หมวดข้อสอบ STRUCTURE (ตอนที่ 27)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Direction:  Choose the most appropriate answer.

(จงเลือกคำตอบที่เหมาะสมที่สุด)

 

1. I wonder ___________________________________________ we can arrive there in time.

(ผมประหลาดใจว่า  เราสามารถไปถึงที่นั่นทันเวลา _________________________________)

(a) that

(b) why

(c) whether    (หรือไม่)

(d) when

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากมาจากประโยค  “Direct speech” (ถามตรง) ที่ว่า  “Can we arrive there in time?”  และเมื่อขึ้นต้นประโยคคำถามด้วยกริยาพิเศษ (Is, Am, Are, Was, Were, Do, Does, Did, Has, Have, Had, Will, Would, Shall, Should, Can, Could, May, Might, Must)  เมื่อจะเปลี่ยนเป็นประโยค  “Indirect speech” (ถามอ้อม)  จะต้องใช้  “Whether” (หรือ ไม่)  หรือ  “If” (หรือไม่)  เชื่อมระหว่างประโยคใหญ่  (ประโยคกล่าวรายงาน)  (ในข้อนี้ คือ  “I wonder”)  และประโยคย่อย  (ประโยคถูกกล่าวรายงาน)  (ในข้อนี้  คือ  “We can arrive there in time.”)  เสมอ   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากตัวอย่างข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • Mary does not know ___________________________________________ for a living.

(แมรี่ไม่รู้ว่า_____________________________________________ เพื่อการดำรงชีพ)

(a) what will she do

(b) how will she do

(c) what she will do    (เธอจะทำงานอะไร)

(d) that she will do

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการเปลี่ยนประโยค  “Direct speech”  (What will she do for a living?)  ให้เป็นประโยค  “Indirect speech”  (Mary does not know what she will do for a living.)

                                          ตัวอย่างที่ 

  • He asked me _______________________________________________ I was hungry.

(เขาถามผมว่าผมหิว __________________________________________________)

(a) that

(b) why

(c) how

(d) if    (หรือไม่)

(e) weather   (อากาศ)

ตอบ  -  ข้อ   (d)   เนื่องจากมาจากประโยค  “Direct speech”  คือ  “Are you hungry?”  เมื่อจะเปลี่ยนเป็นประโยค  “Indirect speech”  จะต้องเชื่อมด้วย  “If”  หรือ  “Whether”  (He asked me if (whether) I was hungry.)  ซึ่งทั้ง ๒ คำมีความหมายเหมือนกัน  คือ  “หรือไม่, หรือเปล่า”  กล่าวโดยสรุป  คือ  ถ้าประโยค “Direct speech”  ซึ่งเป็นประโยคคำถาม  ขึ้นต้นด้วยกริยาพิเศษ  (Verb to be, to have, to do)  หรือ  “Modal verb” (Will, Would, Shall, Should, Can, Could, May, Might, Must)  เมื่อเปลี่ยนเป็นประโยค  “Indirect speech”  จะต้องเชื่อมข้อความระหว่าง  “Reporting speech” (He asked me)  และ  “Reported speech” (I was hungry)  ด้วย  “If”  หรือ  “Whether”  เสมอ  ห้ามใช้  “That”  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • Are you a student?  (คุณเป็นนักเรียนใช่ไหม)

(She wants to know if (whether) he is a student.)

(เธอต้องการรู้ว่าคุณเป็นนักเรียนหรือไม่)

  • Do you like to play tennis?  (คุณชอบเล่นเทนนิสไหม)

(He asked me if (whether) I liked to play tennis.)

(เขาถามผมว่าผมชอบเล่นเทนนิสหรือไม่)

  • Will you go to my party?(คุณจะไปงานเลี้ยงของผมไหม)

(I ask her if (whether) she will come to my party.)

(ผมถามเธอว่าจะไปงานเลี้ยงของผมหรือไม่)

  • Can you play the piano?(คุณเล่นเปียโนเป็นไหม)

(They asked me if (whether) I could play the piano.

(พวกเขาถามผมว่าเล่นเปียโนเป็นหรือไม่)

                                        ในกรณีที่ประโยค  “Indirect speech”  เป็นประโยคบอกเล่า  ให้ใช้  “That”  เชื่อม หรือ อาจละไว้ก็ได้  (ไม่ต้องเขียนลงไป)  เช่น

  • I go for a walk every morning.

(ผมออกเดินทุกเช้า)

(I tell him (that) I go for a walk every morning.)

(ผมบอกเขาว่าผมออกเดินทุกเช้า)  หรือ

(I told him (that) I went for a walk every morning.)

  • I have been to London several times.

(ผมเคยไปลอนดอนหลายครั้ง)

(She said(that) she had been to London several times.)

(เธอพูดว่าเธอเคยไปลอนดอนหลายครั้ง)

                                       สำหรับในกรณีที่  ประโยค  “Direct speech”  เป็นประโยคคำถามที่ขึ้นต้นด้วย  “Question word” (What, When, Where, Why, How, etc.)  เมื่อเปลี่ยนเป็นประโยค  “Indirect speech”  ให้เอา  “Question word”  นั้นๆ มาเป็นตัวเชื่อม  โดย  “ไม่ต้องใช้”  “That”  เช่น  ในประโยคข้างล่าง  “ห้ามใช้”…….to find that where it is hiding”

                                          ตัวอย่างที่          จงหาที่ผิดหลักไวยากรณ์จากข้อ (๑) – (๔)

  • Are you waiting (1) for success (2) to arrive or are you going (3) to find where (4) is it hiding?

(คุณกำลังรอคอยให้ความสำเร็จมาหา  หรือคุณจะไปหาว่ามันกำลังหลบซ่อนอยู่ที่ไหน)  (ข้อนี้เหมือนเป็นคำสอนคน  อย่าให้มัวแต่รอคอยความสำเร็จ  แต่ให้ขยันทำงาน  เพื่อจะได้พบกับความสำเร็จ  คือ  สอนให้เป็นฝ่ายรุก  มิใช่ตั้งรับ)

ตอบ   –   ข้อ   (4)   แก้เป็น  “it is”  เนื่องจากอยู่ในรูป  “Indirect speech”  หรือ  “Reported speech”  คือ  “คำพูดที่ถูกกล่าวรายงาน”  เป็นการเปลี่ยนจากประโยค  “Direct speech” (Where is it hiding?)  มาเป็นประโยค  “Indirect speech”  ที่ขึ้นต้นด้วย  “are you going to find ………......….”จึงต้องเอาประธานมาไว้หน้าคำกริยา  “where it is………....…..”  ซึ่งเป็นการเรียงคำแบบประโยคบอกเล่า  มิใช่เอาคำกริยาไว้หน้าประธาน (where is it)  เหมือนเช่นในประโยคคำถามตัวอย่างข้างล่าง

  • How old are you? (Direct speech)

(คุณอายุเท่าใด)

  • I want to know how old you are. (Indirect speech)

(ผมอยากทราบว่าคุณอายุเท่าใด)

  • Where is she going? (Direct speech)

(เธอกำลังจะไปที่ไหน)

  • He asks her where she is going. (Indirect speech)

(เขาถามเธอว่า  เธอกำลังจะไปที่ไหน)

  • When will you retire from your work? (Direct speech)

(คุณจะเกษียณจากงานเมื่อใด)

  • I asked him when he would retire from his work. (Indirect speech)

(ผมถามเขาว่าเขาจะเกษียณจากงานเมื่อใด)

 

2. Let us ______________________________________________________ for a moment.

(พวกเราจง _______________________________________________ สักชั่วครู่ชั่วยาม)

(a) keep quietly

(b) be quite

(c) keep quietness

(d) keep quiet    (ไม่ปริปาก, เงียบเข้าไว้)

ตอบ   -   ข้อ   (d)    เนื่องจาก   “Keep + Adjective”  ดูเพิ่มเติมคำกริยาประเภทเดียวกับ  “Keep”  ในประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่  

  • I ___________________________________________ about his ability to do the work.

(ผม _________________________________ เกี่ยวกับความสามารถของเขาในการทำงาน)

(a) feel doubt

(b) have doubtful

(c) am wondered

(d) feel doubtful    (รู้สึกไม่แน่ใจ-ไม่มั่นใจ-สงสัย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Feel + Adjective”  สำหรับโครงสร้างอื่นๆ ที่สามารถใช้ได้เช่นกัน  ได้แก่   “I have (a) doubt about…….....……”  (ผมมีข้อสงสัย-กังขา เกี่ยวกับ...................) และ  “I wonder about…..….......……” (ผมรู้สึกกังขา-สงสัย เกี่ยวกับ.....................)  สำหรับกริยาตัวอื่นๆ ที่ใช้แบบเดียวกับ  “Feel”  ดูจากประ โยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่  

  • Everything looks ______________________________________________________.

(ทุกสิ่งทุกอย่างมีลักษณะ ________________________________________________)

(a) differently

(b) different    (แตกต่าง  -  ไปจากเดิม)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) difference    (ความแตกต่าง)  (เป็นคำนาม)

(d) differ    (แตกต่าง)  (เป็นคำกริยา)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Look”  (ในที่นี้เป็น  “Linking Verb”  มีความ หมายว่า  “มีลักษณะ, มีท่าทาง”)  ต้องตามด้วยคำคุณศัพท์  (Adjective)  มิใช่กริยาวิเศษณ์ (Adverb)

                                         ตัวอย่างที่  

  • One who does good feels _______________________________________________.

(บุคคลผู้ซึ่งทำดี  รู้สึก _________________________________________________)

(a) happily    (อย่างมีความสุข)  (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(b) happy    (มีความสุข)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) happiness    (ความสุข)  (เป็นคำนาม)

(d) more happily

ตอบ  -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Feel + Adjective”  เช่น  Happy, Quick, Slow, Careful)   มิใช่  “Adverb”  เช่น  Happily, Quickly, Slowly, Carefully)

                                         ตัวอย่างที่  

  • The air in that spot smells ______________________________________________.

(อากาศตรงบริเวณนั้นมีกลิ่น _____________________________________________)

(a) sweetness    (ความสดชื่น, ความหวาน, ความไพเราะ, ฯลฯ)  (เป็นคำนาม)

(b) sweetly    (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(c) sweet    (สดชื่น, หวาน, มีรสหวาน, มีรสดี, สด, ไพเราะ, มีกลิ่นดี, หอม, น่าพอใจ, งดงาม)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(d) sweeten    (ทำให้หวาน-หอม-อ่อนนิ่ม-เป็นกรดน้อยลง, หวานขึ้น, หอมขึ้น, ไพเราะขึ้น, นิ่มนวลขึ้น, กลมกล่อมขึ้น)  (เป็นคำกริยา)

ตอบ  -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Smell + Adjective

                                        ตัวอย่างที่    {จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จากข้อ  (๑) – (๔)}

  • (1) When compared with its (2) graceful manner in the water, a penguin’s progress (3) on land seems (4) awkwardness.

(เมื่อเปรียบเทียบกับกริยาท่าทางที่งามสง่าของมันในน้ำ  การก้าวเดินไปข้างหน้าของนกเพนกวินบนบก  ดูเหมือนว่าจะงุ่มง่าม-เชื่องช้า-เก้งก้าง)

ตอบ   -   ข้อ    แก้เป็น   “awkward”  เนื่องจาก  “Seem + Adjective

                                        ตัวอย่างที่  

  • I saw the coach on the field after the game, and he seemed _____________________.

(ผมเห็นผู้ฝึกสอนที่สนามหลังการแข่งขัน  และเขาดูเหมือนว่า ______________________)

(a) real angry

(b) angrily

(c) anger

(d) angry   (โกรธ)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Seem + Adjective”  (หรืออาจตอบ  “really angry”  (โกรธอย่างแท้จริง)   ก็ได้)   เนื่องจากหลังกลุ่มคำกริยาต่อไปนี้  (Look, Feel,  Become,  Grow,  Get,  Seem,  Appear, Taste,  Prove,  Sound, Remain,  Turn)   แม้จะไม่ต้องมีกรรมมารับโดยตรง  แต่ก็ต้องอาศัยคำหรือกลุ่มคำอื่นมาช่วยขยายตามหลังมัน  เพื่อให้ได้ใจความชัดเจนขึ้น  คำที่มาขยายคำกริยาเหล่านี้มิได้เป็นกรรม  (Object)  แต่มาช่วยทำให้กริยามีความหมายดีขึ้น  หรือทำให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์  คำที่ตามหลังคำกริยาประเภทนี้  จะอยู่ในรูปคำคุณศัพท์  (Adjective) เท่านั้น    มิใช่คำกริยาวิเศษณ์ (Adverb)  ทั้งนี้  เราเรียกส่วนขยายคำกริยาพวกนี้ว่า  “Subjective Complement”   หมายถึง  “ตัวขยายอกรรมกริยา  เพื่อให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์”  และเรียกกริยาประเภทนี้ว่า  “Linking Verb”  คือ  ช่วยเชื่อมระหว่างประธานของประโยค  และ ส่วนที่มาขยายคำกริยา  เพื่อทำให้ประโยคมีใจความสมบูรณ์  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • She felt good after a long sleep.

(เธอรู้สึกสบายดีหลังจากนอนหลับยาว)

  • He looked happy when his friends came to see him.

(เขาดูท่าทีมีความสุข  เมื่อเพื่อนมาเยี่ยม)

  • The milk in that glass tasted sour.

(นมในแก้วใบนั้นมีรสเปรี้ยว)

  • They seem tired after a hard day’s work.

(พวกเขาดูเหมือนเหนื่อย  หลังจากทำงานตรากตรำมาทั้งวัน)

สรุป  -   คำที่ตามหลังคำกริยาจำพวก  “Linking verb ได้แก่  Be (is, am, are, was, were)  (เป็น, อยู่, คือ),  Become,  Seem  (ดูเหมือนว่า),  Appear  (มีลักษณะท่าทาง),  Feel  (รู้สึก),  Get,  Grow,  Keep,  Look  (มีท่าทาง),  Smell  (มีกลิ่น),  Sound,  Taste  (มีรสชาติ),  turn  (กลายเป็น), จะต้องเป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  เสมอ  เช่น

  • Tom became rich.   (ทอมร่ำรวยขึ้นมา)
  • Ann seems happy.   (แอนดูเหมือนว่าจะมีความสุข)
  • Jim felt cold.   (จิมรู้สึกหนาว)
  • He got/grew impatient.   (เขารู้สึกกระวนกระวาย)
  • The idea sounds interesting.   (ความคิดนี้ดูน่าสนใจ)
  • She looked calm.   (เธอมีอาการสงบ)
  • He turned pale.    (เขาตัวซีด หรือหน้าซีด)
  • The soup tasted sweet.   (ซุปมีรสหวาน)
  • She kept calm and said nothing.   (เธอนิ่งเงียบและไม่พูดอะไร)

3. She speaks English ________________, and her pronunciation is very ________________.

(เธอพูดภาษาอังกฤษ ________________ และการออกเสียงของเธอ _______________ มาก)

(a) fluent ________________ good

(b) fluently ________________ well

(c) fluently _______________ good    (อย่างคล่องแคล่ว .......................... ดี)

(d) fluent ________________ well

ตอบ   -   ข้อ    (c)   ใช้กริยาวิเศษณ์  “Fluently”   เนื่องจากขยายกริยา  (Speaks)   และใช้คำคุณศัพท์  “Good”   เนื่องจากขยาย  “Verb to be” (Is)

 

4. ________________________________________________ is better, my drawing or Jim’s?

(________________________________________ ดีกว่ากัน,  ภาพวาดของผมหรือของจิม)

(a) Do you think which

(b) Which do you think    (อันไหนที่คุณคิดว่า)

(c) You think which

(d) Which you think

ตอบ    –     ข้อ    (b)   ต้องเอา   “Question words”   (What, When, Where, Why, How, How much, How many, How often)  ขึ้นหน้า  “Verb to do” (Do, Does, Did)   เสมอ   เมื่อทำเป็นประโยคคำถาม   เนื่องจาก  “Question words” เหล่านั้น  ทำหน้าที่เป็นกรรมของประโยค   (ของกริยา)  (คือเป็น “Object”)  หรือกรรมของ  “Preposition”  หรือเป็นส่วนขยายคำกริยา  คือ  เป็นกริยาวิเศษณ์  “Adverb”  (ในกรณีของประโยคข้างบน  “Which”  เป็นกรรมของ  “think”)  เช่น

  • How often do you go shopping each month?

(คุณไปช้อปปิ้งบ่อยเพียงใดในแต่ละเดือน)  (“How often”  เป็นส่วนขยายของ  “go shopping”   คือ เป็นกริยาวิเศษณ์   “Adverb of frequency”)

  • How much does he get paid in a year?

(เขาได้รับค่าจ้างเท่าใดใน ปี)  (“How much”  เป็นกรรมของกริยา  “get paid”)

  • Where do you live in Bangkok?

(คุณอาศัยอยู่ที่ไหนในกรุงเทพฯ)  (“Where”  เป็นส่วนขยายกริยา  “live”  คือ เป็น “Adverb of place”)

  • Why did she come to class so late?

 (ทำไมเธอมาเข้าเรียนสายจังเลย)  (“Why”  เป็นส่วนขยายกริยา  “come”  คือเป็น “Adverb of reason”)

  • When did they finish their work last night?

(พวกเขาทำงานเสร็จเมื่อใดเมื่อคืนนี้)  (“When”  เป็นส่วนขยายกริยา  “finish”  คือเป็น  “Adverb of time”)

  • Which do you prefer, this car or that car?

(คุณชอบคันไหน  รถคันนี้หรือคันนั้น)  (“Which”  เป็นกรรมของกริยา  “prefer”)

                                     แต่ในกรณีที่   “Question words”   เป็นประธานของประโยคคำถาม (คือ  เป็นประธานของกริยาในประโยค)   ไม่ต้องใช้   “Verb to do” (Do, Does, Did)   มาช่วยสร้างประโยค  แต่ให้ต่อด้วยคำกริยาเลย  เช่น

  • Who contributed most to your success?

(ใครมีส่วนช่วยเหลือมากที่สุดในความสำเร็จของคุณ)

(Who”   เป็นประธานของประโยค หรือของกริยา   “Contributed)

(อย่าใช้    “Who did contribute most to………………….…?”)

  • What made you feel so angry?

(อะไรทำให้คุณโมโหจัด)

(What”  เป็นประธานของประโยค หรือของกริยา  “made)

(อย่าใช้   “What did make you feel so angry?”)

  • Which impresses you more, London or New York?

(เมืองไหนทำให้คุณประทับใจมากกว่า, ลอนดอนหรือนิวยอร์ก)

(Which”  เป็นประธานของประโยค หรือของกริยา   “impresses)

(อย่าใช้   “Which does impress you more, …………………?” )

แต่ใช้   “Which do you like more, London or New York?

(คุณชอบเมืองไหนมากกว่ากัน – ลอนดอนหรือนิวยอร์ก)

(ต้องใช้   “Verb to do”   ช่วยสร้างประโยคคำถาม  เนื่องจาก  “Which”  เป็นกรรมของกริยา   “Like)

 

5. It is a pity we can’t see ourselves as others see __________________________________.

(มันน่าเสียดาย ที่เราไม่สามารถมองเห็นตัวของเราเอง  เหมือนที่คนอื่นมองเห็น ______________)

(a) us    (เรา)

(b) ourselves    (ตัวของเราเอง)

(c) themselves    (ตัวของพวกเขาเอง)

(d) ours    (ของเรา)

ตอบ   –   ข้อ   (a)   เนื่องจากต้องใช้   “Pronoun”  ในรูปกรรม  (เหมือนกับ  “me, you, them, him, her, it, us”)   เนื่องจากเป็นกรรมของกริยา  “See”  เพราะมิได้มีการสะท้อนเข้าหาตัวแต่อย่างใด  สำหรับรูป   “Reflexive pronoun” (myself, yourself, yourselves, themselves, himself, herself, itself, ourselves)  มีที่ใช้ดังนี้ คือ

                                   ๑. ประธานเป็นผู้ทำกริยาโดยลำพังตนเอง  มิมีผู้ใดช่วย  เช่น

  • He did it himself.

(เขาทำมันตามลำพัง – ไม่มีใครช่วย)

(= He himself did it. = He did it by himself.)

  • She tries to solve the problem herself.

(เธอพยายามแก้ปัญหาด้วยตัวเอง – ไม่มีใครช่วย)

(= She herself tries to solve the problem. = She tries to solve the problem by herself.)

                                    . ใช้เป็นกรรมของกริยา หรือ   “Preposition”  เพื่ออ้างถึงบุคคล  หรือสัตว์  หรือเป็นประธานของประโยคก็ได้  เพื่อให้รู้ว่าเป็นบุคคลคนเดียวกัน  หรือสัตว์ตัวเดียวกันกับที่ได้พูดไปก่อนหน้านั้นแล้ว   เช่น

  • Tom himself became the manager of the company.

(ทอมเองนั่นแหละเป็นผู้จัดการบริษัท)

  • I’ve just talked with David himself.

(ผมเพิ่งจะคุยกับตัวเดวิดเองเลย)

  • It was easy for a clever young man like himself (หรือhim) to make a good living.

(มันง่ายสำหรับคนหนุ่มที่ฉลาดเช่นเขา  ที่จะดำเนินชีวิตอย่างเหมาะสม  –  ดีงาม)

                                    ๓. ประธานของประโยคเป็นผู้ทำกริยาสะท้อนเข้าหาตนเอง  คือ  ทำกับตัวเอง  หรือทำให้กับตัวเอง   เช่น

  • He killed himself with a bullet in the head.

(เขาฆ่าตัวเองด้วยกระสุนปืน นัดในหัว)

  • She bought herself a gold watch.

(เธอซื้อนาฬิกาเรือนทองให้ตัวเอง)

  • James introduced himself to his new neighbor.

(เจมส์แนะนำตัวเองกับเพื่อนบ้านใหม่ของเขา)

  • He poured himself a whisky.

(เขารินวิสกี้ให้ตนเอง แก้ว)

  • He lacks confidence in himself.

(เขาขาดความเชื่อมั่นในตนเอง)

***** ห้ามใช้  “I bought herself a gift for her birthday.”  เนื่องจากมิได้สะท้อนเข้าหาตนเอง  แต่เป็นคนละคน   ต้องใช้เป็น  “I bought her a gift for her birthday.”  แต่ใช้   “I bought myself a gift for my birthday.”     (ผมซื้อของขวัญให้ตัวเอง .............................)

 

6. _____________________ are prepared from flour or meal derived from some form of grain.

(____________ ถูกเตรียมจากแป้ง  หรืออาหารที่ได้รับจากพืชประเภทข้าว (เมล็ดข้าว) บางอย่าง)

(a) With bakery products

(b) While bakery products

(c)  Bakery products    (ผลิตภัณฑ์ของร้านขนมปัง)

(d) They are bakery products

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นประธานของประโยค

 

7. ___________ created the donkey and elephant that symbolize the Democratic and Republican parties.

(__________________ สร้างลาและช้าง  ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพรรคเดโมแครต และรีพับลิกัน)

(a) Although Thomas Nast

(b) That Thomas Nast

(c) Thomas Nast, who

(d) It was Thomas Nast who    (มันคือโทมัส นาส์ท  ผู้ซึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากมาจากโครงสร้างประโยคข้างล่าง  

  • It + Is (Was) + Subject + Who (That) + Verb

(มันคือประธานฯ ผู้ซึ่งทำกริยานั้นๆ)

  • It is I who am the leader, not you.

(มันคือผม  ผู้ซึ่งเป็นผู้นำ  มิใช่คุณ)

  • It was she who helped me out of this difficulty.

(มันคือเธอ  ผู้ซึ่งช่วยผมให้พ้นจากความยากลำบาก)

  • It was the manager who dismissed John from the company.

(มันคือผู้จัดการ  ผู้ซึ่งไล่จอห์นออกจากบริษัท)

  • It was the dog that (which) killed the cat.

(มันคือสุนัขซึ่งฆ่าแมว)

  • It is his parents who got him a job.

(มันคือพ่อแม่ของเขา  ผู้ซึ่งหางานให้เขาทำ)

  • It is Tom and Tim who will travel abroad next month.

(มันคือทอมและทิม  ผู้ซึ่งจะเดินทางไปต่างประเทศเดือนหน้า)

หมายเหตุ***    “It”  ในทุกประโยคข้างบนมิได้มีความหมายแต่อย่างใด  หรือแทนสิ่งใด  แต่ถูกสมมติขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค  เหมือนกับประโยคข้างล่าง

  • It is very cold today

(อากาศหนาวมากวันนี้)

  • It was hot last summer.

(อากาศร้อนเมื่อหน้าร้อนที่แล้ว)

  • It is in winter that some animals hibernate.

(ในหน้าหนาว  สัตว์บางชนิดจำศีล)

  • It is nice to see you again.

(ดีจริงที่ได้พบคุณอีกครั้ง)

 

8. A: Is your brother going to camp?”

(พี่ชายคุณจะไปค่ายพักแรมหรือไม่)

    B: He signed up, but he’s considering _________________________________________.

(เขาลงชื่อแล้ว  แต่ว่าเขากำลังพิจารณา ______________________________________)

(a) not going    (จะไม่ไป, ไม่ไป)

(b) to not go

(c) not to go

(d) he doesn’t go

ตอบ   -   ข้อ  (a)   “Consider + Verb + ing”  =   “พิจารณาทำ.....................”  ส่วน  “Consider + Not + Verb + ing” =    “พิจารณาไม่ทำ......................” เช่น   “She considered not applying for the job.” (เธอพิจารณาไม่สมัครงานนั้น)   สำหรับคำกริยาที่ต้องตามด้วยคำนาม  หรือ  “Gerund” (Verb + ing)   ดูจากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่  

  • I don’t mind _________________________ to bed early, but I don’t like to get up early.

(ผมไม่รังเกียจ _____________________________ นอนแต่หัวค่ำ  แต่ผมไม่ชอบตื่นแต่เช้าตรู่)

(a) go

(b) to go

(c) going    (ไป, เข้า)

(d) gone

ตอบ   -   ข้อ    (c)   “Mind + Verb + ing

                                         ตัวอย่างที่  

  • He keeps _____________________________________ the most outrageous things.

(เขา ___________ ไม่หยุด (ต่อไปเรื่อยๆ) ในสิ่งต่างๆ ที่ทำให้เจ็บแค้นใจ (หรือ เกะกะระราน, รุนแรง) มากที่สุด)

(a) to say

(b) say

(c) saying    (พูด)

(d) having said

ตอบ   -   ข้อ  (c)  กริยา  “Keep” =  (.................ต่อไปเรื่อยๆ, ไม่ยอมหยุด)  ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  เช่น  (Keep walking  (เดินต่อไปเรื่อยๆ), Keep reading  (อ่านหนังสือไปเรื่อยๆ),  Keep talking  (คุยไปเรื่อย  ไม่ยอมหยุด)

                                        ตัวอย่างที่  

  • Instead of playing as a small boy, he enjoyed nothing _______________ the farm machines.

(แทนที่จะเล่นเหมือนเด็กเล็กๆ  เขามิได้สนุกเพลิดเพลินกับอะไร ___________ เครื่องจักรกลในไร่นา)

(a) more to fix

(b) more than fix

(c) more than fixing    (มากไปกว่าการซ่อมแซม)

(d) more than having fixed

ตอบ   -   ข้อ  (c)   เนื่องจาก   {Enjoy + (nothing more than) + Verb + ing  (Fixing)}

                                        ตัวอย่างที่  

  • I can’t help ________________________________________ him in spite of his faults.

(ผมอดไม่ได้ที่จะ ___________________________________ เขา  ทั้งๆที่เขามีข้อผิดพลาด)

(a) admire

(b) admired

(c) admiring    (ยกย่อง, ชื่นชม)

(d) to admire

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Can’t help + Verb + ing”  สำหรับคำกริยาที่ต้องตามด้วย   “Gerund” (Verb + ing)  ได้แก่  “Feel like”  (อยาก, ต้องการ)“Avoid”  (หลีกเลี่ยง),  “Consider” (พิจารณา),  “Suggest”  (แนะนำ),  “Enjoy” (สนุกสนาน),  “Finish”  (ทำเสร็จ),  “Keep  หรือ  Keep on”  (ทำต่อไป),  “Go on”  (ทำต่อไป),  “Insist on”  (ยืนกราน),  “Object to”  (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วย),  “Put off”  (เลื่อน, ผัดไป),  “Be opposed to”  (คัดค้าน)“  Appreciate”  (ยกย่อง, เห็นคุณค่า),  “Allow” (อนุญาต), “Permit” (อนุญาต), “Postpone”  (เลื่อนออกไป), Practice”  (ฝึกหัด, ฝึกซ้อม),  “Prohibit”  (ห้าม),   Mind”  (รังเกียจ), “Deny” (ปฏิเสธ),  “Resist”  (ยับยั้ง, ระงับ), “Recall”  (นึกได้, ระลึกได้)“Resent”  (ไม่ชอบ, ไม่พอใจ), “Cannot stand”  (ทนไม่ได้)“Admit” (ยอมรับ),  “Delay” (ประวิงเวลา), “Confess”  (สารภาพ)“Imagine”  (นึกคิด, จินตนาการ)“Cannot help”  (อดไม่ได้, ช่วยไม่ได้),  “Excuse”  (ให้อภัย), “Forgive” (ให้อภัย), “Dislike”  (ไม่ชอบ),  “Miss”  (พลาดโอกาส)“Discuss”  (ประชุมปรึกษาหารือ, อภิปราย, สาธยาย)    ตัวอย่างประโยค   เช่น

  • She enjoys reading novels.   

(เธอสนุกสนานกับการอ่านนวนิยาย)

  • I cannot stand listening to his complaints any more.   

(ผมทนการฟังข้อร้องเรียนของเขาไม่ไหวต่อไปอีกแล้ว)

  • We could not avoid meeting him.    

(เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงการพบกับเขา)

  • They enjoyed listening to music.   

(พวกเขาสนุกกับการฟังดนตรี)

  • She dislikes talking a lot.  

(เธอไม่ชอบการพูดมาก)

  • Jim finished writing a report last night.  

(จิมเสร็จสิ้นการเขียนรายงานเมื่อคืนที่ผ่านมา)

  • The man admitted taking the bicycle.  

(นายคนนั้นยอมรับว่าเอารถจักรยานไป)

  • She is sorry that she missed meeting you.  

(เธอเสียใจว่าเธอพลาดโอกาสการได้พบคุณ)

  • They practice speaking French every day.   

(พวกเขาฝึกซ้อมการพูดภาษาฝรั่งเศสทุกวัน)

  • We consider buying a new home.  

(เราพิจารณาจะซื้อบ้านหลังใหม่)

  • They allow smoking in this room.  

(เขาอนุญาตให้สูบบุหรี่ในห้องนี้ได้)

  • Do you mind opening the window? 

(คุณรังเกียจที่จะเปิดหน้าต่างไหมครับ)

  • The teacher suggested working harder.

(ครูแนะนำ (นักเรียน) ให้ขยันมากขึ้น)

                                         สำหรับคำคุณศัพท์และวลีที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  ดูจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ ๕

  • Victor’s car was too badly damaged to be worth ______________________________.

(รถยนต์ของวิคเตอร์ได้รับความเสียหายมากจนเกินกว่าที่จะคุ้มค่า ______________________)

(a) repaired

(b) repair

(c) to repair

(d) repairing    (การซ่อมแซม)

(e) to be repaired

ตอบ   -   ข้อ  (d)   เนื่องจาก  “To be worth  (คุ้มค่า, ควรค่า) + Verb + ing”  ทั้งนี้   มีคำคุณศัพท์  ๒  ตัว  ที่ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  คือ  “Worth  (คุ้มค่า, ควรค่า)  และ “Busy” (ยุ่งอยู่กับ)  ดังประโยคข้างล่าง

  • She was busy reading in the library. 

(เธอยุ่งอยู่กับการอ่านหนังสือในห้องสมุด)

  • They are busy preparing for the party.

(พวกเขายุ่งอยู่กับการเตรียมงานเลี้ยง)

  • Lots of things in this shop are worth buying.

(หลายสิ่งในร้านนี้ควรค่า (คุ้มค่า) ต่อการซื้อ)

  • These newspapers are not worth reading.

(หนังสือพิมพ์เหล่านี้ไม่ควรค่าต่อการอ่าน)

                                        นอกจากนั้น  ยังมีอีก    วลี ที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  คือ  “It is no good”  (ไม่ดีที่จะ)  และ  “It is no use”  (ไม่มีประโยชน์ที่จะ)   เช่น

  • It’s no good crying like a baby.

(ไม่ดีเลยที่จะร้องไห้เหมือนเด็ก)

  • It’s no use talking to him.

(ไม่มีประโยชน์ที่จะคุยกับเขา)

 

9. If they are qualified teachers, you should put their names ________________ the waiting list.

(ถ้าพวกเขาเป็นครูที่มีคุณวุฒิเหมาะสม  คุณควรใส่ชื่อของเขาไว้ ___________ รายชื่อการรอคอย  -  ของผู้ที่รอบรรจุเข้าทำงาน)

(a) in

(b) on    (ใน)

(c) at

(d) of

ตอบ   -   ข้อ  (b)   

                                 สำหรับวลีที่ใช้  “On”   ได้แก่  Waste his time on”  (ใช้เวลา – ของเขา - อย่างสิ้นเปลือง-สุรุ่ยสุร่ายกับ), put on weight  (น้ำหนักเพิ่มขึ้น),  on business  (ด้วยเรื่องธุรกิจ), keep on  (ดำเนินต่อไป), rely on  (ไว้วางใจ, เชื่อใจ, พึ่งพาอาศัย), depend on (upon)  (พึ่งพาอาศัย, ขึ้นอยู่กับ, อยู่ที่), insist on  (ยืนกราน, ยืนหยัด, เรียกร้อง), on the floor  (บนพื้น), on a hill  (บนเนินเขา), on the top shelf  (บนชั้นบนของหิ้ง), on a sofa  (บนเก้าอี้โซฟา), to turn his back on his country  (หันหลังให้กับประเทศของตน  -  หมายถึงละทิ้งประเทศ  เช่น  หนีการเกณฑ์ทหาร  หรือไปเข้ากับฝ่ายศัตรู), on the contrary  (ในทางตรงกันข้าม), on the drawing board   (กำลังอยู่ในขั้นวางแผนหรือเตรียมการ  คือยังไม่ได้ลงมือทำ หรือนำมาใช้งานจริงๆ ),  on the dot (on the button)  (ตรงเวลาเผ็ง, ตรงเวลาเป๊ะ)  -  Susan arrived at the party at 3:00 p.m. on the dot.  (ซูซานมาถึงที่งานเลี้ยงเวลาบ่าย ๓ โมงตรงเป๊ะ)get (climb, jump) on the bandwagon  (ทำตามอย่างที่คนอื่นทำ  แม้จะไม่ใช่เรื่องที่จำเป็น, เข้าร่วมในกิจกรรมที่มีคนนิยมทำกันมาก  และล่าสุด  เช่น ถีบจักรยาน หรือ เล่นฟิตเนส,  โยคะ  -  แปลตรงๆตัว คือ ปีนหรือกระโดดขึ้นไปบนรถดนตรีในขบวนแห่)  -  When all Jim’s friends decided to vote for Bill, Jim climbed on the bandwagon too.  (เมื่อเพื่อนทุกคนของจิมตัดสินใจลงคะแนนให้บิล  จิมก็ตัดสินใจลงคะแนนให้บิลเช่นเดียวกัน  -  คือทำตามเพื่อนๆ แบบไม่ต้องมีเหตุผล), on the (an) average   (โดยเฉลี่ย),   a dog peeing (pissing) on a tree  (หมาเยี่ยวรดต้นไม้),  on condition that  (โดยมีเงื่อนไขว่า)  -  I will lend you the money on condition that  you pay it back in one month.  (ผมจะให้คุณยืมเงินโดยมีเงื่อนไขว่า  คุณต้องใช้คืนภายใน ๑ เดือน),  on deck   (อยู่บนดาดฟ้าเรือ, เตรียมพร้อมที่จะทำอะไรบางอย่าง, มาปรากฏตัว หรือมาถึงที่นัดหมาย)  –  The passengers are relaxing on deck.  (ผู้โดยสารกำลังพักผ่อนหย่อนใจอยู่บนดาดฟ้าเรือ)   -  The scout leader told the boys to be on deck at 8:00 Saturday morning for the hike.  (ผู้นำลูกเสือบอกให้ลูกเสือมาถึงที่นัดหมายเวลา ๘.๐๐ น. เช้าวันเสาร์  เพื่อออกเดินทางไกล),  on deposit   (ในธนาคาร)  -  I have $ 500 on deposit in my account.  (ผมมีเงินอยู่  ๕๐๐ ดอลล่าร์ในบัญชีธนาคาร),  on duty  (อยู่ปฏิบัติหน้าที่, ขณะปฏิบัติหน้าที่)   -  There is always one teacher on duty during study hour.  (มีครูอยู่ ๑ คนเสมอ  อยู่ปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างชั่วโมงเรียน  -  คือคอยให้คำแนะนำปรึกษาแก่นักเรียน)on earth (= in the world(ใน หรือ บนโลกนี้, เกิดขึ้นได้ หรือเป็นไปได้อย่างไร  มักใช้แสดงการเน้นในประโยคคำถาม) - Where on earth did I put my wallet?  (ไม่รู้ว่าผมเอากระเป๋าสตางค์ไปวางไว้ตรงไหนในโลกนี้   -   คือบ่นคร่ำครวญเนื่องจากหากระเป๋าสตางค์ไม่เจอ)   -  The boys wondered how on earth the mouse got out of the cage.  (พวกเด็กๆสงสัยว่า เป็นไปได้อย่างไรที่หนูออกจากกรงไป  -  ทั้งๆที่ล็อคทางออกไว้อย่างแน่นหนา),  have, (keep, with) one eye on  (คอยเฝ้าดูหรือเอาใจใส่  -  บุคคลหรือสิ่งของ  -  ในขณะที่กำลังทำสิ่งอื่นไปด้วย)  -  Mother had one eye on baby as she ironed.  (แม่รีดผ้าและดูแลลูกน้อยไปด้วยในเวลาเดียวกัน)  -  Chris tried to study with one eye on the TV set.  (คริสพยายามอ่านหนังสือ  และดูทีวีไปด้วยในในเวลาเดียวกัน), on account of  (เนื่องมาจาก, เพราะว่า),  -  The picnic was held in the gym on account of the rain.  (ปิ๊คนิกถูกจัดในโรงยิม  -  แทนในสนาม  -  เนื่องมาจากฝนตก),  on a shoestring  (ด้วยเงินจำนวนเล็กน้อยสำหรับใช้จ่าย, ด้วยงบประมาณที่น้อยมาก  -  แปลตรงๆตัว คือ ด้วยเชือกผูกรองเท้า)  -  The couple was seeing Europe on a shoestring.  (สามี-ภรรยาคู่นั้นกำลังเที่ยวยุโรป  ด้วยเงินจำนวนเพียงนิดเดียว  -  คือ  แบบประหยัดสุดๆ),  to walk on air  (รู้สึกมีความสุขและตื่นเต้น)  -  Kim has been walking on air since she won the prize.  (คิมมีความสุขและตื่นเต้นมาโดยตลอด  ตั้งแต่ที่เธอได้รับรางวัล),  to wait on (upon)  (รับใช้, ให้บริการ)  -  The clerk in the store waits on all customers.  (เสมียนในร้านนั้นให้บริการ (รับใช้) ลูกค้าทุกคน),  (sitting) on top of the world  (ปลาบปลื้มยินดีและมีความสุข, รู้สึกประสบความสำเร็จ)  -  John was (sitting) on top of the world when he found out that he got into college.  (จอห์นดีใจและมีความสุข  เมื่อเขาพบว่าเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้),  on behalf of  (ในนามของ),  on board  (บนเรือ)  -  A ship was leaving the harbor, and we saw the people on board waving.  (เรือลำหนึ่งกำลังออกจากท่า  และเราเห็นผู้คนบนเรือโบกไม้โบกมือ  -  เพื่ออำลาญาติพี่น้องที่มาส่ง),  off and on (= on and off)  (ไม่สม่ำเสมอ, เป็นครั้งคราว หรือบางโอกาส)  -  It rained off and on all day.  (ฝนตกๆหยุดๆตลอดทั้งวัน  -  คือ ตกแล้วหยุด  แล้วก็ตกแล้วหยุดอีก  สลับกันไปแบบนี้ตลอดทั้งวัน),  the posters on the walls   (โปสเตอร์บนกำแพง), a sticker on her car  (สติ๊กเกอร์ติดรถของเธอ), pictures on the screen  (รูปภาพบนจอ), on the ceiling  (บนเพดาน), on the roof  (บนหลังคา), on all fours  (คลาน ๔ เท้า), get on a bus  (ขึ้นรถเมล์), on a highway  (บนทางหลวง), on the plane  (บนเครื่องบิน), on foot  (โดยทางเท้าหรือเดินไป), to walk on tiptoe  (เดินบนปลายเท้าหรือเขย่งส้นเท้า), on horseback  (บนหลังม้า), on a bicycle  (โดยรถจักรยาน), on Monday  (ในวันจันทร์), on a Sunday afternoon  (ตอนบ่ายวันอาทิตย์), on an occasion like this  (ในโอกาสเช่นนี้), on April10th  (ในวันที่ ๑๐ เมษายน), on Thursday night   (ในคืนวันพฤหัสฯ), on the first day of term  (ในวันแรกของภาคการศึกษา), books on art and religion  (หนังสือเกี่ยวกับศิลปะและศาสนา), on the subject of rents  (ในเรื่องเกี่ยวกับค่าเช่า), ideas on how films should be made  (ความคิดเกี่ยวกับว่าควรจะสร้างหนังอย่างไร), to comment on the issue  (แสดงความคิดเห็นในประเด็นนั้น), a talk on agriculture  (การสนทนาเกี่ยวกับเกษตรกรรม), cars running on petrol (รถยนต์ที่วิ่งด้วยน้ำมัน), appear on TV  (ปรากฏตัวทางทีวี), to hear it on the radio  (ได้ยินมันทางวิทยุ), on stage  (บนเวที), on the phone  (ทางโทรศัพท์ หรือกำลังพูดโทรศัพท์), on and on  (ไม่รู้จักจบสิ้น, ไม่หยุดหย่อน, ไม่สิ้น สุด), on edge  (รุ่มร้อน, กระวนกระวาย, ตื่นเต้น, ประสาทเสีย, ปวดสมอง), on one’s own  (ด้วยตนเอง, เป็นอิสระ, หาเลี้ยงตนเอง), on purpose  (โดยเจตนา, โดยตั้งใจทำ), on the carpet  (ดุด่าว่ากล่าว, สวด), on the fence  (ยังไม่แน่ใจ, ยังไม่ตัดสินใจ-ตกลงใจ), on the hook  (อยู่ในฐานะลำบาก), on the spot  (ที่กำลังพูดถึง-เอ่ยถึง), to be on  (กำลังปรากฏ, กำลังฉายอยู่. กำลังแสดง),on the go  (มีธุระยุ่ง, เคลื่อนไหวทำโน่นทำนี่อยู่ตลอด)  –  I’m usually on the go all day long.  (ผมมักมีธุระยุ่งตลอดทั้งวัน), on the market  (มีขาย, เสนอขาย)– I had to put my car on the market.  (ผมจำเป็นต้องเอารถออกขาย) - This is the finest home computer on the market.  (นี่เป็นคอมพิวเตอร์ประจำบ้านที่ดีที่สุดที่วางขายในตลาด), on the mend  (สบายดี, หายป่วยไข้)– My cold was terrible, but I’m on the mend now.  (ไข้หวัดของผมย่ำแย่มากเลย  แต่ตอนนี้ผมหายไข้แล้ว) – What you need is some hot chicken soup.  Then you’ll really be on the mend.  (สิ่งที่คุณต้องการ คือ ซุปไก่ร้อนๆ  แล้วคุณจะหายป่วยจริงๆเลย), on the tip of one’s tongue  (ติดอยู่แค่ริมฝีปาก  คือ เกือบจะพูดออกมาแล้ว หรือ เกือบจะนึกออกแล้ว)– I have his name right on the tip of my tongue.  I’ll think of it in a second  (ผมมีชื่อของเขาติดอยู่ที่ริมฝีปาก  ผมจะนึกมันออกในอีกวินาทีเดียว) – John had the answer on the tip of his tongue, but Ann said it first  (จอห์นเกือบจะบอกคำตอบออกมาแล้ว  แต่แอนพูดออกมาเสียก่อน  -  คือชิงบอกคำตอบก่อน), on the wrong track  (ไปหรือเดินผิดลู่หรือราง, ทำตามสมมติฐานที่ผิด)  – You’ll never get the right answer.  You’re on the wrong track.  (คุณไม่มีวันจะได้คำตอบที่ถูกต้องหรอก คุณเดินผิดทางนี่ หรือ คุณตั้งสมมติฐานไว้ผิดนี่), be (skate) on thin ice  (อยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงหรือมีอันตราย)– If you try that, you’ll really be on thin ice.  That’s too risky.  (ถ้าคุณลองทำสิ่งนั้น  คุณจะตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง  มันเสี่ยงเกินไป) – If you don’t want to find yourself (skating) on thin ice, you must be sure of your facts  (ถ้าคุณไม่ต้องการพบตัวเองตกอยู่ในอันตราย  คุณต้องมั่นใจในข้อเท็จจริง  - ไม่เช่นนั้นคุณอาจแพ้คดีและต้องจ่ายเงินมากมาย), on tiptoe  (เดินเขย่างเท้า), on vacation  (เดินทางไปเที่ยวในวันหยุดพักผ่อน)  – Where are you going on vacation this year?  (คุณจะเดินทางไปพักผ่อนที่ไหนในวันหยุดปีนี้) – I’ll be away on vacation for three weeks.  (ผมจะเดินทางไปพักผ่อนวันหยุดเป็นเวลา ๓ สัปดาห์),  เป็นต้น

 

10. Would you please ____________________________________________ sing so loudly?

(คุณจะกรุณา _______________________________________ ร้องเพลงเสียงดังได้ไหม)

(a) no

(b) to not

(c) not to

(d) not    (ไม่)

ตอบ   –   ข้อ   (d)    เนื่องจากหลัง   “Modal verb”  (Will, Would, Shall, Should, May, Might, Must)  ต้องตามด้วย   “Infinitive without to” (Verb 1)  และเมื่อเป็นปฏิเสธ  ให้เอา   “Not” วางไว้ข้างหน้า  “Verb

 

11. A man _____________________________________ came to see you while you were out.

(ผู้ชาย __________________________________ มาหาคุณในขณะที่คุณออกไปข้างนอก)

(a) has long legs

(b) with long legs who

(c) had long legs

(d) with long legs    (ที่มีขายาว)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   อาจใช้รูปแบบอื่นๆ   คือ   “A man who has long legs came to see you……………….”   หรือลดรูปอนุประโยคเหลือเพียง   “A man having long legs came to …….....…....”ก็ได้

 

12. Thursday is _________________________________________________ day of the week.

(วันพฤหัสฯ เป็นวัน _____________________________________________ ของสัปดาห์)

(a) the five

(b) the fivth

(c) the fiveth

(d) the fifth    (ที่ห้า)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   

 

13. I worked in Bangkok ________________________________________________ the war.

(ผมทำงานในกรุงเทพฯ ____________________________________________ สงคราม)

(a) between

(b) when

(c) among

(d) during    (ระหว่าง)  (เป็น  “Preposition”  ต้องตามด้วยคำนาม)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   

 

14. You must all look after ___________________________________________ on your trip.

(พวกคุณทั้งหมดทุกคน  จะต้องดูแล-เอาใจใส่ _____________________ ในระหว่างการเดินทาง)

(a) you

(b) your

(c) yourself    (ตัวเอง)  (คนเดียว)

(d) yourselves    (ตัวเอง)  (หลายคน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   มีหลายคน  สังเกตจาก  “All”   (ทุกคน)

 

15. We must get someone ____________________________________ our radio set at once.

(เราจะต้องให้ใครสักคน ______________________________ เครื่องรับวิทยุของเราในทันที)

(a) repair

(b) to repair    (ซ่อม)

(c) repaired

(d) repairing

ตอบ   -   ข้อ   (b)  มาจากโครงสร้าง  “Get someone + To + Do + Something”   ส่วน  “Have someone + Do +  Something”   โดยทั้ง  ๒  ข้อความ  มีความหมายเหมือนกัน  เช่น

  • I get her to clean my room.

(ผมใช้ให้เธอทำความสะอาดห้องของผม)

  • She had me wash her clothes.

(เธอใช้ให้ผมซักเสื้อผ้าของเธอ)

 

16. I __________________________________________________ to Japan several times.

(ผม __________________________________________________ ญี่ปุ่นหลายครั้ง)

(a) have gone    (ได้ไปอยู่ที่ – คือในตอนนี้ก็ยังอยู่ที่ญี่ปุ่น ยังไม่กลับมา)

(b) have been    (เคยไป – ในขณะนี้ไม่ได้อยู่ที่ญี่ปุ่นแล้ว)

(c) had gone

(d) had been

ตอบ    –    ข้อ   (b)   ต้องใช้ในรูป   “Present perfect tense”  ดูหลักเกณฑ์การใช้   “Present perfect tense”  ดังต่อไปนี้  โดยเฉพาะ ข้อ  ๓  และ ข้อ  ๕

                                     ๑. ใช้กับการกระทำหรือเหตุการณ์ที่เพิ่งสิ้นสุด  หรือจบลงไปไม่นาน ณ ขณะที่พูดนั้น  สังเกตได้จาก  Just  =  เพิ่งจะ,  Recently  =  เมื่อเร็วๆนี้,  Lately  =  หมู่นี้, เมื่อเร็วๆนี้  เช่น

  • I have just finished my assignment.

(ผมเพิ่งจะทำการบ้าน – งานที่ได้รับมอบหมาย – เสร็จ)

  • My friend has recently got married.

(เพื่อนของผมแต่งงานเมื่อเร็วๆนี้)

  • I haven’t seen John lately.

(ผมไม่เห็นจอห์นเลยหมู่นี้)

                                    ๒. ใช้บอกข้อความว่า  “ทำแล้ว, ยังไม่ได้ทำ, ทำหรือยัง”  มักมีคำว่า  “Already” (ใช้กับประโยคบอกเล่าและคำถาม)  และ  “Yet”  (ใช้กับประโยคปฏิเสธและคำถาม)  ทั้งนี้  อาจไม่ต้องมี  “Already”  และ  “Yet”  ก็ได้  เช่น

  • I have (already) eaten my dinner.

(ผมกินอาหารค่ำแล้ว)

  • She has not (yet) had her breakfast. (= She has not had her breakfast yet.)

(เธอยังไม่ได้กินอาหารเช้าเลย)

  • Have you (already) done your homework?

(คุณทำการบ้านแล้วหรือยัง)

  • I’ve (already) answered that question.

(ผมได้ตอบคำถามนั้นแล้ว)

  • Have you (already) finished your report? (= Have you finished your report already?)

(คุณทำรายงานเสร็จหรือยัง)

                                    ๓. ใช้กับการกระทำที่เกิดขึ้นในอดีต  และยังคงดำเนินหรือมีผลต่อมาจนถึงปัจจุบัน  และคาดว่าเหตุการณ์นั้นยังจะปรากฏในอนาคตอีก  สังเกตจาก  For =  เป็นเวลา (For + ความยาวของเวลา),  Since  =  ตั้งแต่  (Since + จุดเริ่มต้นของเวลา),  Up to now, up to the present time, up until now  =  จนถึงบัดนี้,  So far =  เท่าที่ผ่านมา, หมู่นี้  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • She has lived here for10 years.

(เธออาศัยอยู่ที่นี่มา ๑๐ ปีแล้ว)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • He has been in Chicago since last week. (= He has gone to Chicago since last week.)

(เขาอยู่ในชิคาโกตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • We have lived in Bangkok since we were young.

(เราอาศัยอยู่ในกรุงเทพตั้งแต่เรายังเด็ก)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • So far, you have not done your best. (You have not done your best so far.)

(เท่าที่ผ่านๆมา  คุณยังไม่ได้ทำดีที่สุดเลย)

  • I have sent him only one letter up to now.

(ผมส่งจดหมายให้เขาเพียงฉบับเดียว  จนถึงบัดนี้)

                                    ๔. ใช้กับเหตุการณ์ที่เคยหรือไม่เคยทำในอดีต  แต่ไม่ได้กำหนดเวลาแน่นอน  สังเกตจาก  Ever”  “Never”  เช่น

  • Have you ever been to Japan?

(คุณเคยไปญี่ปุ่นไหม)

  • Has your father ever played football?

(พ่อของคุณเคยเล่นฟุตบอลไหม)

  • I have never seen him before.

(ผมไม่เคยเห็นเขามาก่อน)

                                 ๕. ใช้กับการกระทำที่เกิดขึ้นซ้ำๆ  ในอดีต  และยังอาจเกิดขึ้นได้อีก  สังเกตจาก  “Adverb of frequency”  เหล่านี้   “Again and again”  =  ซ้ำแล้วซ้ำอีก,  “Many times”, “Several times”  =  หลายครั้ง,  “Sometimes”  =  บางที,  “Over and over”  (= Over and over again)  =  ซ้ำแล้วซ้ำอีก, “This is the first (second) time”  =  นี่เป็นครั้งแรก  (ครั้งที่ ๒)  เช่น

  • He has made the same mistake again and again.

(เขาทำความผิดเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีก)

  • I have been to New York several times.

(ผมไปนิวยอร์กมาหลายครั้งแล้ว)

  • She has told that story over and over again.

(เธอเล่าเรื่องนั้นซ้ำแล้วซ้ำอีก)

  • This is the first time I have tried to play golf.

(นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้พยายามเล่นกอล์ฟ)

                                    ๖. ใช้กับการเปรียบเทียบ  “ขั้นสุด”  (Superlative degree)  เช่น

  • He is the best man I have found.

(เขาเป็นคนดีที่สุดที่ผมได้พบมา)

  • She is the most clever girl I have talked to.

(เธอเป็นเด็กหญิงที่ฉลาดที่สุดที่ผมได้คุยด้วย)

  • It is the most difficult problem she has solved.

(มันเป็นปัญหาที่ยากที่สุดที่เธอแก้)

  • They are the most diligent people I have ever seen in my life

(พวกเขาเป็นคนที่ขยันที่สุดที่ผมได้เคยเห็นมาในชีวิต)

                                    ๗. ใช้บอกเหตุการณ์หรือการกระทำที่เกิดในระยะเวลาช่วงหนึ่ง  และจบสิ้นไปแล้ว  สังเกตได้จากวลี  “this morning, this week, this month, this year”  เช่น

  • I have read three books this month.

(ผมได้อ่านหนังสือ เล่ม เดือนนี้)  (คือ  อ่านจบแล้ว)

  • He has done a lot of work this week.

(เขาทำงานมากมายสัปดาห์นี้)  (คือ  งานเสร็จแล้ว)

                                    แต่ถ้ายังทำไม่เสร็จ  ใช้รูป  “Continuous”  เช่น

  • He is working hard this year.

(เขากำลังทำงานหนักปีนี้)

  • They are studying hard this term.

(พวกเขากำลังขยันเรียนเทอมนี้)

                                    ๘. ใช้กับเหตุการณ์หรือการกระทำในอดีตที่สิ้นสุดลงแล้ว  ไม่บ่งเวลาที่แน่ชัด  แต่ยังแสดงผลให้เห็นอยู่จนถึงปัจจุบัน   เช่น

  • I have lost my key.  (ผมทำกุญแจหาย)  (ตอนนี้ก็ยังไม่เจอ)
  • I have locked the door.  (ผมล็อคประตูแล้ว)  (ประตูยังปิดอยู่)
  • John has read many books on astronomy.

(จอห์นได้อ่านหนังสือมากมายด้านดาราศาสตร์)  (คือ  อ่านจบไปแล้ว)

                                     แต่ถ้าบอกเวลาในอดีตที่แน่นอน  จะต้องใช้  “Past simple” (Verb 2)  เช่น

  • I lost my key last week.

(ผมทำกุญแจหายอาทิตย์ที่แล้ว)

  • She studied in the library this morning.

(เธออ่านหนังสือในห้องสมุดเมื่อเช้านี้)

  • I locked the door last night.

(ผมล็อคประตูเมื่อคืนนี้)

 

17. The man ___________________ when he noticed a large packing-case lying on the floor.

(ชายผู้นั้น ______________ เมื่อเขาสังเกตเห็นลังสำหรับบรรจุหีบห่อขนาดใหญ่วางอยู่บนพื้น)

(a) has about to leave

(b) is about to leave

(c) had about to leave

(d) was about to leave    (กำลังจะจากไป, จวนจะจากไป)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “To be about to”   หมายถึง   “กำลังจะ  หรือ  จวนจะ หรือ   พร้อมที่จะ”   เช่น

  • His father is about to retire.

(พ่อของเขาจวนจะเกษียณอายุงานแล้ว)

  • She was just about to go on stage again.

(เธอพร้อมที่จะขึ้นแสดงบนเวทีอีกครั้ง)

  • It is about to rain very soon.

(ฝนจวนจะตกแล้วเร็วๆนี้)

  • We were about to leave when the snow began.

(เรากำลังจะจากไปเมื่อหิมะเริ่มตก)

  • I haven’t gone yet, but I’m about to.

(ผมยังไม่ได้ไปเลย  แต่ผมพร้อมจะไปแล้ว)

 

18. In this much-travelled world, there are still ______________ which are inaccessible to tourists.

(ในโลกแห่งการท่องเที่ยวมากมายนี้  ยังคงมี __________ ที่ยังไม่สามารถเข้าถึงได้โดยนักท่องเที่ยว)

(a) many thousands places

(b) thousands of places    (สถานที่หลายพันแห่ง)

(c) many thousands of place

(d) thousand of places

ตอบ   –   ข้อ    (b)   หรืออาจใช้   “many thousands of places”  (สถานที่หลายพันแห่ง)

 

19. We all suspected him but _____________________________________ he was innocent.

(พวกเราทั้งหมดสงสัยเขา  แต่ __________________________________ เขาเป็นผู้บริสุทธิ์)

(a) for that matter

(b) no matter

(c) as a matter of course

(d) as a matter of fact    (จริงๆ แล้ว, แท้ที่จริงแล้ว)

ตอบ   –   ข้อ    (d)

 

20. I am not used ___________________________________________ this type of machine.

(ผมไม่คุ้นเคย-เคยชิน _____________________________________ เครื่องจักรประเภทนี้)

a) to use

(b) to using    (กับการใช้)

(c) using

(d) to have used

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “Be used to”  หรือ  “Get used to”  +  Verb + ing  =   “คุ้นเคย-เคยชินกับการ ..........................”  เช่น

  • Im used to eating Chinese food.

(ผมคุ้นเคยกับการกินอาหารจีน)  (ในปัจจุบัน)

  • She was used to playing badminton when she was young.

(เธอเคยชินกับการเล่นแบดมินตัน  เมื่อเธอเป็นเด็ก)  (เคยชินในอดีต)

  • They get used to getting up early.

(พวกเขาเคยชินกับการตื่นแต่เช้าตรู่)  (ในปัจจุบัน)

  • We got used to studying hard when we were in college.

(เราเคยชินกับการเรียนหนัก  เมื่อตอนเราเรียนมหาวิทยาลัย)  (เคยชินในอดีต)

 

21. According to a recent survey, __________________ doctors do not have a personal physician.

(สอดคล้องกับการสำรวจเมื่อเร็วๆมานี้   แพทย์ ____________ ไม่มีหมอประจำตัว)  (ต่างจากคนรวยบางคน  ที่มีหมอประจำตัว)

(a) a large amount of     (จำนวนมาก)

(b) large amount of

(c) a large number of    (จำนวนมาก)

(d) large number of

ตอบ    –    ข้อ   (c)   เนื่องจากขยายคำนามพหูพจน์  (doctors)  ส่วน   “A large amount of”   ใช้ขยายคำนามนับไม่ได้   (เอกพจน์เสมอ)   เช่น

  • A large amount of rain falls in the South of Thailand each year.

(ฝนปริมาณมากตกทางภาคใต้ของไทยในแต่ละปี)

  • A large amount of furniture has been exported to Malaysia recently.

(เฟอร์นิเจอร์จำนวนมาก  ได้ถูกส่งออกไปยังมาเลเซียเมื่อเร็วๆ นี้)

  • A large amount of water is needed if these trees are to survive.

(ต้องการน้ำในปริมาณมาก  ถ้าจะให้ต้นไม้เหล่านี้รอดตาย)

  • There is a large amount of equipment used for the construction of the building.

(มีอุปกรณ์จำนวนมากถูกใช้  เพื่อการก่อสร้างอาคารหลังนี้)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”                

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป