หมวดข้อสอบ STRUCTURE (ตอนที่ 20)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Direction:  Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Coral reefs owe their brilliant colors to algae _______________ in symbiosis with coral polyps.

(โขดหินปะการังเป็นหนี้สีที่สดใสของมันแก่สาหร่ายทะเล __________ ในแบบอยู่ร่วมกันแบบพึ่งพาอาศัยกัน  กับสัตว์จำพวกหินปะการัง)  (หมายถึง  สาหร่ายทะเลช่วยให้ปะการังมีสีสดใส)

(a) live

(b) to live

(c) that live    (ซึ่งดำรงชีวิต)

(d) do they live

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นประธาน  (That)  และกริยา  (Live)  ของอนุประโยคคุณศัพท์  (Adjective clause)  คือ  “That live in symbiosis with coral polyps”  ซึ่งทำหน้าที่ขยายคำนาม  (Algae)

 

2. That restaurant offers ___________________________________________ and the elderly.

(ภัตตาคารแห่งนั้นเสนอ (มอบ) _____________________________________ และผู้สูงอายุ)

(a) inexpensive meals and special services for children    (อาหารราคาถูกและบริการพิเศษสำหรับเด็ก)

(b) meals and special services for children that are inexpensive

(c) children to inexpensive meals and special services

(d) inexpensive meals for children and special services for

ตอบ   -   ข้อ  (a)   เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างในประโยคแบบสมดุล  คือ  (.............เสนอ............ “อาหารราคาถูกและบริการพิเศษ”  และ  “สำหรับเด็กและผู้สูงอายุ”)  หรืออาจตอบ  ข้อ  (d)  แต่ต้องแก้เป็น  “Inexpensive meals for children and special services for the elderly”  (อาหารราคาถูกสำหรับเด็ก  และบริการพิเศษสำหรับผู้สูงอายุ)  ดูเพิ่มเติมการใช้โครงสร้างในประโยคแบบสมดุล  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่ 

  • The two most important problems facing the country today are ___________________.

(ปัญหาสำคัญที่สุด    ประการที่เผชิญหน้ากับประเทศอยู่ในปัจจุบัน  คือ _________________)

(a) crime prevention and controlling pollution

(b) preventing crime and pollution control

(c) crime prevention and pollution control    (การป้องกันอาชญากรรมและการควบคุมมลภาวะ)

(d) preventing crime and the control of pollution

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างประโยคแบบสมดุล   คือ  “การป้องกันอาชญากรรม”  และ  “การควบคุมมลภาวะ”  ดูเพิ่มเติมการใช้โครงสร้างแบบสมดุลจากตัวอย่างข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • The technique of recording, classifying, and _______________ is known as accounting.

(เทคนิคของการบันทึก, แยกประเภท, และ __________ เป็นที่รู้จักกันในฐานะวิชาการทำบัญชี)

(a) an enterprise’s transactions summary

(b) the summarizing of an enterprise’s transactions

(c) transactions of an enterprise are summarized

(d) summarizing the transactions of an enterprise    {สรุปธุรกิจการค้าของกิจการ (บริษัท) แห่งหนึ่ง}

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการทำรูปประโยคให้สมดุล  หรือมี  “Format”  เดียวกัน  โดยถือว่าตามหลัง  “Preposition” (Of)  ต้องอยู่ในรูป  “Verb + ing”  (Of recording, classifying, and summarizing …….........…..)

                                         ตัวอย่างที่ 

  • A lumberjack, or logger, is a worker who cuts down trees in a forest, saws them into logs, and ___________.

(ช่างตัดไม้, หรือคนทำ (ตัด) ไม้, คือคนงานผู้ซึ่งตัด (โค่น) ต้นไม้ในป่า, เลื่อยมันเป็นท่อน, และ __

________)

(a) he takes them to the mill

(b) takes them to the mill    (นำมันไปยังโรงสี)

(c) taking them to the mill

(d) to take them to the mill

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นการใช้ข้อความในประโยคให้สมดุลกัน  คือ  ช่างตัดไม้ทำหน้าที่  (กริยา)    อย่าง  คือ  ๑. โค่นต้นไม้ในป่า,  ๒. เลื่อยมันเป็นท่อน, และ  ๓. นำมันไปยังโรงสี

                                        ตัวอย่างที่ 

  • Eddy’s classmates at the college still talk about him as an excellent writer ____________.

(เพื่อนร่วมชั้นของเอ็ดดี้ที่มหาวิทยาลัย  ยังคงพูดเกี่ยวกับตัวเขาว่าเป็นนักเขียนยอดเยี่ยม ______)

(a) and he taught at the college, too

(b) who also played football

(c) and a good football player    (และนักฟุตบอลที่เก่ง)

(d) good football player

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เป็นการใช้คำในประโยคให้สมดุลกัน  คือ  “นักเขียนยอดเยี่ยม”  และ  “นักฟุตบอลที่เก่ง” 

                                          ตัวอย่างที่ 

  • Freezing preserves meat because ____________, slows down the rate of enzyme action, and lowers the speed of spoilage.

(การทำให้เย็นจนแข็งตัวรักษาเนื้อไว้ได้  เพราะว่า ___________, ทำให้อัตราการเอนไซม์ (การทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีในสารอื่น โดยตัวมันเองไม่เปลี่ยนแปลง) ช้าลง, และทำให้ความเร็วของการเน่าเสียลดลง)

(a) the growth of microorganisms is prevented    (การเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ถูกขัดขวาง)

(b) preventing microorganisms from growing    (ขัดขวางเชื้อจุลินทรีย์จากการเจริญเติบโต)

(c) microorganisms are prevented from growing    (เชื้อจุลินทรีย์ถูกขัดขวางจากการเจริญเติบโต)

(d) it prevents the growth of microorganisms    (มันขัดขวางการเจริญ เติบโตของเชื้อจุลินทรีย์)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องทำโครงสร้างในอนุประโยค  (ขึ้นต้นด้วย  “Because”) ให้มีความสมดุลกัน  คือ  “มัน (การทำให้เย็นจนแข็ง)  ๑. ขัดขวางการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์,  ๒. ทำให้อัตราการเอนไซม์ช้าลง,  และ  ๓. ทำให้ความเร็วของการเน่าเสียลดลง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • Idaho’s natural resources include fertile soil, rich mineral deposits, thick forests, and ___________.

(ทรัพยากรธรรมชาติของรัฐไอดาโฮประกอบด้วยดินดี, แหล่งแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์, ป่าทึบ, และ ___________)

(a) water supplies are abundant

(b) abundant water supplies    (แหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์)

(c) supplies of water are abundant

(d) supplies abundant water

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากต้องใช้รูปคำนาม (วลี)  (แหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์)  ซึ่งทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Include”  เพื่อให้สมดุลกับคำนาม-วลี (ทำหน้าที่กรรม) อื่นๆ อีก  ๓  ตัว  คือ  ๑. ดินดี,  ๒. แหล่งแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์,  และ  ๓. ป่าทึบ 

                                         ตัวอย่างที่ 

  • Before starting on a sea voyage, prudent navigators learn the sea charts, ____________ and memorize lighthouse locations to prepare themselves for any conditions they might encounter.

(ก่อนเริ่มต้นออกเดินทางทางทะเล  นักเดินเรือที่รอบคอบจะเรียนรู้แผนภูมิของทะเล, ___________ และจดจำสถานที่ตั้งของประภาคารไฟ  เพื่อเตรียมพร้อมตนเองสำหรับสภาวะใดๆ ที่พวกเขาอาจจะต้องเผชิญ)

(a) sailing directions are studied

(b) to study the sailing directions   

(c) study the sailing directions    (ศึกษาทิศทางการเดินเรือ)

(d) studies direct sailing

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องใช้รูปแบบของกริยาในประโยค  ซึ่งมี    ตัว ให้สมดุลกัน  คือ  “นักเดินเรือที่รอบคอบ (จะ) () เรียนรู้แผนภูมิของทะเล,  () ศึกษาทิศทางการเดินเรือ  และ  () จดจำสถานที่ตั้งของประภาคารไฟ

                                        ตัวอย่างที่ 

  • As a physiologist, Ida Hyde showed originality, breadth of interest, and ______________.

(ในฐานะนักสรีรวิทยา, ไอดา ไฮด์  ได้แสดงความคิดริเริ่ม (ความไม่ซ้ำแบบใคร), ความกว้างขวางของความสนใจ, และ ____________)

(a) scientific precision was admirable

(b) admirably scientifically precise

(c) admirable scientific precision    (ความแม่นยำทางวิทยาศาสตร์ที่น่าชมเชย)

(d) that precision was admirably scientific

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องใช้โครงสร้างคำนาม (วลี)  เนื่องจากเป็นกรรมของกริยา  “Showed”  โดยมีความสมดุลกับคำนามอื่นๆอีก  ๒  คำ ซึ่งเป็นกรรมของกริยา  “Showed”  เช่นเดียวกัน  คือ  ๑. ความคิดริเริ่ม,  ๒. ความกว้างของความสนใจ

                                       ตัวอย่างที่ 

  • We turn to books in moments of __________________________________________.

(เราหันไปหา (อ่าน) หนังสือ  ในช่วงเวลาของ ____________________________________)

(a) sorrow, having boredom, or solitude is with us

(b) sorrow, boredom, or solitude    (ความเศร้าโศกเสียใจ  ความเบื่อหน่าย  หรือ ความโดดเดี่ยวอ้างว้าง)

(c) sorrow and solitude as well as boredom

(d) sorrow that attacks us

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เป็นการใช้กรรม    ตัว  หลัง   “Preposition” (Of)  ให้สมดุลกัน  คือ   Sorrow, Boredom, Solitude”  สำหรับ  ข้อ  (c)  ก็ใช้ได้เช่นกัน  แต่ต้องแก้เป็น   “sorrow, solitude as well as boredom

                                         ตัวอย่างที่  ๑๐

  • Nearly all trees have seeds that fall to the earth, take root, and eventually __________.

(ต้นไม้เกือบทั้งหมดมีเมล็ดซึ่งหล่นลงสู่พื้นดิน, งอกราก, และ __________________ ในที่สุด)

(a) generate new seeds    (สร้างเมล็ดใหม่)

(b) new seeds generated

(c) by generating new seeds

(d) new seeds generated there

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากต้องใช้คำกริยา    ตัว ในอนุประโยค  (………..........that fall to earth, take root, and eventually generate new seeds)  ให้สมดุลกัน  (Balance)  คือ  “Fall to earth”,  “Take root”  และ  “Generate new seeds” 

                                         ตัวอย่างที่  ๑๑

  • Among the advantages which Mr. Barlow has given his children  are a good college education and ___________.

(ในบรรดาข้อได้เปรียบต่างๆ ซึ่งมิสเตอร์บาร์โลว์ได้ให้แก่ลูกๆ ของเขา  คือ  การศึกษาอย่างดีในมหาวิทยา ลัย  และ ___________)

(a) extensive travel abroad   (การเดินทางอย่างกว้างขวางมากในต่างประเทศ)

(b) to travel extensively abroad

(c) travel extensively abroad

(d) of extensive travelling abroad

ตอบ   -   ข้อ   (a)   ต้องใช้ในรูปคำนาม (วลี)   (“Travel”  ในที่นี้เป็นคำนาม)  ให้สมดุลกับคำนาม (วลี)   “A good college education”  ที่อยู่ข้างหน้า  “And

                                        ตัวอย่างที่  ๑๒

  • James likes reading, hiking, and ___________________________________________. 

(เจมส์ชอบการอ่านหนังสือ,  การเดินทางไกลด้วยเท้า,  และ ____________________________)

(a) he listens to music

(b) to listen to music

(c) listen to music

(d) listening to music    (การฟังดนตรี)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากต้องให้ข้อความสมดุลกัน   คือ  “Like + Gerund (Verb + ing)”   คือ  “Like reading, hiking and listening……..........….”  ทั้งนี้  กริยา  “Like”  อาจตามด้วย  “Infinitive with to” (To + Verb 1  ก็ได้  ดังนั้น  ข้อนี้จึงอาจตอบ  “Like to read, to hike, and to listen to music”  โดยต้องให้สมดุลกัน  คือ  เป็น  “Format”  เดียวกัน

 

3. ___________ a state to survive more than a fleeting historical moment, it must have the loyalty of its people.

(___________ รัฐหนึ่งที่จะมีอายุยืนยาวเกินกว่าช่วงเวลาในประวัติศาสตร์ที่ผ่านไปอย่างรวดเร็ว,  มันจะต้องมี (ได้รับ) ความจงรักภักดีของพลเมือง)  (หมายถึง  การที่รัฐจะมีอายุยืนยาวต่อไปในอนาคต  โดยเปรียบเทียบกับอดีต (ประวัติศาสตร์) ที่ผ่านมาของมัน)

(a) If

(b) When

(c) For    (สำหรับ)

(d) Of

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                              สำหรับคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่ใช้กับ   “For”  ได้แก่  “Responsible” (รับผิดชอบ)  -  You have to be responsible for what you have done.  (คุณจำเป็นต้องรับผิดชอบในสิ่งที่คุณได้ทำลงไป),  “Famous”  (มีชื่อเสียง, โด่งดัง)  -  Denver, Colorado, is famous for its natural beauty.  (เมืองเดนเวอร์ รัฐโคโลราโด  มีชื่อเสียงในเรื่องความงดงามทางธรรมชาติ),  “Ready”  (เตรียมพร้อมต่อ)  -  Are you ready for your final exam?  (คุณเตรียมพร้อมสำหรับสอบไล่หรือเปล่า),  “Qualified”  (มีคุณสมบัติเหมาะสมกับ)  -  She is really qualified for her secretarial job.  (เธอช่างมีคุณสมบัติเหมาะสมกับงานเลขานุการจริงๆ),  “Essential”  (จำเป็นอย่างยิ่ง),  “Good”  (เป็นประโยชน์ต่อ)  -  It is good for you to start early.  (มันเป็นประโยชน์ (ดี) สำหรับคุณ  ที่จะเริ่มต้นแต่เนิ่นๆ), “Suitable”  (เหมาะสม),  “Famous”  (มีชื่อเสียง)  Chiang Mai is famous for the hospitality of its people.  (เชียงใหม่มีชื่อเสียงในด้านความโอบอ้อมอารีของคนที่นั่น),  “Eager”  (กระตือรือร้น), “Sorry”  (เสียใจกับ)  -  I’m sorry for the loss of your father.  (ผมเสียใจด้วยกับการสูญเสียคุณพ่อของคุณ), “Sufficient”  (เพียงพอ), “Fit”  (เหมาะสม)  -  They are not fit for the job, I think.  (ผมคิดว่าพวกเขาไม่เหมาะกับงานนะ), “Unfit”  (ไม่เหมาะ),  “Perfect”  (สมบูรณ์แบบ), “Grateful”  (ขอบคุณต่อ)  -  I’m deeply grateful for your kind assistance.  (ผมขอขอบคุณอย่างยิ่งกับความช่วยเหลือของคุณ)  เป็นต้น

                                ส่วนคำกริยา  (Verb)  ที่ใช้กับ  “For”  เช่น  “Wait”  (รอคอย)  -  They are waiting for a new opportunity.  (พวกเขากำลังรอโอกาสใหม่อีกหน),  “Vote”  (ลงคะแนนให้)  -  I won’t vote for Donald Trump in the next election.  (ผมจะไม่ลงคะแนนให้ทรัมพ์ในการเลือกตั้งคราวหน้า),  “Pay”  (จ่ายเงินค่า)  -  Let me pay for the meal this time.  (ผมขอออกค่าอาหารนะมื้อนี้),  “Thank”  (ขอบคุณสำหรับ)  -  Thank you for all the help you’ve given me.  (ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือทุกอย่างที่คุณให้ผม), “Search  (ค้นหา)  -  They are searching for the lost dog.  (พวกเขากำลังค้นหาหมาที่หายไป),  “Look”  (ค้นหา)  -  I’m looking for someone who can do this job.  (ผมกำลังมองหาใครสักคนที่ทำงานนี้ได้),  “Struggle”  (ต่อสู้ดิ้นรนเพื่อ),  “Exchange”  (แลกเปลี่ยนเพื่อ),  “Beg”  (ขอร้อง),  “Ask”  (ขอร้อง)  -  She usually asked her parents for more money.  (เธอขอเงินเพิ่มจากพ่อแม่เป็นประจำ),  “Call”  (เรียกร้องให้มี, จำเป็นต้องมี, ต้องการ)  -  Success in school calls for much hard study.  (ความสำเร็จในโรงเรียนต้องการการศึกษาอย่างหนัก)  -  The cake recipe calls for two cups of flour.  (ตำราทำเค้กกำหนดให้ใช้แป้ง    ถ้วย),  “Apologize”  (ขอโทษ)  -  I apologize for my bad temper yesterday.  (ผมขอโทษที่อารมณ์เสียเมื่อวานนี้),  “Charge”  (คิดค่า),  -  I won’t charge you for this small service.  (ผมไม่คิดเงินคุณสำหรับบริการเล็กๆน้อยๆครั้งนี้),  “Provide”  (จัดให้มี, เตรียมไว้สำหรับ, ให้ความช่วยเหลือเรื่องเงินทอง หรืออื่นๆ)  -  Parents are expected to provide for their children.  (พ่อแม่ได้รับการคาดหวังให้จัดหาสิ่งต่างๆ ให้แก่ลูกของตน)  -  Our nursery provides for all the needs of very young children.  (โรงเลี้ยงเด็กของเราจัดเตรียมสิ่งจำเป็นทุกอย่างของเด็กที่เล็กมากๆ),  “Substitute”  (เอามาแทน),  “Hope”  (หวังจะได้)  -  We all should hope for the better.  (เราทุกคนควรหวังในสิ่งที่ดีกว่า), “Bring”  (นำมา)  -  I’ve brought this for you.  (ผมได้นำสิ่งนี้มาให้คุณ),  “I’ve made a cake for tea.  (ผมได้ทำเค้กสำหรับกินกับน้ำชา),  Aim for the center of the target.  (จงเล็งไปที่ศูนย์กลางเป้า),  He is going to run for President.  (เขาจะสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี),  Speak for yourself.  The rest of us will make up our own minds.  (จงพูดแทนตัวเอง  - ในนามของตัวเอง  -  พวกเราที่เหลือจะตัดสินใจของเราเอง)  (โดยฟังเหตุผลจากที่คุณพูด),  He speaks for us all on this matter.  (เขาพูดในนามของเราในเรื่องนี้),  He works for the gas company.  (เขาทำงานให้กับบริษัทน้ำมัน),  She is a member of parliament (MP) for Bangkok.  (เธอเป็น ส.ส. กรุงเทพฯ),  Do it for my sake.  (โปรดทำเพื่อเห็นแก่ผมเถอะ),  How much did you pay for it?  (คุณจ่ายไปเท่าไรสำหรับมัน),  เป็นต้น

                                สำหรับวลีอื่นๆ ที่ใช้กับ  “For”  ได้แก่  “For good”  (อย่างถาวร, ตลอดกาล, ตลอดไป)  -  The lost money was gone for good.  (เงินที่หายไปหาไม่เจออีกเลย  -  คือสาบสูญอย่างถาวร)  -  He hoped that the repairs would stop the leak for good.  (เขาหวังว่าการซ่อมจะทำให้ท่อหยุดรั่วไหลไปตลอดกาล),  “For all I Know  (เท่าที่ผมรู้มา, บางที, เป็นไปได้)  -  For all I know, they had eloped a month before the girl’s parents knew  (บางที หรือ เป็นไปได้ที่ว่า  หนุ่มสาวคู่นั้นได้หนีตามกันไป    เดือน ก่อนหน้าที่พ่อแม่ของฝ่ายหญิงจะรู้  -  คือ ผมบอกไม่ได้ว่า  เป็นอย่างนั้น จริงๆ  ๑๐๐  เปอร์เซ็นต์  หรือไม่  แต่คิดว่า บางที  อาจจะเป็นเช่นนั้น),  “For the time being”  (เดี๋ยวนี้, ในขณะนี้, ชั่วขณะ, ชั่วคราว)  -  I haven’t any note paper, but this envelop will do for the time being.  (ผมไม่มีกระดาษโน้ตเลย  แต่ว่าซองจดหมายนี้ก็ใช้แทนได้  สำหรับในขณะนี้)  -  She hasn’t found an apartment yet; she is staying with her aunt for the time being.  (เธอยังหาห้องเช่าไม่ได้เลย  เธอกำลังพักอยู่กับป้าชั่วคราว  จนกว่าจะห้องเช่าได้)“For instance (= For example)”  (ตัวอย่างเช่น),  “For sure (= For certain”  (อย่างแน่นอน, อย่างไม่ต้องสงสัยเลย, แน่นอนทีเดียว)  -  He didn’t know for sure ( for certain) which bus to take.  (เขาไม่รู้อย่างแน่ชัดว่าจะต้องขึ้นรถเมล์คันไหน  -  คือ ไม่แน่ใจ),  “The train for London is leaving from Platform 2.”  (รถไฟไปลอนดอนกำลังจะออกจากชานชาลาที่  ),  “It is time I set out for the office.  (ถึงเวลาสมควรที่ผมจะออกเดินทางไปสำนักงานแล้ว),  “What is this for?”  (สิ่งนี้มีไว้ทำอะไรครับ),  “We’ve invented a process for making cheaper steel.”  (เราได้สร้างขบวนการสำหรับผลิตเหล็กกล้าราคาถูกลง),  “This case is too heavy for me to carry.”  (กระเป๋านี้หนักเกินไปสำหรับผมที่จะแบก),  “I’m all for the proposal.”  (ผมเห็นด้วยกับข้อเสนอนี้ทั้งหมด),  “Are you for me or against me?”  (คุณเห็นด้วยกับผม (อยู่ฝ่ายผม) หรือคัดค้านผม),  “I’m concerned for him.  I hope he knows what he is doing.”  (ผมวิตกกังวลเกี่ยวกับเขา  ผมหวังว่าเขารู้ว่าเขากำลังทำอะไรนะ),  “Take a holiday.  You’ll feel much better for it.”  (จงพักผ่อนซะ  คุณจะรู้สึกดีขึ้นมากเพราะมัน  -  เพราะการพักผ่อน),  “I’ve translated the letter, word for word.”  (ผมได้แปลจดหมายแล้ว, คำต่อคำเลย),  “She won a prize for English composition.”  (เธอได้รางวัลจาก (สำหรับ) เรียงความภาษาอังกฤษ),  “He was sentenced to prison for stealing.”  (เขาถูกตัดสินจำคุกจากการลักขโมย),  “It’s very warm for this time of year.”  {อากาศ (ต้องถือว่า) ร้อนมากสำหรับ (เมื่อพิจารณาถึง) ช่วงเวลานี้ของปี},  “He is very intelligent for his age.”  (เขาฉลาดมากเมื่อดูจากอายุ),  “I shall be away for a few days.”  (ผมจะไม่อยู่บ้านสักสองสามวัน),  “He has known her for several years.”  (เขารู้จักเธอมาหลายปีแล้ว),  “The wedding has been fixed for 20th of May.”  (การแต่งงานถูกกำหนดเป็นวันที่  ๒๐  พฤษภาคม),  “We drove for ten miles without passing another car on the road.”  (เราขับรถเป็นระยะทาง  ๑๐  ไมล์  โดยไม่ผ่าน (เจอ) รถคันอื่นบนถนนเลย),  “For miles and miles there was nothing but sand.”  (เป็นระยะทางหลายไมล์  ไม่มี (เห็น) อะไรเลยนอกจากทราย),  เป็นต้น

 

4. The sundial _______________________ the oldest scientific instrument that is still in use.

(นาฬิกาแดด ________________ เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุด  ซึ่งยังคงใช้งานอยู่)

(a) is to be said

(b) is said to be    (ถูกกล่าวว่าเป็น)

(c) to be is said

(d) said is to be

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นกริยา  (Is said)  ในแบบ  “Passive voice”  ของประโยค   และหลังรูป  “Passive voice”  (Is said)   ต้องตามด้วย  “To + Verb 1”  (Infinitive with to)  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากตัวอย่างข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • In 1905, the Canadian National Railway was built ___________ Edmonton with cities to the east.

(ในปี  ๑๙๐๕  เส้นทางรถไฟแห่งชาติแคนาดาได้ถูกสร้างขึ้นมา ___________ เมืองเอ็ดมันตัน (ในรัฐอัลเบอร์ตา) กับเมืองต่างๆทางภาคตะวันออก)

(a) to be linked

(b) to link    (เพื่อเชื่อมต่อ)

(c) linking

(d) linked

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากหลังโครงสร้าง  “Passive voice”  (Was built)  ต้องตามด้วย  “Infinitive with to”  (To + Verb 1)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • Anesthetics (แอน-เนส-เธท-ทิค) are used ___________ insensitivity to pain during surgical operations.

(ยาสลบ (ยาชา) ถูกใช้ __________________ ความไม่รู้สึกต่อการเจ็บปวดในระหว่างการผ่าตัด)

(a) the cause

(b) causing

(c) to cause    (เพื่อทำให้เกิด)

(d) cause of

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากหลังโครงสร้าง  “Passive voice”  (Are used)  ต้องตามด้วย  “Infinitive with to”  (To + Verb 1)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

  • Tortoises are said to live long.

(เต่าถูกกล่าวว่ามีอายุยืน)

  • She is said to be the most beautiful woman in the country.

(เธอถูกเล่าขานว่าเป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดในประเทศ)

  • They were believed to tell the truth.

(พวกเขาถูกเชื่อว่าพูดความจริง)

  • Customers are advised to arrive early.

(ลูกค้าได้รับการแนะนำให้มาถึงแต่เนิ่นๆ)

  • Job applicants were recommended to bring 3 copies of their resume.

(ผู้สมัครงานได้รับการแนะนำให้นำประวัติโดยย่อมา    ชุด)

  • She was thought to leave with another man.

(เธอถูกคิดว่าจาก (หนี) ไปกับผู้ชายอีกคนหนึ่ง)

  • We were told to start early to catch the train.

(เราถูกบอกให้เริ่มต้นแต่เช้าตรู่เพื่อไปให้ทันรถไฟ)

  • They were supposed to arrive before the storm.

(พวกเขาถูกคาดการณ์ว่าจะมาถึงก่อนเกิดพายุ)

 

5. I met her coming away from the hospital, _________________ she had been visiting her sister.

(ผมพบเธอออกมาจากโรงพยาบาล _______________________ เธอได้ไปเยี่ยมพี่สาวของเธอ)

(a) which

(b) that

(c) where    (ที่ซึ่ง)

(d) while

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากขยายสถานที่ (โรงพยาบาล)   หรือ อาจตอบ  “in which,  at which”  ก็ได้

 

6. Wouldn’t you like to have your shoes polished before you __________________________ ?

(คุณไม่อยากที่จะขัดรองเท้า (ให้คนอื่นขัดฯให้) ก่อนที่คุณจะ ___________________ ดอกหรือ)

(a) are putting them on

(b) put on them

(c) put them on    (สวมมัน)

(d) are putting on them

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ไม่ใช้   “Put on them”  แต่ถ้าเป็นคำนาม  สามารถใช้ได้ทั้ง    แบบ  คือ  “Put on your shoes”  และ  “Put your shoes on

 

7. In the United States advertising revenue pays all the direct costs of television and radio broadcasting and ___________ less than seventy percent of the cost of newspaper publishing.

(ในสหรัฐฯ  รายได้จากการโฆษณาจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายโดยตรงทั้งหมดของการกระจายเสียง (ออกอากาศ) ทางทีวีและวิทยุ  และ (จ่าย) ___________ น้อยกว่า  ๗๐  เปอร์เซ็นต์ของค่าใช้จ่ายของการตีพิมพ์หนังสือพิมพ์)  (หมายถึง  รายได้จากการโฆษณา  จ่ายเต็ม  ๑๐๐  เปอร์เซ็นต์ของการออกอากาศทางทีวีและวิทยุ  และจ่ายไม่ต่ำกว่า  ๗๐  เปอร์เซ็นต์ของการออกหนังสือพิมพ์)

(a) nor

(b) none

(c) neither

(d) no    (ไม่)

(e) not

ตอบ   -   ข้อ   (d)  ดูเพิ่มเติมการใช้  “No, Not, None”  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • It’s _____________ surprise to me that he failed the test.  He hardly prepared for his exam.

(มัน __________ ความประหลาดใจ (สิ่งที่ทำให้ประหลาดใจ) สำหรับผม  ที่ว่าเขาสอบตก  เขาแทบจะไม่ได้เตรียมตัวสำหรับการสอบเลย)

(a) none

(b) no    (มิใช่)

(c) any

(d) not

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ดูเพิ่มเติมการใช้  “No, Not, None”  จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • Since Alaska attained statehood in 1959, ____________ single party has dominated politics there.

(ตั้งแต่รัฐอลาสก้าได้บรรลุถึงความเป็นรัฐในปี  ๑๙๕๙ ____________ พรรคการเมืองเดียวโดดๆ ได้ครอบงำการเมืองที่นั่น)  (หมายถึง  ไม่มีพรรคใดได้เสียงข้างมากที่รัฐนี้  หรืออาจผลัดกันครองเสียงข้างมาก)

(a) none

(b) no    (ไม่มี)

(c) not

(d) never

ตอบ   -   ข้อ   (b)

                                        ตัวอย่างที่ 

  • ____________ definite boundary exists between the Earth’s atmosphere and interplanetary space.

(_____________ มีขอบเขตที่แน่นอนระหว่างบรรยากาศของโลก  และห้วงอวกาศระหว่างดาวเคราะห์)  (คือ  เวิ้งว้างโดยไม่มีขอบเขต  ต่างจากน่านฟ้าหรือน่านน้ำของประเทศต่างๆ ในโลก  ที่มีการกำหนดขอบเขตที่แน่นอน)

(a) Not

(b) No    (ไม่)

(c) None

(d) There is no

ตอบ   -   ข้อ   (b)   หรืออาจใช้โครงสร้าง  “There is no definite boundary between the ……..........…”   ก็ได้

                                        ตัวอย่างที่ 

  • An invertebrate is an animal with _____________________________________ spine.

(สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง  คือสัตว์ที่ ___________________________________ กระดูกสันหลัง)

(a) not

(b) no    (ไม่มี)

(c) none

(d) and no

ตอบ   -   ข้อ    (b)   ใช้   “No” นำหน้าคำนาม  (Spine)

                                         ตัวอย่างที่ 

  • Some people take _______________________________________ pride in their work.

(คนบางคน ________________________________________ มีความภูมิใจในงานของตน)

(a) none

(b) no    (ไม่)

(c) not

(d) nothing

ตอบ   -   ข้อ   (b)

                                        ตัวอย่างที่ 

  • I am very sorry that you have _____________________________ good books to read.

(ผมเสียใจอย่างมากว่า  คุณ ___________________________________ มีหนังสือดีๆอ่าน)

(a) some

(b) any

(c) no    (ไม่)

(d) a few    (พอมีอยู่บ้าง แม้ไม่มาก)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากดูจากข้อความ   “ผมเสียใจอย่างมาก”   จึงควรบอกว่า  “ไม่มีหนังสือดีๆ อ่าน

                                        ตัวอย่างที่            จงเลือกข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์ จากข้อ (๑) – (๔)

  • (1) Not woman held a presidential cabinet (2) position in the United States (3) until 1933 when Frances Perkins (4) became Secretary of Labor.  

(ไม่มีผู้หญิงดำรงตำแหน่งในคณะรัฐบาลของประธานาธิบดี (หมายถึง  ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี) ในสหรัฐฯ  จนกระทั่งปี  ๑๙๓๓  เมื่อฟรานเซส  เพอร์คินส์  ได้เป็นรัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน)

ตอบ   -   ข้อ      แก้เป็น  “No”  เนื่องจาก   “No”  ใช้นำหน้าคำนาม  (Woman)   ส่วน  “Not”  มักใช้วางไว้ข้างหน้า   “A, A, The, Any”  ซึ่งขยายหน้าคำนามอีกทีหนึ่ง   ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

  • No city in Laos is as big as Bangkok.

(ไม่มีเมืองใน สปป. ลาว  ใหญ่เท่ากับกรุงเทพฯ)

  • No other city in Thailand is as big as Bangkok.

(ไม่มีเมืองอื่นใดในประเทศไทยที่ใหญ่เท่ากับกรุงเทพฯ)

  • We saw no difference between them.  (= We did not see any difference in them.)

(เราไม่เห็นความแตกต่างระหว่างพวกเขาเลย)

  • She has no book. (= She has no books.)

(เธอไม่มีหนังสือ)

  • He has not a book. (= He does not have a book.)

(เขาไม่มีหนังสือ)

  • They have not any books. (= They do not have any books.)

(พวกเขาไม่มีหนังสือเลย)

  • No one man can do it.

(ไม่มีใครสักคนเดียวสามารถทำมันได้)  (ใช้  “No”  แสดงการเน้น  จะเป็นเพศหญิงหรือชายก็ได้  เพราะ  “Man”  ในที่นี้ หมายถึง  “บุคคล”)

  • No two men think alike.

(ไม่มีใคร (บุคคล)  ๒  คน  ที่คิดเหมือนกัน)  (แสดงการเน้นเหมือนประโยคข้างบน)

หมายเหตุ  -  Not”  อาจจะใช้กับคำนามได้  โดยหมายถึง  “ไม่ใช่”  แต่  “No + Noun”  =  ไม่มี  ดังตัวอย่าง

  • You must go to the bank, not the post office.

(คุณต้องไปที่ธนาคารนะ  ไม่ใช่ที่ทำการไปรษณีย์)

  • No post office is close to my home.

(ไม่มีที่ทำการไปรษณีย์อยู่ใกล้บ้านผม)

                                             ในกรณี  “No”  เป็น  “Adverb”  มีการใช้ดังนี้   คือ

  • He is no better yet.

(เขาอาการยังไม่ดีขึ้นเลย)

  • There were no fewer than 50 people at the party.

(มีคนไม่น้อยกว่า  ๕๐  คนที่งานเลี้ยง)

  • She went no further than the station.

(เธอไปไม่ไกลกว่าสถานี)  (คือ  ไปแค่สถานี)

                                            นอกจากนั้น  เรายังสามารถใช้   “Not”  กับ  “Infinitive with to”  และ  “Gerund” (Verb + ing) ได้  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

  • He was careless in not crossing the street at a zebra crossing.

(เขาประมาทในการไม่ข้ามถนนตรงทางม้าลาย)

  • You were wrong in not coming to see me last week.

(คุณผิดนะ – หรือ คิดผิดนะ  -  ที่ไม่มาพบผมเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว)

  • She promised not to do it again.

(เธอสัญญาที่จะไม่ทำแบบนั้นอีก)

  • They asked me not to blame them.

(พวกเขาขอร้องไม่ให้ผมตำหนิพวกเขา)

                                     ในกรณีเป็นการห้ามทำ  ต้องใช้รูป  “No + Verb + ing”  เช่น  “No Swimming” (ห้ามว่ายน้ำ)  “No Fishing” (ห้ามตกปลา)  “No Parking” (ห้ามจอดรถ)  “No Smoking” (ห้ามสูบบุหรี่)   “No entry”  (ห้ามเข้า)  เป็นต้น

                                           สำหรับตัวอย่างของ  “No” และ  “Not”   ในความหมายต่างๆ  ได้แก่

  • No matter what he says, she does not believe him.

(ไม่ว่าเขาจะพูดอย่างไรก็ตาม  เธอก็ไม่ยอมเชื่อเขา)

  • You can’t go in no matter who you are.

(คุณจะเข้ามาข้างในนี้ไม่ได้นะ  ไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็ตาม)  (หมายถึง จะใหญ่ขนาดไหนก็ตาม  ก็เข้ามาไม่ได้)

  • He has to get the car fixed no matter how much it costs.

(เขาจำเป็นต้องเอารถไปซ่อม  ไม่ว่าจะราคา (ค่าซ่อม) เท่าใดก็ตาม)

  • She no longer loves him.  (= She does not love him any longer.)

(เธอไม่รักเขาต่อไปอีกแล้ว)

  • The two men no longer talk to each other.

(ชาย ๒ คนนั้นไม่พูดคุยกันอีกต่อไป  -  คือโกรธกัน)

  • The shore was no longer in sight.

(มองไม่เห็นชายฝั่งอีกต่อไปแล้ว (ไม่อยู่ในสายตา)  -  คือ เรือออกมาไกลมากแล้ว)

  • He could no longer be trusted, and we had to let him go.

(เขาเชื่อถือไม่ได้อีกต่อไป  และเราจำเป็นต้องให้เขาไป  -  คือไล่เขาออก)

  • There was no end to the letters pouring into the post office.

(มีจดหมายหลั่งไหลเข้ามาที่ทำการไปรษณีย์อย่างมากมาย  -  ไม่รู้จบรู้สิ้น)

  • Bob and Dick become close friends, and have no end of fun together.

(บ๊อบและดิ๊กกลายเป็นเพื่อนสนิทกัน  และสนุกด้วยกันอย่างมากมาย  -  ไม่รู้จบรู้สิ้น)

  • No doubt Susan is the smartest girl in her class.

(ไม่ต้องสงสัยเลย (แน่นอนทีเดียว) ซูซานเป็นเด็กหญิงที่ฉลาดที่สุดในชั้นเรียนของเธอ)

  • Jim is no doubt one of the best staff in the company.

(จิมเป็นพนักงานที่ดีที่สุดคนหนึ่งของบริษัทอย่างไม่ต้องสงสัยเลย  -  อย่างแน่นอนเลย)

  • There is no saying what will happen.

(ไม่มีทางที่จะพูด (บอก) ได้หรอกว่า  อะไรจะเกิดขึ้น)

  • There is no denying that more difficulty will come.

(ไม่มีทางที่จะปฏิเสธได้ว่า  ความยากลำบากยิ่งขึ้นกำลังจะมาถึง)

  • It is no good (no use) complaining about the weather.

(ไม่มีประโยชน์ใดๆ  ที่จะบ่น-ร้องทุกข์เกี่ยวกับดินฟ้าอากาศ)

  • There is not the book you want in the bookstore.

(ไม่มีหนังสือที่คุณต้องการในร้านขายหนังสือ)

  • There is not any car in the street right now.

(ไม่มีรถอยู่ในถนนเลยในขณะนี้)

  • There is not even a single man on the bus.

(ไม่มีแม้กระทั่งคนเดียวบนรถประจำทาง)

                                           สำหรับ  “None”  เป็น  “Pronoun”  (=  not one, not any)  =  “ไม่มีอะไรเลย”  หรือ  “ไม่มีใครเลย”  ดังตัวอย่าง

  • None of her students failed in the examination.

(ลูกศิษย์ของเธอไม่มีใครสอบตกเลย)

  • I want some more coffee but there is none left.

(ผมอยากได้กาแฟอีกหน่อย  แต่ไม่มีเหลือเลย)

  • “How many fish did you catch?”  “None.”

(คุณจับปลาได้กี่ตัว)  (ไม่ได้เลยครับ)

                                           สำหรับในตัวอย่างที่     “Few”  (มีน้อยมาก  -  ใช้ในทางลบ คือไม่ดี)    และ  “A few”  (พอมีอยู่บ้าง  แม้ไม่มาก  -  ใช้ในทางบวก  คือดี)  ทั้ง  ๒  คำนี้ต้องตามด้วยคำนามนับได้-พหูพจน์  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • She has few friends, so she is very lonely.

(เธอมีเพื่อนน้อยมาก  ดังนั้น  เธอเหงามาก)  (ความหมายในทางลบ)

  • She has a few friends, so she is happy.

(เธอพอมีเพื่อนอยู่บ้าง  ดังนั้น  เธอมีความสุข)  (ความหมายในทางบวก)

  • It was a rainy day, so few people came to see the football match.

(มันเป็นวันที่ฝนตก  ดังนั้น  มีคนน้อยมากมาดูการแข่งขันฟุตบอล)  (ความหมายในทางลบ)

  • It was a sunny day, so a few people came to see the football match.

(มันเป็นวันที่แดดจ้า  ดังนั้น  พอมีคนมาดูการแข่งขันฟุตบอลอยู่บ้าง)  (ความหมายในทางบวก)

 

8. I __________________________________________________________ a motor-car.

(ผม __________________________________________________ มีรถยนต์ใช้ได้)

(a) don’t afford

(b) can’t afford    (ไม่สามารถมี ............... (รถ) ........... ใช้ได้)  (หมายถึง ไม่มีเงินพอที่จะหาซื้อมา)

(c) don’t afford to buy

(d) can’t afford to buy

ตอบ   -   ข้อ  (b)  ดีกว่า ข้อ   (a)  และเมื่อใช้   “Afford”  ไม่จำเป็นต้องมี   “To buy”   เนื่องจากรวมเอาความหมาย  “(มีเงินพอ) ที่จะซื้อ”  ไว้ด้วยแล้ว

 

9. Can you smell something __________________________________________________?

(คุณสามารถได้กลิ่นบางสิ่ง ________________________________________ หรือเปล่า)

(a) burns

(b) burnt    (กริยาช่องที่  ๒  และ  ๓  ของ “Burn”)

(c) burning    (ไหม้, กำลังไหม้)

(d) to burn    (ไหม้, ลุกไหม้, ทำให้ไหม้)

ตอบ   -   ข้อ    (c)   หรืออาจตอบ  “Burn”  ก็ได้  ตามโครงสร้าง  “Subject + Smell + กรรม  + Verb + ing (Burning  ประธานฯ ได้กลิ่น  “กรรม”  กำลังไหม้)”  หรือ  “Subject + Smell + กรรม + Verb 1 (Burn)  ประธานฯ ได้กลิ่น “กรรม”  ไหม้  ทั้งนี้  มีกริยาอีก  ๔  ตัว  ที่ใช้แบบเดียวกับ  “Smell”  คือ  “Feel, Hear, See, Watch”  โดยโครงสร้างทั้ง    แบบมีความหมายต่างกันเล็กน้อย  ดูเพิ่มเติมจากตัวอย่างข้างล่าง

  • I heard her sing.

(ผมได้ยินเธอร้องเพลง)

  • She heard him singing.

(เธอได้ยินเขากำลังร้องเพลง)

  • He saw her walk in the street.

(เขาเห็นเธอเดินในถนน)

  • I saw him reading in the library.

(ผมเห็นเขากำลังอ่านหนังสือในห้องสมุด)

  • We watched them play in the field.

(เราดูพวกเขาเล่นในสนาม)

  • I watched her walking along the road.

(ผมเฝ้าดูเธอกำลังเดินไปตามถนน)

  • She felt the wind blow.

(เธอรู้สึกว่าลมพัด)

  • We felt the train moving from the station.

(เรารู้สึกว่ารถไฟกำลังเคลื่อนออกจากสถานี)

 

10. The enemy were at last forced to _____________________________________________.

(พวกศัตรู ในที่สุดก็ถูกบังคับให้ ____________________________________________)

(a) give up    (เลิก, ยุติ)

(b) give away

(c) give out    (แจกจ่าย, บริจาค)

(d) give in    (ยอมแพ้, ยอมจำนน)

ตอบ   -   ข้อ  (d)

 

11. He is a good student.  He does nothing but _____________________________________.

(เขาเป็นนักเรียนที่ดี  เขาไม่ทำอะไรเลย  นอกจาก ________________________________)

(a) to study

(b) study    (เรียนหนังสือ)

(c) studying

(d) studies

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “But”  ในที่นี้เป็น  “Preposition”  หมายถึง  “นอกจาก, เว้นแต่”  ต้องตามด้วย  “Verb 1”  (Infinitive without to)  เสมอ   

 

12. I’m in a hurry because the librarian said it was important that I _________________ this book.

(ผมกำลังรีบเร่ง (เอาหนังสือไปคืน) เพราะบรรณารักษ์กล่าวว่า  มันเป็นเรื่องสำคัญว่าผม __________ หนังสือเล่มนี้)

(a) returned

(b) was returning

(c) had returned

(d) return    {(ควร) นำไปคืน, ส่งคืน}

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจาก  “Clause”  ที่ตามหลัง  “Important, Necessary, Essential, Imperative, etc.”  กริยาต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to”  (Verb 1)   เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive”  คือ  เหมือนกับมี “Should”  นำหน้าคำกริยานั้นๆ  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • In 1978, the Soviets demanded that China ________________ its forces from Vietnam.

(ในปี  ๑๙๗๘  โซเวียตเรียกร้องให้จีน ________________ กองกำลังของตนออกจากเวียดนาม)

(a) withdrew

(b) withdraws

(c) withdraw    (ถอน)

(d) withdrawing

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากกริยาใน  “Clause” (อนุประโยค)  ที่ตามหลัง  “Demand, Require, Suggest, Request, etc.”  ต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to”  (Verb 1)  เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive”  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • He suggested __________________________________________ to a holiday camp.

(เขาแนะนำ ______________________________________ ที่ค่ายพักแรมวันหยุดพักผ่อน)

(a) Mary that she should go

(b) to Mary that she should go    (แก่แมรี่ว่าเธอควรไป)

(c) for Mary that she go

(d) to Mary to go

ตอบ   -   ข้อ   (b)  หรืออาจตอบ  “……........…to Mary that she go……........…”  ก็ได้  เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ   “Present subjunctive”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้าง ล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • It is essential that the needle __________________________________________ first.

(มันจำเป็นว่า  เข็ม __________________________________________ เป็นประการแรก)

(a) sterilize

(b) is sterilized

(c) be sterilized    (ถูกทำให้ปราศจากเชื้อโรค)

(d) sterilizes

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากข้อความ  “It is essential that”  เป็นประโยคใหญ่  กริยาของอนุประโยคที่ตามหลังมัน  จะอยู่ในโครงสร้าง  “Present subjunctive”  คือ อยู่ในรูป  “Infinitive without to” (Verb 1) เสมอ  ในกรณีเป็นกริยาในแบบ  “Passive voice”  จะต้องใช้กริยารูป  “Be + Verb 3”  เสมอ  และในกรณีของกริยา  “Verb to be”  ให้ใช้  “Be”  กับประธานฯ ทุกตัว  ทั้งนี้  ถือเสมือนว่า  กริยาในอนุประโยคเหล่านี้  มี  “Should”  มานำหน้า  (เพื่อแนะว่าประธานของอนุประโยคควรทำอย่างนั้นอย่างนี้)  เพียงแต่ละเอาไว้  คือ  มิได้เขียนลงไป

                                        ตัวอย่างที่ 

  • I suggest that the matter ______________________________________ reconsidered.

(ผมแนะนำว่า  เรื่องนี้ _______________________________ ได้รับการพิจารณาใหม่อีกครั้ง)

(a) is

(b) being

(c) be    (ควร)

(d) has

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive”  โดยดูจากกริยา  “Suggest

                                        ตัวอย่างที่ 

  • Prior to our conference, the executive director had requested that everyone ___________ well prepared.

(ก่อนการประชุมของเรา  ผู้อำนวยการบริหารได้ขอร้องว่า  ทุกคน __________ เตรียมตัวเป็นอย่างดี)

(a) be    (ควร)

(b) is

(c) was

(d) will be

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างแบบ  “Present subjunctive” สังเกตจากกริยา  “Requested

                                         ตัวอย่างที่ 

  • The teacher suggested that _____________________________________________.

(ครูแนะนำว่า _______________________________________________________)

 (a) everybody studied harder

 (b) everybody studies harder

 (c) everybody study harder    {(นักเรียน) ทุกคนควรเรียนให้หนักยิ่งขึ้น}

 (d) everybody would study harder

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง  “Present subjunctive”  กล่าวคือ กริยา  “Study” เหมือนมีคำว่า “Should” อยู่ข้างหน้า  แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ

                                        ตัวอย่างที่ 

  • The company states that it is necessary that an employee _________ his work on time.

(บริษัทกล่าวว่า  มันจำเป็นที่พนักงาน _______________________ งานของตนให้ทันเวลา)

(a) finishes

(b) finished

(c) finish    (ทำให้เสร็จ)  (คือ  ทำงานให้เสร็จทันเวลา)

(d) can finish

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากโครงสร้าง  “It + Is (Was) + Necessary + (That) + Subject + Verb 1”  เป็น  “Present subjunctive

                                        ตัวอย่างที่ 

  • He recommended that I _________________________________________ there early.

(เขาแนะนำว่าผม __________________________________ ที่นั่นแต่เช้าตรู่  -  หรือแต่เนิ่นๆ)

(a) be    (ควรไป)

(b) am

(c) was

(d) would be

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากอยู่ในรูป   “Present subjunctive”  คือ  คำกริยาในโครงสร้างนี้   ไม่ว่าจะใช้กับประธานตัวใด  หรืออยู่ใน   “Tense”  ใด  จะต้องเป็น  “Verb 1”  (Infinitive without to)  เสมอ  และในกรณีของกริยา  “Verb to be”  ก็ให้ใช้   “Be”  ทุกครั้งไป  คือ  เสมือนกับมี   “Should”  อยู่ข้างหน้ากริยานั้น  แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ  ไม่พูดหรือเขียนเติมลงไป  (หรืออาจจะใส่   “Should ลงไปข้างหน้าก็ได้)

                                        ตัวอย่างที่ 

  • I suggested to her that her husband _______________________________ a long rest.

(ผมแนะนำเธอว่า  สามีของเธอ ____________________________ การพักผ่อนเป็นเวลานาน)

(a) has

(b) have    (มี)

(c) would have

(d) must have

ตอบ    -    ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Suggest + (To someone) + That + Subject + Verb 1

                                        ตัวอย่างที่  ๑๐

  • It was in 1934 that an official government report recommended that trade priority ___________ to Southeast Asia.

(มันเป็นในปี  ๑๙๓๔  ที่รายงานของรัฐบาล (สหรัฐฯ) อย่างเป็นทางการ  แนะนำว่า ความสำคัญด้านการค้า (ควร) __________ กับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)   (หมายถึง  รายงานฯ แนะนำว่า  สหรัฐฯ ควรให้ความสำคัญด้านการค้าแก่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)

(a) is given

(b) was given

(c) were given

(d) be given    (ถูกให้)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากลดรูปมาจาก  “Should be given” (ละ  “Should”  ไว้ในฐานที่เข้าใจ)

                                        ตัวอย่างที่  ๑๑

  • I will recommend that the student ______________________________ to the director.

(ผมจะแนะนำว่าเด็กนักเรียนคนนั้น ___________________________ กับผู้อำนวยการโรงเรียน)

(a) speak    (พูดคุย)

(b) will speak

(c) had better speak

(d) would speak

ตอบ   -   ข้อ  (a)   เนื่องจากกริยาของอนุประโยค  (ในที่นี้ คือ  “Speak”)  ที่ตามหลังกริยา  “Recommend, Suggest, Demand, Ask, etc.”   จะต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to” (Verb 1) ซึ่งเรียกโครงสร้างแบบนี้ว่า  “Present Subjunctive

                                        ตัวอย่างที่  ๑๒

  • Many customers have requested that we ___________________ them notice of our sales.

(ลูกค้าจำนวนมากได้ร้องขอว่า  ให้เรา ___________ โนติส (เอกสารแจ้งเหตุหรือข้อมูลล่วงหน้า) แก่พวกเขาในเรื่องการลดราคาสินค้าของเรา)  (หมายความว่า  ถ้าจะมีการลดราคาสินค้าเมื่อใด  ให้แจ้งลูกค้าทราบล่วงหน้า)

(a) send    (ส่ง)

(b) sends

(c) sent

(d) sending

ตอบ  -  ข้อ   (a)  เนื่องจากเป็นการใช้   “Present subjunctive”  คือการใช้กริยาช่องที่    ที่ไม่มี  “To” นำหน้า  (Infinitive without to)  และไม่มีการเติม  “S  หรือ  “Ed”  เข้าข้างหลังคำกริยาที่อยู่ใน  “Noun clause”   ที่เป็นอนุประโยค   (ซึ่งมักมี  “That” นำหน้า  “Clause”)  ที่ตามหลังกลุ่มคำกริยาประเภท  “Present subjunctive”  ไม่ว่าประธานของกริยาตัวนี้  จะเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์ก็ตาม  และไม่ว่ากริยาตัวข้างหน้า  (กริยาใน  “Main clause” หรือประโยคใหญ่)  จะอยู่ใน  “Tense”  ใดก็ตาม  จะไม่มีการเติม  “S”  หรือ  “Ed” หรือเปลี่ยนรูปที่กริยาตัวนี้   (เนื่องจากเสมือนมี  “Should”   นำหน้า  แต่ไม่เขียนลงไป  คือละไว้ในฐานที่เข้าใจ  เป็นการแนะนำว่า  “ควรทำเช่นนั้น เช่นนี้”)   สำหรับในกรณีที่เป็น  “Verb to be”    ให้ใช้  “Be”  ตลอดไป   (เพราะเสมือนว่า มี  “Should”  นำหน้า)  อนึ่ง เราใช้รูป   “Present subjunctive”  ใน  ๒  กรณี   คือ

                                          ๑. อยู่หลัง  “กริยา + That”   ซึ่งได้แก่ คำกริยาต่อไปนี้

  • demand that   (เรียกร้อง-ต้องการว่า)
  • require that   (ขอร้อง-เรียกร้อง-ต้องการ-กำหนดว่า)
  • propose that   (เสนอว่า)
  • request that   (ขอร้องว่า)
  • recommend that   (แนะนำว่า)
  • ask that   (ขอร้องว่า)
  • order that   (สั่งว่า)
  • urge that   (เร่งเร้า-กระตุ้น-เสนอว่า)
  • suggest that   (แนะนำว่า)
  • advise that   (แนะนำว่า)
  • insist that   (ยืนกรานว่า)
  • prefer that   (เห็นสมควรว่า)

                                       ดังตัวอย่างประโยคต่อไปนี้

  • The doctor advised (that) I take a rest.

(หมอแนะนำว่าผมควรพักผ่อน)

  • He suggested (that) she not go there alone.

(เขาแนะนำว่าเธอไม่ควรไปที่นั่นตามลำพัง)

  • The father demands (that) Peter go to see a doctor at once.

(พ่อเรียกร้องให้ปีเตอร์ไปหาหมอในทันที)

  • I suggest (that) he come early.

(ผมแนะนำว่าเขาควรจะมาแต่เช้า)

  • The hostess urged (that) we all stay for dinner.

(เจ้าของบ้านรบเร้าให้อยู่กินอาหารเย็นก่อน)

  • The teacher recommended (that) every student buy a dictionary.

(ครูแนะนำให้นักเรียนทุกคนซื้อพจนานุกรม)

  • The doctor recommends (that) she take this medicine.

(หมอแนะนำว่าเธอควรกินยานี้)

  • She requested (that) he telephone her family.

(เธอขอร้องให้เขาโทรฯไปหาครอบครัวของเธอ)

  • The teacher advised (that) students not speak loudly in the class.

(ครูแนะนำว่านักเรียนไม่ควรพูดเสียงดังในชั้น)

  • I suggested (that) he be more careful.

(ผมแนะนำว่าเขาควรระวังให้มากขึ้น)

  • He suggested (that) she be punctual.

(เขาแนะนำว่าเธอควรตรงต่อเวลา)

  • Our mother suggests (that) we not be lazy.

(แม่ของเราแนะนำว่าเราไม่ควรขี้เกียจ)

  • They requested (that) the contract be signed.

(พวกเขาร้องขอว่าสัญญาควรได้รับการลงนาม)  (เป็น  Passive voice = สัญญาถูกลงนาม)

  • She asks (that) she be allowed to see her ailing mother.

(เธอขอร้องว่าเธอควรได้รับอนุญาตให้พบแม่ของเธอที่กำลังป่วย)  (เป็น  Passive voice = เธอได้รับอนุญาต)

หมายเหตุ   –   เหตุผลที่คำกริยาในอนุประโยค  ที่เป็น  “Noun clause”  อยู่ในรูป “Present Subjunctive”  คือ  กริยาเหล่านี้เสมือนกับว่ามี   “Should”  นำหน้า  แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ  ซึ่งจริงๆแล้วอาจจะเขียนหรือพูดเติม  “Should”  ลงไปด้วยก็ได้ เช่น

  • I suggested (that) he (should) be more careful.
  • She asks (that) she (should) be allowed to go to the party.

                               ๒. “Noun clause”  ที่ตามหลังคำคุณศัพท์ต่อไปนี้  (มักอยู่ในรูป  “It is + Adjective + that + Subject + Verb 1  ที่ไม่มี  “To” นำหน้า)  กริยาใน  “Noun clause”  นั้นจะต้องอยู่ในรูป  “Present subjunctive”  เช่นเดียวกัน  คุณศัพท์ดังกล่าวคือ  “Important” (สำคัญ),  “Necessary” (จำเป็น), “Urgent(จำเป็นด่วน),  “Imperative”  (จำเป็น),  “Essential” (จำเป็น), “Advisable”  (ควร),   “Crucial”  (สำคัญยิ่ง)  ดังตัวอย่าง   เช่น

  • It is advisable that she study harder.

(เธอควรเรียนหรือขยันให้มากขึ้น)

  • It was essential that we buy food yesterday.

(เป็นสิ่งจำเป็นที่เราต้องซื้ออาหารเมื่อวานนี้)

  • It is advisable that he take exercise every morning.

(เป็นการสมควรที่เขาออกกำลังกายทุกเช้า)

  • It is necessary that she go home at once.

(เป็นเรื่องจำเป็นที่เธอจะต้องกลับบ้านในทันที)

  • It is imperative that Jim practice driving a car.

(เป็นเรื่องจำเป็นที่จิมจะต้องฝึกหัดขับรถ)

  • It is crucial that Tom find a new job.

(เป็นเรื่องจำเป็นยิ่งที่ทอมจะต้องหางานใหม่)

  • It is important that he be brave.

(เป็นสิ่งจำเป็นที่เขาจะต้องกล้าหาญ)

  • It is urgent that everyone be on time for work.

(เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ทุกคนจะต้องมาทำงานให้ทันเวลา)

 

13. Cindy is far more intelligent than ______________________________ student in the class.

(ซินดี้เฉลียวฉลาดกว่านักเรียน ____________ ในห้องเรียนอย่างมาก)  (คือ  เฉลียวฉลาดกว่ามาก)

(a) any other    (คนอื่นใด)

(b) any

(c) other    (อื่นๆ)

(d) another    (อีกคนหนึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ  (a)   หรืออาจตอบ  “Other students” (นักเรียนคนอื่นๆก็ได้

 

14. Mary does not know ______________________________________________ for a living.

(แมรี่ไม่รู้ว่า______________________________________________ เพื่อการดำรงชีพ)

(a) what will she do

(b) how will she do

(c) what she will do    (เธอจะทำงานอะไร)

(d) that she will do

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการเปลี่ยนประโยค  “Direct speech” (What will she do for a living?)  ให้เป็นประโยค  “Indirect speech”  (Mary does not know what she will do for a living.)  ดูเพิ่มเติมเรื่องนี้จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • He asked me ______________________________________________ I was hungry.

(เขาถามผมว่าผมหิว ___________________________________________________)

(a) that

(b) why

(c) how

(d) if    (หรือไม่)

(e) weather   (อากาศ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากมาจากประโยค  “Direct speech”  คือ  “Are you hungry?”  เมื่อจะเปลี่ยนเป็นประโยค  “Indirect speech”  จะต้องเชื่อมด้วย  “If”  หรือ  “Whether”  (He asked me if (whether) I was hungry.)  ซึ่งทั้ง  ๒  คำมีความหมายเหมือนกัน  คือ  “หรือไม่, หรือเปล่า”  กล่าวโดยสรุป คือ ถ้าประโยค “Direct speech”  ซึ่งเป็นประโยคคำถาม  ขึ้นต้นด้วยกริยาพิเศษ (Verb to be, to have, to do)  หรือ  “Modal verb” (Will, Would, Shall, Should, Can, Could, May, Might, Must)  เมื่อเปลี่ยนเป็นประโยค  “Indirect speech”จะต้องเชื่อมข้อความระหว่าง  “Reporting speech” (He asked me)  และ “Reported speech” (I was hungry)  ด้วย  “If”  หรือ  “Whether”  เสมอ ห้ามใช้  “That”  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • Are you a student? 

(คุณเป็นนักเรียนใช่ไหม)

(She wants to know if (whether) he is a student.)

(เธอต้องการรู้ว่าคุณเป็นนักเรียนหรือไม่)

  • Do you like to play tennis? 

(คุณชอบเล่นเทนนิสไหม)

(He asked me if (whether) I liked to play tennis.)

(เขาถามผมว่าผมชอบเล่นเทนนิสหรือไม่)

  • Will you go to my party? 

(คุณจะไปงานเลี้ยงของผมไหม)

(I ask her if (whether) she will come to my party.)

(ผมถามเธอว่าจะไปงานเลี้ยงของผมหรือไม่)

  • Can you play the piano? 

(คุณเล่นเปียโนเป็นไหม)

(They asked me if (whether) I could play the piano.

(พวกเขาถามผมว่าเล่นเปียโนเป็นหรือไม่)

                                     ในกรณีที่ประโยค  “Indirect speech”  เป็นประโยคบอกเล่า ให้ใช้ “That”  เชื่อม  หรืออาจละไว้ก็ได้ (ไม่ต้องเขียนลงไป)  เช่น

  • I go for a walk every morning.

(ผมออกเดินทุกเช้า)

(I tell him (that) I go for a walk every morning.)

(ผมบอกเขาว่าผมออกเดินทุกเช้า)  หรือ

(I told him (that) I went for a walk every morning.)

  • I have been to London several times.

(ผมเคยไปลอนดอนหลายครั้ง)

(She said(that) she had been to London several times.)

(เธอพูดว่าเธอเคยไปลอนดอนหลายครั้ง)

                                   สำหรับในกรณีที่ ประโยค  “Direct speech”  เป็นประโยคคำถามที่ขึ้นต้นด้วย  “Question word” (What, When, Where, Why, How, etc.)  เมื่อเปลี่ยนเป็นประโยค  “Indirect speech”  ให้เอา “Question word”  นั้นๆ มาเป็นตัวเชื่อม  โดย  “ไม่ต้องใช้”  “That”  เช่น  ในประโยคข้างล่าง  “ห้ามใช้”“…..........….to find that where it is hiding”

                           ตัวอย่างที่            จงหาที่ผิดหลักไวยากรณ์จากข้อ (๑) – (๔)

  • Are you waiting (1) for success (2) to arrive or are you going (3) to find where (4) is it hiding?

(คุณกำลังรอคอยให้ความสำเร็จมาหา  หรือคุณจะไปหาว่ามันกำลังหลบซ่อนอยู่ที่ไหน)  (ข้อนี้เหมือนเป็นคำสอนคน  อย่าให้มัวแต่รอคอยความสำเร็จ  แต่ให้ขยันทำงาน  เพื่อจะ ได้พบกับความสำเร็จ  คือ  สอนให้เป็นฝ่ายรุก มิใช่ตั้งรับ)

ตอบ   –   ข้อ   (4)   แก้เป็น  “it is”  เนื่องจากอยู่ในรูป  “Indirect speech” หรือ “Reported speech”  คือ  “คำพูดที่ถูกกล่าวรายงาน”  เป็นการเปลี่ยนจากประโยค “Direct speech” (Where is it hiding?) มาเป็นประโยค  “Indirect speech”ที่ขึ้นต้นด้วย  “are you going to find ……….”  จึงต้องเอาประธานมาไว้หน้าคำ กริยา  “where it is……..”  ซึ่งเป็นการเรียงคำแบบประโยคบอกเล่า  มิใช่เอาคำกริยาไว้หน้าประธาน  (where is it)  เหมือนในประโยคคำถาม   ดังตัวอย่างข้างล่าง

  • How old are you?  (Direct speech)

(คุณอายุเท่าใด)

  • I want to know how old you are.  (Indirect speech)

(ผมอยากทราบว่าคุณอายุเท่าใด)

  • Where is she going?  (Direct speech)

(เธอกำลังจะไปที่ไหน)

  • He asks her where she is going. (Indirect speech)

(เขาถามเธอว่า  เธอกำลังจะไปที่ไหน)

  • When will you retire from your work? (Direct speech)

(คุณจะเกษียณจากงานเมื่อใด)

  • I asked him when he would retire from his work. (Indirect speech)

(ผมถามเขาว่าเขาจะเกษียณจากงานเมื่อใด)

 

15. Last Christmas Peter spent a miserable day in bed, _____________________ he was missing.

(คริสต์มาสปีที่แล้ว  ปีเตอร์ใช้วันเวลา (ในวันคริสต์มาส) ที่ทุกข์ยากลำบาก (ไม่มีความสุข)  บนเตียงนอน __________ ที่เขากำลังพลาดโอกาส   -   คือไม่ได้เข้าร่วมฉลองในวันคริสต์มาส)

(a) having thought of all the fun

(b) thinking of all the fun    (คิดถึงความสนุกทั้งหลาย)

(c) being thought of all the fun

(d) thought of all the fun

ตอบ   -   ข้อ   (b)   มาจากโครงสร้าง   “Subject + Spend + Time + Verb + ing”  เช่น

  • She spent two hours reading in the library.

(เธอใช้เวลา    ชั่วโมง  อ่านหนังสือในห้องสมุด)

  • They spent the whole day looking around the city.

(พวกเขาใช้เวลาตลอดทั้งวัน  ชมเมือง)

 

16. I was very busy _____________ my lesson because I would have a final exam next week.

(ผมมีงานยุ่งมากกับ __________________ บทเรียนของผม  เพราะผมมีสอบไล่สัปดาห์หน้า)

(a) prepared

(b) to prepare

(c) preparing    (การเตรียม)

(d) on preparing

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจาก  “Busy + Verb + ing”  สำหรับคำคุณศัพท์อีกตัวที่ตามด้วย  “Verb + ing”  คือ  “Worth”  (ควรค่าต่อ, คุ้มค่ากับ)  ดังประโยคข้างล่าง

  • This book is worth reading.

(หนังสือเล่มนี้ควรค่าต่อการอ่าน)

  • Those people are worth talking to.

(คนพวกโน้นคุ้มค่ากับการพูดคุยด้วย)

 

17. We should try to avoid being rude to __________________________________________.

(เราควรพยายามหลีกเลี่ยงหยาบคายกับ  _______________________________________)

(a) other peoples

(b) other people    (คนอื่นๆ)

(c) others people

(d) another people

ตอบ   -   ข้อ   (b)  สำหรับ  “Peoples”  =   “คนเชื้อชาติต่างๆ”  ส่วน  “Another” (อีกคนหนึ่ง)  ต้องตามด้วยคำนามนับได้  เอกพจน์  (“People”  เป็นคำนามพหูพจน์)  อย่างไรก็ดี  ข้อนี้อาจตอบ  “Others”  (คนอื่นๆ)  ก็ได้

 

18. The mastoid is located at the side of the skull, __________________________________.

(แมสทอยด์ (ปุ่มกกหูของกระดูกขมับ – อยู่หลังใบหู) ตั้งอยู่ข้างกะโหลกศีรษะ, _____________)

(a) just the ear is behind

(b) just behind the ear    (หลังใบหูพอดี)

(c) the ear just behind

(d) is just behind the ear

ตอบ   -   ข้อ   (b)   โดยลดรูปมาจากอนุประโยค  “………….. skull, which is just behind the ear

 

19. I think he will join us, ____________________________________________________?

(ผมคิดว่า  เขาจะมาร่วมกับพวกเรา  _________________________________________)

(a) don’t I

(b) won’t he    (ใช่หรือไม่)

(c) doesn’t he

(d) will he

ตอบ   -   ข้อ    (b)   ตามปกติรูป  “Tag”  จะต้องใช้ตามประธาน-กริยาของประโยคใหญ่  คือ  “I think”  คือเป็น  “don’t I”  แต่ในกรณีที่ประโยคขึ้นต้นด้วย  “I”  จะถือเป็นข้อยกเว้น  ให้ไปใช้ตามประธาน-กริยาของประโยคย่อย  ซึงในที่นี้  คือ   “he will join”  โดยมีรูป   Tag”  (won’t he)  เนื่องจากพิจารณาตามข้อเท็จจริงที่ว่า  “ไม่มีผู้ใดถามตนเอง  ว่าเป็นอย่างนั้น-อย่างนี้  ใช่หรือไม่” 

 

20. Economists regard land as the natural wealth of the earth from which all goods ___________.

(นักเศรษฐศาสตร์ถือว่าที่ดินเป็นความอุดมสมบูรณ์ (ทรัพย์สิน) ตามธรรมชาติของโลก ซึ่งสินค้าทุกชนิด __________ จากมัน)  (หมายถึง  ที่ดิน)

(a) produced

(b) are produced    (ถูกผลิต)

(c) produce them

(d) they produce

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นกริยาในรูป  “Passive voice”  ของอนุประโยค  (From which all goods are produced)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”                

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป