หมวดข้อสอบ STRUCTURE (ตอนที่ 3)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionChoose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Napoleon was not only a good general _____________________________ a firm ruler.

(นโปเลียนไม่เพียงแต่เป็นนายพล (คือ ทหาร) ที่ดีเท่านั้น ____________ นักปกครองที่เด็ดขาด)

(a) but

(b) nevertheless    (อย่างไรก็ตาม)

(c) but also    (แต่ยังเป็น..............(นักปกครองฯ)............อีกด้วย)

(d) yet

ตอบข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นการใช้  “คำคู่”   “Not only”  และ  “But also”  ดูเพิ่มเติมการใช้คำคู่จากตัวอย่างข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่  

  • Please tell me the difference _____________________________ a habit and a custom.

(โปรดบอกผมความแตกต่าง ______________ นิสัย (หรือธรรมเนียมปฏิบัติ) และขนบธรรมเนียมประเพณี)

(a) of

(b) from

(c) between

(d) in

ตอบ  –  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นการใช้  “คำคู่”   “Between”  และ  “And

                                        ตัวอย่างที่

  • Both breakfast ___________________ lunch are served in the company cafeteria.

(ทั้งอาหารเช้า ________________  อาหารกลางวันได้รับการเสิร์ฟในโรงอาหารของบริษัท)

(a) but    (แต่)

(b) or    (หรือ)

(c) either    (อย่างใดอย่างหนึ่ง)

(d) and    (และ)

ตอบ -  ข้อ (d)  เนื่องจากเป็นการใช้คำคู่  เช่น  “both……and…..” (ทั้ง.......และ.....)  “either……or…..” (....... หรือ....... คนใดคนหนึ่ง)  “neither……nor…..” (ไม่ทั้ง.......และ ..........)  “not only…… but also……” (ไม่เพียงแต่......... แต่...........ด้วย)  เช่น

  • Either John or his sister will come to my party.

(จอห์นหรือน้องสาวของเขาคนใดคนหนึ่ง – ระหว่างเขากับน้องสาว – จะมางานเลี้ยงของผม)

  • Neither you nor I can achieve the goals.

(ไม่ทั้งคุณและผมสามารถบรรลุจุดหมาย – คือทั้งคุณและผมไม่สามารถบรรลุจุดหมาย)

  • Not only Peter but also Frank passes the test.

(ไม่เพียงแต่ปีเตอร์แต่ยังแฟร้งค์อีกด้วยที่ผ่านการสอบ – คือสอบผ่านทั้ง ๒ คน)

  • Both Mary and her sister have divorced their husbands.

(ทั้งแมรี่และพี่สาวของเธอได้หย่าร้างกับสามี)

 

2. If you badly need him to support you, _________________ him you are a good friend of his son’s.

(ถ้าคุณต้องการให้เขาสนับสนุนคุณจริงๆ ละก็ _____________ เขาว่าคุณเป็นเพื่อนที่ดี(ไว้ใจได้) ของลูกชายของเขา)

(a) need not forget to tell

(b) why you forget to tell

(c) don’t forget to tell    (อย่าลืมบอก)

(d) don’t forget telling    (อย่าลืมการบอก)  (คือ บอกไปแล้ว  แต่ลืมว่าเคยบอก)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ประโยคคำสั่ง, ขอร้อง หรือแนะนำไม่ให้ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง  ต้องใช้โครงสร้าง  (Don’t + Verb 1)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากข้างล่าง

  • Don’t make a loud noise.

(อย่าส่งเสียงดัง)

  • Don’t waste your time on such nonsense things.

(อย่าเสียเวลาของคุณไปกับสิ่งไร้สาระเช่นนั้น)

                                         ส่วน “Forget to tell”  (ลืมที่จะบอก – คือ  ไม่ได้บอก)   และ  “Forget telling” (ลืมการบอก – คือ  บอกมานานแล้ว  จนจำไม่ได้)  ดูความแตกต่างของการใช้กริยาตัวเดียวกันแต่เมื่อใช้ในความหมายต่างกัน  ก็จะมีโครงสร้างที่ต่างกัน (Forget, Remember, Stop, Try) ในหมวดข้อสอบ “Structure”  ตอนที่ ๒  ข้อ ๑

 

3. Rarely ____________ for more than a few seconds once they enter the Earth’s atmosphere.

(______________ ไม่ใคร่จะเกิน  ๒ – ๓  วินาที  ในทันทีที่พวกมันเข้าสู่ชั้นบรรยากาศของโลก)

(a) while meteors blaze

(b) meteors that blaze

(c) do meteors blaze    (ดาวตกลุกไหม้เป็นเปลวไฟ)

(d) blaze meteors

ตอบ   -   ข้อ    (c)  ดูคำอธิบายโครงสร้าง  “Rarely do meteors blaze”  จากประโยคข้างล่าง

                                       ตัวอย่างที่ 

  • She said, “______________________________________________________.”

(เธอพูดว่า “ _______________________________________________________ 

(a) Seldom we hear him sing.

(b) We hear him sing seldom.

(c) Seldom do we hear him sing.    (เราไม่ใคร่ได้ยินเขาร้องเพลง)

(d) We seldom hear him to sing.

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง {Seldom (Hardly, Scarcely, Rarely) + Verb (ช่วย)  + Subject + Verb (แท้)}  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                                       ตัวอย่างที่ 

  • __________________________________________________ with the opposition.

(_______________________________________________________ กับฝ่ายค้าน)

(a) The government agrees seldom

(b) Seldom agrees the government

(c) Seldom the government agrees

(d) Seldom does the government agree    (รัฐบาลไม่ใคร่จะเห็นด้วย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  โดยแปลงมาจากประโยค  “The government seldom agrees with the opposition.”  แต่การนำ  “Seldom”  มาขึ้นต้นประโยค  และเปลี่ยนโครงสร้างประโยคตาม ข้อ  (d)  “Seldom + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb 1 (แท้)” (ยกเว้น  “Never have I seen…...”  หรือ  “Seldom had she played”)   ก็เพื่อ   ต้องการเน้นย้ำคำว่า  “ไม่ใคร่จะ……………

                                         ตัวอย่างที่ 

  • My mother doesn’t drink coffee.  __________________________ does she drink tea.

(แม่ของผมไม่ดื่มกาแฟ  และเธอก็ _____________________________ ดื่มชาด้วยเช่นกัน) 

(a) Not

(b) So

(c) Whether

(d) Neither    (ไม่.............. (ดื่มชา)............... เช่นกัน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เป็นไปตามโครงสร้าง  “Neither (Nor) + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)

                                       ตัวอย่างที่  

  • Traveling by air is not cheap.  Neither _____________________________________.

(การเดินทางโดยทางอากาศมิได้ราคาถูก  _____________________________________

(a) it is enjoyable

(b) enjoyable it is

(c) is it enjoyable    (มันมิได้สนุกสนานเช่นเดียวกัน  -  Neither is it enjoyable.)  

(d) enjoyable is it

ตอบ   -   ข้อ  (c)  “Neither + Verb to be + Subject + Adjective”  หรือ “Neither + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)

                                        ตัวอย่างที่  

  • Never before in my life ________________________ with such a wonderful welcome.  

(ไม่เคยมาก่อนเลยในชีวิตของผมที่ ______________________ กับการต้อนรับที่วิเศษเช่นนั้น)

(a) I have met

(b) I meet

(c) have I met   (ผมได้พบ)

(d) I met

ตอบ   -   ข้อ  (c)

                                        ตัวอย่างที่ 

  • Not only ________________________________________, but he also took his wife.

(ไม่เพียงแต่  ____________ เท่านั้น  แต่เขายังพาภรรยาไปด้วย)  (= เขาไม่เพียงแต่ไปเท่านั้น  แต่เขายัง ..........................)

(a) he went

(b) did he go   (เขาไป)

(c) had he gone

(d) went he

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Not only + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้) เช่น “Not only did she go…..”  “Not only have they seen………”  “Not only will we play……….”  สำหรับ  “Not only” (ไม่เพียงแต่..........เท่านั้น)   และกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  ที่โดยปกติวางไว้ข้างในประโยค   อาจจะเอามาวางไว้หน้าประโยค  เพื่อแสดงการเน้นคำนั้นๆ   คำเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความหมายปฏิเสธ  เช่น  “Never (ไม่เคยเลย), Hardly  (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ), Seldom  (แทบจะไม่,  ไม่ใคร่จะ),  Never before  (ไม่เคยมาก่อนเลย), Never in my life   (ไม่เคยเลยในชีวิต),  No sooner,  In vain   (ล้มเหลว, ไม่สำเร็จ),  Not often, Not only  (ไม่เพียงแต่),  Not even once  (ไม่แม้แต่ครั้งเดียว),  Not until   (ไม่จนกระทั่ง)  อย่างไรก็ตาม  จะต้องเรียงรูปประโยคใหม่  ดังนี้ คือ   {Not only (neither, never, no sooner (ในทันทีที่), hardly, never in my life, not until, etc.) + helping verb  (has, have, had, is, are, was, were, will, would, shall, should, can, could, may, might must, etc.) + subject + verb (แท้)}  เช่น

  • Seldom did they arrive at school in time.

(พวกเขาไม่ใคร่จะมาถึงโรงเรียนทันเวลา)  (เน้นตรงคำว่า  “ไม่ใคร่จะ”)

(= They seldom arrived at school on time.)

  • Never before has she seen such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่เธอได้เคยเห็นสถานที่ที่สวยงามเช่นนั้น – เน้นตรงคำว่า  “ไม่เคยมาก่อนเลย”)

(= She has never before seen such a beautiful place.)

(= She has never seen such a beautiful place before.)

  • No sooner had he left than she arrived.

(ในทันทีที่เขาจากไป  เธอก็มาถึง  –  เน้นตรงคำว่า  “ในทันทีที่”)

(= He had no sooner left than she arrived.)

  • Hardly have I met my old college friends.

(ผมแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย  –  เน้นตรงคำว่า  “แทบจะไม่”)

(= I have hardly met my old college friends.)

                                          ทั้งนี้  สามารถสรุปโครงสร้างประโยคที่มีการเน้นแบบนี้  คือ

  • Never before (Never) + have + I + seen + such a beautiful place.  

(ไม่เคยมาก่อนเลย  ที่ผมได้เห็นสถานที่สวยงามเช่นนั้น)

  • Hardly (Seldom) + has + she + met + her old college friends.
  • Never + กริยาพิเศษ  + subject  + กริยาแท้  +ส่วนขยาย
  • Never has he seen his father since he divorced his mother.

(= He has never seen his father since he divorced his mother.)

(เขาไม่เคยได้พบพ่อเลย  ตั้งแต่ที่พ่อหย่าร้างกับแม่)

 

4. For hundreds of years __________________________ the principal raw material for paper.

(เป็นเวลาหลายร้อยปี __________ วัตถุดิบสำคัญที่สุดสำหรับกระดาษ)  (คือ  ใช้เศษผ้าทำกระดาษ)

(a) rags

(b) the time rags were

(c) rags were    (เศษผ้าเป็น)

(d) then were rags

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นประธาน  (Rags)  และกริยา  “Were”  ของประโยค  โดยมี  “For hundred of years”  เป็น  “Adverb of frequency”  และ  “The principal raw material for paper”  เป็น  “Complement”  (มาช่วยเติมให้สมบูรณ์)  ของกริยา  “Were

 

5. The animals were afraid, but their keeper soon got them _______________________ control.

(พวกสัตว์ตกใจกลัว  แต่เจ้าของของพวกมันในไม่ช้าก็ (สามารถ) ทำให้พวกมัน ____________ การควบคุม)

(a) out of

(b) under    (อยู่ภายใต้)

(c) over

(d) without

ตอบ   -   ข้อ   (b)   สำหรับวลีที่ใช้กับ  “Under”  ได้แก่    “under pressure”  (ภายใต้ความกดดัน)  -  “You can’t do a good job if you do it under pressure.”  (คุณทำงานไม่ได้ดี  ถ้าคุณทำมันภายใต้ความกดดัน),  “under repair”  (กำลังได้รับการซ่อมแซม)  -  “The bridge is under repair.”  (สะพานอยู่ในระหว่างการซ่อมแซม)“under his arm”  (หนีบอยู่ใต้รักแร้ของเขา), “in his hand”  (อยู่ในมือของเขา)  “under age”  (อายุน้อยเกินไป, ยังไม่โตพอ, ยังไม่บรรลุนิติภาวะ), “under arrest” (ถูกจับกุมโดยตำรวจ),  “under cover”  (ภายใต้กำบัง, อย่างซ่อนเร้น, อย่างปิดบังอำพราง)  - (The prisoners escaped under cover of darkness. – นักโทษหลบหนีไปภายใต้กำบังของความมืด  หรือ โดยซ่อนเร้นไปกับความมืด)  “under fire” (ถูกยิงหรือถูกโจมตี, ถูกโจมตีด้วยอาวุธปืนหรือคำพูด),  “under one’s breath” (ในแบบกระซิบ, ด้วยเสียงที่แผ่วเบา),  (I told Jim the news under my breath, but Tom overheard me.  –   ผมบอกข่าวแก่จิมด้วยเสียงที่แผ่วเบาหรือแบบกระซิบ  แต่ทอมแอบได้ยินผมพูด),  “under one’s nose  (= under the nose of)”   อยู่ในสายตา, เห็นอยู่ตำตา, ต่อหน้าต่อตา,  อยู่ในที่ที่สามารถมองเห็นหรือสังเกตเห็นได้ง่าย,  (The thief walked out of the museum with the painting, right under the nose of the guards.  –  เจ้าขโมยเดินออกไปจากพิพิธภัณฑ์พร้อมกับภาพวาด  ต่อหน้าต่อตา รปภ. เลยทีเดียว  -   โดยที่ รปภ. ไม่เห็น),  “under one’s wing”  (ภายใต้การดูแลเอาใจใส่ หรือปกป้องคุ้มครองของ,   “under the circumstances   (= in the circumstances)”   (ในสถานการณ์ที่เป็นอยู่, ในสภาวะปัจจุบัน, ตามที่สิ่งต่างๆเป็นอยู่),  “under the sun”  (บนโลกนี้, ในโลกนี้  -  ใช้เพื่อแสดงการเน้น),  (The President’s assassination shocked everyone under the sun.    การลอบสังหารท่านประธานาธิบดีทำให้ทั้งโลกตกตะลึง),  (Where under the sun could I have put my purse? – ไม่รู้ว่าผมเอากระเป๋าสตางค์ไปวางไว้ที่ไหนบนโลกนี้),  “under the counter”  (แอบซื้อหรือขายกันอย่างลับๆ  –  เปรียบเหมือนใต้เคาน์เตอร์), (The liquor dealer was arrested for selling beer under the counter to teenagers.  –  คนขายสุราถูกตำรวจจับเพราะขายเบียร์ให้เด็กวัยรุ่นอย่างผิดกฎหมาย   -   คือลักลอบขาย),  “under the table”  (ใต้โต๊ะ),  “under the bench”  (ใต้ม้านั่ง),  “under the blanket”  (ใต้ผ้าห่ม หรือห่มผ้าห่ม),  “under the earth (the ground)”  (ใต้ดิน),  “under the sea”  (ใต้ทะเล),   “under difficult circumstances”  (ภายใต้สถานการณ์ที่ยากลำบาก), “China under Chairman Mao”  (จีนภายใต้การปกครองของประธานเหมา),  “Vietnam under communist rule”  (เวียดนามภายใต้การปกครองระบอบคอมมิวนิสต์),  “under capitalism”  (ภายใต้ระบอบทุนนิยม),  “under repair” (กำลังอยู่ระหว่างการซ่อมแซม),  “under investigation” (กำลังอยู่ระหว่างการสืบสวน-สอบสวน),  “under construction”  (กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง),  “under discussion”  (กำลังอยู่ระหว่างการปรึกษาหารือกัน), “under supervision”  (ภายใต้การกำกับดูแล)  “under cultivation” (กำลังอยู่ระหว่างการเพาะปลูก),  “under surveillance”  (อยู่ภายใต้การสอดส่องดูแล-สำรวจตรวจตรา),  “under attack”  (ถูกโจมตี),  “under guard” (ได้รับความคุ้มครอง),  “under suspicion” (ถูกระแวงสงสัย),  “under his influence”  (ภายใต้อิทธิพลของเขา),  “under the impression” (มีความประทับใจ),  “under the assumption”  (มีหรือภายใต้ข้อสมมติฐาน),  “under pressure”  (อยู่ภายใต้ หรือได้รับความกดดัน),  “under stress” (อยู่ภายใต้ หรือได้รับความเครียด),  “under immediate threat”  (อยู่ภายใต้ หรือได้รับการคุกคาม-อันตรายโดยตรง),  “under treatment”  (ได้รับการเยียวยารักษา),  (He is under treatment for an ulcer.)  –   (เขากำลังได้รับการเยียวยารักษาแผลพุพอง-เน่าเปื่อย),  “under his real name”   (เขียนหนังสือ) โดยใช้ชื่อจริง  -  มิได้ใช้นามแฝงหรือชื่อคนอื่น),  “land under cash crops”  (ที่ดินที่กำลังใช้ปลูกพืชเศรษฐกิจ),  “He studied under Professor Thomas.”  (เขาเรียนภายใต้การสอนโดยอาจารย์โทมัส),  “John worked under his supervisor.” (จอห์นทำงานภายใต้การสอนหรือกำกับของผู้ควบคุมดูแลของเขา),  “I’ve got two clerks under me in my section.”  (ผมมีเสมียนเป็นลูกน้อง ๒ คนในแผนก),  “children under 12”  (เด็กอายุต่ำกว่า ๑๒),  “expenditure under $ 10 million”  (ค่าใช้จ่ายต่ำกว่า ๑๐ ล้านเหรียญ),   “under retirement age”  (อายุต่ำกว่าวัยเกษียณ  คือ ต่ำกว่า ๖๐ ปี)   เป็นต้น

 

6. In business, success not only depends on what one says but often on how ________________.

(ในธุรกิจ  ความสำเร็จไม่เพียงแต่ขึ้นอยู่กับว่าคนเรา (บุคคล) พูดอะไร  แต่บ่อยทีเดียวยังขึ้นอยู่กับ (ว่า) ____________ อย่างไรด้วย)

(a) is it said

(b) one says it    (คนเรา (บุคคล) พูดมัน)

(c) does one say

(d) to be saying

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เป็นการใช้โครงสร้างแบบให้สมดุลกัน  คือ  “On what one says”  กับ  “On how one says it”  ดูเพิ่มเติมการใช้โครงสร้างแบบสมดุลในหมวดข้อสอบ  STRUCTURE  ตอนที่ ๒  ข้อ  ๔

                                     ส่วนอนุประโยค  “On what one says”  และ  “On how one says it”   เป็น  Noun clause  ที่อยู่ตามหลัง  Preposition “On”  (ดูตัวอย่างเพิ่มเติมในหน้าที่ของ  “Noun clause”  ข้อ  ๓  ข้างล่าง)  ทั้งนี้  โครงสร้างของ  “Noun clause”  คือ  “Question word + Subject + Verb”  (ต้องเรียงคำแบบประโยคบอกเล่า)   สำหรับ   “Noun clause”  ทำหน้าที่ดังนี้  คือ

                                         ๑. เป็นประธานของ  “Verb”  หรือประโยค  เช่น

  • What he wants is a new house.

(สิ่งที่เขาต้องการคือบ้านหลังใหม่)

  • How he did it surprised everyone.

(วิธีการที่เขาทำมัน – หรือ เขาทำมันอย่างไร – ทำให้ทุกคนประหลาดใจ)

  • Where he lives is not known.

(ที่ที่เขาอาศัยอยู่ – หรือ เขาอาศัยอยู่ที่ไหน – ไม่มีใครรู้)

  • Why he killed his wife is a mysterious thing.

(เหตุผลที่ว่าทำไมเขาฆ่าภรรยา  - หรือ ทำไมเขาฆ่าภรรยา – เป็นเรื่องลึกลับ)

  • That he is a smart person is certain.

(ที่ว่าเขาเป็นคนฉลาดเป็นเรื่องแน่นอน)

  • Whether she will come or not is not my business.

(ไม่ว่าเธอจะมาหรือไม่ก็ตาม  ไม่ใช่ธุระของผม)

                                       ๒. เป็นกรรมของ  “Verb”  หรือกรรมของประโยค  เช่น

  • I don’t know when he left.

(ผมไม่ทราบว่าเขาจากไปเมื่อใด)

  • She asked me where I lived.

(เธอถามผมว่าผมอาศัยอยู่ที่ไหน)

  • They did what they had promised.

(พวกเขาทำในสิ่งที่ได้ให้สัญญาไว้)

  • We believe that he is innocent.

(เราเชื่อว่าเขาบริสุทธิ์)

  • She did not believe what he told her.

(เธอไม่เชื่อในสิ่งที่เขาบอกเธอ)

  • The police investigated how the bank was robbed.

(ตำรวจสืบสวนวิธีการที่ธนาคารถูกปล้น – หรือ ธนาคารถูกปล้นอย่างไร)

  • I don’t know whether (if) she is happy with her new workplace.

(ผมไม่รู้ว่าเธอมีความสุขกับสถานที่ทำงานแห่งใหม่ของเธอหรือไม่)

                                          ๓. เป็นกรรมของ  “Preposition”  เช่น

  • She is interested in what he says.

(เธอสนใจในสิ่งที่เขาพูด)

  • They believed in what the minister preached.

(พวกเขาศรัทธาในสิ่งที่บาทหลวงเทศน์)

  • We are surprised at how he could do it.

(เราประหลาดใจว่าเขาสามารถทำมันได้อย่างไร)

  • They were satisfied with what she had provided to them.

(พวกเขาพอใจในสิ่งที่เธอได้จัดหาให้กับพวกเขา)

                                         ๔. เป็น  “Complement”  (สิ่งที่มาช่วยเติมให้สมบูรณ์) ของ “Verb to be”  เช่น

  • This is what I want.

(นี่คือสิ่งที่ผมต้องการ)

  • That was why he did it.

(นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเขาจึงทำมัน)

  • Ten o’clock was when we started our trip.

(๑๐ โมงเป็นเวลาที่เราเริ่มการเดินทางของเรา)

                                     ๕. วางไว้ข้างหลังคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่แสดงความ รู้สึก  (Sure, Confident,  Happy, Sorry, Grateful, Doubtful, Suspicious, Certain, Delighted,  Delightful,  Anxious,  Worried, etc.) เช่น

  • I am sure that he will arrive here on time.

(ผมมั่นใจว่า  เขาจะมาถึงที่นี่ตรงเวลา)

  • He is sorry that he could not keep his words.

(เขาเสียใจว่า  เขาไม่สามารถรักษาคำพูดได้)

  • They are confident that they will get the job.

(พวกเขามั่นใจว่าพวกเขาจะได้งานทำ)

  • We are anxious that the plane will be delayed for a few hours.

(เราวิตกกังวลว่า  เครื่องบินจะล่าช้าไป ๒ - ๓ ชั่วโมง)

                                            ๖. ใช้แทนคำนาม  (Noun)  ที่มาข้างหน้ามัน  เช่น

  • The fact that he graduated with first-class honor is known to all.

 (ข้อเท็จจริงที่ว่าเขาจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับ  ๑  เป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  (“The fact”  คือ  “that he graduated with first-class honor”  ดังนั้น“that he graduated with first-class honor”  จึงเป็น  “Noun clause”) อย่างไรก็ตาม  ในประโยค  “The fact that (which) he told me is known to all.” (ข้อเท็จจริงซึ่งเขาบอกผมเป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  The fact”  ไม่ใช่ “that (หรือ which) he told me”  แต่เป็นสิ่งอื่นต่างหาก  ดังนั้น  “that (which) he told me”   จึงเป็น“Adjective clause”   มาขยาย    “the fact

  • The belief that all men are born equal is not held by everyone.

(ความเชื่อที่ว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน   มิได้ยึดถือ (ยอมรับ) กันโดยทุกคน)   (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause”  เนื่องจาก  “The belief”  คือ  “that all men are born equal”  ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกัน)

  • The notion that wealthy men are always happy is rejected by many people. 

(ความคิดที่ว่าคนที่ร่ำรวยมีความสุขเสมอ  ถูกปฏิเสธโดยคนจำนวนมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause”  เนื่องจาก  “The notion”  คือสิ่งเดียวกับ   “that wealthy men are always happy”)

หมายเหตุ   –   จากตัวอย่างข้างบน   ถ้าเป็น  “Noun clause”  จะใช้  “that” (ที่ว่า) นำหน้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น  (ไม่ใช้ “which”)  และ  “that”  จะไม่ทำหน้าที่ประธาน หรือกรรม  แต่ถ้าเป็น   “Adjective clause”  จะใช้   “that”  หรือ  “which”  ก็ได้    (และแปลว่า  “ที่”  หรือ  “ซึ่ง”)  และมันจะทำหน้าที่ประธาน หรือกรรมของอนุประโยค  (Adjective clause)  อย่างใดอย่างหนึ่ง  เช่น

  • The book which (that) is on the table is mine.

(หนังสือซึ่งอยู่บนโต๊ะเป็นของผม)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น   “Adjective clause”  ขยาย  “The book”  โดย “which (that)”  ทำหน้าที่เป็นประธานของ  Clause

  • The book which (that) you gave me is very interesting.

(หนังสือซึ่งคุณให้ผมน่าสนใจอย่างมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Adjective clause”  ขยาย   “The book”   โดย  “which (that)”  ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของ  “Clause”  ส่วน  “me”  เป็นกรรมรอง)

 

7. He went out, ___________________________________________________ to find her.

(เขาออกไปข้างนอก ________________________________________ ว่าจะได้พบเธอ)

(a) to expect

(b) expected

(c) expect

(d) expecting    (คาดหวัง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากลดรูปมาจาก  “He went out, and expected to find her.

 

8. We will need to think _________________ in order to find a good solution to this problem.

(เราจำเป็นจะต้องคิด ________________________ เพื่อจะหาทางแก้ปัญหาที่ดีต่อปัญหานี้)

(a) creative    (ซึ่งสร้างสรรค์)

(b) creatively    (อย่างสร้างสรรค์)

(c) created    (สร้าง)

(d) creator    (ผู้สร้าง)

ตอบ   -    ข้อ   (b)   เนื่องจากขยายกริยา  Think”  จึงต้องเป็นกริยาวิเศษณ์  “Adverb”  (Creatively)

 

9. How long ago __________________________________________ the Second World War?

(สงครามโลกครั้งที่ ๒ _____________________________________ เกิดมานานเท่าใดแล้ว)

(a) was

(b) happened    (เกิดขึ้น)

(c) occurred    (เกิดขึ้น)

(d) took place    (เกิดขึ้น)

ตอบ  –  ข้อ (a)  เนื่องจากข้อนี้มาจากประโยคบอกเล่า  “The Second World War was 70 years ago.”  อย่างไรก็ตาม  ถ้าประโยคบอกเล่าเป็น  “The Second World War happened (occurred, took place) 70 years ago.”  เมื่อเปลี่ยนเป็นประโยคคำถาม  จะต้องใช้ว่า  “How long ago did the Second World War happen (occur, take place)?  กล่าวคือ  ต้องใช้  “Verb to do” (Did) ในการสร้างประโยคคำถาม

 

10. In some countries today there’s only one party at elections.  No _________________ at all !

(ในบางประเทศในปัจจุบัน  มีพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียวตอนเลือกตั้ง  ไม่มี ________ ใดๆเลย)

(a) choose    (เลือก)  (กริยาช่องที่ ๑)

(b) chose    (กริยาช่องที่ ๒)

(c) chosen    (กริยาช่องที่ ๓)

(d) choice    (ทางเลือก, การเลือก, สิ่งหรือคนที่ถูกเลือก) (เป็นคำนาม)

ตอบ  –  ข้อ  (d)  เนื่องจากหลัง  “No”  ต้องเป็นคำนาม  แม้จะมีคำคุณศัพท์มาคั่นก็ตาม  เช่น  “no good food,”  “no appropriate person” etc.

 

11. The girl you ______________________________ yesterday is waiting for you downstairs. 

(เด็กผู้หญิง (ผู้ซึ่ง) คุณ ____________________ เมื่อวานนี้  กำลังรอคอย (พบ) คุณอยู่ข้างล่าง)

(a) told me

(b) tell about

(c) told me about her

(d) told me about    (บอกผมเกี่ยวกับ  -  เธอ)

ตอบ  -  ข้อ   (d)   หลัง  “About”  ไม่ต้องมี  “Her” (แต่ต้องมี  “About”  เพราะมาจากประโยค  “You told me about the girl.”)  เนื่องจากในประโยคข้างบน  หลัง  “The girl”  ละ  “Who”  หรือ  “Whom”  ซึ่งทำหน้าที่เป็น  “กรรม”  ของ  “About”  และแทน  “The girl”  อยู่แล้ว   (ดูเปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง)

                                         ตัวอย่างที่ 

  • Football is a game which boys like _________________________________________.

(ฟุตบอลเป็นเกมซึ่งเด็กผู้ชายชอบ __________________________________________)

(a) to play it too much

(b) to play very much    (เล่นอย่างมาก)

(c) to play it very much

(d) playing it very much

ตอบ   -   ข้อ   (b)   หลังกริยา  “Like”   อาจตามด้วย  “Playing” (Gerund)  คือ  “Like playing very much”  หรือ  “To play”  (Infinitive with to)  คือ  “Like to play very much”  ก็ได้   แต่หลัง  “Play”   ไม่ต้องมี  “It”  (ซึ่งแทน  A game)  เนื่องจากมี   “Which”  ซึ่งก็แทน  “A game”  อยู่แล้ว

 

12. She dislikes staying alone in the apartment, and _____________________ do her friends.

(เธอไม่ชอบที่จะพักอยู่ตามลำพังในอพาร์ตเมนต์   และเพื่อนของเธอก็ _________________)

(a) too

(b) neither    (ไม่ชอบเช่นเดียวกัน)

(c) so    (ชอบเช่นเดียวกัน)

(d) even

ตอบ   –   ข้อ   (b)   “Dislike”  (ไม่ชอบ)  มีความหมายเป็นปฏิเสธ  (= Does not like)   จึงถือว่าเป็นคำ  “Negative”,  จึงต้องใช้  “Neither”  เพื่อแสดงการคล้อยตามว่า   “เพื่อนของเธอก็ไม่ชอบเช่นกัน”  ส่วน  “So”  ใช้แสดงการคล้อยตามในแบบบอกเล่า  ดังในประโยคข้างล่าง 

                                        ตัวอย่างที่      จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จาก ข้อ  (๑) – (๔)

  • As inevitably as (1) human culture has (2) changed with (3) the  passing of time, so (4) does the environment.

(อย่างไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้เหมือนกับวัฒนธรรมของมนุษย์  ที่ได้เปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับการผ่านไปของเวลา   สภาพแวดล้อมก็เช่นเดียวกัน  –  ที่จะต้องเปลี่ยนแปลงไป)

ตอบ   –   ข้อ   (4)   แก้เป็น “Has”  เนื่องจากต้องใช้กริยาในรูป  “Present perfect tense” {Subject + Has (Have) + Verb 3}  ให้เหมือนกับในประโยคข้างหน้าและเพราะว่า  “Environment”  อยู่ในรูปเอกพจน์  จึงต้องใช้กริยา  “Has” (Changed)  ตัวอย่างอื่นๆ ในแบบเดียวกัน  เช่น

  • He has studied hard, so have they.

(เขาขยันเรียน – พวกเขาก็เช่นกัน)

  • She had gone to the party, so had I.

(เธอได้ไปงานเลี้ยง – ผมก็เช่นกัน)

  • They are working hard, so are we.

(พวกเขากำลังทำงานหนัก – พวกเราก็เช่นเดียวกัน)

  • She is reading. So is he.

(เธอกำลังอ่านหนังสือ – เขาก็เช่นเดียวกัน

  • I will go to the movies tonight.  So will they.

(ผมจะไปดูหนังคืนนี้ – พวกเขาก็จะไปเช่นเดียวกัน)

  • He would travel by plane to Hong Kong, so would his parents.

(เขาจะเดินทางโดยเครื่องบินไปฮ่องกง – พ่อแม่ของเขาก็เช่นเดียวกัน)

  • We can swim well, so can our neighbors.

(พวกเราสามารถว่ายน้ำได้เก่ง – เพื่อนบ้านของเราก็สามารถเช่นเดียวกัน)

  • He could speak Japanese well.  So could his sister.

(เขาสามารถพูดภาษาญี่ปุ่นได้ดี – น้องสาวของเขาก็เช่นเดียวกัน)

หมายเหตุ   –   ในกรณีที่ประโยคข้างหน้าอยู่ในรูป  “Present simple tense”  หรือ  “Past simple tense”  กริยาในประโยคหลังจะต้องใช้   “Do”,  “Does”  หรือ  “did”  ทั้งนี้  แล้วแต่  “Tense”  ของประโยคข้างหน้า  และประธานของประโยคหลัง  (ว่าเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์)  ยกเว้นเมื่อประโยคหน้าเป็น  “Past simple”  กริยาในประโยคหลังจะใช้  “Did”  กับประธานทุกตัว  ดังตัวอย่างต่อไปนี้

  • They speak French very fluently, so does he.

(พวกเขาพูดฝรั่งเศสคล่องมาก – เขาก็เช่นเดียวกัน)

  • She sings beautifully, so do her sisters.

(เธอร้องเพลงเพราะ – น้องสาวของเธอก็เช่นเดียวกัน)

  • We get up early in the morning.  So does she.

(พวกเราตื่นแต่เช้า – เธอก็เช่นเดียวกัน)

  • He goes for a walk in the afternoon.  So do his neighbors.

(เขาออกเดินในตอนบ่าย – เพื่อนบ้านของเขาก็เช่นเดียวกัน)

  • They used to play football when they were young, so did we.

(พวกเขาเคยเล่นฟุตบอลตอนเป็นเด็ก – พวกเราก็เช่นเดียวกัน)

  • She liked to play sports when she was in college.  So did her sister.

(เธอชอบเล่นกีฬาตอนเธอเรียนมหาวิทยาลัย – น้องสาวของเธอก็เช่นเดียวกัน)

 

13. American children learn Lincoln’s Gettysburg speech _____________________________.  

(เด็กๆ อเมริกัน เรียนสุนทรพจน์ที่เมืองเก็ตตีสเบิร์กของประธานาธิบดี ลิงคอล์น ___________)  (เป็นสุนทรพจน์ที่กล่าวไว้อาลัยทหารที่ตายในการสู้รบกับทหารของฝ่ายใต้  ในสงครามกลางเมืองของอเมริกาเพื่อเลิกทาส)

(a) in heart

(b) by heart    (โดยการท่องจำ)

(c) with heart

(d) to heart

ตอบ  –  ข้อ  (b)  เนื่องจาก  “by heart”  หมายถึง  “โดยการท่องจำ” (เด็กๆเรียนสุนทรพจน์ดังกล่าวด้วยการท่องจำ)  สำหรับวลีที่ใช้กับ  “BY”  ได้แก่  “by car” (= in a car) (โดยรถยนต์)  “by bus” (= in a bus) (โดยรถประจำทาง)  “by train” (= in a train) (โดยรถไฟ)  “by plane” (= in a plane) (โดยเครื่องบิน)  “by air”  (โดยทางอากาศ) “by sea” (โดยทางทะเล)  “by telephone” (โดยทางโทรศัพท์)  “by telegram” (โดยทางโทรเลข) “by letter” (โดยทางจดหมาย)  “by trade” (โดยทางการค้า)  “by radio” (โดยทางวิทยุ)  “by force” (โดยใช้กำลัง) “I know him (them) by name” (ผมรู้จักเขาแต่ชื่อ - ไม่เคยพบตัว)  “by himself/herself” (โดยตัวเขา/เธอเอง  ตามลำพัง หรือ ไม่มีใครช่วย)  “by machinery” (โดยเครื่องจักร)  “by hand” (= with his hands) {(ทำ) ด้วยมือ} “The room is 20 feet by 10 feet.” (ห้องยาว ๒๐ ฟุต กว้าง ๑๐ ฟุต)  “Sugar is sold by the pound/kilogram.” (= by weight) {น้ำตาลถูกขายเป็นปอนด์/กิโลกรัม =  (ขาย) เป็นน้ำหนัก}  “remarks by Mr. Schmidt” (คำพูดโดยมิสเตอร์ชมิดท์)  “She was brought up by her aunt.” (เธอได้รับการอบรม-เลี้ยงดูโดยป้าของเธอ)  “new legislation announced by the government” (กฎหมายใหม่ประกาศโดยรัฐบาล)  “I was startled by his anger.” (ผมสะดุ้งตกใจจากความโกรธของเขา)  “by and large” (= on the whole) (โดยทั่วๆไป, เมื่อพิจารณาทุกด้านแล้ว)  “by mistake” (โดยการเข้าใจผิด)  “by accident”(โดยอุบัติเหตุ, โดยมิได้ตั้งใจ)  “by degrees” (ทีละน้อย)  “by the way (อ้อ, เอ้อ, อนึ่ง – ใช้พูดเกริ่นนำ ก่อนจะเข้าเรื่อง)  ‘by all means” (โดยแน่นอน)  “by no means” (ไม่โดยแน่นอน)  “by-pass” (= short cut)  (ทางลัด)  “passer-by” (ผู้ที่ผ่านไปมา) “by-gone” (สิ่งหรือเรื่องที่ผ่านไปแล้ว)  “by-product” (ผลพลอยได้)  “I will pay by cheque.” (ผมจะจ่ายเป็นเช็ค) “read a book by candlelight” (อ่านหนังสือโดยใช้แสงเทียน)  “by chance” (โดยบังเอิญ) “She came in by the back door.” (เธอเข้ามาทางประตูหลัง)  “I sat by her bed.” (ผมนั่งข้าง – หรือใกล้ – เตียงของเธอ)  “by 1960” (ราวๆ ปี ๑๙๖๐)  “By the time I went to bed, I was absolutely exhausted.” (ราวๆเวลาที่ผมเข้านอน  ผมเหน็ดเหนื่อยโดยสิ้นเชิง)  “He is rich by Chinese standards.” (เขาร่ำรวย  โดยมาตรฐานของชาวจีน)  “She was standing by herself in a corner of the room.” (เธอกำลังยืนอยู่ตามลำพัง – คนเดียว – ที่มุมห้องด้านหนึ่ง)  “I think I could manage by myself.” (ผมคิดว่าผมสามารถทำสำเร็จด้วยตัวของผมเอง – โดยไม่ต้องมีคนคอยช่วยเหลือ)  “Twelve divided by three is four.” (๑๒ หารด้วย ๓ เหลือ ๔) “Multiply the amount by three.” (จงคูณจำนวนนั้นด้วย ๓)  “Cars are now made by the million.” (รถยนต์ในปัจจุบันได้รับการผลิตเป็นล้านๆคัน)  “one by one” (ทีละคน)  “year by year”(แต่ละปี)  “She took him by the hand.” (เธอจับมือเขา)  “Hold it by the handle!” (จงถือมันไว้ที่ด้าม หรือมือจับ)  “Her salary went up by half.” (เงินเดือนของเธอขึ้นไปครึ่งหนึ่ง)  “The economic growth increased by 10 %.” (เศรษฐกิจเติบโต ๑๐ เปอร์ เซนต์)  “They are Buddhists by birth, not by practice.” (พวกเขาเป็นชาวพุทธโดยกำเนิด  มิใช่โดยการปฏิบัติ – ศาสนกิจ)  “By night, a number of animals seek their preys, while by day, they tend to sleep.” (ระหว่างกลางคืน  สัตว์จำนวนมากเสาะหาเหยื่อ  ในขณะที่ตอนกลางวัน  พวกมันมักจะนอน)  “walk side by side” (เดินเคียงข้างกัน)  “walk hand in hand” (เดินจูงมือกัน)  “by-election” (การเลือกตั้งซ่อม)  “by comparison” (โดยการเปรียบเทียบ)

 

14. He went on doing it _____________________________________________ our protests.

(เขาทำมันต่อไป _______________________________________________ เราคัดค้าน)

(a) owing to    (เนื่องมาจาก, เพราะว่า)  (ต้องตามด้วยคำนาม หรือวลี)

(b) because    (เพราะว่า)  (ต้องตามด้วยประโยค  คือ  “Subject + Verb”)

(c) in spite of    (ทั้งๆ ที่)  (ต้องตามด้วยคำนาม หรือวลี)

(d) instead of    (แทนที่จะ)  (ต้องตามด้วยคำนาม หรือวลี)

 

15. ______________________________________ I offered a lot of money, he wouldn’t sell it.

( __________________________________ ผมเสนอเงินให้จำนวนมาก  เขาก็ไม่ยอมขายมัน)

(a) As if    (ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า)

(b) Although    (ถึงแม้ว่า)

(c) Even    (แม้กระทั่ง, แม้แต่)

(d) How much    (มากเท่าใด)

ตอบ  –  ข้อ  (b)  เนื่องจากข้อความในอนุประโยคและประโยคใหญ่ขัดแย้งกัน  คือ  แม้ว่าผมเสนอเงินให้จำนวนมาก  เขาก็ไม่ยอมขายมัน  ทั้งนี้  สามารถใช้อีกโครงสร้างหนึ่ง  คือ  I offered a lot of money but he wouldn’t sell it.

 

16. The teacher is late.  He might _____________________________________ an accident.

(ครูมาสาย  -  คือยังไม่โผล่หน้ามา  -  เขาอาจจะ ___________________________ อุบัติเหตุ)

(a) have had    (ได้รับ, ประสบ)

(b) had had

(c) had have

(d) will have

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการคาดการณ์เหตุการณ์ในอดีต  เช่น  ในข้อนี้  อาจหมายถึง  ได้รับอุบัติเหตุ เมื่อ    หรือ    ชั่วโมงที่ผ่านมา  ทำให้ครูมาไม่ทันเวลานัดหมาย  ให้ดูเปรียบเทียบ  “Might + Have + Verb 3”  (อาจจะเกิดเหตุการณ์อย่างนั้นในอดีต)  กับ  “Should + Have + Verb 3”  (ควรทำอย่างนั้นในอดีต  แต่ก็มิได้ทำ),  “Should + Not + Have + Verb 3”  (ไม่ควรทำอย่างนั้นในอดีต  แต่ก็ได้ทำลงไปแล้ว),  และ  “Must + Have +  Verb 3”  (คงจะได้ทำเช่นนั้นแน่ๆ เลยในอดีต),  จากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่  

A: “You were late for your appointment.”

(คุณมาสายสำหรับการนัดหมาย)

B: “I know.  I shouldn’t _______________________________________ so long at the library.”

(ผมทราบ  ผมไม่ควรจะ_____________________________________ นานมากที่ห้องสมุด)

(a) have been staying

(b) have stayed     (ได้อยู่, ได้หยุดอยู่)

(c) had stayed

(d) be staying

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Shouldn’t have stayed” =  “ไม่ควรได้อยู่  หรือ ไม่ควรได้หยุดอยู่”  แต่ในความเป็นจริง  คือ  ได้อยู่ หรือ ได้หยุดอยู่ที่ห้องสมุดเป็นเวลานาน  ทำให้มาสายในการนัดหมาย สำหรับ   “Should (= Ought to) + Have + Verb 3”  “ควรได้ทำ.......... ในอดีต”  แต่ก็มิได้ทำ

                                         ตัวอย่างที่  ๒

  • I’m very sorry.  I should ____________________ him a birthday present, but I did not.

(ผมเสียใจมาก  ผมควร ______________________________ ของขวัญวันเกิดไปให้เขา)

(a) send

(b) be sending

 (c) have sent    (ได้ส่งไปแล้ว)

(d) sent

ตอบ  -  ข้อ  (c)   “Should (Ought to) + Verb 1” = “ควรทำ...................ในปัจจุบัน หรืออนาคต”  ส่วน  “Should (Ought to) + Have + Verb 3” =  “ควรได้ทำ......................ไปแล้วในอดีต”  (แต่ก็ไม่ได้ทำ)  สำหรับความหมายของประโยคข้างบน  คือ   “ผมเสียใจมาก  ผมควรจะได้ส่งของขวัญวันเกิดไปให้เขาแล้ว  แต่ผมก็ไม่ได้ส่ง”  ตัวอย่างอื่นๆ   เช่น

  • You should study harder next term.

(คุณควรขยันเรียนมากขึ้นเทอมหน้า)  (เป็นอนาคต)

  • He should propose to her now.

(เขาควรขอแต่งงานกับเธอในตอนนี้)  (เป็นปัจจุบัน)

  • The workers should not have made a strike last month.

(คนงานไม่ควรนัดหยุดงานเมื่อเดือนที่แล้ว)  (แต่ก็นัดหยุดงาน  และเกิดความเสียหายมากมาย)  (เป็นอดีต)

                                         ตัวอย่างที่  

  • You ought ______________________________________________ for her last night.

(คุณควรจะ ___________________________________________ เธอเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a) wait

(b) to wait

(c) to have waited    (ได้รอคอย)

(d) have waited

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจาก   “Ought + To + Verb 1” (= Should + Verb 1) (= ควรที่จะมีความหมายเป็นปัจจุบันและอนาคต  ว่าควรทำเช่นนั้นเช่นนี้  แต่ถ้าต้องการบอกว่า  “ควรทำในอดีต”  (แต่ก็ไม่ได้ทำ)  เช่น ประโยคข้างบน  มีความหมายว่า  “คุณควรที่จะได้รอคอยเธอเมื่อคืนนี้”  (แต่ในความเป็นจริงคือ  “คุณมิได้รอเธอ”)  ซึ่งจะต้องใช้โครงสร้าง  “Ought to (= Should) + Have + Verb 3”  ดังตัว อย่างประโยคข้างล่าง

  • I ought to (should) have told you the truth last year.

(ผมควรที่จะได้บอกความจริงแก่คุณเมื่อปีที่แล้ว)  (แต่ก็ไม่ได้บอก)

  • She ought to (should) have applied for that highly paid job (last month).

(เธอควรที่จะได้สมัครงานเงินเดือนสูงนั้น  –  เมื่อเดือนที่แล้ว)  (แต่ก็ไม่ได้สมัคร)

  • They ought to (should) have visited their mother before she died.

(พวกเขาควรที่จะได้ไปเยี่ยมแม่ของตัวเองก่อนที่เธอตาย)  (แต่ก็มิได้ไปเยี่ยม)

                                               จงเปรียบเทียบกับ  “Must + Have + Verb 3” (จะต้องได้ทำไปแล้ว,  คงได้ทำลงไปแล้ว)  (ผู้พูดกล่าวด้วยความมั่นใจ)  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                       ตัวอย่่างที่ ๔

  • What terrible coffee!  She __________________________________ it with cold water.

(กาแฟน่ากลัว (เฮงซวย) อะไรเช่นนี้  เธอ ______________________ มัน(กาแฟ) ด้วยน้ำเย็น)

(a) had to make    (จำเป็นต้องชง)  (เป็น “Past simple tense”)

(b) must make    (จะต้องชง)

(c) had had to make    (จำเป็นต้องชง)  (เป็น “Past perfect tense”)

(d) must have made    (จะต้องได้ชง)

ตอบ   -   ข้อ  (d)   เนื่องจาก  “Must + Verb 1”  =  “จะต้องทำในปัจจุบันหรืออนาคต”  ส่วน “Must + Have + Verb 3” =  “จะต้องได้ทำลงไปแล้วในอดีต”  สำหรับประโยคข้างบน เหตุการณ์ได้เกิดผ่านไปแล้ว  โดยสังเกตจากข้อความที่ผู้พูดบอกว่า  “กาแฟเฮงซวยฯ”  ดังนั้น  “คนชงฯ คงจะต้องใส่น้ำเย็นลงไปแล้ว”เป็นการคาดการณ์หรือเดา  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

  • He must work harder to pass the exam.

(เขาต้องขยันเรียนมากขึ้นเพื่อที่จะสอบผ่าน)  (เป็นเรื่องของปัจจุบัน หรืออนาคต  คือต้องขยันในตอนนี้ หรือในอนาคต)

  • He looks very excited.  He must have passed the exam.

(เขามีท่าทางตื่นเต้นมาก  เขาคงจะได้สอบผ่านแล้ว (เป็นอดีต)  -  คือ เพิ่งมีการประกาศผลสอบ  และเห็นเขามีท่าทางตื่นเต้น  เดาว่าเขาคงจะสอบผ่านแล้ว)

  • She has bought a new house.  She must have won the first prize in lottery.

(เธอได้ซื้อบ้านหลังใหม่  เธอคงจะต้องถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ ๑ไปแล้ว (เป็นอดีต)  -  เป็นการคาดการณ์เหตุการณ์ในอดีต  ว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างแน่นอน  โดยดูจากเหตุการณ์แวดล้อม)

 

17. Would you mind _________________________________________________ your class?

(คุณจะรังเกียจ ___________________________________ (ใน) ห้องเรียนของคุณหรือไม่) 

(a) me observing

(b) me to observe

(c) my observe

(d) my observing    (การสังเกตการณ์ของผม)  (คือ  มาดูคุณสอน  หรือมาดูว่านักเรียนของคุณอยู่กันอย่างไร  เป็นต้น)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Mind + Verb + ing”  หรือคำนาม  และเนื่องจาก  “Verb + ing” (Gerund)  เป็นคำนามประเภทหนึ่ง  จึงสามารถนำหน้าด้วย  “Possessive adjective” (my, your, his, her, their, our, its)   ได้  เหมือนคำนามทั่วๆไป  ดังประโยคข้างล่าง  (อย่างไรก็ตาม  สามารถใช้อีกรูปแบบหนึ่ง  คือ  (my observation of – your class)

                                         ตัวอย่างที่  

  • Does Betty object to ____________________________________ for her every night?

(เบ็ตตี้คัดค้าน (ไม่เห็นด้วย) กับ ____________ สำหรับเธอทุกๆ คืน  ใช่หรือไม่)   (หมายถึง เบ็ตตี้ไม่ต้องการให้คุณมารอเธอทุกๆ คืน  ใช่หรือเปล่า)

(a) your waiting   (การรอคอยของคุณ)

(b) for waiting

(c) that you wait

(d) because you wait

ตอบ  -  ข้อ   (a)   เนื่องจาก  “To”  ใน  “Object to” (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วย)  เป็น  “Preposition”  จึงต้องตามด้วยคำนาม  หรือ  “Gerund” (Verb + ing)  ซึ่งก็ถือเป็นคำนามประเภทหนึ่งด้วย   ดังนั้น  จึงสามารถใช้   “Possessive adjective” (His, Her, My, Your, Our, Their, Its)  นำหน้ามันได้เหมือนคำนามทั่วไป  เช่น  “His walking”  “Her laughing”  “My singing”  “Their speaking”   เป็นต้น

                                           กล่าวโดยสรุป   คือ  “Gerund” (Verb + ing)  อาจมีคำแสดงความเป็นเจ้าของ  (Possessive adjective)  ประกอบข้างหน้าได้  เหมือนคำนามทั่วไป  เช่น

  • His walking quickly makes him tired.

(การเดินเร็วของเขาทำให้เขาเหนื่อย)

  • We appreciated on your coming.

(เราชื่นชม-ยกย่องกับการมาของคุณ)

  • Her being afraid of snakes is well-known.

(การกลัวงูของเธอเป็นที่รู้กันดี)

  • It was no use your telling him to stop smoking.

(ไม่มีประโยชน์กับการบอกเขาของคุณให้หยุดการสูบบุหรี่)

  • The audiences were informed of his being a great scientist.

(ผู้ชมได้รับการบอกเกี่ยวกับการเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ของเขา)

  • I had to postpone my writing to him to a later date.

(ผมจำเป็นต้องเลื่อนการเขียน (จดหมาย) ถึงเขาของผมออกไปอีก)

  • You should not delay your sending of the application form.

(คุณไม่ควรเลื่อน (หรือ ถ่วงเวลา) การส่งใบสมัครของคุณ)

 

18. I am _____________________________________________ tired to do any more work.

(ผมเหนื่อย _________________________________________ ที่จะทำงานเพิ่มมากขึ้นอีก)

(a) very

(b) quite

(c) more

(d) too    (เกินไป)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เป็นไปตามโครงสร้าง   “Subject + Is (Was) + Too + Adjective + (For someone) + To + Verb 1”  เช่น

  • He is too lazy to start the work.

(เขาขี้เกียจเกินไปที่จะเริ่มงาน)

  • She was too arrogant for me to talk to.

(เธอหยิ่งเกินไปสำหรับผมที่จะพูดคุยด้วย)

  • The room is too cold to sleep in.

(ห้องเย็นเกินไปที่จะนอน)

  • The road was too dusty for me to drive through.

(ถนนมีฝุ่นมากเกินไปสำหรับผมที่จะขับรถผ่าน)

 

19. She promised to help, but later _______________________________ back on her words.

(เธอสัญญาที่จะช่วยเหลือ  แต่ต่อมา ___________ คำพูด (สัญญา) ของเธอ)  (สัญญาว่าจะช่วย  แต่ต่อมากลับคำพูด  คือไม่ช่วย)

(a) brought

(b) cut

(c) went    (“Go back on”  =  คืนคำ, กลับคำ, ละทิ้ง)

(d) fell    (“Fall back on”  =  “พึ่งพาอาศัย, วางใจ)

 

20. Recent estimates show that _______ more than four million birdwatchers in the United States.

(การประมาณการ (ประเมิน) เมื่อเร็วๆ นี้ (ไม่นานมานี้) แสดงว่า _________ นักเฝ้าดูนกกว่า  ๔  ล้านคนในสหรัฐฯ)

(a) there are among

(b) are there the

(c) there are    (มี)

(d) among the

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นประธาน (There) และกริยา (Are) ของอนุประโยคแบบ  “Noun clause” (that there are more than three million birdwatchers in the United States)  ซึ่งทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Show”

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป