (ทำหน้าที่)
  • do work   (ทำงาน)
  • do things   (ทำสิ่งต่างๆ)
  • do a lot of reading   (อ่านหนังสือเยอะแยะ)
  • do your teeth   (แปรงฟันของคุณ)
  • do the flowers    (จัดดอกไม้)
  • do the cleaning    (ทำความสะอาด)
  • do the washing up    (ซักผ้า-ล้างจาน)
  • do the cooking    (ปรุงอาหาร)
  • do nothing   (ไม่ทำอะไร)
  • do something about a problem    (ลงมือทำเพื่อพยายามแก้ปัญหา)
  • do something about immigration    (แก้ปัญหาการอพยพ)
  • do all we can    (ทำทุกอย่างที่เราสามารถทำได้)
  • There’s nothing I can do about it.

(ไม่มีสิ่งใดที่ผมสามารถทำได้เกี่ยวกับมัน – คือช่วยอะไรไม่ได้)

  • That hat does nothing for you.  

(หมวกใบนั้นไม่เหมาะกับคุณ)

  • I wonder what his father does.   

(ผมสงสัยว่าพ่อเขาทำงานอะไร)

  • He didn’t do very well in his exam.

(เขาไม่ประสบความสำเร็จมากนักในการสอบ)

  • Do you do train bookings to London?

(คุณให้บริการจองตั๋วรถไฟไปลอนดอนหรือเปล่า)

  • PWA does tap water for the public.

(กปภ. ให้บริการน้ำประปาแก่ประชาชน)

  • do a subject

(ศึกษาวิชาที่โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย)

  • He can do 120 miles per hour in that car.  

(เขาสามารถทำเวลาได้ ๑๒๐ ไมล์ต่อชั่วโมงในรถคันนั้น)

  • This pen will do.  

(ปากกาด้ามนี้ก็ใช้ได้แล้ว – เพียงพอแล้ว)

  • Two thousand dollars will do me very well.

(เงิน ๒,๐๐๐ เหรียญพอเพียงกับความต้องการของผมเป็นอย่างดี)

  • What did you do with the keys?

(คุณเอากุญแจไปเก็บไว้ที่ไหน)

  • What did you do with that Baht 500 I gave you?

(คุณเอาเงิน ๕๐๐ บาทที่ผมให้ไปทำอะไร)

  • What can I do for you? 

(ผมจะช่วยอะไรคุณได้บ้าง)

  • How are you doing?

(คุณสบายดีหรือครับ)

  • How do you do” 

(ใช้พูดทักทายเมื่อตอนพบกัน  อีกฝ่ายหนึ่งก็จะตอบว่า“How do you do?”เช่นเดียวกัน)

  • This book has (หรือ is) to do with married life.

(หนังสือเล่มนี้เกี่ยวกับชีวิตการแต่งงาน)

  • Easier said than done.    (พูดง่ายกว่าทำ – เป็นสุภาษิต)
  • make do   (อยู่แบบถูไถ หรือ ใช้  –  เงิน, สิ่งของ  –  เท่าที่มีไปพลางๆก่อน หรือแก้ขัดไปก่อน)
  • I have only Baht 100.  It is not much but I have to make do with it.)

 (ผมมีเงินแค่ ๑๐๐ เดียว มันไม่มาก แต่ผมก็ต้องถูไถไปกับเงินจำนวนนี้)

  • He had no hammer to use with the nails but he could make do with this stone.)  

(เขาไม่มีค้อนที่จะใช้ตีตะปู   แต่เขาสามารถใช้หินก้อนนี้  (ตอก)  แทนค้อนแก้ขัดไปก่อน)

  • dos and don’ts    (สิ่งที่ต้องทำและห้ามทำ)
  • There are plenty of dos and don’ts in this contract.

(มีสิ่งที่ต้องทำและห้ามทำมากมายในสัญญานี้)

  • do homework (housework)   (ทำการบ้าน-งานบ้าน)
  • do crossword puzzles    (ทำปริศนาอักษรไขว้)
  • do the exercise   (ออกกำลัง)
  • do the bedroom    (จัดห้องนอน)
  • do away with    (กำจัด, ทำลาย)
  • do the shopping    (ไปซื้อของ-ช้อปปิ้ง)
  • do business    (ทำธุรกิจ)
  • have something to do with    (มีส่วนเกี่ยวข้องกับ)
  • have nothing to do with    (ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ)

                                     ส่วนวลีที่ใช้กับ  “Make”   ได้แก่

  • make a mistake   (ทำผิด)
  • make a noise   (ทำเสียงดัง)
  • make a speech    (กล่าวสุนทรพจน์)
  • make a hole   (เจาะรู)
  • make beds   (สร้างเตียง)
  • make the beds  (จัดเตียง, ปูเตียง)
  • be made of gold   (ทำด้วยทอง)  (สามารถเห็นทองในสภาพเดิม)
  • be made from wheat    (ทำมาจากข้าวสาลี)  (แปรสภาพมาแล้ว ดูไม่ออกว่ามาจากข้าวสาลี  เพราะกลายเป็นขนมปังแล้ว)
  • a car (which was) made in China    (รถผลิตในญี่ปุ่น)
  • a Japanese-made car   (รถผลิตในญี่ปุ่น)
  • make a choice    (เลือก)
  • make a discovery   (ค้นพบ)
  • make a statement   (พูด, กล่าว)
  • make a decision    (ตัดสินใจ)
  • make a suggestion   (แนะนำ)
  • make an announcement   (ประกาศ)
  • make up   (กุเรื่อง, แต่งหน้า)
  • make up for   (ชดเชย)
  • make out    (เข้าใจ)
  • make you a good secretary   (เป็นเลขาฯที่ดีของคุณ)
  • make a good doctor   (เป็นหมอที่ดี)
  • sixty minutes make an hour   (๖๐ นาทีเป็น ๑ ชั่วโมง)
  • two and two make four   (๒ บวก ๒ เป็น ๔)
  • make a fool of oneself   (หลอกตัวเอง, ทำให้ตัวเองดูเป็นไอ้โง่)

 

19. There are _____________________________________________________ on the desk.

(มี ______________________________________________________ บนโต๊ะเรียน)

(a) several sheets paper

(b) several sheet of paper

(c) several sheets of paper    (กระดาษหลายแผ่น)

(d) several sheets of papers

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Paper” (กระดาษ)  เป็นนามนับไม่ได้  จึงไม่สามารถใช้ในรูปพหูพจน์  หรือ เติม  “S”  เข้าข้างท้ายได้  ดังนั้น  เวลาจะนับ  จึงต้องนับเป็น  “แผ่น”  (Sheet)  ซึ่งสามารถทำเป็นรูปพหูพจน์ได้   คือ “หลายแผ่น”  หรือ “แผ่นเดียว” (A sheet of paper)

 

20. Several important pieces of information were _______________________ from the report.

(ข่าวสารสำคัญหลายชิ้นได้ถูก _______________________________________ จากรายงาน)

(a) omitted    (เอาออก, ตัดทอน, ข้ามไป, ไม่พูดถึง, ละเว้น, ละเลย)

(b) omit

(c) omitting

(d) omission    (การละเว้น, การเอาออก, การตัดทอน)

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็น  “Passive voice”  คือ  ประธานของประโยค  (Pieces of information)   เป็นผู้ถูกกระทำ  หมายถึง  “ข่าวสารถูกเอาออกหรือตัดทอนจากรายงาน”  ทั้งนี้  ประธานประโยคจริงๆ  คือ  “Pieces”  ซึ่งเป็นพหูพจน์  ส่วน  “of information”   เป็นส่วนขยายประธาน  และเนื่องจากประโยคนี้เป็นอดีต  จึงต้องใช้ในรูป  {Subject (พหูพจน์) + Were + Verb 3}  หรือ  {subject (เอกพจน์)  + Was + Verb 3}  ตัวอย่างประโยค  “Passive voice”  ที่กล่าวถึงเหตุการณ์ในอดีต  เช่น

  • The birds were shot by the hunter.   (นกถูกยิงโดยนายพราน)
  • The dog was run over by a car.   (หมาถูกทับโดยรถ หรือ หมาถูกรถทับ)
  • They were punished by their parents.   (พวกเขาถูกลงโทษโดยพ่อแม่)
  • She was admitted to a hospital.   (เธอถูกรับเข้า – เป็นคนป่วย – ในโรง พยาบาล)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”                

 

               ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป