หมวดข้อสอบ STRUCTURE (ตอนที่ 2)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionChoose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Whenever we meet, we stop ________________________________________________.

(เมื่อใดก็ตามที่เราพบกัน  เราจะหยุด ________________________________________)

(a) talking

(b) talk

(c) to talk    (เพื่อที่จะคุยกัน)

(d) to talking

ตอบ  –  ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “Stop + To + Verb 1”  หมายถึง  “หยุดเพื่อที่จะทำกริยานั้นๆ”  ส่วน  “Stop + Verb + ing”  หมายถึง  “หยุดการกระทำกริยานั้นๆ”  เช่น

  • We stop to have lunch at 11.30 a.m. every day.

(เราหยุด (ทำงาน) เพื่อกินอาหารเที่ยง ตอน ๑๑.๓๐ น. ทุกๆ วัน)

  • We stopped having lunch when the fire broke out.

(เราหยุดการกินอาหารเที่ยง  เมื่อเกิดไฟไหม้ขึ้น)

  • They stopped to work until late at night.

(พวกเขาหยุด (กิน, เล่น, พูดคุย) เพื่อทำงานจนกระทั่งดึก)

  • They stopped working and went to a restaurant.

(พวกเขาหยุดการทำงาน  และไปภัตตาคารเพื่อกินอาหาร)

(ดูคำอธิบายเพิ่มเติมการใช้คำกริยาประเภทเดียวกับ  “Stop”  เช่น  “Remember,” “Forget,” “Try”  จากตัวอย่างข้างล่าง)

                                    ตัวอย่างที่ 

  • I clearly remember __________ the clock last night, so I have no idea why the alarm failed __________ off.

(ผมจำได้ชัดเจน __________ นาฬิกาปลุกเมื่อคืนที่แล้ว  ดังนั้น  ผมไม่รู้เลยว่าทำไมสัญญาณปลุกจึงล้มเหลวที่จะ (ไม่สามารถ) ____________)  (ตั้งนาฬิกาปลุกไว้แล้ว  แต่สัญญาณไม่ดัง  -  ไม่ปลุก)

(a) to set ___________ to go

(b) having set ___________ going

(c) setting ___________ to go    (การตั้ง ...................... ดังขึ้น)

(d) setting ___________ going

ตอบ   -   ข้อ    (c)   “Remember + Verb + ing”  =  “จำได้ถึงการทำสิ่งนั้น”  (Remember + To + Verb 1  =  จำได้ หรือ ไม่ลืมที่จะทำสิ่งนั้น)   สำหรับ  “Fail”  =   “ล้มเหลว, ไม่สามารถ”  + “To + Verb 1”  ดูเพิ่มเติมการใช้กริยา  “Remember, Forget, Stop, Try”  จากประโยคข้างล่าง

                                    ตัวอย่างที่ 

  • We never forget _______________________________ our English books to school.

(เราไม่เคยลืม _________________________ หนังสือภาษาอังกฤษของเรามาที่โรงเรียน)

(a) bring    (นำ)

(b) bringing    (การนำ)

(c) to bring    (ที่จะนำ)

(d) to be brought

ตอบ   -   ข้อ    (c)

                                    ตัวอย่างที่ 

  • Bill is very thoughtful to his mother.  He always remembers ___________ to her every week.

(บิลเอาอกเอาใจ (หรือ คิดถึง-นึกถึง) แม่ของตนเป็นอย่างมาก  เขาจำได้เสมอ _________ (จดหมาย) ถึงเธอทุกสัปดาห์)

(a) he writes

(b) to write    (ที่จะเขียน)

(c) writing

(d) written

ตอบ   -   ข้อ    (b)   “Remember to write”  =  “จำได้ที่จะเขียน”  คือ  “ไม่ลืมที่จะเขียน”  ส่วน  “Remember writing”  =   “จำการเขียนได้”   คือเขียนเมื่อนานมากมาแล้วในอดีต  และยังคงจำได้ว่าเคยเขียน  (ในกรณีของประโยคข้างบน  ต้องการหมายความว่า  “จำได้ที่จะเขียน  หรือ  ไม่ลืมที่จะเขียน”  (Remember to write)  เนื่องจาก  บิลคิดถึงแม่  หรือ  เอาอกเอาใจแม่มาก)  ดูคำกริยาที่ใช้โครงสร้างต่างกัน  แล้วมีความหมายต่างกัน  จากประโยคข้างล่าง

                                      ตัวอย่างที่ 

  • Have you ever tried _____________________________________________ snails?

(คุณเคยลอง ___________________________________________ หอยทากหรือเปล่า)

(a) to eat

(b) eating    (กิน)

(c) of eating

(d) eaten

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “Try + Verb + ing” =  “ลอง ...............”   ส่วน  “Try + To + Verb 1” =  “พยายาม .................”                  

                                    ตัวอย่างที่  

  • Thai people always ________________________ on their elders on Songkran Day.

(คนไทย ____________________________  ผู้อาวุโส-ผู้มีอายุมากกว่า  ในวันสงกรานต์)

(a) remember calling

(b) remember to call    (จำได้, ระลึกได้ (เสมอ) ที่จะไปเยี่ยมเยียน)

(c) remembered calling

(d) remembered to call

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากข้อนี้เป็นข้อเท็จจริง  (Fact)  จึงถือเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน  จึงใช้ในรูป  “Present simple tense”  (Subject + Verb 1)   (ดังนั้น  จึงตัดข้อ  (c) และ  (d) ทิ้ง)  สำหรับข้อ  (b)  หมายถึง  “จำได้-ระลึกได้  ที่จะไปเยี่ยมผู้อาวุโสในวันสงกรานต์ ทุกๆ ปี”  มิได้ต้องการหมายถึงใน ข้อ    (a)  ที่ว่า   “ระลึกได้ถึงการไปเยี่ยม ฯ” คือ  ไปเยี่ยมมาแล้ว  และยังคงจำเหตุการณ์นั้นได้

                                     ตัวอย่างที่  

  • Seeing the teacher, _____________________________________________ at once.

(เห็นครู _____________________________________________________ ในทันที)

(a) the game was stopped    (เกมถูกหยุด)

(b) they stopped playing the game    (พวกเขาหยุดการเล่นเกม)

(c) the game stopped    (เกมหยุด)

(d) they stopped to play the game    (พวกเขาหยุดเพื่อจะเล่นเกม)

ตอบ   -   ข้อ  (b)   เนื่องจากประธานของประโยค ที่อยู่หลังเครื่องหมายคอมม่า (หลังคำ “teacher”)  เป็นผู้ทำกริยาที่ขึ้นต้นประโยค (Seeing)  คือ  “เห็น”  ดังนั้น  จึงต้องเป็นสิ่งมีชีวิต  ซึ่งในที่นี้  คือ  “They”  จึงตัดข้อ  (a, c)  ทิ้งไป  และต้องเลือกข้อ  (b)  เนื่องจากต้องใช้  “Stop playing”   (นักเรียนหยุดการเล่นเกม)   มิใช่ข้อ  (d)  “นักเรียนหยุดเพื่อจะเล่นเกม”   

                                    ตัวอย่างที่  

  • Try _________________________________________________ water to your drink.

(ทดลอง _________________________________________ น้ำเข้ากับเครื่องดื่มของคุณ)

(a) to add

(b) adding    (ผสม)

(c) added

(d) addition    (การผสม-เติม-เพิ่ม-บวก)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “Try”  ในประโยคนี้หมายถึง  “ทดลอง,  ลอง”  จึงต้องตามด้วย  “Gerund”(Verb + ing)  แต่ถ้าหมายถึง  “พยายาม”  ต้องตามด้วย  “Infinitive with to” (To + Verb 1)  (การผสมน้ำเข้ากับเครื่องดื่ม ไม่ต้องใช้ความพยายามแต่อย่างใด)  ดูเพิ่มเติมกริยาที่มี  ๒ ความหมาย  และต้องตามด้วยโครงสร้างที่ต่างกัน จากประโยคข้างล่าง

                                     ตัวอย่างที่  

  • Don’t forget ________________________________________________ my letter !

(จงอย่าลืม _____________________________________________ จดหมายของผม)

(a) post

(b) posting    (การส่ง)

(c) to post    (ที่จะส่ง)

(d) posted

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องการบอกว่า  “อย่าลืมส่ง” (คือ ขณะที่พูดยังมิได้ส่ง)  มิใช่  “ลืมการส่ง”   (คือส่งไปแล้ว  และนานมากแล้ว  จนลืมว่าเคยทำเช่นนั้น)  ซึ่งในกรณีหลังนี้ ต้องใช้  “Posting

                                     ตัวอย่างที่  

  • Have you ever tried _____________________________________ this kind of food?

(คุณเคยลอง ___________________________________________ อาหารชนิดนี้ไหม)

(a) to eat

(b) eating    (กิน)

(c) of

(d) with

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เมื่อ  “Try”  หมายถึง  “ลอง, ลองทำดู”   ในที่นี้ คือ  “ลองกิน”  ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  ส่วนอีกความหมาย  คือ  “พยายาม”  ต้องตามด้วย  “To + Verb 1” (ในประโยคข้างบน  การกินอาหารไม่ต้องใช้ความพยายาม  “Try”   จึงควรมีความหมายว่า  “ทดลอง, ลองทำดู”)

                                     ตัวอย่างที่  ๑๐

  • Please don’t forget _____________________________________ me your address.

(โปรดอย่าลืม _______________________________________ ที่อยู่ของคุณให้ผมด้วย)

(a) send

(b) to send    (ส่ง)

(c) sending

(d) sent

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Forget + To + Verb 1” = “ลืมที่จะ ...................”  คือไม่ได้ทำ  เพราะลืม  ส่วน  “Forget + Verb + ing” =  “ลืมการ ....................” หมายถึง  ได้กระทำสิ่งหนึ่งลงไปแล้ว   แต่ลืมว่าได้กระทำสิ่งนั้น  ด้วยเหตุผลใดเหตุผลหนึ่ง

                                      ตัวอย่างที่  ๑๑

  • As soon as it stops _____________________________________, I shall go home.

(ในทันทีที่หยุด ___________________________________________  ผมจะกลับบ้าน)

(a) rain

(b) the rain

(c) to rain

(d) raining    (ฝนตก)

ตอบ  -  ข้อ   (d)   เนื่องจาก   “It stops raining.”  หมายถึง  “ฝนหยุดการตก”  กล่าวคือ   “Stop + Verb + ing” =  “หยุดการกระทำสิ่งนั้น”  ส่วน  “Stop + To + Verb 1”  =  “หยุดเพื่อที่จะทำสิ่งนั้น” 

                                       ตัวอย่างที่  ๑๒

  • While we were walking in the park, she often stopped _____________ at the flowers.

(ขณะที่เรากำลังเดินไปในสวนสาธารณะ  เธอมักจะหยุด ______________ ที่ดอกไม้อยู่บ่อยๆ)

(a) to look    (เพื่อที่จะมองดู)

(b) looking    (การมองดู)

(c) looked

(d) for looking

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจาก  (Stop + To + Verb 1 =  “หยุดเพื่อที่จะทำสิ่งนั้นๆ”)  (Stop + Verb + ing =  “หยุดการกระทำสิ่งนั้นๆ”)

                                      ตัวอย่างที่  ๑๓

  • I remember that restaurant; we stopped there ________________ on our way to Korat. 

(ผมจำภัตตาคารนั้นได้  เราหยุด (แวะ) ที่นั่น___________________ ในระหว่างทางไปโคราช)

(a) eating    (การกินอาหาร)

(b) ate

(c) to eat    (เพื่อกินอาหาร)

(d) eaten

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจาก  “หยุดหรือแวะเพื่อที่จะกินอาหาร  (Stop to eat)

                                     ตัวอย่างที่  ๑๔

  • How did the cat get into the house?  I remember __________________ it out last night.

(แมวเข้ามาในบ้านได้อย่างไร  ผมจำได้ถึง _______________ มันไปไว้ข้างนอกเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a) put

(b) to put

(c) putting   (การจับ)

(d) putting away

ตอบ   -   ข้อ   (c)   (Remember + Verb + ing  =  “จำได้ถึงการกระทำสิ่งนั้นๆ”  คือ  ทำไปแล้วในอดีต  และยังจำได้ว่าทำ) (ในข้อนี้  คือ  จำได้ว่าเอาแมวออกไปไว้ข้างนอกแล้ว  เมื่อคืนก่อน)   ส่วน   “Remember + To + Verb 1”=  “จำได้ (ไม่ลืม) ที่จะทำสิ่งนั้นๆ

สรุป   -   มีหลักไวยากรณ์ดังนี้   คือ  เราใช้ “Infinitive with to” (To + Verb 1)  และ  “Gerund” (Verb + ing)  ตามหลังคำกริยา  “Remember, Forget, Try Stop”    แต่มีความหมายต่างกัน  เช่น

  • I remembered to buy him a newspaper.

(ผมจำได้ที่จะซื้อ (ไม่ลืมซื้อ) หนังสือพิมพ์ให้เขา)

  • I remembered buying (= having bought) him a newspaper.

(ผมจำได้ถึงการซื้อหนังสือพิมพ์ให้เขา  –  คือซื้อเมื่อเดือนที่แล้ว  และยังจำได้ว่าซื้อ)

  • She forgot meeting (= having met) me in New York ten years ago.

(เธอลืมการได้พบกับผมในนิวยอร์กเมื่อ  ๑๐  ปีมาแล้ว  –  คือเคยพบกันเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว  แต่เธอจำไม่ได้แล้วว่าเคยพบ)

  • She forgot to meet me at my office yesterday.

(เธอลืมที่จะมาพบผมที่สำนักงานเมื่อวานนี้ – สรุปคือไม่ได้มาพบเพราะลืม)

  • He tried to swim across the dangerous river.

(เขาพยายามว่ายข้ามแม่น้ำที่มีอันตราย)

  • He tried eating the food his girlfriend cooked for him.

(เขาทดลองกินอาหารที่แฟนปรุงให้เขากิน)

  • They stopped working and went to a restaurant.

(พวกเขาหยุดการทำงาน  และไปภัตตาคารเพื่อกินอาหาร)

  • They stopped to work until late at night.

(พวกเขาหยุด (กิน, เล่น, พูดคุย, ฯลฯ)  เพื่อที่จะทำงานจนกระทั่งดึกดื่น)

 

2. Please tell me the difference _______________________________ a habit and a custom.

(โปรดบอกผมความแตกต่าง _______ นิสัย (หรือธรรมเนียมปฏิบัติ) และขนบธรรมเนียมประเพณี)

(a) of

(b) from

(c) between

(d) in

ตอบข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นการใช้  “คำคู่”   “Between”  และ  “And”  ดูเพิ่มเติมการใช้คำคู่จากตัวอย่างข้างล่าง

                                    ตัวอย่างที่

  • Both breakfast _____________________ lunch are served in the company cafeteria.

(ทั้งอาหารเช้า _________________  อาหารกลางวันได้รับการเสิร์ฟในโรงอาหารของบริษัท)

(a) but    (แต่)

(b) or    (หรือ)

(c) either    (อย่างใดอย่างหนึ่ง)

(d) and    (และ)

ตอบ -  ข้อ (d)  เนื่องจากเป็นการใช้คำคู่  เช่น  “both……and…..” (ทั้ง.......และ.....)  “either……or…..” (....... หรือ....... คนใดคนหนึ่ง)  “neither……nor…..” (ไม่ทั้ง.......และ ..........)  “not only…… but also……” (ไม่เพียงแต่......... แต่...........ด้วย)  เช่น

  • Either John or his sister will come to my party.

(จอห์นหรือน้องสาวของเขาคนใดคนหนึ่ง – ระหว่างเขากับน้องสาว – จะมางานเลี้ยงของผม)

  • Neither you nor I can achieve the goals.

(ไม่ทั้งคุณและผมสามารถบรรลุจุดหมาย – คือทั้งคุณและผมไม่สามารถบรรลุจุดหมาย)

  • Not only Peter but also Frank passes the test.

(ไม่เพียงแต่ปีเตอร์แต่ยังแฟร้งค์อีกด้วยที่ผ่านการสอบ – คือสอบผ่านทั้ง ๒ คน)

  • Both Mary and her sister have divorced their husbands.

(ทั้งแมรี่และพี่สาวของเธอได้หย่าร้างกับสามี)

 

3. This is the first time that I ___________________________________________ your town.

(นี้เป็นครั้งแรกที่ผม ___________________________________________ เมืองของคุณ)

(a) visited

(b) have visited    (ได้ไปเยือน)

(c) had visited

(d) was visiting

ตอบ  –  ข้อ  (b)  เนื่องจากอนุประโยค  “that I….........……your town”  ที่นำหน้าด้วย   “This is the first time” (นี่เป็นครั้งแรก)  “This is the second time” (นี่เป็นครั้งที่ ๒)  “This is the last time” (นี่เป็นครั้งสุดท้าย)  จะใช้รูป “Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + Verb 3} ในอนุประโยคดังกล่าว  ดังประโยคข้างล่าง

  • This is the first time I have tried to play golf.

(นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้พยายามเล่นกอล์ฟ)

  • This is the third time she has visited New York.

(นี่เป็นครั้งที่  ๓  ที่เธอได้มาเยือนนิวยอร์ก)

  • This is the second time I have seen this film.

(นี่เป็นครั้งที่สองที่ผมได้ดูหนังเรื่องนี้)

                                       แต่ถ้าข้อความข้างหน้าเปลี่ยนเป็น  “This was the first time”  ในอนุประโยคก็จะเปลี่ยนเป็น  “Past perfect tense”  {Subject + Had+ Verb 3}  ตามไปด้วย  เช่น

  • This was the first time I had tried to play tennis.

(นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้พยายามเล่นเทนนิส)

(This was the third time she had visited New York.)

(นี่เป็นครั้งที่  ๓  ที่เธอได้มาเยือนนิวยอร์ก)

 

4. We turn to books in moments of ______________________________________________.

(เราหันไปหา (อ่าน) หนังสือ  ในช่วงเวลาของ ____________________________________)

(a) sorrow, having boredom, or solitude is with us

(b) sorrow, boredom, or solitude    (ความเศร้าโศกเสียใจ  ความเบื่อหน่าย  หรือ ความโดดเดี่ยวอ้างว้าง)

(c) sorrow and solitude as well as boredom

(d) sorrow that attacks us

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เป็นการใช้กรรม  ๓  ตัว  หลัง  “Preposition” (Of)  ให้สมดุลหรือคู่ขนานกัน  คือ  Sorrow, Boredom, Solitude”  สำหรับ  ข้อ  (c)  ก็ใช้ได้เช่นกัน  แต่ต้องแก้เป็น  “sorrow, solitude as well as boredom”  ดูเพิ่มเติมการใช้โครงสร้างในแบบสมดุลจากตัวอย่างข้างล่าง

                                       ตัวอย่างที่

  • The silence was broken by the clash of the garden gate, a tap at the door, and _________.

(ความเงียบถูกทำให้หมดไป  โดยเสียงปะทะกันดังโครมของประตูสวน  เสียงเคาะเบาๆที่ประตู  และ  __________)

(a) the door is opened    (ประตูถูกเปิด)

(b) is opened

(c) being opened

(d) its opening    {การเปิดออกของมัน  (ประตู)}

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เป็นการใช้   “กรรม” (คำนาม  ซึ่งในที่นี้มีส่วนขยาย  เรียกว่า “วลี”) ของ  “By”   ให้สมดุลกัน  (Balance  หรือ  Parallel)  ทั้ง  ๓  ตัว  คือ  “the clash (of the garden gate)”  “a tap (at the door)”  และ  “its opening”   โดยกรรมทั้ง  ๓  ตัวนี้  ล้วนอยู่ในรูปของวลี

                                      ตัวอย่างที่                

  • Mr. Trance preferred to name the new baby Thomas but his wife said she wanted to call ____________.

(มิสเตอร์แทรนซ์ชอบที่จะตั้งชื่อทารก (ลูก) ใหม่ว่า “โทมัส”  แต่ภรรยาของเขากล่าวว่า  เธอต้องการเรียก ___________)

(a) George

(b) him George    {เขา (ทารก) ว่า  “จอร์ช}

(c) he is George

(d) George to him

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ใช้   “Call him George” (เรียกเขาว่า “จอร์ช”)  เพื่อให้สอดคล้อง เป็น  Pattern  เดียวกับ  “Name the new baby Thomas”  (ตั้งชื่อทารกใหม่ว่า “โทมัส”)

                                     ตัวอย่างที่ 

  • Nearly all trees have seeds that fall to the earth, take root, and eventually ___________.

(ต้นไม้เกือบทั้งหมดมีเมล็ดซึ่งหล่นลงสู่พื้นดิน  งอกราก  และ __________________ ในที่สุด)

(a) generate new seeds    (สร้างเมล็ดใหม่)

(b) new seeds generated

(c) by generating new seeds

(d) new seeds generated there

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากต้องใช้คำให้สมดุลกัน  (Balance)  คือ  “Fall to earth”,  “Take root”  และ  “Generate new seeds

                                      ตัวอย่างที่ 

  • Among the advantages which Mr. Barlow has given his children  are a good college education and _____________.

(ในบรรดาข้อได้เปรียบต่างๆ ซึ่งมิสเตอร์บาร์โลว์ได้ให้แก่ลูกๆ ของเขา  คือ  การศึกษาอย่างดีในมหาวิทยา

ลัย  และ ____________)

(a) extensive travel abroad   (การเดินทางอย่างกว้างขวางมากในต่างประเทศ)

(b) to travel extensively abroad

(c) travel extensively abroad

(d) of extensive travelling abroad

ตอบ   -   ข้อ   (a)   ต้องใช้ในรูปคำนาม (วลี)   (“Travel” ในที่นี้เป็นคำนาม)  ให้สมดุลกับคำนาม (วลี)   “A good college education”  ที่อยู่ข้างหน้า  “And

                                      ตัวอย่างที่ 

  • James likes reading, hiking, and _________________________________________. 

(เจมส์ชอบการอ่านหนังสือ  การเดินทางไกลด้วยเท้า  และ __________________________)

(a) he listens to music

(b) to listen to music

(c) listen to music

(d) listening to music    (การฟังดนตรี)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องให้ข้อความสมดุลกัน  คือ  “Like + Gerund (Verb + ing)”   คือ  “Like reading, hiking and listening….............….”   ทั้งนี้  กริยา  “Like”  อาจตามด้วย  “Infinitive with to” (To + Verb 1    ก็ได้   ดังนั้น  ข้อนี้จึงอาจตอบ  “Like to read, to hike, and to listen to music”  โดยต้องให้สมดุลกัน  คือ  เป็น  “Format”  เดียวกัน

                                     ตัวอย่างที่ 

  • Mount Kilimanjaro’s (in Tanzania, Africa) flora is unmatched in its ____________ and the area is also home to many rare birds and animals of west Tanzania.

(พืชพันธุ์ชนิดต่างๆ ของภูเขาคิลิมานจาโร (ยอดเขาสูงสุดในประเทศแทนซาเนียและทวีปแอฟริกา) ไม่มีสิ่งใดทัดเทียมในด้าน _____________ ของมัน  และพื้นที่นี้ยังเป็นที่อยู่อาศัยของนกและสัตว์หายากจำนวนมาก  ของแทนซาเนียตะวันตกด้วย)

(a) uniqueness and how it is diverse

(b) being unique and diversity

(c) uniqueness and diversity    (ความมีลักษณะเฉพาะ (พิเศษ) และความหลาก หลาย)

(d) being unique with diversity

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากหลังสรรพนามแสดงความเป็นเจ้าของ  (Possessive adjective – His, Her, My, Your, Our, Their, Its)  ต้องตามด้วยคำนาม  อย่างไรก็ตาม  อาจตอบ  “Its being unique and diverse”  (ความมีลักษณะเฉพาะ (พิเศษ) และความหลากหลายของมัน)   ก็ได้   แต่ไม่นิยมเหมือนใน  ข้อ  (c)

                                      ตัวอย่างที่ 

  • The natural resources of Kentucky include rich soils and mineral deposits, ____________, and plentiful plant and animal life.

(ทรัพยากรธรรมชาติของรัฐเคนตักกี (สหรัฐฯ) ประกอบด้วย  ดินและแหล่งแร่ธาตุที่อุดมสมบูรณ์, ____________ , และชีวิตพืชและสัตว์มากมาย) 

(a) forests are thick

(b) thick forests    (ป่าทึบ)

(c) thickly forested

(d) are forested thickly    (ถูกทำให้กลายเป็นป่าอย่างทึบ-หนาแน่น)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ต้องใช้รูปคำนามเพื่อให้สมดุล (Balance) หรือคู่ขนานกับคำนามตัวอื่นๆ  คือ  ดินและแหล่งแร่ธาตุที่อุดมสมบูรณ์, ป่าทึบ , และชีวิตพืชและสัตว์มากมาย

 

5. The higher the standard of living and the greater the national wealth, the _______________.

(ยิ่งมาตรฐานการครองชีพสูงขึ้น  และความมั่งคั่งของชาติเพิ่มมากขึ้น, __________________)

(a) greater is the amount of paper is used

(b) greater amount of paper is used

(c) amount of paper is used is greater

(d) greater the amount of paper used    (ปริมาณกระดาษที่ใช้ก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น)

ตอบ   -   ข้อ  (d)   ดูเพิ่มเติมโครงสร้าง  “ยิ่ง................ก็ยิ่ง...............”  จากประโยคข้างล่าง

                                     ตัวอย่างที่ 

  • On enough logical reasons, the fewer seeds, _______________________________.

(ตามเหตุผลที่เป็นไปตามหลักตรรกะอย่างเพียงพอ  ยิ่งเมล็ดน้อย  ___________________)

(a) the less plants grow

(b) the fewer plants    (ก็ยิ่งต้นไม้ (หรือพืช) น้อย)  (ความหมาย คือ  ยิ่งหว่านเมล็ดลงไปน้อย 

        ก็ยิ่งได้ต้นไม้น้อย)

(c) the less plants

(d) the plants the fewer

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Fewer”  (น้อยกว่า)  มาจาก  “Few”  ต้องใช้กับคำนามนับได้ พหูพจน์  ส่วน  “Less”  (น้อยกว่า)  มาจาก  “Little”  ใช้กับคำนามนับไม่ได้  (เอกพจน์เสมอ)  ในประโยคข้างบน  “Seeds”  และ  “Plants”   เป็นนามนับได้ พหูพจน์  จึงต้องตัด  ข้อ   (a)  และ  (c)   ทิ้งไป  สำหรับการเรียงโครงสร้าง  “ยิ่ง.......................ก็ยิ่ง.................”  ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

                                       ตัวอย่างที่  

  • The longer you stay here, ______________________________________________.

(ยิ่งคุณพักอยู่ที่นี่นานยิ่งขึ้น  _____________________________________________)

(a) it will be better

(b) it will be the better

(c) the better will it be

(d) the better it will be    (มันก็ยิ่งดีมากขึ้น)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “The + Adjective (ขั้นกว่า)  + Subject + Verb, the + Adjective (ขั้นกว่า)  + Subject + Verb”  หรือ  แบบย่อๆ  เช่น

  • The sooner, the better.   (ยิ่งเร็วก็ยิ่งดี)
  • The more, the merrier.   (ยิ่ง (คน) มาก  ก็ยิ่งสนุก)
  • The slower, the safer.   (ยิ่งช้า  ก็ยิ่งปลอดภัย)
  • The longer, the higher price.   (ยิ่งนานไป  ก็ยิ่งราคาสูงขึ้น)

                                       ตัวอย่างที่  

  • The older he grows, ________________________________________ he becomes.

(ยิ่งเขาอายุมากขึ้น  เขาก็ _____________________________________________)

(a) more foolish

(b) foolish

(c) foolisher    (ไม่มีใช้รูปนี้)

(d) the more foolish    (ยิ่งโง่มากขึ้น)

ตอบ  -  ข้อ   (d)

                                      ตัวอย่างที่            (จงเลือกข้อที่ผิดไวยากรณ์จากข้อ  ๑ – ๔)

  • Sometimes (1) the more we attempt to explain (2) our mistake, the (3) worst our story (4) sounds.  

(บางครั้ง  ยิ่งเราพยายามที่จะอธิบายความผิดของเรา (คือแก้ตัว)  เรื่อง (ที่พูดแก้ตัว) ของเรา  ก็ดูเหมือนว่ายิ่งเลวร้ายมากยิ่งขึ้น)

ตอบ   –   ข้อ   (3)   แก้เป็น  “Worse”  (มาจาก  “bad,  worse,  worst” – แย่-เลวร้าย, แย่กว่า-เลวร้ายกว่า, แย่ที่สุด-เลวร้ายที่สุด)   เนื่องจากมาจากรูป   “ยิ่ง...............ก็ยิ่ง................”  โดยมีโครงสร้าง  คือ (The + Adjective (ขั้นกว่า)  + Subject + Verb, the + Adjective (ขั้นกว่า) + Subject + Verb)  เช่น

  • The more one has, the more one wants.

(คนเรายิ่งมีมาก  ก็ยิ่งต้องการมาก)

  • The sooner she arrives, the better it is.

(ยิ่งเธอมาถึงเร็ว  ก็ยิ่งดี)

  • The bigger the house is, the more expensive it is.

(ยิ่งบ้านยิ่งหลังใหญ่ขึ้น  ราคาก็ยิ่งแพงขึ้น)

  • The more he tried to explain, the less she understood him.

(ยิ่งเขาพยายามอธิบายมากยิ่งขึ้น  เธอก็ยิ่งเข้าใจเขาน้อยลง)

  • The more the people come to our party, the funnier it will be.

(ยิ่งคนมางานเลี้ยงของเรามากขึ้น  มันก็ยิ่งสนุกมากขึ้น)

  • The heavier the boxes are, the more difficult it is to carry them.

(ยิ่งกล่องยิ่งใหญ่ขึ้น  ก็ยิ่งแบกมันลำบากมากยิ่งขึ้น)

  • The more he loves her, the less she loves him.

(ยิ่งเขารักเธอมากขึ้น  เธอก็ยิ่งรักเขาน้อยลง)

  • The more money we gave them, the more (money) they wanted from us. 

(ยิ่งเราให้เงินเขามากขึ้น  เขาก็ยิ่งต้องการ (เงิน) จากเรามากขึ้น)

  • The more we read, the wiser we become.

(ยิ่งเราอ่านมากขึ้น  เราก็ยิ่งฉลาดมากขึ้น)

  • The more loan he takes, the deeper he is in debt.

(ยิ่งเขากู้เงินมากขึ้น  เขาก็ยิ่งเป็นหนี้มากขึ้น)

 

6. Because I had missed quite a few classes due to my illness, I ______________ very hard for my exams in order to make up for what I had missed.

(เพราะว่าผมขาดเรียนไปหลายครั้งเนื่องจากป่วย  ผม _____________ อย่างหนักสำหรับการเตรียมสอบ  เพื่อชดเชยในสิ่ง (วิชา) ที่ผมขาดเรียนไป)

(a) used to study    (เคยเรียน)

(b) will have studied    (จะได้เรียนไปแล้ว)

(c) had to study    (จำเป็นต้องเรียน)

(d) would rather study    (อยากจะเรียน)

ตอบ  -  ข้อ   (c)  เนื่องจากกริยาในอนุประโยค  (Subordinate clause)  อยู่ในรูป  Past perfect tense (Had missed)  กริยาในประโยคใหญ่  (Main clause)  จึงต้องอยู่ในรูปอดีต  (Had to)

 

7. The children ___________ have as much fruit as they like, but please don’t give them any sweets.

(เด็กๆ ___________ รับประทานผลไม้มากเท่าที่พวกเขาชอบ  แต่กรุณาอย่าให้ของหวาน-ขนมหวานแก่พวกเขา)

(a) will

(b) would

(c) can    (สามารถ)

(d) must    (จะต้อง)

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เป็นการแสดงการอนุญาต  มีความหมายเหมือนกับ  “May

 

8. Both of them can drive but Bill drives _________________________________________.

(ทั้ง ๒ คนขับรถเป็น  แต่บิลขับ ____________________________________________)

(a) careful

(b) more careful

(c) more carefully    (ระมัดระวังมากกว่า)

(d) most carefully

ตอบ  –  ข้อ  (c)  เป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  ว่า  “บิลขับรถอย่างระมัดระวังมากกว่าอีกคนหนึ่ง”  แต่เนื่องจากขยายกริยา “drives,”  “careful”  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาวิเศษณ์ “Adverb”  (Carefully)  และขยายด้วย  “More”  (ในการเปรียบเทียบ “ขั้นกว่า”  คำกริยาวิเศษณ์  ต้องขยายด้วย  “More”  เสมอ)  ดูเพิ่มเติมการเปรียบเทียบ “ขั้นกว่า” จากตัวอย่างข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • The rent on this office is ________ than the rent we have been paying at our old place.

(ค่าเช่าสำนักงานแห่งนี้ ______________ กว่าค่าเช่าที่เรากำลังจ่ายอยู่ ณ สถานที่เก่าของเรา)

(a) high    (สูง)

(b) highly    (อย่างสูง)

(c) higher    (สูงกว่า)

(d) highest    (สูงสุด)

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ “ขั้นกว่า”  (Comparative)  สังเกตได้จากมีคำว่า  “Than”  ซึ่งจะต้องอยู่หลังคำคุณศัพท์  (Adjective)  หรือคำกริยาวิเศษณ์ (Adverb) ที่อยู่ในรูป “ขั้นกว่า”  เช่น  “bigger than,”  “smaller than,”  “older than,”  “younger than,”  ในกรณีเป็นคำคุณ ศัพท์พยางค์ยาวหรือคำกริยาวิเศษณ์ต้องใช้  “More”  นำหน้า  เช่น  “more expensive than”  (แพงกว่า),  “more important than” (สำคัญกว่า),  “more quickly than” (อย่างเร็วกว่า),  “more carefully than” (อย่างระมัดระวัง-รอบคอบกว่า)  หรือ   “more spacious than”  (มีพื้นที่กว้างขวางกว่า)  เป็นต้น

 

9. A tariff is customarily collected on goods _____________________________ into a country.

(ภาษีศุลกากรถูกเก็บตามปกติกับสินค้า (ที่) _________________________ ในประเทศหนึ่ง)

(a) come

(b) came

(c) coming    (เข้ามา)

(d) have coming

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยคแบบ  “Adjective clause”  {…….......….goods which (that) come into a country} ซึ่งขยายคำนาม  (Goods)

 

10. ____________ photosynthesis were to stop, most living things would disappear from the Earth in a few years.

(____________ การสังเคราะห์แสงจะต้องหยุดไป  (ในขณะนี้)  สิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่จะสูญหายไปจากโลกในเวลาไม่กี่ปี)

(a) Besides    (นอกจาก, นอกจากนั้น)

(b) If    (ถ้า)

(c) So

(d) For

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่  ๒  “Present unreal”   (ไม่เป็นจริงในปัจจุบัน)  ซึ่งมี  ๒  นัย  คือ  (๑) เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน  หรือ  (๒) เหตุการณ์เกิดขึ้นได้ยาก  หรือมีโอกาสน้อยมากที่จะเกิดขึ้น  (ในปัจจุบัน)  สำหรับประโยคข้างบน  เป็นการสมมติที่ไม่เป็นจริงในปัจจุบัน  เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง  คือ  “(ในปัจจุบัน)  การสังเคราะห์แสงไม่หยุด  ทำให้สิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่ไม่สูญหายไปจากโลก”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                       ตัวอย่างที่ 

  • _________________________________________ next month, I would give a party.

(____________________________________________ เดือนหน้า  ผมจะจัดงานเลี้ยงให้)

(a) If she comes

(b) Should she comes

(c) Were she to come    (ถ้าเธอมีความตั้งใจ (มุ่งมั่น) ที่จะมา)

(d) If she would come

ตอบ   -   ข้อ    (c)  เนื่องจากมาจากข้อความ  “If she were to come”  (ถ้าเธอมีความตั้งใจ (มุ่งมั่น) ที่จะมา)  เป็น  “If clause”  แบบที่  ๒  หรือ  “Present unreal”  (ไม่เป็นจริงในปัจจุบัน – หรืออนาคต)  คือ มีความหมายเป็น  ๒  นัย  คือ  (๑) ไม่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน  เช่นในประโยค  “If I were a bird (= Were I a bird), I would fly to the moon.”  (ถ้าฉันเป็นนก  ฉันจะบินไปดวงจันทร์) (หมายถึง  ถ้าเป็นนกในปัจจุบัน  ซึ่งเป็นไปไม่ได้  หรือไม่อาจเกิดขึ้นได้จริง)  (๒) เกิดขึ้นได้ยาก  หรือผู้พูดคิดว่าคงมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก  เช่นในประโยคข้างบน (ตัวอย่างที่  )  ผู้พูดเชื่อว่า  “เป็นไปได้ยากที่เธอจะมาเดือนหน้า  ดังนั้น  ผมคงไม่ต้องจัดงานเลี้ยงให้”  ดูเพิ่มเติม  “If clause” แบบที่  ๒  จากประโยคข้างล่าง

                                      ตัวอย่างที่ 

  • If I ___________________________________________ you, I should leave quickly.

(ถ้าผม _________________________________ คุณ  ผมจะจากไป (ออกไป) อย่างรวดเร็ว)

(a) was

(b) am

(c) were    (เป็น)

(d) like

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่ ๒  “Present unreal” (ไม่เป็นจริงในปัจจุบัน)  (เพราะผมไม่ใช่คุณ  ผมจึงไม่ต้องรีบจากไป)  (เป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน)

                                       ตัวอย่างที่  

  • This test is in English.  If it were in Thai, I______________________________ it at all.  

(แบบทดสอบนี้เป็นภาษาอังกฤษ  ถ้ามันเป็นภาษาไทย  ผม ______________________ มันเลย)

(a) shall not mind

(b) am not minding

(c) would not mind    (จะไม่รังเกียจ)

(d) would not be minded

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่ ๒  “Present unreal”   คือการสมมติที่ไม่เป็นจริงในปัจจุบัน  (การทดสอบไม่ได้ใช้ภาษาไทย  แต่ใช้ภาษาอังกฤษ  ผมจึงรังเกียจมัน)  (เป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน)

                                       ตัวอย่างที่ 

  • If you lived closer to the office, you _______________ trouble getting to work on time.

(ถ้าคุณอาศัยอยู่ใกล้กับสำนักงานมากกว่านี้  คุณ ___________ ปัญหาเรื่องไปทำงานทันเวลา)

(a) don’t have    (ไม่มี)

(b)  didn’t have    (ไม่มี)

(c)  won’t have    (ไม่มี)

(d) wouldn’t have    (จะไม่มี)

ตอบ   -    ข้อ  (d)  เนื่องจากประโยคนี้เป็นประโยค  “If clause”  แบบที่  ๒  “Present unreal”  (ไม่เป็นจริงในปัจจุบัน)   คือ   “ประโยคเงื่อนไขในปัจจุบันที่ไม่เป็นความจริง”  กล่าวคือ  “ถ้าในปัจจุบัน  คุณอาศัยอยู่ใกล้ออฟฟิศมากกว่านี้  คุณก็จะไม่มีปัญหาเรื่องการมาทำงานสาย”  แต่ในความเป็นจริงคือ  “บ้านคุณอยู่ไกลจากออฟฟิศมาก  คุณก็เลยมาทำงานสายบ่อย”  (คือ  คุณอาศัยอยู่ใกล้ออฟฟิศ  ไม่เป็นความจริง  -  ความจริง คือ อยู่ไกลจากออฟฟิศ)  ประโยคเงื่อนไข  “If clauseแบบที่  ๒”  (Present unreal)  ในประโยคใหญ่  (Main clause)  จะใช้รูป  “Subject + V.ช่องที่ 2”  และในกรณีมี   “Verb to be”   ให้ใช้  “Were”  กับประธานทุกตัว  (He, She, It, I, We, You, They)  ส่วนในประโยคย่อยหรืออนุประโยค  (Subordinate clause)  จะใช้รูป  “Subject + Would + (Not) + V. ช่องที่ 1

                                            สำหรับการใช้   “If clause”  แบบที่  ๒  นี้  มักใช้เมื่อ  (๑) เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน  ดังประโยคข้างบน (ตัวอย่างที่  ๒,  ๓  และ  ๔)   หรือไม่ก็   (๒)  ผู้พูดมีความเชื่อว่า  ข้อความที่พูดออกมามีโอกาสเกิดขึ้นได้ยาก   เช่น  ประโยคในตัวอย่างที่  ๑  และประโยคข้างล่าง

  • If you came to the party today  (หรือ tomorrow), you would meet my wife.

(ถ้าคุณมางานเลี้ยงวันนี้ – หรือพรุ่งนี้ – คุณก็จะได้พบภรรยาผม)  (ในข้อนี้ผู้พูดค่อนข้างจะมั่นใจว่า  “คุณคงจะไม่มาหรอก  และคุณก็จะไม่ได้พบภรรยาผม”   แต่ถ้าผู้พูดมั่นใจว่า “คุณ”  คงมางานเลี้ยงแน่  และคงได้พบภรรยาผมแน่  ผู้พูดก็จะพูดในรูป  “If clauseแบบที่ 1”  คือ  “If + Subject + Verb  1, Subject + Will + Verb 1”  คือ

  • If you come to the party today (tomorrow), you will meet my wife.

(ถ้าคุณมางานเลี้ยงวันนี้ (วันพรุ่งนี้)  คุณก็จะได้พบภรรยาผม)  (ผู้พูดมั่นใจว่า “คุณ” จะมางานเลี้ยงแน่ๆ  และก็จะได้พบภรรยาผมแน่)

                                           ตัวอย่างอื่นๆ ของ  “If clause”  แบบที่  ๒  เช่น

  • If I were a poor student, I would not go on holiday as often as I would.

(ถ้าผมเป็นเด็กนักเรียนยากจน (ในขณะนี้)  ผมก็คงจะไม่ไปเที่ยววันหยุดพักผ่อนบ่อยเหมือนกับที่ผมทำอยู่)   (ผู้พูดมั่นใจว่า  ตนไม่ได้เป็นนักเรียนยากจน (การที่ตนเป็นนัก เรียนยากจนไม่เป็นความจริง)  ตนเลยได้ไปเที่ยววันหยุดบ่อยๆ)

  • If I were you, I would not let him say such things.

(ถ้าผมเป็นคุณ (ในขณะนี้)  ผมจะไม่ปล่อยให้เขาพูดเช่นนั้น)   (แต่เพราะว่าผมไม่ได้เป็นคุณ  (ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้) ผมเลยปล่อยให้เขาพูดเช่นนั้นออกไป)

  • If you met the Queen, how would you address her?

(ถ้าคุณพบราชินี (ในตอนนี้)  คุณจะพูดกับพระองค์อย่างไร)   (แต่ผู้พูดมั่นใจว่า  มีโอกาสน้อยมาก หรือ เกิดขึ้นได้ยากมาก  ที่คุณจะได้พบกับราชินี)

  • If she were a princess, she would be very happy.

(ถ้าเธอเป็นเจ้าหญิง (ในขณะนี้)  เธอคงจะมีความสุขมาก)   (แต่เธอมิได้เป็นเจ้าหญิง (เป็นเรื่องสมมติที่เป็นไปไม่ได้)   เธอเลยไม่มีความสุข)

  • If I were a bird, I would fly to the moon.

(ถ้าผมเป็นนก (ในตอนนี้ผมจะบินไปดวงจันทร์)  (เป็นเรื่องสมมติที่เป็นไปไม่ได้  ที่ผมจะเป็นนก  ผมก็เลยไม่ได้บินไปดวงจันทร์)

  • If you ever met the Queen, what would you do?

(ถ้าคุณพบกับราชินี  คุณจะทำอย่างไร)  (ผู้พูดมั่นใจว่า  คุณคงไม่มีโอกาสได้พบหรอก  หรือยากเต็มทีที่จะได้พบ)

  • I could not possibly go there unless my parents gave me some money.  (Unless = if ……………not)

(ผมคงไม่สามารถไปที่นั่นได้ (ในขณะนี้ หรือ อนาคต)  ถ้าพ่อแม่ไม่ให้เงินผม)  (ผู้พูดมั่นใจว่า  ตนคงไปที่นั่นได้แน่  เพราะพ่อแม่ให้เงิน)

  • Can you come?  I would if I could but I can’t.  

(คุณมาได้ไหมล่ะ  ผมจะมาถ้าผมสามารถทำได้ (ในปัจจุบัน)   แต่ผมก็ไม่สามารถมาได้)  (ผู้พูดมั่นใจว่า  คงเป็นไปไม่ได้  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก  ที่ตัวเขาจะมา)

                                           สำหรับใน  “If clause” แบบที่    ที่มีกริยา  “Were”  เราสามารถใช้รูป  “ผกผัน”  (Inversion)  ได้  โดยนำ  “Were”  มาขึ้นต้นอนุประโยค  แทน  “If”  ได้  ไม่ว่าอนุประโยค  (If clause)  จะอยู่ข้างหน้า  หรือข้างหลังประโยคใหญ่  (Main clause)  ดังประโยคข้างล่าง

  • Were he to leave today, he would be there by Friday.

(= If he were to leave today, he would be there by Friday.)

(ถ้าเขาตั้งใจ-มุ่งมั่นที่จะออกเดินทางวันนี้ (เป็นการสมมติเหตุการณ์ปัจจุบัน)  เขาคงไปถึงที่นั่นราววันศุกร์)   (ผู้พูดมั่นใจว่า  เป็นไปได้ยากมาก  หรือเป็นไปไม่ได้เลย  ที่เขาจะออกเดินทางวันนี้)

  • Were it less expensive, we would buy it.

(= If it were less expensive, we would buy it.)

(ถ้ามันราคาแพงน้อยกว่านี้ (ในขณะนี้ หรือ ในอนาคต)   เราจะซื้อมัน)   (แต่เนื่องจากมันราคาแพง  เราเลยไม่ซื้อ)  (ผู้พูดมั่นใจว่า  สินค้าราคาถูกไม่เกิดขึ้นจริง  หรือ เกิดขึ้นได้ยากมาก)

  • Were I you, I would not let him say such things.

(= If I were you, I would not let him say such things.)

(คำแปลอยู่ข้างบน)

  • I would not go to school every day were I a poor student.

(= I would not go to school every day if I were a poor student.)

(ผมจะไม่ไปโรงเรียนทุกวัน  ถ้าผมเป็นนักเรียนยากจน  -  ในปัจจุบัน)   (ผู้พูดมั่นใจว่า  ตนได้ไปโรงเรียนทุกวัน  เพราะตนไม่ได้เป็นนักเรียนยากจน)  (การที่ตนเป็นนักเรียนยากจนไม่เป็นความจริง)

  • She would give me a million baht (now) were she a millionaire.

(= She would give me a million baht (now) if she were a millionaire.

(เธอจะให้ผม  ๑  ล้านบาท (ในขณะนี้)  ถ้าเธอเป็นเศรษฐี)  (แต่เพราะว่าเธอมิได้เป็นเศรษฐี  เธอจึงมิได้ให้เงินล้านแก่ผม)  (การเป็นเศรษฐีของเธอมิได้เกิดขึ้นจริง  หรือเป็นไปไม่ได้)  (เป็นการสมมติที่มิได้เกิดขึ้นจริง  หรือเป็นไปไม่ได้  ในปัจจุบัน  จงเปรียบเทียบความแตกต่างกับ  “If clause”  แบบที่  ๓  (Past unreal)  -  เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  หรือเกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค)  (อยู่ใน  ข้อ    ของข้อสอบชุดนี้)

 

11. __________________ for leather goods, various materials have been developed as substitutes.

(_____________ สินค้าผลิตภัณฑ์หนังฟอก  วัสดุต่างๆได้รับการพัฒนาขึ้นมาเป็นสิ่งทดแทน)  (ทดแทนผลิตภัณฑ์หนังฟอก  )

(a) Because of the demand    (เนื่องมาจากความต้องการ)

(b) Because it demands

(c) Its demand

(d) Demands

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากข้อความ  “Because of the demand for leather goods”  เป็นเพียงวลีที่ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverbial phrase of reason)  ขยายกริยา  “Have been developed”  เพื่อบอกว่า  วัสดุต่างๆได้รับการพัฒนาขึ้นมาเป็นสิ่งทดแทนเครื่องหนังด้วยเหตุผลอะไร

 

12. What time did you arrive __________________________________________ last night?

(คุณมาถึง __________________________________________ เมื่อใด  เมื่อคืนที่ผ่านมา)  

(a) at home

(b) to home

(c) into home

(d) home    (บ้าน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   “Arrive home”  ไม่ต้องมี   “Preposition”  แต่   “Arrive in”  ใช้กับ  มาถึง  เมือง,  ประเทศ  (Arrive in Bangkok, London, France)   ส่วน  “Arrive at” = มาถึงสถานที่ที่แคบลงมา   เช่น   “Arrive at the hospital, bank, office, school, church, etc.,  แต่ต้องใช้  Arrive at my home (= Arrive home)

 

13. They find this English lesson ________________________________________________.

(พวกเขาพบว่าบทเรียนภาษาอังกฤษบทนี้ ______________________________________)

(a) bored    (ทำให้เบื่อ)  (ในอดีต)

(b) are boring    (น่าเบื่อ)

(c) are bored    (รู้สึกเบื่อ)

(d) boring    (น่าเบื่อ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ตามโครงสร้าง  “Subject + Find + กรรม + Adjective

  • We found the movies interesting.

(เราพบว่าหนังน่าสนใจ)

  • She found her exam very difficult.

(เธอพบว่าการสอบยากมาก)

  • They found the accident terrifying.

(พวกเขาพบว่าอุบัติเหตุน่ากลัว)

  • He finds Japanese people more polite than other peoples.

(เขาพบว่าคนญี่ปุ่นสุภาพมากกว่าคนเชื้อชาติอื่นๆ)

 

14. He has always preferred bustling city life ____________________ his wife is just the opposite.

(เขาชอบชีวิตเมืองที่วุ่นวายโดยเสมอมา _________  ภรรยาของเขากลับตรงกันข้าม)  (คือ  ไม่ชอบ)

(a) unlike    (ไม่เหมือน)  (เป็น  “Preposition”)  (ต้องตามด้วยคำนาม หรือวลี)

(b) otherwise    (มิฉะนั้น)  (ตามด้วยประโยค)

(c) whereas    (แต่ทว่า, อย่างไรก็ตาม, ในทางตรงกันข้าม)  (ตามด้วยประโยค)

(d) in addition    (นอกจากนั้น)  (ตามด้วยประโยค)

ตอบ   -   ข้อ    (c)   ตัวอย่างการใช้  “Whereas”   ได้แก่

  • Humans are capable of error whereas the computer is not.

(มนุษย์สามารถทำผิดได้  แต่ทว่าคอมพิวเตอร์ไม่)

  • Radar employs radio waves whereas sonar uses sound waves.

(เรดาร์ใช้คลื่นวิทยุ  แต่ทว่าโซนาร์ (ระบบการหาตำแหน่งวัตถุใต้น้ำ) ใช้คลื่นเสียง)

  • I used to think that money was incredibly important.  Whereas I look at it now in quite a different way.

(ผมเคยคิดว่า  เงินมีความสำคัญอย่างเหลือเชื่อ  อย่างไรก็ตาม  ผมมองมัน (เงิน) ในขณะนี้  ในแบบที่แตกต่างออกไป (จากเดิม) อย่างมาก)

 

15. It is the high humidity that makes London chilly, _________________________________.

(มันเป็นความชื้นสูงที่ทำให้ลอนดอนเย็นเยือก, __________________________________)

(a) not below its temperature

(b) not the low temperature    (มิใช่อุณหภูมิต่ำ)

(c) not due to its below temperature

(d) not because its below temperature

ตอบ   -   ข้อ   (b)   หรืออาจตอบ  “It is due to (because of) the high humidity that makes London chilly, not the low temperature.”  ก็ได้  สำหรับ  “Below”  เป็นคำบุรพบท  (Preposition)  และกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ไม่สามารถใช้ขยายหน้าคำนาม  เหมือนใน  ข้อ  (A, C, D)  ดูตัวอย่างการใช้  “Below”  จากประโยคข้างล่าง

  • You can see the town spread out below.

(คุณสามารถเห็นเมืองขยายออกไปเบื้องล่าง)  (เมื่อมองจากมุมสูง)

  • This time the fish attacked from below.

(คราวนี้  เจ้าปลาจู่โจมมาจากข้างล่าง)  (คือ ใต้น้ำ)

  • They dived a mile below the surface of the ocean.

(พวกเขาดำน้ำลงไป   ไมล์ ใต้ผิวหน้าของมหาสมุทร)

  • The only permanent water supply was below the ground.

(แหล่งน้ำถาวรเพียงแห่งเดียวอยู่ใต้พื้นดิน)  (คือ  น้ำบาดาล)

  • They spend their lives below ground sucking sap from roots.

(พวกมันใช้ชีวิตอยู่ใต้ดิน  ดูดเอาน้ำหล่อเลี้ยงในเนื้อเยื่อจากราก)

  • One summer noon, just below the tree line, I saw a grizzly bear.

(ตอนเที่ยงของฤดูร้อนวันหนึ่ง  -  ใต้แนวต้นไม้ลงไป  -  ผมเห็นหมีสีเทาตัวหนึ่ง)

  • The title was written in large letters, with the names of the authors below.

(ชื่อเรื่อง (ชื่อหนังสือ) ถูกเขียนด้วยอักษรตัวใหญ่  โดยมีชื่อของผู้เขียนอยู่ข้างล่าง)

  • The muscles below his knees were beginning to ache a little.

(กล้ามเนื้อใต้เข่าของเขากำลังเริ่มเจ็บปวดเล็กน้อย)

  • She heard two men talking below.

(เธอได้ยินผู้ชาย  ๒  คนกำลังคุยกันอยู่ข้างล่าง)  (ห้องชั้นล่าง)

  • There is a young man below who wants to see you immediately.

(มีชายหนุ่มคนหนึ่งอยู่ข้างล่าง (ของอาคาร) ซึ่งต้องการพบคุณในทันที)

  • The room below this is my study.

(ห้องข้างล่าง (ของบ้าน) เป็นห้องเรียนของผม)

  • Why don’t you go below in your cabin?

(ทำไมคุณไม่ลงไปข้างล่าง (ของเรือ) ที่ห้องพักของคุณล่ะ)

 

16. He thought he was ___________ person working here, but now he’s learned that Frank is even ___________.

(เขาคิดว่าเขาเป็นบุคคลที่ _______ ที่ทำงานที่นี่  แต่ขณะนี้เขาได้รู้แล้วว่า  แฟรงค์ ______ เขาเสียอีก)

(a) very old ___________ so old    (แก่มาก ................ แก่มาก)

(b) too old ___________ so old    (แก่เกินไป ................ แก่มาก)

(c) the older ___________ oldest    ()

(d) the oldest ___________ older    (อายุมากที่สุด ................ มีอายุมากกว่า)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากถูกหลักไวยากรณ์ที่สุด  ส่วนไวยากรณ์ที่ถูกต้องสำหรับข้ออื่นๆ คือ  “A very old person,”  “Too old a person,”  “An older person

 

17. Peter Joseph Wilhelm developed a method for bringing substances to the lowest temperatures _____________.

(ปีเตอร์ โจเซฟ วิลเฮล์ม  ได้พัฒนาวิธีสำหรับการนำสสารไปสู่อุณหภูมิต่ำสุด (ซึ่ง)  _________)

(a) knowing to science

(b) known to science    (เป็นที่รู้จักกันในด้านวิทยาศาสตร์)

(c) science is known

(d) knowing science

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยคแบบ  “Adjective clause”  {………….. lowest temperatures which (that) are known to science} ซึ่งขยายคำนาม  lowest temperatures    

 

18. Some metropolitan newspapers would make sizable volumes _______________ in book form.

(หนังสือพิมพ์ของเมืองขนาดใหญ่บางฉบับ  จะรวมกันได้เป็นเล่มขนาดใหญ่หลายๆ เล่ม _________ ในรูปของหนังสือ)

(a) they are printed

(b) when printing

(c) if printed     {ถ้า (ถูก) พิมพ์}

(d) print them

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  “If clause”  (If they were printed in book form)

 

19. My boss asked me to answer the phone, to take all messages, and _________ some letters.

(เจ้านาย  -  หรือหัวหน้า  -  ของผม  ขอร้องให้ผมรับโทรศัพท์,  รับ (จด) ข้อความทั้งหมดไว้,  และ __________ จดหมาย)

(a) typing

(b) type

(c) to type    (พิมพ์)

(d) typewrite    (พิมพิ์ด้วยเครื่องพิมพ์ดีด)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องใช้ให้สมดุลกัน  จากโครงสร้าง  “Ask someone to do something”  (ขอร้องให้ใครทำอะไร)  (Asked me to answer……........, to take……....…, and to type…………)

 

20. The girls wanted to help ________________________ make their costumes for the play.

(เด็กหญิงนั้นต้องการช่วยเหลือ __________________ ทำเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายสำหรับละคร)

(a) all

(b) each the other    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(c) each other    (ซึ่งกันและกัน  -  ๒ คน)  (มีเด็กหญิงเพียง  ๒  คน)

(d) one the other    (รูปนี้ไม่มีใช้)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   หรือ อาจใช้  “One another  (ซึ่งกันและกัน  ตั้งแต่  ๓  คนขึ้นไป)  ซึ่งในกรณีนี้หมายถึงมีเด็กหญิงตั้งแต่ ๓ คนขึ้นไป

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป