หมวดข้อสอบ STRUCTURE (ตอนที่ 30)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Direction:  Choose the most appropriate answer.

(จงเลือกคำตอบที่เหมาะสมที่สุด)

 

1. All employees _______________________________ to attend next Monday’s staff meeting.

(ลูกจ้างทุกคน _____________________________ เข้าร่วมการประชุมพนักงานในวันจันทร์หน้า)

(a) encourage    (กระตุ้น, ส่งเสริม, ให้กำลังใจ)

(b) will encourage

(c) are encouraging

(d) are encouraged    (ได้รับการกระตุ้น)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากอยู่ในรูป  “Passive voice”  ประธานประโยคเป็นพหูพจน์และเป็นผู้ถูกกระทำ (ถูกกระตุ้น)  แต่ถ้าจะใช้เป็น  “Future tense”   จะต้องเป็น  “Will be encouraged” (จะได้รับการกระตุ้น)

 

2. People here do not _________________________________ as much as we do in Europe.

(ผู้คนที่นี่ไม่ ___________________________ มากเหมือนกับที่พวกเราทำ (จับมือ) ในยุโรป)

(a) shake hand

(b) shake hands    (จับมือ)  (เช่นเมื่อเวลาพบกัน)

(c) shake the hand

(d) shake the hands

ตอบ   –   ข้อ   (b)   “Shake hands”   ต้องเติม  “S”  ที่  “Hand”  เสมอ

 

3. Charles Lindbergh told reporters __________ never been deterred from attempting to cross the Atlantic alone even though others had failed.

(ชาร์ลส์ ลินเบิร์ก  บอกผู้สื่อข่าว ____________ ไม่เคยถูกสะกัดกั้นจากความพยายามที่จะบินข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกตามลำพัง  แม้ว่าคนอื่นๆ ได้ล้มเหลวมาแล้ว)

(a) that he had it

(b) that he had    (ว่าเขา)

(c) had it

(d) his having

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นประธาน  (He)  และกริยา  {Had (never) been deterred}  ของอนุประโยค  ซึ่งอยู่ในรูป  “Past perfect tense ที่เป็น  “Passive voice”  (Had + Been + Verb 3)  เนื่องจากประธานของอนุประโยคเป็นผู้ถูกกระทำ  กล่าวคือ  “เขา (ไม่เคย) ถูกสะกัดกั้น”  ทั้งนี้  “That”  จะมีหรือไม่ก็ได้

 

4. I told Jim I couldn’t concentrate on my work and asked him to turn _________ the volume of his TV.

(ผมบอกจิมว่า  ผมไม่สามารถมีสมาธิกับการทำงาน  และขอร้องให้เขา _______ เสียงของทีวีของเขา)

(a) off    (“Turn off”  =  ปิดไฟ-ทีวี-วิทยุ  ฯลฯ)

(b) up    (“Turn up”  =  เพิ่ม, ทำให้มากขึ้น)  (ปรับเสียงให้ดังขึ้น)

(c) on    (“Turn on”  =  เปิดไฟ-ทีวี-วิทยุ  ฯลฯ)   

(d) down    (Turn down”  =  เบา, หรี่, ทำให้ลดลง)  (หรี่เสียงให้เบาลง)

ตอบ   –   ข้อ   (d)

 

5.  It seems very difficult _____________________________________________________.

(มันดูเหมือนยากมาก __________________________________________________)

(a) to stop the child to cry

(b) restraining the child to cry

(c) to keep the child from crying    (ที่จะป้องกันเด็กคนนั้นมิให้ร้องไห้)

(d) holding the child’s crying

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ตามโครงสร้าง  “It is (was, seems, appears) + Adjective + (For someone) + To + Verb 1”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • _________________________________ to sign my name at the bottom of the page?

(____________________ ที่จะเซ็นชื่อของผมที่ด้านล่างของหน้า (กระดาษหรือเอกสาร) หรือไม่)

(a) Is it necessary for me    (มันจำเป็นสำหรับผม)

(b) Is it necessity for me    (“Necessity”  =  ความจำเป็น)

(c) Is it necessarily for me

(d) Am I necessary    (ไม่ใช้โครงสร้างนี้)

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากมาจากโครงสร้างประโยคบอกเล่า  “It + is (was) + Adjective + (For someone) + To + Verb 1”  

                                         ตัวอย่างที่ 

  • It is not a good thing ______________________ in front of a television set all evening.

(มันมิใช่สิ่งที่ดี ______________________________ หน้าเครื่องรับโทรทัศน์ตลอดทั้งคืน)

(a) for children sit

(b) for children to sit    (สำหรับเด็กๆที่จะนั่ง)

(c) for children will sit

(d) for children sitting

ตอบ   -   ข้อ   (b)   มีค่าเท่ากับ   “It is not good for children to sit…..………”  ซึ่งเป็นไปตามโครงสร้าง  “It + Is (Was) + (Not) + Adjective + (For someone) + To + Verb 1”  (สำหรับข้อความในวงเล็บ  จะมีหรือไม่ก็ได้)   ดังประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • Don’t do anything.  I believe _______________________ would be best to keep quiet.

(ไม่ต้องทำอะไร  ผมเชื่อ (ว่า) ___________________________ จะดีที่สุดที่จะนิ่งเงียบเสีย)

(a) you

(b) it    (มัน)

(c) we

(d) everything

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “It + Is (was, will be, would be) + Adjective  (เช่น  “Important, Necessary, Possible, Normal, Good, Better, Best”) + (For Someone) + To + Verb 1

                                         ตัวอย่างที่ 

  • It is usually necessary for the international business person _________ more than only his/her native language.

(มันเป็นสิ่งจำเป็นโดยปกติ  สำหรับนักธุรกิจระหว่างประเทศที่จะ __________ มากไปกว่าภาษาที่ใช้มาตั้งแต่เกิดของเขา/เธอ   แต่เพียงภาษาเดียว)  (หมายถึง  ควรรู้ภาษาอื่นด้วย  นอกเหนือจากภาษาที่ตนใช้อยู่เป็นประจำ)

(a) to understand    (เข้าใจ)

(b) to observe     (สังเกต)

(c) knowing     (รู้)

(d) speaking     (พูด)

ตอบ   –   ข้อ   (a)   หรืออาจตอบ  “To know”  ก็ได้  เนื่องจากถูกต้องตามหลักไวยากรณ์  ตามโครงสร้าง  {It is (was) + Adjective (necessary, important, possible, impossible, good, wise, foolish, etc.) + (For someone) + To + Verb 1 (กริยาอะไรก็ได้) + Something}  เช่น

  • It is necessary (for you) to work harder.

(มันจำเป็นสำหรับคุณที่ต้องขยันให้มากขึ้น)

  • It is important (for young people) to pay respect to the elderly.

(มันสำคัญสำหรับคนหนุ่มสาวที่จะต้องให้ความเคารพผู้สูงอายุ)

  • It was possible (for them) to arrive there before noon.

(มันเป็นไปได้สำหรับพวกเขาที่จะไปถึงที่นั่นก่อนเที่ยง)

  • It is impossible (for me) to lend you the sum you want.

(มันเป็นไปไม่ได้สำหรับผมที่จะให้คุณยืมเงินจำนวนที่ต้องการ)

  • It is good (for her) to marry him.

(มันดีสำหรับเธอที่แต่งงานกับเขา)

  • It was wise (for us) to cancel our trip to Europe.

(มันฉลาดสำหรับเราที่ยกเลิกการเดินทางไปยุโรป)

 

6. She went to the movies last night but she told me she wished she _______________ to see it.

(เธอไปดูหนังเมื่อคืนวาน  แต่เธอบอกผมว่า  เธอปรารถนาว่าเธอ ___________________ ดูมัน)

(a) hasn’t gone

(b) didn’t go

(c) hadn’t gone    (มิได้ไป)

(d) doesn’t go

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาในอดีต  กริยาของประโยคที่ตามหลัง  “Wish”  จึงต้องอยู่ในรูป  “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • Why didn’t you keep your promise?  I wish you _____________________________ it.

(ทำไมคุณจึงไม่รักษาคำมั่นสัญญา  ผมปรารถนาว่าคุณ _________________________ มัน)

(a) kept

(b) would keep

(c) would have kept

(d) had kept    (ได้รักษาฯ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็นการปรารถนาให้เกิดเหตุการณ์  (รักษาคำมั่นสัญญา) ในอดีต  จึงใช้รูป  “Subject + Wish + That + Subject + Had + Verb 3” 

                                        ตัวอย่างที่  

  • I wish I _____________________________________________________ as he does.

(ผมปรารถนา (ว่า) ผม ________________________________________ เหมือนที่เขาเล่น)

(a) can play

(b) play

(c) could play    (สามารถเล่น)

(d) will play

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากอนุประโยค  (Subordinate clause)  ที่ตามหลัง  “Wish”  จะอยู่ในรูป  “Past subjunctive”   คือ  ต้องอยู่ในรูป  “Past simple”  (Could play)  เมื่อเป็นการปรารถนาในปัจจุบัน  หรือใช้รูป   “Past perfect tense”  (Had played  หรือ  Could have played)  เมื่อเป็นการปรารถนาในอดีต

                                        ตัวอย่างที่ 

  • Smith said, “I don’t speak English.”  His friend said, “I wish you ____________________.”

(สมิธพูดว่า  “ผมไม่พูดภาษาอังกฤษ”   (และ)  เพื่อนของเขาพูดว่า  “ผมปรารถนาว่า  คุณ ________)

(a) speak

(b) do

(c) did    (พูด)  

(d) can

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่่องจาก  "Did"  แทน  "Speak"  และต้องอยู่ในรูป  "Past tense"  เพราะเป็น  "Past subjunctive"   คือเป็นกริยาใน  "Clause"  ที่ตามหลัง  "Wish"  ที่แสดงความปรารถนาในปัจจุบัน  คือ  ให้สมิธพูดภาษาอังกฤษได้

                                        ตัวอย่างที่  

  • When I said that I wished I _________ Italian, she told me she would give me some lessons, if I liked.

(เมื่อผมพูดว่า  ผมปรารถนาว่า  ผม ____________ ภาษาอิตาเลียน  เธอบอกผมว่า  เธอจะสอนบทเรียน (ภาษาฯ) ให้ผมบ้าง ถ้าผมต้องการ)

(a) know

(b) knew

(c) would have known

(d) had known    (ได้เรียนรู้)

ตอบ  -  ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาในอดีต  ซึ่งตรงกันข้ามกับความจริง  (Past subjunctive)  จึงต้องใช้โครงสร้าง  “Subject + Wish (ed) + (That) + Subject + Had + Verb 3 + ส่วนขยาย”   (ในข้อนี้  เป็นการปรารถนาว่าได้เรียนภาษาอิตาเลียนในอดีต   แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เรียน)

                                        ตัวอย่างที่  

  • I wish I ____________________________________ her while she stayed in Bangkok.

(ฉันปรารถนาว่าฉัน ______________________________ เธอ  ในขณะที่เธอพักในกรุงเทพฯ)

(a) meet

(b) met

(c) had met    (ได้พบ)

(d) would have met

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาในอดีต  และตรงข้ามกับความเป็นจริง  (คือ ปรารถนาว่าได้พบกับเธอ  แต่ก็มิได้พบกับเธอ   ในขณะที่เธอพักในกรุงเทพฯ)  จึงต้องใช้   “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3  )  และในกรณีที่เป็น  “Passive voice”   ใช้  (Subject + Had + Been + Verb 3)  เช่น

  • He wishes he had been given more opportunity when he was young.

(เขาปรารถนาว่า  เขาได้รับโอกาสมากขึ้นตอนเขาเป็นหนุ่ม  -  คือในอดีต)  (แต่ในความเป็นจริง  คือ ไม่ได้รับ)

                                         ตัวอย่างที่  ๖

  • I wish you __________________________________________ there at that moment.

(ผมปรารถนาว่าคุณ ________________________________________ ที่นั่นในขณะนั้น)

(a) are

(b) were

(c) had been     (อยู่)

(d) would have been

ตอบ   -   ข้อ   (c)    เนื่องจากเป็นการปรารถนาให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นในอดีต  (ให้คุณอยู่ที่นั่นในตอนนั้น  ซึ่งเป็นอดีตที่ผ่านมาแล้ว)  (ความเป็นจริง  คือ  “คุณไม่ได้อยู่ที่นั่นในตอนนั้น”)

                                         ตัวอย่างที่  

  • I wish I _____________________________________ German when I was at school.

(ผมปรารถนาว่าผม ___________________________ ภาษาเยอรมัน  ตอนที่ผมเป็นนักเรียน)

(a) was learning

(b) learnt

(c) had learnt    (ได้เรียนรู้)

(d) have learnt

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาเหตุการณ์ในอดีต  (สมัยเป็นเด็กนักเรียน)  แต่ในความเป็นจริง คือ  “มิได้เรียนภาษาเยอรมัน

                                        ตัวอย่างที่  

  • I wish today ___________________________________________________ a holiday.

(ผมปรารถนาว่าวันนี้ ______________________________________________ วันหยุด)

(a) is

(b) be

(c) being

(d) were     (เป็น)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   เนื่องจากเมื่อใช้  “Wish”  แสดงความปรารถนาในสิ่งที่   “ตรงข้ามกับความเป็นจริง”  (คือ  เหตุการณ์มิได้เป็นจริงตามที่ปรารถนา  -  วันนี้มิได้เป็นวันหยุด  ซึ่งเป็นการปรารถนาในปัจจุบัน)   จะต้องใช้รูป  “Subject + Wish + That + Subject + Verb 2”  แต่  “That”  มักจะละไว้เสมอ  (ไม่เขียนลงในประโยค)   (เรียกการใช้โครงสร้างแบบนี้ว่า   “Past subjunctive”)  โดยมีหลัก  คือ

                                    ๑. ถ้าตรงข้ามกับความจริงในปัจจุบัน  (ปรารถนาเหตุการณ์ปัจจุบัน)  ให้ใช้  “Verb”  เป็น  “Past simple” (Verb 2)  (สำหรับ  “Verb to be”  ใช้  “Were”  กับประธานทุกตัว)

  • I wish (that) she came to see me today.

(ผมปรารถนาว่าเธอมาเยี่ยมผมวันนี้)  (แต่จริงๆ แล้วเธอไม่ได้มา)

  • She wishes (that) today were her birthday.

(เธอปรารถนาว่า  วันนี้เป็นวันเกิดของเธอ)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่)

  • I wish (that) my uncle were here now.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่ในขณะนี้)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้อยู่)

  • He wishes (that) his father were a millionaire (now).

(เขาปรารถนาว่า  พ่อของเขาเป็นเศรษฐี)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็น)

  • I often wish (that) I were really wealthy (now).

(ผมปรารถนาบ่อยๆ ว่า  ผมร่ำรวยอย่างแท้จริง)  (จริงๆ แล้วไม่รวย)

  • My sister occasionally wishes (that) she were a boy (now).

(น้องสาวของผมปรารถนาเป็นบางครั้งว่า  เธอเป็นเด็กผู้ชาย)  (จริงๆ แล้วเป็นหญิง)

  • I wish (that) I had a bigger house (now).

(ผมปรารถนาว่าผมมีบ้านหลังใหญ่กว่านี้)  (แต่จริงๆ แล้วมีบ้านหลังเล็ก)

  • They wish (that) they could speak Japanese (now).

(พวกเขาปรารถนาว่า สามารถพูดภาษาญี่ปุ่นได้)  (แต่จริงๆ แล้วพูดไม่ได้)

                                     ๒. ถ้าตรงข้ามกับความจริงในอดีต   (ปรารถนาเหตุการณ์ในอดีต)  ให้ใช้  “Verb”  เป็น “Past perfect” (Had + Verb 3)  เช่น

  • I wish (that) yesterday had been a holiday.

(ผมปรารถนาว่า  เมื่อวานนี้เป็นวันหยุด)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็น)

  • She wishes (that) her father had been a millionaire (last year).

(เธอปรารถนาว่า  พ่อของเธอเป็นเศรษฐี  (เมื่อปีที่แล้ว)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็น)

  • He wished (that) he had been a bird (a long time ago).

(เขาปรารถนาว่า  เขาเป็นนก (เมื่อนานมาแล้ว)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็น)

  • I wish (that) my uncle had been here yesterday.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่เมื่อวานนี้)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้อยู่)

                                     ๓. ถ้า  “Wish”  ใช้กับอนาคต  (Future)  ให้ใช้  “Verb”  เป็น  “Would”, “Should”,  “Could”,  “Might”  ความหมาย  คือ  คงไม่เกิดเหตุการณ์ตามที่ปรารถนา  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้ยาก  เช่น

  • I wish (that) my wife would be here tomorrow.

(ผมปรารถนาว่า  ภรรยาของผมอยู่ที่นี่ในวันพรุ่งนี้)  (แต่จริงๆ แล้วคงไม่ได้อยู่ หรือมีโอ กาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก)

  • She wishes (that) she could come to my party next week.

(เธอปรารถนาว่า  เธอสามารถมางานเลี้ยงของผมสัปดาห์หน้า)  (แต่จริงๆ แล้วคงไม่ได้มา  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

  • They wish (that) they would graduate from the university next semester.

(พวกเขาปรารถนาว่า  จะเรียนจบจากมหาวิทยาลัยในเทอมหน้า)  (แต่คงจะไม่จบ หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

                                     ๔. เมื่อใช้  “Wish”  แสดงความปรารถนาในแบบปกติธรรมดา  จะมีโครง สร้าง  “Wish + To + Verb 1”  ซึ่งความปรารถนาดังกล่าวอาจจะเป็นจริง  หรือไม่เป็นจริงก็ได้  เช่น

  • They wish to meet their friends again next year.

(พวกเขาปรารถนาจะได้พบเพื่อนอีกในปีหน้า)

  • She wishes to leave now.

(เธอปรารถนาจะจากไปในตอนนี้)

  • He wishes to visit London next month.

(เขาปรารถนาจะไปเที่ยวลอนดอนเดือนหน้า)

  • They wished to pass the exam this term.

(พวกเขาปรารถนาจะสอบผ่านเทอมนี้)

  • They are in love and wish to marry.

(เขาทั้งสองคนรักกัน  และปรารถนาจะแต่งงานกัน)

                                    ๕. โครงสร้าง  “Wish + กรรม + Noun”  มีความหมาย  คือ  “ขออวยพรให้”  เช่น

  • She wished them a Merry Christmas and a Happy New Year

(เธออวยพรวันคริสมาสต์และปีใหม่ให้พวกเขา)

  • He wishes his parents a long and happy life.

(เขาอวยพรให้พ่อแม่มีชีวิตยืนยาวและมีความสุข)

  • I wish you success.

(ผมขออวยพรให้คุณประสบความสำเร็จ)

  • Before their exam they wished each other luck.

(ก่อนการสอบ  พวกเขาอวยพรโชคดีให้กันและกัน)

It is Mary’s birthday today.  Don’t forget to wish her many happy returns.

(วันนี้เป็นวันเกิดของแมรี่  อย่าลืมอวยพรให้เธอมีความสุข)

                                     ๖. โครงสร้าง  “Wish + For + Something”  (ปรารถนาอะไรบางอย่าง)  (มักแสดงความปรารถนาอย่างเงียบๆ กับตัวเอง)  เช่น

  • She blew out the candles on her birthday cake and wished for a new doll.

(เธอเป่าให้เทียนบนเค้กวันเกิดดับลง  และปรารถนาจะได้ตุ๊กตาใหม่สักตัว)

                                     ๗. ใช้  “Wish”  แบบคำนาม  (Noun)  หมายถึง  “ความปรารถนา, ความประสงค์, ความต้องการ, คำอธิษฐาน, สิ่งที่ปรารถนา”  เช่น

  • She told me of her wish to quit her job.

(เธอบอกผมถึงความปรารถนาของเธอที่จะทิ้งงาน)  (ลาออกจากงาน)

  • He has a strong wish to see his ex-wife again.

(เขามีความปรารถนาแรงกล้าที่จะพบอดีตภรรยาอีกครั้ง)

  • Julius Cesar was an all-powerful king whose every wish was obeyed.

(จูเลียส ซีซาร์ เป็นกษัตริย์ที่มีอำนาจเต็มที่  ผู้ซึ่งความปรารถนาทุกอย่างของเขาได้รับการเชื่อฟัง)

  • We have no wish to repeat their mistakes.

(เราไม่ปรารถนาจะทำผิดซ้ำความผิดของพวกเขา)

  • A death wish is a conscious or unconscious desire to die or be killed.

(“ความปรารถนาความตาย”  เป็นความต้องการแบบรู้ตัว (ตั้งใจ) หรือ ไม่รู้ตัว (ไม่ตั้งใจ) ที่จะตาย  หรือ  ถูกฆ่าตาย)

  • The government should reflect the wishes of the majority in the country.

(รัฐบาลควรจะสะท้อนความต้องการ (สิ่งที่ต้องการ) ของคนส่วนใหญ่ในประเทศ)

  • My last wish is for you to leave this house and never return.

(ความปรารถนาสุดท้ายของผม  คือ  ให้คุณออกจากบ้านหลังนี้ไป  และอย่ากลับมาอีก)

  • Her parents send their best wishes for me on my birthday.

(พ่อแม่ของเธอส่งความปรารถนาดีมายังผม  สำหรับวันเกิดของผม)

  • Please accept this gift with my sincere good wishes for the future.

(โปรดรับของขวัญนี้ไว้ด้วยความปรารถนาดีอย่างจริงใจจากผม  สำหรับอนาคต)  (เพื่อความสุข-ความสำเร็จของคุณ)

  • Have you made your wish yet?

(คุณตั้งความปรารถนาไว้แล้วหรือยัง)  (ว่าอยากได้อะไรสักอย่าง)

  • The genie then granted Sinbad three wishes.

(ผู้วิเศษ (พ่อมด-แม่มด) ให้ซินแบดตั้งความปรารถนาได้    อย่าง)  (ขออะไรก็ได้    อย่าง)

 

7. Please continue ____________________________________________ for your final exam.

(โปรด _________________________________________ ต่อไป  เพื่อการสอบไล่ของคุณ)

(a) study

(b) studying    (ศึกษา, เล่าเรียน, ดูหนังสือ, พยายาม, มานะบากบั่น)

(c) to studying

(d) for studying

ตอบ    –    ข้อ   (b)   หรือ  “To study”  ทั้งนี้  กริยา  “Continue”  สามารถตามด้วย  “Gerund”  (Verb + ing)  หรือ  “Infinitive with to”  (To + Verb 1)   ก็ได้  โดยมีความหมายเหมือนกัน  ดูเพิ่มเติมคำกริยาประเภทเดียวกัน  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่ 

  • Everyone started to _______________________________________________ loudly.

(ทุกคนเริ่มที่จะ ________________________________________________ เสียงดัง)

(a) laugh at

(b) laughing

(c) laugh    (หัวเราะ)

(d) stare    (จ้องมอง)

ตอบ   -   ข้อ    (c)   หรืออาจตอบ  “Started laughing”  เนื่องจาก  “Start + To + Verb 1”  หรือ  “Start + Verb + ing”  จะมีความหมายเหมือนกันทุกประการ  สำหรับคำกริยาที่สามารถตามด้วย  “To + Verb 1”  หรือ  “Verb + ing”  แล้วมีความหมายเหมือนกัน  ดูจากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • She began _________________________________________ that she was in danger.

(เธอเริ่ม __________________________________________ ว่า  เธอตกอยู่ในอันตราย)

(a) to realize    (ตระหนัก)

(b) to realizing

(c) and realized

(d) realized

ตอบ   -   ข้อ   (a)   หรือ  “Realizing”  ก็ได้  เนื่องจาก  “Begin + To + Verb 1”  หรือ  “Begin + Verb + ing”  โดยที่ความหมายเหมือนกัน

                                        ตัวอย่างที่ 

  • I prefer reading to _____________________________________________________.

(ผมชอบการอ่านมากกว่า ________________________________________________)

(a) write

(b) to write

(c) writing    (การเขียน)

(d) to writing

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องใช้ให้สมดุลกับ  “Reading”  ทั้งนี้  “Prefer”  สามารถตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  หรือ  “Infinitive with to” (To + verb 1)  ก็ได้  โดยมีความหมายเหมือนกัน  ดังนั้น  ประโยคข้างบนอาจใช้อีกอย่างหนึ่ง คือ

  • I prefer to read to to write.  

(อย่างไรก็ตาม  ไม่นิยมใช้โครงสร้างนี้  เนื่องจากมี  “To”  ถึง  ๓  ตัว)

                            กริยาต่อไปนี้  สามารถตามด้วย  “Infinitive with to” (To + Verb 1)  หรือ  “Gerund” (V. + ing)  แล้วความหมายเหมือนกัน  ได้แก่  “Begin, Start, Continue  (ทำต่อไป), Like,  Dislike  (ไม่ชอบ, เกลียด), Love, Hate  (เกลียด), Propose  (เสนอ), Prefer  (ชอบมากกว่า), Help, Intend  (ตั้งใจ), Attempt  (พยายาม), Bear  (ทน)”  เช่น

  • They started to play football. (= They started playing football.)

(เขาเริ่มเล่นฟุตบอล)

  • She likes to dance. (= She likes dancing.)

(เธอชอบการเต้นรำ)

  • We continued to study for our exam. (= We continued studying for our exam.)

(เราเรียนต่อไปเพื่อการ (เตรียม) สอบ)

  • She hates to stay in a dirty place. (= She hates staying in a dirty place.)

(เธอเกลียดการพักในสถานที่สกปรก)

 

8. Please explain ___________________________________________________________

(โปรดอธิบาย _______________________________________________________)

(a) me what it means.

(b) me what does it mean?

(c) to me what it means.    (ให้ผมฟังว่ามันหมายความว่าอย่างไร)

(d) to me what does it mean?

ตอบ   -   ข้อ   (c)  สำหรับกริยา  “Explain”  ต้องตามด้วย   “To” +  “กรรม”  (Explain to me)

 

9. A: When did he tell you the truth?

(เขาเล่าความจริงให้คุณฟังเมื่อใด)

    B: ____________________________________________________________.

(a) Just after he had died.    (หลังเขาตาย)

(b) Just before he had died.

(c) Just after he died.

(d) Just before he died.    (ก่อนเขาตาย)

ตอบ   -   ข้อ    (d)  “Clause”  ที่ตามหลัง  “Before”  จะอยู่ในรูป  “Past simple tense”  (Verb 2)  ในขณะที่  “Clause”  ที่ตามหลัง  “After”  จะอยู่ในรูป  “Past perfect tense”  (Had + Verb 3)  เช่น

  • I went to school after I had eaten my breakfast.

(ผมไปโรงเรียนหลังจากที่ได้กินข้าวเช้าแล้ว)  (กินข้าวก่อนไปโรงเรียน)

  • She had finished her work before she left the office.

(เธอทำงานแล้วเสร็จ  ก่อนที่เธอจะออกจากออฟฟิศ)  (ทำงานเสร็จก่อน  ออกจากออฟฟิศทีหลัง)

                                    ดูเพิ่มเติมการใช้  “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3)  และ   “Past simple tense”  (Subject + Verb 2)  ในข้อ  ๑๐  ของข้อสอบชุดนี้

 

10. After the ice _____________________________ for about three days, we could skate on it.

(หลังจากน้ำแข็ง ______________________ เป็นเวลา    วัน  เราจึงสามารถเล่นสเกตบนมันได้)

(a) was froze

(b) is froze

(c) had been froze

(d) had been frozen    (ถูกทำให้เย็นจัดจนกลายเป็นน้ำแข็ง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเหตุการณ์  “น้ำแข็งถูกทำให้เย็นจัดฯ”  เกิดขึ้นก่อนเหตุการณ์  “เราสามารถเล่นสเกตฯ”  จึงต้องใช้รูป  “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3)  และในกรณีนี้ต้องอยู่ในรูป  “Passive voice”  (Subject + Had + Been + Verb 3)  (ถูกทำให้เย็นจัดจนแข็ง)  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Past perfect tense”  และ  “Past simple tense”  (Subject + Verb 2)  จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่  

  • In his evidence the policeman said that the accused ________________ dismissed from his employment three weeks before.

(จากพยานหลักฐาน  ตำรวจกล่าวว่า  ผู้ถูกกล่าวหา ___________ ไล่ออกจากงาน    สัปดาห์ก่อนหน้านั้น)  (คือ ก่อนหน้าที่จะเกิดอาชญากรรม)

(a) has been

(b) had been   (ได้ถูก)

(c) was being

(d) is

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เป็นการใช้โครงสร้าง   “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3)  ในรูป  “Passive voice”  (Subject + Had + Been + Verb 3)  (สำหรับประโยคข้างบน  ผู้ถูกกล่าวหา  “ถูกกระทำ”  คือ  ถูกไล่ออกจากงาน)

                                         ตัวอย่างที่        (จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จาก ข้อ (๑) – (๔)

  • The front porch was (1) a common feature of (2) wooden houses that (3) had built in the U.S. (4) around 1900.

(ระเบียงหน้าบ้านเป็นลักษณะธรรมดา-สามัญของบ้านไม้  ซึ่งถูกสร้างขึ้นในสหรัฐฯ  ราวๆ ปี  ๑๙๐๐)  (หมายถึงในยุคนั้น  บ้านไม้ในสหรัฐฯ ส่วนใหญ่จะมีระเบียงหน้าบ้าน)

ตอบ   -    ข้อ   ๓   แก้เป็น  “Had been built”  เนื่องจากต้องอยู่ในรูป  “Passive voice”  ของ  “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3)  ซึ่งเมื่ออยู่ในรูปของ  “Passive voice”  จะมีโครงสร้าง  “Subject + Had + Been + Verb 3)

                                         ตัวอย่างที่  

  • Cash awards were given to employees who __________ suggestions to improve quality and raise production.

(รางวัลเงินสดถูกมอบให้กับพนักงานผู้ซึ่ง ____________ คำแนะนำเพื่อปรับปรุงคุณภาพและยกระดับการผลิต)

(a) had offered    (ได้เสนอ)

(b) had been offered

(c) have offered

(d) are offering

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการใช้รูป  “Past perfect tense”  (Had offered)  ควบคู่กับ  “Past simple tense” (Were givenในที่นี้อยู่ในรูป  “Passive voice”)  กล่าวคือ  มีเหตุการณ์ในอดีตเกิดขึ้น    เหตุการณ์  (จบลงไปแล้วทั้งคู่)  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนและจบลงก่อน  ใช้  “Past perfect” (Subject + Had + V. 3)   ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดทีหลังและจบทีหลัง  ใช้  “Past simple” (Subject + V. 2)ทั้งนี้   ในประโยคข้างบน  ข้อความ  “รางวัลเงินสดถูกมอบให้กับพนักงาน”   เกิดขึ้นภายหลังข้อความ  “(พนักงาน) ผู้ซึ่งเสนอคำแนะนำเพื่อปรับปรุง ...........................”  กล่าวคือ  “เสนอคำแนะนำ”  เกิดขึ้นก่อน  จึงใช้  “Past perfect”  ส่วน  “มอบรางวัล หรือรางวัลถูกมอบ”  เกิดขึ้นทีหลัง  เพื่อเป็นการตอบแทน  จึงใช้  “Past simple”  (Verb 2)  ประโยคในลักษณะนี้  ส่วนใหญ่จะมีคำ  “Before”,  “After”  หรือ“When”  ปรากฏอยู่ด้วย  ตัวอย่างประโยคลักษณะนี้  ได้แก่

  • Dang had learnt English before he went to England.

(แดงได้เรียนภาษาอังกฤษก่อนแล้ว  ก่อนที่เขาจะไปอังกฤษ)

(การเรียนเกิดก่อน ใช้  “Past perfect” การไปอังกฤษเกิดทีหลัง ใช้  “Past simple”)

  • When I called on Jim, his sister told me that he had left home.

(เมื่อผมไปเยี่ยมจิม  น้องสาวของเขาบอกผมว่า  เขาได้ออกจากบ้านไปแล้ว)

(“ออกจากบ้าน”  เกิดก่อน  จึงใช้ “Past perfect”, “บอกผม”  เกิดทีหลัง ใช้  “Past simple”)

  • We went out for a walk after we had eaten dinner.

(เราออกไปเดินเล่น  หลังจากที่เราได้กินอาหารค่ำแล้ว)

(กินอาหารค่ำเกิดก่อน ใช้  “Past perfect”, ออกไปเดินเล่นเกิดทีหลัง ใช้  “Past simple”)

  • When we reached the theater, the movies had started.

(เมื่อเราไปถึงโรงหนัง  หนังได้เริ่มฉายไปแล้ว)

(ไปถึงโรงหนังเกิดทีหลัง ใช้  “Past simple”, หนังฉายเกิดขึ้นก่อน ใช้  “Past perfect”)

 

11. President Lincoln’s hometown is _____________________________________________.

(บ้านเกิดของประธานาธิบดีลิงคอล์นอยู่ _______________________________________)

(a) far from here three hundred miles

(b) three hundred miles from here    {(ห่างออกไป)  ๓๐๐  ไมล์จากที่นี่}

(c) far three hundred miles from here

(d) three hundred miles far from here.

ตอบ    –    ข้อ   (b)   มีการเรียงคำ  คือ   “จำนวนระยะทาง + from here   โดยไม่ต้องมีคำว่า   “Far

 

12. In the cities __________________________ live as hard a life as they were in the villages.  

(ในเมืองใหญ่ _________ ดำรงชีวิตที่ยากลำบาก  เท่าๆ กับตอนที่พวกเขาอาศัยอยู่ในหมู่บ้าน)  (คือย้ายมาอยู่ในเมือง  แล้วก็ยังลำบากเหมือนในอดีตตอนอยู่บ้านนอก)

(a) poor man

(b) a poor

(c) the poor    (คนจน)

(d) the poor men

ตอบ    -    ข้อ   (c)   “The poor”  หมายถึง  “คนจน”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่       {จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จาก ข้อ (๑) – (๔)}

  • The American Red Cross is (1) one of the volunteer (2) organizations (3) which purpose is to help (4) the sick and the needy.

(กาชาดอเมริกันเป็นหนึ่งในบรรดาองค์กรอาสาสมัคร  ซึ่งวัตถุประสงค์ของมันคือ  ช่วยคนเจ็บป่วยและคนยากคนจน)

ตอบ    –    ข้อ     แก้เป็น  “Whose”  เนื่องจากแสดงความเป็นเจ้าของ (วัตถุประสงค์ของมัน)  และนำหน้าอนุประโยค    (whose purpose…………………..…..the needy)   สำหรับข้อ    (the sick and the needy)  ถูกต้องแล้ว  เพราะเราใช้  “The”   นำหน้าคำคุณศัพท์  (sick และ needy)   หมายถึงบุคคลประเภทนั้นๆ  (“คนป่วย” และ “คนยากคนจน”)    และถือเป็นคำพหูพจน์ด้วย    ซึ่งต้องใช้กับกริยา  “are, were, have”  (หรือ กริยาตัวอื่นๆ ที่อยู่ในรูปพหูพจน์  -  คือไม่ต้องเติม “s”)  เช่น The poor”  (คนจน),  “The rich”  (คนรวย),  “The wise”  (คนฉลาด, นักปราชญ์),  “The brave”   (คนกล้าหาญ),  “The elderly”  (คนสูงอายุ),  “The young”  (คนหนุ่มสาว),  “The old”  (คนแก่)  นอกจากนั้น  “Verb + ing” (Present participle)  และ กริยาช่องที่ ๓   (Past participle)  ซึ่งถือเป็นคำคุณศัพท์ประเภทหนึ่ง  แต่เมื่อนำหน้าด้วย   “The”  เช่น “The dying”  (คนที่กำลังจะตาย)  หรือ  “The wounded”  (คนเจ็บ),  “The injured”  (คนเจ็บ)   ก็ถือเป็นคำนามประเภทหนึ่งเช่นเดียวกัน   และถือเป็นคำพหูพจน์ด้วย   และใช้กับกริยา  “Are, Were, Have”  เช่นกัน  ดังตัวอย่างประโยค

  • The rich are not always happy.

(คนรวยมิใช่ว่าจะมีความสุขเสมอไป)

  • The poor have asked for help from the government

(คนจนได้ขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลแล้ว)

  • In the old days, the elderly were highly respected by the young.

(ในสมัยก่อน  ผู้สูงอายุได้รับความเคารพอย่างสูงจากคนหนุ่มสาว)

  • The wounded were taken to hospital.

(คนเจ็บถูกนำส่งโรงพยาบาล)

  • The dying were being attended by the doctors.

(ผู้ที่กำลังจะตายกำลังได้รับการดูแลจากแพทย์)

  • The wise are cleverer (= more clever) than general people.

(คนฉลาดมีความฉลาดมากกว่าคนทั่วๆไป)

 

13. Neither I nor my sister ______________________________________ going to the dance.

(ไม่ทั้งผมและน้องสาว ___________________ ไปเต้นรำ – คือ ทั้งผมและน้องสาวจะไม่ไปเต้นรำ)

(a) is    (จะ)

(b) am

(c) are

(d) aren’t

ตอบ   –   ข้อ   (a)   เนื่องจาก ประธานประโยค    ตัว  เชื่อมด้วย   “Or, Either… ………...or, Neither………….nor, Not only………....but also,   ให้ใช้กริยาตามประธานตัวหลัง  เช่น

  • You or I am to blame for the error.

(ไม่คุณก็ผมที่ควรถูกตำหนิสำหรับความผิดพลาด)  (ใช้กริยาตามประธานตัวหลัง  คือ  “I”)

  • When I came in, neither the radio nor the television was on.

(เมื่อผมเข้ามา  ทั้งวิทยุและทีวีมิได้เปิดอยู่)  (ใช้กริยาตามประธานตัวหลัง  คือ  “the television”)

  • Neither you nor I was glad.

(ทั้งคุณและผมไม่ดีใจ)  (ใช้กริยาตามประธานตัวหลัง  คือ “I”)

  • Although we have been living in Thailand for 5 years, neither my husband nor I speak Thai fluently.

(แม้ว่าเราได้อยู่เมืองไทยมา    ปีแล้ว  ทั้งสามีและฉันพูดไทยไม่คล่อง)  (ใช้กริยาตาม  “I”)

  • Either excessive social obligation or just plain laziness has kept him from his work.

(ภาระทางสังคมที่มากเกินไป  หรือ เพียงแค่ความเกียจคร้านธรรมดา (อย่างใดอย่างหนึ่ง) ที่ทำให้เขาไม่ทำงาน)  (ขัดขวางเขาจากการทำงาน)  (ใช้กริยาตาม  “plain laziness”)

 

14. If I were you, I wouldn’t risk betting that money _________________________ this horse.

(ถ้าผมเป็นคุณ  ผมจะไม่เสี่ยงพนันเงินจำนวนนั้น _____________________________ ม้าตัวนี้)

(a) for

(b) on    (กับ, ลงไปที่)

(c) to

(d) in

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Bet money on something”  (พนันเงินไปกับอะไร)

                            สำหรับวลีที่ใช้  “On”   ได้แก่  “On page 5”  (ในหน้าที่  ๕),  Waste his time on”  (ใช้เวลา – ของเขา - อย่างสิ้นเปลือง-สุรุ่ยสุร่ายกับ), on business  (ด้วยเรื่องธุรกิจ), keep on  (ดำเนินต่อไป), rely on  (ไว้วางใจ, เชื่อใจ, พึ่งพาอาศัย), depend on (upon)  (พึ่งพาอาศัย, ขึ้นอยู่กับ, อยู่ที่), insist on  (ยืนกราน, ยืนหยัด, เรียกร้อง), on the floor  (บนพื้น), on a hill  (บนเนินเขา), on the top shelf  (บนชั้นบนของหิ้ง), on a sofa  (บนเก้าอี้โซฟา), to turn his back on his country  (หันหลังให้กับประเทศของตน  -  หมายถึงละทิ้งประเทศ  เช่น  หนีการเกณฑ์ทหาร  หรือไปเข้ากับฝ่ายศัตรู), on the contrary  (ในทางตรงกันข้าม), on the drawing board   (กำลังอยู่ในขั้นวางแผนหรือเตรียมการ  คือยังไม่ได้ลงมือทำ หรือนำมาใช้งานจริงๆ ),  on the dot (on the button)  (ตรงเวลาเผ็ง, ตรงเวลาพอดี)  -  Susan arrived at the party at 3:00 p.m. on the dot.  (ซูซานมาถึงที่งานเลี้ยงเวลาบ่าย    โมงตรงพอดี)get (climb, jump) on the bandwagon  (ทำตามอย่างที่คนอื่นทำ  แม้จะไม่ใช่เรื่องที่จำเป็น, เข้าร่วมในกิจกรรมที่มีคนนิยมทำกันมาก  และล่าสุด  เช่น ถีบจักรยาน หรือ เล่นฟิตเนส,  โยคะ  -  แปลตรงๆ ตัว คือ ปีนหรือกระโดดขึ้นไปบนรถดนตรีในขบวนแห่)  -  When all Jim’s friends decided to vote for Bill, Jim climbed on the bandwagon too.  (เมื่อเพื่อนทุกคนของจิมตัดสินใจลงคะแนนให้บิล  จิมก็ตัดสินใจลงคะแนนให้บิลเช่นเดียวกัน  -  คือทำตามเพื่อนๆ แบบไม่ต้องมีเหตุผล), on the (an) average   (โดยเฉลี่ย),   a dog peeing (pissing) on a tree  (หมาเยี่ยวรดต้นไม้),  on condition that  (โดยมีเงื่อนไขว่า)  -  I will lend you the money on condition that  you pay it back in one month.  (ผมจะให้คุณยืมเงินโดยมีเงื่อนไขว่า  คุณต้องใช้คืนภายใน    เดือน),  on deck   (อยู่บนดาดฟ้าเรือ, เตรียมพร้อมที่จะทำอะไรบางอย่าง, มาปรากฏตัว หรือมาถึงที่นัดหมาย)  –  The passengers are relaxing on deck.  (ผู้โดยสารกำลังพักผ่อนหย่อนใจอยู่บนดาดฟ้าเรือ)   -  The scout leader told the boys to be on deck at 8:00 Saturday morning for the hike.  (ผู้นำลูกเสือบอกให้ลูกเสือมาถึงที่นัดหมายเวลา ๘.๐๐ น. เช้าวันเสาร์  เพื่อออกเดินทางไกล),  on deposit   (ในธนาคาร)  -  I have $ 500 on deposit in my account.  (ผมมีเงินอยู่  ๕๐๐ ดอลลาร์ในบัญชีธนาคาร),  on duty  (อยู่ปฏิบัติหน้าที่, ขณะปฏิบัติหน้าที่)   -  There is always one teacher on duty during study hour.  (มีครูอยู่ คนเสมอ  อยู่ปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างชั่วโมงเรียน  -  คือคอยให้คำแนะนำปรึกษาแก่นักเรียน)on earth (= in the world(ใน หรือ บนโลกนี้, เกิดขึ้นได้ หรือเป็นไปได้อย่างไร  มักใช้แสดงการเน้นในประโยคคำถาม) - Where on earth did I put my wallet?  (ไม่รู้ว่าผมเอากระเป๋าสตางค์ไปวางไว้ตรงไหนในโลกนี้   -   คือบ่นคร่ำครวญเนื่องจากหากระเป๋าสตางค์ไม่เจอ)   -  The boys wondered how on earth the mouse got out of the cage.  (พวกเด็กๆสงสัยว่า เป็นไปได้อย่างไรที่หนูออกจากกรงไป  -  ทั้งๆที่ล็อคทางออกไว้อย่างแน่นหนา),  have, (keep, with) one eye on  (คอยเฝ้าดูหรือเอาใจใส่  -  บุคคลหรือสิ่งของ  -  ในขณะที่กำลังทำสิ่งอื่นไปด้วย)  -  Mother had one eye on baby as she ironed.  (แม่รีดผ้าและดูแลลูกน้อยไปด้วยในเวลาเดียวกัน)  -  Chris tried to study with one eye on the TV set.  (คริสพยายามอ่านหนังสือ  และดูทีวีไปด้วยในในเวลาเดียวกัน), on account of  (เนื่องมาจาก, เพราะว่า),  -  The picnic was held in the gym on account of the rain.  (ปิกนิกถูกจัดในโรงยิม  -  แทนในสนาม  -  เนื่องมาจากฝนตก),  on a shoestring  (ด้วยเงินจำนวนเล็กน้อยสำหรับใช้จ่าย, ด้วยงบประมาณที่น้อยมาก  -  แปลตรงๆตัว คือ ด้วยเชือกผูกรองเท้า)  -  The couple was seeing Europe on a shoestring.  (สามี-ภรรยาคู่นั้นกำลังเที่ยวยุโรป  ด้วยเงินจำนวนเพียงนิดเดียว  -  คือ  แบบประหยัดสุดๆ),  to walk on air  (รู้สึกมีความสุขและตื่นเต้น)  -  Kim has been walking on air since she won the prize.  (คิมมีความสุขและตื่นเต้นมาโดยตลอด  ตั้งแต่ที่เธอได้รับรางวัล),  to wait on (upon)  (รับใช้, ให้บริการ)  -  The clerk in the store waits on all customers.  (เสมียนในร้านนั้นให้บริการ (รับใช้) ลูกค้าทุกคน),  (sitting) on top of the world  (ปลาบปลื้มยินดีและมีความสุข, รู้สึกประสบความสำเร็จ)  -  John was (sitting) on top of the world when he found out that he got into college.  (จอห์นดีใจและมีความสุข  เมื่อเขาพบว่าเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้),  on behalf of  (ในนามของ),  on board  (บนเรือ)  -  A ship was leaving the harbor, and we saw the people on board waving.  (เรือลำหนึ่งกำลังออกจากท่า  และเราเห็นผู้คนบนเรือโบกไม้โบกมือ  -  เพื่ออำลาญาติพี่น้องที่มาส่ง),  off and on (= on and off)  (ไม่สม่ำเสมอ, เป็นครั้งคราว หรือบางโอกาส)  -  It rained off and on all day.  (ฝนตกๆหยุดๆตลอดทั้งวัน  -  คือ ตกแล้วหยุด  แล้วก็ตกแล้วหยุดอีก  สลับกันไปแบบนี้ตลอดทั้งวัน),  the posters on the walls   (โปสเตอร์บนกำแพง), a sticker on her car  (สติ๊กเกอร์ติดรถของเธอ), pictures on the screen  (รูปภาพบนจอ), on the ceiling  (บนเพดาน), on the roof  (บนหลังคา), on all fours  (คลาน เท้า), get on a bus  (ขึ้นรถเมล์), on a highway  (บนทางหลวง), on the plane  (บนเครื่องบิน), on foot  (โดยทางเท้าหรือเดินไป), to walk on tiptoe  (เดินบนปลายเท้าหรือเขย่งส้นเท้า), on horseback  (บนหลังม้า), on a bicycle  (โดยรถจักรยาน), on Monday  (ในวันจันทร์), on a Sunday afternoon  (ตอนบ่ายวันอาทิตย์), on an occasion like this  (ในโอกาสเช่นนี้), on April10th  (ในวันที่ ๑๐ เมษายน), on Thursday night   (ในคืนวันพฤหัสฯ), on the first day of term  (ในวันแรกของภาคการศึกษา), books on art and religion  (หนังสือเกี่ยวกับศิลปะและศาสนา), on the subject of rents  (ในเรื่องเกี่ยวกับค่าเช่า), ideas on how films should be made  (ความคิดเกี่ยวกับว่าควรจะสร้างหนังอย่างไร), to comment on the issue  (แสดงความคิดเห็นในประเด็นนั้น), a talk on agriculture  (การสนทนาเกี่ยวกับเกษตรกรรม), cars running on petrol (รถยนต์ที่วิ่งด้วยน้ำมัน), appear on TV  (ปรากฏตัวทางทีวี), to hear it on the radio  (ได้ยินมันทางวิทยุ), on stage  (บนเวที), on the phone  (ทางโทรศัพท์ หรือกำลังพูดโทรศัพท์), on and on  (ไม่รู้จักจบสิ้น, ไม่หยุดหย่อน, ไม่สิ้นสุด), on edge  (รุ่มร้อน, กระวนกระวาย, ตื่นเต้น, ประสาทเสีย, ปวดสมอง), on one’s own  (ด้วยตนเอง, เป็นอิสระ, หาเลี้ยงตนเอง), on purpose  (โดยเจตนา, โดยตั้งใจทำ), on the carpet  (ดุด่าว่ากล่าว, สวด), on the fence  (ยังไม่แน่ใจ, ยังไม่ตัดสินใจ-ตกลงใจ), on the hook  (อยู่ในฐานะลำบาก), on the spot  (ที่กำลังพูดถึง-เอ่ยถึง), to be on  (กำลังปรากฏ, กำลังฉายอยู่. กำลังแสดง), on the go  (มีธุระ ยุ่ง, เคลื่อนไหวทำโน่นทำนี่อยู่ตลอด)  –  I’m usually on the go all day long.  (ผมมักมีธุระยุ่งตลอดทั้งวัน), on the market  (มีขาย, เสนอขาย)– I had to put my car on the market.  (ผมจำเป็นต้องเอารถออกขาย) - This is the finest home computer on the market.  (นี่เป็นคอมพิวเตอร์ประจำบ้านที่ดีที่สุดที่วางขายในตลาด), on the mend  (สบายดี, หายป่วยไข้) – My cold was terrible, but I’m on the mend now.  (ไข้หวัดของผมย่ำแย่มากเลย  แต่ตอนนี้ผมหายไข้แล้ว) – What you need is some hot chicken soup.  Then you’ll really be on the mend.  (สิ่งที่คุณต้องการ คือ ซุปไก่ร้อนๆ  แล้วคุณจะหายป่วยจริงๆเลย), on the tip of one’s tongue  (ติดอยู่แค่ริมฝีปาก  คือ เกือบจะพูดออกมาแล้ว หรือ เกือบจะนึกออกแล้ว) – I have his name right on the tip of my tongue.  I’ll think of it in a second  (ผมมีชื่อของเขาติดอยู่ที่ริมฝีปาก  ผมจะนึกมันออกในอีกวินาทีเดียว) – John had the answer on the tip of his tongue, but Ann said it first  (จอห์นเกือบจะบอกคำตอบออกมาแล้ว  แต่แอนพูดออกมาเสียก่อน  -  คือชิงบอกคำตอบก่อน), on the wrong track  (ไปหรือเดินผิดลู่หรือราง, ทำตามสมมติฐานที่ผิด)  – You’ll never get the right answer.  You’re on the wrong track.  (คุณไม่มีวันจะได้คำตอบที่ถูกต้องหรอก คุณเดินผิดทางนี่ หรือ คุณตั้งสมมติฐานไว้ผิดนี่), be (skate) on thin ice  (อยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงหรือมีอันตราย) – If you try that, you’ll really be on thin ice.  That’s too risky.  (ถ้าคุณลองทำสิ่งนั้น  คุณจะตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง  มันเสี่ยงเกินไป) – If you don’t want to find yourself (skating) on thin ice, you must be sure of your facts  (ถ้าคุณไม่ต้องการพบตัวเองตกอยู่ในอันตราย  คุณต้องมั่นใจในข้อเท็จจริง  - ไม่เช่นนั้นคุณอาจแพ้คดีและต้องจ่ายเงินมากมาย), on tiptoe  (เดินเขย่างเท้า), on vacation  (เดินทางไปเที่ยวในวันหยุดพักผ่อน)  – Where are you going on vacation this year?  (คุณจะเดินทางไปพักผ่อนที่ไหนในวันหยุดปีนี้) – I’ll be away on vacation for three weeks.  (ผมจะเดินทางไปพักผ่อนวันหยุดเป็นเวลา ๓ สัปดาห์), เป็นต้น

 

15. Her husband is ________________________________________________________.

(สามีของเธอเป็น ____________________________________________________)

(a) English man

(b) an English

(c) an English man

(d) an Englishman    (คนอังกฤษ, ชาวอังกฤษ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)

 

16. He said that he would not answer because he ___________________________ to his lawyer.  

(เขาพูดว่าเขาจะไม่ตอบ (คำถาม)  เพราะว่าเขา _________________________ ทนายของเขา)

(a) did not speak    (ไม่ได้พูด)

(b) would not speak    (จะไม่พูด)

(c) had not spoken    (ยังไม่ได้พูด)

(d) has not spoken    (ยังไม่ได้พูด)

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากมาจาก  “Has not spoken” (Present perfect tense)  แต่ต้องเปลี่ยนเป็น  “Had not spoken”  เพื่อให้  “Tense”  สอดคล้องกับกริยาในประโยคใหญ่  “Said”  ทั้งนี้  “Present perfect tense”  มีกฎอยู่ข้อหนึ่งคือ  “ใช้กับเหตุการณ์ที่ทำแล้ว (เกิดขึ้นแล้ว) หรือยังไม่ได้ทำ (ยังมิได้เกิดขึ้น”  ซึ่งในกรณีของประโยคข้างบน  คือ  “ยังมิได้พูดกับทนาย”  อาจกล่าวได้ว่า  กฎหนึ่งของ  “Present perfect tense”  คือ  ใช้บอกข้อความว่า  “ทำแล้ว, ยังไม่ได้ทำ, ทำหรือยัง”  มักมีคำว่า  “Already”  (ใช้กับประโยคบอกเล่าและคำถาม)  และ  “Yet” ( ใช้กับประโยคปฏิเสธและคำถาม)   ทั้งนี้  อาจไม่ต้องมี  “Already” และ  “Yet”  ก็ได้  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

  • I have (already) eaten my dinner.

(ผมกินอาหารค่ำแล้ว)

  • She has not (yet) had her breakfast. (= She has not had her breakfast yet.)

(เธอยังไม่ได้กินอาหารเช้าเลย)

  • Have you (already) done your homework?

(คุณทำการบ้านแล้วหรือยัง)

  • I’ve (already) answered that question.

(ผมได้ตอบคำถามนั้นแล้ว)

  • Have you (already) finished your report?  (= Have you finished your report already?)

(คุณทำรายงานเสร็จหรือยัง)

 

17. What kind ________________________________________________________ is he?

(เขาเป็น ___________________________________________________ ประเภทใด)

(a) of a man

(b) of men

(c) of man    (ผู้ชาย, บุคคล)

(d) of the man

ตอบ   -   ข้อ   (c)   แต่ต้องใช้   “What kind of men are they?”

 

18. We may _____________________________________________________ go for a walk.

(เราอาจไปเดินเล่น ____________________________________________________)

(a) not well

(b) very well

(c) as well    (เช่นเดียวกัน, ด้วย)

(d) so well

ตอบ   -   ข้อ   (c)   หรืออาจใช้  “We may go for a walk as well.”  หรือ  “We may go for a walk too.”   ซึ่งทุกประโยคอาจหมายถึง  “นอกจากทำกิจกรรมอื่นๆแล้ว  เราอาจจะไปเดินเล่นด้วยเช่นเดียวกัน”   หรือ  “คนอื่นๆออกไปเดินเล่นกัน  เราก็อาจออกไปเดินเล่นเช่นกัน”  ดูเพิ่มเติมการใช้  “As well”  จากตัวอย่างข้างล่าง

  • New York’s Statue of Liberty was designed to be a beacon for ships and a monument as well.

(รูปปั้นเทพีเสรีภาพของรัฐนิวยอร์กถูกออกแบบให้เป็นประภาคาร (กระโจมไฟ-สัญญาณไฟ) สำหรับเรือ  และ (เป็น) อนุสาวรีย์ด้วยเช่นกัน)

  • He needs to develop his reading further, and his writing as well.

(เขาต้องการพัฒนาการอ่านของเขาต่อไป  และการเขียนด้วยเช่นกัน)

  • Now she raised the other hand as well.

(ขณะนี้  เธอยกมืออีกข้างหนึ่งขึ้นด้วยเช่นกัน)  (หลังจากยกมือขึ้นข้างหนึ่งก่อนหน้านั้น)

  • You’ve already been late for breakfast, and if you don’t eat fast, you’ll be late for school as well.

(คุณสายแล้วนะสำหรับอาหารเช้า  และถ้าคุณไม่กินให้เร็ว  คุณจะไปโรงเรียนสายด้วยเช่นเดียวกัน)

 

19. His doctor has forbidden him _______________________________________________.

(หมอของเขาได้ห้ามเขา  _________________________________________________)

(a) not to drink    (ไม่ให้ดื่ม)   

(b) to drink    (ดื่ม)

(c) don’t drink

(d) to not drink

ตอบ  -  ข้อ   (b)   เนื่องจากมาจากโครงสร้าง  “Subject + Forbid + Someone + To + Verb 1 + กรรม”  {ประธาน + ห้าม + ใคร + ทำกริยา (อะไรก็ได้) + (กรรม)}        

                                  ทั้งนี้  ในภาษาอังกฤษ  จะใช้ว่า  “ห้ามเขาดื่ม”  ไม่ใช้  “ห้ามไม่ให้เขาดื่ม”  เหมือนกับในภาษาไทย  ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น

  • The teacher forbids his students to talk in class.

(ครูห้ามนักเรียนคุยกันในห้องเรียน)  (ไม่ใช้  “not to talk”)

  • The company forbade workers to come to work late.

(บริษัทห้ามคนงานมาทำงานสาย)  (ไม่ใช้  “not to come”)

  • Most agencies forbid their staff to have conflicts of interest.

(องค์กร –  หน่วยงาน  -  ส่วนใหญ่ห้ามพนักงานมีความขัดแย้งด้านผลประโยชน์  -  หรือผลประโยชน์ทับซ้อน)  (ไม่ใช้  “not to have”)

 

20. Do you mind if I ask _____________________________________________________?

(คุณจะรังเกียจไหมถ้าผมถาม _____________________________________________)

(a) a question to you

(b) a question from you

(c) for a question to you

(d) you a question    (ปัญหาคุณ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   จะต้องใช้ว่า  “Ask you a question”  หรือ  “Ask a question”  เสมอ  (ต้องจำโครงสร้างแบบนี้ !)  (ไม่มีโครงสร้างแบบข้อ  A, B, C)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”                

 

               ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป